ผลการค้นหา :
ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. นำไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง
(27 มิ.ย. 68) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center) ภายใต้ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำบทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอมิกส์ที่ทันสมัยที่สุดของไทย มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมชีวภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศให้แข่งขันได้ในระดับโลก และนำไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ด้วยศักยภาพด้านโอมิกส์ครบวงจร ที่ให้บริการและวิจัยครอบคลุมทั้ง จีโนมิกส์ ทรานสคริปโตมิกส์ โปรตีโอมิกส์ และเมตาโบโลมิกส์ พร้อมด้วยเครื่องมือล้ำสมัย และทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ ศูนย์โอมิกส์ฯ พร้อมรองรับงานวิจัยที่ซับซ้อนและร่วมสร้างมูลค่า ด้วยการนำเทคโนโลยีโอมิกส์ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญและเพิ่มมูลค่าให้กับหลายภาคส่วนในประเทศไทย ทั้งการเกษตร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ เป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้ไบโอเทค สวทช. ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอมิกส์ที่ทันสมัยที่สุดของไทย เพื่อรองรับทั้งงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ เทคโนโลยีโอมิกส์ (Omics) มาจากคำลงท้าย "-omics" คือวิทยาการที่ศึกษาข้อมูลทางชีวภาพระดับโมเลกุลอย่างครบวงจร ได้แก่ จีโนมิกส์ (Genomics) คือการศึกษารหัสพันธุกรรมระดับจีโนม, ทรานสคริปโตมิกส์ (Transcriptomics) คือการศึกษาการแสดงออกของยีน, โปรตีโอมิกส์ (Proteomics) คือการศึกษาหน้าที่และการทำงานร่วมกันของโปรตีน และเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) คือการศึกษาการสร้างและการเปลี่ยนแปลงสารเมตาบอไลต์ เทคโนโลยีเหล่านี้มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เพราะช่วยสร้างความเข้าใจกลไกชีววิทยาที่ซับซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา เช่น การเกษตร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. นับเป็นส่วนหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมชีวภาพต่อไป
ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ภารกิจหลักของศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ที่มุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีโอมิกส์ในประเทศไทย ประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนาขั้นสูง: สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านโอมิกส์ การบริการวิเคราะห์และเครื่องมือ: สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและเครื่องมือโอมิกส์ที่ทันสมัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร: เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านโอมิกส์ เพื่อเสริมแกร่งศักยภาพเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ และการเชื่อมโยงเครือข่าย: สร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำงานวิจัยโอมิกส์ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศูนย์โอมิกส์ฯ ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและพัฒนาที่โดดเด่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโอมิกส์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับประเทศ โดยมีผลงานไฮไลต์ ดังนี้
เทคโนโลยีโอมิกส์กับการอนุรักษ์ปะการังในน่านน้ำไทย
มีการนำเทคโนโลยีโอมิกส์มาใช้เพื่ออนุรักษ์ปะการัง ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก งานวิจัยเน้นไปที่การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาเรื่องนี้ในประเทศ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของปะการังเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมปะการัง เพื่อเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์ และใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟู เช่น การผสมเทียมเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมและโอกาสรอดของปะการัง
ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA fingerprint) และการบ่งบอกอัตลักษณ์เสือโคร่ง
มีการใช้เทคโนโลยีพันธุกรรมเพื่อช่วยอนุรักษ์เสือโคร่ง โดยเฉพาะเสือโคร่งในกรงเลี้ยง ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อระบุตัวตนเสือโคร่งแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ การวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมสัตว์ป่า ช่วยให้สามารถตรวจสอบเสือโคร่งของกลางในคดีลักลอบค้าสัตว์ป่า และปกป้องเสือโคร่งจากการสูญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีโอมิกส์เพื่อการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ลูกผสม
สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การ ตรวจสอบคุณภาพและความบริสุทธิ์ ไปจนถึงการวินิจฉัยโรคพืชในเมล็ดพันธุ์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของไทยในตลาดโลก เช่น การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล เพื่อใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมด้วยดีเอ็นเอ (DNA-based purity testing for F1 hybrid seeds) การพัฒนาชุดตรวจ HybridSure ซึ่งใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอในการทดสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสม เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพก่อนจำหน่ายหรือส่งออก บริการนี้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด เช่น ข้าวโพด แตงกวา แตงโม พริก มะเขือเทศ เมล่อน และมะระ
รวมถึงผลงานน่าสนใจอื่น ๆ เช่น การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการอนุรักษ์พืชป่าชายเลน ผลงานพืชจัดการฝุ่น PM 2.5 ผลงานเครื่องหมายโมเลกุลและการปรับปรุงพันธุ์แบบก้าวกระโดด ผลงานชุดตรวจสีต้องห้าม BY-2 ในทุเรียนแบบพกพา ผลงานการตรวจวัดสารออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพรอย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์ และผลงานเทคโนโลยีโปรติโอมิกส์เพื่อการพัฒนาอาหารมูลค่าสูง เป็นต้น ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศูนย์โอมิกส์ฯ ในการนำเทคโนโลยีโอมิกส์มาสร้างสรรค์นวัตกรรมและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ ศูนย์โอมิกส์ฯ ยังมีบริการที่ครบวงจรเพื่อสนับสนุนงานวิจัย พัฒนา และบริการแก่หน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยครอบคลุม บริการด้านจีโนมิกส์ เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม (Sequencing) และการวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genotyping) บริการด้านทรานสคริปโตมิกส์ เช่น การถอดรหัส RNA บริการด้านโปรตีโอมิกส์ เช่น การระบุโปรตีน และการวิเคราะห์โปรตีนเชิงปริมาณ บริการด้านเมตาโบโลมิกส์ เช่น การทำโปรไฟล์เมตาโบไลต์ (Metabolite Profiling) และการวิเคราะห์เป้าหมายเฉพาะ (Targeted Metabolomics) และบริการด้านอุปกรณ์ มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยพร้อมให้หน่วยงานภายนอกเข้าใช้บริการ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือ เช่น เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมและตรวจวัดในสภาพจริง (Droplet Digital PCR) เครื่องมือแยกและวิเคราะห์คุณสมบัติโปรตีน (FPLC) เครื่องสังเคราะห์โปรตีน (Peptide Synthesizer) เครื่องวิเคราะห์การเรียงลำดับของสารพันธุกรรม (Genetic Analyzer) และเครื่องอ่านลำดับเบส (Sequencing Machine) เป็นต้น
ผู้ที่สนใจนำเทคโนโลยีโอมิกส์ไปใช้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงวิชาการ อุตสาหกรรม ภาครัฐ หรือภาคส่วนอื่น ๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลบริการและงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. โทร 0 2564 7000 ต่อ 71441 อีเมล: noc.th@nstda.or.th และเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/noc/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ให้ความรู้เบื้องต้นในการจัดทำข้อมูลแนวทางการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และส่งเสริมองค์กรสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
🌱 ขอเชิญชวนผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC
ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนกับกิจกรรมสัมมนา
“ให้ความรู้เบื้องต้นในการจัดทำข้อมูลแนวทางการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และส่งเสริมองค์กรสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์”
📅 วันที่ 8 กรกฎาคม 2568
🕘 เวลา 9:00 – 16:00 น.
