ผลการค้นหา :
สวทช. เปิดวิสัยทัศน์วาระ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ขานรับนโยบาย กวทช. เดินหน้าเต็มกำลัง ปั้นนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
(วันที่ 25 สิงหาคม 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมรับมอบนโยบายสำคัญจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอผลงานเด่นในวาระที่ 1 ที่พิสูจน์ศักยภาพในการสร้างผลกระทบยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง และประกาศเดินหน้าเต็มกำลังด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะกรรมการ กวทช. คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ในฐานะประธาน กวทช. กล่าวว่า “ในวันนี้คณะกรรมการ กวทช. ได้รับทราบผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ของ สวทช. และได้ให้ความเห็นชอบแผนงานและรายชื่อคณะผู้บริหาร สวทช. ในวาระที่ 2 ภายใต้การนำของผู้อำนวยการ สวทช.แล้ว ขอเน้นย้ำว่า สวทช. คือ ขุมพลังหลักของประเทศในการวิจัย พัฒนา ออกแบบ วิศวกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์ โดยมีภารกิจสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ พร้อมได้มอบนโยบายให้ สวทช. นำไปขับเคลื่อนใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่การยกระดับเกษตรกรรมสมัยใหม่ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ไปจนถึงการพัฒนาเมืองน่าอยู่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และ (2) การพัฒนากำลังคน โดยให้ สวทช. มุ่งพัฒนากำลังคนในทุกระดับ และเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกรอบการพัฒนา AI แห่งชาติ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมคณะผู้บริหาร สวทช. และคณะผู้บริหารศูนย์แห่งชาติขานรับนโยบาย กวทช. พร้อมแถลงผลการดำเนินงานในวาระที่ 1 ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก สวทช. สามารถรับใช้สังคมและสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้จริงเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand)
ปฏิรูปบริการรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยดิจิทัล
สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองและระบบสาธารณสุข ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยมีผลงานเด่น คือ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ซึ่งเป็นมากกว่าแอปพลิเคชันรับแจ้งปัญหา แต่เป็นระบบนิเวศการบริหารจัดการเมืองที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วใน 29 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรกว่า 30-37 ล้านคน และมีส่วนราชการร่วมใช้งานกว่า 19,228 หน่วยงาน เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสำคัญในภาวะวิกฤต เช่น การแจ้งรอยร้าวอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว การรายงานสถานการณ์และขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย และการแจ้งเบาะแสต้นตอของฝุ่น PM2.5
ขณะเดียวกัน ในมิติสาธารณสุขที่ประเทศเผชิญกับความท้าทายจากความแออัดในโรงพยาบาล สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ดิจิทัล Digital Healthcare ที่มีผู้ได้รับประโยชน์แล้วกว่า 7.8 ล้านคน และมีหน่วยงานเข้าร่วมแล้ว 8,441 แห่ง โดยมี แพลตฟอร์มบริการการแพทย์ปฐมภูมิ เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อประชาชนกับหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสนับสนุนนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ทันท่วงที พร้อมกันนี้ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยอย่าง แพลตฟอร์มนิรันดร์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นผู้ช่วยให้ผู้บริบาลสามารถติดตามและดูแลผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยากร และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่คุกคามภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ สวทช. ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวแห่งอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่าง ข้าวเจ้าพันธุ์ไบโอเทค 1 (A1) ที่มีความสามารถในการต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและยังให้ผลผลิตสูงถึง 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 (S16) ที่ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลันและต้านทานโรคขอบใบแห้งและโรคไหม้ได้ดี นอกจากนี้ยังมีข้าวหอมสยาม ข้าวเจ้าหอมพันธุ์ไทยพัฒนาโดย ไบโอเทค สวทช. ที่โดดเด่นด้านกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ต้านทานโรคไหม้ ให้ผลผลิตดี และเหมาะกับพื้นที่หลากหลาย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง ทั้งเชิงพาณิชย์และเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร
ในด้านทรัพยากรพื้นฐาน สวทช. ได้จัดตั้งคลินิกคุณภาพน้ำ เพื่อจัดการกับวิกฤตน้ำอุปโภคบริโภคโดยตรง หลังพบข้อมูลน่ากังวลว่าน้ำประปาหมู่บ้านผ่านมาตรฐานน้ำดื่มได้เพียง 10% โดยได้พัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำ และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และนำร่องใช้งานในพื้นที่จังหวัดลำปาง เชียงราย กำแพงเพชร พิษณุโลก กาฬสินธุ์ อุดรธานี และขอนแก่น ช่วยให้ 24,000 ครัวเรือนได้เข้าถึงน้ำสะอาดที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก สวทช. ได้พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อ Net Zero และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ภาครัฐและเอกชนกว่า 180 หน่วยงาน ในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่สำคัญฐานข้อมูลนี้ยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569
นอกจากนี้ สวทช. ยังช่วยผู้ประกอบการไทย ยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ด้วยแพลตฟอร์ม Food SERP แพลตฟอร์มส่วนผสมฟังก์ชัน อาหารและเวชสำอาง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ มีการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 47 รายการ สร้างการลงทุน 318 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4,853 ล้านบาท มีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 13,000 ล้านบาท และยังพัฒนาแพลตฟอร์ม Industry 4.0 Platform สนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิต โดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 แบบ ครบวงจร ผลลัพธ์คือมีโรงงานอุตสาหกรรมใช้งาน Thailand i4.0 Check up 917 ราย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Factory สู่สถานประกอบการ 117 แห่ง และพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของไทยให้มีระดับความพร้อมมากถึง 9 กลุ่มอุตสาหกรรม
วิสัยทัศน์วาระที่ 2 สวทช. ชู สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในวาระต่อไป ว่า สวทช. จะรับเอาโจทย์ประเทศจากผู้ที่มีปัญหาจริง และนักวิจัยรวมพลังทำจริง สวทช. จับมือกับกระทรวงต่าง ๆ ทำเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่บริการประชาชนทำได้ดีขึ้น โดยเดินหน้าทำงาน ผ่านวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในวาระที่ 2 คือ “สวทช. เป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) ขับเคลื่อนแผน S&T Implementation for Sustainable Thailand ร่วมกับพันธมิตรสำคัญเพื่อขยายผลสู่การใช้ประโยชน์งานวิจัยในสังคม (2) สร้างความเข้มแข็ง ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อตอบโจทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ (3) สร้างการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. และพัฒนาบุคลากรด้าน วทน. และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและวัฒนธรรมการทำงานที่ไร้รอยต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก
“ภายใต้กลยุทธ์เหล่านี้ สวทช. ในวาระที่ 2 เป้าหมายหลักเราต้องการให้งานวิจัยถึงผู้ใช้ประโยชน์จริง โดยใช้หลักการ “สร้าง-ปรับ-รักษา-ละทิ้ง” โดย สร้าง เป็นธงนำของการทำงานในการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับ คือ ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่นักวิจัยอยากทำ เป็นการเอาปัญหาประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อระดมสรรพกำลังแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม รักษา คือ การรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ให้คงอยู่และเป็นที่พึ่งของสังคม และ ละทิ้ง คือ ละทิ้งความเชื่อที่ว่าความสำเร็จเท่ากับการตีพิมพ์หรือจดสิทธิบัตร” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เป้าหมายในการขับเคลื่อนขุมพลัง วทน. ทาง สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตร มุ่งเป้าทำผลงานวิจัยที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ และเป็นภารกิจสำคัญในวาระต่อไปของ สวทช. อาทิ
ด้านการศึกษา สวทช. จับมือกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการใช้ AI ยกระดับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์ม LEAD Education ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech) ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้โดยตรง โดยระบบจะใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ครูสามารถเข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที รวมถึงแพลตฟอร์ม ‘KidBright μAI (คิดไบรท์ ไมโครเอไอ)’ ฝึกเขียนโค้ดและสร้างโมเดล AI เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ชีวิต
ด้านเกษตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหาร สวทช. จับมือทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เกษตรสมัยใหม่ ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการพัฒนาโรงเรือนอัจฉริยะขนาดใหญ่ (Plant Factory) สามารถผลิตพืชผักและสมุนไพรมูลค่าสูงได้ตลอดทั้งปี การพัฒนาชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อบรรเทาปัญหา ผลผลิตในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาโรคพืช รวมถึงการใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชเพื่อความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สวทช. ได้ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนาและขยายผลการพัฒนาวัคซีนสัตว์
ด้านการแพทย์และสาธารณสุข สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข นำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา สู่ “การแพทย์แม่นยำ” ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) ของประเทศไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต AI สำหรับการวินิจฉัยโรคจากภาพถ่ายทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม และโรคตา เพื่อให้นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาเอไอช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) เพื่อนำข้อมูลจีโนมมาพัฒนาการวินิจฉัยรักษาคนไทยที่แม่นยำ ประหยัดค่าใช้จ่าย และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านอุตสาหกรรม สวทช. จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 เข้าสู่โรงงาน เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องมาตรฐานโรงงาน โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพิ่มคุณภาพการผลิต สนับสนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร อีกทั้งผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักวิจัย อุตสาหกรรม ภาคเอกชน นักนวัตกร ทำงานร่วมกันผ่านศูนย์นวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน (SMC) ในการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการ โรงงานต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์ SMC ทั้งในรูปแบบการสาธิต การเรียนรู้และการทดลองปฏิบัติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ พัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะ เป็นต้น
นอกจากนี้ สวทช. ยังจับมือกับกระทรวงมหาดไทย และภาครัฐที่ต้องการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อบริหารจัดการภาครัฐด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี และ สวทช. ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน ระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการติดตามและเฝ้าระวัง สถานการณ์ทางธรรมชาติแบบเรียลไทม์ (TanPibut) หรือ ทันพิบัติ ให้กับหน่วยงานด้านเตือนภัยพิบัติของประเทศใช้ประโยชน์ได้ทันทีในยามที่ประเทศต้องเผชิญภัยธรรมชาติ
“ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างการสร้างระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืนและใช้ประโยชน์ได้จริง โดย สวทช. มุ่งมั่นในการส่งมอบ ‘พิมพ์เขียว’ ระบบนิเวศวิจัยแบบใหม่ของประเทศ เพื่อสร้างชาติ พัฒนาประเทศ ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรวิจัยและทุกภาคส่วน เดินหน้าเพื่อสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สกพอ. จับมือ ทีเส็บ พร้อมพันธมิตรภาครัฐ ร่วมเอกชนกว่า 100 หน่วยงาน เปิดงาน EEC EXPO 2025 เวทีขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ศูนย์กลางลงทุนแห่งภูมิภาค
(วันที่ 25 สิงหาคม 2568) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน "EEC EXPO 2025 - Opportunity for Prosperity" เวทีสำคัญของ EEC เปิดประตูการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พร้อมด้วย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ รวมทั้งได้ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินกว่า 100 หน่วยงาน ร่วมแสดงศักยภาพเชื่อมโยงนักลงทุนไทยและต่างชาติ ผ่านกิจกรรมที่สำคัญภายในงาน เช่น เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อที่สำคัญ อาทิ Mega Project, Mega Impact เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐานหลัก EEC ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย, การขับเคลื่อนอนาคต EEC ด้วยพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการ จับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่พร้อมเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ซื้อ และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศได้พบปะกับภาค ธุรกิจในพื้นที่ EEC เพื่อย้ำถึงบทบาทและผลักดันการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางการลงทุนระดับภูมิภาค"
โอกาสนี้ ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เป็นผู้แทนองค์กร เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน โดย สวทช. ได้ร่วมจัดนิทรรศการประกอบด้วยบูธจาก EECi และ ENTEC สวทช. ภายในงาน EEC EXPO 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2569 ณ ภิรัช ฮอลล์ 1-3 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. กล่าวว่าภารกิจหลักของ สกพอ. คือ การผลักดันให้พื้นที่ EEC ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยงาน EEC Expo ครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญเพื่อขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ "EEC 2030 Vision: Driving Thailand's Economic Future" มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายในพื้นที่ EEC การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ทั้งยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์ครบวงจร การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัลนอกจากนี้จะเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงกับภาคการผลิตและบริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว งาน EEC EXPO 2025 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ไม่เพียงนำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน
ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การใช้ไมซ์ (MICE) เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ MICE Foresight: Secret of Area Development Success เรามุ่งผลักดันให้การจัดประชุม นิทรรศการ และกิจกรรมทางธุรกิจ กลายเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่พื้นที่ โดยเฉพาะใน EEC ซึ่งเป็นเขตยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ งาน EEC EXPO 2025 จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการบูรณาการไมซ์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างเวทีพบปะ เจรจา และจับคู่ธุรกิจระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่พร้อมอำนวยความสะดวก เราเชื่อมั่นว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานไมซ์ไทยสู่เวทีโลก
