ผลการค้นหา :
‘Super AI Engineer Season 5’ รวมพลังรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ปั้นบุคลากร AI เสริมขีดความสามารถแข่งขันไทย
(เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568) สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือการขับเคลื่อนพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภายใต้โครงการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดนวัตกร วิศวกร และนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว (Super AI Engineer Season 5) โดยได้รับเกียรติจาก นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในงาน พร้อมกับการกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "แนวทางนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Disruption)"
นอกจากนี้ ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ “บพค. กับ การพัฒนาคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์” ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ปาฐกถา ในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์กับการพัฒนาคนเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน” และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์จะช่วยประเทศไทยได้อย่างไร ? โดย ดร. ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer, SCBX, คุณอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ซึ่งภายในงาน ได้สะท้อนถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ, ภาคเอกชน, และภาคประชาสังคม อย่างแท้จริง โดยมีผู้บริหารระดับสูงทั้งจากหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ Super AI Engineer Season 5 และหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุน มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก อาทิ ผศ.ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI Engineer Season 5, ผู้บริหารจาก LG, SCBX, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด, AXONS Corporate, เดอะไพน์ รีสอร์ท, บริษัท อัลโต้เทค โกลบอล จำกัด, SCG, บริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด, บริษัท ทัชเทค โซลูชั่น จำกัด, ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภูมิภาค 5 ศูนย์ และมหาวิทยาลัยในเครือข่าย, ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC, สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), ธนาคารแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน, สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย เป็นต้น
นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "แนวทางนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Disruption)" ว่า ปัญหาด้าน AI ของประเทศไทย พบว่ามี 2 ปัญหาหลัก คือ การขาดแคลนบุคลากรและการประยุกต์ใช้ AI ยังมีน้อย รวมไปถึงแผนพัฒนา ทางกระทรวง อว. จึงได้กำหนดนโยบาย อว. for AI มุ่งเน้นการดำเนินการใน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. AI for Education: การใช้ AI ในการเรียนการสอนให้คนไทยมีศักยภาพสูงสุด และเร็วที่สุด 2. AI Workforce Development: การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และการสร้างพื้นฐานด้าน AI ให้คนไทยในระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน และ 3. AI Innovation: การสนับสนุนนวัตกรรม AI สู่ตลาด การพัฒนามาตรฐานและทดสอบ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความแพร่หลายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากดูข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ปัจจุบันมีการขาดแคลนคนทำงานด้าน AI กว่า 8 หมื่นคน แต่คน AI กว่าครึ่งไม่ได้ทำงานด้าน IT และธุรกิจยังมีความต้องการจ้างคนไปทำวิจัยพัฒนาในสัดส่วนที่สูงที่สุด (ร้อยละ 35)
ในขณะที่ ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ บพค. เน้นย้ำว่า วิสัยทัศน์ของ บพค. ที่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน ส่งเสริม สานพลัง ระบบ ววน. ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทยสู่อาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ อว. ด้าน AI Workforce Development ดังนั้น การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของประเทศแบบ demand driven ให้พร้อมรับการ disruption ของโลก จึงมีความสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากการสนับสนุนทุนด้านพัฒนากำลังคน ด้าน AI ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการ AI for All โดยเฉพาะโครงการ Super AI Engineer ได้พัฒนาวิศวกรด้าน AI และกลุ่มผู้ใช้เครื่องมือ AI Tools (AI Beginner/Prompt Engineer) จำนวนมาก โดยจากข้อมูลสถิติของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปีการศึกษา 2565-2566 มีบัณฑิตที่จบหลักสูตรสาขาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ไม่ถึง 500 คน โครงการ Super AI Engineer จึงมีส่วนในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนคนทำงานด้าน AI
ด้าน รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า ในบทบาทของ บพท. มุ่งเน้นการสร้างงาน เพื่อต่อยอดกำลังคนด้าน AI ที่มีอยู่สู่ชุมชน หรือ AI Localization ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการพัฒนากำลังคน จาก บพค. สู่การสร้างงาน ในชุมชน ด้วย บพท.
นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์จะช่วยประเทศได้อย่างไร ? โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า ในฐานะที่เนคเทคเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570)” หรือ แผน AI แห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญา ประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและนําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งการพัฒนากำลังคนด้าน AI เป็นประเด็นสำคัญของยุทธศาสตร์ที่ 3 เป้าหมายในการพัฒนากำลังคนจำนวน 30,000 คนในระยะเวลา 3 ปี โดยเน้นการสร้างบุคลากรใน 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน (Beginner) ระดับวิศวกร (Engineer) ระดับผู้เชี่ยวชาญ (Researcher) กำลังคนในที่นี้ ครอบคลุมถึงคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อุดมศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มแรงงานของประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เรียกย่อว่า AI@School, AI@University และ AI for Life Long Learning
“โดยเนคเทคได้ร่วมสนับสนุนด้านงานวิชาการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในการพัฒนาบุคลากรระดับ AI Engineer และงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ Lanta ที่ให้บริการในการทำกิจกรรมของค่าย Super AI ซึ่งโครงการในปีนี้ เนคเทคสนับสนุนการขับเคลื่อนกลุ่ม AI Innovator ซึ่งเป็นกิจกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมโดยใช้ผลงานคนไทยหรือ open source เนคเทคส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์ม AI for Thai เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม AI Innovator ได้นำไปประยุกต์เข้ากับโจทย์ขององค์กร กลุ่มหรือชุมชนท้องถิ่น” ดร.ศวิตกล่าวเสริม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สำนักงานสถิติแห่งชาติ – เนคเทค สวทช. ผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีบูรณาการข้อมูลภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ด้วย AI
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนาโดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการลงนามความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน วิจัยและพัฒนาร่วมกันในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถิติและสารสนเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของประเทศ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการบูรณาการข้อมูลของประเทศ โดยมี ดร.มารุต บูรณรัช นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ เนคเทค สวทช. และนายจำลอง เก่งตรง รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน งานวิจัยและพัฒนา ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการข้อมูลภาครัฐ รองรับการจัดการข้อมูลปริมาณมาก พร้อมนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาบริการข้อมูลให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ การพัฒนาข้อมูล เพื่อให้สารสนเทศพร้อมใช้งาน สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์การใช้งานสูงสุด รวมถึง การพัฒนาบุคลากร โดยยกระดับทักษะให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล อีกทั้งยังส่งเสริม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมและสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบุคลากรของทั้งสององค์กร พร้อมทั้ง สนับสนุนทรัพยากร ทั้งงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ภายในงานมีการจัดสัมมนา Government Data Catalog Day และบูธนิทรรศการ โดย ดร.มารุต บูรณรัช นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ เนคเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ ระบบบัญชีข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลข้อมูลสำหรับ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดระบบบัญชีข้อมูล (data catalog) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลข้อมูลของหน่วยงานซึ่งจะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลทั้งภายในหน่วยงานและให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการใช้ประโยชน์จาก AI และ Smart Data Analytics โดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลภาครัฐที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. เปิดตัว “HandySense B-Farm” ฟาร์มอัจฉริยะ สร้างง่าย ได้อย่างใจ ยกระดับเกษตรกรไทย สู่ยุคดิจิทัล
(19 กุมภาพันธ์ 2568) ณ ห้อง 601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี:
กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดตัว“HandySense B-Farm ฟาร์มอัจฉริยะ สร้างง่าย ได้อย่างใจ” นวัตกรรมเกษตรดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีเต็มตัว ด้วยระบบฟาร์มอัจฉริยะ Smart Farm ซึ่งตอบโจทย์ ความต้องการของเกษตรกร สามารถตั้งค่าที่ง่ายขึ้น แก้ไข จัดการระบบได้ด้วยตนเอง โดยมีดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรุ่งศักดิ์ พงษ์ไสว ผู้บริหารทีมงาน สำนักพัฒนา SME และ Startup ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นักวิจัยเนคเทค และผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงาน
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. กล่าวถึงบทบาทด้านการวิจัยพัฒนาด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ของเนคเทค สวทช. ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการพัฒนาในทุกภาคส่วน เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยพัฒนาให้แก่ภาคเกษตรกรรม เนคเทค จึงได้จัดตั้งทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ที่จะช่วยเปิดประตูสู่ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ด้วยการนำเทคโนโลยีแกนหลักของเนคเทค ทั้งด้าน Sensor, IoT Network, AI และ Big Data พร้อมกับความเชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ เช่น Embedded System, Machine Vision, Photonic, Phonotype เพื่อมาผสมผสานพัฒนาเป็นผลงานเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคการเกษตร โดยในปัจจุบันมีผลงานวิจัยใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ระบบตรวจวัด (2) ระบบควบคุมความแม่นยำสูง และ (3) ระบบช่วยตัดสินใจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยังช่วยสร้างความแม่นยำ ลดการสูญเสีย ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้จากผลผลิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ มิติเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในโครงการการผลิตพืชสมุนไพรและเกษตรอัจฉริยะ ตามกลยุทธ์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช.