📍 ห้องแสนสุข 3 โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ จ.ชลบุรี
🎯 สิ่งที่คุณจะได้รับ:
✅ ความรู้เบื้องต้นในการจัดการข้อมูลคาร์บอนในโรงงาน
✅ แนวทางการใช้ระบบ CAMP เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
✅ รู้จักเทคโนโลยีสนับสนุนจาก NECTEC NSTDA
✅ เปิดโอกาสจับคู่ความร่วมมือเพื่อก้าวสู่องค์กรสีเขียว
🎉 เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 ลงทะเบียนเลยตอนนี้ >> https://www.nstda.or.th/r/JXXcI
หรือสแกน QR ในภาพ
เปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเริ่มต้นวันนี้ เพื่อโลกของเราในวันพรุ่งนี้ 🌏💚
ปฏิทินกิจกรรม
ประเทศไทย โดย อว.-ดีอี-ศธ. ผนึกกำลัง UNESCO เป็นเจ้าภาพการประชุม GFEAI 2025 ส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมเคารพสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และทีมผู้บริหารเนคเทค คณะนักวิจัยเนคเทค ร่วมพิธีเปิดการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) ซึ่งในปี 2568 นี้ ประเทศไทย โดย 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นเจ้าภาพในการจัดงานดังกล่าว โดยมี นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ผู้บริหารระดับสูงจากประเทศสมาชิกยูเนสโก จาก 104 ประเทศทั่วโลก นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจชั้นนำ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Bangkok Convention Centre ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติฯ โดยได้กล่าวถึงแนวทางสำคัญ 3 ประการในการกำหนดทิศทางอนาคตของ AI ในประเทศไทย ได้แก่ การส่งเสริมการใช้ AI เพื่อประโยชน์ของสังคม โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข และการศึกษาการป้องกันการใช้ AI ในทางที่ผิด เช่น การสร้างข่าวปลอมหรือ Deepfake ที่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือในสังคม การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการพัฒนา AI โดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสนับสนุนแรงงาน ไม่ใช่แทนที่แรงงาน โดยรัฐจะร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
รัฐบาลไทยยังเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ชาติด้าน AI ภายใต้การกำกับของ “คณะกรรมการ AI แห่งชาติ” โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และหลักจริยธรรมที่เข้มแข็ง รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI ได้ไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาทภายในปี 2570 พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะด้านการแพทย์ เกษตรกรรม และการศึกษา เพื่อให้เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในทุกมิติอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือทวิภาคีกับ Ms. Audrey Azoulay (นางออเดรย์ อาซูเลย์) ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการตั้ง “ศูนย์ AI Governance Practice Center (AIGPC) หรือ ศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับภูมิภาค” เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะว่าด้วยจริยธรรม AI โดยเฉพาะในบริบทของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ความร่วมมือนี้ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการใช้ AI ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน เช่น การปลอมเสียงและใบหน้าผ่านเทคโนโลยี Deepfake การส่งข้อความหลอกลวงผ่านระบบอัตโนมัติ และการสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือ Call center ซึ่งล้วนเป็นภัยที่เกิดขึ้นจริงและแพร่กระจายรวดเร็วในหลายประเทศ ซึ่งการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนนี้ เป็นการสะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าร่วมกับประชาคมโลกอย่างมั่นคง บนเส้นทางของการพัฒนา AI ที่มีจริยธรรม โปร่งใส และยั่งยืน
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ในเชิงนโยบาย แต่เน้นการ “นำไปใช้จริง” โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และการบริการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง โดยไทยยังได้ประเมินความพร้อมด้าน AI ผ่านเครื่องมือ UNESCO RAM (UNESCO Readiness Assessment Methodology) เพื่อให้เข้าใจสถานะปัจจุบันของประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และแนวทางปรับปรุงในมิติต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน นโยบายข้อมูล และทักษะบุคลากร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย ทั้งนี้ นายประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดตั้ง ศูนย์ AIGPC ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จะเป็นศูนย์กลางสำคัญในการฝึกอบรม สร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และยกระดับบุคลากร AI ในระดับภูมิภาคต่อไป
ภายในงาน เนคเทค สวทช. ได้ร่วมนำเสนอผลงานนิทรรศการ อาทิ THAI AI ECOSYSTEM, SUPER AI ENGINEER, ThaiLLM Collaboration, NSTDA Supercomputer Center (ThaiSC), Medical AI Sharing, Thai People Map and Analytics Platform (TPMAP), Implementation of the UNESCO Recommendation on the Ethicals of Artificial Intelligence in Thailand อีกด้วย
การประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 - 27 มิถุนายน 2568 เพื่อเป็นเวทีระหว่างประเทศในการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามแนวทางข้อเสนอแนะว่าด้วยจริยธรรมสำหรับปัญญาประดิษฐ์ของยูเนสโก (Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence) ซึ่งสมาชิกยูเนสโกทั้งหมด 194 ประเทศได้เห็นพ้องในการร่วมมือกันผลักดันตามข้อเสนอแนะฯ เมื่อปี 2564 รวมถึงเป็นการยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก ในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานปัญญาประดิษฐ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ไทยเป็นผู้นำจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค กระตุ้นการแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความตื่นตัวกับจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. นำของเล่นเด็ก ‘พาราเพลิน’ นวัตกรรมยางพารา ร่วมกิจกรรมรักชาติเฟสติวัล 25-27 มิถุนายน 2568 ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
