หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ใช้การหายใจแทนการใช้วิธีทดสอบด้วยเลือด (blood test)
นักวิทยาศาสตร์จาก ETH Zurich และ University Hospital Zurich ขณะนี้ได้พัฒนาวิธีติดตามการสลายไขมันที่ใช้ได้สะดวกมากและให้ผลทันทีโดยทดสอบการหายใจออกระหว่างการออกกำลังกาย เมื่อร่างกายเผาผลาญไขมันจะให้ผลิตผลพลอยได้เป็น acetone ซึ่งระเหยได้ คณะนักวิจัยได้พัฒนาตัวตรวจจับก๊าซขนาดเล็ก (small gas sensor) ซึ่งวัดการมีอยู่ของ acetone ตัวตรวจจับนี้มีความไวมากกว่ามากตัวตรวจจับก่อนหน้านี้ (สามารถตรวจจับโมเลกุลของ acetone โมเลกุลเดียวจากร้อยล้านโมเลกุล) นอกจากนี้ยังวัด acetone ได้เพียงตัวเดียว ดังนั้นส่วนประกอบที่ระเหยได้ที่เป็นที่รู้จักอื่นๆ มากกว่า 800 ตัว ในการหายใจออกจะไม่ส่งผลต่อการวัด ด้วยความร่วมมือกับ University Hospital Zurich คณะนักวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพของตัวตรวจวัดที่ได้พัฒนาขึ้นกับอาสาสมัครในขณะที่ออกกำลังกาย โดยกลุ่มอาสาสมัครต้องปั่นจักรยานออกกำลังกายเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งและหยุดพักระยะสั้นสองช่วง นอกจากนี้อาสาสมัครต้องเป่าในหลอดซึ่งเชื่อมกับตัวตรวจจับ acetone เป็นช่วงสม่ำเสมอ วิธีการวัดใหม่นี้ไปในทางเดียวอย่างชัดเจนกับความเข้มข้นของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ได้แก่  beta-hydroxybutyrate ในเลือดของอาสาสมัคร การวิเคราะห์เลือดนี้เป็นหนึ่งวิธีการมาตรฐานสำหรับติดตามการสลายไขมันในปัจจุบัน ตัวตรวจจับ acetone พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ใช้ chip ที่เคลือบด้วยฟิล์มที่เป็นรูของอนุภาคนาโนกึ่งนำไฟฟ้าชนิดพิเศษ อนุภาคเหล่านั้นคือ tungsten trioxide ซึ่งคณะนักวิจัยได้ฝังซิลิคอน 1 อะตอม การพัฒนา chip เริ่มเมื่อเจ็ดปีที่ผ่านมา เมื่อคณะนักวิจัยค้นพบว่าอนุภาคนาโน tungsten trioxide ทำปฏิกิริยากับ acetone ถ้าอะตอมของอนุภาคนาโนจัดเรียงเป็นโครงสร้างผลึกที่แน่นอน ปฏิกิริยาดังกล่าวทำให้ความต้านทานไฟฟ้าของ chip ที่เคลือบด้วยอนุภาคนาโนลดลง และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สามารถวัดได้ chip ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดเท่ากับเหรียญยูโร 1 เซ็น (cent) แต่คณะนักวิจัยกำลังทำงานเพื่อพัฒนา chip ที่มีขนาดเล็กกว่านี้มากๆ วิธีทดสอบ acetone ในลมหายใจแบบพกพามีให้เห็นแล้ว แต่สามารถเพียงใช้ครั้งเดียวและใช้เวลาหลายนาทีก่อนจะแสดงผล Andreas Guntner หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า เทคโนโลยีของพวกเรามีข้อดีหลักคือ ราคาไม่แพง สามารถจัดการได้ และมีความไวของการวัดสูง นอกจากนี้สามารถวัดได้ผลทันที คณะนักวิจัยขณะนี้กำลังวางแผนที่จะพัฒนาวิธีการนี้เพื่อในที่สุดจะได้ออกสู่ตลาด คณะนักวิจัยมีต้นแบบของอุปกรณ์นี้แล้ว นอกจากนี้คณะนักวิจัยยังกำลังทำงานในการพัฒนาตัวตรวจจับก๊าซของโมเลกุลที่สำคัญทางการแพทย์อื่นๆ ในการหายใจออก เช่น ammonia เพื่อทดสอบการทำงานของไต ที่มา: ETH Zurich (2017, October 10). Breath instead of a blood test. ScienceDaily. Retrieved October 30, 2017, from https://www.sciencedaily.com/releases/2017/10/171010124118.htm
นานาสาระน่ารู้
 
การบริโภคน้ำตาลมากเกินไป แม้แต่คนสุขภาพแข็งแรงมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคหัวใจ
