ผลการค้นหา :
เนคเทค สวทช. เปิดเส้นทาง “ปทุมมา” – จากโมเดลภาษาไทยของคนไทย สู่ “Pathumma Connect” แพลตฟอร์ม Agentic AI เพื่อภาครัฐและประชาชน
จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทย สู่ผู้ช่วย AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ลงมือทำงานให้จบ - ครอบคลุมเกษตร ภาครัฐ น้ำ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และองค์กร
(วันที่ 15 กันยายน 2569) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมนักวิจัยพบสื่อมวลชน หรือ NSTDA x Press Interviews ประกาศยกระดับระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ “ปทุมมา” (Pathumma) จากโมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติไทย Pathumma LLM สู่ “Pathumma Connect” แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่เชื่อมโยงเครื่องมือ ข้อมูล และบริการของหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ของคนไทยก้าวจากการ “ตอบคำถาม” ไปสู่การ “ลงมือทำงาน” ให้กับภาครัฐ ภาคการศึกษา และประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ บนโครงสร้างพื้นฐาน AI อธิปไตยของประเทศ
จุดเริ่มต้น: Pathumma LLM โมเดลภาษาไทยของคนไทย
ดร.วาทยา ชุณห์วิจิตรา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า Pathumma LLM คือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่เนคเทค สวทช. พัฒนาขึ้นบนรากฐานงานวิจัยด้านการประมวลผลภาษาและเสียงภาษาไทยที่สั่งสมมากว่า 20 ปี เปิดตัวเมื่อปี 2567 ด้วยความตั้งใจที่จะสร้าง AI ที่เข้าใจภาษา บริบท และวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งโมเดลจากต่างประเทศยังมีข้อจำกัดที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นเพื่อภาษาไทยโดยตรง
ทั้งนี้ Pathumma LLM ที่เนคเทค สวทช. พัฒนาขึ้นรองรับการทำงาน 3 โหมด ได้แก่ ข้อความ (Text) ภาพ (Vision) และเสียง (Audio) และเปิดให้นักพัฒนา หน่วยงาน และผู้สนใจดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรีในรูปแบบโมเดลเปิด (Open Model) ผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างอธิปไตยด้านปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลของประเทศ ที่หน่วยงานสามารถนำไปติดตั้งใช้งานในระบบของตนเองได้โดยข้อมูลไม่รั่วไหลออกนอกองค์กร
จากโมเดล สู่บริการที่ใช้งานจริง
ดร.ศราวุธ คงยัง หัวหน้าโครงการ Pathumma LLM กล่าวเสริมว่า ตลอดปี 2568 เนคเทคต่อยอด Pathumma LLM สู่บริการ AI ที่หน่วยงานนำไปใช้ได้ทันที อาทิ 0 ระบบถาม-ตอบจากเอกสาร, DocGen ผู้ช่วยร่างเอกสารราชการ เช่น TOR MOU และข้อเสนอโครงการ, DocTOR ระบบตรวจทานเอกสาร และ PartiiNote ระบบถอดความและสรุปการประชุมอัตโนมัติ รวมถึง LangMind แพลตฟอร์มที่ช่วยให้หน่วยงานสร้าง AI Chatbot ของตนเองได้จากเอกสารความรู้ที่มีอยู่ โดยทุกคำตอบอ้างอิงเอกสารจริงของหน่วยงานและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เมื่อไม่มั่นใจ
บริการเหล่านี้ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายหน่วยงาน เช่น ระบบผู้ช่วย AI สนับสนุนการปฏิบัติงานภายในกรมสรรพากร ระบบผู้ช่วยการเรียนการสอน (AI Tutor) ในสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนระบบสนับสนุนข้อมูลด้านภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง การเกษตร และการวิเคราะห์เชิงลึกด้านทรัพยากรน้ำ
ก้าวสำคัญ Pathumma Connect — จากตอบคำถาม สู่ลงมือทำ
ล่าสุด เนคเทค สวทช. ยกระดับระบบนิเวศปทุมมาอีกขั้นด้วย “Pathumma Connect” แพลตฟอร์ม Agentic AI ที่เชื่อมโยงเครื่องมือ ข้อมูล และบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านสถาปัตยกรรม MCP (Model Context Protocol) ทำให้ผู้ช่วย AI ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่สามารถทำงานหลายขั้นตอนให้เสร็จในบทสนทนาเดียว เช่น ตรวจสอบสิทธิ เตรียมเอกสาร กรอกแบบฟอร์ม และติดตามสถานะแทนผู้ใช้
Pathumma Connect ครอบคลุมการใช้งาน 7 โดเมน ได้แก่ เกษตร (Agri) ภาครัฐ (Gov) น้ำ (Water) ท่องเที่ยว (Travel) วัฒนธรรม (Cultural) การศึกษา (Education) และองค์กร (Insight) ซึ่งเป็นคลังความรู้ภายในองค์กรพร้อมระบบสิทธิ์การเข้าถึงที่ปลอดภัย
ในภาครัฐ เนคเทคร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พัฒนาต้นแบบ AI Agentic Chatbot กลาง ที่ให้ประชาชนสอบถามบริการภาครัฐจากหลายหน่วยงานผ่านจุดเดียวพร้อมแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ โดยนำร่องกับ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการปกครอง กรมที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมสรรพากร และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
เสียงจากผู้พัฒนาโมเดลภาษาสัญชาติไทย
Pathumma LLM เกิดจากความเชื่อว่าคนไทยต้องมี AI ที่เข้าใจภาษาและบริบทของเราเองอย่างแท้จริง วันนี้เรากำลังพาปทุมมาก้าวต่อไป จากโมเดลที่ตอบคำถามได้ สู่แพลตฟอร์มที่ลงมือทำงานให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐได้จริง โดยที่ข้อมูลของประเทศยังอยู่ในมือของประเทศ
“เป้าหมายของ Pathumma Connect คือการทำให้ทุกหน่วยงานภาครัฐมีผู้ช่วย AI ของตัวเองได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หน่วยงานที่ยังไม่มี Chatbot สร้างได้เองด้วย LangMind หน่วยงานที่มีอยู่แล้วเชื่อมต่อผ่าน Common API แล้วทั้งหมดจะเชื่อมกันเป็น One Chatbot ที่ประชาชนถามทุกเรื่องภาครัฐได้ในจุดเดียว” ดร.ศราวุธ กล่าวย้ำ
ก้าวต่อไป Pathumma Connect
เนคเทค สวทช. อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับ ก.พ.ร. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อขยายผลสู่ Government AI Platform as a Service แพลตฟอร์มกลางที่ช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนของภาครัฐ พร้อมขยาย Pathumma Connect ให้ครบทั้ง 7 โดเมน เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ของคนไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
เกี่ยวกับเนคเทค สวทช.
