ผลการค้นหา :
ปิดฉาก “Advanced Engineering Workshop ครั้งที่ 7” สวทช. รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพ พร้อมชูยุทธศาสตร์ดันไทยสู่ “ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี”
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ครั้งที่ 7 (Advanced Engineering Workshop) ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ ณ หอประชุมใหญ่สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก (โรงเรียนสาธิต มศว องครักษ์) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งต่อไป พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยระดับแนวหน้า
เวทีเสวนาทิศทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงระดับประเทศ ภายในงานได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "Advanced Engineering for Strategic Technologies & National Resilience" ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของผู้บริหารระดับสูงจาก 4 สถาบันเสาหลักทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) และ ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
ยุทธศาสตร์ สวทช. สู่การยกระดับการวิจัยและอุตสาหกรรมไทย ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ ได้กล่าวถึงเป้าหมายของ สวทช. ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยระดับแนวหน้า (Frontier Research) และงานวิจัยขนาดใหญ่ (Big Science) โดยมีข้อเสนอสำคัญเพื่อแก้ไขโจทย์เศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล เริ่มจากการยกระดับโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัยระหว่างภาครัฐและเอกชน (Talent Mobility) ด้วยระบบ Closed-Loop เนื่องจากที่ผ่านมามักประสบปัญหาเอกชนกังวลด้านความลับทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดสภาวะที่ยังไม่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน (Win-Win Scenario) สวทช. จึงเสนอรูปแบบให้นักวิจัยเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เบื้องต้น และนำโจทย์สำคัญกลับมาวิจัยต่อในสถาบันวิจัยหรือมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Know-how) ก่อนส่งมอบเทคโนโลยีกลับไปให้เอกชนทำตลาด หรือต่อยอดจัดตั้งธุรกิจ Startup และ Spin-off ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีการปรับกลไกสร้างแรงจูงใจด้านความก้าวหน้าทางอาชีพ โดยเสนอให้ภาครัฐอนุญาตให้นำผลงานที่เกิดจากการทำงานร่วมกับภาคเอกชน มาใช้พิจารณาขอตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ./รศ./ศ.) ได้ เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาร่วมงานมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี" (Technology Creator) โดยประเทศไทยต้องก้าวข้ามจากการเป็นเพียง "ผู้ใช้เทคโนโลยี" (Technology Consumer) หันมามุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่เป็นเอกลักษณ์และใช้จุดแข็งของประเทศซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบ เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถก้าวข้ามวิกฤตการปรับตัวทางเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
ผนึกกำลัง 4 ภาคี รับไม้ต่อเจ้าภาพครั้งหน้า ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีพิธีส่งมอบธงสัญลักษณ์ 4 ภาคีสถาบัน ซึ่งประกอบด้วย สทน., สดร., สซ. และ สวทช. โดย ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ในฐานะเจ้าภาพจัดการงานครั้งนี้ ได้ให้เกียรติเป็นผู้ส่งมอบธงสัญลักษณ์ให้แก่ ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ ตัวแทนจาก สวทช. เพื่อรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งถัดไป
บรรยากาศในพิธีปิดเป็นไปด้วยความอบอุ่นและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนักวิจัย ตลอดจนบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ การส่งมอบธงครั้งนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการผลัดเปลี่ยนวาระ แต่ยังตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแนบแน่นของทั้ง 4 สถาบันเสาหลัก ที่พร้อมจะสานต่อพันธกิจในการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. จับมือ เมิร์ซ เอสเธติกส์ วางรากฐาน Aesthetic Longevity ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตเศรษฐกิจสุขภาพและอายุวัฒน์
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติผ่านยุทธศาสตร์ Thailand Global Health Hub 2025–2034 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จึงร่วมกับ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี เพื่อรองรับเศรษฐกิจสุขภาพและเศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy) เพื่อพัฒนานวัตกรรม Aesthetic Longevity และ Skin Longevity บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ต่อยอดสู่การสร้างงานวิจัย เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย และตอบรับความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งสู่การมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว
ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างนาโนเทค สวทช. และ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของการผสานศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย เข้ากับความเชี่ยวชาญของผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้และยกระดับการวิจัยด้าน Aesthetic Longevity ซึ่งมุ่งส่งเสริมสุขภาพผิวในระดับชีววิทยา ชะลอความเสื่อมของผิว และสร้างพื้นฐานของการมีสุขภาวะผิวที่ดีในระยะยาว โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเป็นสำคัญ
“สำหรับ นาโนเทค สวทช. เราเชื่อว่า ความก้าวหน้าของเวชศาสตร์ความงามและ Aesthetic Longevityไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ที่สามารถอธิบายกลไกทางชีววิทยาและได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ในช่วงที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาโปรแกรมวิจัย PhytoEX ที่มุ่งพัฒนางานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ นาโนเทคโนโลยี การทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงแพลตฟอร์ม Skin Longevity ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้เราเข้าใจกลไกและการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพผิวได้ละเอียดยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาศึกษาและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงการเวชศาสตร์ความงามต่อไป” ดร.ภญ.อุรชา กล่าว
ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX สวทช. กล่าวว่า การศึกษาเรื่อง Skin Longevity จำเป็นต้องมีตัวชี้วัดและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ เนื่องจาก Longevity เป็นแนวคิดที่มีความหมายกว้าง ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Skin Longevity เพื่อประเมินอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของกลไกความชราของผิว หรือ Skin Aging Hallmarks การคงสุขภาพและการทำงานของผิว หรือ Skinspan และการยืนยันผลในมนุษย์ เพื่อที่จะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับผิวเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในระดับชีววิทยาร่วมด้วย
“สำหรับโปรแกรม PhytoEX นาโนเทคได้พัฒนาแพลตฟอร์มทดสอบด้าน Skin Longevity เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผิวในหลายมิติ ตั้งแต่การตอบสนองและการฟื้นฟูผิวหลังเผชิญปัจจัยแวดล้อม หรือ Exposome เช่น รังสี UV แสงสีฟ้า และ PM2.5 ไปจนถึงการศึกษากลไกความชรา อายุชีวภาพ และ Skinspan โดยใช้แบบจำลองและเทคโนโลยีการวิเคราะห์ที่ช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิวได้ละเอียดขึ้น สิ่งที่เราต้องการจากแพลตฟอร์มนี้ คือการสร้างข้อมูลที่ช่วยตอบคำถามว่า ผลิตภัณฑ์ที่เราศึกษามีผลต่อผิวในระดับชีววิทยาอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวและคงสุขภาพที่ดีได้ยาวนานขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะทำให้การพูดถึง Skin Longevity มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากขึ้น และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้กับ Aesthetic Medicine”
รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงนามในบันทึกความเข้าใจ แต่เป็นการสร้าง Knowledge Partnership ที่ผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัย แพทย์ และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อศึกษาและพิสูจน์บทบาทของเวชศาสตร์ความงามที่มีต่อ Skin Longevity และ Aesthetic Longevity อย่างเป็นระบบ ทั้งยังเป็นการสร้างองค์ความรู้
ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวจากการเป็นผู้ใช้องค์ความรู้จากต่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Aesthetic Longevity ของภูมิภาคในอนาคต”
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มทางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพองค์รวมมากขึ้น โดย นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ผู้ก่อตั้งและแพทย์ประจำ Smith Prive' Aesthetique และวิทยากรพิเศษ สาขาวิชาตจวิทยา หลักสูตรนานาชาติ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า Longevity ไม่ได้หมายถึงการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่คือการยืดช่วงเวลาที่ร่างกายยังมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่นเดียวกับ Skin Longevity ที่ไม่ได้มองเพียงความอ่อนเยาว์ของผิว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาว เนื่องจากสุขภาพผิวและสุขภาพองค์รวมเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ความร่วมมือระหว่าง สวทช. โดยนาโนเทค และ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการศักยภาพระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้าน Wellness Economy และ Longevity Economy ของประเทศไทย ผ่านการผสานองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยี ชีววิทยาระดับโมเลกุล เทคโนโลยีตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarkers) และเวชศาสตร์ความงาม เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้าน Skin Longevity และ Aesthetic Longevity ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการสุขภาพที่มีมูลค่าสูงบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการวางรากฐานของระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่อเร่งการนำผลงานวิจัยไปสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพและเวชศาสตร์ความงามของไทยในเวทีโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
รัฐบาลผนึกกำลัง สวทช.-ก.พ.ร.-DGA ประกาศขับเคลื่อน“AI-Driven Government Services” พร้อมเปิดตัว “AI Agentic Chatbot” ยกระดับการบริการภาครัฐยุคใหม่ตอบโจทย์ประชาชน
วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ – นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “AI for Public Sector: AI-Driven Government Services” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พร้อมด้วยพันธมิตร เพื่อประกาศเจตนารมณ์และแนวทางขับเคลื่อนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับการบริหารงานภาครัฐและบริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับคุณภาพการให้บริการ ลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ประชาชน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิถีใหม่ภาครัฐไทยในยุค AI” ระบุว่า เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญและกำลังเปลี่ยนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของภาครัฐ การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพหรือทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนบทบาทและออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign) การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Driven Government ต้องอาศัยข้อมูลภาครัฐที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน มีมาตรฐาน และเชื่อมโยงกันได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดภาระของประชาชน นอกจากนี้ การใช้ AI ของภาครัฐต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญคือต้องรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Sovereignty) อย่างเคร่งครัด
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในยุคที่ AI ก้าวจาก Generative AI สู่ Agentic AI หรือระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ สวทช. ในฐานะ Research Engine ของประเทศ พร้อมนำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี AI มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขับเคลื่อน AI-Driven Government Services ด้วย AI มีศักยภาพในการพลิกโฉมการทำงานของภาครัฐอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานปฏิบัติการภายใน (Internal Workflow) การยกระดับบริการประชาชน (External Services) ตลอดจนสนับสนุนภารกิจเฉพาะด้านของหน่วยงาน โดยความร่วมมือระหว่าง ก.พ.ร. สวทช. และ DGA ในวันนี้ ถือเป็นการผสานบทบาทที่สำคัญตั้งแต่นโยบาย งานวิจัยพัฒนา ไปจนถึงการขยายผลใช้งานจริง เพื่อเป็นกลไกและจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนบริการภาครัฐยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อไปว่า การเปิดตัว ‘AI Agentic Chatbot’ ในวันนี้ ถือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ 3 ฝ่าย เพื่อเป็นบริการนำร่องเชิงรุกในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ในจุดเดียว โดยมี Pathumma LLM ที่พัฒนาโดย เนคเทค สวทช. ทำหน้าที่เป็นโมเดลภาษาเบื้องหลัง ซึ่งหากทุกหน่วยงานภาครัฐร่วมกันพัฒนาบนมาตรฐานเดียวกัน การเชื่อมโยงข้อมูลและการยกระดับขีดความสามารถไปสู่ระบบ Agentic AI ข้ามหน่วยงานก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านจาก Digital Transformation สู่ AI Transformation อย่างเต็มรูปแบบนี้ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ Sovereign AI เพื่อสร้างความมั่นคงและขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีภายในประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลราชการ ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้รับการบูรณาการและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศไทย
สำหรับการประกาศแนวทางความร่วมมือครั้งสำคัญของ 3 หน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ AI ยุคใหม่ ยกระดับภาครัฐไทย ให้บริการประชาชน” ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงร่วมประกาศเจตนารมณ์ นำโดย นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการ DGA
ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการบูรณาการบทบาทหน้าที่อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก ก.พ.ร. กำหนดทิศทาง ขับเคลื่อนนโยบายและเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานนำร่อง ในขณะที่ สวทช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ไปสนับสนุน โดยมี Pathumma LLM เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดเป็นบริการที่เหมาะสมกับบริบทของภาครัฐ เช่น AI Agentic Chatbot และ Pathumma Connect ส่วน DGA จะทำหน้าที่เชื่อมโยงบริการเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลส่วนกลาง พร้อมผลักดันการใช้งานจริงภายใต้หลัก AI Governance เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
LEAD Education Platform: สวทช. พลิกโฉมการเรียนรู้ไทยด้วยพลัง AI
LEAD Education Platform: สวทช. พลิกโฉมการเรียนรู้ไทยด้วยพลัง AI
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน การศึกษาไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเช่นกัน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้พัฒนา LEAD Education Platform หรือ แพลตฟอร์มติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลก ผ่านแนวคิด Adaptive Education Platform ที่ผสานพลังของ AI และ Learning Analytics เข้ากับการจัดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ LEAD Education Platform ในมิติของวิสัยทัศน์และนโยบายระดับมหภาค ที่สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการวางรากฐานการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยี
LEAD Education Platform คืออะไร
LEAD Education Platform (ย่อมาจาก LEarning analytics for ADaptive Education) คือระบบจัดการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ที่พัฒนาโดย เนคเทค (สวทช.) ร่วมกับพันธมิตร เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "แพลตฟอร์มติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแนวคิด Adaptive Education หรือ Adaptive Learning การจัดการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนไปตามศักยภาพและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือการนำ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ Learning Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมเพื่อสนับสนุนให้เกิด Personalized Learning ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลอย่างแม่นยำ ไม่ใช่การเรียนแบบมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคน (One size fits all) เหมือนในอดีต ระบบจะทำหน้าที่เสมือนโค้ชส่วนตัวคอยติดตามประเมินผลการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ โดยแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียนโดยอัตโนมัติ จึงช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามความเร็วในการเรียนรู้ของตนเอง (Self-paced learning) ช่วยให้เด็กที่มีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกันสามารถเรียนตามทันกันได้
แพลตฟอร์มนี้ได้ขับเคลื่อนผ่านเครื่องมืออัจฉริยะในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย
BookRoll: ระบบติดตามการเรียนรู้ผ่านการอ่านอีบุ๊กอัจฉริยะ วิเคราะห์ติดตามพฤติกรรมการอ่านเอกสาร PDF คอยจับจังหวะการอ่าน เลื่อนหน้าจอ และไฮไลต์ข้อความ เพื่อให้ครูทราบว่าผู้เรียนใช้เวลาศึกษาจุดใดเป็นพิเศษ หรือติดขัดไม่เข้าใจตรงหน้าไหน
VIOLA (Video Interaction and Online Learning Analytics): ระบบติดตามการเรียนรู้ผ่านวิดีโอ วิเคราะห์ระยะเวลาการรับชม อัตราการดูซ้ำ และการตอบคำถามในวิดีโอ ทำให้เห็นจุดที่ผู้เรียนเกิดความสับสนได้อย่างชัดเจน
Abdul for Education: ระบบแชตบอตและระบบแบบทดสอบอัจฉริยะที่ใช้ AI ประเมินความเข้าใจผ่านการโต้ตอบ พร้อมปรับระดับความยากง่ายของคำถามให้เหมาะกับความสามารถจริงแบบเรียลไทม์ หากตอบผิดระบบจะช่วยอธิบายเสริมและแนะนำจุดที่ควรกลับไปทบทวนทันที
KidBright Coding and AI Simulator: ระบบติดตามทักษะการเขียนโค้ด (Coding) แบบบล็อกและติดตามการเรียนปัญญาประดิษฐ์ ประเมินจากกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความเร็ว การต่อบล็อก และการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างแนวคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) และปูพื้นฐานความเข้าใจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ให้แก่ผู้เรียน
นอกจากนี้ ข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดจะถูกรวบรวมนำมาแสดงผลผ่าน Teacher Dashboard ในรูปแบบกราฟิกและ Data Visualization ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้คุณครูสามารถวิเคราะห์ความแตกต่างการเรียนรู้ (Learning Gap Analysis) ของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ คืนเวลาอันมีค่าจากการลดภาระงานเอกสารและการตรวจคะแนน เพื่อให้คุณครูได้มีเวลาไปโฟกัสกับการออกแบบกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) สนับสนุนแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) และดูแล "หัวใจ" ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
วิสัยทัศน์ของ สวทช. ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย
สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายระดับมหภาคเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ระบบการศึกษาไทย โดยมองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลคือกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ในระดับประเทศให้ก้าวทันโลกยุคปัจจุบัน การพัฒนา LEAD Education Platform จึงไม่ใช่เพียงการสร้างเครื่องมือทางเทคนิคสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ทั่วไป แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) และระบบนิเวศการเรียนรู้ออนไลน์เชิงลึกเพื่อการศึกษาไทยในภาพรวม สอดรับกับแนวคิดการพัฒนาผู้เรียนรายบุคคลและนโยบายสำคัญอย่าง "อว. for AI" และ "เรียนดี มีความสุข" โดยมีองค์ประกอบสำคัญอันเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนดังนี้
การติดตามผลการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ (Real-time Learning Tracking) — ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถเห็นพัฒนาการ พฤติกรรม และความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ทันทีผ่านระบบหลังบ้านโดยไม่ต้องรอผลสอบปลายภาค ทำให้สามารถตรวจพบช่องว่างและเข้าช่วยเหลือเด็กที่เรียนรู้ช้าหรือติดขัดในบทเรียนได้อย่างทันท่วงที
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Learning Analytics & Educational Analytics) — การแปลงข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ดิบของผู้เรียน (เช่น พฤติกรรมการอ่าน PDF บน BookRoll หรือการดูวิดีโอบน VIOLA) ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและสถิติเชิงประจักษ์ เพื่อช่วยให้คุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำไปใช้ตัดสินใจเชิงข้อมูล (Data-driven decision) ในการวางกลยุทธ์และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้อย่างแม่นยำ
การประเมินผลแบบปรับตามผู้เรียน (Adaptive Assessment) — ระบบประเมินผลและแบบทดสอบอัจฉริยะ (เช่น แชตบอต Abdul for Education) ที่ใช้ AI ในการประเมินความเข้าใจผ่านการโต้ตอบ พร้อมปรับระดับความยากง่ายของคำถามให้สอดคล้องกับระดับความสามารถจริงและศักยภาพของแต่ละคนแบบเรียลไทม์ หากตอบผิดระบบจะช่วยอธิบายเสริมและแนะนำจุดที่ควรกลับไปทบทวนทันที
หลักสูตรออนไลน์ที่หลากหลายและการเชื่อมโยงเชิงระบบ — ตัวแพลตฟอร์มครอบคลุมเนื้อหาด้านวิทยาการคำนวณและปูรากฐานทักษะความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy & Ethics) เช่น หลักสูตร KidBright AI Simulator ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานและสถานศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมเรียนรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จจากการผ่านหน่วยเรียนรู้ย่อยในระบบยังสามารถรับรองเป็นโมดูลสมรรถนะ (Micro-credentials) และบันทึกใน E-Portfolio เพื่อนำไปใช้เทียบโอนคะแนนเข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งช่วยเปิดโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาให้แก่เยาวชนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย
LEAD Education Platform ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้ใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ถูกวางโครงสร้างให้ตอบโจทย์ ทุกบทบาทในระบบนิเวศการศึกษาไทย ตั้งแต่ระดับห้องเรียนไปจนถึงระดับนโยบายประเทศ
1. ครูและอาจารย์: ผู้ช่วยวิเคราะห์ผลการเรียนรู้แบบเรียลไทม์
ครูคือกลุ่มผู้ใช้งานหลักที่ได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุดจาก LEAD Education Platform โดยระบบช่วยแก้ Pain Point สำคัญที่ครูไทยเผชิญมายาวนาน ได้แก่
ลดเวลาการตรวจและรวบรวมข้อมูลผลการเรียน — ระบบประมวลผลอัตโนมัติ ทำให้ครูไม่ต้องเสียเวลากับการกรอกคะแนนหรือสรุปผลด้วยมือ
มองเห็นจุดอ่อน-จุดแข็งของผู้เรียนแต่ละคน — ผ่านข้อมูล Student Analytics ที่ระบุได้ว่านักเรียนคนใดต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในหัวข้อใด
ติดตามพัฒนาการแบบต่อเนื่อง — ไม่ต้องรอผลสอบกลางภาคหรือปลายภาคจึงจะรู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าหรือไม่
ออกแบบการสอนแบบ Personalized Learning ได้ง่ายขึ้น — ใช้ข้อมูลจริงเป็นฐานในการมอบหมายงานหรือแบบฝึกหัดที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม
2. ผู้บริหารสถานศึกษา: เครื่องมือบริหารเชิงข้อมูล (Data-Driven Management)
สำหรับผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้บริหารระดับสถานศึกษา LEAD Education Platform ทำหน้าที่เป็น Learning Dashboard ระดับองค์กร ที่ช่วย
มองเห็น ภาพรวมคุณภาพการเรียนรู้ ของทั้งโรงเรียนในหน้าจอเดียว ไม่ต้องรอรายงานจากแต่ละห้องเรียน
ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนการตัดสินใจ เช่น การจัดสรรครูผู้สอน การวางแผนพัฒนาบุคลากร หรือการจัดสรรงบประมาณด้านการเรียนการสอน
เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ระหว่างชั้นเรียนหรือรายวิชา เพื่อระบุจุดที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วน
นำเสนอผลลัพธ์เชิงคุณภาพต่อหน่วยงานต้นสังกัดได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ
3. ศึกษานิเทศก์: การประเมินผลเชิงระบบที่แทนที่การประเมินด้วยความรู้สึก
ศึกษานิเทศก์มีบทบาทในการติดตามคุณภาพการสอนของครูและโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่ง LEAD Education Platform ช่วยยกระดับกระบวนการนี้ให้แม่นยำขึ้นผ่าน
ข้อมูล Learning Analytics ที่สะท้อนผลการสอนจริงของครูแต่ละคน แทนการประเมินจากการสังเกตการสอนเพียงครั้งเดียว
ความสามารถในการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนในเขตพื้นที่เดียวกัน เพื่อวางแผนการนิเทศและพัฒนาครูอย่างตรงจุด
การติดตามผลลัพธ์หลังการนิเทศ ว่าคำแนะนำที่ให้ไปนั้นส่งผลต่อผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
4. นักพัฒนาหลักสูตร: ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบบทเรียนที่ดีขึ้น
นักพัฒนาหลักสูตรสามารถใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเพื่อ