การศึกษาของ University of Surrey พบว่ากลุ่มประชากรแม้แต่ผู้ชายที่มีสุขภาพแข็งแรงมีระดับของไขมันในเลือดและไขมันเก็บในตับเพิ่มขึ้นหลังจากบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง การศึกษานี้เผยแพร่ในวารสาร Clinical Science มองไปที่สองกลุ่มของผู้ชายด้วยระดับไขมันในตับสูงหรือต่ำ และให้อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือต่ำ เพื่อค้นหาว่าปริมาณของไขมันในตับมีผลต่อผลกระทบของน้ำตาลต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ อาหารที่มีน้ำตาลต่ำมีไม่มากกว่า 140 แคลอรี่ต่อวันของน้ำตาล เป็นปริมาณใกล้เคียงแนะนำให้บริโภค ในขณะที่อาหารที่มีน้ำตาลสูงมี 650 แคลอรี่ หลังจาก 12 สัปดาห์ที่ได้รับอาหารที่มีน้ำตาลสูง ผู้ชายที่มีระดับไขมันในตับสูง เรียกภาวะนี้ว่า non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเผาผลาญไขมัน (fat metabolism) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ  ผลการทดลองยังแสดงว่าเมื่อกลุ่มของผู้ชายสุขภาพแข็งแรงที่มีระดับไขมันในตับต่ำบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูง ไขมันในตับจะเพิ่มขึ้นและกระบวนการเผาผลาญไขมันกลายเป็นเหมือนกับผู้ชายที่มีภาวะ NAFLD ศาสตราจารย์ Bruce Griffin กล่าวว่า การค้นพบของพวกเราให้หลักฐานใหม่ว่าการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงสามารถเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญไขมันซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่มา: University of Surrey (2017, October 4). Too much sugar? Even 'healthy people' are at risk of developing heart disease. ScienceDaily. Retrieved October 25, 2017, from https://www.sciencedaily.com/releases/2017/10/171004202008.htm
นานาสาระน่ารู้
 
รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2017: Cryo-electron microscopy
The Royal Swedish Academy of Sciences ตัดสินรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2017 แก่ Jacques Dubochet จาก University of Lausanne สวิตเซอร์แลนด์  Joachim Frank จาก Columbia University สหรัฐอเมริกา และ Richard Henderson จาก MRC Laboratory of Molecular Biology Cambridge สหราชอาณาจักร สำหรับการพัฒนา cryo-electron microscopy เพื่อใช้สำหรับแสดงโครงสร้างที่มีความละเอียดสูงของชีวโมเลกุลในสารละลาย นักวิจัยสามารถปัจจุบันทำให้ชีวโมเลกุลเคลื่อนที่ได้พอประมาณและเห็นขบวนการซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งช่วยทั้งการเข้าใจพื้นฐานทางเคมีของชีวิตและการพัฒนายา กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (electron microscopy) เชื่อมาเป็นเวลานานว่าเหมาะเพียงให้ภาพสำหรับวัตถุไม่มีชีวิตเพราะว่าลำแสงอิเล็กตรอนที่ทรงพลังทำลายวัสดุทางชีววิทยา แต่ในปี 1990 Richard Henderson ประสบความสำเร็จในการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเพื่อสร้างภาพสามมิติของโปรตีนชนิดหนึ่งที่ความละเอียดระดับอะตอม ความสำเร็จครั้งนี้พิสูจน์ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้ Joachim Frank ทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถประยุกต์ใช้ทั่วไป โดยระหว่างปี 1975 และ 1986 ได้พัฒนาวิธีการจัดการกับภาพซึ่งภาพสองมิติที่คลุมเครือของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนได้รับการวิเคราะห์และรวมเข้าด้วยกันเพื่อทำให้ได้โครงสร้างสามมิติที่คมชัด Jacques Dubochet เติมน้ำไปยังกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน น้ำระเหยในสูญญากาศของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ซึ่งทำให้ชีวโมเลกุลเสียหาย ในช่วงต้นของปี 1980 Dubochet ได้ทำให้น้ำเย็นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้น้ำอยู่ในรูปของเหลวรอบๆ สิ่งตัวอย่างชีวโมเลกุล