ระบบ HandySense B-Farm ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เซนเซอร์อัจฉริยะ, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร หรือผู้ประกอบการด้านเกษตร สามารถนำไปใช้ควบคุม บริหารจัดการระบบฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ นำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมไทยให้ก้าวไกลและแข่งขันได้ในตลาดโลก
“การเปิดตัว HandySense B-Farm ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการเกษตรไทย ที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของเนคเทค และหน่วยงานพันธมิตรทุกหน่วยที่เล็งเห็นความสำคัญ และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศในการผลักดันเกษตรกรไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ เราเชื่อว่าเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น "โอกาส" ที่จะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยสามารถแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.พนิตา กล่าวย้ำ
นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากศูนย์วิจัยฯ และพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ทีม ‘BRR ROBOT1’ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา คว้าแชมป์ การแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1
(วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวในพิธีเปิดการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 (The 1st NSTDA Micro-Mouse Contest: NMMC 2025) จากทีมนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในวันนี้นักเรียนจำนวน 60 คน จาก 20 ทีมที่เข้าบ่มเพาะในค่ายฯ NMMC 2025 ได้ร่วมการแข่งขันกันตลอดทั้งวัน ในการออกแบบหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สามารถนำทางผ่านเขาวงกตได้ด้วยความแม่นยำและรวดเร็ว ที่ต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบที่จะช่วยทำให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดได้ฝึกฝนทักษะเชิงปฏิบัติ ผ่านการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในสถานการณ์จริง เพื่อให้คณะกรรมการตัดสินและคัดเลือกทีมที่ชนะเลิศ เข้ารับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 27 มีนาคม 2568 ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ประจำปี 2568 หรือ NAC2025
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีพันธกิจเรื่องการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพื่อให้เติบโตมาเป็นกำลังคนที่มีความรู้ มีความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดี ดังจะเห็นได้จากการที่ สวทช. มีการก่อตั้งบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ที่เป็นสถานที่บ่มเพาะเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น การจัดกิจกรรมค่าย รวมถึงการจัดการแข่งขันเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเป็นหนึ่งในแนวทางให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นอกห้องเรียน
ดร.สมบุญ กล่าวต่อว่า สวทช. เริ่มให้มีการแข่งขันการแข่งขันหุ่นยนต์นำทาง ในเขาวงกตเป็นครั้งแรก ชื่อกิจกรรมว่า NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีนักเรียนจากทั่วประเทศสมัครเข้ามามากถึง 404 ทีม ซึ่งโครงการได้คัดเลือกจากใบสมัครเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ จำนวน 47 ทีม การคัดเลือกรอบที่สองเหลือ จำนวน 20 ทีม ในแต่ละทีมประกอบด้วย นักเรียน 3 คน และคุณครูที่ปรึกษา 1 คน ในระหว่างการเข้าค่ายนักเรียนจะได้เรียนรู้การออกแบบและการสร้างหุ่นยนต์ การควบคุมและการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ การใช้งานเซ็นเซอร์ต่างๆ รวมถึงการใช้ตรรกะในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยากรที่ได้สละเวลาในการบ่มเพาะเยาวชนให้มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะด้านวิศวกรรม และขอขอบคุณศิษย์เก่าสมาคม Micro-Mouse คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่มาเป็นพี่เลี้ยงค่ายตลอดระยะเวลา 3 วัน และขอขอบคุณทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมจัดค่ายและการแข่งขันในครั้งนี้เพื่อให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มความสามารถ