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของประเทศ มีพันธกิจในการสร้างฐานรากด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
นาโนเทค สวทช. ชูเทคโนโลยีขั้นสูง เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์และความร่วมมือไทย–เกาหลี ตอบเทรนด์ R&D อุตสาหกรรมยาและชีวภาพไทย
ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมบรรยายในหัวข้อ “R&D Trends in Thailand's Pharma & Bio Sector” ภายใต้การประชุม Korea-Thailand Pharmaceutical Forum จัดโดยสำนักงานพาณิชย์เกาหลี ประจำกรุงเทพฯ (KOTRA Bangkok) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์แห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KPBMA) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนำเสนอภาพทิศทางการวิจัยและพัฒนาด้านเภสัชภัณฑ์และชีวภาพของไทย ตลอดจนศักยภาพของระบบนิเวศวิจัยที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากสังคมสูงวัย การแพทย์แม่นยำ ชีววัตถุ การค้นพบและพัฒนายาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Nanomedicine ส่งผลให้การพัฒนายาและการรักษามุ่งสู่ความจำเพาะต่อผู้ป่วย การใช้ข้อมูลทางชีวภาพ และเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น
ดร.ภญ.อุรชากล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่เอื้อต่อการยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรทางการเกษตรที่สามารถต่อยอดเป็นสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ระบบบริการสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่มีความพร้อม รวมถึงระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนาที่ประกอบด้วยหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งเชื่อมโยงการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การทดสอบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จริง โดยมี สวทช. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิจัยกับภาคอุตสาหกรรมและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ
สำหรับ แนวโน้ม R&D ของประเทศไทย มีทิศทางสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1) Advanced Therapies & Biologics การพัฒนาชีววัตถุ วัคซีน Biosimilars และการรักษาขั้นสูง เช่น ATMP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านสุขภาพและการผลิตภายในประเทศ 2) Precision Medicine & Omics การใช้ข้อมูลจีโนม Biomarkers และเทคโนโลยีโอมิกส์เพื่อสนับสนุนการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย 3) AI & Digital Health การประยุกต์ใช้ AI ในการค้นพบและพัฒนายา การแพทย์ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ 4) RNA & Advanced Delivery การพัฒนา mRNA และระบบนำส่งขั้นสูง เช่น LNPs ไมโครนีดเดิล และนาโนแคริเออร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความจำเพาะของการนำส่งสารออกฤทธิ์ 5) Natural Products for Health & Wellness การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของไทยผ่านการค้นหาและพัฒนาสารออกฤทธิ์ การทำให้มีมาตรฐาน และนาโนเอนแคปซูเลชัน และ 6) Biomanufacturing & Translation การขยายขนาดการผลิต การพัฒนากระบวนการตามมาตรฐาน GMP, CMC และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์จริง ทั้งหมดสอดคล้องกับทิศทางกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ สวทช. ให้ความสำคัญ
ในส่วนของนาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว โดยเฉพาะระบบนำส่งยาและนาโนเมดิซีน อาทิ เทคโนโลยี Lipid Nanoparticles (LNPs) สำหรับการนำส่ง mRNA วัคซีน และกรดนิวคลีอิก การเพิ่มชีวประสิทธิผลและควบคุมการปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ รวมถึงเทคโนโลยีไมโคร/นาโนนีดเดิลสำหรับการนำส่งผ่านผิวหนังและการวินิจฉัยแบบ minimally invasive ตลอดจนเซนเซอร์ชีวภาพและชุดตรวจแบบรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดและทำให้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้สารออกฤทธิ์จากธรรมชาติที่ได้มาตรฐาน และเทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ ความงาม และเวลเนส
พร้อมยกตัวอย่างการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ N-JOINT แพลตฟอร์มไมโครนีดเดิลสำหรับนำส่งยาผ่านผิวหนัง ซึ่งมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทสตาร์ทอัปและนำไปใช้ทางคลินิกในเครือข่ายโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล รวมถึงขยายการใช้งานในเครือข่าย BDMS และ DoPoom แผ่นไมโครนีดเดิลสำหรับทดสอบภูมิแพ้ที่มุ่งลดความเจ็บปวดและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกันก็ริเริ่ม โครงการ SME QUP (Quality Upgrade Platform for Health SMEs) สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่การประเมินความพร้อมของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนาโน การประเมินความคงตัว คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล ไปจนถึงการเตรียมข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาด
ดร.ภญ.อุรชากล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และชีวภาพจำเป็นต้องเชื่อมโยงการวิจัย เทคโนโลยี การผลิต และตลาด เข้าด้วยกัน โดยนาโนเทค สวทช. มุ่งทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงความเป็นเลิศด้านการวิจัยกับการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับความร่วมมือไทย–เกาหลี มีโอกาสต่อยอดร่วมกันในด้าน LNPs ระบบนำส่งยาแบบจำเพาะ การพัฒนาสูตรยานาโนที่ใช้ AI การทดสอบทางคลินิก การขยายกำลังการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์และการผลิตระดับนำร่องตามมาตรฐาน GMP ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและกลไกทุนวิจัยร่วม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเภสัชภัณฑ์และสุขภาพของทั้งสองประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 14 ก.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569ควบคุมโรคและภัยสุขภาพในเรือนจำ ด้วย Traffy Fondue ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำทั่วประเทศ อว. ผนึก สธ.- ยธ. นำ “Traffy Fondue” พัฒนาเป็นระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนโรคแบบ Real-time สกัดการแพร่ระบาดสู่ชุมชน ... >> อ่านต่ออัปเกรด “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” สวทช. ขนนวัตกรรมปั้นร้อยเอ็ดสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน ผสานแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” แปลงทุนวัฒนธรรมสร้างคัมภีร์ชุมชนดิจิทัล ชูจุดขายพิพิธภัณฑ์มีชีวิต คู่วิทยาศาสตร์เพิ่มมูลค่าดอกปทุมมา-ผ้าไหมพื้นถิ่น-นวัตกรรมอาหาร เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ BCG ครบวงจร ... >> อ่านต่อสวทช. – KETI เกาหลีใต้ ผนึกกำลังร่วมวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง : ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมผู้บริหารต้อนรับ KETI เกาหลีใต้ หารือความร่วมมือ 4 ด้าน: AI อุตสาหกรรม คาร์บอน พลังงานหมุนเวียน และเซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ผ่านการบริหาร IP ถ่ายทอดเทคโนโลยี หนุน Spin-off และเดินหน้าโครงการนำร่องร่วมกับภาคธุรกิจ ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
ไบโอเทค สวทช. – NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง
ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง
นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน
ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ
สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป
ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป
ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. แชร์โมเดล “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ร่วมกับ สสวท. ยกระดับมาตรฐาน ITA ภาครัฐ
เพราะ “องค์กรที่ดี” ไม่ได้วัดแค่ผลลัพธ์การทำงาน แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะศึกษาดูงานจาก สสวท. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านแนวทางการดำเนินงาน และ Best Practices ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วันที่ 14 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นำโดย นายกุลกวี ชินสกุลรัตนชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการพร้อมด้วยคณะบุคลากร สสวท. ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)
การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกระบวนการทำงาน กลไกการเปิดเผยข้อมูล การส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในองค์กร ตลอดจนมาตรการป้องกันการทุจริตที่นำไปใช้ได้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน
ในฐานะหน่วยงานวิจัยภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล สวทช. มีผลการประเมิน ITA อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนองค์กรให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการของ สสวท. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมิน
ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า
“สวทช. มุ่งมั่นที่จะเป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกผลงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องเริ่มต้นจากระบบการบริหารจัดการองค์กรที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ การร่วมถ่ายทอดโมเดลการทำงานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแบ่งปันความรู้ระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”
ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สสวท. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม และส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ยศชนัน” Kick-off ความร่วมมือกระทรวง อว. – กระทรวงแรงงาน พัฒนากำลังคน ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งเป้า 1 หมื่นคน ภายใน 5 ปี
วันที่ 14 กันยายน 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร : ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Kick-off ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ระหว่างกระทรวงแรงงาน กับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ระหว่างกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมการจัดหางาน กับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสนี้มี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. เข้าร่วมในพิธี
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมดต้องใช้ชิปเซมิคอนดักเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล ควบคุมอุปกรณ์ และส่งสัญญาณ ทั้งสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และรถยนต์ EV จึงมีการพึ่งพาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในการทำงาน ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การจะพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยกำลังแรงงานที่มีฝีมือ มีความสามารถด้านเทคนิคและทักษะเฉพาะทาง กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพราะเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมีแนวทางสำคัญ คือ ไม่ใช่แค่ผลิตบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย แต่ต้องพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ช่างเทคนิค วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย รวมถึงการ Upskill และ Reskill ให้คนที่ทำงานอยู่แล้วมีทักษะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
“ความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในวันนี้ จึงเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศของ 2 กระทรวง ได้แก่ กระทรวง อว. มีจุดแข็งด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนระดับอุดมศึกษา การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม และกระทรวงแรงงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะกำลังแรงงาน การยกระดับสมรรถนะของแรงงาน และการเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เมื่อจุดแข็งของทั้งสองกระทรวงมาทำงานร่วมกัน เราจะสามารถเชื่อมการผลิตกำลังคน กับ ความต้องการกำลังคน ให้เป็นระบบเดียวกันได้” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้มีการ Kick-off เพื่อประกาศเจตนารมณ์และแสดงพลังความร่วมมือของทั้งสองกระทรวง ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
“งานในวันนี้ยังมีสัมมนาถอดรหัสความต้องการขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงาน คาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยี และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เป้าหมายดำเนินการระยะเวลา 5 ปี จำนวน 10,000 คน โดยการพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะเป็นภารกิจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีแผนจะดำเนินโครงการยกระดับศักยภาพแรงงานรองรับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ จำนวน 1,000 คน ซึ่งกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยจะได้รับการพัฒนาภายใต้โครงการนี้ โดยเป้าหมายนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องได้รับความร่วมมือที่ดีทั้งเทคโนโลยี บุคลากร และสถานที่จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” นายจุลพันธ์ กล่าว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. ต้อนรับคณะ พพ. เปิดมุมมองเทคโนโลยีพลังงาน สานความร่วมมือขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต
วันที่ 10 กันยายน 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมด้านเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะ จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงาน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยนักวิจัยและทีมวิจัย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งคณะผู้เข้าอบรมได้รับฟังการบรรยายภาพรวมและพันธกิจวิจัยของ ENTEC รวมถึงงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงชีวภาพ บรรยายโดย ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน และงานวิจัยด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน บรรยายโดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน และ ดร.เปรียว เอี่ยมละมัย นักวิจัย ก่อนเข้าเยี่ยมชมผลงานและห้องปฏิบัติการของทีมวิจัยในสาขาต่าง ๆ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า พพ. ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของ ENTEC และทั้งสองหน่วยงานมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน โดยเฉพาะพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงการขยายความร่วมมือไปสู่เชื้อเพลิงแห่งอนาคตอย่าง Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญต่อการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโจทย์ด้านพลังงานของประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากการมุ่งเน้นเพียงการจัดหาและผลิตพลังงาน ไปสู่การออกแบบระบบพลังงานที่ต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพ ความมั่นคง ความยืดหยุ่น การลดการปล่อยคาร์บอน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างบูรณาการ ENTEC พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ
ดร.สมบุญ กล่าวต่อว่า ENTEC ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสร้างองค์ความรู้ด้านพลังงาน แต่เป็นกลไกเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อผลักดันองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และร่วมออกแบบระบบพลังงานเชื่อมโยงกันเป็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานยุคใหม่ประเทศไทย การเยี่ยมชมครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาดูงานในห้องปฏิบัติการ แต่เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัยกับผู้ปฏิบัติงานด้านนโยบายและเทคโนโลยีพลังงาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาด การบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด การพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับภาคการขนส่ง ไปจนถึงการกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเยี่ยมชมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงาน และอาจนำไปสู่การพัฒนาโจทย์วิจัยหรือความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่าง พพ. และ ENTEC สวทช. ในอนาคต
บรรยากาศการเยี่ยมชม
ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์นำเสนอผลงานวิจัยด้านแสงอาทิตย์ โดย ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัย และ ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ครอบคลุมการพัฒนาเซลล์ แผงโซลาร์ และระบบติดตามจัดการแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้ว ในส่วนงานด้าน Smart Grid นำเสนอโดย ดร.พีระวุฒิ ชินวรรังสี นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในยุคที่ระบบพลังงานกำลังเปลี่ยนจากระบบแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นและมีความชาญฉลาดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน คณะผู้เยี่ยมชมได้ศึกษางานวิจัยด้านพลังงานทดแทน เชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง อาทิ ผลงาน EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ และ H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม บรรยายโดย ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง และ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ รวมถึงงานวิจัยด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการบริหารจัดการพลังงานในอนาคต บรรยายโดย ดร.มานพ มาสมทบ นักวิจัยในทีม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. คว้ารางวัลเลิศรัฐ บริการภาครัฐระดับดีเด่น ประจำปี 2569
(10 กันยายน 2569) ณ เมืองทองธานี: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่มีความมุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จ มีความเป็นเลิศ และได้รับการยกย่องเป็นหน่วยงานภาครัฐต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบราชการไทยสู่ความทันสมัย ทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการยกระดับการบริหารงานภาครัฐและสร้างมาตรฐานการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล
ในโอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับรางวัลบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ ประเภทนวัตกรรมการบริการ จากผลงาน “แพลตฟอร์มบริหารจัดการอาหาร โภชนาการ และสุขภาวะนักเรียน (Thai School Lunch & KidDiary)” และ ประเภทขยายผลมาตรฐานการบริการ จากผลงาน “แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง (Traffy Fondue)” โดยมี ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริหารทรัพยากรบุคคล, ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้าน Core Business, ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และ ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) เนคเทค สวทช. ร่วมเป็นผู้รับมอบรางวัล
รายละเอียด 2 ผลงาน สวทช. ที่ได้รับรางวัลบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น
Thai School Lunch & KidDiary (รางวัลประเภทนวัตกรรมการบริการ): แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการด้านอาหาร โภชนาการ และติดตามการเจริญเติบโตตลอดจนสุขภาวะของนักเรียนอย่างรอบด้าน ช่วยให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถจัดสรรอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเหมาะสมตามวัย พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.
Traffy Fondue (รางวัลประเภทขยายผลมาตรฐานการบริการ): แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการปัญหาเมือง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและแก้ไขปัญหาของประชาชนแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงการทำงานระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอย่างไร้รอยต่อ พัฒนาโดยหน่วยบริการนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สวทช.
