ผลการค้นหา :
KM ในหน่วยงานภาคการศึกษา
สรุปภาพรวมของการจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือ KM) ในหน่วยงานภาคการศึกษา กรณีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดย รศ. ดร. สมชาย นำประเสริฐชัย ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงเสวนาเรื่อง KM ยุคใหม่ เพื่อผลิตภาพ ผลิตผล หรือ เพื่อผู้คน (New Age in KM) ในงานสัมมนาเรื่อง Knowledge Management (KM): Past, Present and Future เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องออดิทอเรียม (CO-113) อาคารสำนักงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ที่ผ่านมา หลายองค์กร “ทำ KM เพื่อ KM” หรือ “ทำ KM ตามเกณฑ์การตรวจประเมินของหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กระตุ้นเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ” เพื่อให้ผ่านการตรวจประเมินของหน่วยงานกลางดังกล่าว ผลที่ตามมา คือ ก็จะมีแต่เอกสารความรู้ตามที่ถูกกำหนด เช่นเดียวกัน หลายองค์กรนำโมเดล KM ที่มีเผยแพร่มาใช้กับองค์กรของตนเอง โดยไม่เข้าใจเกี่ยวกับองค์กรของตนเอง ทำให้เกิดความล้มเหลวหรือความไม่ยั่งยืนในการทำ KM ขององค์กรเกิดขึ้น
การทำ KM นั้น ก่อนอื่นต้องรู้จักและเข้าใจองค์กรของตนเอง เข้าใจบริบท คน กระบวนการ และเป้าหมายของการนำ KM มาใช้ ทำ KM ไปทำไม ทำไมต้องทำ KM ซึ่งสะท้อนว่าการทำ KM นั้นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป้าหมายดังกล่าวก็ควรสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรด้วย การทำ KM ควรอยู่ในกระบวนการของการทำงานปกติของหน่วยงาน
การทำ KM ควรมอง 4P คือ 1.) People 2.) Process 3.) Product และ 4.) Performance
People คือ คนจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำ KM
Process คือ กระบวนการทำงานเดิมที่เป็นอยู่จะดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร จากการทำ KM
Product คือ ผลิตภัณฑ์และหมายรวมถึงบริการที่เป็นอยู่จะดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร จากความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำ KM
Performance คือ การทำ KM ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในภาพรวมขององค์กรในเรื่องใด เช่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างนวัตกรรม หรือเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
การทำ KM ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดิมทีนั้นเริ่มทำ KM ตามคู่มือของหน่วยงานกลางภายนอกที่ทำหน้าที่กระตุ้นเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ แล้วจึงมีการพัฒนาโมเดล KM ของตนเอง คือ ทำ KM ภายใต้บริบทของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับการประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย มีการเดินสายทำความเข้าใจเรื่อง KM ภายในมหาวิทยาลัย และต้องหาเวลาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจแบบไม่เป็นทางการ
องค์กรแต่ละองค์กรมีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น วัฒนธรรม กระบวนการ และเป้าหมาย เป็นต้น ดังนั้น แต่ละองค์กรควรสร้างโมเดลKM ที่เหมาะสมกับตนเอง มีการต่อยอด KM ในแต่ละกลุ่ม และมีการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่มและองค์กร
"การทำ KM นั้นไม่มีสูตรสำเร็จ ควรหารูปแบบโมเดลที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด"
การจัดการความรู้ (KM)
KM ในประเทศไทย: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ภาพรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือ KM) ในประเทศไทย
โดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด กรรมการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ในงานสัมมนาเรื่อง Knowledge Management (KM): Past, Present and Future เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.30 – 10.30 น. ณ ห้องออดิทอเรียม (CO-113) อาคารสำนักงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
KM เกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วกว่า 20 ปี โดยปี พ.ศ. 2545 คือปีที่เริ่มปรากฎคำว่า KM ชัดเจน (แม้ยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลักดัน KM ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมในขณะนั้น) โดย KM ในประเทศไทยสามารถแบ่งเป็น 3 ยุค ดังนี้