ทั้งนี้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้นและสนุกตื่นเต้น โดยคณะกรรมการได้ติดตามการแข่งขันตลอดทั้งวัน จากกติกาการแข่งขัน คือ ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมมีเวลา 10 นาที ในการเดินทางผ่านเขาวงกตเพื่อบันทึกเวลาที่ดีที่สุด (เวลาที่ใช้เดินจากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมาย) การหยุดและการเคลื่อนย้ายหุ่นยนต์ต้องได้รับการอนุญาตจากกรรมการก่อนทุกครั้ง ห้ามตั้งโปรแกรมใหม่หรือเปลี่ยนแปลงระบบของหุ่นยนต์หลังจากเห็นเขาวงกต แต่อนุญาตให้เปลี่ยนการตั้งค่าบางส่วนได้ และห้ามเปลี่ยนน้ำหนักหุ่นยนต์ สำหรับ เกณฑ์การให้คะแนน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การแข่งขันตามภารกิจ 80 คะแนน และ การนำเสนอผลงาน 20 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน โดยการแข่งขันตามภารกิจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ คะแนนการวิ่ง 60 คะแนน (เวลาเปรียบเทียบทีมที่ทำเวลาดีที่สุด 40 คะแนน / ระยะทางที่วิ่งได้ 20 คะแนน) และ คะแนนพิเศษ 20 คะแนน (วิ่งสำเร็จในรอบแรก ถึงจุดหมายครั้งแรกที่ลอง 8 คะแนน ไม่ชนกำแพงในแต่ละรอบ 8 คะแนน และความสมบูรณ์ของหุ่น ไม่พังหรือทิ้งชิ้นส่วนระหว่างการวิ่ง 4 คะแนน) ทั้งนี้ ชิ้นส่วนของหุ่นยนต์นำทาง ต้องทำงานได้เองโดยสมบูรณ์ ห้ามควบคุมจากระยะไกล ไม่ใช้พลังงานจากการเผาไหม้ ห้ามทำลายสนามแข่ง ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัล ได้แก่
รางวัลชนะเลิศและรางวัลนำเสนอผลงานดีเด่น
“ทีม BRR ROBOT1 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายกิตติภูมิ ศิริพรมพิศาล นายยศสรัล จันทร์เขียว นายชิษณุชา สืบทิม และครูที่ปรึกษาทีม คือ นางสาวเสาวภาคย์ กาญจนกุล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีมราชากุ้งถัง จาก โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต กรุงเทพมหานคร” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายธนพัฒน์ บูรพาวิจิตรนนท์ นางสาวณัฐชา ทิพย์ประเสริฐ นายอัครชัย จำปาทอง และครูที่ปรึกษาทีม คือ นายเจ๊ะกามา สือนิ
และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ “ทีม BWS_Chani จาก โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง” สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายยงยศ ปีบ้านใหม่ นายกฤตนัย เป็งราชรอง นายเตชินท์ ยะฟู และครูที่ปรึกษาทีม คือ นางชนิดภา สายทอง
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ในนามของ สวทช. ซึ่งเป็นผู้จัดงาน NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทั้ง 20 ทีม ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาร่วมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ นักเรียนทั้ง 60 คนผ่านการคัดเลือกจาก ผู้สมัครทั่วประเทศจำนวน 404 ทีม (จำนวน 1,212 คน) ถือว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม จากการได้มาร่วมสังเกตการณ์นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายตั้งแต่วันแรก เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกทีมในการเรียนรู้ ทั้งภาคทฏษฎีและภาคปฏิบัติจากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่านอกห้องเรียน แม้ว่าบางทีมจะไม่ได้รับรางวัลก็ตาม ขอให้นักเรียนทุกท่านอย่าหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ขอให้เวทีการแข่งขันในวันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องต่อไป
ดร.พัชร์ลิตา กล่าวต่ออีกว่า ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกท่านที่ได้รับรางวัล สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ บรมราชกุมารี โดยจะเข้ารับถ้วยรางวัลในวันที่ 27 มีนาคม 2568 ในการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2568 หรือ NAC2025 ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 26-28 มีนาคม 2568 โดย สวทช. ขอถือโอกาสเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วม NAC2025 ทั้งนี้ขอขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และวิทยากรทุกท่าน น้อง ๆ นิสิตชมรมไมโครเมาส์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอขอบคุณทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมจัดการแข่งขันเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชนทุกคนในครั้งนี้
สำหรับกิจกรรม Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 (The 1st NSTDA Micro-Mouse Contest: NMMC 2025) ในปี 2568 นี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21และกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต ภายใต้ชื่อ NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการบ่มเพาะเยาวชนให้มีความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและทักษะที่หลากหลาย ทั้งด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเชิงกลไก และการเขียนโปรแกรมอย่างเต็มความสามารถ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
รัฐมนตรีศุภมาส ติดตามการดำเนินงานของ อว. ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายใต้การประชุม ครม. สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (จังหวัดสงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง)
