หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช.-กองทัพเรือ พัฒนา “จุลินทรีย์ขจัดคราบน้ำมัน” ผลักดันนวัตกรรมสะอาด Green Navy
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กองทัพเรือ โดย พลเรือตรี กริช ขันธอุบล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความร่วมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการกำจัดน้ำทิ้งที่มีน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นปนเปื้อน โดยการค้นหาและพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมันและสารประกอบน้ำมันปิโตรเลียม เพื่อใช้กำจัดน้ำเสียจากเรือและพื้นที่ของกองทัพเรือ รวมถึงสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้หน่วยงานในกองทัพเรือนำไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนนโยบาย Green Navy ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกองทัพเรือ ทั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ S&T Implementation for Sustainable Thailand แผนกลยุทธ์ ของ สวทช. ในมิติการสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
เปิดตัว IDEX 2024 Success Highlights and the Grand Opening of IDEX 2025
✈️ หากท่านคือผู้ประกอบการนวัตกรรมที่มีสินค้าหรือบริการที่ต้องการขยายตลาดในต่างประเทศ ห้ามพลาดโอกาสใหม่ๆ กับ IDEX 2025! 🚀 . 🌟 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลนีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) และ ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน(ITAP) เปิดตัวโครงการ IDEX 2025: โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยยุคใหม่เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ . 📅 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 – 15.30 น. 📍ณ S31 Sukhumvit Hotel 👉ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ที่ https://qr-codes.io/nwS4h5qUw . 🌍 โอกาสขยายตลาดก่อนใคร: รับฟังโอกาสการขยายตลาด Global Innovation Tech Platform Program ที่จีน โดยตัวจริง 🌐 ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ: ฟังทิศทางและกลยุทธ์การขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง 📈 สิทธิพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ: รับฟังกลไกและสิทธิพิเศษในการสนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศ 🤝 รับคำปรึกษาภายในงานฟรี เชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในตลาดต่างประเทศ พบกับ local expert และ local partner ที่จะช่วยขยายธุรกิจของคุณในต่างประเทศ . โครงการนี้เหมาะสำหรับ 🔸เจ้าของธุรกิจธุรกิจฐานนวัตกรรมที่ต้องการขยายตลาดสินค้า ในตลาดต่างประเทศ 🔸มีผลิตภัณฑ์และบริการที่พร้อมจำหน่าย 🔸มีตลาดเป้าหมายในประเทศจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง . สิทธิพิเศษผู้เข้าร่วมโครงการ 🌟 อบรมเสริมทักษะและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ 🌟 สร้างการเติบโตผ่านการขยายธุรกิจต่างประเทศ 🌟ที่ปรึกษาการขยายตลาดต่างประเทศ 🌟 จับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ใน 7 ประเทศเป้าหมาย 🌟 โอกาสได้รับคัดเลือกเข้าร่วมงานนิทรรศการในระดับนานาชาติ 🌟 โอกาสสนับสนุน Market Survey & Expansion Strategy Report ในประเทศเป้าหมาย 🌟สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก (โดย ITAP) สูงสุด 200,000 บาทต่อกิจการ . สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK Innovation Driving Export : IDEX ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. 📞Tel : 0 2564 7000 ต่อ 71746,71748,71749 📧email: idex@nstda.or.th 🔗 https://qr-codes.io/rQAfXxA6Q #IDEXThailand #IDEXThailand2024 #BID #NSTDA #สวทช
