หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เดินหน้าแล้ว ‘Medical AI Data Platform’ แพลตฟอร์มกลางของประเทศไทยเพื่อการผลิต AI วินิจฉัยโรค
  ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการวินิจฉัยรอยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์ เพราะ AI มีศักยภาพในการประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลภาพหรือ visual computing ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านการคัดกรองโรคเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกรมการแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้ง Medical AI Consortium หรือ ภาคีเครือข่ายปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ อันประกอบด้วยหน่วยงานและบุคลากรด้านการแพทย์และการวิจัย เช่น กรมการแพทย์ โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยชั้นนำในประเทศไทย เพื่อดำเนินการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์คุณภาพสูงของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยและผลิตระบบบริการ AI คัดกรองโรค สำหรับแบ่งเบาภาระงานให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนไทยได้เข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ในการดำเนินงานภาคีเครือข่ายฯ (2566-2569) ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)     Medical AI Data Platform เทคโนโลยีสนับสนุนขับเคลื่อนงาน [caption id="attachment_65112" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า บทบาทการดำเนินงานหลักของเนคเทค สวทช. ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Medical AI Consortium คือ การพัฒนา Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมเทคโนโลยีสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายฯ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก หนึ่งคือเทคโนโลยีสำหรับจัดเก็บและเผยแพร่ภาพถ่ายทางการแพทย์จากทั่วประเทศ สองคือเทคโนโลยีกำกับข้อมูลภาพถ่ายให้อยู่ในรูปแบบพร้อมใช้ผลิตโมเดล AI และสามคือเทคโนโลยีสำหรับผลิตโมเดล AI ในรูปแบบใช้งานง่าย เพื่อลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ลดเวลา และค่าใช้จ่ายในการผลิต     “ในส่วนแรก เทคโนโลยีหลักที่เนคเทคพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิมให้เหมาะสมกับการจัดเก็บภาพถ่ายทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น คือ Open-D เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลที่มีฟังก์ชันกำหนดระดับการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ (open data) หรือแบ่งปันเฉพาะกลุ่ม (shared data) สำหรับใช้จัดเก็บและแบ่งปันภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยร่วมกัน ส่วนที่สอง เทคโนโลยีสำหรับกำกับข้อมูล (annotation) ภาพถ่าย เพื่อใช้ในการเทรนโมเดล AI (AI training) เทคโนโลยีหลักที่นำมาให้บริการคือ RadiiView (เรดีวิว) ที่รองรับไฟล์ภาพได้หลากหลายประเภท ทั้งภาพถ่ายทั่วไป ฟิล์มเอกซ์เรย์ และภาพสแกน 3 มิติ โดยมีฟังก์ชันสำหรับการกำกับข้อมูลภาพ (image annotation) ที่ช่วยเตรียมข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการผลิตโมเดล AI (AI model development) ต่อไป “ส่วนสุดท้าย เทคโนโลยีสำหรับอำนวยความสะดวกด้านการผลิตโมเดล AI คือ NomadML (โนแมดเอ็มแอล) เว็บแอปพลิเคชันสำหรับผลิตโมเดล AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด เพียงนำภาพที่ผ่านการกำกับข้อมูลภาพเรียบร้อยแล้วเข้าสู่ระบบ แล้วเลือกฟังก์ชันการเทรนโมเดล AI ที่มีให้เลือกทั้งแบบกำหนดพารามิเตอร์เองหรือระบบกำหนดให้โดยอัตโนมัติ เพียงเท่านี้ก็จะได้โมเดล AI ช่วยคัดกรองโรคมาใช้งานแล้ว โดยแพทย์หรือผู้พัฒนาสามารถนำโมเดล AI ไปใช้งานได้ผ่าน National Medical AI Service Platform ที่เนคเทค สวทช. เป็นผู้พัฒนา ซึ่งจะเปิดให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศในอนาคตโดยกรมการแพทย์” ทุกเทคโนโลยีที่นำมาให้บริการใน Medical AI Data Platform ผ่านการออกแบบและพัฒนาต่อยอดร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์หรือกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะเป็นผู้ใช้งานระบบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว รวมทั้งยังออกแบบแพลตฟอร์มให้ปรับเสริมเพิ่มฟังก์ชันสำหรับรองรับความต้องการที่อาจมีมากขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้รูปแบบการให้บริการ Medical AI Data Platform จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการบริหารแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและดูแลความปลอดภัยของข้อมูล โดยอยู่ภายใต้การกำกับของกรมการแพทย์   Medical AI Consortium เดินหน้าความร่วมมือระดับชาติ ดร.ศวิต อธิบายว่า ปัจจุบันเนคเทค สวทช. พัฒนา Medical AI Data Platform เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยในปี 2567 ภาคีเครือข่ายฯ ได้รับความร่วมมือในการนำภาพถ่ายทางการแพทย์เข้าสู่ระบบมากกว่า 1 ล้านภาพ และตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนภาพให้ได้มากถึง 3 ล้านภาพภายในเฟสแรกของการดำเนินงาน (2566-2569) ในปี 2568 นี้นอกจากจะเป็นช่วงประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย สถานพยาบาลต่าง ๆ บริษัทซอฟต์แวร์ รวมทั้งผู้พัฒนาจากทั่วประเทศไทยเข้าร่วมภาคีเครือข่ายฯ และใช้งานแพลตฟอร์มกลางของประเทศร่วมกันแล้ว ยังเป็นช่วงที่ภาคีเครือข่ายฯ เริ่มดำเนินงานกำกับข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วย     “ผู้ดำเนินงานหลักด้านการกำกับข้อมูลภาพในช่วงเริ่มต้นจะเป็นบุคลากรจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ทางการแพทย์และการกำกับข้อมูลภาพสำหรับใช้เทรนโมเดล AI เพื่อให้ได้ต้นแบบการกำกับข้อมูลที่ได้มาตรฐาน ก่อนที่กรมการแพทย์จะขยายผลในการจัดสรรบุคลากรมาร่วมดำเนินงานกำกับข้อมูลที่จะมีจำนวนภาพเพิ่มเติมอีกหลายเท่าตัวในอนาคต ส่วนขั้นตอนการผลิตโมเดล AI เพื่อคัดกรองโรค สมาชิกภาคีเครือข่ายฯ และบุคคลทั่วไปจากภายนอก จะเริ่มดำเนินงานหลังจากภาพคุณภาพสูงที่ผ่านการกำกับข้อมูลเรียบร้อยแล้วมีจำนวนมากเพียงพอ โดยจำนวนภาพขั้นต่ำสำหรับเทรนโมเดล AI เพื่อคัดกรองแต่ละรอยโรคคือ 10,000 ภาพ ซึ่งระดับความแม่นยำจะขึ้นอยู่กับจำนวนภาพถ่ายคุณภาพสูงที่ผ่านการกำกับข้อมูลอย่างถูกต้อง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของแพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้ใช้งานที่นำ AI ไปใช้งานจริงในการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ เพื่อให้นำข้อมูลที่ได้กลับมาใช้ปรับปรุงโมเดล AI ให้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต “แม้ในเฟสแรกหรือภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ทางภาคีเครือข่ายฯ อาจยังขาดความพร้อมที่จะผลิตโมเดล AI คุณภาพสูงเพื่อให้บริการแก่สาธารณะ เนื่องจากยังมีจำนวนภาพถ่ายทางการแพทย์คุณภาพสูงที่ผ่านการกำกับข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่มากพอ และการพัฒนาโมเดล AI ให้มีความแม่นยำสูงในระดับที่เหมาะกับการเปิดให้บริการจำเป็นต้องอาศัยเวลาในการวิจัยและพัฒนา อย่างไรก็ตามภาคีเครือข่ายฯ มีแผนที่จะนำระบบบริการ AI ที่เนคเทค สวทช. และพันธมิตรพัฒนาจนพร้อมใช้งานแล้วและให้บริการแก่สาธารณะได้ มาเปิดให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศไทยได้เข้าใช้งานก่อนภายในการทำงานเฟสแรกนี้หรือภายในปี 2569 ผ่านทาง National Medical AI Service Platform”     การจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบในช่วงเริ่มต้น อาจต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย และแรงใจในการทำงานสูง แต่หากการดำเนินงานแล้วเสร็จไปถึงขั้นตอนที่พร้อมให้บริการ เมื่อนั้นจะเป็นช่วงของการออกดอกออกผลที่บุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศจะมีเทคโนโลยี AI ของไทยไว้ช่วยแบ่งเบาภาระ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดเวลาในการดูแลผู้ป่วย ดร.ศวิต อธิบายทิ้งท้ายถึงความคาดหวังของคณะผู้ก่อตั้ง Medical AI Consortium จากทั้ง 3 หน่วยงานว่าประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือคาดหวังให้เกิดระบบฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และเข้าถึงได้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการวิจัยในการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย เรื่องที่สองคือการนำระบบ AI ที่พัฒนาไปใช้ยกระดับการให้บริการสาธารณสุขไทย เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เรื่องที่สามที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้แก่ประเทศไทย ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม โรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ที่สนใจเข้าร่วม Medical AI Consortium หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Medical AI Data Platform ติดต่อสอบถามได้ที่ MedicalAI@dms.mail.go.th ผู้สนับสนุนหลักในการขับเคลื่อน Medical AI Consortium นายแพทย์ภัทรวินฑ์ อัตตะสาระ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์ การกำหนดโจทย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์เพื่อนำไปสู่การขยายผลการให้บริการ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผลักดันและสนับสนุน แนวคิด Medical Sharing Data เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและพัฒนางานวิจัยสำหรับสร้างนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์และการกำกับข้อมูลภาพ   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และ Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ร่วมกับ Science Tokyo จัดสัมมนาหัวข้อ “การนำทางสู่อนาคต: โซลูชันสำหรับสังคมผู้สูงอายุ” พร้อมนิทรรศการวิจัย Science Tokyo ประจำปี 2025
(21 ม.ค. 2568) ณ โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) จัดงานสัมมนา 2025 Science Tokyo Research Showcase "Navigating the Future: Solutions for an Aging Society" และนิทรรศการวิจัย Science Tokyo ประจำปี 2025 “การนำทางสู่อนาคต: โซลูชันสำหรับสังคมผู้สูงอายุ” ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Prof. Dr.Jun-ichi Takada Executive Vice President for Global Affairs, Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) พร้อมด้วย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดในครั้งนี้ Prof. Dr.Jun-ichi Takada Executive Vice President for Global Affairs กล่าวว่า สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียวมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านความร่วมมือระหว่างการแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์ เราหวังว่าการบรรยายในวันนี้จะเป็นโอกาสอันมีค่าสำหรับทุกคนในประเทศไทยที่จะร่วมมือในความพยายามระดับโลกนี้ สำหรับงานนี้ เราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเมือง หุ่นยนต์ และทันตกรรมผู้สูงอายุ เพื่อนำเสนอขอบเขตอันกว้างขวางของการศึกษาผู้สูงอายุ แม้ว่าการแก่ชราจะเป็นปัญหาสากล แต่ผลกระทบก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) เรามีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถสูงในสายงานวิศวกรรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรม สวทช. ขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับความร่วมมือที่ดีจาก Science Tokyo ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของความร่วมมือนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดความทุ่มเทจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรของเราภายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก เนื่องจาก Tokyo Medical and Dental University (TMDU) ได้ควบรวมกับ Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) และกลายเป็น Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) อย่างเป็นทางการ นี่เป็นโอกาสใหม่ที่เปิดกว้างให้เราได้สำรวจความร่วมมือด้านสุขภาพและการแพทย์ งานในวันนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำงานวิจัยและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุดด้านการแพทย์ ทันตแพทย์และสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านสังคมผู้สูงอายุ (Gerontology หรือ Aging Society) ด้วยการรวมตัวของนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับแนวคิดที่มีคุณค่าจากงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพ และสามารถเริ่มต้นสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างภาควิชาการและอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. กระชับความร่วมมือวิจัย 4 องค์กรชั้นนำญี่ปุ่น เสริมสร้างเครือข่ายนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ ตั้งเป้าขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์สู่ความยั่งยืน