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.สงขลา วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 : นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ อว. ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายใต้การประชุม ครม. สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (จังหวัดสงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง) โดยมี แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) นายณัฐฏ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. พรรคภูมิใจไทย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเเห่งชาติ (สวทช.) ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และนักเรียนจาก จ.สงขลา ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานในด้านต่างๆ อาทิ การส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งยางพาราไม่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีผลต่อวิถีชีวิตของคนใต้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันหล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรเกือบทั้งประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 64 จังหวัด เกี่ยวข้องกับชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน ทว่าที่ผ่านมา ภาคการผลิตยางพาราทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง สัดส่วนการใช้ยางในประเทศยังมีน้อย ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก และแม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนัก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้จับมือกับเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าวิจัยและพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการผลิตยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เร่งสร้างนวัตกรรมส่งเสริมภาคการผลิตยางพารา ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาสภาพน้ำยางไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศ
โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ปณิธิ วิรุฬห์พอจิต หัวหน้าทีมวิจัยผลิตภัณฑ์ยางรูปแบบใหม่ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง เอ็มเทค สวทช. และทีมนักวิจัย นำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ประกอบด้วย
1) เบาะเจลยางพารากระจายแรงเพื่อสุขภาพ (PARA Cushion) ผลิตภัณฑ์ยางรูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพารา ช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนส่งเสริมเอกชนรายย่อยให้มีโอกาสจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่ายางดิบ ลดการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์ Silver Economy และ Health Tech ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
2) พาราเพลิน ชุดของเล่นจากยางพารา ได้แก่ Para Dough, Para Note และ Para Sand เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการเพิ่มปริมาณการใช้หรือการเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพารา ด้วยการประยุกต์ใช้ยางพาราในมุมมองใหม่ๆ โดยคํานึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เด็กสามารถเล่นของเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย
3) สารเคมียางจากธรรมชาติสำหรับประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยาง “สารบีเทพ (BeThEPS)” ซึ่งสามารถใช้ทดแทนแอมโมเนีย มีประสิทธิภาพยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน ช่วยเกษตรกรลดความถี่ในการส่งน้ำยาง ลดต้นทุน น้ำยางสดที่ได้มีคุณภาพดี ทำให้แผ่นยางจับตัวรีดง่าย เกิดลายชัดเจน เพิ่มปริมาณยางแผ่นรมควันคุณภาพดี ลดปริมาณยางตกเกรด ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นฉุน ปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงแนวคิด Sustainable Natural Rubber Initiatives (SNR-i) ที่อาจเป็นข้อกีดกันทางการค้าในอนาคต
4) มาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและผู้ผลิตสามารถนําข้อกําหนดเกณฑ์คุณภาพ (specification) ใน มอก. 980-2552 น้ำยางข้นธรรมชาติมาตรฐานไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แต่การกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางยังไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด จึงต้องกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางให้ครอบคลุมมากขึ้น และปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพื้นฐานเทคโนโลยีของประเทศ
5) นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น โดยยางก้อนถ้วยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยางแท่ง STR10 และ STR20 การผลิตยางก้อนถ้วยจะใช้กรด เช่น กรดฟอร์มิก และกรดกํามะถัน จับตัวน้ำยางสดให้เป็นก้อนในถ้วยยางจนเต็ม ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานทําให้ก้อนยางบูดเน่า เนื่องจากการทําปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยาง เช่น ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง การพัฒนานวัตกรรมทดแทนการใช้กรดจับตัวน้ำยางสามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยางได้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. จับมือศิริราช ทดสอบทางคลินิก OSSICURE Bone Graft นวัตกรรมทดแทนกระดูกสำหรับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