(25 มิถุนายน 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย NSTDA SHOP นำตัวอย่างผลงานวิจัย ‘พาราเพลิน’ นวัตกรรมยางพารา เข้าร่วมแสดงผลงานและจัดกิจกรรมในงาน “รักชาติ Festival” ครั้งที่ 8 จัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่ง พลเอก ธิติชัย เทียนทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานเปิดงาน โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมในพิธีพร้อมเยี่ยมชมกิจกรรม นวัตกรรมยางพารา ‘พาราเพลิน’ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
ภายในงานดังกล่าว NSTDA SHOP ได้ออกแบบและจัดกิจกรรม “สนามเด็กเล่นพาราเพลินกับลานเล่นอิสระ” ร่วมกับกลุ่มไม้ขีดไฟ โดยนำผลงานวัตกรรมจากยางพารา ‘พาราเพลิน’ มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเล่นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดให้เด็ก ๆ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เล่นฟรีตลอดงาน ทั้งนี้“สนามเด็กเล่นพาราเพลินกับลานเล่นอิสระ” ประกอบด้วย กิจกรรมเล่นสำหรับเด็กมากมาย ได้แก่ การฝึกสมองและสองมือน้อย ๆ กับเกมพากันวาด พากันขีด พากันจำ พากันนับ และพากันปั้น และกิจกรรมเล่นอิสระ ได้แก่ ปีนป่าย ฟองสบู่ มุมเทน้ำ ตัวต่อบล็อกไม้ นิทานบ้านแฟนซี พินบอล โยนถุงถั่ว และเกมลูกข่าง
สำหรับผู้สนใจ ‘พาราเพลิน’ ชุดของเล่นนวัตกรรมจากยางพารา ประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่
พาราโน้ต (Para Note) ของเล่นจากงานวิจัย ผลิตจากยางพาราชนิดยางแท่งและยางแผ่น ผ่านกระบวนการปรับลักษณะทางกายภาพ ด้วยการปรับสมบัติความแข็ง-อ่อนของยางธรรมชาติให้มีความเหมาะสม และนำมาผสานรวมกับสารจากธรรมชาติอื่น ๆ ใช้เป็นวัสดุสำหรับขีดเขียนบนแผ่นกระดานหยาบได้ ไม่เลอะมือ ไม่มีฝุ่นฟุ้งกระจายขณะใช้งาน สามารถขึ้นรูปเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามแม่พิมพ์ มีหลากสี และลบออกได้สะอาดด้วยยางลบที่แนบมาพร้อมกัน
พาราแซนด์ (Para Sand) ของเล่นจากงานวิจัย มีลักษณะเป็นผงเหมือนทราย แต่มีความหนืดไม่แตกตัว ลักษณะคล้ายสไลม์แบบผง มีรูปแบบการพัฒนาเช่นเดียวกับพาราโด แต่มีการผสมวัตถุดิบในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน สามารถนำผงยางพารามาปั้นหรืออัดขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่าง ๆ และเปลี่ยนรูปให้กลับมาเป็นผงเช่นเดิมได้ โดยนำกลับมาปั้นขึ้นรูปใหม่ได้มากกว่า 10 ครั้ง รวมทั้งเติมสีและกลิ่นต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกัน
พาราโด (Para Dough) ของเล่นแป้งปั้นหรือโด (dough) ผลิตขึ้นจากยางพาราชนิดยางแท่งและยางแผ่น ผ่านกระบวนการปรับลักษณะทางกายภาพให้มีสมบัติความหนืดที่เหมาะสม ก่อนนำมาผสานรวมเข้ากับสารจากธรรมชาติอื่นๆ อาทิ แป้งประกอบอาหาร น้ำมันพืช สี ปัจจุบัน สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพาราโดให้แก่บริษัท Good Rubber Creation จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาดแล้ว
สอบถามข้อมูลเพิ่มกิจกรรมและผลิตภัณฑ์พาราเพลิน
ติดต่อ NSTDA Shop (นาสด้าช็อป) shop@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ถอดรหัสอนาคตพลังงานไทย: เมื่อนวัตกรรม นโยบาย และระบบนิเวศต้องเดินไปด้วยกัน
ในยุคที่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนก้าวหน้าไปไกลจนต้นทุนต่ำลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นรายวัน แต่เหตุใดโครงสร้างพลังงานของไทยจึงดูเหมือนยังคงเผชิญกับความท้าทายเดิม ๆ ทั้งในเชิงราคา นโยบาย และการแข่งขัน ความย้อนแย้งที่น่าขบคิดนี้ คือ แก่นกลางของเวทีเสวนาครบรอบ 5 ปี ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ซึ่งได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการเปิดมุมมองต่อปัญหาที่หยั่งรากลึกของประเทศ
บทความนี้จะพาไปสำรวจเนื้อหาทั้งหมดจากงานเสวนา ตั้งแต่เทคโนโลยีด้านพลังงานที่ ENTEC กำลังพัฒนา ไปจนถึงการวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า เหตุใดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจึงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าครองชีพด้านพลังงานได้อย่างเต็มที่ และนวัตกรรมไทยจะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้อย่างไร
เปิดวิสัยทัศน์ ENTEC: 5 ปีแห่งความสำเร็จและ 5 เทรนด์พลังงานแห่งอนาคต
ในงานประชุมยุทธศาสตร์เครือข่ายพันธมิตรฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ENTEC ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ ENTEC ว่าเป็นการรวมความเชี่ยวชาญของสองศูนย์วิจัยชั้นนำอย่างเอ็มเทคและเนคเทค เพื่อเป็นแกนหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ โดยมีพันธกิจสำคัญคือการทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ตลอด 5 ปี ENTEC ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงมากมาย เช่น น้ำมันหม้อแปลงชีวภาพ "EnPAT" , ไบโอดีเซลเกรดพรีเมียม "Premium H-FAME" จากน้ำมันปาล์ม, ไปจนถึง แพลตฟอร์ม "Solar Sure" สำหรับบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ และโครงการ "Thailand BattSwap" ที่มุ่งสร้างระบบแพ็กแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้จากวัสดุในประเทศ
จากความสำเร็จดังกล่าว ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ได้ฉายภาพอนาคตที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยชี้ว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2608 โดยเปิดเผย 5 เทรนด์เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตที่ ENTEC กำลังมุ่งวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเป็นคำตอบสำหรับประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF), เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์-ซิลิคอน (Perovskite-Silicon Tandem Solar Cell), พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy), โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) และหัวใจสำคัญอย่าง ระบบกักเก็บพลังงานเชื่อมต่อโครงข่าย (Grid-scale Energy Storage)
