หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ITAP – NECTEC จัดสัมมนาหนุนผู้ประกอบการ ปลดล็อกขีดความสามารถฟาร์มไทย ชู HandySense ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตการเกษตรด้วยข้อมูลแม่นยำ
(วันที่ 3 เมษายน 2569) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) ร่วมกับ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Smart Farm for Business ยกระดับฟาร์มไทยด้วย IoT จากเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน” โดยมี ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวต้อนรับและชี้แจงภาพรวมความร่วมมือ ITAP - NECTEC รวมถึงแนวโน้มการยกระดับภาคการเกษตรสู่ Smart Farm ดร. นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า “ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันสูง เทคโนโลยี Smart Farm จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ ITAP ร่วมกับ เนคเทค สวทช. จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี HandySense ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้เกษตรกร มีการบริหารจัดการฟาร์มแม่นยำ ด้วยการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง เน้นการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต วางแผนการผลิตได้แม่นยำ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สามารถสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจเกษตรในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การบูรณาการงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเกษตรกรรมไทยให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการดำเนินธุรกิจเกษตรได้อย่างยั่งยืน” ภายในงานสัมมนามีการบรรยาย หัวข้อ “รู้จัก HandySense : เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะจาก NECTEC” โดย นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. และมีการเสวนา หัวข้อ “ฟาร์มจริงเล่าเอง: เส้นทางสู่ Smart Farm ด้วย HandySense” แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการที่นำเทคโนโลยี HandySense ไปใช้ในฟาร์ม พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักวิจัยผู้พัฒนาเทคโนโลยี ถึงแนวทางการประยุกต์ใช้ Smart Farm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับการบริหารจัดการฟาร์ม โดย นางสาวรัตนาภรณ์ ทูคำมี จาก บริษัท ภักดีบดินทร์ฟาร์ม จำกัด นายพุฒิพงศ์ สุขรัตน์ จาก บริษัท กรีนเซนส์ อินโนเวชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด และ นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. นอกจากนี้ สัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Smart Farm for Business ยกระดับฟาร์มไทยด้วย IoT จากเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน” ยังมีบูธจัดแสดงเทคโนโลยี Smart Farm พร้อมเปิดคลินิกเทคโนโลยีให้คำปรึกษากับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยทีมนักวิจัย NECTEC รวมถึงมีกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการ Smart Farm และขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยเจ้าหน้าที่จาก ITAP การจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ITAP และเนคเทค เพื่อเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านงานวิจัย ให้เข้ากับกลไกเพื่อสนับสนุนภาคเอกชน และผลักดันเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ ร่วมกับอุปกรณ์ไอโอที สู่อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และสัตว์ มีระบบจัดเก็บข้อมูลต่างๆ รวมถึงการประเมินปริมาณผลผลิต เพิ่มคุณค่าผลผลิต รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต สามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาศึกษาและสรุปเป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรรุ่นต่อไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เทคโนโลยี HandySense ได้ถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรจริงอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถยกระดับธุรกิจเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการสำรวจข้อมูลป่าไทย เพื่อการอนุรักษ์เชิงรุกและประเมินคาร์บอนเครดิต
สรุปสาระสำคัญ เก็บข้อมูลภาคสนามด้วยแบบฟอร์มดิจิทัล Tree Census บันทึกละเอียด คำนวณแม่นยำ และซิงก์ข้อมูลขึ้นคลาวด์แบบ real-time เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต ลดระยะเวลาเก็บและประมวลผลข้อมูลภาคสนาม จาก 1 ปี เหลือเพียง 6 เดือน ผสานเทคโนโลยี LiDAR และ AI ยกระดับการสำรวจป่าไทยให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ข้อมูลเชิงลึกใช้วิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) และมวลชีวภาพ (biomass) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ได้มีศักยภาพที่จะรองรับการวางแผนนโยบายอนุรักษ์เชิงรุก งานวิจัย และการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ รวมถึงการประเมินคาร์บอนเครดิต การนำเสนอข้อมูลประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่าเขตร้อนในประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ยังมีไม่มาก เนื่องจากหน่วยงานด้านการสำรวจและประเมินพื้นที่ป่ายังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน อันส่งผลอย่างยิ่งต่อการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในประเทศให้มีประสิทธิภาพและทันการณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Tree Census (ทรี เซนซัส) แบบฟอร์มดิจิทัลสำหรับเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม ที่ผสานการใช้ Light Detection and Ranging (LiDAR) หรือไลดาร์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการสำรวจป่า โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (Institut de Recherche pour le Développement: IRD), มูลนิธิ BNP Paribas (BNP Paribas Foundation) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จากสมุดจดสู่แบบฟอร์มดิจิทัลที่เก็บข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ วิธีการทั่วไปที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการสำรวจและเก็บข้อมูลพรรณไม้ในป่า คือ การกำหนดพิกัดของแปลงสำรวจจากแผนที่ขนาดใหญ่ รังวัดพื้นที่แปลง ก่อนทำการเก็บข้อมูลของต้นไม้แต่ละต้น เช่น ข้อมูลชนิด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น พิกัดของต้นนั้น ๆ โดยจดบันทึกข้อมูลลงกระดาษ ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัลภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจภาคสนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลต้องใช้เวลานานเทียบเท่ากับเวลาที่ใช้ในการสำรวจภาคสนามแต่ละครั้ง นอกจากนี้การจัดเก็บข้อมูลภายหลังยังเสี่ยงต่อการบันทึกข้อมูลผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงด้วย [caption id="attachment_82689" align="aligncenter" width="450"] อนุตตรา ณ ถลาง นักวิจัย ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. (ขวา)[/caption] อนุตตรา ณ ถลาง นักวิจัย ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำประสบการณ์ตรงจากการสำรวจพื้นที่ป่าในประเทศไทยเพื่อการทำวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์มาพัฒนาแบบฟอร์มดิจิทัลเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลป่าในชื่อว่า Tree Census “Tree Census เกิดขึ้นจากการนำแอปพลิเคชัน JotForm (จอตฟอร์ม) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูลทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ มาออกแบบใหม่เพื่อให้ทีมวิจัยหรือเจ้าหน้าที่สำรวจเก็บข้อมูลภาคสนาม (ground truth data) ด้วยสมาร์ตโฟนแทนการจดบันทึกลงกระดาษได้สะดวก โดยฟังก์ชันการใช้งานครอบคลุมทั้งการบันทึกข้อมูลชนิดพรรณพืช ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น การคำนวณพิกัดของต้นไม้อัตโนมัติ และการจัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน “ภายหลังผู้สำรวจเดินทางออกจากพื้นที่ภาคสนามและสามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้แล้ว แอปพลิเคชันจะส่งข้อมูลทั้งหมดขึ้นเก็บบนคลาวด์โดยอัตโนมัติ ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยหากผู้สำรวจพบว่ามีข้อมูลส่วนใดตกหล่น ก็เข้าไปจัดเก็บข้อมูลต่อได้ทันทีตั้งแต่ช่วงที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สำรวจ” อนุตตรา อธิบายต่อเรื่องการลดระยะเวลาการทำงานโดยยกตัวอย่างว่า หากสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนขนาด 9 เฮกตาร์ (0.09 ตารางกิโลเมตร) ด้วยวิธีเดิม อาจต้องใช้เวลาสำรวจและบันทึกข้อมูล ประมาณ 1 ปี แต่เมื่อใช้แพลตฟอร์ม Tree Census จะช่วยลดเวลาให้เหลือเพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยขณะที่ผู้สำรวจยังคงปฏิบัติงานภาคสนาม ผู้ควบคุมการสำรวจก็สามารถเข้าถึงแดชบอร์ดที่นำเสนอผลการสำรวจพื้นที่ป่าเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการทำงานในภาคสนามได้อย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องรอให้การดำเนินงานสำรวจทั้งหมดเสร็จสิ้นด้วย ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังใช้แบบฟอร์มนี้สำรวจพื้นที่ป่าชายเลนที่อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง และอยู่ระหว่างขยายขอบเขตการสำรวจไปยังพื้นที่ป่าบกในจังหวัดพัทลุงและสุโขทัย