KM ยุคที่ 1 (ราว พ.ศ. 2545-2550)
KM ในยุคนี้ เน้นการจัดการเนื้อหา (Content) และความรู้แบบชัดแจ้ง (Explicit knowledge) หรือ ความรู้ในกระดาษและสื่อต่างๆ โดยความรู้ต้องถูกจัดการ เข้าถึง และเผยแพร่ได้ง่าย โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology หรือ IT) เข้ามาช่วย เช่น ระบบการจัดการเนื้อหา (Content Management System หรือ CMS) และ ระบบการจัดการเอกสาร (Document Management System หรือ DMS) นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่องการจัดตั้งศูนย์ความรู้ (Knowledge center) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่หลักในการบริหารจัดการความรู้
ปี พ.ศ. 2547 KM ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศไทย เพราะ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กระตุ้นเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐ ได้สร้างตัวชี้วัดเกี่ยวกับการเรียนรู้ และ KM ขึ้น เพื่อทำให้หน่วยงานภาครัฐเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทำให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานลุกขึ้นมาทำ KM เกิด “KM for KM” หรือ การทำ KM เพื่อ KM ขึ้น
KM ยุคที่ 2 (ราว พ.ศ. 2550-2555)
เนื่องจากความรู้ส่วนใหญ่อยู่ในตัวบุคคล (Tacit knowledge) และการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคลไม่ใช่เรื่องง่ายที่สามารถทำได้ด้วย IT อย่าง KM ในยุคที่ 1 ดังนั้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการทำ KM คือ การให้ความสำคัญเรื่องการจะทำอย่างไรเพื่อให้คนมาเชื่อมโยงกัน (Connection) และ มีการปฏิสัมพันธ์กัน (Interaction) เพื่อแบ่งปันความรู้ ตลอดจนมีการเปิดใจที่จะแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ในยุคนี้มีการเสนอ KM โมเดลขึ้นในประเทศไทย เรียกว่า ปลาทูโมเดล คิดขึ้นโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด ซึ่งชื่อเดิม คือ TUNA model มากจาก Thai-UNAids Model ปลาทูโมเดลเป็นแนวทางเบื้องต้นในการจัดการความรู้ โดยในการดำเนินการจัดการความรู้เปรียบการจัดการความรู้เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี 3 ส่วนคือ 1.) หัวปลา หมายถึง Knowledge Vision (KV) คือ เป้าหมายหลักของการดำเนินการ KM สะท้อน วิสัยทัศน์ความรู้ หรือหัวใจของความรู้ เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยก่อนที่จะทำ KM ต้องตอบให้ได้ว่า จะทำ KM ไปเพื่ออะไร 2.) ตัวปลา หมายถึง Knowledge Asset (KA) คือ ขุมความรู้ ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 3.) ท้องปลา หมายถึง Knowledge Sharing (KS) คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคล ยุคนี้เกิดคำศัพท์ใหม่ๆ เช่น ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practices หรือ CoPs) และ Knowledge café หรือ ที่ที่ให้คนมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยมี หางปลา หมายถึง Information Technology (IT) คือ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ความรู้ ดังนั้น KM ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ทำ KM เพื่อ KM แต่เป็นการทำ KM เพื่อนำความรู้ไปตอบวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร ปลาทูโมเดลนี้สอดคล้องกับ The Fifth Discipline: The Art and Practice of the Learning Organization โดย Peter Senge
KM ยุคที่ 3 (ราว พ.ศ. 2555-2560)
ยุคนี้ให้ความสำคัญกับความรู้ที่นำไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จ (Best practices) มากกว่าความรู้แบบชัดแจ้งและความรู้ในตัวบุคคล ยุคนี้ยังเน้นความร่วมมือกัน (Collaboration) เพื่อนำเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (Knowledge utilization) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ (Outcome)
วงจร KM ในยุคนี้ เริ่มจากการแบ่งปัน Best practices โดยคนรับและนำ Best practices นั้นไปปรับใช้ด้วยใจที่เปิดรับ เมื่อนำเอา Best practices ไปใช้ภายใต้การพิจารณาถึงบริบทของแต่กลุ่มจะทำเกิดผลลัพธ์ เช่น ช่วยในการแก้ไขปัญหา ทำให้ผลิตผลสูงขึ้น และพัฒนางาน โดยความรู้ใดที่ใช้ได้ก็จะถูกจัดเก็บ และ/หรือ ถูกนำไปต่อยอด แล้วถูกวนกับไปแบ่งปัน เป็นวงจรที่วนซ้ำไปเรื่อยๆ มีการเคลื่อนไหลตลอดเวลา (Dynamic) KM ในยุคนี้เป็น KM เพื่อผลลัพธ์ (KM for Results) คือผลิตผลลัพธ์ (Outcome)
ตัวอย่างเครื่องมือ KM ในยุคนี้ เช่น 1.) Storytelling หรือ การเล่าเรื่องที่สำเร็จหรือเรื่องที่เป็นบทเรียน ความท้าทายของ Storytelling คือ การทำอย่างไรให้คนกล้าเล่าเรื่องอย่างเปิดใจ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ วัฒนธรรมขององค์กรที่ต้องเอื้อให้คนกล้าเราเรื่องต่างๆ อย่างเปิดใจ โดยไม่มีการกล่าวโทษหรือตำหนิ และ 2.) After Action Review (AAR) คือ การทบทวนหลังการปฏิบัติงาน ว่าอะไรที่ได้รับมอบหมาย อะไรที่สำเร็จตามเป้าหมาย อะไรที่ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะอะไร เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จและความล้มเหลว นำไปสู่การเรียนรู้ การพัฒนา และปรับปรุงงานต่อไป ทั้งนี้การจะเลือกใช้เครื่องมือ KM ตัวใด จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือและบริบทของกลุ่ม/องค์กรที่จะนำเครื่องมือไปประยุกต์ใช้
KM ในยุคปัจจุบัน (ราว พ.ศ. 2560- )
บันไดที่สำคัญของ KM คือ 1.) วัฒนธรรมที่เหมาะสม โดยเฉพาะวัฒนธรรมของความร่วมมือกัน (Collaborative culture) ภายในองค์กรที่ต้องอาศัยผู้นำแบบเสริมพลังในการขับเคลื่อน 2.) การสร้างความรู้ใหม่ (Knowledge creation) ที่ก่อให้เกิด3.) นวัตกรรม (Innovation) และ 4.) เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ KM เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เทคโนโลยีสื่อสารที่มีความเร็วและคุณภาพสูงมาก (New Communications Technology) เทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบทุกที่ทุกเวลา (Mobile/ Wearable Computing) เทคโนโลยีการประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing) เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของสรรพสิ่ง (Internet of Things) เป็นต้น
การจัดการความรู้ (KM)
รู้สู้ฝุ่นจิ๋ว PM2.5
Download File
NSTDA Infographic
รู้หลบเป็นปีก รู้หลักฟ้าผ่ากับกฎ 30/30
Download File
NSTDA Infographic
อยู่ที่ไหน หลบยังไงไม่ให้โดนฟ้าผ่า
Download File Poster
อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ >>ฟ้าผ่า...เรื่องที่คุณต้องรู้<< (1.2 MB)
NSTDA Infographic
รู้ไว้ใช่ว่า ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร
Download File
NSTDA Infographic
Top 10 เทรนด์ ในการจัดการความรู้ (KM)
1. Social networking และ Social media
เว็บไซต์ Social network เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากในด้านการตลาดและการสื่อสาร ขณะนี้องค์ประกอบ Social media ถูกรวมเข้าไว้ในซอฟต์แวร์การจัดการความรู้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. Enterprise Collaboration
การทำงานร่วมกันช่วยปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ แต่การเชื่อมโยงคนทำงานเข้าด้วยกันอาจเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการทำงานที่มีการแยกส่วนหรือการทำงานที่เป็นอิสระ ระบบความรู้มีการทำงานร่วมกันมากขึ้นเมื่อรวมเข้ากับอินทราเน็ตขององค์กร ระบบความรู้นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์เอกสารและติดต่อสื่อสารกันได้แบบเรียลไทม์
3. Search indexing
ฟังก์ชันการค้นหาในระบบการจัดการความรู้กำลังเติบโต แต่ขึ้นอยู่กับการจัดทำดัชนี (Indexing) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลและความรู้ตามต้องการ
4. Mobile technology
การผสมผสานเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับระบบการจัดการความรู้ช่วยประหยัดเวลาและเงิน เพราะว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการ
5. User engagement
ระบบการจัดการความรู้ในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นและครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น ผู้ใช้สามารถแชร์สารสนเทศได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในการจัดการความรู้เพิ่มขึ้น
6. Knowledge management and content creation
องค์กรสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับความต้องการข้อมูล การจัดการความรู้ช่วยองค์กรแชร์และบริหารจัดการเนื้อหาเมื่อถูกสร้างขึ้น ซอฟต์แวร์ระบบการจัดการความรู้ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการทำงานหลายอย่างในธุรกิจ