ทำให้ชีวโมเลกุลนั้นคงรูปตามธรรมชาติแม้อยู่ในสูญญากาศ หลังจากการค้นพบเหล่านี้ พื้นฐานของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนได้รับการพัฒนาให้เหมาะสม ความละเอียดระดับอะตอมที่ต้องการทำสำเร็จในปี 2013 และปัจจุบันนักวิจัยสามารถผลิตโครงสร้างสามมิติของชีวโมเลกุลเป็นประจำ    ที่มา: Nobel Foundation (2017, October 4). Nobel Prize in Chemistry 2017: Cryo-electron microscopy. ScienceDaily. Retrieved October 24, 2017, from https://www.sciencedaily.com/releases/2017/10/171004090218.htm
นานาสาระน่ารู้
 
Cengage เปิดตัว OpenNow ระบบเพื่อช่วยให้การเข้าถึงและใช้งาน OER เป็นเรื่องง่าย
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2560 Cengage (บริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเนื้อหา เทคโนโลยี และบริการทางการศึกษา ซึ่งดำเนินงานในประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศทั่วโลก) เปิดตัว OpenNow ซึ่งเป็น digital content platform ที่ถูกออกแบบเพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียน สามารถเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรทางการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resource: OER) ได้โดยง่าย โดยการเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนและต่อรายวิชา หลักสูตรที่ให้บริการ เช่น Introduction to Psychology, American Government and Introduction to Sociology และหลักสูตรที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ เช่น College Algebra, General Chemistry, Macroeconomics, Microeconomics, Introduction to Biology, U.S. History, College Success, Composition and Developmental English OpenNow ให้บริการทรัพยากรทางการศึกษาแบบเปิดด้วย platform ที่ยืดหยุ่น ซึ่งดึงดูดนักเรียนและปลุกความเชื่อมั่นด้วยการประเมินและการวิเคราะห์ เนื้อหาของทรัพยากรทางการศึกษาถูกเลือกเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ครูผู้สอนสามารถใช้เนื้อหาตามที่ต้องการหรือขอความช่วยเหลือจากทีมออกแบบสื่อการเรียนการสอนของ Cengage เพื่อพัฒนาแผนที่หลักสูตร (Course mapping) และพัฒนาหลักสูตรในแบบที่เป็นผู้สอนแต่ละราย (Course personalization) หรือเพื่อพัฒนาหลักสูตรอื่นๆ เพิ่มเติมตามที่ต้องการ ทรัพยากรทางการศึกษาทั้งหมดที่ให้บริการใน OpenNow อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons Licence: CC) ชนิดอ้างอิงแหล่งที่มา (CC-BY) ซึ่งหมายความว่าครูผู้สอนและสถาบันอุดมศึกษาสามารถนำทรัพยากรทางการศึกษาใน OpenNow มาใช้ซ้ำและดัดแปลงแก้ไขตามที่ต้องการ platform ของ OpenNow และเนื้อหาทั้งหมดที่เผยแพร่ใน OpenNow ถูกออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการในสังคม (Universal design) และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยชาวอเมริกันผู้พิการ (American Disabilities Act) โดยผู้ใช้สามารถใช้งาน OpenNow ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ภายในเว็บไซต์ OpenNow ผู้ใช้สามารถไล่เรียงดู (Browse) ทรัพยากรทางการศึกษาที่ต้องการซึ่งถูกแบ่งกลุ่มตามสาขาวิชา หรือจะสืบค้นด้วยข้อมูลทางบรรณานุกรมของทรัพยากรฯ (ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ISBN หรือคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรฯ) OpenNow ยังอำนวยความสะดวกในการค้นหาและเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาของผู้ใช้ด้วยการแบ่งกลุ่มประเภทของผู้ใช้ เช่น นักเรียน ครูผู้สอน นักการศึกษา บรรณารักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้ภายในเว็บไซต์ยังมีเครื่องมือและช่องทางเพื่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในกลุ่มของผู้ใช้เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่มา: Industry Dive. (2017, October 10). Cengage launches OpenNow, designed to help institutions easily access and use OER, starting at $25 [Web log post]. Retrieved from http://www.educationdive.com/press-release/20171010-cengage-launches-opennow-designed-to-help-institutions-easily-access-and-u/
นานาสาระน่ารู้
 
MARC must Die
เมื่อ 15 ปีก่อน (ค.ศ. 2002) Roy Tennant ได้พูดว่า “MARC Must Die” ใน Library Journal คำพูดดังกล่าวนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ (ในเชิงลบ) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับของการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด แต่ทั้งนี้สิ่งที่ Roy Tennant ต้องการสื่อสารจากคำพูดดังกล่าว คือ การต้องการให้บรรณารักษ์ตระหนักถึงความจริงว่ามาตรฐานพื้นฐาน (อย่างเช่น MARC) ไม่ได้รองรับผู้ใช้งานอย่างที่เคยเป็นมา ตัวอย่างเช่น จะระบุชัดใน MARC อย่างไรว่า URL ที่กำหนดจะพาผู้ใช้ไปถึงเอกสารฉบับเต็มของรายการทรัพยากรนั้นๆ คำพูดที่ว่า “MARC Must Die” นั้น มีเจตนาต้องการสื่อสารเกี่ยวกับประเด็นของเมทาดาทาของห้องสมุดและความท้าทายที่บรรณารักษ์เผชิญกับเครื่องมือที่มีอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา คือ the Library of Congress กำลังทำงานเพื่อพัฒนา Linked data (Linked data คือ แบบแผนเพื่อการเชื่อมโยงกันระหว่างชุดข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ ด้วยการใช้กระบวนการ semantic web โดยเฉพาะการใช้ URIs และ RDF ซึ่งวัตถุประสงค์ของ Linked data คือ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้โดยทั้งคนและเครื่องคอมพิวเตอร์ Linked data ใช้มาตรฐานในตระกูล RDF เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น RDF/XML, RDFa, Turtle และ SPARQL query language) สิ่งที่เกิดขึ้นจากคำพูดนี้แสดงถึงความพยายามที่จะขบคิดเพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น...การคิดทบทวนและการตั้งคำถามถึงเครื่องมือหรือมาตรฐานที่มีและใช้งานอยู่กับบริบทที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน และที่กำลังจะเปลี่ยนไป ที่มา:  Library of Congress. (n.d.). Linked data. Retrieved October 20, 2017 from http://id.loc.gov/authorities/subjects/sh2013002090.html Roy. (2017, October 15). “MARC Must Die” 15 Years On [Web log post]. Retrieved from http://hangingtogether.org/?p=6221
นานาสาระน่ารู้
 
หยุดกลัวเกี่ยวกับการคาดการณ์และการวัดผลลัพธ์ของ KM
สรุปความคิดเห็นจากบทสัมภาษณ์ของ Phillip Jones ผู้จัดการ Change management practice ของ Access Sciences Corporation เกี่ยวกับการคาดการณ์ประโยชน์และการวัดผลลัพธ์ของการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) ทำไมการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของ KM ถึงยาก? หน่วยงานส่วนใหญ่ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ แต่ความรู้คือสิ่งที่ไม่สามารถนับจำนวน เห็น หรือสัมผัสได้ ขณะที่หน่วยงานมักวัดสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ ดังนั้นจึงเป็นงานยากสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ KM ในการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของ KM อะไรคือข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของ KM ของผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ KM? ความกังวล สามารถแบ่งออกเป็น 2 ข้อหลัก คือ 1. การที่ผู้ที่ปฏิบัติงานฯ คิดว่าตัวเองไม่สามารถคาดการณ์หรือวัดผลลัพธ์ของ KM ที่สามารถทำให้คนอื่นๆ เชื่อได้ว่าการคาดการณ์หรือวัดผลลัพธ์นั้นเป็นจริง เพราะความรู้เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม ผู้ที่ปฏิบัติงานฯ อาจคิดว่าจะไม่มีใครยอมรับการคาดการณ์และรายงานของตน ซึ่งสิ่งที่ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ KM ควรทำความเข้าใจคือ การวัดผลลัพธ์ของ KM คือ เพื่อลดจำนวนของความคลุมเครือหรือความไม่แน่นอนของผลลัพธ์เกี่ยวกับ KM 2. ความกลัว คือ ผู้ที่ปฏิบัติงานฯ กังวลที่จะแบ่งปัน (Sharing) โมเดลของการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของตัวเองแก่คนอื่นๆ อะไรคือโมเดลของการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของ KM? โมเดลของการคาดการณ์ประโยชน์และและการวัดผลลัพธ์ของ KM ประกอบด้วย 1. จำแนกสิ่งที่กำลังทำออกเป็นคำถามที่เหมาะสมหลายๆ ข้อ 2. มองหาหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับคำถามเหล่านั้น 3. ทำการคาดการณ์ และวัดหรือปรับการคาดการณ์นั้นด้วยข้อมูลที่สามารถรวบรวมได้ 4. สร้างโมเดล 5. จำลองการใช้โมเดลด้วยตัวแปรการทดสอบต่างๆ องค์กรสามารถตรวจสอบโมเดลเพื่อช่วยคาดการณ์หรือวัดผลลัพธ์ของ KM ได้อย่างไร? เริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องและเหมาะสมเกี่ยวกับโมเดล ตัวอย่างเช่น องค์กรควรตั้งคำถามว่า โมเดลนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ อย่างไร อะไรคือความผิดพลาดที่พบโดยทั่วไปจากการกำหนดโมเดลเพื่อวัดผลลัพธ์ของ KM? ความผิดพลาดแรกคือการคิดว่าโมเดลคือเครื่องมือที่มหัศจรรย์ แต่ความจริงแล้ว การวัดผลลัพธ์ของ KM คือการลดความคลุมเครือหรือความไม่แน่นอน ไม่ใช่การกำจัดความคลุมเครือหรือความไม่แน่นอนนั้น ความผิดพลาดที่สองคือการไม่ตรวจสอบหรือประเมินการคาดการณ์ตามความเป็นจริง และความผิดพลาดสุดท้ายคือการยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ที่มา: Trees, L. (2017, March 13). Stop being afraid of knowledge management forecasting and measuring [Web log post]. Retrieved from https://www.apqc.org/blog/stop-being-afraid-knowledge-management-forecasting-and-measuring
การจัดการความรู้ (KM)
 
วิธีการใหม่สำหรับเอดส์: ไม่ปล่อยให้เอชไอวีออกจากเซลล์เพื่อให้ตายผ่านกระบวนการตายของเซลล์ (apoptosis)
นักวิจัยจาก Kumamoto University ในประเทศญี่ปุ่นพัฒนาสารประกอบใหม่ซึ่งเป็นตัวหลักในการทำลายเอชไอวี เมื่อสารประกอบดังกล่าวถูกนำเข้าในเซลล์ติดเชื้อ การปล่อยไวรัสออกจากเซลล์จะถูกยับยั้งดังนั้นเก็บไวรัสไว้ในเซลล์ ต่อมาเซลล์ตายอย่างธรรมชาติผ่านกระบวนการ apoptosis เป็นความหวังว่าวิธีการนี้จะนำไปสู่การหายจากเอดส์อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ เมื่อไม่นานมานี้ การใช้ยาหลายตัวในการรักษาสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเอชไอวีในร่างกายได้เมื่อได้รับอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถกำจัดอนุภาคไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ (อนุภาคไวรัสที่ไม่เพิ่มจำนวนซึ่งอยู่อย่างสงบในเซลล์ของร่างกาย) ในทันทีเมื่อการให้ยาหยุดลง ไวรัสจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในร่างกาย การกำจัดแหล่งที่สะสมไวรัสปัจจุบันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในงานวิจัยเอดส์ วิธีการ kick และ kill