ทั้งนี้ "EEC EXPO 2025" งานแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนเวทีระดับนานาชาติ นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนครบวงจร เปิดโอกาสเชื่อมโยงนักลงทุนไทยและต่างชาติ สู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต จัดแสดงนิทรรศการ เทคโนโลยี และโซลูชั่นจากภาครัฐ เอกชน และสตาร์ตอัปชั้นนำ พร้อมกิจกรรม Business Matching และสัมมนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การลงทุนยุคใหม่ เปิดประตูสู่อนาคตที่มั่งคั่งและยั่งยืนไปด้วยกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch 2025: ปัญญาประดิษฐ์ที่รู้คิดและตัดสินใจได้เอง (Agentic AI)
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (artificial intelligence: AI) มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนและอัจฉริยะมากขึ้นทุกวัน ปัญญาประดิษฐ์ในยุคแรก ๆ นั้นยังทำงานได้แค่ตามคำสั่ง ยุคต่อมาเป็น “เอไอแบบรู้สร้าง” หรือ เจเนเรทีฟเอไอ (generative ai) ที่สร้างเนื้อหา ข้อความ รูปภาพ ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ยังต้องป้อนคำสั่งอยู่ แต่ AI ยุคหน้าจะรับจบงานเองได้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งเพิ่มเติมอีกต่อไป
Agentic AI คือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้และพัฒนาตนเองจากการใช้แมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) การประมวลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) สามารถใช้ตรรกะวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง จนวางแผนการดำเนินงาน พร้อมปฏิบัติงานมุ่งเป้าและตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานของตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วย
Agentic AI มีทิศทางไปสู่การสร้างระบบนิเวศของ AI ที่ซับซ้อนและทำงานร่วมกันได้มากขึ้น ผ่านระบบหลายตัวแทน (Multi-Agent Systems) หรือที่เรียกกันว่า AI Agent ซึ่งมีเอไอหลายตัวที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน แต่สื่อสารและทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยกันได้อย่างราบรื่น ผ่านการควบคุมของ Agentic Conductor ที่ทำหน้าที่เสมือนสมองกลาง
ในแวดวงการเงินและการธนาคารใช้เทคโนโลยีนี้มาช่วยให้คำแนะนำการลงทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท Finnomena ใช้ AI Agent คัดกรองอีเมลจากพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ ก่อนจะวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังนักลงทุน และยังใช้เพื่อตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์อีกด้วย ขณะที่ประเทศจีนนำ AI Agent มาใช้จำลองบทบาทนักเรียนที่มีบุคลิก ลักษณะนิสัย และความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อฝึกสอนครู
สวทช. มีงานวิจัย Agentic AI ที่ใช้ช่วยเหลือคนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยประยุกต์ใช้สร้างคำบรรยายแทนเสียงแบบอัตโนมัติ ช่วยให้คนหูหนวกเข้าถึงข้อมูลที่เป็นเสียงพูดได้ด้วยการอ่านข้อความแทนการฟังเสียง มี Agentic Conductor เป็นสมองกลางที่ทำงานร่วมกับเครื่องมือหลากหลายที่เนคเทคพัฒนาขึ้น เช่น DocChat สำหรับถาม-ตอบจากเอกสาร, DocGen สำหรับร่างเนื้อหาอัตโนมัติ หรือ Pathumma LLM ที่เข้าใจภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการเชื่อมต่อกับ AI services อื่น ๆ บนแพลตฟอร์ม AI for Thai เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจที่สุด ระบบนี้ยังเชื่อมต่อกับ AI agent ของหน่วยงานพันธมิตรภายนอกได้ ทั้งกับหน่วยงานวิจัยด้วยกัน หน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ และองค์กรรัฐ
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
สวทช. และมูลนิธิ SOS ขยายผล “ชุมชนรักษ์อาหาร” สู่ จ.นครสวรรค์ ยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินด้วยวิทยาศาสตร์และเครือข่ายจิตอาสา สร้างความมั่นคงทางอาหารและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
(19 สิงหาคม 2568) ณ จังหวัดนครสวรรค์ - ด้วยปัญหาขยะอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประชากรกลุ่มเปราะบาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ดำเนินงานโครงการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณขยะอาหารและเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งมีเป้าหมายในการขยายผลโครงการใน 8 จังหวัดทั่วประเทศในปี 2568 โดยจังหวัดนครสวรรค์เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องที่สำคัญ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นครสวรรค์ เริ่มต้นด้วยการจัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับเครือข่ายตัวกลางและผู้รับอาหาร โดยมีคุณสิริธร พวงสมบัติ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป เป็นผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวต้อนรับ โดยมีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) จาก 15 อำเภอของ จ.นครสวรรค์ ผู้แทนจากโรงเรียน วัด และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียงกว่า 70 คน เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืนและเชิญชวนเข้าร่วมโครงการ “ชุมชนรักษ์อาหาร” พร้อมกันนี้ยังเปิดเวทีรับสมัครอาสาสมัครรักษ์อาหารในพื้นที่กับมูลนิธิ SOS เพื่อขยายเครือข่ายตัวกลางให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดใน จ.นครสวรรค์ ด้วย
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “โครงการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณขยะอาหารและเพิ่มความมั่นคงอาหาร” มีความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศการจัดการอาหารที่เข้มแข็งในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งในงานได้เชิญอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ เข้าร่วมหารือและเรียนรู้ขั้นตอนการเป็น “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ Local food rescue (ชุมชนรักษ์อาหาร) เพราะเป็นตัวกลางผู้เชื่อมระหว่างผู้ให้อาหารและผู้รับอาหาร ฉะนั้น การมีเครือข่ายอาสาสมัครที่แข็งแกร่งจะช่วยให้การส่งต่ออาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายที่สุด รวมถึงในงานยังมีตัวแทนอาสาสมัครผู้มีประสบการณ์มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อมาช่วยกันแก้ปัญหาการเกิดขยะอาหารและการสูญเสียอาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประชากรกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการจาก สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้ดำเนินโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand's Food Bank) เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจรในการขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งอาหารส่วนเกินที่ยังคงคุณภาพดีจะถูกนำมาบริหารจัดการและส่งต่อให้กับกลุ่มคนเปราะบางหรือผู้ขาดแคลนในสังคม เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นการสร้างระบบที่เชื่อมโยงระหว่างผู้บริจาค เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต กับผู้รับ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สวทช. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บริหารจัดการโครงการ แต่ใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยจากศูนย์วิจัยแห่งชาติในสังกัด เพื่อสร้างระบบนิเวศการจัดการอาหารที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว ได้แก่ ไบโอเทค กับงานวิจัยเพื่อสร้างมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยและสุขอนามัยของกระบวนการบริจาคอาหารส่วนเกิน เนคเทคกับการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้ให้และผู้รับอาหาร และเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับบันทึกข้อมูลการบริจาคอาหาร รวมทั้งเอ็มเทคกับการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ของอาหารที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