ปฏิทินกิจกรรม
 
TOP 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates 2025
📣 📣 📣 ฟรีสัมมนาไม่เสียค่าใช้จ่าย! ในรูปแบบ On-site 🏢 ⚙️🤖🦾เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ เทคโนโลยีแห่งอนาคต และ แนวโน้มการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในปี 2025! กับงานสัมมนา 💡TOP 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates 2025 🧠 🧑🏻‍💻 . 📅 วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2568 ⏰ เวลา 09.00 - 16.30 น. 📍ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค ถ.แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี เดินทางมาง่ายๆ ด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพู 🚝 . 📌 ห้ามพลาด! งานสัมมนาที่จะนำเสนอ 10 แนวโน้มสำคัญในด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ทุกธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ควรรู้เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล . ✨ ร่วม Update ความรู้และทักษะใหม่ๆ : ✅วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ Technology Trends และ AI ในปี 2025 ✅เตรียมตัว Upskill และ Reskill ทักษะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นหรืออยู่ในสาย Business Analyst ✅และแนวโน้มของ Data Analytic ในปี 2025 เพื่อต้อนรับการมาถึงของ Agentic AI และ Explainable AI (XAI) ✅รวมไปถึงการอัปเดตให้พร้อมรับมือภัยออนไลน์ที่ยังคงคุกคามทั้งในมุม Cyber security และ Digital forensics 😍พบคำตอบจาก GURU ระดับแนวหน้าของประเทศ และเคลียร์ทุกคำตอบแบบ INSIGHT ได้ในงานนี้   👉 ลิงค์สำหรับลงทะเบียนและข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.nstda.or.th/r/r3bEJ 🔗 กำหนดการ : https://www.nstda.or.th/r/sO0tC 📞 โทรศัพท์ 02-583-9992 ต่อ 81421-7 📧 สอบถามเพิ่มเติม : Email: TTD@swpark.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
ศิลปะจากพรรณไม้แห้ง DIY HERBARIUM CARD
เด็กวิทย์ สายอาร์ต เชิญทางนี้จ้า.. บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ชวนคุณมาสนุกกับกิจกรรมสุดน่ารัก ศิลปะจากพรรณไม้แห้ง   ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 . ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือใครที่มีใจรักงานศิลปะ รักธรรมชาติ หรืออยากลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใครแถมได้ความรู้ ห้ามพลาดกิจกรรมนี้! มาเรียนรู้เคล็ดลับการทำดอกไม้แห้งแบบง่ายๆ และนำไปออกแบบและตกแต่งการ์ดสวยๆ ในสไตล์ของตัวเอง โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ‍ : ผศ.ดร.ภญ. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 28 มีนาคม 2568 เวลา 9.00-12.00 ห้อง 307 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อาคาร 14) สวทช. ***รับจำนวนจำกัด 30 คน*** ( ไม่มีค่าใช้จ่าย ) เปิดรับสมัคร: 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ลงทะเบียนทางลิงก์ https://forms.gle/Y9KnCb11FvrZircF8 หรือสแกน QR code ในโปสเตอร์ ประกาศรายชื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2568 ทางเพจ https://www.facebook.com/SSH.NSTDA ยืนยันสิทธิ์: 25-28 กุมภาพันธ์ 2568 ** สอบถามเพิ่มเติม** งานทุนรัฐบาล อว. สวทช. โทร 02-564-7000 ต่อ 71411 #NAC2025 #NSTDA #DIYHERBARIUMCARDS #งานคราฟต์ #ดอกไม้แห้ง #ของขวัญ #กิจกรรมฟรี แล้วพบกันนะ!