วิเคราะห์ว่าเนื้อหาส่วนใดที่ผู้เรียน "สะดุด" หรือทำผลงานได้ไม่ดี เพื่อนำไปปรับปรุงในเวอร์ชันถัดไป
ทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียนกับกลุ่มผู้เรียนจริงผ่านระบบ Adaptive Assessment ก่อนเผยแพร่ในวงกว้าง
ออกแบบเนื้อหาที่รองรับระดับความสามารถที่หลากหลาย โดยอ้างอิงจากข้อมูล Learning Analytics ของผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ ทั่วประเทศ
5. หน่วยงานด้านการศึกษา: ต้นแบบสำหรับการขยายผลระดับประเทศ
หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการ สามารถ
นำ LEAD Education Platform ไปประยุกต์ใช้เป็นระบบกลางของโครงการระดับประเทศ โดยไม่ต้องพัฒนาระบบขึ้นใหม่จากศูนย์
เข้าร่วมเป็น "หน่วยงานที่เข้าร่วม" กับแพลตฟอร์ม เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดใช้งานระบบร่วมกันได้ทันที
ใช้ข้อมูลระดับมหภาคจากแพลตฟอร์มในการวางนโยบายการศึกษาที่อ้างจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Policy)
6. นักวิจัยด้าน EdTech: ฐานข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัยเชิงลึก
สำหรับนักวิจัยและนักวิชาการด้านเทคโนโลยีการศึกษา แพลตฟอร์มนี้เป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการ
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Learning Analytics กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในบริบทของประเทศไทย
วิจัยประสิทธิภาพของ AI Recommendation และ Adaptive Learning ที่ใช้งานจริงในสถานศึกษาไทย ไม่ใช่เพียงงานวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ
พัฒนาต่อยอดโมเดล AI in Education ให้เหมาะสมกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ของไทย
7. ผู้สนใจเทคโนโลยีการศึกษาทั่วไป: ประตูสู่ความเข้าใจ Personalized Learning
แม้ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติงานในระบบการศึกษาโดยตรง แต่ผู้สนใจทั่วไป เช่น ผู้ปกครอง หรือผู้ที่ติดตามความก้าวหน้าด้าน AI เพื่อการศึกษา สามารถได้ประโยชน์ ดังนี้
เรียนรู้แนวคิด Personalized Learning และ Adaptive Education ผ่านตัวอย่างการใช้งานจริงของหน่วยงานภาครัฐไทย
สร้างความเข้าใจว่า AI เพื่อการศึกษาไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังถูกนำมาใช้จริงในโรงเรียนไทยแล้ว
ติดตามความเคลื่อนไหวของ สวทช. และ NECTEC ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการศึกษาของประเทศ
8. ผู้เรียน: ศูนย์กลางของการเรียนรู้
ผู้เรียนคือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานแพลตฟอร์มผ่านฟีเจอร์ต่าง ๆ ดังนี้
Personalized Learning & Own Pace — ผู้เรียนทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ปรับตามศักยภาพของตนเอง เรียนรู้ได้ตามจังหวะที่เหมาะสม ไม่กดดัน และไม่ถูกเปรียบเทียบด้วยมาตรฐานเดียวกับคนอื่น
AI Recommendation — รับคำแนะนำที่เหมาะสมจากระบบ AI ทำให้สามารถพัฒนาทักษะได้ตรงจุด ปิดช่องว่างความไม่เข้าใจ และเรียนรู้อย่างมีความสุข
ตัวอย่างการใช้งานจริง
โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นหนึ่งในสถานศึกษานำร่องที่นำ LEAD Education Platform ไปประยุกต์ใช้จริงในการยกระดับการจัดการเรียนการสอนและติดตามผลผู้เรียน โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่าง "ครูกรกันต์ ดิตถ์อัศวณิช" ที่ได้นำระบบนี้เข้ามาพลิกโฉมห้องเรียนดั้งเดิมให้กลายเป็นห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom) ช่วยให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลการเรียนรู้แบบเรียลไทม์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างแม่นยำ
ในอดีต ครูกรกันต์ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการดูแลนักเรียน ทำให้ไม่สามารถตรวจพบช่องว่างความเข้าใจของเด็กทุกคนได้ทันที แต่หลังจากนำเครื่องมือของ LEAD Education Platform เข้ามาใช้งาน ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ (Learning Analytics) ได้ช่วยสะท้อนข้อมูลเชิงลึกผ่าน Teacher Dashboard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ระบบช่วยจับพฤติกรรมของนักเรียนรายบุคคล ผ่านเครื่องมือ BookRoll ที่แสดงผลว่ามีการเปิดอ่านเอกสาร PDF หน้าเดิมซ้ำถึง 20 ครั้งในเวลาเพียง 15 นาที หรือการเข้าชมวิดีโอบทเรียนซ้ำผ่าน VIOLA ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสัญญาณเตือนให้ครูผู้สอนทราบถึงจุดที่ผู้เรียนเกิดความสับสนหรือติดขัดได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้ถึงผลการสอบปลายภาค และสามารถเดินเข้าไปช่วยเหลืออธิบายเพิ่มเติมให้แก่เด็กได้โดยตรงก่อนที่เด็กจะหลุดจากระบบการเรียนรู้
จะเห็นได้ว่า LEAD Education Platform ไม่ได้สร้างประโยชน์แบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกันเป็น ระบบนิเวศข้อมูลการศึกษา (Education Data Ecosystem) เดียวกัน — ข้อมูลปฏิสัมพันธ์และความคืบหน้าที่ครูป้อนและติดตามในห้องเรียน จะถูกรวบรวมส่งต่อไปให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจเชิงข้อมูล (Data-driven decision) ศึกษานิเทศก์ใช้ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักพัฒนาหลักสูตรนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงเนื้อหาบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น และหน่วยงานระดับประเทศนำไปใช้วางนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานที่อิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Policy) ก่อให้เกิดวงจรการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ทำไม Adaptive Education Platform จึงสำคัญต่ออนาคตการศึกษาไทย
การศึกษาไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำและคุณภาพการเรียนรู้ที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ Adaptive Education Platform อย่าง LEAD จึงเป็นคำตอบสำคัญในการยกระดับระบบการศึกษาไทยผ่านแนวคิดการพัฒนาผู้เรียนรายบุคคลในระดับมหภาค ดังนี้:
ลดภาระงานด้านเอกสารของครู ให้มีเวลาโฟกัสกับผู้เรียนมากขึ้น — ระบบประมวลผลอัตโนมัติช่วยลดเวลาการตรวจและรวบรวมข้อมูลผลการเรียน ทำให้ครูไม่ต้องกรอกคะแนนหรือสรุปผลด้วยมือ คืนเวลาอันมีค่าให้ครูนำไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมเชิงรุก (Active Learning) สนับสนุนแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) และมองเห็นจุดอ่อน-จุดแข็งเพื่อดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สร้างมาตรฐานข้อมูลการศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั้งระดับโรงเรียนและระดับประเทศ — เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) เพื่อเชื่อมโยงทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศข้อมูลการศึกษา (Education Data Ecosystem) เดียวกัน โดยข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ครูป้อนและติดตามในห้องเรียน จะถูกส่งต่ออย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ ศึกษานิเทศก์ใช้ประเมิน และนักพัฒนาหลักสูตรใช้ปรับปรุงบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงหลักสูตรคุณภาพผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม — ช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยเปิดโอกาสให้สถานศึกษาทั่วประเทศเข้าถึงหลักสูตรมาตรฐาน เช่น ด้านวิทยาการคำนวณและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (KidBright AI Simulator) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามจังหวะของตนเอง (Own pace) อีกทั้งความสำเร็จจากการผ่านหน่วยเรียนย่อยยังสามารถรับรองเป็นโมดูลสมรรถนะ (Micro-credentials) บันทึกใน E-Portfolio และเทียบโอนเข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้จริง
สนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายการศึกษาด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดา — ยกระดับการบริหารจัดการไปสู่การบริหารเชิงข้อมูล (Data-Driven Management) และการวางนโยบายที่อิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Policy) โดยการแปลงข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ดิบของผู้เรียนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและสถิติเชิงประจักษ์ (Learning Analytics & Educational Analytics) เพื่อช่วยในการวางกลยุทธ์ทางการศึกษาในระดับมหภาคได้อย่างแม่นยำ
ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ ที่ไม่หยุดอยู่เพียงงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่ลงมือสร้างเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบการศึกษาไทยในระดับมหภาคอย่างเป็นรูปธรรม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
LEAD Education Platform คืออะไร แตกต่างจากระบบ e-Learning ทั่วไปอย่างไร?