(วันที่ 20-22 ม.ค.2568) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สวทช. เดินทางไปหารือความร่วมมือกับองค์กรวิจัยชั้นนำในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22 มกราคม 2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตามที่ได้รับเชิญเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิจัยสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ องค์กรพัฒนาพลังงานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ (NEDO), สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุแห่งชาติ (NIMS), สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งชาติ (AIST) และองค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (JST) โดยการเดินทางไปเยือนองค์กรวิจัยชั้นนำในประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และสำรวจความสนใจด้านการวิจัยร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกำหนดแนวทางความร่วมมือที่สอดคล้องกับพันธกิจของ สวทช. ตลอดจนนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และของรัฐบาล นอกจากนี้สถาบันวิจัยต่าง ๆ ยังเปิดโอกาสให้ สวทช. ได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลงานวิจัยล้ำสมัยขั้นแนวหน้าของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเสริมสร้างโครงการและนวัตกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ สำหรับความร่วมมือระหว่าง องค์กรพัฒนาพลังงานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ (NEDO) และ สวทช. เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านพลังงานเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก การเยือนครั้งนี้ได้มีการเน้นย้ำถึงความร่วมมือในโครงการระดับนานาชาติที่สนับสนุนภาคเอกชนญี่ปุ่นและหน่วยงานวิจัยนานาชาติ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีล้ำสมัย แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น CCUS หรือเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน, Biorefinery หรือเทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ ในส่วนของการหารือความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุแห่งชาติ (NIMS) และ สวทช. ได้มุ่งเน้นถึงการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยและเรียนรู้จากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญของ NIMS ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ด้านวิชาการและการวิจัยระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในส่วนของความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งชาติ (AIST) และ สวทช. เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 การเยือนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความร่วมมือหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีการตกลงในหลักการที่จะจัดสัมมนาร่วมประจำปีในหัวข้อที่สอดคล้องกับนโยบายของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยทั้งสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ และแสวงหาความสอดคล้องในด้านวิจัยที่สำคัญ เช่น เทคโนโลยีเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนสุทธิ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (LCA) อุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ (Biorefinery) และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในส่วนการหารือความร่วมมือระหว่างของ องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (JST) และ สวทช. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น โครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศแบบเชิงกลยุทธ์ (SICORP), โครงการวิจัยร่วม e-ASIA, โครงการพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ (Sakura) และโครงการ NEXUS ที่เน้นการพัฒนาความร่วมมือวิจัยระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียน ทั้งนี้ การเยือน 4 องค์กรวิจัยชั้นนำในประเทศญี่ปุ่นของคณะผู้บริหาร สวทช. ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยระดับนานาชาติของ สวทช. โดยการเชื่อมต่อกับองค์กรชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการวางรากฐานความร่วมมือที่มีผลกระทบสูง ที่ไม่เพียงช่วยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย แต่ยังตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลกและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน.    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหารฟิลิปปินส์ กระชับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนนโยบายเพื่อเสริมสร้างบุคลากรวิจัยในอาเซียน
(วันที่ 23 มกราคม 2568)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (กำกับดูแลฝ่ายความร่วมมือต่างประเทศ สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนผู้บริหารระดับสูงจากประเทศฟิลิปปินส์ นำโดย Dr. Renato U. Solidum, Jr., Secretary General of Department of Science and Technology (DOST) เข้ารับฟังภาพรวมงานวิจัยของ สวทช. และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ โดยห้องปฏิบัติการที่เปิดให้เยี่ยมชม ได้แก่ ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ทีมวิจัยความปลอดภัยระดับนาโนและฤทธิ์ทางชีวภาพ ทีมวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโน และศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง ทั้งนี้ระหว่างการเข้าเยี่ยมชม สวทช. ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ และการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัย รวมถึงการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันร่างกลยุทธ์อาเซียนด้านการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานงานวิจัยร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างบุคลากรเฉพาะสาขาต่อไป