นวัตกรรมดิจิทัลและ AI ขับเคลื่อนภาครัฐสู่ความยั่งยืน
ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวทช. ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐที่มุ่งสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนความซ้ำซ้อน ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐและลดภาระของประชาชน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสู่กลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการบริหารจัดการเมืองและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ทั้ง 2 แพลตฟอร์มสามารถต่อยอดการใช้งานจริงครอบคลุมระดับประเทศ สร้างผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้อย่างชัดเจนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ “ภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและผลลัพธ์” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างแท้จริง
ข้อมูลเพิ่มเติม
ระบบบริหารจัดการอาหารและโภชนาการสำหรับโรงเรียน: Thai School Lunch
ระบบบันทึกและติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก: KidDiary
แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง: Traffy Fondue
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผสานนวัตกรรมยกระดับ “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” เชื่อมธรรมชาติ–วัฒนธรรม สร้างคุณค่าและรายได้สู่ชุมชนร้อยเอ็ด ดึง “นวนุรักษ์” ปั้นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
วันที่ 9 กันยายน 2569 ณ จังหวัดร้อยเอ็ด - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จัดกิจกรรม“นวัตกรรมสู่ชุมชน ทุ่งกุลาม่วนซื่น: อยู่ดี มีแฮง สร้างคุณค่า สร้างรายได้” พร้อมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำเสนอการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ โดยมี นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วมงานเพื่อกล่าวถึงเป้าหมายและความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด
บูรณาการนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG ยกระดับ “ปทุมมา” และ “สิ่งทอพื้นถิ่น” สร้างมูลค่าเพิ่ม
นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เผยว่า กิจกรรมจัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย BCG Model ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ. 2567–2571 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร และมหาสารคาม โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและการตลาด
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การนำเสนอแปลงไม้ดอกปทุมมา ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ด้านการผลิตที่ สวทช. ถ่ายทอดให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน เพื่อพัฒนาเป็นอาชีพเสริมและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตหัวพันธุ์ การปลูกเป็นไม้กระถาง และการผลิตไม้ตัดดอกจำหน่าย
ปทุมมาที่นำมาจัดแสดงมีจำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วยพันธุ์จากผลงานวิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ (Star Beauty) สตาร์ยูนิเวิร์ส (Star Universe) และสตาร์เพิร์ล (Star Pearl) รวมถึงพันธุ์การค้า ได้แก่ แดงชาโดว์ ลานนาสโนว์ และบ้านไร่เรด สะท้อนการเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตลอดจนการต่อยอดสู่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับและการท่องเที่ยวชุมชน
สวทช. และหน่วยงานเครือข่ายยังนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอไปใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน ได้แก่ การใช้เอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) ในกระบวนการลอกกาวไหม การย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบลวดลายผ้าอัตลักษณ์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งแบคทีเรีย การให้กลิ่นหอม และการสะท้อนน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมยังให้ความสำคัญกับการนำเรื่องราวของพื้นที่มาถ่ายทอดผ่านลวดลายอัตลักษณ์ ได้แก่ ลาย “บ่อพันขัน 1” และลาย “ข้าวปลานาหนองฮี” เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน
ติดอาวุธ “นวนุรักษ์” คลังสมบัติดิจิทัล ปั้นชุมชนเป็นนักจัดการข้อมูล สู่การท่องเที่ยวยั่งยืน
ในมิติของการจัดการข้อมูล นางสาววัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนานวนุรักษ์ อธิบายว่า สวทช. นำแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” (NAVANURAK) มาใช้เป็นเครื่องมือรวบรวมและบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งจากการสำรวจพบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนวัฒนธรรม 345 รายการ โดยมีหัวใจสำคัญคือการให้ “ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล” แพลตฟอร์มนี้เข้ามาทำหน้าที่แปลงความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล อย่างเรื่องเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่จับต้อง สืบค้น และนำไปต่อยอดได้
เบื้องหลังความสำเร็จคือการออกแบบระบบให้เอื้อต่อการใช้งานจริง ยกระดับคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็นนักจัดการข้อมูลท้องถิ่น ที่สามารถรวบรวม บันทึก จัดทำพิกัดภูมิศาสตร์ และร้อยเรียงเรื่องราว (Storytelling) ด้วยตนเอง เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงกันจึงเกิดเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนเส้นทางท่องเที่ยว “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” ซึ่งบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนให้ก้าวสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานระดับโลก (GSTC) ต่อไป
ฮ่วมแฮงฮ่วมใจ ปั้น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” สร้างคัมภีร์ชุมชน
พลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงมาจากความร่วมมือของชุมชน โดยพระปลัด ดร.ขาว คฺตตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ เล่าว่า มีความฝันอยากให้พื้นที่บ่อพันขันเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพื่อให้ทุกคนเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ โดยชูจุดเด่นของการเป็นแอ่งอารยธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีทั้งร่องรอยลานหินตัดขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้สร้างปราสาทขอมโบราณ ตำนานศาลเจ้าปู่ผ่าน และวิถีภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์โบราณ การจัดเก็บเรื่องราวเหล่านี้ลงในระบบนวนุรักษ์ช่วยดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสพื้นที่จริง นอกจากนี้ วัดยังเปิดพื้นที่ให้ สวทช. นำเทคโนโลยีปลูกปทุมมาเข้ามาส่งเสริม ทำให้ชาวบ้านมีดอกไม้จำหน่าย นำหน่ออ่อนไปประกอบอาหาร สร้างรายได้เสริม และเปลี่ยนวัดให้กลายเป็นพื้นที่ “ฮีลใจ” ที่พร้อมรองรับผู้มาเยือนตลอดทั้งปี
นายสายฝน แก้วสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านหญ้าหน่อง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การเก็บข้อมูลอาศัยเพียงการบอกเล่าปากต่อปากผ่านปราชญ์ชุมชน แต่เมื่อระบบนวนุรักษ์เข้ามา ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกจัดระเบียบเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ค้นหาง่าย ทำให้การประสานงานและจัดทำรายงานส่งหน่วยงานรัฐรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องตระเวนสอบถามรายบุคคล ข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เปรียบเสมือน “คัมภีร์ชุมชน” ที่รวบรวมภูมิปัญญาที่เคยถูกมองข้าม นำมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นใหม่ ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน
ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม สู่เส้นทางท่องเที่ยว 4 มิติมาตรฐานสากล