โอกาสนี้ คุณอุทัยวรรณ พึ่งทอง ประธานเครือข่ายศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ อ.ตาคลี และ คุณนพนันต์ ทับทิม ประธาน อพม. เขตเทศบาลนครสวรรค์ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเป็นอาสาสมัครรักษ์อาหารที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นภาพการทำงานจริงและเข้าใจถึงคุณค่าของการเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจนี้ รวมถึงคุณณัฐพล เกษมราษฎร์ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิ SOS ยังได้อธิบายขั้นตอนการเข้าร่วมเป็น “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การรับสมัคร การฝึกอบรม จนถึงการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ โดยยึดหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่ได้รับบริจาคมีคุณภาพดีและปลอดภัย
“การเลือกจังหวัดนครสวรรค์เป็นพื้นที่นำร่องมาจากศักยภาพด้านเครือข่ายที่เข้มแข็ง และความพร้อมของพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเมืองศูนย์กลางทางภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเหมาะสมในการเป็นต้นแบบสำหรับการทดลองและพัฒนาระบบต่าง ๆ โดยข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากนครสวรรค์จะถูกนำไปเป็นโมเดล เพื่อปรับใช้และขยายผลไปยังอีกจังหวัดเป้าหมายที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป” ดร.ปัทมาพร หัวหน้าโครงการ กล่าวปิดท้าย
พร้อมกันนี้ช่วงเวลาเดียวกัน ในโอกาสได้มาเปิดเวทีขยายผลยังจังหวัดนครสวรรค์ คณะผู้วิจัยจาก สวทช. และเครือข่ายมูลนิธิ SOS ได้เข้าร่วมมอบไก่ทอด 300 ชุดและขนมสาคูเปียกข้าวโพด 300 ชุด ภายใต้โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาคฯ ที่ทางจังหวัดจัดงานขึ้น ณ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล ซึ่งอาหารดังกล่าวได้มาจากโครงการกอบกู้อาหารส่วนเกินในพื้นที่ จ.นครสวรรค์
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย TECE จัดงานใหญ่ ‘Open Innovation for EV Battle’ รวมพลังทุกภาคส่วนช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยรอด-โตในยุค EV พลิกเกมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ สร้างโอกาสใหม่ด้วยนวัตกรรม
กรุงเทพฯ – 21 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญ "Open Innovation for EV Battle “ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย…ต้องรอด” พลิกเกมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ สร้างโอกาสใหม่ด้วยนวัตกรรม Game-Changing Innovation for Thailand’s Auto Parts Industry เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในโอกาสนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) และผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช.กล่าวต้อนรับและเปิดงานฯ โดยกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์’ ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจประเทศมาอย่างยาวนาน สวทช. จึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างเวทีกลางภายใต้แนวคิด ‘Open Innovation’ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับเทคโนโลยี นวัตกรรม แหล่งทุน และเครือข่ายนักวิจัย เพื่อร่วมกันหาทางออกและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ”
คุณสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ในการแข่งขัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวถึงการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ปัจจุบันตลาดรถยนต์ยังไม่ฟื้นตัว ผู้ประกอบการต่างเผชิญความท้าทาย ผลประกอบการลดลง และต้องรักษาสถานะเดิมไว้ เพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมนี้ ที่มีแรงงานกว่า 700,000 คนทั่วประเทศ ในด้านนโยบาย ประเทศไทยควรรักษาการเป็นฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Future ICE) พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกยานยนต์และอะไหล่ทดแทน ไปยังประเทศที่ยังใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งรวมถึงรถไฮบริด ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ภายใต้นโยบาย Zero Emission EV หรือ ZEV 30@30 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังต้องผลักดัน Parts Transformation ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ระบบราง เครื่องมือแพทย์ หรือเกษตรกรรม ซึ่งประเทศไทยยังขาดปัจจัยสำคัญ คือ การต้องแข่งขันด้านราคาด้วยการลดต้นทุนกว่า 30% และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตชิ้นส่วน ความพร้อมการด้านผลิตชิ้นส่วน อีกทั้งยังต้องการบุคลากรและผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic parts) ที่จะเป็นชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้านแหล่งทุน พร้อมเปิดเวทีให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดใจ ซึ่งผู้บรรยายคาดหวังว่ากระบวนการนี้จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” (Innovation) และต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) และรองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช.กล่าวว่า “การเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานของผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน (OEM) ในประเทศไทย ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ได้แก่ ขาดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ต้นทุนการผลิตสูง และประสิทธิภาพการผลิตที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การแข่งขัน ดังนั้น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการยกระดับทักษะบุคลากร เพื่อให้สามารถแข่งขันและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ภายใต้ความท้าทายนี้ จึงได้มีการกำหนดแผนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ผลิตไทย โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้า (TECE) ร่วมมือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตชิ้นส่วน Common parts เดิมกับรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ให้สามารถผ่านการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (Vendor List) ของผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้อย่างเร่งด่วน และยกระดับผู้ประกอบการเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนหลักของยานยนต์ไฟฟ้า เช่น Battery Management System (BMS), Drive Control Unit (DCU) และ Inverter การดำเนินการนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตจีน แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาฐานการผลิตยานยนต์ในระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน”
คุณตรีพล บุญยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทย พบว่าผู้ผลิตรถยนต์ 6 ราย มีความต้องการชิ้นส่วนในประเทศรวม 97 รายการ ซึ่งเกือบครึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในกลุ่ม ระบบยานยนต์สมัยใหม่ (Powertrain) โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศกลุ่ม Electric Powertrain ซึ่งยังไม่เคยมีการผลิตมาก่อน เช่น กลุ่มEnergy Storage System และ Motor/Generator รวมถึงข้อกำหนดมาตรฐานเฉพาะของชิ้นส่วนในกลุ่ม Electric Powertrain ประกอบกับโอกาสจากภาครัฐ จากนโยบาย EV3.0/3.5 ซึ่งกระตุ้นตลาดและการผลิตให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่มากขึ้น และปัจจุบันอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงการผลิตในประเทศ (Localization) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทยอยตั้งโรงงานผลิตและกำลังมองหาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น