ข่าว
 
ENTEC สวทช. ผนึกกำลังพันธมิตร ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนได้สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย
23 มกราคม 2568 โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดกิจกรรมเสวนาและประชาสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนได้สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ภายใต้ชื่อ "Thailand Battswap" ในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวเปิดงาน และ ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ประธานภาคีเครือข่ายฯ กล่าวแนะนำภาคีเครือข่ายความร่วมมือที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานกลางสำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลกลไกการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดย คุณอภิวัฒน์ ถาวรแก้ว นักพัฒนานวัตกรรมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)    ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ "บทบาทการผลักดันด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศ" โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้า สวทช. ผศ.ดร.กิตติ์ชนน เรืองจิรกิตติ์ ผู้จัดการหน่วยบูรณาการประเด็นยุทธศาสตร์ สกสว. ดร.ธนาคาร วงษ์ดีไทย นักยุทธศาสตร์ สอวช. คุณวรวุฒิ ก่อวงศ์พานิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายทดสอบและพัฒนานวัตกรรม สถาบันยานยนต์ ดร.ธงชัย จินาพันธ์ กรรมการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)  และ รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง กรรมการสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) โดยในช่วงท้ายของกิจกรรม ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมถาม-ตอบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของเครือข่าย ซึ่งนำไปสู่การระดมสมองและสรุปผลความคิดเห็นต่าง ๆ กิจกรรมนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ท่านใดมีความสนใจในรายละเอียดของภาคีฯ ยินดีที่จะร่วมกันพัฒนาศักยภาพของแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้สำหรับยานยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์และสมัครสมาชิกได้ที่ https://www.swap2gether.com/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. นำผลงานนวัตกรรมวิจัย สำหรับพัฒนาศักยภาพกำลังคนรองรับสังคมสูงอายุ โชว์ในงานมหกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ ครั้งที่ 5
 (22 มกราคม 2568) ณ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี : นายสมศักด์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงาน การประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและวิทยาการผู้สูงวัย มหกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ ครั้งที่ 5 “The 5th Thailand Elderly Health Service Forum 2025” ซึ่งมีนักวิชาการ แพทย์ พยาบาล ผู้สนใจ และผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 1,000 คน     ด้วยความสำคัญที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้นำนวัตกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ แพลตฟอร์มบริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ (Nirun) เป็นระบบบริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ และระบบจัดการมื้ออาหารและโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ (ElderMeal) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดอาหารให้ผู้สูงอายุได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนเกมขนมมงคล สำรับขนมไทยสำหรับวัยเก๋า 60+  เด็กเล่นได้ผู้ใหญ่เล่นดี ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม โดย ดร.จตุพร ชินรุ่งเรือง นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และทีมวิศวกร ผู้ช่วยนักวิจัย นายพิรุณ พานิชผล น.ส.พรทิพา โชคสูงเนิน  ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ สำหรับการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย สำหรับเฝ้าระวัง ตรวจจับป้องกัน เพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุภายในหน่วยงาน รองรับการทำงานของพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบำบัด ตลอดจนพี่เลี้ยงในการดูแลผู้สูงอายุร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  โดย ดร.สุรภา เทียมจรัส นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และทีมวิศวกร ผู้ช่วยนักวิจัย นายซอม บานานี นายณัฐพงศ์ อุ่นอนงค์ ทั้งนี้ นิทรรศการผลงานดังกล่าวจัดแสดงภายใต้งาน การประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและวิทยาการผู้สูงวัย มหกรรมสุขภาพผู้สูงอายุ ครั้งที่ 5 “The 5th Thailand Elderly Health Service Forum 2025” ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม 2568 อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี จัดโดยสถาบันเวชศาสตร์ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ การกระทรวงสาธารณสุข มีทั้งภาครัฐและเอกชนมาจัดแสดงผลงานอีกมากมาย  ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมสัมมนา  เรื่อง เทคโนโลยีด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย โดย ดร.จตุพร ชินรุ่งเรือง นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช.  และยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมให้ความรู้กว่า 100 ท่าน และยังมีการจัดนิทรรศการด้านวิชาการและการให้บริการประชาชนจากองค์กรทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทุกมิติ กว่า 40 องค์กร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. และพันธมิตรจัดงานครบรอบ 12 ปี “โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย” พร้อมเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ เสริมสร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Hands-on