LEAD Education Platform คือแพลตฟอร์มติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. จุดต่างสำคัญคือการใช้ AI และ Learning Analytics เพื่อทำ Personalized Learning และ Adaptive Assessment แทนการเรียนแบบเดียวสำหรับทุกคนเหมือนระบบ e-Learning ทั่วไป
Adaptive Education Platform ทำงานอย่างไร?
ระบบจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาวิเคราะห์ผ่าน Learning Analytics เพื่อปรับเนื้อหา ระดับความยาก และคำแนะนำการเรียนให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ครูติดตามพัฒนาการได้ทันที
ใครสามารถใช้งาน LEAD Education Platform ได้บ้าง?
กลุ่มผู้ใช้งานครอบคลุมทั้ง ผู้เรียน, ครู อาจารย์, ผู้บริหารสถานศึกษา, ศึกษานิเทศก์, นักพัฒนาหลักสูตร, หน่วยงานด้านการศึกษา ตลอดจนนักวิจัยด้าน EdTech และผู้สนใจเทคโนโลยีการศึกษาทั่วไป โดยสามารถเข้าร่วมหลักสูตรและระบบผ่านหน่วยงานพันธมิตร ของ LEAD Education
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม พัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือต้องการนำแพลตฟอร์มนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ท่านสามารถเข้าใช้งานและร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ https://lead.in.th/
หมายเหตุ: เนื้อหาและภาพประกอบบางส่วนในบทความนี้จัดทำขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และปรับแก้ก่อนเผยแพร่แล้ว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
“นิ้วเทียมเสมือนจริง” ฝีมือนักวิจัยไทย พลิกโฉมการผลิตอวัยวะเทียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ
การสูญเสียนิ้วมือจากอุบัติเหตุ โรค หรือความพิการแต่กำเนิด ไม่เพียงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังกระทบต่อความมั่นใจและการเข้าสังคมของผู้ป่วยด้วย ในปัจจุบันกระบวนการผลิต "นิ้วเทียมเสมือนจริง" เพื่อความสวยงามยังคงพึ่งพากระบวนการแบบดั้งเดิมซึ่งต้องอาศัยช่างฝีมือหรือนักกายอุปกรณ์ที่มีความชำนาญสูง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนาการผลิตนิ้วเทียมเฉพาะบุคคลรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติชนิดเรซิน ร่วมกับการพัฒนาวัสดุเรซินไวแสงที่มีสมบัติอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น ช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการผลิต อีกทั้งยังสามารถผลิตซ้ำได้ตามมาตรฐานเดียวกัน ตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[caption id="attachment_84321" align="aligncenter" width="750"] ดร.รวิภัทร มณีโชติ[/caption]
ดร.รวิภัทร มณีโชติ ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ข้อจำกัดของกระบวนการผลิตนิ้วเทียมแบบดั้งเดิมคือ จำนวนช่างฝีมือในประเทศไทยมีน้อยมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอรับบริการเป็นเวลานาน นอกจากนี้ หากนิ้วเทียมเดิมชำรุดหรือสูญหาย ช่างจะต้องเริ่มกระบวนการผลิตใหม่ตั้งแต่ต้นซึ่งใช้ทั้งเวลาและความชำนาญสูง
“ทีมวิจัยเอ็มเทคมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุนิ่มและยืดหยุ่นที่สามารถใช้งานได้กับเครื่องพิมพ์สามมิติราคาย่อมเยาที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จึงได้พัฒนาวัสดุที่มีสมบัติคล้ายซิลิโคนที่ใช้ในทางการแพทย์ปัจจุบัน และสามารถนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติได้ซึ่งข้อดีของการผลิตด้วยวิธีนี้คือ ทำได้รวดเร็วกว่าวิธีเดิมมาก จึงช่วยลดระยะเวลาการผลิต คนไข้ไม่ต้องรอนาน อีกทั้งยังผลิตซ้ำได้ง่าย เนื่องจากมีไฟล์ดิจิทัลต้นแบบ หากต้องการนิ้วใหม่ก็สามารถสั่งพิมพ์ได้ทันที และที่สำคัญคือ ความแม่นยำสูง ให้รูปร่างที่สมจริงตามสรีระเฉพาะบุคคล”
ดร.รวิภัทรอธิบายขั้นตอนการผลิตนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติว่า เริ่มจากการเก็บข้อมูลสรีระด้วยเครื่องสแกน 3 มิติ (3D Scanner) กรณีที่คนไข้มีนิ้วเหลืออยู่ข้างหนึ่ง จะใช้การสแกนนิ้วข้างที่สมบูรณ์เพื่อเป็นต้นแบบให้มีความใกล้เคียงของจริงที่สุด กรณีที่สูญเสียนิ้วทั้งสองข้าง ผู้เชี่ยวชาญจะใช้ซอฟต์แวร์ในการออกแบบนิ้วที่สวยงามขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วย จากนั้นนำไฟล์โมเดล 3 มิติเข้าสู่เครื่องพิมพ์ และสั่งพิมพ์โดยใช้น้ำยาเรซินสูตรพิเศษที่เอ็มเทคพัฒนาขึ้น
นิ้วที่พิมพ์ออกมาในช่วงแรกจะเป็นสีเดียว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตกแต่งสีและรายละเอียดผิวหนังเพิ่มเติมเพื่อให้ดูเสมือนจริงและเหมาะสมกับสีผิวของผู้ป่วยแต่ละบุคคล โดยนิ้วเทียมนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับนิ้วเทียมซิลิโคนแบบดั้งเดิม นอกจากความสวยงามแล้วผู้ป่วยยังสามารถเสริมไลฟ์สไตล์ได้ เช่น การทาเล็บ หรือแม้แต่การติดเล็บปลอมทับลงไปเพื่อเปลี่ยนสีเล็บตามความต้องการ
ทั้งนี้โครงการวิจัยนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยระยะแรกจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีบริษัทหาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยระยะที่สองจากสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) โดยมีบริษัทโมลลิซ่า จำกัด เป็นผู้ร่วมสนับสนุน
ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทโมลลิซ่า จำกัด โดยบริษัทได้จัดตั้งสถานที่ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ ISO 13485:2016 และผลิตภัณฑ์นิ้วเทียมดังกล่าวได้รับใบรับจดแจ้งเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย ทำให้พร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายเพื่อเข้าถึงผู้ป่วยที่ต้องการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นใจอีกครั้ง
ความสำเร็จของงานวิจัยนี้สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของงานวิจัยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมนิ้วเทียมเสมือนจริงเฉพาะบุคคลหรือเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติสำหรับการแพทย์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ทีมวิจัยวัสดุเฉพาะทางสำหรับการประยุกต์ใช้ทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4355
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
4 ภาคีสถาบันวิจัยกระทรวง อว. ร่วมจัดงาน “Advanced Engineering Workshop ครั้งที่ 7” มุ่งพัฒนาวิศวกรรมขั้นสูง ขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับชาติ
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 – หน่วยงานวิจัยสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 4 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ในฐานะเจ้าภาพหลัก ร่วมกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หรือ สซ. และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกันจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูง ครั้งที่ 7 (7th Advanced Engineering Workshop) ณ ห้อง IT Auditorium องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อยกระดับการพัฒนาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
การประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อว. และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว., นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน., ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร., รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการ สซ. และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค สวทช.)
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า วิศวกรรมขั้นสูง หรือ Deep Tech ถือเป็นรากฐานสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของทั้ง 4 สถาบันวิจัยหลักส่งผลให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น การสร้างกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) โดยวิศวกรไทย การพัฒนาเครื่องโทคาแมคหรือดวงอาทิตย์ประดิษฐ์เพื่อพลังงานสะอาด การส่งอุปกรณ์อวกาศไทยไปทดสอบบนดวงจันทร์ ตลอดจนการพัฒนาดาวเทียมที่ผ่านการทดสอบรังสีคอสมิกอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณ การวิจัยต่อยอด และการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากลและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี (National Resilience) ให้แก่ประเทศ
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ “การปรับตัวทางวิศวกรรมและของวิศวกรในกระแสการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล” โดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. และหัวข้อ “การพัฒนา Image Processing และ User Interface สำหรับโปรแกรมอ่านภาพ” โดย ดร.รุ่งโรจน์ จินตเมธาสวัสดิ์ นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.)