โจทย์ใหญ่เชิงนโยบาย เมื่อ ‘ราคา’ และ ‘โครงสร้าง’ กลายเป็นความท้าทายหลัก
แม้ภาพอนาคตทางเทคโนโลยีจะมีความหวัง แต่เวทีเสวนาได้ดึงทุกคนกลับสู่โจทย์ปัจจุบันที่ยังคงรอการแก้ไข ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคพลังงานที่สูง ควบคู่ไปกับความคาดหวังว่าราคาต้องไม่แพง ทัศนคตินี้ได้สร้างแรงกดดันทางการเมือง และนำมาซึ่งนโยบายพยุงราคาที่อาจสวนทางกับกลไกตลาด
ด้าน ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ให้ความเห็นว่า ใน 4 เสาหลักของนโยบายพลังงาน ได้แก่ ความมั่นคง พลังงานทดแทน ประสิทธิภาพ และราคา นั้น เสาหลักด้านราคาเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด และการชดเชยราคาถือเป็นศัตรูของการอนุรักษ์พลังงาน แม้การชดเชยเป็นสิ่งจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่ก็ไม่ควรทำแบบหน้ากระดาน
ในเชิงโครงสร้าง รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ได้ให้ทรรศนะว่า โครงสร้างตลาดพลังงานของไทยนั้นแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายสิบปี และยังคงมีลักษณะเป็นผู้ซื้อรายเดียว (Single buyer) ที่ไม่มีผู้ซื้อที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ทำให้เกิดสภาวะที่มีการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาด แต่กลับไม่มีการแข่งขันภายในตลาดเลยแม้แต่น้อย ท่านยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เคยมีมติคณะรัฐมนตรีมาเกือบ 10 ปีแล้วให้จัดตั้งองค์กรคุมระบบไฟฟ้าที่เป็นอิสระ (ISO) เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ความท้าทายยุคเปลี่ยนผ่าน เมื่อเทคโนโลยีก้าวนำและความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
รองศาสตราจารย์ ดร.วิจารณ์ หวังดี ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านเทคโนโลยีไฟฟ้ากำลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) ผ่านโซลาร์รูฟท็อป เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้มาก แต่ความก้าวหน้านี้ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ "ปฏิสัมพันธ์" ระหว่างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่อย่างอินเวอร์เตอร์ ซึ่งมีพฤติกรรมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และต้องอาศัยการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ENTEC จึงเป็น Partner ที่แข็งแกร่งในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์เข้ากับวิศวกรรมไฟฟ้า
จากห้องแล็บสู่ตลาด เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการถึง ‘ช่องว่าง’ ของนวัตกรรมไทย
แม้เทคโนโลยีจะดีเพียงใด แต่การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้เล่าถึงบทเรียนในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ค่ายรถยนต์เคยคาดการณ์ว่าอนาคตจะเป็นของ "พลังงานไฮโดรเจน" แต่ท้ายที่สุด "แบตเตอรี่" กลับเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอนาคตทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตามเสมอ นอกจากนี้ ดร.สราวุธ ยังชี้ให้เห็นถึง ‘Missing link’ หรือช่องว่างสำคัญระหว่างงานวิจัยกับการนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และมองว่า ENTEC สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้
ช่องว่างนี้ถูกฉายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านประสบการณ์ของ นายบุญศักดิ์ เกียรติจรูญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ได้พยายามนำนวัตกรรมน้ำยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาร่วมกับ ENTEC ไปเสนอให้กับโรงพยาบาล แต่กลับได้รับคำตอบว่าทางโรงพยาบาลสามารถผสมใช้เองได้ เรื่องราวนี้สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญในการสร้างการยอมรับและตลาดให้กับนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย แม้จะมีคุณสมบัติที่ดีและปลอดภัยกว่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม นายบุญศักดิ์ยังมองเห็นโอกาสสำคัญว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในอาเซียนด้านมาตรฐานไฟฟ้า โดยหลายประเทศในภูมิภาคได้นำคู่มือที่พัฒนาโดยคนไทยไปปรับใช้แล้ว
ก้าวต่อไปของพลังงานไทย เมื่อเทคโนโลยีต้องเดินคู่ไปกับวิสัยทัศน์
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่เปี่ยมด้วยความหวัง โดย ดร.คุรุจิต ได้ให้กำลังใจนักวิจัยว่าต้อง "ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ" แม้นโยบายการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม เสนอให้ ENTEC ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางเครือข่ายพลังงานของภูมิภาค (Regional Networking Hub) เพื่อดึงดูดเงินทุนและความร่วมมือจากทั่วโลก
มุมมองและข้อเสนอแนะจากเวทีเสวนาในครั้งนี้ ตอกย้ำให้ภารกิจของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการพัฒนานวัตกรรมที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำพาประเทศไปสู่ความยั่งยืนทางพลังงานได้ หากปราศจากระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เดินหน้าไปพร้อมกัน
ENTEC จึงไม่ได้วางบทบาทเป็นเพียงผู้สร้างเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจจากห้องปฏิบัติการไปสู่ผู้กำหนดนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดช่องว่างและเร่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ENTEC พร้อมที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ งานวิจัยไทย สามารถเติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป
รับชมบันทึกกิจกรรม ENTEC สวทช. ชู 5 เทรนด์พลังงานอนาคต ฉลองก้าวสำคัญ 5 ปีวิจัยเพื่อชาติ
ได้ที่ https://youtu.be/QSuW5Ge6Kxw?si=Eu39RyOIBDTUXSue
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ต้นแบบนวัตกรรม ‘N-sense’ ตรวจสารตกค้าง BY2 ในทุเรียน