[17 กุมภาพันธ์ 2568] ณ ห้องประชุมสิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ - ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามสัญญาทดสอบทางคลินิกผลิตภัณฑ์ OSSICURE Bone Graft เพื่อนำไปศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยกับผลิตภัณฑ์อ้างอิง Infuse Bone Graft ในการเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานร่วม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค ร่วมเป็นสักขีพยาน การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ OSSICURE Bone Graft สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหิดลที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประเทศ การทดสอบทางคลินิกครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของ สวทช. และศักยภาพด้านการแพทย์ของศิริราช ซึ่งมีบุคลากรและจำนวนผู้ป่วยที่เพียงพอสำหรับการทดสอบ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว
ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหากระดูกสันหลัง โดยเฉพาะโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประชากรไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรัง โดยจากสถิติพบว่ามีประชากรทั่วโลกกว่า 403 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบ และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง 104 ล้านคน การรักษาส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ในบางกรณีต้องใช้การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ซึ่งปัจจุบันใช้กระดูกจากผู้ป่วยเองหรือจากผู้บริจาค อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อจำกัดทั้งเรื่องต้นทุน ความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนาน การพัฒนา OSSICURE Bone Graft จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์นี้สามารถ ใช้ทดแทนกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง พบว่ามีความปลอดภัย และผลข้างเคียงใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA ซึ่งนับจากนี้ทางโครงการจะดำเนินการทดสอบทางคลินิกเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ และยังเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานของคนไทยส่งผลให้ปัญหากระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นในการรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องภาวะแทรกซ้อนและระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนาน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เอ็มเทค สวทช. จึงพัฒนา OSSICURE Bone Graft นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ฝังใน ที่ช่วยลดการใช้กระดูกของผู้ป่วยเอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน โดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังมีศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า สวทช. มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ เช่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี 2543 โดยมีผลงานสำคัญ เช่น การพัฒนาวัคซีนเด็งกี่ และชุดตรวจแยกซีโรทัยป์ของไวรัสเด็งกี่ ชุดตรวจภูมิแพ้กุ้ง งานวิจัยทางด้านพันธุกรรมของมนุษย์ งานวิจัยพื้นฐานทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา Precision Medicine ใน Genomics Thailand เป็นต้น ทั้งนี้ ความร่วมมือได้รับการยกระดับผ่าน MU-NSTDA Research Consortium ที่มุ่งส่งเสริมงานวิจัยเชิงพาณิชย์ สาธารณะ และนโยบาย โดย OSSICURE Bone Graft เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาสู่ระดับอุตสาหกรรมและการใช้งานจริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ
ความร่วมมือระหว่างเอ็มเทค สวทช. และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการทดสอบทางคลินิกของ OSSICURE Bone Graft ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระการใช้กระดูกของผู้ป่วย
แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ก้าวสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน: เสริมความรู้สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และเสริมสร้างศักยภาพองค์กร”
‼️ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนา สุดพิเศษ
"ก้าวสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน: เสริมความรู้สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และเสริมสร้างศักยภาพองค์กร"
📍 สถานที่: ณ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง
🗓️ วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2025
⏰ เวลา: 13:30 - 16:30 น.