(วันที่ 22 มกราคม 2568) ณ อาคาร บร.5 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี : รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ครบรอบ 12 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย และเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยมี นางดวงสมร คล่องสารา ประธานคณะทำงานโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมในพิธี โดยภายในงานมีการจัดกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์สนุก ๆ ให้กับนักเรียนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อเสริมความรู้นอกห้องเรียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธินายห้างโรงปูนผู้หนึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมีความรักและสนใจวิทยาศาสตร์ โดยมีการจัดกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สนุกให้กับนักเรียนจากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีพี่เลี้ยงนักศึกษาคอยให้คำแนะนำระหว่างทำกิจกรรม ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมวันนี้เป็นนักเรียนระดับชั้น ป.4-6 ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี “การจัดงานในวันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก เนื่องจากในปี 2568 เป็นปีครบรอบ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงร่วมกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติให้พระองค์ท่าน และยังเป็นการฉลองครบรอบ 12 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย สำหรับกิจกรรมในวันนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่สนุกนอกห้องเรียน ซึ่งหวังว่าเด็ก ๆ จะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีกลับไป” รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา กล่าว นางดวงสมร คล่องสารา ประธานคณะทำงานโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี 2555 เกิดจากความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานในโครงการและมหาวิทยาลัยเครือข่าย รวม 22 แห่งทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีมีการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย จนถึงปัจจุบันมีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศประมาณ 58,000 คน นอกจากจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนแล้ว ยังมีการจัดอบรมครูและวิทยากรเครือข่ายให้ได้รับทักษะความรู้เพื่อไปจัดกิจกรรมสนุก ๆ ให้กับนักเรียนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากิจกรรมการทดลองและสื่อการเรียนรู้เสริมนอกห้องเรียนเพื่อให้นักเรียนได้มีการทดลองสนุก ๆ และได้รับความรู้ควบคู่ไปด้วย “สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นการจัดกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สนุกให้กับนักเรียนระดับชั้น ป.4-6 จำนวน 570 คน จากโรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี โดยมีกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์จำนวน 30 ฐาน เช่น โค้ดดิ้งแอดเวนเจอร์ , Robot Rescue , เล่นสนุกกับแสงสีม่วง , แก๊สมหัศจรรย์ , ความลับของวัสดุ , หุ่นยนต์สัตว์เคลื่อนที่ , พิสูจน์ความสะอาด...ภารกิจล้างมือพิชิตเชื้อโรค และสิ่งประดิษฐ์รถยนต์พลังหนังยาง ซึ่งหวังว่านักเรียน ครู และทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการจะได้รับความรู้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมต่อไป” ประธานคณะทำงานโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย กล่าว ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย เป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องด้วยเป็นโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย เป็นพี่เลี้ยง และมีนักศึกษา ระดับปริญญาตรี โท เอก คอยดูแลและให้คำแนะนำระหว่างที่นักเรียนทำกิจกรรมด้วยตนเอง เน้นการทำงานในลักษณะเครือข่าย โดยบทบาทของ สวทช. ทำหน้าที่เป็นคณะเลขานุการโครงการ ประสานหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็งในการพัฒนากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กและเยาวชน ดำเนินการพัฒนาและจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้เด็กและเยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและมหาวิทยาลัยเครือข่าย 22 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ และเกิดทัศนคติที่ดี ในการทำการทดลองที่สนุก เกิดการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยให้ดียิ่งขึ้น “การจัดกิจกรรมครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับประถมศึกษาในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ได้ทำกิจกรรมที่สนุก เป็นการลงมือทำด้วยตนเองผ่านกิจกรรม Hands-on เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่เส้นทางอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปในอนาคต” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ วิทยาลัยเทคนิคระยอง เดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