นาโนเทค สวทช. พัฒนาต้นแบบนวัตกรรม “N-sense” อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow2) ในทุเรียนแบบพกพา ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ส่งออกทุเรียนไทย ด้วยการใช้งานง่าย สะดวก มีความแม่นยำสูง และรู้ผลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและลดเวลาให้กับเกษตรกรในการคัดกรองผลผลิตเบื้องต้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนส่งออกของไทยในตลาดโลก
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ผนึกกำลังพันธมิตร นักวิเคราะห์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เสริมแกร่งภาคอุตสาหกรรมไทย ในงาน NEPCON Thailand 2025
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร และ RX Tradex จัดสัมมนา “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล” ภายในงาน NEPCON Thailand 2025 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
สัมมนาในครั้งนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยดัชนีชี้วัดความพร้อมองค์กร หรือ Thailand i4.0 Index และการวางแผนลงทุนและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและดิจิทัล ด้วย กระบวนการวิเคราะห์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation and robotic System Analysis : ASA) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตไทยสู่ความยั่งยืน
ภายในงานยังมีการบรรยายและเวทีเสวนาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมาร่วมแบ่งปันมุมมอง กลยุทธ์ และกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่
การประเมินความพร้อมขององค์กรด้วย Thailand i4.0 Index ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสำคัญของการวิเคราะห์และวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. ที่ได้นำเสนอเครื่องมือเชิงวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานะองค์กร พร้อมแนวทางวางแผนพัฒนาสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนและภาษีของภาครัฐ
แนวทางการนำ Automation and Robotic มาใช้ในองค์กร (Industry Transformation) โดย คุณศักดา สารพัดวิทยา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทรอปปิคอลเทค จำกัด, คณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) และ สมาคมการจัดการระบบคลังสินค้าไทย (TIA) ที่ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบอัตโนมัติ พร้อมนำเสนอกรณีศึกษา (Use Cases) ที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Automation และ Robotics ในโรงงาน
การเสวนาเชิงวิเคราะห์ในหัวข้อ “การกำหนดแผนลงทุนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการเลือกสิทธิประโยชน์สนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ” ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง วิเคราะห์แนวทางการลงทุน พร้อมสาธิตการวางแผนการลงทุนโดยอ้างอิงจากผลประเมิน Thailand i4.0 Index เวทีเสวนานี้ประกอบด้วยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ตรงในภาคการผลิตและการปรับใช้ระบบอัตโนมัติในโรงงาน (SI) อีกทั้งยังเป็น นักวิเคราะห์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Automation and robotic System Analyst : ASA) ผู้ความเชี่ยวชาญในการวางแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของกระบวนการวางแผนการลงทุน พร้อมแนะแนวทางการเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกรณีศึกษาโรงงาน 3 โรงงาน ได้แก่
กรณีตัวอย่างโรงงาน SME ฉีดพลาสติก ซึ่งใช้กระบวนการ ASA กำหนดแผนลงทุนปรับปรุงสายการผลิตใหม่ เริ่มจาก (1) ทำความเข้าใจธุรกิจ และกำหนดเป้าหมาย (2) Fact Finding มองหาจุด Improvement และประเมินด้วย i4.0 index (3) Conceptual Design ระบบอัตโนมัติ (4) Finance Analysis (5) SI Matching และการเลือกสิทธิประโยชน์และทุนสนับสนุนจากภาครัฐ (6) Scheduling and Consulting จนได้โครงการปรับปรุงที่เพิ่ม Productivity ได้มากกว่า 10% ลดต้นทุนการผลิต 10% (จากแบบจำลองการผลิต และการทำ Feasibility Study) และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของรัฐที่เหมาะสมกับโครงการ
กรณีศึกษา บริษัท น่ารัก - เทียร่า จำกัด บริษัท SME ที่ประสบความสำเร็จจากการนำกระบวนการ ASA มาใช้อย่างจริงจัง และเคยผ่านการประเมิน Thailand i4.0 ด้วยระบบประเมินตนเอง ของ สวทช. จนทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้เกือบ 1 ล้านบาทในปีแรกของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ และกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2 เท่าต่อวัน บอกเล่าโดย คุณภัตธนสันต์ แก้วยินดี Process Engineer บริษัท น่ารัก - เทียร่า จำกัด คุณศักดา สารพัดวิทยา ที่ปรึกษาโครงการ และคุณรุ่งโรจน์ นิติรสสุคนธ์ นักวิเคราะห์ ASA บริษัท จีเอ็มซี จีเนียส เมคคาทรอนิกส์ จำกัด หนึ่งในผู้ออกแบบและวางระบบอัตโนมัติ (SI) ให้กับบริษัทฯ ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามแผนลงทุนที่นักวิเคราะห์ ASA ได้แนะนำ และยกระดับ Production Automation ให้อยู่ในสถานะอุตสาหกรรม 2.0 ช่วงต้น (Score 2.1)
กรณีโจทย์การวางแผนจากผลประเมิน Thailand i4.0 Index โรงงานผลิตเครื่องดื่ม ซึ่งมีเป้าหมายทำแผนการลงทุนเพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI (หักภาษีได้ 100%) ร่วมวางแผนลงทุนเบื้องต้นและสรุปแนวทางการปรับปรุง Production Network ให้อยู่ในสถานะอุตสาหกรรม 3.0 ช่วงต้น (Score 3.1) โดย คุณชลิกา จันทรวัต ผู้เชี่ยวชาญการประเมินองค์กรด้วย Thailand i4.0 Index จาก สวทช. และคุณสิริฤกษ์ กลิ่นบุปผา นักวิเคราะห์ ASA บริษัท ไอดับบลิว พาวเวอร์ จำกัด พร้อมแนะนำผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนลงทุนการยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรมที่สูงขึ้นไป (3.0 หรือ 4.0) โดย SMEs แนะนำให้ปรึกษานักวิเคราะห์ ASA เพื่อเริ่มต้นโครงการปรับปรุงให้ถูกจุดและตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจก่อน ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ แนะนำให้ประเมิน Thailand i4.0 index โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำแผนลงทุนระยะยาว แล้วเข้าสู่กระบวนการ ASA เพื่อกำหนดโครงการลงทุนรายปีต่อไป