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมโชว์ผลงานวิจัย “ค้ำคูณ” ในงาน FTI EXPO 2025 เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
13 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน FTI EXPO 2025 งานรวมสุดยอดอุตสาหกรรมไทยที่จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “EMPOWERING THAI INDUSTRY, ELEVATING THAILAND’S FUTURE เสริมอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นงานมหกรรมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมไทยที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลือนเศรษฐกิจของประเทศ จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภายในงานนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จุดประกายอุตสาหกรรมไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ นำประเทศสู่ความยั่งยืน” ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย สู่อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งเป็นเป้าหมายของประเทศ โดยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ เอ็มเทค และ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำผลงาน รถสามล้อไฟฟ้า ‘KHamKoon (ค้ำคูณ) ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จัดแสดงในงาน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ค้ำคูณ” เป็นหนึ่งในแผนงาน EV-Innovation ของ สวทช. ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการทดสอบและใช้งานจริง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ โดย “ค้ำคูณ” มีจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีเฉพาะที่พัฒนาขึ้น คือ ‘มอเตอร์ควบคุมการขับเคลื่อนที่ควบคุมล้อแต่ละล้อได้อย่างอิสระตามสถานการณ์การขับขี่แบบอัตโนมัติ และ  ‘โครงสร้างรถที่มีศักยภาพในการเป็นเกราะเสริมความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร’ ทั้งนี้ “ค้ำคูณ” ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สวทช. โดยเอ็มเทค ยังมีแผนที่จะขยายผลนวัตกรรม “ค้ำคูณ” สู่การผลิตเชิงพาณิชย์โดยจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลิตและจำหน่ายรถสามล้อไฟฟ้า “ค้ำคูณ” ในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้งานรถสามล้อไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวกสบาย เริ่มจากนำต้นแบบ “ค้ำคูณ” มาใช้ในการทำแซนด์บ็อกซ์ขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะ ดำเนินงานโดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ยังมีแผนที่จะต่อยอดนวัตกรรม “ค้ำคูณ” ไปสู่การใช้งานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีไทย และส่งเสริมการส่งออกนวัตกรรมของไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดบูท ‘NSTDA Pavilion’ นำ 12 ผลงานวิจัยและบริการ แสดงในงาน TIF, Warehousing & Logistics Asia and Food Pack Asia 2025
(12 ก.พ. 68) ณ เวทีกลาง Hall 103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ - พิธีเปิดงาน TIF, Warehousing & Logistics Asia and Food Pack Asia 2025 ได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีนายบรรจง สุกรีฑา รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายนาเกช ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รักษาการรองผู้อำนวยการไบโอเทค รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี งาน TIF, Warehousing & Logistics Asia and Food Pack Asia 2025 ขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ Hall 103-104 ไบเทคบางนา ภายใต้ธีม “Empower Your Future: AI Transformation For Sustainable Growth” โดยรวบรวมผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และนักอุตสาหกรรม มาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้และบริการเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ในส่วนของ สวทช. ได้มีการจัดนิทรรศการ NSTDA Pavilion ภายใต้ธีม Science & Technology Implementation for Sustainable Thailand นำเสนอ 12 ผลงานวิจัยและบริการ แบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ ZONE 1 : FoodSERP ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และทีม BD Business matching ZONE 2 : Strengthening Global Food Security ประกอบด้วย Thailand’s Food Bank, IJC-FOODSEC และ LAMP for a Better Life ZONE 3 : Smart Diagnostics ประกอบด้วย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center : NOC), Diagnostics for Agriculture & Food และ Tilapia Strep-Easy Kit ZONE 4 : Plant Factory ประกอบด้วย โรงงานผลิตพืช นวัตกรรมปลูกผักเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยพาร์ทเนอร์ของทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ของไบโอเทค 3 แห่ง ประกอบด้วย Plant factory strawberry (บริษัท