(22 มกราคม 2568) ณ สำนักงานใหญ่ EECi จังหวัดระยอง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาทักษะความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้า และการจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืนให้กับบุคลากรภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม” โดยมี ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ นางณัฐธารีย์ สิริกุลปัญญาพร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง เป็นประธานการลงนาม โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และ รศ.ประภาส พวงชื่น หัวหน้าแผนกวิชายานยนต์ไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคระยอง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “การผลักดันการประยุกต์ใช้และการจัดการตลอดวงจรของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย” ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ครั้งที่ 7 โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และสร้างรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งนี้ยังเน้นการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการจัดฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดย TECE มีพันธกิจหลักในการผลักดันงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรม EV โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน และการผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง บทบาทสำคัญของ สวทช. ในความร่วมมือ การพัฒนาบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง เพื่อเสริมทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน และสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สวทช. ยังสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น เช่น ผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์วิจัย และเครือข่ายนานาชาติ รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และการศึกษา เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม EV อย่างยั่งยืน ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นางณัฐธารีย์ สิริกุลปัญญาพร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง กล่าวว่า บทบาทของวิทยาลัยเทคนิคระยองในความร่วมมือพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และความพร้อมของบุคลากรในภาคการศึกษา โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน รวมถึงการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีคุณภาพ ในการดำเนินงานครั้งนี้ วิทยาลัยจะทำงานร่วมมือกับ สวทช. อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม EV โดยเน้นการสร้างทักษะที่นำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมอบรม สัมมนา และเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยี EV และการจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืนให้แก่นักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ อีกทั้ง วิทยาลัยจะสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า โดยเปิดโอกาสให้คณาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมดำเนินโครงการวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพในระดับชุมชนและประเทศ   ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการพัฒนาทักษะบุคลากรในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม EV โดยคำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอบรมเรื่อง "การซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งจัดขึ้นโดยนักวิจัยจาก NECTEC และ ENTEC โดยมีการนำเสนอจาก ดร.บุรินทร์ เกิดทรัพย์ หัวหน้าทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน, นายปกาศิต สมศิริ นักวิจัย ทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน, นายสมเดช แสงสุรศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์และการทดสอบผลิตภัณฑ์, และ ดร.มานพ มาสมทบ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งชมสาธิตการทดสอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. และ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา ลงนามข้อตกลงร่วมมือทางวิชาการ ด้านการบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี
(20 มกราคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ “ด้านการบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี” โดยมี ดร. จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ นายเหมรัศมิ์ วชิรหัตถพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ และมี นายบุญเลิศ อรุณพิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นางวัชรีย์พร คุณสนอง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ดร. จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า “พิธีลงนามความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการบริการและนวัตกรรมใหม่ การแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาระบบสนับสนุนการดำเนินการทางวิชาการ และการบริการวิชาการ โดยอาศัยสื่อออนไลน์ที่เหมาะสมอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การเรียนการสอน และการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ของไทยอย่างยั่งยืน” นายเหมรัศมิ์ วชิรหัตถพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “สำนักหอสมุดจะต้องปรับบทบาทของการให้บริการโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการให้บริการเชิงรุกมากยิ่งขึ้น การพัฒนาให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยบูรพาในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่มีเป้าหมายเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ การศึกษาและสรรหาเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการจัดการองค์ความรู้ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำให้สามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวในการดำเนินการทางวิชาการภายในส่วนงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์โดยปราศจากปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายความร่วมมือโดยใช้สื่อออนไลน์ที่สร้างสรรค์และรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน” นอกจากนี้ มีการบรรยาย เรื่อง “AI กับการบริการทรัพยากรสารสนเทศและตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานในห้องสมุด” โดย นายบุญเลิศ อรุณพิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ร่วมกับ นายนพพร ม่วงระย้า นักวิชาการ ฝ่ายบริการทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. และการบรรยายเรื่อง “จากวันนี้ถึงอนาคต: เอไอกับบทบาทใหม่ของการเรียนรู้” โดย นายชัชวาลย์ สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ทีมวิจัยการเข้าใจเสียงและข้อความ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และเยี่ยมชมบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