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จาก สวทช. อาทิ บริการงานวิศวกรรมครบวงจรเพื่อเปลี่ยนแนวคิดสู่ผลิตภัณฑ์จริงโดย ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED), แผ่นบูสต์สัญญาณเมกะเซอร์เฟส TeraBoost สำหรับระบบ 5G/6G และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณเทระเฮิรตซ์ TeraAnt โดยเนคเทค, เทคโนโลยีแบตเตอรี่แพ็คและโครงสร้างสำหรับดาวเทียม โดยเอ็นเทค รวมถึงการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะด้วยนวัตกรรมเซนเซอร์และการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC)
การประชุมครั้งนี้นับเป็นการยกระดับจากการวิจัยพื้นฐานไปสู่การสร้างมูลค่าเชิงอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ โดยครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น เทคโนโลยีนิวเคลียร์และพลังงานฟิวชัน วิศวกรรมดาราศาสตร์และอวกาศ เทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคและสุญญากาศขั้นสูง และนวัตกรรมเพื่อความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
หลักสูตร “AI for Local Government: AILG”
ยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยุคใหม่ด้วย AI
💡 เปลี่ยนภารกิจแน่น ให้ทำงานไวขึ้น ฉลาดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for the Future Academy) สวทช. ขอแนะนำหลักสูตร "AI for Local Government: AILG" หลักสูตรอบรม In-house Training ที่ออกแบบมาเพื่อ อบจ., เทศบาล และ อบต. โดยเฉพาะ!
ทำไมต้องหลักสูตร AILG?
✅ Workshop เข้มข้นกว่า 60%: ได้ลงมือปฏิบัติจริงกับภารกิจของหน่วยงานตนเอง
✅ เครื่องมือปลอดภัย & ใช้ได้จริง: ใช้ AI อเนกประสงค์ชั้นนำควบคู่กับหลัก PDPA และแนวทางราชการ
✅ ได้ผลลัพธ์ทันที: แจก Prompt Template พร้อมใช้งาน และฝึกสร้างเอกสารจริงระหว่างอบรม
✅ ครอบคลุมทุกภารกิจ: งานเอกสารสารบรรณ, งานวิเคราะห์ข้อมูล-งบประมาณ, งานบริการประชาชน (Chatbot/Line OA) และงานประชาสัมพันธ์
✅ รับวุฒิบัตรรับรอง: สําหรับผู้เข้าร่วมทีผ่านเกณฑ์การประเมิน
📍 รูปแบบการอบรม: In-house Training (2 วัน / 12 ชั่วโมง)
🌐 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: www.career4future.com/ailg
📞 สอบถาม/สำรองการอบรม: 02 644 8150 ต่อ 81892 (คุณเมธภัค), 81898 (คุณฉวีวรรณ)
📧 Email: npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
AI & Storytelling for Business Growth: เล่าเรื่องให้ปัง สั่งได้ด้วย AI สูตรลัดติดสปีดขับเคลื่อนองค์กร
ในยุคที่การสื่อสารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การสร้างสื่อที่สามารถดึงดูดความสนใจและถ่ายทอดสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ หลักสูตร AI & Storytelling for Business Growth ได้รับการออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารองค์กรยุคใหม่ โดยผสานศาสตร์แห่ง Business Storytelling เข้ากับศักยภาพของ Generative AI เพื่อยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้มีคุณภาพ รวดเร็ว และตอบโจทย์การใช้งานจริงในองค์กร
ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสื่ออย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์ประเด็น การวางโครงเรื่อง การใช้ AI ช่วยคิดไอเดียและเขียนสคริปต์ เทคนิคการพูดหน้ากล้อง การถ่ายทำวิดีโอด้วยสมาร์ตโฟน ไปจนถึงการตัดต่อด้วย CapCut พร้อม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างผลงานวิดีโอสำหรับองค์กรที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีหลังจบหลักสูตร
สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ
เรียนรู้การสร้าง Storytelling ที่ช่วยให้การสื่อสารองค์กรมีประสิทธิภาพและน่าสนใจ
ประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยคิดคอนเทนต์ เขียนสคริปต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
พัฒนาทักษะการพูดหน้ากล้องและการนำเสนออย่างมืออาชีพ
เรียนรู้การผลิตวิดีโอด้วยสมาร์ตโฟนและการตัดต่อผ่าน CapCut
สร้างผลงานวิดีโอองค์กร 1 ชิ้น พร้อมนำไปใช้งานจริง
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
ผู้บริหารและหัวหน้างาน
บุคลากรด้านการตลาดและสื่อสารการตลาด (Marketing & MarCom)
บุคลากรด้านประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร (PR & Corporate Communication)
บุคลากรด้านทรัพยากรบุคคล (HR / Internal Communication)
ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กร
กำหนดการอบรม
วันที่: 8–9 กันยายน 2569
เวลา: 09.00–16.30 น.
สถานที่: โรงแรมเซ็นจูรี พาร์ค กรุงเทพฯ
รูปแบบการอบรม: บรรยาย 30% และ Workshop 70%
ค่าลงทะเบียน
12,840 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับบุคคลทั่วไปและหน่วยงานเอกชน
12,000 บาท สำหรับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยภาครัฐ
รับส่วนลด 10% เมื่อสมัครตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมอบรมได้ที่ https://www.career4future.com/aistory หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81889
ปฏิทินกิจกรรม
จังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับ MTEC สวทช. สร้าง Green City จัดอบรมทำถ่านชีวภาพ ลดการเผา ลดโลกร้อน ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม
3 สิงหาคม 2569 ณ อำเภอแม่ลา จังหวัดสิงห์บุรี - ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่าย จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "พลิกฟื้นผืนดินสิงห์บุรี จากเศษชีวมวลสู่ทองคำดำแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน" ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 เพื่อผลักดันจังหวัดสิงห์บุรีเป็นเมืองนำร่อง Low Carbon (Sing Buri Sandbox) โดยได้รับเกียรติจาก นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา และประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้สนใจในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 100 คน
โครงการนี้ดำเนินการโดย ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม และคณะนักวิจัย MTEC ภายใต้โครงการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิการผลิตไบโอชาร์ เพื่อจัดทำมาตรฐานคุณภาพและการกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวรในระดับอาเซียน โดยมุ่งแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย และผักตบชวา ควบคู่ไปกับการแก้ไขวิกฤตดินเสื่อมโทรมที่มีอินทรียวัตถุต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรไทยกว่า 62%
ภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีและกิจกรรมฝึกอบรมหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นกระบวนการสกัดคาร์บอนจากชีวมวลผ่านการเผาแบบอับอากาศ ได้ถ่านที่มีรูพรุนมหาศาลอันเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างดินให้อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้อย่างถาวร นอกจากนี้ยังมีการสาธิตนวัตกรรมเตาเผาชีวมวลต้นทุนต่ำสำหรับครัวเรือน อาทิ "เตาคู่แฝด" โดยคุณประสาน สุขสุทธิ์ จากสวนไผ่โป่ยแจ่ม รวมถึงเตาเผาอีก 4 รูปแบบ ได้แก่ Aom's kiln, TLUD ดั้งเดิม, Kontiki และเตาคอนโด ซึ่งดำเนินการสาธิตโดยคุณขวัญภิรมย์ฑร สุขศรีญ์ จากบริษัท ไบโอชาร์ ไลฟ์ จำกัด ในส่วนของการต่อยอดสูตรปุ๋ยและการลดต้นทุนการผลิต มีการสาธิตการนำไบโอชาร์ไปหมักร่วมกับจุลินทรีย์และผสมกับปุ๋ยอินทรีย์-เคมี เพื่อสร้างคุณสมบัติปุ๋ยละลายช้า โดยคุณนภัสวรรณ สุนทร จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งแนะนำการนำน้ำส้มควันไม้มาใช้ไล่แมลงศัตรูพืชอีกด้วย
การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรยุคใหม่ ยกระดับจังหวัดสิงห์บุรีสู่การเป็น Smart & Green City ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมด้านความมั่นคงในงาน “รักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 9” ถ่ายทอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน "รักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 9" ภายใต้แนวคิด "เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน ก้าวทันอนาคต" ระหว่างวันที่ 4–6 สิงหาคม 2569 ณ อาคารต้อนรับ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนเห็นบทบาทของงานวิจัยในการพัฒนาประเทศ โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก พิทูร เจริญยิ่ง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานในพิธี
ภายในงาน สวทช. นำเสนอผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ จำนวน 2 ผลงานสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีความมั่นคงน่านฟ้าจาก เนคเทค สวทช. ซึ่งบูรณาการเทคโนโลยีโดรนเพื่อภารกิจด้านความมั่นคง ประกอบด้วย Drone Defender ระบบรบกวนสัญญาณโดรนที่สามารถตัดการสื่อสารและระบบนำทางของโดรนคุกคาม ผ่านการใช้งานจริงในภารกิจอารักขาคลังสรรพาวุธ สนามบิน ค่ายทหาร และพื้นที่ชายแดนต่อเนื่องมากกว่า 8 ปี ทำงานร่วมกับ Autonomous Charging Dock สถานีชาร์จแบตเตอรี่โดรนอัตโนมัติที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น รองรับการชาร์จโดรนหลากหลายรุ่นด้วยระบบ Contact Charging พร้อมระบบดูดอากาศเพื่อลดแรงลมขณะลงจอด และสามารถควบคุมระยะไกลผ่านเครือข่าย Wi-Fi ช่วยให้โดรนปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าระวังได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้กำลังพลเปลี่ยนแบตเตอรี่ภาคสนาม ผลงานดังกล่าวนำเสนอโดย คุณสุรเดช โชติช่วง และคุณพีระพงศ์ ฟักเขียว นักวิจัยจากเนคเทค สวทช.
อีกหนึ่งผลงานวิจัยที่นำเสนอคือ วัสดุขั้นสูงสำหรับงานป้องกันและการใช้งานสองทาง (Advanced Materials for Dual-Use Protection Applications) จาก เอ็มเทค สวทช. ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนาวัสดุเกราะแข็งและระบบเกราะคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบาแต่ให้ความแข็งแกร่งสูง สำหรับภารกิจด้านความมั่นคงและการประยุกต์ใช้ทั้งในภาคทหาร ตำรวจ และพลเรือน (Dual-Use) โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 2 รายการ ได้แก่ เสื้อเกราะแข็งคอมโพสิต (Composite Body Armor) ที่ผ่านมาตรฐานการป้องกันกระสุนระดับ NIJ Level III และ III+ และแผ่นเกราะกันกระสุนสำหรับยานพาหนะ (Vehicle Armor Panels) ระดับ III ซึ่งพัฒนาจากองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเกราะเซรามิกขั้นสูง การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) และวิศวกรรมความน่าเชื่อถือ (Reliability Engineering) เพื่อยกระดับความปลอดภัยของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ผลงานนำเสนอโดย ดร.กรรณิการ์ เดชรักษา ดร.ประภัสสร นำเกียรติสกุล และคุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว นักวิจัยจากเอ็มเทค สวทช.
งาน "รักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 9" จัดขึ้นเพื่อบูรณาการองค์ความรู้จากพิพิธภัณฑ์และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 28 แห่ง ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นชาติไทยในหลากหลายมิติผ่านนิทรรศการ การเสวนาวิชาการ การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และการเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแห่งชาติ โดยแบ่งพื้นที่การเรียนรู้ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Zone อดีต นำเสนอประวัติศาสตร์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ Zone ปัจจุบัน สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและพลังของเยาวชน และ Zone อนาคต ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
การเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมออกสู่สังคม พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของงานวิจัยในฐานะกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เชิญร่วมงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026)
📣 เชิญร่วมงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026)
พบกับเวทีสำคัญของอุตสาหกรรม แผ่นวงจรพิมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ
ไฮไลต์ภายในงาน
🔹 ผู้แสดงสินค้ากว่า 300 บริษัท
🔹 ผู้เข้าร่วมงานกว่า 7,000 ราย
🔹 การประชุมและสัมมนากว่า 55 หัวข้อ
🔹 Power 2 Motion
🔹 Workforce Pavilion by BOI/NXP
🔹 Hand Soldering Competition by GEA
🔹 BOI Buyer Village
🔹 BOI Forum
📅 26–28 สิงหาคม 2569
📍 อาคารแสดงสินค้า 98–99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ
ร่วมติดตามเทคโนโลยี สร้างเครือข่าย และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาค
ข่าว
ข่าวหน่วยงานภายนอก
NQI สวทช. ชู ‘วิเคราะห์ทดสอบมาตรฐาน’ แบบไร้รอยต่อ ตัวช่วยผู้ประกอบการไทย ฝ่าด่านมาตรการ ‘การค้าโลก’
ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศในปี 2569 ที่เต็มไปด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด ทั้งกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green Regulation) มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า และมาตรฐานสีเขียว นวัตกรรมไทยจะเติบโตจากนิยามแค่เพียงไอเดียดีและราคาถูกอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการส่งออกสินค้านวัตกรรมไทยสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนอุตสาหกรรมสุขภาพ หัวใจสำคัญที่จะพาผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามอุปสรรคทางการค้าระดับโลกได้ คือ “โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ” (National Quality Infrastructure: NQI) ที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์และทดสอบมาตรฐานสินค้าไทยให้เป็นไปตามกฎระเบียบของคู่ค้าทั่วโลกได้แบบไร้รอยต่อ(เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน ภายใต้หัวข้อ “ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล ด้วยเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางมาตรฐานสากล และแนวโน้มการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยในเวทีการค้าโลก กับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจาก 5 ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบและบริการวิศวกรรมระดับแถวหน้า ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศของ สวทช. ได้แก่ 1) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) 2) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) 3) ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED) 4) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) และ 5) ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) ผนึกกำลังทำหน้าที่เป็น “ปราการด่านสำคัญ” ในการตรวจ วิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองมาตรฐาน เพื่อนำพานวัตกรรมไทยติดปีกบินสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงPTEC: ผู้นำด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากลดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) กล่าวว่า PTEC มุ่งเน้นการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน แบตเตอรี่ อุปกรณ์ยานยนต์ ไปจนถึงระบบเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและการประหยัดพลังงานตามที่นานาชาติกำหนด โดยอุปสรรคใหญ่ที่สุดของผู้ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย คือกฎระเบียบด้านความปลอดภัย EMC และการประหยัดพลังงานของประเทศคู่ค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากส่งไปตรวจซ้ำที่ต่างประเทศจะมีต้นทุนสูงและเสียเวลาหลายเดือน PTEC จึงเป็นเหมือน “Passport” ของสินค้าไฟฟ้าไทย ด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล (ILAC/IECEE) ที่ช่วยรับรองมาตรฐานได้เทียบเท่าห้องปฏิบัติการในยุโรปและอเมริกา ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการส่งออกให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ทันที“ตัวอย่างความสำเร็จ PTEC ร่วมมือกับค่ายผู้ผลิต EV Charger โซลาร์อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ยานยนต์มอเตอร์ไซค์ และเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ในการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า การทดสอบ EMC และประสิทธิภาพการใช้งานตามมาตรฐานสากล ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำใบรับรองไปยื่นผ่านด่านศุลกากรยุโรปได้สำเร็จ โดยไม่ต้องเดินทางไปตรวจต่างประเทศ”NCTC: วิเคราะห์เชิงลึกด้วยเครื่องมือขั้นสูง สร้างข้อมูลวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ด้าน ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) กล่าวว่า NCTC ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ เคมี ชีววิทยา และจุลชีววิทยา ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 รวมถึงการวิเคราะห์เฉพาะทางสำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และนำไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม“บทบาทของ NCTC ไม่ได้เป็นเพียงการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเพื่อยืนยันผลตามมาตรฐาน แต่คือการสร้างข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในกระบวนการพัฒนา และเพิ่มความพร้อมในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล”ปัจจุบัน NCTC