ในมิติเชิงวิชาการ ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่บ่อพันขัน กล่าวว่า พื้นที่บ่อพันขันไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตเกลือโบราณ แต่มีศักยภาพระดับภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ที่หล่อหลอมวิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาสมุนไพร จนกลายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่เชื่อมโยงการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมสังคม ข้อมูลองค์ความรู้ในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ได้กลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำไปออกแบบเป็น เส้นทางท่องเที่ยว 4 รูปแบบ ได้แก่ เส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสีเขียว เส้นทางสุขภาพ และเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมที่ให้นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติจริง ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับบ่อพันขันสู่การเป็น "หมู่บ้านฟื้นสร้าง" (Regenerative Village) ที่สร้างสุขภาวะแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Well-being) ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และก้าวเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมสัมมนาเชิงนิเวศ (Green MICE)
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตศักดิ์ พุฒจร สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ความสำคัญคือ ‘ความเดิมแท้’ (Authenticity) ซึ่งจุดแข็งของบ่อพันขัน คือ ความมุ่งมั่นของชุมชนในการรักษาตัวตนและวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ปรุงแต่ง ผสานกับการนำภูมิปัญญามาต่อยอดสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ (Wellness Community)
ดร.จิตศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้ปรับเปลี่ยนสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ที่นักท่องเที่ยวต้องมีส่วนช่วยรักษาระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การที่ สวทช. นำแพลตฟอร์มนวนุรักษ์เข้ามาจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีวัฒนธรรม จึงเป็นการแปลงภูมิปัญญาที่เคยส่งต่อผ่านคำบอกเล่าให้กลายเป็น ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ (Evidence-based) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก อาทิ มาตรฐาน Green Destinations GSTC อย่างไรก็ตาม การนำคีย์เวิร์ดระดับโลกเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกับนวัตกรรมของ สวทช. แล้วลงมือทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่จริง จึงเปรียบเสมือนการยก "โชว์รูมนวัตกรรมของ สวทช." ออกมาจากห้องปฏิบัติการ แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตัวเองได้อย่างแท้จริง
บูรณาการท่องเที่ยววิถีใหม่ เชื่อม “5 ตำนานร้อยเอ็ด”
นายเก่ง แกล้วกล้า ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า บ่อพันขันมีไฮไลต์ระดับประเทศอย่างการเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” บริเวณโนนขันหมาก เป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ตามแนวทางโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการลดมลภาวะทางแสง พร้อมต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิถีชุมชน ทางจังหวัดจึงเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและคู่มือท่องเที่ยวตามฤดูกาล พร้อมส่งเสริมการดึงข้อมูลจาก "นวนุรักษ์" ไปเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียเพื่อสร้าง Storytelling แบบเรียลไทม์ ให้นักท่องเที่ยวเห็นวิถีชีวิตจริง ซึ่งจะสามารถนำไปบูรณาการเชื่อมโยงกับเส้นทางสายมูตามรอยโบราณสถานกู่ หรือ “5 ตำนานร้อยเอ็ด” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) ครั้งนี้ ได้เปิดประสบการณ์ลงพื้นที่บ่อพันขันแบบครบรส ทั้งเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัดเกาะพันขันรัตนโสภณ สักการะศาลปู่ผ่าน นั่งรถซาเล้งชมธรรมชาติ และร่วมสาธิตทำเกลือโบราณ ก่อนแวะลานจามจุรี ซึ่งจัดเป็นตลาดนวัตกรรมเปิดโอกาสให้พบปะผู้ประกอบการและแลกเปลี่ยนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนทุ่งกุลาม่วนซื่น เช่น “กุลาบีฟ” สเต็กเนื้อนุ่มจากผงหมักโคจิ โดย ไบโอเทค ที่ใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์หมักข้าวหอมมะลิ GI เพื่อย่อยสลายโปรตีนเนื้อส่วนรองให้นุ่มละมุน ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปบ้านสาวแห เครื่องดื่ม Kula Light Sparkling Rice Brew ต้นแบบนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ในรูปแบบข้าวหมักสปาร์กลิง จาก ไบโอเทค ไปจนถึงเมนูอาหารชาติพันธุ์ เพื่อต่อยอดการสร้างอาชีพและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ บุญรอดบริวเวอรี่ จัดงาน FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY ดัน 15 FoodTech & AgriTech Startup ไทยสู่ตลาดโลก
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) ร่วมกับ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดงาน "FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY" ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ชั้น 34 อาคาร Singha Complex กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรมขั้นสูงและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานในพิธี ท่ามกลางความสนใจจากเหล่านักลงทุน ผู้ประกอบการภาคเอกชน นักวิจัย และผู้แทนภาครัฐที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
เทคโนโลยีอาหารและเกษตรกรรม กลไกยกระดับขีดความสามารถประเทศ
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวในพิธีเปิดว่า การพัฒนาเทคโนโลยีอาหารและเกษตรกรรม (FoodTech & AgriTech) ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล โครงการ FOREFOOD COHORT #6 จึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้จากงานวิจัย นโยบายขับเคลื่อนจากภาครัฐ และศักยภาพในการขยายธุรกิจจากภาคเอกชน เพื่อเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
ไฮไลต์ผลงานนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
ไฮไลต์สำคัญภายในงานคือการร่วมชมการเสนอแผนธุรกิจ (Pitching) ของสตาร์ทอัพด้าน FoodTech และ AgriTech จำนวน 15 ทีมสุดท้ายที่มีศักยภาพสูงซึ่งได้ผ่านการบ่มเพาะเชิงลึกมาตลอดโครงการ โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาเสนอครอบคลุมทั้งนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต การแปรรูปเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางเกษตร และเทคโนโลยีระบบการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนและบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังมองหาโอกาสในการร่วมทุนและการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพเป็นอย่างมาก
ต่อยอดเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ
นอกจากกิจกรรม Pitching แล้ว บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความคึกคักจากกิจกรรม Business Matching และ Product Showcase ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองสัมผัสและชิมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจริง ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการสร้างสรรค์และนำวัตถุดิบจริงจากทีมสตาร์ทอัพมาปรุงเป็นเมนูพิเศษ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มตลอดงาน พร้อมปิดท้ายด้วยกิจกรรม Cocktail Reception & Dinner ที่ช่วยเปิดพื้นที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นกันเอง
งาน FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการประสานพลังระหว่างหน่วยงานวิจัยภาครัฐและองค์กรเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน
ข้อมูลเพิ่มเติม:
เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สวทช.