สปีดดีเอกเซส) ระบบ plant factory ปลูกผักสลัด (บริษัท ศูนย์เกษตรกรรมบางไทร จำกัด) และ ผักสด จาก Plant Factory (บริษัท ไดสตาร์เฟรช) นอกจากนี้ สวทช. ยังร่วมจัดสัมมนาพิเศษในอีกหลายหัวข้อเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ได้แก่ งานสัมมนาเรื่อง “นวัตกรรมบริการและเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร: ความร่วมมือระดับโลกสู่ความมั่นคงทางอาหาร” และงานสัมมนาเรื่อง “คาร์บอนเครดิตในอุตสาหกรรมอาหาร” ผู้สนใจเข้าชมงาน TIF, Warehousing & Logistics Asia and Food Pack Asia 2025 เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ ที่ไบเทคบางนา เพิ่มเติมคลิก https://foodpackasia.com/ และ https://seminar.thaionlineexhibit.com/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คาร์บอนเครดิตในอุตสาหกรรมอาหาร
องค์กรที่สนใจทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์และต้องการลดคาร์บอน ไม่ควรพลาด! กับงานสัมมนา “คาร์บอนเครดิตในอุตสาหกรรมอาหาร” 🍔🥖🥩โดย สวทช. และ TARA . วันที่ 14 ก.พ. 68 นี้ เวลา 13.00 - 16.30 ณ งาน TIF & FOOD PACK ASIA 2025 ห้องประชุม MR222-223 ไบเทค บางนา (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด) . พบกับการบรรยายพิเศษ: “มุมมองผลกระทบจากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาหารสำเร็จรูป” “ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารควรเตรียมตัวอย่างไรในการรับมือกับ CBAM” “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหาร” “Decarbonize” แนะนำ IDA: ระบบแพลตฟอร์มไอโอทีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม แนะนำ CAMP : ระบบเก็บข้อมูลและวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นสำหรับสถานประกอบการ . สิทธิพิเศษภายในงาน ฟรี! รับคำปรึกษาการคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร และการนำเทคโนโลยีเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ไปใช้ในองค์กร ฟรี! รับคำปรึกษาการประเมินความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 และแนวทางยกระดับองค์กร สมัครรับทุนสนับสนุนการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อลดคาร์บอนมูลค่า 4 แสนบาท . ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ QR Code ใน Banner หรือลงทะเบียนได้ที่ลิงค์นี้ >> https://forms.gle/px6b8pzKjNgdSYFj7 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ BRC@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
‘Pathumma LLM’ โมเดลเพื่อการสร้าง Generative AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทไทย
  Large Language Model (LLM) คือ โมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ให้มีความสามารถเฉพาะทางโดยเฉพาะทักษะด้านภาษาและการสื่อสารแบบมนุษย์ ทำให้โมเดลนี้มีศักยภาพที่จะเรียนรู้คำถามหรือคำสั่ง (prompt) และสร้างคำตอบที่เหมาะสมด้วยตัวเอง โดยหนึ่งในฟังก์ชันที่ใช้งานอย่างแพร่หลายแล้วในปัจจุบัน คือ Generative AI หรือเอไอแบบรู้สร้าง ที่สร้างข้อความหรือรูปภาพได้ เช่น Chat-GPT, Gemini, Claude, MidJourney, DeepSeek กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Pathumma LLM (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ AI โดยทีมวิจัยตั้งเป้าหมายในการพัฒนาจุดแข็งของโมเดลให้เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทประเทศไทย รวมถึงเป็น Multi-Modal Generative AI หรือโมเดล AI ที่รองรับการประมวลผลข้อมูลได้หลากหลายทั้งข้อความ รูป และเสียง   ทำไมประเทศไทยต้องมี LLM เป็นของตัวเอง ?   [caption id="attachment_65321" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายถึงความสำคัญของการพัฒนา LLM ว่า โมเดล LLM แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ โมเดลแบบปิด (close model) หรือโมเดลที่ผู้พัฒนาไม่เปิดให้สาธารณะดาวน์โหลดไปพัฒนาต่อ เช่น Chat-GPT, Gemini, Claude ประเภทที่สองคือโมเดลแบบเปิด (open model) หรือโมเดลที่ผู้พัฒนาเปิดให้สาธารณะดาวน์โหลดไปพัฒนาต่อได้ เช่น Gemma, Sea Lion, Typhoon, THaLLE “ซึ่งจากข้อจำกัดของโมเดลแบบปิดที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าฐานข้อมูลและการปรับแต่งความสามารถจากผู้พัฒนา ทำให้การนำโมเดลประเภทนี้มาใช้งานอาจขาดความคล่องตัว เช่น ไม่สามารถใช้งานในองค์กรที่ต้องปกปิดข้อมูล (ธนาคาร, สถานพยาบาล, ศาล ฯลฯ) ไม่สามารถใช้กับงานเฉพาะทางของประเทศไทย (การเรียบเรียงเอกสารราชการไทย, การสื่อสารภาษาถิ่นไทย, ฯลฯ) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาระบบบริการ AI เพื่อสนับสนุนการทำงานและการให้บริการของทั้งภาครัฐและเอกชน “จากความสำคัญดังกล่าวทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโมเดล AI และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในระดับสากลของ สวทช. เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ลันตา (LANTA) มาใช้ในการผลิต Pathumma LLM สำหรับให้บริการแก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยในรูปแบบโมเดลแบบเปิด โดยปัจจุบันได้เปิดให้ทดลองใช้งานเวอร์ชัน 1.0.0 แล้วที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/ ทั้งในรูปแบบ APP สำหรับให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้งานผ่านเว็บแอปพลิเคชัน, API สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการดึงข้อมูลแอปพลิเคชันไปแสดงผลที่หน้าเว็บไซต์ของตัวเอง และ Model สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการดาวน์โหลดโมเดลไปพัฒนาต่อ ทั้งนี้ Pathumma LLM ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา”   [caption id="attachment_65323" align="aligncenter" width="750"] Pathumma LLM เวอร์ชัน 1.0.0[/caption]   [caption id="attachment_65322" align="aligncenter" width="750"] ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ลันตา (LANTA)[/caption]   พร้อมให้ทดลองใช้ Generative AI สัญชาติไทยแล้ว ดร.ศราวุธ อธิบายว่าในเวอร์ชันปัจจุบัน Pathumma LLM มีฟังก์ชันเป็น Multi-Modal Generative AI  ที่รองรับการประมวลผลข้อมูล 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ Text LLM หรือโมเดลสำหรับประมวลผลคำถามหรือคำสั่งที่เป็นข้อความ โดยโมเดลนี้ผ่านการปรับแต่งให้เหมาะกับการสืบค้นข้อมูลและตอบคำถามอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้เหมาะแก่การพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลเฉพาะของแต่ละองค์กร เช่น กรมสรรพากรใช้ให้บริการแชตบอตตอบข้อซักถามด้านการยื่นภาษีแก่ประชาชน หน่วยงานวิจัยใช้ให้บริการแชตบอตสืบค้นและสรุปภาพรวมข้อมูลงานวิจัยขององค์กร   “ส่วนที่สอง Audio LLM หรือโมเดลสำหรับประมวลผลข้อมูลที่เป็นเสียง โมเดลนี้ผ่านการปรับแต่งให้ช่วยถอดความจากเสียงได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ​ สร้างคำบรรยายเสียงบรรยากาศแวดล้อม ระบุอารมณ์และเพศของผู้พูด และตอบคำถามหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาภายในคลิปได้ ส่วนสุดท้ายคือ Vision LLM หรือโมเดลสำหรับประมวลผลข้อมูลที่เป็นภาพ โมเดลนี้ผ่านการปรับแต่งให้สร้างคำบรรยายภาพ ถอดข้อความที่อยู่ในภาพ และตอบคำถามหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพนั้น ๆ ได้”     การจะเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการทำงานให้แก่ LLM ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้านโดยเฉพาะปริมาณ คุณภาพ และความทันสมัยของข้อมูล รวมถึงความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบ คลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) สำหรับใช้ประมวลผล AI ดร.ศราวุธ อธิบายเสริมเกี่ยวกับแผนการเพิ่มศักยภาพให้แก่ LLM ของประเทศไทยว่า ทีมวิจัยมีแผนจะเริ่มดำเนินงานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในการพัฒนา foundation model หรือโมเดลพื้นฐานสำหรับประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับปริมาณข้อมูลและพารามิเตอร์ที่ใช้ในการเทรนโมเดล AI โดยเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จสามารถนำโมเดลพื้นฐานที่พัฒนานี้มาใช้เพิ่มศักยภาพการทำงานให้แก่ Pathumma LLM ได้ด้วย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานภายในกุมภาพันธ์ 2568 นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนจะขอความอนุเคราะห์ข้อมูลที่เปิดเผยได้ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยมาใช้เทรน AI เพื่อให้ Pathumma LLM มีฐานข้อมูลมากพอแก่การเป็นโมเดลแบบเปิดที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทไทย และมีส่วนช่วยขับเคลื่อน AI Governance หรือการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและระบบบริการของภาครัฐในอนาคต “สำหรับเป้าหมายต่อไปของการพัฒนาระบบ Pathumma LLM ที่ทีมวิจัยตั้งไว้ นอกจากการเพิ่มจุดแข็งด้านข้อมูลและความสามารถในการเป็น Generative AI แล้ว ทีมวิจัยยังมีแผนจะพัฒนาให้ Pathumma LLM ก้าวสู่การเป็น Agentic AI หรือ AI ที่มีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ เช่น AI ผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลตลาดและซื้อขายหุ้นตามเงื่อนไขให้โดยอัตโนมัติ หรือแชตบอตช่วยแนะนำระบบบริการที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้ใช้งานพร้อมช่วยตรวจสอบสถานะของงานให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งการยกระดับสู่ Agentic AI เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่ผู้พัฒนาทั่วโลกต่างกำลังให้ความสำคัญ ณ ขณะนี้ด้วยเช่นกัน” ผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน Pathumma LLM เวอร์ชัน 1.0.0 ทั้งในรูปแบบ APP, API และ Model เข้าใช้งานได้ที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Pathumma LLM ได้ที่ sarawoot.kon@nstda.or.th ผู้ให้การสนับสนุนในการพัฒนาโมเดล : คณะทำงานจาก Super AI Engineer ซีซัน 4 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Info Session : Tech Planter Demo Day 2025