ซึ่งถูกพัฒนาเมื่อหลายปีก่อนเป็นกลวิธีสำหรับฆ่าเซลล์ที่เป็นแหล่งสะสมไวรัส วิธีการนี้ใช้ยาซึ่งมีเป้าหมายเป็นเซลล์ที่เป็นแหล่งสะสมไวรัสและกระตุ้นไวรัสซึ่งต่อมาทำให้ระบบภูมิคุ้มกันค้นพบเซลล์เหล่านี้โดยใช้ไวรัสที่ถูกกระตุ้นเป็นตัวบอกตำแหน่ง ถึงแม้วิธีนี้ได้รับการทดสอบทางคลินิก ยังคงมีปัญหาคือไม่สามารถยับยั้งฤทธิ์ของไวรัสได้ดีหลังจากการกระตุ้นสำเร็จ นักวิจัยของ Kumamoto University พัฒนาวิธีการใหม่ซึ่งเรียกว่า Lock-in และ apoptosis เริ่มต้นด้วยสังเคราะห์สารประกอบ L-HIPPO ซึ่งจับแน่นกับโปรตีนของเอชไอวี Pr55Gag และยับยั้งการแตกตัวออกของไวรัส เมื่อL-HIPPO ถูกใส่ไปในเซลล์ติดเชื้อไวรัสโดยอาศัยตัวพาชื่อ alpha-CDE ทำให้ไวรัสถูกจำกัดให้อยู่ภายในเซลล์และเซลล์จะตายโดยกระบวนการ apoptosis ตามธรรมชาติ รองศาสตราจารย์ Mikako Fujita จาก Kumamoto University หนึ่งของผู้นำในการศึกษานี้ กล่าวว่า อย่างโชคไม่ดี วิธีนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้สำหรับคนที่ติดเชื้อเอชไอวี อย่างแรกพวกเราต้องปรับปรุงยาซึ่งกระตุ้นไวรัสและรวมเข้ากับ L-HIPPO เพื่อมุ่งเป้าไปที่แหล่งเก็บสะสมไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จะเป็นก้าวสำคัญไปยังการหายอย่างสมบูรณ์จากเอชไอวี พวกเราเชื่อว่างานวิจัยของพวกเราจะช่วยกำจัดเอดส์ได้อย่างสมบูรณ์ ที่มา: Kumamoto University (2017, October 2). New approach for AIDS: Lock HIV in reservoir cells, to die through apoptosis. ScienceDaily. Retrieved October 19, 2017, from https://www.sciencedaily.com/releases/2017/10/171002093415.htm
นานาสาระน่ารู้
 
แผ่นเสียงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่า 2 แสนแผ่น จะเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์
ห้องสมุดประชาชนเมืองบอสตันจะแปลงแผ่นเสียงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่า 2 แสนแผ่น เผยแพร่และให้บริการในรูปแบบออนไลน์ Internet Archive ประกาศที่จะร่วมมือกับห้องสมุดประชาชนเมืองบอสตัน (Boston Public Library) แปลงแผ่นเสียงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่า 2 แสนแผ่น ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อสงวนรักษาและให้บริการแก่สาธารณะ เช่น 78s และสื่อบันทึกแรกของ LP และ Thomas Edison ซึ่งแผ่นเสียงเหล่านี้เดิมทีถูกจัดเก็บไว้และไม่ได้เปิดให้บริการแก่สาธารณะ การแปลงแผ่นเสียงเหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญของ Internet Archive และความช่วยเหลือของ 2 บริษัท คือ George Blood, L.P. และ the ARChive of Contemporary Music โดยจะแปลงแผ่นเสียงให้อยู่ในเวอร์ชั่นที่หลากหลายเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปจนถึงผู้ใช้ที่ต้องการศึกษาหรือวิจัยเชิงลึก โครงการนี้นับได้ว่าเป็นการได้รับประโยชน์จาก Open access และการเข้าถึงแผ่นบันทึกเสียงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการแปลงสื่อให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเป็นงานเร่งด่วนเพื่อสงวนรักษาแผ่นเสียงที่จะชำรุดหรือสูญหายตามกาลเวลา ที่มาข้อมูล: Open Culture. (2017, October 17). The Boston Public Library will digitize & put online 200,000+ vintage records. Retrieved October 18, 2017, from  http://www.openculture.com/2017/10/the-boston-public-library-will-digitize-put-online-200000-vintage-records.html
นานาสาระน่ารู้
 