เว็บไซต์: www.foodinnopolis.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมเวที IBM Executive Forum หนุนความร่วมมือรัฐ–เอกชน ขับเคลื่อน New S-Curve สู่เศรษฐกิจอนาคต
วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเชิญกล่าวบรรยายพิเศษในงานสัมมนาผู้บริหารระดับสูง “IBM Executive Forum: The Next Economy” ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และผู้นำองค์กรชั้นนำจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ในการบรรยายหัวข้อ “The Next S-Curve of Thailand: Powering the Future Economy through Innovation, AI and Quantum Technologies” ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technologies) และบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับชาติในการสนับสนุนภาคเอกชนร่วมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยได้กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากรูปแบบที่พึ่งพาการรับจ้างผลิตขั้นพื้นฐาน ไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม (Knowledge-Based Economy) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดัน 3 กลุ่มเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ได้แก่
เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology)
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ครอบคลุม Physical AI และ Neuromorphic AI
เทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร (Space Technology)
เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง New S-Curve ใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตของประเทศ ในมิติเชิงนโยบายระดับประเทศ ภาครัฐมุ่งวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางความพร้อมด้านเทคโนโลยีควอนตัม” (Quantum Readiness Hub) โดยเร่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการเข้ารหัสยุคใหม่ Post-Quantum Cryptography (PQC) สำหรับระบบความมั่นคงและภาคการเงิน ควบคู่กับการนำอัลกอริทึมควอนตัมมาประยุกต์ใช้งานร่วมกับระบบประมวลผลสมรรถนะสูง เพื่อแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
สำหรับด้าน Physical AI ภาครัฐมีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยจากฐานการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่การเป็น Open Technology Integrator ที่สามารถออกแบบ บูรณาการ และต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาฮาร์ดแวร์ Edge AI เพื่อรองรับการใช้งานในโรงงานอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์การแพทย์แบบพกพา ขณะที่ด้าน เทคโนโลยีอวกาศ ได้มีการกำหนดทิศทางการบูรณาการโครงข่าย 5G NTN ร่วมกับดาวเทียมวงโคจรต่ำและโดรน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ การติดตามสถานการณ์ไฟป่า การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และการยกระดับเกษตรแม่นยำ
ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทใหม่ของภาครัฐในฐานะ Enabling Platform ที่ไม่เพียงทำหน้าที่กำกับดูแลเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับชาติ (National Research Facilities) ได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “LANTA” ภายใต้ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง ThaiSC ของ สวทช. ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่ทดสอบ Quantum-AI-HPC Sandbox สำหรับภาคธุรกิจ, ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำหรับทดสอบระบบหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรม 4.0/5.0 ตลอดจนห้องปฏิบัติการของ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำหรับการพัฒนาและทดสอบต้นแบบชิปเซนเซอร์
นอกจากนี้ สวทช. ยังมีความพร้อมในการสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดสิทธิเทคโนโลยี ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาครัฐในการเป็น ลูกค้ารายแรก (First Buyer) ผ่านการบูรณาการอุปสงค์ภาครัฐ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ และก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก
การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ สวทช. ในการเป็นหน่วยงานหลักของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“ทรีฟาสต์ (TreFast)” เทคโนโลยีใหม่ดันไทยผลิตน้ำตาลฟังก์ชัน “ทรีฮาโลส” ในประเทศ
TreFast เทคโนโลยีผลิต “ทรีฮาโลส” จากมอลโตสแบบขั้นตอนเดียว เปิดทางให้ไทยผลิตน้ำตาลฟังก์ชันมูลค่าเพิ่มในประเทศ ลดการนำเข้า
ผู้ผลิตน้ำตาลมอลโตสอยู่เดิมสามารถต่อยอดสู่การผลิตทรีฮาโลสด้วยเทคโนโลยี TreFast ได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนเพิ่มสูง
TreFast ลดขั้นตอนการแปรรูปจาก 2 ขั้นตอนเหลือขั้นตอนเดียว ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาอยู่ในระดับ TRL6 หรือมีความพร้อมสำหรับการทดสอบและพัฒนาต่อยอดในระดับโรงงานต้นแบบ
ทีมวิจัยมุ่งเป้าเชื่อมโยงความต้องการใช้งานวัตถุดิบเกษตรไทยตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรมแป้งและน้ำตาล อุตสาหกรรมน้ำตาลฟังก์ชัน และอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่อไป
ทรีฮาโลส (trehalose) คือน้ำตาลฟังก์ชันชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านความหวาน แต่ยังมีคุณสมบัติเฉพาะในการช่วยคงความชุ่มชื้น และช่วยรักษาคุณภาพหรือเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์ จึงมีการนำทรีฮาโลสไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และเภสัชกรรม บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลตลาด Mordor Intelligence รายงานว่า ในปี 2569 ตลาดทรีฮาโลสทั่วโลกมีมูลค่าราว 6,750 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตถึงประมาณ 8,800 ล้านบาทในปี 2574 โดยตลาดเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง ร้อยละ 7.92 ต่อปี ในช่วงปี 2569–2574