เพื่อพัฒนาโมเดลการสำรวจให้ครอบคลุมความหลากหลายของระบบนิเวศป่าไทยมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี AI กับ LiDAR เพื่อการประเมินพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ หลังจากได้ข้อมูลการสำรวจภาคสนามที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมสำหรับใช้ในการประเมินโครงสร้างป่า อนุตตรา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นการสแกนวัตถุด้วยแสงเลเซอร์จากอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนอากาศยาน เช่น โดรนหรือเครื่องบินมาใช้สำรวจพื้นที่ป่า เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับสร้างภาพโครงสร้างป่าในรูปแบบสามมิติที่ระบุความสูงและลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างแม่นยำ “ข้อมูลการสำรวจภาคสนามและข้อมูลที่ได้จาก LiDAR ที่จัดเก็บในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อเทรนโมเดล AI ให้เรียนรู้ลักษณะโครงสร้างของป่า และชนิดพันธุ์ต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ได้ โดยขั้นตอนการทำงานเริ่มจากการเทรนโมเดล AI ให้รู้จักต้นไม้จากข้อมูล Ground truth จากนั้นจึงใช้ AI ประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพ โดยใช้ข้อมูลจาก LiDAR ร่วมในการประมวลผล “เทคนิคการประมวลผลรูปแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ เพราะสามารถนำโมเดลพื้นฐานที่พัฒนาจากข้อมูล LiDAR นี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาโมเดล AI เพื่อประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพจากภาพถ่ายดาวเทียม ทดแทนการเก็บข้อมูลภาคสนามและการสแกนพื้นที่ป่าด้วย LiDAR ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาโมเดล AI นี้มีชื่อว่า Biomass Prediction Portal (BPP) ปัจจุบันกระบวนการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มนี้อยู่ในขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาคสนามร่วมกับข้อมูลที่ได้จาก LiDAR เพื่อใช้เทรนโมเดล AI” จากข้อมูลสู่การตัดสินใจ เครื่องมือสนับสนุนการอนุรักษ์และนโยบาย ข้อมูลพื้นที่ป่าที่ได้จากการสำรวจภาคสนาม, การเก็บข้อมูลด้วย LiDAR และการประมวลผลภาพรวมทั้งพื้นที่ป่าด้วย AI นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งการวางแผนการอนุรักษ์ และการกำหนดนโยบายการใช้งานพื้นที่ป่าในมิติเศรษฐกิจและสังคม อนุตตรา อธิบายว่า ข้อมูลการสำรวจพื้นที่ป่าโดยละเอียดนำมาใช้ประเมินความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ป่าได้ทันที เช่น จำนวนชนิดพรรณพืช ความหนาแน่น และการกระจายตัวของพืชแต่ละชนิดในแต่ละแปลงสำรวจ โดยข้อมูลเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการวางแผนการใช้งานพื้นที่ป่าอย่างรอบคอบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในมิติของการเป็นแหล่งอาหาร การเป็นปราการป้องกันภัยธรรมชาติ รวมถึงการเป็นพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพให้แก่ผู้อยู่อาศัยในละแวกพื้นที่ป่า “ข้อมูลที่ได้ยังใช้ประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าเพื่อการจำหน่ายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โดยเมื่อมีการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ป่าทั้งหมดเข้าสู่ระบบกลาง จะช่วยให้ผู้ดำเนินงานด้านการกำหนดนโยบายนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลในระดับภาพรวมประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น “นอกจากนี้ข้อมูลพื้นที่ป่าที่ได้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การคัดเลือกพื้นที่เพื่อศึกษาจุลินทรีย์ในดิน (microbiome) ที่สัมพันธ์กับชนิดพรรณพืช การวิจัยดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อระบุพื้นที่สำคัญเชิงระบบนิเวศ การวิจัยเพื่อวางแผนการฟื้นฟูป่าอย่างเหมาะสม” จะเห็นได้ว่าการผสานข้อมูลภาคสนามเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่เพียงเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานให้สะดวกและรวดเร็ว แต่ยังเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลป่าไม้ของประเทศที่มีความละเอียดและแม่นยำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบเชิงรุก รวมไปถึงการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการใช้งานพื้นที่ป่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม สำหรับหน่วยงานที่สนใจงานแบบฟอร์ม Tree Census ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nationalbiobank.in.th/ หรืออีเมล nbt.pr@nstda.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ (AI-generated illustration) ภาพประกอบโดย ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ไทยผงาดต้นน้ำชิปโลก! อว.-สวทช.-ม.มหานคร จับมือ “Lumentum” ยักษ์โฟโตนิกส์สหรัฐฯ ปั้น Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รองรับยุค AI