นักวิทย์คิดถึงในหลวง : บทความรำลึกถึงพระราชจริยวัตร ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นักวิทย์คิดถึงในหลวง : บทความรำลึกถึงพระราชจริยวัตร ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เขียนโดย นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ ที่วิเคราะห์ถึงพระราชกรณียกิจ พระราชดำริ และพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งด้านการทรงเป็นนักคิด นักค้นคว้า นักทดลอง นักปฏิบัติ และทรงมีความเป็นครู ผู้ถ่ายทอดความรู้ที่ทรงเรียนรู้และค้นพบ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่บทความเหล่านี้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไปอ่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำไปเป็นแบบอย่างในการศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งการดำเนินชีวิตได้ ดาวน์โหลดเอกสาร
เอกสารเผยแพร่
 
เทคโนโลยี CRISPR ใช้เพื่อเปลี่ยนสีของดอกไม้
นักวิจัยจาก University of Tsukuba  the National Agriculture and Food Research Organization (NARO) และ Yokohama City University ประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนสีของดอกไม้ของต้น Japanese morning glory (Ipomoea nil หรือ Pharbitis nil) จากสีม่วงเป็นสีขาวโดยไปขัดขวางยีนหนึ่ง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นประสิทธิภาพอย่างมากของ CRISPR/Cas9 ในการศึกษาและจัดการกับยีนในพืชสวน ตามที่รายงานเมื่อ 30 สิงหาคม 2017 ในวารสาร Scientific Reports ดีเอ็นเอสายสั้นในยีน DFR-B (dihydroflavonol-4-reductase-B) ของ Japanese morning glory ถูกเลือกเป็นเป้าหมายของ CRISPR/Cas9 ดีเอ็นเอสายสั้นนี้มีตำแหน่งที่สำคัญในการทำหน้าที่ของเอนไซม์ (active site) ที่ผลิตโดยยีน DFR-B ดังนั้นขัดขวางการทำหน้าที่ของดีเอ็นเอสายสั้นนี้ควรจะทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำงานได้ ผลก็คือทำให้ขาด pigment ที่ให้สี (anthocyanin) CRISPR/Cas9 ถูกแทรกเข้าไปในต้นอ่อนของ  Japanese morning glory ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้แบคทีเรียของพืช (Rhizobium) ช่วยในการแทรก เหมือนที่คาดหวังไว้ เอนไซม์ DFR-B ถูกทำให้ไม่สามารถทำงานได้เป็นผลสำเร็จ ผลก็คือประมาณ 75% ของพืชที่ได้รับการตัดต่อยีนมีดอกสีขาวและลำต้นสีเขียว พืชที่ไม่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงซึ่งมีเอนไซม์ทำงานได้มีดอกและลำต้นสีม่วง การเปลี่ยนแปลงของสีของลำต้นพบเห็นได้ในช่วงต้นมากๆ ในขบวนการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากการวิเคราะห์ยีนยืนยันว่าดีเอ็นเอเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไปในพืชที่ได้รับการตัดต่อยีนด้วยการแทรกของดีเอ็นเอหรือการตัดออกในทั้งสอง copies ของยีน DFR-B อีกสองยีนที่เกี่ยวข้องกัน คือ DFR-A และ DFR-C ได้รับการทดสอบและผลก็คือไม่พบมีการเปลี่ยนแปลงของยีน ยืนยันความจำเพาะเจาะจงของ CRISPR/Cas9 CRISPR/Cas9 ที่พูดถึงในที่นี้ยืนยันว่ายีน DFR-B เป็นยีนที่รับผิดชอบหลักสำหรับสีของต้น Japanese morning glory ในการวิจัยนี้ เทคโนโลยี CRISPR/Cas9 มีประสิทธิภาพไม่ 100% เต็ม คือไม่ใช่พืชเป้าหมายทั้งหมดจะถูกตัดต่อยีน อัตราการกลายพันธุ์อยู่ที่ 75% ซึ่งค่อนข้างสูง นี่เป็นหนึ่งของเหตุผลที่งานวิจัยครั้งนี้จะช่วยอย่างมากสำหรับคนที่สนใจจะเปลี่ยนสีและรูปร่างของดอกไม้โดยใช้ CRISPR/Cas9 ในดอกไม้ประดับ  ที่มา: University of Tsukuba (2017, September 5). CRISPR technology used to change flower color. ScienceDaily. Retrieved October 17, 2017, from https://www.sciencedaily.com/releases/2017/09/170905123207.htm
นานาสาระน่ารู้
 
หนังสือนิทรรศการ NAC2017