📣 โอกาสพิเศษสำหรับนักวิจัยและสตาร์ทอัพสาย Deep Tech! ข้าร่วมกิจกรรม Info Session: Tech Planter Demo Day 2025 🎯 . 🔹 Speaker: Mr. Ambrose Chia (Leave a Nest, Singapore) Ambrose graduated with a master’s degree in Technopreneurship and Innovation from Nanyang Technological University. He holds a bachelor’s degree in human Factors in Safety from Singapore University of Social Sciences. He is passionate about community building and ecosystem nurturing. As a member of Leave a Nest Human Development Division, Ambrose hopes to strengthen the science and deep technology startup ecosystem through partnership with Singapore’s Institutes of Higher Learning. . 📅 13 ก.พ. 2568 | ⏰ 09.00 - 10.00 น. 📍 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (CO-101) . 🌱🌳 What is Tech Planter?  Tech Planter by Leave a Nest is an incubation platform designed to support deep-tech startups, researchers, and entrepreneurs, especially in the early stages. Tech Planter is Asia's largest deep tech venture ecosystem, solving unsolved "deep issues" with "deep tech", a collection of science and technology. . ✨ สิ่งที่คุณจะได้รับ: ✅ Mentorship: เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้าน Deep-Tech Startup ✅ Networking: เชื่อมโยงกับ VC นักลงทุน และองค์กรใหญ่ ✅ Business Support: พัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าถึงตลาดจริง ✅ Funding Opportunities: โอกาสขอรับทุนและพัฒนาธุรกิจ . What benefits will you gain from Tech Planter? ✨ 💡Mentorship and Guidance: Access to experienced mentors from industry, academia, and business sectors on technology commercialization, business model development, and scaling strategies. 💡Networking Opportunities: Connections with potential partners, investors, and key stakeholders across Asia and globally. Exposure to corporate sponsors looking for innovative solutions to real-world problems. 💡Business Development Support: Insight into market trends, customer needs, and industry-specific challenges. Opportunities to validate your business model and technology in different markets. 💡Funding Opportunities: Potential to secure seed funding, grants, or strategic investments from corporate partners. Opportunities for follow-up funding based on performance and growth. 💡Collaborative Projects: Partnerships with large corporations looking to co-develop or adopt new technologies. Access to pilot programs, proof-of-concept opportunities, and real-world testing environments. . Who should attend “Info Session: Tech Planter Demo Day in Thailand 2025” ✅Early-stage startups and pre-startup researchers' teams or individuals in Tech fields aiming to solve societal problems ✅Researchers and Academic professionals seeking to commercialize their research and connect with industry partners. ✅Mature startups or SMEs seeking collaborators are also welcome, even if they are close to mass production or PMF establishment. . 📌 ลงทะเบียนได้เลย! 🔗 https://forms.gle/urv3LNv1pJp95poY9 (หมดเขต 10 ก.พ. 2568) 📧 สอบถามเพิ่มเติม: sunatjee.nongnuch@nstda.or.th 👉รายละเอียดเพิ่มเติมที่ : #TechPlanter #DeepTech #Startup #NSTDA #BusinessInnovation #InvestmentOpportunity
ปฏิทินกิจกรรม
 
สำเร็จอย่างงดงาม! สัมมนา “เปิดโอกาสสร้างอนาคต ทุนสนับสนุนผู้ประกอบการแห่งนวัตกรรม”
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ได้จัดสัมมนา “เปิดโอกาสสร้างอนาคต ทุนสนับสนุนผู้ประกอบการแห่งนวัตกรรม” ณ อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 ท่าน จากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาคเอกชนหลากหลายอุตสาหกรรม หน่วยงานวิจัย และภาครัฐ โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเปิดงาน งานสัมมนาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั้งที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานจาก สวทช. และมีผลงานวิจัยนวัตกรรมเป็นของตนเอง รวมทั้งบุคลากร สวทช. ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการผลักดัน การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ได้รับทราบข้อมูลบทบาท กลไกการทำงาน และข้อมูลทุนสนับสนุนของ NIA ซึ่ง NIA ถือว่าเป็น PMU หลักในการสนับสนุน ส่งเสริม และดำเนินการด้านการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ มีการบริหารจัดการทุน การสนับสนุนโครงการ มีกลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการ  เพื่อการต่อยอดนวัตกรรม ที่หลากหลายและครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ไปสู่การขยายผลในตลาดผู้ใช้จริง กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอหัวข้อ “บทบาทของ NIA ในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์” และ “ทุนสนับสนุนและเครื่องมือการขับเคลื่อนของ NIA” โดย ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัส รองผู้อำนวยการด้านการเงินนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) แนะนำการสนับสนุนจาก NIA ที่ครอบคลุมในหลายมิติ อันได้แก่ Groom: การให้ความรู้ ฝึกอบรม upskill reskill สู่ผู้ประกอบการนวัตกรรม Grant: การสนับสนุนทุนผู้ประกอบการที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีระดับ 8 ขึ้นไป (TRL8) Growth: การให้การสนับสนุนด้านการเงิน การกู้ยืมแบบไร้ดอกเบี้ย Global: การเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมสู่ตลาดโลก การแนะนำเทคนิค “เขียนข้อเสนอโครงการอย่างไร? ให้ได้ทุน NIA” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก NIA ดร.สุทธิรักษ์ ดวงบุรงค์ นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และ คุณเฉลิมพงษ์ กล้าขยัน ผู้จัดการพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)  เพื่อทราบแนวทางการเขียนข้อเสนอโครงการที่จะประสบความสำเร็จในการได้รับทุนสนับสนุนจาก NIA นอกจากนี้ ในช่วงท้ายยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถามข้อสงสัยและรับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวรายบริษัทจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก NIA ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ NIA พร้อมสร้างแรงผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยไปต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต สวทช. และ NIA ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานในครั้งนี้ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จกับโครงการนวัตกรรมในอนาคตของท่าน!
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมงานแสดงความยินดี ASOCIO 2024 DX Award & APICTA Awards 2024 สะท้อนบทบาทผู้นำภาครัฐในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล
(วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568) ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เข้าร่วมงานแสดงความยินดีในการรับรางวัล ASOCIO 2024 DX Award & APICTA Awards 2024 จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) และได้รับเกียรติจาก นายสุภัค ลายเลิศ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ขึ้นกล่าวแสดงความยินดีกับหน่วยงานในครั้งนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า รางวัล ASOCIO Awards 2024 ที่สวทช. โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ได้รับนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รางวัล แต่เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลของประเทศให้ก้าวไปสู่ระดับสากล เป็นการยืนยันถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ สวทช. ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การสนับสนุนผู้ประกอบการ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต และการผลักดันนวัตกรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยประสบความสำเร็จ และได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นอกจากนี้ การได้รับรางวัล ASOCIO Awards 2024 ยังเป็นการประกาศให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. กล่าวว่า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับรางวัล ASOCIO Awards 2024 สาขา Emerging Digital Solutions & Ecosystem Award in Public Sector ในงานประชุม The Asian-Oceanian Computing Industry Organization (ASOCIO) Digital Summit 2024 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรม ANA Intercontinental กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีสมาชิกองค์กรชั้นนำภาครัฐและเอกชนจาก 24 ประเทศเข้าร่วม “รางวัลนี้เป็นผลสำเร็จที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ในฐานะหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนระบบนิเวศดิจิทัล ผ่านการพัฒนาบุคลากร และสนับสนุนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และดิจิทัล ร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เราพร้อมเป็นส่วนสำคัญ เพื่อร่วมสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม” ดร.