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้อนรับซีอีโอ Lumentum ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากซิลิคอนวัลเลย์ ลงนามความร่วมมือประวัติศาสตร์กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (ม.มหานคร) วางรากฐานอุตสาหกรรม "โฟโตนิกส์" ในไทย มุ่งสร้างกำลังคนทักษะสูงและห้องแล็บอัจฉริยะ หวังดันไทยเป็น “ผู้ออกแบบชิป” ระดับโลก ไม่ใช่แค่โรงงานรับจ้างผลิต! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ ระหว่าง 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ บริษัท Lumentum ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์โฟโตนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โดยมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. นายไมเคิล เฮอร์ลิสตัน ประธานบริษัทและกรรมการผู้จัดการ Lumentum ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโส และ Chief of Staff (COS) Lumentum - NSTC ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ รศ. ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) ศ. ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Lumentum ครั้งนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกระทรวง อว. ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากการเป็นเพียงฐานการผลิตขั้นปลาย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและกำลังคนระดับสูงในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของโลก “หัวใจสำคัญของนโยบายเราคือการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ยั่งยืน ผ่านกลไก หรือ Triple Helix ที่เชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวง อว. มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปการพัฒนากำลังคน (Manpower Development) ในสาขาโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงผ่านโปรแกรมการผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูง และการ Upskill/Reskill แรงงานในระบบ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI และ Cloud Infrastructure” “นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการของ TMEC และศูนย์ฝึกอบรมระดับชาติที่ ม.มหานคร ให้กลายเป็น Sandbox ในการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง (Applied Research) ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรม Made in Thailand ให้ไปปรากฏอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของโลกอย่างภาคภูมิใจ” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว นายไมเคิล กล่าวว่า Lumentum ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ระดับโลก มีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างประสบการณ์จริงผ่านโครงการอุตสาหกรรมและการฝึกงาน (Internship) เพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเลเซอร์และอุปกรณ์แสงขั้นสูงที่ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมระดับสากล ดร.ปรอง กล่าวว่า "จุดเด่นของความร่วมมือนี้ภายใต้กรอบการดำเนินงาน คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบบูรณาการ เราจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรทางวิชาการทั้งในระดับปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) ที่เน้นเฉพาะทางด้านโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเตรียม Workforce Training ให้พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการคนเก่งเข้าไปเติมเต็มในระบบเศรษฐกิจ" ศ. ดร.ชูกิจ ย้ำถึงบทบาทด้านงานวิจัยว่า "สวทช. โดยศูนย์ TMEC จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Microelectronics และการวิจัยประยุกต์เพื่อเชื่อมโยงภาคนโยบายเข้ากับภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือกับ Lumentum จะช่วยยกระดับให้ไทยขยับจากผู้รับจ้างประกอบ (Assembly) ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศในยุค Digital Economy" ขณะที่ รศ. ดร.ภานวีย์ ระบุว่า "ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการผลิตกำลังคนผ่านศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (MUT-NSTC) เราพร้อมนำองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การทำ Applied Research และการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัย (Lab Enhancement) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตจริงของโลก"