NEPCON Thailand 2025 งานแสดงเทคโนโลยีการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อันดับ 1 ของอาเซียน จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 18 – 21 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยมีนักอุตสาหกรรมกว่า 10,000 รายจากทั่วภูมิภาคเข้าร่วม ภายในงานนำเสนอโซลูชันด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมสัมมนาให้ความรู้และสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 อย่างยั่งยืน
สนใจรับบริการประเมินองค์กรสู่ Industry 4.0 และขอคำปรึกษาจากนักวิเคราะห์ ASA กรอกแบบฟอร์มที่ https://forms.gle/RvKWVisMVikWPL3p8
ตรวจวัดระดับความพร้อม Industry 4.0 ด้วยตนเอง (Thailand i4.0 Checkup) ที่ https://www.nstda.or.th/i4platform/i4-0-checkup/pages
สนใจขอเอกสารประกอบการสัมมนาฯ ติดต่อ BRC@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. คว้ารางวัลเครือข่ายภาคประชาชนดีเด่นจาก อย. ประจำปี 2568
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล "Best of the Best" สำหรับผลงานเครือข่ายดีเด่นด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข
พิธีมอบรางวัลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็งและมีความมั่นคงทางสุขภาพยิ่งขึ้น ภายใต้เป้าหมาย "ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง" ทั้งนี้ การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนถือเป็นหนึ่งใน 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งมุ่งส่งเสริมงานสุขภาพเชิงรุกในชุมชนและการส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม การมอบรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อเป็นกำลังใจแก่เครือข่ายที่ได้ร่วมขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
ในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้ขึ้นรับมอบโล่รางวัล "ORYOR Best Network Award" ในฐานะผู้แทนจาก สวทช. ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่เครือข่ายภาคประชาชนที่มีผลงานโดดเด่น ซึ่ง สวทช. ได้แสดงบทบาทสำคัญในฐานะภาคีเครือข่ายที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ความรู้ผ่านนิตยสารสาระวิทย์ของ สวทช.
นอกจากนี้ นายปริทัศน์ เทียนทอง นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณในการร่วมดำเนินงานโครงการส่งเสริมความร่วมมือภาคประชาชนด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ซึ่งได้ร่วมคณะทำงานภาคประชาชนร่วมกับ อย. มาอย่างต่อเนื่อง
การได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและความร่วมมือของ สวทช. ในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลัง กรุงเทพมหานคร และ สสวท. เปิด “โรงเรียนภาษาที่สาม” พลิกโฉมการศึกษาไทย เพิ่มสกิล ‘ภาษาเทคโนโลยี’ สร้างเยาวชนเป็น ‘นวัตกร’ รับโลกอนาคต
(วันที่ 20 มิถุนายน 2568) ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) :กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผนึกกำลังกับกรุงเทพมหานคร และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดโครงการ "ส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้สู่การพัฒนานวัตกรยุค 4.0 (โรงเรียนภาษาที่สาม)" ขึ้น เพื่อวางรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชนไทยให้เป็น "นักคิด นักสร้าง และนักเปลี่ยนแปลงแห่งศตวรรษที่ 21" เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกยุคปัจจุบัน ทั้ง 3 หน่วยงานจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ ทำให้ "ภาษาที่สาม" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษาต่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังรวมถึง "ภาษาเทคโนโลยี" อย่างโค้ดดิ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต
นายชนินทร์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีการศึกษา สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดในการสร้างพื้นที่เรียนรู้แห่งนวัตกรรมในสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนภาษาที่สาม ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ และบ่มเพาะ "นวัตกร" ที่มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณ กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการปลุกพลังแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การประดิษฐ์คิดค้น และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ สวทช. มุ่งหวังที่จะปลูกฝังและส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับเยาวชนไทยในระดับพื้นฐานอย่างทั่วถึง โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้าง “นักคิด นักสร้าง และนักนวัตกรรม” ผ่านการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ควบคู่กับการส่งเสริมทักษะภาษาที่สาม ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการดำเนินโครงการ เนคเทค สวทช. ได้ติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด และรู้สึกประทับใจกับพัฒนาการของคุณครูในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ต้นแบบ การคิดวิเคราะห์เชิงระบบ การทำงานเป็นทีม ตลอดจนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
“การที่คุณครูได้ลงมือริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมภายในพื้นที่ Maker Space ของโรงเรียน สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของความเป็นนักพัฒนาด้านการศึกษาอย่างแท้จริง เชื่อมั่นว่า เมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรมที่เราได้ร่วมกันปลูกไว้ในวันนี้ จะเติบโตเป็นต้นกล้าแห่งความคิดสร้างสรรค์และเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.ชัย กล่าว
รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้สู่การพัฒนานวัตกรยุค 4.0 หรือที่เรียกว่า “โรงเรียนภาษาที่สาม” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิชาการ และสถานศึกษา ในการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยเข้าสู่โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. มีบทบาทหลักในการพัฒนาหลักสูตรและทรัพยากรการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) เข้ากับการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในสถานศึกษาทั่วประเทศโดยมุ่งหวังให้เป็นหลักสูตรที่ไม่เพียงแต่ทันสมัย แต่ยังสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และตอบโจทย์ของตลาดแรงงานในอนาคต สสวท.ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรและโรงเรียนต้นแบบในกรุงเทพมหานคร ที่ได้ทดลองและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภายใต้กรอบหลักสูตรนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดพื้นที่ Maker Space รวมถึงการส่งเสริมให้ครูมีบทบาทเป็นโค้ชที่สามารถชี้นำการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สสวท. ไม่ได้ทำแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังทำเรื่อง STEM มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดการพัฒนานักเรียนสู่การใช้ AI จึงอยากให้นักเรียนและครูผู้สอนให้ความสำคัญในการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ในทุกเรื่อง ตัวอย่างจากโครงการภาษาที่สาม หรือภาษาเทคโนโลยีในครั้งนี้ สสวท. กทม. และ สวทช. มุ่งมั่นร่วมกันพัฒนาให้เยาวชนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เกิดการเรียนรู้และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตนเอง อีกทั้งยังเป็นสร้างเยาวชนคุณภาพให้ทันโลกดิจิทัล เพื่อก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรที่มีทักษะที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัลและโลกอนาคต”
ด้านนางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งเป็นความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวมถึงภาคีเครือข่ายด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา และครูแกนนำจากทั่วประเทศ ที่ร่วมออกแบบและพัฒนาหลักสูตรภาษาที่สาม หรือ “ภาษาเทคโนโลยี” โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้แก่นักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) และการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา (Problem-Based Learning) ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่อง อาทิ การออกแบบและพัฒนา "Digital Innovation Maker Space" ในโรงเรียนต้นแบบ การจัดทำหลักสูตรภาษาที่สาม (ภาษาเทคโนโลยี) ครอบคลุมทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย การอบรมและพัฒนาครูแกนนำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการจัดทำและทดลองใช้หลักสูตรภาษาที่สาม เช่น Coding, AI, Digital Tools ผ่านกิจกรรมการประกวดพื้นที่ Maker Space ระดับโรงเรียน มีคุณครูเข้าร่วมจำนวน 60 ท่าน และการจัดประกวดผลงานนวัตกรรมดิจิทัลของนักเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยมีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 60 คน คุณครูที่ปรึกษาจำนวน 40 ท่าน และยังได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร คณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และทีมงานรวมกว่า 90 ท่าน ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเข้มแข็ง
การส่งเสริม “ภาษาที่สาม” ไม่ได้หมายถึงเพียงภาษาต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ภาษาเทคโนโลยี” เช่น โค้ดดิ้ง ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ ที่มีทั้งทักษะและจิตใจพร้อมเผชิญความท้าทายของโลกยุค 4.0 โครงการนี้สอดคล้องกับแนวทางในการจัดการศึกษาของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กทุกคนในกรุงเทพฯ เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียม พัฒนาครูเป็นโค้ชด้านนวัตกรรมผ่านการอบรมและเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร สนับสนุนการจัดพื้นที่ Maker Space ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน กรุงเทพมหานครมุ่งหวังให้ภารกิจนี้ไม่เป็นเพียงแค่การจัดกิจกรรมแต่เป็นภารกิจถาวรที่ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของกรุงเทพมหานคร และเตรียมพร้อมเยาวชนให้สามารถใช้ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาตนเอง ชุมชน และประเทศชาติในอนาคต บุคลากรทางการศึกษาของกรุงเทพมหานครหลายภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร “โรงเรียนภาษาที่สาม” หรือ ภาษาเทคโนโลยี รวมถึงการออกแบบห้อง Digital Innovation Maker Space และคู่มือการเรียนรู้ 4 ช่วงชั้น เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล
ภายในงานมีการจำลองห้องเรียน Digital Innovation Maker Space จัดแสดงชุดสื่อการเรียนรู้ "ภาษาที่สาม" ทั้ง 4 ช่วงชั้น นิทรรศการแสดงผลงานจากโรงเรียนนำร่องทั้ง 20 แห่ง และกิจกรรม Workshop เช่น การต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นและการประกอบหุ่นยนต์พื้นฐาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่บรรจุในคู่มือสื่อการสอนของหลักสูตรโรงเรียนภาษาที่สาม นอกจากนี้ยังมีการประกวดพื้นที่ Digital Innovation Maker space ระดับโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ Maker Space ในโรงเรียนอย่างสร้างสรรค์ และการประกวดผลงาน Digital Innovation จากการใช้เครื่องมือในพื้นที่ Maker Space ระดับนักเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถในการคิดออกแบบและสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอีกด้วย
โครงการ "โรงเรียนภาษาที่สาม" ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อปลุกปั้นเยาวชนไทยให้เป็นนักคิด นักสร้าง และนักเปลี่ยนแปลงแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณครูผู้เปี่ยมด้วยพลังศรัทธาในศักยภาพของผู้เรียนและนักเรียนทุกคนที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้และลงมือสร้างด้วยหัวใจของนักนวัตกรตัวจริง เมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรมที่ได้ร่วมกันปลูกไว้ในวันนี้ จะเติบโตเป็นต้นกล้าแห่งความคิดสร้างสรรค์และเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
แกะกล่องงานวิจัย : ชีวภัณฑ์ ‘ไวรัส NPV’ ชนิดกำจัดหนอนเจาะฝักถั่ว
📌 เกี่ยวกับอะไร ?