โดยในครั้งนี้ สวทช. ได้รับเกียรติจากหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการลงทุนของผู้ประกอบการ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปฐมทัศน์ จิระเดชะ ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มด้านระบบคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) โดย คุณพิชชารีย์ กีรติธากุล นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ, โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) โดย ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรมฯ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดย คุณยอดกมล สุธีรพจน์ นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน ชำนาญการพิเศษ กองส่งเสริมการลงทุน 2
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคุณวัชรา ลี้โกมลชัย : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี แอล พี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และคุณสุสยาม อนันตสายนนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มขายและการตลาด บริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) มาแชร์ประสบการณ์ในเสวนา Success Cases: ตัวอย่างความสำเร็จ “การปรับตัวพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในอุตสาหกรรมยานยนต์”
และในช่วงบ่าย ผู้ประกอบการกว่า 20 หน่วยงาน ได้เข้าร่วมกิจกรรม TechCare Hub “ตีโจทย์ให้แตก จัดทัพ บริษัท-นักวิจัย-แหล่งทุน ให้ถูก” ซึ่งเป็นการพูดคุยปัญหา (Pain points) หรือความต้องการยกระดับการแข่งขันของผู้ผลิตกับนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิศวกรรมยานยนต์ กระบวนการผลิต วัสดุศาสตร์ รวมถึงด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ พร้อมทั้งได้รับคำปรึกษาจากแหล่งทุนวิจัย ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรม "Open Innovation for EV Battle” นี้ จะเกิดเป็นโครงการวิจัยที่จะเข้าไปขอการสนับสนุน และการลงทุนเครื่องจักรที่เหมาะสม พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐเพื่อเป็น “สปริงบอร์ด” ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในสมรภูมิยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
เกี่ยวกับ TECE
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (Thailand EV Center of Excellence: TECE) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ภายใต้การดำเนินงานของ สวทช. มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และบรรลุเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไร้มลพิษ 30% ภายในปี 2030 โดยดำเนินงานผ่าน 4 กลยุทธ์การขับเคลื่อนหลัก (Driving Strategies) ได้แก่:
EV-Innovation: ขับเคลื่อนงานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI)
EV-HRD: พัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมโดยใช้ความเชี่ยวชาญของ สวทช. และพันธมิตร
EV-Connect: เชื่อมโยงกับหน่วยงานสนับสนุนเพื่อขยายผลและบ่มเพาะผู้ประกอบการ
EV-Transformation: ขยายผลการประยุกต์ใช้ สร้างแพลตฟอร์มส่งเสริมการใช้งาน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่คุณค่า EV
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch 2025: หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ (Humanoid Robot)
หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ หรือ หุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สามารถเดิน ยืน หยิบจับสิ่งของ และโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าจับตามองที่สุดในยุคปัจจุบัน หุ่นยนต์เหล่านี้พัฒนาขึ้นจากการรวมศาสตร์หลากหลายแขนง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซนเซอร์ขั้นสูง ระบบขับเคลื่อน วัสดุศาสตร์ จึงทำงานในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานมากนัก
จุดเด่นหรือสิ่งที่ทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์น่าสนใจ คือ “ความอเนกประสงค์” ไม่ว่าจะเป็นการเดินสองขาเหมือนมนุษย์ หยิบจับสิ่งของอย่างแม่นยำ หรือแม้แต่การเรียนรู้และการเลียนแบบพฤติกรรมจากการฝึกฝนในโลกเสมือน เพื่อให้ทำงานได้ดีในโลกจริง หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ยังปรับตัวเข้ากับงานหลายรูปแบบในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่เป็นมิตร ทำให้การทำงานร่วมกับมนุษย์ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ไปใช้ในงานหลากหลาย ตั้งแต่ในอุตสาหกรรมการผลิต ช่วยประกอบชิ้นส่วน ตรวจคุณภาพ ขนย้ายวัสดุ ใช้ในด้านโลจิสติกส์ บรรจุสินค้า จัดการสินค้าคงคลัง ใช้ในด้านการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุ โดยเป็นผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ขนส่งยา ใช้งานในสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งใช้ในด้านความบันเทิงและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ทั่วโลกมีมูลค่าราว 3,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตจาก 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2025 เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2029 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นอยู่ที่ร้อยละ 52.2
ตัวอย่างการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ เช่น หุ่นยนต์ Optimus ของบริษัท Tesla ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต, หุ่นยนต์ Digit ของบริษัท Agility Robotics ใช้ในคลังสินค้าและโลจิสติกส์, หุ่นยนต์ Atlas ของบริษัท Boston Dynamics ใช้ในสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยพิบัติ
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ Sophia ของบริษัท Hanson Robotics ใช้เพื่อความบันเทิงและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และหุ่นยนต์ Unitree G1 ของบริษัท Unitree Robotics เป็นฮิวแมนอยด์ที่เปรียบเหมือนเป็นร่างอวตารของ AI มีความยืดหยุ่นเหนือระดับคนทั่วไป และเคลื่อนไหวได้แบบไร้ขีดจำกัด
การเคลื่อนไหวที่ราบรื่นของหุ่นฮิวแมนอยด์พัฒนาขึ้นมากตั้งแต่เริ่มใช้ Servo Motors และ Harmonic Drive ในหุ่น Asimo ของฮอนด้า จนหันมาใช้ Hydraulic และ Electric Actuators ในปัจจุบัน
หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานและชีวิตประจำวันของเราอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย หากเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรให้พร้อม เราสามารถเป็นผู้นำในยุคของหุ่นยนต์ได้จริง
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
Net Zero Day Series 2 : เครื่องมือลดก๊าซเรือนกระจก
กลับมาอีกครั้งกับงาน Net Zero Day Series 2 เวทีที่จะพาคุณเจาะลึกการใช้ เครื่องมือลดก๊าซเรือนกระจก ทั้ง CFO และ CFP พร้อมทดลองใช้แพลตฟอร์มจริง และแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาที่เข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่ เป้าหมาย Net Zero
📅 วันที่จัดงาน: 4 กันยายน 2568🕣 เวลา: 08.30–16.00 น.📍 สถานที่: ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน
ไฮไลต์ภายในงาน
การประเมิน CFO และแนวทางการมุ่งสู่ Net Zero
การใช้ Platform CFO NECTEC
การประเมิน CFP และกรณีศึกษาจากการประเมิน CFP
กิจกรรมการให้สนับสนุนผู้ประกอบการ โดย NECTEC และ อบก.
ผู้เชี่ยวชาญที่จะร่วมบรรยาย
ดร.ธนวรรณ วรุณโชติภูมิ (ผู้อำนวยการ สำนักวิเคราะห์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.)
คุณพจพันธ์ ศรีดวง (ผู้อำนวยการ สำนักวิเคราะห์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.)
คุณนนทพันธ์ แสงกรองศิลป์ (ผู้อำนวยการ สำนักวิเคราะห์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.)
คุณสโรชา ภักดีแสน (ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อบก.)
คุณปฏิพัทธ์ เอี่ยมอร่าม (วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เนคเทค สวทช.)
⚡️ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด!👉 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ : https://www.nstda.or.th/r/nGvoT
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ให้การต้อนรับ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอว.