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. รับรางวัลองค์กรเครือข่ายดีเด่นพิเศษ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายผู้สูงอายุ ประจำปี 2569
วันที่ 8 เมษายน 2569 กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัว ประจำปี 2569 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายในงานได้มีการมอบ “รางวัลบุคคล องค์กรเครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569” โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้มอบรางวัล ในโอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับรางวัลระดับดีเด่นพิเศษ ซึ่งหมายถึง รางวัลที่มอบให้องค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุมาไม่น้อยกว่า 5 ปี จากผลงานระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for Community” ซึ่งสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนขึ้นรับมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ แพลตฟอร์ม “นิรันดร์” (Nirun for Community) ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย สวทช. พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสําหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ Nirun for Community หรือเรียกว่า ระบบ “นิรันดร์” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วยผู้บริบาลใช้เป็นเครื่องมือในการทํางาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนํากิจกรรมที่ผู้บริบาลต้องทํา บันทึกการลงไปทํางาน นําไปสู่การสรุปผลการทํางานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนําไปใช้กําหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านการลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสําหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AIC: Accessible Information and Communication Platform) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สวทช., นางสาวพรทิพา โชคสูงเนิน วิศวกร, นายพิรุณ พานิชผล วิศวกรอาวุโส, นางสาวจันทกานต์ มากมา ผู้ช่วยวิจัย, นางสาวชมภัช ชาญเที่ยงธรรม ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย และ นางสาววชิรกาญจน์ เสือบัว ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย เดินหน้าใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน การได้รับรางวัลระดับดีเด่นพิเศษในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการดําเนินงานที่เป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ แก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม โดยที่ผลงานยังเกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง สวทช. พร้อมเดินหน้าพัฒนาและขยายผลระบบ “นิรันดร์” ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั่วประเทศ และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. จัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569
 วันที่ 8 เมษายน 2569 ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและร่วมสืบสานประเพณีไทย ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ, ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช, ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช., รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวเพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. – กฟผ. มุ่งยกระดับความร่วมมือ พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 5 ศูนย์แห่งชาติ
วันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโอกาสเยี่ยมชมศักยภาพศูนย์แห่งชาติ ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน เทคโนโลยี ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา ในฐานะประธานกรรมการร่วม คณะกรรมการความร่วมมือ กฟผ. - สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารศูนย์แห่งชาติ ได้แก่ ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ให้การต้อนรับ นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. และคณะ เข้าเยี่ยมชมศักยภาพห้องปฏิบัติการและนิทรรศการ ผลงานวิจัย จากศูนย์ต่าง ๆ ของ สวทช. ศักยภาพและผลงานวิจัยจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ สวทช. ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC): นิทรรศการผลงานวิจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเทคโนโลยีตรวจวัดฝุ่นละออง นำเสนอโดย ดร.สินีนาฏ ไทยบุญรอด, ดร.เสาวลักษณ์ เฉลียวเลิศอำพล และ ดร.รัฐพร แสนเมืองชิน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC): ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยด้านเซลล์เทคโนโลยีพืช และนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร (APFT) นำเสนอโดย ดร.อนุตตรา ณ ถลาง, ดร.