‘หนอนเจาะฝักถั่ว’ หรือ ‘หนอนเจาะฝักลายจุด’ เป็นปัญหาภัยคุกคามที่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชตระกูลถั่วในประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะถั่วฝักยาว ที่โดนหนอนเจาะฝักถั่วกัดกินดอกและเมล็ดในฝักจนเสียหาย ทำให้ผลผลิตต่อรอบลดลงถึงร้อยละ 25 ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีปริมาณมากเพื่อกำจัดหนอน กระทั่งปี 2559 เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN ได้ออกรายงานเตือนผู้บริโภคว่า ร้อยละ 66.7 ของถั่วฝักยาวที่จำหน่ายทั่วไปในไทยมีสารเคมีตกค้างมากเกินกำหนด
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการผลิตไวรัส NPV สำหรับกำจัดหนอนเจาะฝักถั่ว หรือ MaviMNPV (Maruca vitrata multi-nucleopolyhedrovirus) เพื่อเป็นทางเลือกในการลดใช้สารเคมี และจัดการปัญหาศัตรูพืชอย่างยั่งยืน
[caption id="attachment_70389" align="aligncenter" width="750"] หนอนเจาะฝักถั่ว[/caption]
[caption id="attachment_70390" align="aligncenter" width="750"] ไวรัส NPV สำหรับกำจัดหนอนเจาะฝักถั่ว[/caption]
📌 ดีอย่างไร ?
เมื่อหนอนเจาะฝักถั่วกินไวรัส NPV เข้าไป จะเกิดความเสียหายบริเวณกระเพาะอาหาร สังเกตได้จากสีตัวที่เปลี่ยนจากสีขาวนวลไปเป็นสีชมพูเข้ม หนอนป่วยจะกินอาหารน้อยลง เคลื่อนไหวช้าลง และตายภายใน 3-4 วัน (ขึ้นอยู่กับขนาดตัวหนอนและปริมาณของสาร NPV ที่หนอนกินเข้าไป) โดยไม่ทำให้หนอนดื้อยา ที่สำคัญไวรัส NPV ชนิดนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ที่จำเพาะต่อหนอนชนิดนี้เท่านั้น จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม
📌 ตอบโจทย์อะไร ?
การฉีดพ่นไวรัส NPV สามารถปรับเพิ่มหรือลดอัตราการใช้สารตามระดับความรุนแรงของการระบาดได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้สารเคมีทั่วไป จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการกำจัดและควบคุมการระบาดด้วยไวรัส NPV ถูกลงในภาพรวม นอกจากนี้ยังตอบโจทย์เรื่องการลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับสู่การผลิตผักปลอดสารได้ด้วย
📌 สถานะของเทคโนโลยี ?
ปัจจุบัน ไบโอเทค สวทช. กำลังเปิดรับเกษตรกรผู้ผลิตถั่วฝักยาวที่สนใจใช้งานผลิตภัณฑ์ NPV หนอนเจาะฝักถั่วเข้าร่วมจัดทำแปลงสาธิต โดยทีมวิจัยจะสนับสนุนด้านการวางแผนควบคุมศัตรูพืชภายในพื้นที่เพาะปลูก ตั้งแต่ระยะการระบาดจนถึงระยะควบคุมการกลับมาระบาดซ้ำ ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โรงงานต้นแบบผลิตไวรัสเอ็นพีวีเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 3781 หรือฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 3310 ส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงต้นปี 2569
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สวทช. เปิดตัว “NPV หนอนเจาะฝักถั่ว” นวัตกรรมชีวภาพปราบหนอนร้ายในถั่วฝักยาว หนุนพืชเศรษฐกิจไทย ส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ร่วมยินดีในพิธีมอบโล่ องค์กรนำผลงานเสนอในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568
(20 มิถุนายน 2568) ณ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอด เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) : ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” พร้อมมอบรางวัล Thailand Research Expo 2025 Award และมอบโล่แสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานที่นำผลงานร่วมนำเสนอในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหาร วช. ผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วม โดยในโอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทน สวทช. เข้ารับรางวัล
ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทุกหน่วยงาน เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ Research University Network (RUN) หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม หรือ Program Management Unit, PMU และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วมนำเสนอในภาคนิทรรศการ ภาคการประชุม และกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยในส่วนต่าง ๆ ภายในงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568" ทำให้การจัดงานเป็นไปด้วยความสำเร็จ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย พร้อมกันนี้ขอแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2025 Award ซึ่งได้แสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมอันมีศักยภาพ และสร้างสีสันการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างโดดเด่น รวมถึงขอแสดงความยินดีแก่นักวิจัยศักยภาพสูง ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น และเมธีวิจัยอาวุโส รวมทั้งทุกรางวัลผลงานในงานครั้งนี้ด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ กองทัพอากาศ เข้าศึกษาเยี่ยมชมงานทดสอบยุทโธปกรณ์ทางทหาร สวทช.
18 มิถุนายน 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ กองทัพอากาศ นำโดย พลอากาศตรี กาลิทัส กมุทชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ พร้อมคณะข้าราชการ เข้าศึกษาเยี่ยมชมด้านมาตรฐานการทดสอบยุทโธปกรณ์ทางทหารตามมาตรฐาน Military Standard เพื่อสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านมาตรฐานการทดสอบ ในแนวทางการพัฒนาระบบวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพอากาศ สำหรับการเข้าสู่สายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โดย คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. เป็นผู้แทนผู้บริหารในการให้การต้อนรับ และได้รับเกียรติ จาก ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. บรรยายเรื่องมาตรฐาน Military Standard Mil-STD 461, Mil-STD810 และ RTCA DO 160 พร้อมนำคณะเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ห้องทดสอบสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