แกะกล่องงานวิจัย : ‘Ve-Sea’ เนื้อหมึกเทียมจากโปรตีนพืช
  1) เกี่ยวกับอะไร ? ปัจจุบันหากสำรวจตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำจะพบว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากโปรตีนพืชวางจำหน่ายมากกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชชนิดอื่น ๆ  เช่น หมู ไก่ และยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อหมึกเทียมจากโปรตีนพืชก็ยิ่งมีตัวเลือกน้อยลงอีก ที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่ผลิตจากบุก และบางผลิตภัณฑ์มีแป้งสาลีที่มีกลูเทนเป็นส่วนประกอบ ทำให้ผู้บริโภคที่แพ้กลูเทนไม่สามารถรับประทานได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบโครงสร้างอาหารมาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเนื้อหมึกเทียมจากโปรตีนพืชรูปแบบพร้อมปรุง (Ready-to-Cook: RTC) ในชื่อ Ve-Sea เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงกับหมึกจริง เหมาะแก่การเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ลดหรือเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ แพ้อาหารทะเล แพ้กลูเทน และต้องการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล     2) ดีอย่างไร ? ผลิตภัณฑ์มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบร้อยละ 4-6 ไฟเบอร์สูง ปราศจากคอเลสเตอรอลและกลูเทน นอกจากนี้ยังมีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด Ve-Sea นำไปใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นลวก ยำ ผัด แกง ทอด ปิ้ง หรือย่าง   3) ตอบโจทย์อะไร ? ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกทั้งด้านการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ นำไปปรุงอาหารได้สะดวกรวดเร็ว และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การเป็นอาหารประเภทพร้อมปรุงยังเอื้อต่อการผลิตและจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมทั้งในตลาดไทยและตลาดโลกด้วย   4) สถานะของเทคโนโลยี ? พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการได้ที่ คุณชนิต วานิกานุกูล ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรืออีเมล chanitw@mtec.or.th   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย >> เอ็มเทค สวทช. เปิดตัว Ve-Sea ‘หมึกจากโปรตีนพืช’ อร่อยง่าย ดีต่อสุขภาพ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ENTEC สวทช. รับมอบงบประมาณจาก กฟภ. สนับสนุนการดำเนินงานโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ สานต่อโครงการในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริ ฯ
 (17 มกราคม 2568) ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ถนนพระรามที่ 6 (โยธี) กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ดร.อัศวิน หงษ์สิงห์ทอง นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ หัวหน้าโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ ด้านการบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์และระบบโทรมาตร ร่วมรับมอบงบประมาณ จำนวน 3,000,000 บาท จากนายเกรียงศักดิ์ เครือศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (กิจการองค์กร) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ปีที่ 3 ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ENTEC ได้ดำเนินงานโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนชายขอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรในโรงเรียนด้านการดูแลและบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์และโทรคมนาคมได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ผ่านการสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อนำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ แก้ปัญหา และพึ่งพาตนเองได้ โอกาสนี้ นายเกรียงศักดิ์ เครือศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (กิจการองค์กร) กฟภ. กล่าวถึงความมุ่งหวังที่จะขยายการเข้าถึงไฟฟ้าในเขตพื้นที่ชายขอบและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนผ่านโครงการไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) น้อมรับโครงการตามพระราชดำริฯ ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสสร้างความร่วมมือและเป็นพันธมิตรร่วมทางวิจัยกับ กฟภ. ผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สำเร็จ ! ไบโอเทค สวทช.พัฒนา “กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่” หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำไทย
  อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งเคยสร้างรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี และทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะ “กุ้งกุลาดำ” ซึ่งเป็นกุ้งพันธุ์พื้นถิ่นของไทย มีเนื้อแน่น กรอบเด้ง รสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเป็นกุ้งพันธุ์หลักที่เกษตรกรไทยเคยเพาะเลี้ยงและส่งออกไปทั่วโลก แต่เมื่อเจอวิกฤตโรคระบาดและปัญหาสิ่งแวดล้อมในฟาร์มกุ้ง เกษตรกรได้รับความเสียหายอย่างหนัก ฟาร์มกุ้งหลายแห่งต้องปิดตัวลง ส่งผลให้การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในประเทศไทยลดลงอย่างมากและถูกทดแทนด้วยการเลี้ยงกุ้งขาวดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปอย่างมหาศาล การขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำคุณภาพดีเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในประเทศไทยฟื้นตัวช้า ผลผลิตกุ้งส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเป็นกุ้งขาวพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำจนประสบความสำเร็จ ได้กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ที่ปลอดโรคและโตเร็ว   [caption id="attachment_64888" align="aligncenter" width="579"] ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่ากุ้งกุลาดำเคยเป็นกุ้งที่ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ในอดีตเรายังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรค สิ่งแวดล้อม และการจัดการระบบการเลี้ยง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำประสบปัญหาจนต้องมีการนำกุ้งขาวจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงแทน กุ้งกุลาดำที่เป็นพันธุ์พื้นถิ่นของไทยจึงค่อย ๆ หายไป โดยปัจจุบันมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลผลิตกุ้งทะเลทั้งหมดของประเทศ และเป็นกุ้งขาวมากกว่าร้อยละ 90   [caption id="attachment_64890" align="aligncenter" width="750"] ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)[/caption]   “อย่างไรก็ตามกุ้งกุลาดำยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงให้เป็นผลผลิตของประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามที่จะคงขีดความสามารถด้านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของประเทศไทยเอาไว้ โดยไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินการก่อตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)  ในพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่มีคุณภาพภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ปลอดโรค จากนั้นคัดเลือกลูกกุ้งที่ผ่านการพัฒนาพันธุ์แล้วไปให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกกุ้งตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน” ในการพัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำ นักวิจัยได้รวบรวมกุ้งกุลาดำจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากธรรมชาติและแหล่งเพาะเลี้ยง นำมาเพาะเลี้ยงในพื้นที่กักกันและตรวจโรคกุ้งอย่างละเอียด เพื่อคัดเฉพาะกุ้งที่ปลอดโรคเท่านั้นไปเลี้ยงต่อ จากนั้นนำไปเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกกุ้งปลอดโรค แล้วจึงเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เพื่อผลิตเป็นพ่อแม่พันธุ์กุ้งสำหรับพัฒนาพันธุ์ต่อภายในศูนย์วิจัยฯ   [caption id="attachment_64891" align="aligncenter" width="750"] บ่อเลี้ยงกุ้งระบบปิดภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)[/caption]   “หลังจากเรานำลูกกุ้งกุลาดำปลอดโรคเข้ามาเลี้ยงภายในศูนย์วิจัยฯ จนโตเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กุ้งอายุ 9-11 เดือน จึงผสมพันธุ์เพื่อผลิตลูกกุ้งรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งค่อนข้างใช้เวลานานเนื่องจากว่าเราต้องการพัฒนาพันธุ์กุ้งที่โตเร็ว จึงต้องมีขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ และเนื่องจากกุ้งมาจากหลายแหล่ง เราจึงต้องทำให้เป็นประชากรกุ้งกุลาดำของศูนย์วิจัยฯ และใช้เทคนิคฉีดสีทำเครื่องหมายบนตัวพ่อแม่พันธุ์ ส่วนการผสมพันธุ์กุ้งจะไม่ใช้วิธีธรรมชาติ แต่จะใช้วิธีรีดถุงสเปิร์มจากพ่อพันธุ์ไปผสมกับแม่พันธุ์กุ้งตามแผนการผสมพันธุ์ที่ออกแบบไว้ เมื่อได้ลูกกุ้งที่มาจากพ่อแม่พันธุ์แต่ละคู่ ก็จะคัดเลือกลูกกุ้งที่เติบโตดีเพื่อนำไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์และเข้าสู่การผสมพันธุ์รอบใหม่ ผลิตลูกกุ้งรุ่นใหม่ คัดเลือกพันธุ์จนกระทั่งได้พันธุ์ที่ตรงตามต้องการ” ดร.สรวิศ กล่าว   [caption id="attachment_64892" align="aligncenter" width="750"] พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)[/caption]   ทั้งนี้ ในปี 2567 นักวิจัย สวทช. พัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำสำเร็จและได้กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ที่มีลักษะเด่น คือ ปลอดโรค แข็งแรง โตเร็ว มีขนาดใหญ่ เนื้อแน่น และมีรสชาติอร่อย ทำให้จำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น และสร้างตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งของไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงจริงร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และฟาร์มกุ้งของเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยคาดว่าจะขยายผลผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ในเชิงพาณิชย์ได้ในปีถัดไป   [caption id="attachment_64889" align="aligncenter" width="750"] พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ปลอดโรค โตไว และขนาดใหญ่[/caption]   “เป้าหมายหลักของเราคือพัฒนาพันธุ์และผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งคุณภาพดีให้เกษตรกร ซึ่งตอนนี้เราพัฒนาพันธุ์ขั้นแรกสำเร็จแล้ว คือได้พันธุ์ที่โตเร็วและปลอดโรค เพื่อเริ่มต้นให้เกษตรกรได้ใช้ ในขั้นต่อไปเราต้องการพัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำให้ทนต่อโรค เช่น โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการเลี้ยงกุ้ง รวมถึงการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้งเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เช่น อินเดีย ซึ่งมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจำนวนมาก จึงมีความต้องการพ่อแม่พันธุ์จำนวนมากด้วยเช่นกัน” ดร.สรวิศ กล่าว   [caption id="attachment_64893" align="aligncenter" width="750"] กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่จากไบโอเทค สวทช. ตัวใหญ่ เนื้อแน่น รสชาติอร่อย สามารถสร้างตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยได้[/caption]   การพัฒนาพันธุ์กุ้งกุลาดำที่แข็งแรงและต้านทานโรคจะช่วยให้เกษตรกรไทยกลับมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้อีกครั้ง และช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำไทย สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งระดับโลก เกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำพันธุ์ใหม่ของไบโอเทค สวทช. ติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. 0 7727 0776 และติดตามข่าวสารผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง”   เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่, วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ภาพประกอบโดย จินตนา ศรีธิหล้า ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. และศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น