ปัญญาวุฒิ อัมพุชินทร์ และ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC): ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน นำเสนอโดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ และ ดร.เปรียว เอี่ยมละมัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC): นิทรรศการ NECTEC and Elex (EGAT): Net Zero Smart EV Solar, Power System Stabilizer และ Energy Sharing นำเสนอโดย ดร.จิตติวุฒิ สุวัตถิกุล, นายมนตรี ชาติพจน์ และ ดร.ณัชพงศ์ หัตถิ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC): ห้องปฏิบัติการทดสอบทางกลเพื่อรองรับโรงผลิตไฟฟ้า และผลงานวิจัยการใช้เถ้าลอยถ่านหิน/ชีวมวลพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรามิกและวัสดุฉนวน นำเสนอโดย ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์, ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล และนางสาววันวิศา ฐานังขะโน ผู้บริหารระดับสูงจากหลายฝ่ายของ กฟผ. ได้ร่วมศึกษาศักยภาพของ สวทช. ในสาขาที่สอดคล้องกับภารกิจด้านพลังงาน การผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือเชิงลึก โดยในอนาคตจะร่วมกัน วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูง ให้ตอบโจทย์ อุตสาหกรรมพลังงานไทย สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ
ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 ภายใต้ โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างเครือข่ายการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ มุ่งต่อยอดไอเดียสู่งานวิจัยที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตั้งแต่บัดนี้ – 29 พฤษภาคม 2569 ภายในเวลา 16.00 น. คุณสมบัติที่สำคัญ หัวหน้าโครงการวิจัยเป็นนักวิจัยความสามารถสูงระดับรองศาสตราจารย์ (คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล) หรือนักวิจัยระดับ PG17 (นักวิจัยของ สวทช.) ขึ้นไป หัวหน้าโครงการต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญตรงตามสาขาที่ดำเนินการ และไม่เป็นผู้ติดค้างต่อการส่งงานตามสัญญาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนแห่งใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คณะวิจัยประกอบด้วยบุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน การส่งข้อเสนอโครงการ หัวหน้าโครงการหลักจัดส่งแบบข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ในรูปแบบเอกสาร จำนวน 5 ชุด (ต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 4 ชุด) และในรูปแบบ Microsoft Word (.docx) และ PDF ผ่านผู้ประสานงานของหน่วยงานต้นสังกัดภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ภายในเวลา 16.00 น. ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ กองบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล https://op.mahidol.ac.th/ra/2026/04/07/20260529_mu-nstda/
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
รู้ทันโรค! กุ้งติดเชื้อ EHP ด้วยชุดตรวจ ATK ใช้ง่าย-รู้ผลไว
รู้ทันโรคกุ้งติดเชื้อ EHP ด้วยนวัตกรรมชุดตรวจเชื้อ EHP แบบรวดเร็ว "EHP Test Kit" พัฒนาโดยนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งป้องกันความเสียหายจากกุ้งติดเชื้อ EHP ได้อย่างทันท่วงที โดยเปลี่ยนวิธีการตรวจในห้องแล็บที่ต้องใช้เวลา มาเป็นการใช้ชุดตรวจภาคสนามแบบ ATK เกษตรกรตรวจได้ด้วยตัวเอง ใช้งานง่าย รู้ผลเร็วภายใน 25 นาที ทำให้คัดกรองกุ้งติดเชื้อได้ตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งไทยได้อย่างยั่งยืน . พบกับชุดตรวจโรคกุ้งติดเชื้อ EHP และทีมนักวิจัยได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
NAC2026 กับ 2 หัวข้อใหญ่แห่งความยั่งยืน ที่รวมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติไว้ในวันเดียว!
ขอเชิญร่วมงาน NAC2026 กับ 2 หัวข้อใหญ่แห่งความยั่งยืน ที่รวมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติไว้ในวันเดียว! วันที่ 27 เมษายน 2569 ช่วงเช้า 09.00–12.00 น. ณ ห้อง CC‑403 หัวข้อ “Sustainable Biomass Nexus: ร่วมสร้างคุณค่าจากชีวมวลอย่างยั่งยืน” พบกับประเด็นเข้มข้นด้านชีวมวลของไทย ตั้งแต่ทิศทางพลังงานอนาคต การบริหารจัดการของเหลือใช้ทางเกษตร ไปจนถึงบทบาทชีวมวลต่ออุตสาหกรรม . พร้อมคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า จาก สวทช. ภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชีวมวล ที่จะมาร่วมเสวนาแบบเจาะลึกถึงโอกาสและศักยภาพของไทย ช่วงบ่าย 13.30–16.30 น. ณ ห้อง CC‑306 หัวข้อ “The Role of Wood and Bamboo as Sustainable Construction Materials to Support Global Sustainability” . เปิดมุมมองใหม่ของการใช้ “ไม้และไผ่” เป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคต โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติร่วมบรรยาย ทั้งมุมมองเชิงนโยบาย เทรนด์ก่อสร้างจากประเทศชั้นนำ และเคสตัวอย่างจริงจากงานวิจัยและอุตสาหกรรมไม้โลก รวมถึงการเสวนาโดยผู้บริหารจากสภาอาคารไม้ระดับสแกนดิเนเวีย ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาด . สองเวที สองประเด็นอนาคตของโลกด้านพลังงาน วัสดุ และความยั่งยืน เชิญร่วมรับแรงบันดาลใจและเปิดโลกเทคโนโลยีไปพร้อมกันที่ NAC2026! NAC11 https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-11/ MAC20 https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-20/