รายละเอียดกิจกรรม :
- การเตรียมความพร้อมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)
- การเก็บข้อมูลด้วย Carbon Accounting เพื่อวางแผนจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
- การปลดล็อคศักยภาพโรงงานด้วยเทคโนโลยีไอโอที
- การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอนในสถานประกอบการ
- มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (BOI)
- การรับซื้อคาร์บอนเครดิต
ทั้งนี้ภายในงานยังมีบูธแสดงผลงานนวัตกรรม พร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์
🔺ลงทะเบียนได้ที่ :
- กรอกแบบฟอร์มในภาพหรือสแกน QR Code
- Link : https://forms.gle/QkW3D7H679dEvHPa8
🔺สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Email:rungtawee.piy@nectec.or.th
Tel :02-5646900#2690 , 0947933540
ปฏิทินกิจกรรม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จับมือ เอ็มเทค สวทช. พัฒนาเครือข่ายงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์
17 กุมภาพันธ์ 2568 – คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุศาสตร์เพื่อนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์ทางการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนไทย รวมถึงการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศ
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุม 910 ชั้น 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศาสตราจารย์ คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมลงนามและแถลงถึงแนวทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสร้างเครือข่ายงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ จัดแสดงและเผยแพร่ผลงานวิจัยที่พัฒนาร่วมกันให้เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง
ศาสตราจารย์ คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เทคโนโลยี 3D Printing และวัสดุชีวภาพนับเป็นก้าวสำคัญในการช่วยผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์เฉพาะบุคคล เช่น โครงกระดูกเทียม หรืออุปกรณ์เสริมเพื่อการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนและเวลาเมื่อเทียบกับการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ม.ล. ชาครีย์ กิติยากร รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ด้านวัสดุศาสตร์เข้ากับการแพทย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย และช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้น
รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า เรามุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและวัสดุศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวงการแพทย์ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง และสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ผลงานวิจัยหลายชิ้นจากความร่วมมือนี้มีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ เช่น อุปกรณ์ช่วยพยุงร่างกาย (Ross – Back Support) เราหวังว่าความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีจะช่วยผลักดันให้เกิดการผลิตในประเทศ ลดการนำเข้า และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมสุขภาพ
ภายในงานได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "Advancing Healthcare through Material Science Innovations" โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการใช้วัสดุศาสตร์เพื่อยกระดับการรักษาทางการแพทย์ ประกอบด้วย:
รถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยโครงสร้างรถ ระบบจัดการอากาศและระบบรับแจ้งฉุกเฉินดิจิทัล
ชุดพยุงหลังและเสริมแรงแบบกึ่งอัตโนมัติสำหรับภารกิจทางการแพทย์ (Ross – Back support)
อาหารสำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก
อุปกรณ์ฝึกหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้การนำของอัลตราซาวด์
วัสดุฝึกการเย็บแผล
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์และวัสดุศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การรักษา และสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาโครงการวิจัย จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
โทร: 0-2201-2800 อีเมล์: rama.mindcenter@gmail.com
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรม ขยะกำพร้าสัญจร ครั้งที่ 4
✨ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ! ✨
🎊🎉 "ขยะกำพร้าสัญจร ครั้งที่ 4" 🎉🎊
.
📅 วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568
⏰ เวลา 9:00-12:00 น.
📍ณ ลานจอดรถข้างตึก CC (ที่จอดรถ P3) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
.
🌍หากไม่สะดวกมาร่วมกิจกรรม
🤝 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน! นำ "ขยะกำพร้า" หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเป็นขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ไม่ใช่ขยะเปียก และไม่ใช่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งในงานเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน!
🗑️ นอกจากนี้! หากท่านมีขวด PET อย่าลืมนำมาให้ทีมหมอจาก 'Less Plastic ธรรมศาสตร์' เพื่อเปลี่ยนขวดพลาสติกเหล่านี้ให้เป็นรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผ้าคล้องแขนเพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูในโรงพยาบาล
💵🗑️มีกิจกรรมขยะรีไซเคิลแลกเงินกับทาง Wake Up Waste ด้วย!