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ ได้เดินทางมาตรวจราชการตามแผนตรวจราชการกระทรวง อว. ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านกลยุทธ์และงบประมาณ พร้อมด้วยบุคลากร สวทช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ
ในการนี้ คณะผู้ตรวจราชการฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานตามภารกิจภาพรวมของ สวทช. และติดตามความก้าวหน้าตามแผนตรวจราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในประเด็นสำคัญ ได้แก่
โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)
โครงการพัฒนานักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่ (Food Warrior)
โครงการพัฒนาและสร้างเสริมบุคลากรวิจัย
นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เข้าเยี่ยมชม
ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center: NOC)
ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC)
บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. พัฒนา ‘ระบบบำบัดน้ำกร่อยเพื่อการเกษตร’ ลดความเสียหายกล้วยไม้ส่งออกกว่า 132 ล้าน
นาโนเทค สวทช. โดยการสนับสนุนของ สวก. รับโจทย์น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้เกิด “น้ำกร่อย” กระทบต่อพืชเศรษฐกิจอย่างกล้วยไม้ส่งออก จึงพัฒนา “ระบบบำบัดน้ำกร่อยเพื่อการเกษตรสำหรับโรงเรือน” โดยผสานนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไม่ว่าจะเป็นเมมเบรนเซรามิคเคลือบฟิล์มบางเพื่อกรองเกลือ และเทคโนโลยีการเคลือบตะแกรงกรองละเอียดช่วยลดการอุดตันของสาหร่ายและตะไคร่น้ำ รวมถึงต้นแบบระบบติดตามและควบคุมคุณภาพน้ำ นำร่องทดสอบในพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร สามารถควบคุมคุณภาพน้ำ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ ลดมูลค่าความเสียหายของกล้วยไม้จากการรุกล้ำของน้ำกร่อยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครที่สูงถึง 132 ล้านบาท/ปี พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี มุ่งเป้าพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ขับเคลื่อนนวัตกรรมหนุนการเกษตรแบบยั่งยืน
ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของนาโนเทคคือการดำเนินงานวิจัย พัฒนา ออกแบบและวิศวกรรม รวมถึงประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ ทั้งในมิติคุณภาพน้ำและปริมาณน้ำ เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคและบริโภค ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หนึ่งในปัญหาที่เกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำพบเจอคือ “น้ำกร่อย” จากน้ำทะเลหนุน จึงจำเป็นต้องมีการหาแนวทางการกำจัดเกลือเพื่อให้สามารถนำน้ำกร่อยมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้ โครงการนี้จึงเกิดขึ้นโดยการสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.
โครงการวิจัยระบบบำบัดน้ำกร่อยเพื่อการเกษตรสำหรับโรงเรือน ภายใต้โครงการ การพัฒนาระบบบำบัดเกลือจากน้ำกร่อยที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความมั่นคงด้านน้ำของภาคการเกษตร เฟสที่ 2 จึงมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการทางเลือกในการกำจัดเกลือที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
ดร. ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า คุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรควรมีค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตร หรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) ไม่เกิน 750 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูงทำให้หลายพื้นที่ เช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ประสบปัญหาน้ำกร่อย
ระบบบำบัดน้ำกร่อยเพื่อการเกษตรสำหรับโรงเรือนที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้ เป็นการต่อยอดจากเฟส 1 ที่มีการพัฒนาเมมเบรนเซรามิกชนิดไมโครฟิลเตรชันให้สามารถกรองในระดับนาโนฟิลเตรชันซึ่งมีประสิทธิภาพการกรองเกลือ และเคลือบไส้กรองแบบตะแกรงสเตนเลสซึ่งช่วยลดการอุดตันของสาหร่ายและตะไคร่น้ำ รวมถึงต้นแบบระบบในระดับห้องปฏิบัติการ
“สำหรับเฟสที่ 2 นี้ เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้เป็นระบบต้นแบบสำหรับใช้ในพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้การเกษตรพืชสวนที่สำคัญในพื้นที่และใช้น้ำจากแม่น้ำท่าจีน โดยการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนผลิตน้ำดีจากน้ำกร่อย โดยใช้เซนเซอร์วัดคุณภาพน้ำดิบ ระบบตกตะกอนอัตโนมัติ ระบบกรองพิเศษสำหรับกำจัดโลหะหนัก สารปนเปื้อน และระบบกรองรีเวิร์สออสโมซิส (RO) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่นิยมใช้ในการกำจัดเกลือ แต่ข้อจำกัดของ RO คือ น้ำทิ้งจากระบบ RO และต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร ส่วนที่ 2 คือ ระบบผสมน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT โดยนำน้ำจากส่วนแรกที่ผ่านระบบ RO มาผสมกับน้ำใสที่ผ่านการกรองเบื้องต้น โดยควบคุมค่าการนำไฟฟ้า (EC) ให้อยู่ในช่วงที่ชนิดและอายุของพืชรับได้ โดยในพื้นที่ทดลองเป็นกล้วยไม้ ส่วนที่ 3 คือ ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์และระบบจัดการของเสียจากน้ำให้เหลือน้อยที่สุด โดยการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือเปลี่ยนของเสียให้เป็นผลิตภัณฑ์” นักวิจัยนาโนเทคกล่าว
ในช่วงที่น้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ของจังหวัดสมุทรสาครนั้น ส่งผลให้ผลผลิตลดลง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 132 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการแก้ปัญหาส่วนหนึ่งสำหรับพืชส่งออกอย่างกล้วยไม้นั้น ในช่วงน้ำทะเลรุกล้ำจนน้ำเพื่อการเกษตรกลายเป็นน้ำกร่อย เกษตรกรจะแก้ปัญหาด้วยการซื้อน้ำจืด ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง
ดร. ณัฏฐพร เผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตั้งและทดสอบใช้งาน สามารถควบคุมคุณภาพน้ำที่ผลิตให้คงที่ได้ ถึงแม้ว่าคุณภาพน้ำดิบจะเปลี่ยนแปลง ทำให้สามารถควบคุมผลผลิตและคุณภาพของกล้วยไม้ได้ดี จึงนำไปใช้สร้างความมั่นคงด้านการควบคุมคุณภาพน้ำสำหรับพืชเศรษฐกิจ ลดมูลค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร รวมถึงสามารถต่อยอดใช้ประโยชน์ในมุมอื่นๆ เช่น ผสมปุ๋ยสำหรับพืชในพื้นที่
“น้ำดีกับน้ำไม่ดี มีผลต่อจำนวนผลผลิต คุณภาพดอก ความถี่ในการออกดอก ดังนั้น เรามองว่า กลุ่มเป้าหมายของนวัตกรรมนี้เป็นพืชมูลค่าสูง เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตและราคาขาย เช่น กล้วยไม้ ที่หากใช้น้ำที่เหมาะสม จะส่งผลให้ผลผลิตดี คุณภาพดี” ปัจจุบันต้นแบบระบบนี้ สามารถขยายกำลังผลิตให้สอดคล้องได้ตามที่ต้องการและสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ที่สนใจแล้ว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“นิรันดร์” นวัตกรรมระบบดูแลผู้สูงวัย ยกระดับสังคมไทยในยุคดิจิทัล
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2567 มีจำนวนผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ราว 13 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะทะยานขึ้นเกิน 20 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรไทยทั้งหมด