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สัมมนา Thailand Standards & Quality Forum 2026
Thailand Standards & Quality Forum 2026 เวทีมาตรฐาน…เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก วันที่ 21–22 เมษายน 2569 ห้องประชุมโฟร์ริเวอร์ส โรงแรม รามาดา พลาซา บาย วินด์แฮม แบงคอก แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ . เตรียมพบกับเวทีระดับชาติที่รวม แนวคิด – ของจริง – การปฏิบัติ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ในงาน Thailand Standards & Quality Forum 2026 ภายใต้งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2026) งานนี้ไม่ใช่แค่งานสัมมนา แต่คือ พื้นที่เรียนรู้แนวคิด “Quality-Driven Innovation” ที่จะเปลี่ยน “ไอเดีย” ของคุณให้กลายเป็น “นวัตกรรมมาตรฐานโลก” . ไฮไลต์สุดพิเศษ ปาฐกถาพิเศษ “เจาะลึกมาตรฐานโลก 2026: วิสัยทัศน์และเทรนด์การค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรู้” โดย อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เสวนา “Innovation Compliance Synergy” ปลดล็อกนวัตกรรมไทย ฝ่าด่านมาตรฐานสู่ตลาดโลก ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการทดสอบระดับชาติของ สวทช. ทั้ง NCTC, PTEC, CTEC, TBES, NFED พร้อมกรณีศึกษาจริงจากภาคอุตสาหกรรม Quality-Driven Innovation Workshop: Turning Ideas into Reality with Global Standards เวิร์กช็อปที่ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ทอัพ จะได้ “ลงมือทำ” ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ NQI เพื่อแปลงแนวคิดให้เป็น “Concept Prototype” ที่ผ่านกรอบมาตรฐานสากล เรียนรู้ครบวงจรตั้งแต่ “มาตรฐานคืออะไร” → “ทำอย่างไรให้สินค้าเราได้มาตรฐานและขายได้ในตลาดโลก” . 21 เมษายน 2569 • พิธีเปิดโดยผู้บริหาร สวทช. • ปาฐกถาพิเศษจากกระทรวงพาณิชย์ • เสวนา “Innovation Compliance Synergy” • Workshop: “Turning Ideas into Reality with Global Standards” • Networking Dinner 22 เมษายน 2569 • การนำเสนอผลงานกลุ่ม • สรุปกิจกรรมโดย สวทช. . งานนี้จัดขึ้นสำหรับ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ทั่วประเทศ ทั้งจาก อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพด้านมาตรฐานและนวัตกรรมในแนวทาง “Train the Trainer” ผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้และแนวทางปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ NQI เพื่อนำไปใช้ในการบ่มเพาะผู้ประกอบการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและแข่งขันในตลาดโลกได้จริง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero ผ่านมาตรฐานและนวัตกรรม . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี! https://www.nstda.or.th/nac/2026
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 6 เม.ย. 2569
ไทย-ออสเตรเลีย ร่วมมือ ผสานเทคโนโลยีผลิตยา-API ยกระดับสาธารณสุขไทย-อาเซียน ทีมวิจัย 2 ประเทศร่วมมือพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สาร API ยาต้าน HIV ในระดับก่อนกึ่งอุตสาหกรรม พร้อมวางรากฐานความมั่นคงทางยา ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยาในภูมิภาคอาเซียน ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569 สวทช. ดันแพลตฟอร์ม PhytoEX ปั้นสมุนไพรไทยสู่ "สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง" ตั้งเป้ากวาด 500 ล้าน รุกตลาด Longevity นาโนเทค สวทช.เปิดตัว 2 บิ๊กโปรเจกต์ จับมือ 5 เซเลบและ 10 เอกชนชั้นนำ พลิกโฉมงานวิจัยสู่ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมชะลอวัย ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยั่งยืน  ... >> อ่านต่อ สวทช. รับโล่เชิดชูเกียรติ โชว์นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยใน World Expo 2025 : ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รอง ผู้อำนวยการ สวทช. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากการนำผลงานวิจัยด้าน เครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพฝีมือคนไทย ไปจัดแสดงร่วมกับ สจล. ในงาน World Expo 2025 Osaka Kansai ณ ประเทศญี่ปุ่น โชว์ศักยภาพไทยในการพึ่งพาตนเองและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุข  ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ENTEC สวทช. – กกพ. สรุปผลโครงการพัฒนาศักยภาพด้านพลังงานปีที่ 4 ยกระดับบุคลากรกำกับดูแล พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