นิทรรศการ การประชุมวิชาการ สวทช. ประจาปี 2560 (NAC2017) สวทช. ยุคใหม่ ตอบกลุ่มเป้าหมายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง NSTDA 5.0 : Building Thailand Towards Sufficiency Economy 29 มีนาคม – 1 เมษายน 2560 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี การประชุมวิชาการประจาปีของสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ถือ เป็นงานใหญ่และสำคัญที่ สวทช.จัดเป็นประจาต่อเนื่องมาทุกปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2548 โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และผลงานวิจัยของ สวทช. และที่ สวทช. สนับสนุนและดาเนินการร่วมกับเครือข่าย ให้แก่ นักวิจัย นักธุรกิจอุตสาหกรรม นักศึกษา ตลอดจนชุมชน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการนาไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง เสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ดาวน์โหลดเอกสาร [79.8MB] หนังสือนิทรรศการ Nac2017 from National Science and Technology Development Agency (NSTDA) - Thailand
นานาสาระน่ารู้
 
มาตรฐานแถบสีธงชาติไทย
มติคณะกรรมการจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการกำหนดมาตรฐานแถบสีธงชาติไทย เพื่อให้มีมาตรฐานสีและเป็นมาตรฐานสีตามหน่วยสากล โดยกำหนดในลักษณะของค่าแนะนำทางราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี การดำเนินงานมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้ง 9 แห่ง คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมวิทยา ศาสตร์บริการ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานกฎระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการคัดเลือกธงต้นแบบ ที่จะกำหนดสี ด้วยวิธีการวัดสีธงต้นแบบจากธงชาติ 3 แหล่ง แบ่งเป็น ธงชาติจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จากธง 2 ประเภท ได้แก่ ธงชัยเฉลิมพล และ ธงไตรรงค์ ธงชาติจากพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย ธงจากราชนาวี โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ หรือวศ. ได้รับมอบหมายให้พิจารณาคัดเลือกธงจากทั้ง 3 แหล่ง โดยดูจากลักษณะปรากฏ และการวัดค่าสีด้วยเครื่อง Colorimetric spectrophotometer และมีมติเห็นสมควรให้กำหนดค่าแถบสีธงชาติไทยจากธงชาติราชนาวี และใช้ผลของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ผลการทดสอบค่าแถบสีธงชาติไทย สีน้ำเงินแก่ สีขาว และสีแดง ด้วยเครื่อง Colorimetric spectrophotomete มีดังนี้ กำหนดค่า CIELAB D65 สีแดง ค่า L* = 36.4 , a* = 55.47 , b* = 25.42 สีขาว ค่า L* = 96.61 , a* = -0.15 , b* = -1.48 และสีน้ำเงิน ค่า L* = 18.63 , a* = 7.89 , b* = -19.45 โดยได้กำหนดค่า ∆E* (delta E) ไม่เกิน 1.5 ขณะนี้ได้นำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อกำหนดค่าสีของธงต้นแบบ ให้เป็นเกณฑ์ลักษณะของค่าแนะนำของธงชาติไทย โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 134 ตอนพิเศษ 245 ง ลงวันที่ 30 ก.ย.2560 ให้เป็นเกณฑ์ลักษณะของค่าแนะนำทางราชการ อย่างไรดีพบว่ายังขาดรายละเอียดสีที่ผู้ใช้ส่วนมากคุ้นเคย ได้แก่ รหัสสี RGB, CMYK และ Web Hexo color code ซึ่งคงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะกำหนดค่าใดออกมา ทั้งนี้หากลองทดสอบตรวจสอบการแปลงรหัสผ่านด้วยเครื่องมือออนไลน์ เช่น https://www.e-paint.co.uk/Convert_Lab.asp หรือ https://www.nixsensor.com/free-color-converter/ แหล่งข้อมูล http://news.thaipbs.or.th/content/266890https://www.facebook.com/www.thaiflag.org
นานาสาระน่ารู้