ภัทราวดี กล่าว สนับสนุนธุรกิจดิจิทัลด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยมีความพร้อมในการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยบริการที่ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่: • พื้นที่สำนักงานพร้อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทันสมัย: รองรับการทำงานขององค์กรทุกขนาดในบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม • การเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ: เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดใหม่ • โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสนับสนุนด้านนวัตกรรม: เช่น การฝึกอบรมเชิงลึก กิจกรรมสัมมนาเพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ และกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นายกรัฐมนตรีไทย และ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง รอบด้าน 14 ฉบับ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
เมื่อวันที่ 6 ก.พ.68 : ณ ห้อง Hebei ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และ นายหลี่ เฉียง  นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานใน พิธีลงนามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(MOST) ซึ่งได้จัดพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญา ประดิษฐ์ (AI) ร่วมพัฒนาด้านเทคโนโลยี AI และการประยุกต์ใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศพร้อมเสริมศักยภาพประเทศไทยให้ก้าวสู่ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน(พ.ศ. 2565 -2569) ที่มุ่งขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญที่ได้รับการส่งเสริมผ่านรูปแบบการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สำคัญยังเป็นการประกาศความพร้อมของประเทศไทยที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้ง 2 กระทรวง ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดที่มีภารกิจเกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนนักวิจัย นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ที่จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี ตั้งเป้าหมายใน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) การสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการดำเนินงานวิจัยขั้นสูง (2) การสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและพัฒนานักวิจัยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ (3) การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา AI และ (4) ความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศพัฒนาและแบ่งปันองค์ความรู้ด้าน AI ได้ในระยะยาว  “ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้คนไทยได้เรียนรู้ความเชี่ยวชาญและเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีน เช่น DeepSeek บริษัทสตาร์ตอัปด้าน AI จากประเทศจีน ที่ได้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เปิดให้ใช้งานแพลตฟอร์ม DeepSeek  ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลภาษา สร้างสรรค์เนื้อหาได้ผลเทียบเท่า Generative AI อื่น ๆ ในปัจจุบัน ด้วยต้นทุนการพัฒนาน้อยกว่าหลายเท่าตัว เพื่อให้ทุกคนเข้าถึง ใช้งาน AI ได้ง่ายในราคาประหยัดด้วยรูปแบบโอเพนซอร์ส (OpenSource) และยังรองรับการใช้งานภาษาไทย จึงเป็นโอกาสดีของนักพัฒนา ผู้ประกอบการ AI ไทย สามารถนำโมเดลนี้มาเรียนรู้ ต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจบริการ AI  ได้ด้วยต้นทุนไม่สูงมาก รวมถึงการนำองค์ความรู้นี้มาศึกษา ค้นคว้า ในการพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ (ThaiLLM) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์การใช้งานได้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าวและว่า สาระสำคัญของความร่วมมืออีกประการหนึ่งคือการร่วมกันพัฒนาศูนย์ทดสอบมาตรฐานด้าน AI ระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างปลอดภัย น่าเชื่อถือ ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาส เสริมขีดความสามารถในแข่งขันของประเทศไทยบนพื้นฐานเทคโนโลยี จากการประยุกต์ใช้ AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการแห่งอนาคต พร้อมช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรม นำมาสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลากหลายสาขา อาทิ ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์อัจฉริยะ ระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ไปจนถึงการเกษตรแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดแข็งของทั้งสองประเทศ “นี่เป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายการนำเทคโนโลยี AI มาใช้พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนซึ่งสอดรับตามโยบาย "อว. for AI" ของกระทรวง อว.” นางสาวศุภมาส ระบุ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์