วันที่ 2–3 เมษายน 2569 ณ จังหวัดกาญจนบุรี: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดสัมมนาสรุปผลโครงการ “Capability Building for Energy Transition 2026” ปีที่ 4 ตลอดช่วงต้นปี 2569 ผ่านการอบรมเชิงลึก การศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับความพร้อมบุคลากรด้านการกำกับดูแลพลังงานรองรับเทคโนโลยีพลังงานอนาคต และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา และได้รับเกียรติจาก ดร.ประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวเปิดงาน “การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเตรียมระบบกำกับดูแลให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงมุ่งสร้างทั้งความรู้ ทักษะ และวิสัยทัศน์ให้กับบุคลากร” โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นหลักสูตรเชิงบูรณาการที่ผสานทั้งองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงาน เศรษฐศาสตร์พลังงาน และกรอบการกำกับดูแลสมัยใหม่ เพื่อเตรียมบุคลากรของ กกพ. และ ENTEC ให้สามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งในมิติของพลังงานสะอาด การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้า และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในช่วงต้นปี 2569 โครงการได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศต้นแบบด้านการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและระบบกำกับดูแลที่มีความก้าวหน้า คณะผู้แทนได้เข้าศึกษาแนวทางการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โครงสร้างตลาดไฟฟ้า และการเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยีอนาคต เช่น ไฮโดรเจน นิวเคลียร์ และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย ขณะเดียวกัน การอบรมภายในประเทศได้เน้นการเรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงและพื้นที่ปฏิบัติการ โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการลงพื้นที่ศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจการทำงานของระบบผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ การบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบทบาทของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของประเทศ ด้านการสัมมนาสรุปผลโครงการปีที่ 4 ที่จัดขึ้นก็เป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้และถอดบทเรียนจากทั้งโครงการ โดยมีการนำเสนอหัวข้อที่ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญในอนาคต อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Biofuel) เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงการวิเคราะห์เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เพื่อสะท้อนมิติด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลเชิงความเสี่ยง และการเสวนาในหัวข้อ “Energy Transition Technology (Hydrogen-SMR)” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของไฮโดรเจนในระบบพลังงานอนาคต รวมถึงความท้าทายด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับของสังคม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ความสำเร็จของโครงการ “Capability Building for Energy Transition 2026” สะท้อนการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับกิจการพลังงานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ครอบคลุมเทคโนโลยีสมัยใหม่ แนวโน้มพลังงานโลก และแนวทางกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทั้งยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับสากลผ่านการศึกษาดูงานและความร่วมมือกับต่างประเทศ ส่งเสริมการนำแนวปฏิบัติที่ดีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบพลังงานของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจเชิงลึกต่อเทคโนโลยีพลังงานอนาคต เช่น ไฮโดรเจน นิวเคลียร์ขนาดเล็ก และเชื้อเพลิงชีวภาพ ช่วยเพิ่มความพร้อมในการออกแบบนโยบายและกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม รวมถึงโครงการยังเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ วางรากฐานการพัฒนาภาคพลังงานของไทยให้สามารถขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์