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ริเริ่ม “โครงการผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แก้วิกฤติประชากร” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิ” ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยในชุมชนเสมือนเป็นลูกหลาน คอยปกป้องสิทธิ ดูแลสุขภาพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” หรือระบบ “นิรันดร์” เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของผู้บริบาล
[caption id="attachment_72912" align="aligncenter" width="750"] ทีมนักวิจัย สวทช. และกรมกิจการผู้สูงอายุ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการใช้งานแพลตฟอร์มนิรันดร์ช่วยดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี[/caption]
วิกฤตประชากรสูงวัย ความท้าทายของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-6 แสนคนต่อปี และคาดว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570-2580 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคน และอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุมากกว่า 20 ล้านคน หรือในคนไทย 3 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งนั่นหมายความว่าเราเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการและโครงสร้างพื้นฐานรองรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่เป็นภาระต่อสังคม แต่ยังสามารถมีส่วนร่วมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
“ผู้สูงอายุแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือ ติดสังคม (อายุ 60–75 ปี) ยังใช้ชีวิตนอกบ้านได้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่สูง กลุ่มที่สอง คือ ติดบ้าน (อายุ 75 ปีขึ้นไป) เริ่มออกนอกบ้านยากขึ้น ไม่ค่อยได้พบเจอใคร ทำให้รู้สึกเหงา เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และจิตใจ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคไต หัวใจ สมอง เบาหวาน ความดัน และอาจทำให้ไปสู่กลุ่มที่สามเร็วขึ้น คือ ติดเตียง ซึ่งกลุ่มนี้ต้องการการดูแลใกล้ชิดและค่าใช้จ่ายสูงมาก โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุอยู่ในภาวะ “ติดสังคม” ได้นานที่สุด เพื่อลดการเข้าสู่ภาวะติดบ้านและติดเตียง ยืดเวลาคุณภาพชีวิต และลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งต่อครอบครัวและภาครัฐ
[caption id="attachment_72904" align="aligncenter" width="750"] ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน[/caption]
“ผู้บริบาล” ดูแลพิทักษ์สิทธิ์ผู้สูงวัยในชุมชน
กรมกิจการผู้สูงอายุได้เตรียมความพร้อมด้านระบบการบริหารจัดการและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุที่มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี โดยริเริ่มโครงการผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชนขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพกายที่แข็งแรง มีสภาพจิตใจที่ดี ลดภาระการรักษาพยาบาล และไม่เป็นภาระต่อสังคม โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดุจลูกหลานของคนในชุมชน ปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ครอบคลุม 156 พื้นที่ ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผู้บริบาลในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 342 คน และมีผู้สูงอายุได้รับการดูแลจำนวนมากกว่า 342,000 คน หรือผู้บริบาล 1 คน ดูแลผู้สูงอายุ 100 คน
[caption id="attachment_72913" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริบาลเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้าน และบันทึกข้อมูลลงในแพลตฟอร์มนิรันดร์[/caption]
ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวถึงความท้าทายของโครงการนี้ว่า การดูแลผู้สูงอายุระดับแสนคนด้วยผู้บริบาลเพียงไม่กี่ร้อยคนจำเป็นต้องมีระบบที่ช่วยบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ กรมกิจการผู้สูงอายุจึงได้ร่วมกับ สวทช. พัฒนาระบบนิรันดร์เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้บริบาลอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ นอกจากช่วยตรวจสอบการทำงานของผู้บริบาลให้ได้มาตรฐานแล้ว ระบบนิรันดร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญด้านข้อมูลนโยบาย ทำให้รัฐรู้สถานการณ์จริง เช่น ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียงมีสัดส่วนเท่าใด เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร และช่วยกำหนดทิศทางการใช้งบประมาณได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลที่ได้จากระบบนิรันดร์ยังเป็นฐานสำคัญในการทำวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ประเทศไทยกำหนดนโยบายผู้สูงอายุในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
[caption id="attachment_72905" align="aligncenter" width="750"] ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล[/caption]
“นิรันดร์” ผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ สร้างฐานข้อมูลเชิงนโยบาย
ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สวทช. กล่าวว่า สวทช. พัฒนาระบบ “นิรันดร์” ซึ่งเป็นระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน โดยเป็นเครื่องมือช่วยผู้บริบาลในการทำงาน เช่น บันทึกข้อมูลผู้สูงอายุรายบุคคล ติดตามกิจกรรมและการดูแลในแต่ละวัน สรุปผลสุขภาพของผู้สูงอายุในโครงการ และสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล
[caption id="attachment_72908" align="aligncenter" width="750"] ผู้บริบาลวัดความดันให้ผู้สูงอายุที่บ้าน[/caption]
"ระบบนิรันดร์สามารถประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ เช่น อายุ โรคประจำตัว คะแนนประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Activities of Daily Living: ADL) และแสดงผลเป็นแผนการดูแลเบื้องต้น (Recommended Care Plan) หรือข้อแนะนำในการดูแล เช่น ควรให้กายภาพบำบัด ควรเฝ้าระวังโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริบาลนำไปปรับใช้กับผู้สูงอายุแต่ละรายได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบยังใช้ได้ในระดับนโยบาย โดยกระทรวง พม. สามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ สวทช. ในมิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand)”
[caption id="attachment_72906" align="aligncenter" width="750"] นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์[/caption]
เทคโนโลยีคู่ความห่วงใย หัวใจแห่งการดูแล
ปัจจุบันกรมกิจการผู้สูงอายุนำระบบนิรันดร์ไปให้ผู้บริบาลใช้ในการบันทึกข้อมูลการดูแลผู้สูงอายุในหลายพื้นที่ เช่น ที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ระบบนิรันดร์ช่วยให้ผู้บริบาลทำงานสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งในการบันทึกข้อมูลรายวัน ติดตามการดูแลผู้สูงอายุแบบเรียลไทม์ และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ระบบยังช่วยให้ค้นหาข้อมูลผู้สูงอายุได้สะดวกและรวดเร็วด้วยโทรศัพท์มือถือ แทนการค้นหาจากเอกสารกระดาษแบบเดิม และระบุพิกัดที่อยู่ของผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดเวลาในการลงพื้นที่ และที่สำคัญ ข้อมูลที่บันทึกไว้สามารถนำไปวิเคราะห์วางแผนการดูแลรายบุคคลและรายพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ซึ่งช่วยให้ผู้บริบาลสามารถประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว
[caption id="attachment_72907" align="aligncenter" width="750"] นายหลงมา ทีปะลา[/caption]
นายหลงมา ทีปะลา อายุ 85 ปี ชาวตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่เพียงลำพัง แม้ลูกหลานจะกลับมาหาบ้าง แต่ก็รู้สึกอุ่นใจที่มีผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เข้ามาดูแลเสมือนญาติคนหนึ่ง เวลาแวะมาเยี่ยมก็มักเอาของมาฝาก กวาดบ้าน ถูบ้าน รองน้ำ และช่วยตรวจวัดความดันให้ตลอด เวลาไม่สบายก็คอยถาม อาสาพาไปโรงพยาบาล และชื่นชมภาครัฐที่มีโครงการดี ๆ แบบนี้ โดยส่งคนเข้ามาคอยช่วยเหลือ ดูแลผู้สูงอายุ ในวันที่สภาพร่างกายผู้สูงอายุไม่เอื้ออำนวย และยังช่วยเหลือดูแลเป็นธุระเรื่องอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
[caption id="attachment_72910" align="aligncenter" width="750"] ผู้สูงอายุในชุมชน ตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี[/caption]
ด้วยการผสานระหว่าง “ผู้บริบาลที่ดูแลด้วยใจ และ “นิรันดร์” เทคโนโลยีช่วยดูแลผู้สูงวัย ทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมสร้างฐานข้อมูลเชิงนโยบายที่แม่นยำ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีครอบครัวอยู่ใกล้ ๆ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนาสังคมไทยให้พร้อมรับประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ, อัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
10 Technologies to Watch 2025: เทคโนโลยีพันธุ์ข้าวลดการปล่อยมีเทน (Low Fumarate, High Ethanol or LFHE Eco-friendly Rice)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภาคเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 15.23 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด เป็นอันดับที่ 2 รองจากภาคพลังงาน (ร้อยละ 69.96) โดย “การปลูกข้าว” ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึงร้อยละ 50.58 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรทั้งหมด ขณะที่เวทีโลกเริ่มกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
ประเทศไทยมีนโยบายลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว ด้วยการส่งเสริม “การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง” ซึ่งลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึงร้อยละ 30 แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดทำได้เฉพาะนาชลประทาน ซึ่งมีเพียงร้อยละ 20 ของพื้นที่นาในประเทศ การพัฒนา “พันธุ์ข้าวลดการปล่อยมีเทน” จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูง เพราะประยุกต์ใช้ได้ทั้งนาน้ำฝนและนาชลประทาน ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 70 ล้านไร่
ข้าวลดการปล่อยมีเทนมีคุณสมบัติสำคัญคือ รากผลิตเอทานอล (ethanol) ปริมาณมาก และผลิตฟูมาเรต (fumarate) น้อยลง ซึ่งฟูมาเรตเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่สร้างมีเทน (methanogen) จึงทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ไม่ดี และปล่อยมีเทนน้อยกว่าข้าวปกติ
การพัฒนาพันธุ์ข้าวลดการปล่อยมีเทนทำได้ 2 แนวทาง หนึ่งคือ การผสมข้ามสายพันธุ์ และใช้เทคโนโลยีการคัดเลือกโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล หรือ Marker Assisted Selection (MAS) เลือกคุณลักษณะเด่น เช่น ต้นเตี้ย อายุสั้น ผลผลิตสูง และปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ สองคือ เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing Technology) เพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์ ช่วยให้ได้พันธุ์ข้าวปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ แต่ยังให้ผลผลิตสูง รวมถึงมีคุณลักษณะตอบโจทย์ตลาด เช่น กลิ่นหอม คุณภาพหุงต้ม
ปัจจุบันประเทศจีนพัฒนาพันธุ์ข้าว LFHE จากข้าวสายพันธุ์ “Heijing (เฮจิง)” ที่ลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้สูงถึงร้อยละ 70 และให้ผลผลิตสูงถึง 1.4 ตันต่อไร่ อีกทั้งยังมีจุดเด่น คือ ต้นทุนการผลิตต่ำเมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซมีเทนแบบอื่น เช่น การใส่ถ่านชีวภาพ (biochar) เพื่อกักเก็บคาร์บอนในดิน หรือการใช้ระบบควบคุมน้ำอัตโนมัติเพื่อจัดการไม่ให้น้ำท่วมขังตลอดเวลา ขยายผลสู่เกษตรกรได้จริง ด้วยการกระจายพันธุ์ผ่านระบบเมล็ดพันธุ์ในชุมชน ที่สำคัญตอบโจทย์เชิงนโยบายและการตลาดไปพร้อมกัน ด้วยการแสดงฉลากสิ่งแวดล้อม (eco-label) สำหรับตลาดพรีเมียม
สวทช. มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการพัฒนาพันธุ์ เป็นศูนย์กลางการใช้เทคโนโลยี Marker Assisted Selection ระดับประเทศและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีกทั้งมีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว
เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการผลิตข้าวที่เป็นมิตรและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ประเทศไทยสร้างความมั่นคงทางอาหารบนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เกิดโอกาสทางธุรกิจต่าง ๆ เช่น การพัฒนาเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่ลดการปล่อยมีเทน การรับรองผลิตภัณฑ์กลุ่มข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดพรีเมียม และผลักดันไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
เปิดรับสมัครทุนการศึกษาโครงการ “Empowering Your Journey to Becoming a Flavorist” ประจำปีการศึกษา 2569 จำนวน 2 ทุน
Flavor Academy เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เปิดรับสมัครทุนการศึกษาโครงการ “Empowering Your Journey to Becoming a Flavorist” ประจำปีการศึกษา 2569 จำนวน 2 ทุน เพื่อศึกษาหลักสูตร Flavoring Expertise Formulation & Applications ณ สถาบัน ISIPCA ประเทศฝรั่งเศส
หลักสูตรมีระยะเวลา 1 ปี ประกอบด้วยการเรียนออนไลน์ 1 เดือน เรียนที่ ISIPCA ประเทศฝรั่งเศส 5 เดือน และการฝึกงาน 5–6 เดือน โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยด้านกลิ่นรส เพื่อกลับมาสร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย
คุณสมบัติผู้สมัคร
สัญชาติไทย จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
มีประสบการณ์ด้านกลิ่นรสหรือเทคโนโลยีอาหาร
ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี (IELTS 6.5 / TOEFL iBT 85 / TOEIC 850)
หลังจบการศึกษา ต้องกลับมาทำงานในประเทศไทยเป็นเวลา 2 เท่าของระยะเวลารับทุน
กำหนดการสมัคร
เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 15 กันยายน 2568
สัมภาษณ์: ตุลาคม 2568
ประกาศผล: พฤศจิกายน 2568
เปิดภาคเรียนที่ ISIPCA: ตุลาคม 2569
กดที่นี่เพื่อลงทะเบียน
สอบถามเพิ่มเติม: FoodInnopolisโทร. 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333อีเมล: bd@foodinnopolis.or.th
ปฏิทินกิจกรรม