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร. นรมน โทร. 02564-7000 ต่อ 5397
❤️ 🌍 มาร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมกันนะคะ! 🌍❤️
ปฏิทินกิจกรรม
เริ่มแล้ว 60 เยาวชน ตะลุยค่ายบ่มเพาะ NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 สวทช. ชวนร่วมเชียร์การแข่งขัน NMMC รอบชิงชนะเลิศ 18 ก.พ.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
(วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568) ณ ห้องบรรยาย 2 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเปิดงาน กิจกรรมค่ายและการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 (The 1st NSTDA Micro-Mouse Contest: NMMC 2025) โดยมี ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ฉัตรชัย สงวนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทู ซิสเตอร์ บิสซิเนส คอนซัลแทนท์ จำกัด และ ผศ.ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณะกรรมการโครงการฯ รวมทั้งวิทยากรจัดกิจกรรมค่าย นักเรียน อาจารย์ที่ปรึกษาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่เน้นการผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านทักษะและความรู้ในหลากหลายมิติ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสหวิทยาการ อาทิ การใช้เทคโนโลยี ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ และทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนและวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานความสามารถให้กับคนไทยยุคใหม่ที่พร้อมเผชิญกับโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นคง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และทักษะในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นำทางในเขาวงกต ภายใต้ชื่อ NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะหลากหลาย ทั้งด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเชิงกลไก และการเขียนโปรแกรม
“ผู้เข้าแข่งขันต้องออกแบบหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สามารถนำทางผ่านเขาวงกตได้ด้วยความแม่นยำและรวดเร็ว ต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การแข่งขันประเภทนี้เป็นมากกว่าการแสดงความสามารถด้านเทคนิค หากแต่ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะเชิงปฏิบัติ ผ่านการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในสถานการณ์จริง”
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ในปี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินโครงการ ถือว่าได้รับความสนใจจากน้อง ๆ นักเรียนเกินความคาดหวัง โดยมีนักเรียนจากทั่วประเทศสมัครเข้ามามากถึง 404 ทีม ซึ่งโครงการได้คัดเลือกจากใบสมัครเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ จำนวน 47 ทีม และในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในวันนี้ มีนักเรียนได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรมค่าย 3 วัน (วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์) และเข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวน 20 ทีม ได้แก่นักเรียน 60 คน และครูที่ปรึกษา 10 คน ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีกำหนดมอบถ้วยรางวัลในวันที่ 27 มีนาคม 2568 ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ประจำปี 2568 หรือ NAC2025 ทั้งนี้ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน และคณะวิทยากรที่มาร่วมบ่มเพาะเยาวชนให้มีความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็นองค์ความรู้พื้นฐาน รวมทั้งทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และขอขอบคุณทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมจัดค่ายและการแข่งขันในครั้งนี้เพื่อให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มความสามารถ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 (NSC 2025)
อย่าพลาด!!! โอกาสพัฒนาไอเดียสุดสร้างสรรค์ สำหรับ นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ที่สนใจการแข่งขันการเขียนโปรแกรม ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า พร้อมก้าวสู่การแข่งขันระดับประเทศและต่อยอดสู่ระดับโลก!
"การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 (NSC 2025)"
.
เปิดระบบรับสมัครแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยกำหนดปิดรับสมัครภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 (ภายในเวลา 17.00 น.)
.
คุณสมบัติผู้สมัคร
กำลังศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรืออุดมศึกษา (ปริญญาตรี) ในประเทศไทย
สมัครเป็นทีม ทีมละ 1-3 คน พร้อมที่ปรึกษาโครงการ 1 คน
สามารถส่งผลงานได้ 1 โครงการ ต่อทีม
.
ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขัน กรุณาศึกษารายละเอียดในคู่มือการแข่งขันให้เข้าใจก่อนตัดสินใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน
คู่มือการแข่งขัน อ่านได้ที่ : https://www.facebook.com/groups/NSCThailand/permalink/9973194246028193
ลงทะเบียนได้ที่ : https://www.nstda.or.th/nsc
ตรวจสอบเอกสาร (CopyCatch) ที่ : http://203.185.132.206/
ปฏิทินกิจกรรม
ส.อ.ท. จับมือ กระทรวง อว. ใช้ วทน. เพิ่มความสามารถการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทย
(วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568) : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับมือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดทำ AI Industrial Roadmap ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีเป้าหมายเพื่อวางรากฐานและกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พร้อมด้วยพิธีลงนามความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ทั้งนี้เพื่อแสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นฐานสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้งาน FTI EXPO 2025 ภายใต้แนวคิด "EMPOWERING THAI INDUSTRY, ELEVATING THAILAND’S FUTURE เสริมอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน" ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมลงนาม โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้เข้าร่วมงานและแสดงความยินดี ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