ให้บริการแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยกว่า 700 รายต่อปี รองรับงานวิเคราะห์ทดสอบมากกว่า 30,000 รายการต่อปี ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่ม อาทิ อาหาร สมุนไพร กัญชา กัญชง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดNFED: เปลี่ยนงานวิจัยและไอเดียให้เป็นต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงนายวรวิทย์ จันทร์สีหราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED) กล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนักวิจัย ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup คือการขาดทรัพยากรด้านวิศวกรรม เครื่องมือ และบุคลากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ส่งผลให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงหรือเชิงพาณิชย์ได้NFED จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์ออกแบบและพัฒนาต้นแบบเชิงวิศวกรรมของ สวทช. ที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และระบบต้นแบบที่ใช้งานได้จริง โดยให้บริการตั้งแต่การออกแบบเชิงวิศวกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างต้นแบบด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ การพัฒนาเครื่องมือ เครื่องจักร ระบบทดสอบ และระบบอัจฉริยะ (IoT) เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนผลิตจริง“ก่อนที่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจะเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองมาตรฐาน จำเป็นต้องมีต้นแบบที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาทางวิศวกรรมอย่างเหมาะสมเสียก่อน ซึ่ง NFED ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้กลายเป็นต้นแบบที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง”ปัจจุบัน NFED สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนากว่า 50 โครงการต่อปี ให้บริการผู้ประกอบการ SMEs และ Startup 20-25 รายต่อปี ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านออกแบบวิศวกรรมแก่นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปกว่า 250 คนต่อปี และเข้าร่วมโครงการวิจัยพัฒนาของ สวทช. ประมาณ 2-3 โครงการต่อปี“ตัวอย่างการดำเนินงานที่สะท้อนบทบาทของ NFED คือการออกแบบพัฒนา Battery Safety Box หรือกล่องนิรภัยสำหรับจัดเก็บและขนส่งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ผ่านการใช้งานแล้ว เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการจัดการแบตเตอรี่ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศ”นายวรวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า “NFED ไม่ได้ช่วยเพียงสร้างต้นแบบ แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมที่ช่วยให้นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการทดสอบ รับรองมาตรฐาน และต่อยอดสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง”CTEC: มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและวัสดุก่อสร้างนางสาวิตรี กองเกียรติวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) กล่าวว่า ในยุคที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ CTEC ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เซรามิก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และวัสดุสัมผัสอาหาร ครอบคลุมการทดสอบด้านกายภาพและเคมี รวมถึงการตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม ตลอดจนสารอันตรายตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องปัจจุบัน CTEC มุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการทดสอบทางเคมีให้รองรับผลิตภัณฑ์และวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งวัสดุสัมผัสอาหารประเภทเซรามิก โลหะ สเตนเลส กระดาษ และพลาสติก รวมถึงวัสดุย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradable) ตลอดจนการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและสารอันตราย เช่น RoHS เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการทดสอบที่จำเป็นภายในประเทศ ลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในต่างประเทศ และนำผลการทดสอบไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป“ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา CTEC มีส่วนช่วยผู้ประกอบการไทยด้านภาชนะเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารในการลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในประเทศ รวมถึงรองรับการทดสอบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม อาทิ วัสดุทดแทนกระเบื้อง ขณะเดียวกัน ในฐานะหน่วยตรวจสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 5 CTEC ยังมีส่วนสนับสนุนการคัดกรองผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก่อนเข้าสู่ตลาดไทย และมีส่วนร่วมในการจัดทำและพัฒนามาตรฐานระดับประเทศ เช่น มาตรฐานกระเบื้องเซรามิก”TBES: ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้มาตรฐานสากล OECD GLP เปิดทางสู่ตลาดโลกดร.ภญ. รวิวรรณ มณีรัตนโชติ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) ให้ข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ล้วนต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ความปลอดภัย (Safety) ประสิทธิภาพ (Efficacy) และคุณภาพ (Quality) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศTBES สวทช. เป็นหน่วยงานที่ให้บริการทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล OECD GLP ซึ่งในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้เพียง 9 แห่ง การทดสอบกับ TBES จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ใบเบิกทางกฎหมาย” สำหรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้กว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องทดสอบซ้ำ ตามข้อตกลงระหว่างประเทศในระบบ Mutual Acceptance of Data (MAD) ของ OECD ทำให้ลดระยะเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งทดสอบต่างประเทศTBES มุ่งพัฒนาศักยภาพการทดสอบในระบบที่ไม่ใช้สัตว์ทดลอง (Non-animal Testing) ไม่ว่าจะเป็นระบบเซลล์และเนื้อเยื่อสามมิติ ระบบทางจุลชีววิทยา และระบบทางเคมี โดยอ้างอิงวิธีมาตรฐานสากลตาม OECD Test Guidelines สำหรับสารเคมี และ ISO 10993 Series สำหรับเครื่องมือแพทย์ การทดสอบที่เปิดให้บริการ เช่น ความเป็นพิษต่อเซลล์ การระคายเคืองต่อผิวหนัง/ดวงตา การกระตุ้นการแพ้ทางผิวหนัง เป็นต้นนอกจากการทดสอบด้านความปลอดภัยแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสื่อสารถึงคุณสมบัติหรือประสิทธิภาพในการใช้งาน ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งเม็ดสีของผิวหนัง และประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดสากลอย่างยั่งยืน“ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา คือการที่ TBES มีส่วนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ตามเกณฑ์ระดับสากลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์และวางแผนจากข้อมูลที่มีอยู่ การทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพ (Biocompatibility Testing) ตลอดจนการประเมินทางชีวภาพ (Biological Evaluation) ปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทยมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบริการให้คำปรึกษาทางวิชาการและการทดสอบทางเทคนิค”ด้วยบทบาทของ TBES สวทช. ในการสนับสนุนการทดสอบตามมาตรฐานสากล หน่วยงานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติได้อย่างมั่นใจอย่างไรก็ตามการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้องมีการวางแผนด้านมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีหน่วยงาน NQI คอยสนับสนุนทั้งด้านการทดสอบด้านความปลอดภัย ฟังก์ชันการทำงาน และความน่าเชื่อถือให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ธุรกิจไทย ลดต้นทุนและลดความเสี่ยง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายได้ทั่วโลกเพราะนวัตกรรมที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากความใหม่ แต่วัดจากความเชื่อมั่น นั่นคือ “มาตรฐาน” ที่สร้างได้ผู้ประกอบการสามารถติดต่อหน่วยงานภายใต้ NQI ได้ที่PTEC: 02-117-8600 ต่อ 8611-8614 Email: sales@ptec.or.thNCTC: 02-564-6111 Email: nctc@nstda.or.thNFED: 02-564-7000 ต่อ 1800-1801 Email: nfed@nstda.or.thCTEC: 02-564-6500 ต่อ 4215 หรือ 71960 Email: ctec@nstda.or.thTBES: 02-564-7000 ต่อ 71701 Email: sales.tbes@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