สำหรับประเทศไทย การมีฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแป้งมันสำปะหลัง ข้าว และข้าวโพด รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำตาลจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น มอลโตส ถือเป็นโอกาสในการต่อยอดวัตถุดิบและกระบวนการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์น้ำตาลฟังก์ชันที่มีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาศักยภาพการผลิตทรีฮาโลสในประเทศจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต และกระบวนการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “TreFast (ทรีฟาสต์)” เทคโนโลยีการผลิตทรีฮาโลสจากมอลโตสแบบขั้นตอนเดียว จุดเด่นคือ การออกแบบกระบวนการให้สามารถต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมได้ง่าย ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตมอลโตสก้าวสู่การผลิตทรีฮาโลส น้ำตาลฟังก์ชันมูลค่าเพิ่ม พร้อมสนับสนุนการขยายตลาดและยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมแป้งและน้ำตาลของไทย
ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และได้รับการสนับสนุนความร่วมมือในการวิจัยทั้งจากภาคเอกชน และเครือข่ายสถาบันการศึกษา ได้แก่ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
[caption id="attachment_90710" align="aligncenter" width="750"] ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทรีฮาโลสเป็นน้ำตาลฟังก์ชันที่ผลิตจากน้ำตาลมอลโตสซึ่งได้จากการแปรรูปแป้งชนิดต่าง ๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวโพด โดยประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกแป้งเหล่านี้ อีกทั้งยังมีฐานการผลิตน้ำตาลมอลโตสเป็นทุนเดิม จึงทำให้มีข้อได้เปรียบในการผลิตทรีฮาโลสในประเทศ โดยเฉพาะด้านต้นทุนการผลิต
“ที่ผ่านมา ทีมวิจัยภายใต้แพลตฟอร์ม INNO-AGRO (อินโน-อะโกร) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้บริการยกระดับวัตถุดิบชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจรของ สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนา TreFast เทคโนโลยีการผลิตทรีฮาโลสจากมอลโตสแบบขั้นตอนเดียว โดยมุ่งเน้นให้ผู้ผลิตน้ำตาลมอลโตสสามารถต่อยอดกระบวนการผลิตเดิมเพื่อเพิ่มสายการผลิตทรีฮาโลสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเทคโนโลยีการผลิต 2 รูปแบบ ได้แก่ การแปรรูปด้วยเอนไซม์ และการแปรรูปด้วยเซลล์ยีสต์ที่มีเอนไซม์อยู่บนผิวเซลล์ เพื่อรองรับการประยุกต์ใช้กับระบบปฏิกรณ์ที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของแต่ละโรงงาน
[caption id="attachment_90716" align="aligncenter" width="750"] ตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพรูปแบบเอนไซม์และเซลล์ยีสต์[/caption]
“กระบวนการผลิตทั้ง 2 รูปแบบนี้ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากกระบวนการทั่วไป คือ ลดขั้นตอนการแปรรูปด้วยเอนไซม์จาก 2 ขั้นตอนให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนากระบวนการเพิ่มความบริสุทธิ์ของทรีฮาโลสและทดสอบในระดับนำร่อง เพื่อรองรับการต่อยอดกระบวนการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม”
[caption id="attachment_90717" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำตาลฟังก์ชัน Trehalose[/caption]
ทรีฮาโลสที่ได้จากกระบวนการผลิตทั้ง 2 รูปแบบนี้ นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ทั้งในรูปแบบผงและน้ำเชื่อม นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังมีผลพลอยได้ เช่น กลูโคส เซลล์ยีสต์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย ในระยะเริ่มต้นนี้ทีมวิจัยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ทรีฮาโลสในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง โดยปัจจุบันเทคโนโลยี TreFast อยู่ในระดับ TRL6 โดยมีความพร้อมสำหรับการทดสอบและพัฒนาต่อยอดในระดับโรงงานต้นแบบ (demonstration scale)
[caption id="attachment_90711" align="aligncenter" width="750"] ดร.สุริษา สุวรรณรังษี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สุริษา สุวรรณรังษี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เสริมว่า ปัจจุบัน INNO-AGRO พร้อมเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทรีฮาโลสในประเทศไทย ทั้งในรูปแบบ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยี TreFast และ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเอนไซม์และเซลล์ยีสต์สำหรับใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพสำหรับการแปรรูปน้ำตาลมอลโตสเป็นทรีฮาโลส เพื่อร่วมกันต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม
“TreFast มุ่งเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในการผลิตน้ำตาลฟังก์ชันมูลค่าสูง โดยใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตมอลโตสจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยที่มีอยู่เดิม ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และสร้างโอกาสในการต่อยอดมูลค่าตลอดห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว หากเทคโนโลยีได้รับการขยายสู่การผลิตและการใช้งานในระดับอุตสาหกรรมมากขึ้น จะส่งผลทำให้มีโอกาสเชื่อมโยงกับความต้องการใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตรของไทย และสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบไทยตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรมแป้งและน้ำตาล อุตสาหกรรมน้ำตาลฟังก์ชัน และอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่อไป”
สำหรับผู้ประกอบที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโลยีการผลิต ติดต่อสอบถามได้ที่คุณพรรณทภรณ์ สิทธิ์พลางกูร อีเมล pantaporn.sit@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