7. User-friendly interface
User interface ใหม่และมีประสิทธิภาพสำหรับระบบการจัดการความรู้ได้รับการออกแบบและทำให้ใช้งานง่ายขึ้นช่วยเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้ภายในองค์กร
8. Automatic updates
ซอฟต์แวร์การจัดการความรู้ควรมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอแบบอัตโนมัติ ผลดีที่ตามมาคือการเพิ่มผลิตผลขององค์กรเนื่องจากระบบการจัดการความรู้นั้นพร้อมหรือสามารถทำงานได้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง
9. Customer support integration
การสนับสนุนลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กร ซอฟต์แวร์การจัดการความรู้เป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบสำหรับการบริการลูกค้าเนื่องจากเป็นที่เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริการและผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การบูรณาการระหว่างการสนับสนุนลูกค้าและระบบการจัดการความรู้ ช่วยให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
10. Customization
ไม่มีระบบการจัดการความรู้ระบบใดระบบหนึ่งที่จะเหมาะสมกับระบบการจัดการความรู้ทั้งหมด ดังนั้น ความสามารถในการปรับแต่งของระบบการจัดการความรู้ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ที่มา: Arrow Solutions Group. 10 Trends to Watch in Knowledge Management. Retrieved March 5, 2018, from https://www.arrowsolutionsgroup.com/blog/10-trends-watch-knowledge-management
การจัดการความรู้ (KM)
การจัดการความรู้ กรณีศึกษา Siemens AG
Siemens AG คือ กลุ่มบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Siemens AG ประกอบธุรกิจหลายประเภทรวมกัน แบ่งเป็น 6 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบอัตโนมัติและระบบควบคุม พลังงานไฟฟ้า ระบบขนส่ง การแพทย์ สารสนเทศและการสื่อสาร และระบบส่องสว่าง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของบริษัท เช่น รถไฟความเร็วสูง เครื่องเอ็กซ์เรย์ หลอดไฟ และอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น สำนักงานใหญ่ของ Siemens AG ตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์ลินและมิวนิก ประเทศเยอรมนี
Siemens AG เริ่มให้ความสนใจการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เพื่อต้องการให้เกิดการรวบรวมและแบ่งปันความรู้ของพนักงานในบริษัท ซึ่งมีมากกว่า 5 แสนคน ในสาขาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากความรู้ส่วนใหญ่ขององค์กรกระจัดกระจาย และฝังอยู่ในหน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยมากกว่าอยู่รวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งขององค์กร ที่พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อีกเหตุผล คือ ความกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องการมองหากลยุทธ์ที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการแข่งขันของบริษัท
ประมาณปี ค.ศ. 1996 Siemens AG ได้เริ่มศึกษาว่าจะนำ KM มาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้อย่างไร โดยผู้จัดการระดับกลางของบริษัทริเริ่มพัฒนาชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practices: CoPs) ภายในองค์กรขึ้น เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาที่มักพบในการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 คณะผู้บริหารระดับสูงก็ตระหนักถึงความพยายามนี้ โดยได้มีการตั้งหน่วย KM ขององค์กรขึ้น จะเห็นได้ว่า KM ของ Siemens AG นั้นเริ่มจากพนักงานระดับกลางถึงล่าง (Bottom-up approach) ก่อน แล้วจึงเขยิบขึ้นไปยังผู้บริหารระดับสูงขององค์กร โดย KM roadmap และ ชุมชนนักปฏิบัติ ถูกสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร โดย ผลักดันให้บริษัทกลายเป็นองค์กรความรู้ ขยายกระบวนการสร้างและแบ่งปันความรู้ ทำให้ความรู้และแหล่งของความรู้สามารถมองเห็นได้ หลีกเลี่ยงแนวทาง KM แบบแยกส่วน ควบคุมเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความรู้ รวมถึงวางแผนและมองหาการสนับสนุนสำหรับธุรกิจความรู้
กลยุทธ์ข้างต้นนี้มุ่งเน้น 3 เรื่อง คือ การสร้าง KM framework การรวมกลุ่มของพนักงานในองค์กร และการเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยเทคโนโลยีจัดเป็นเครื่องมือหนึ่งใน KM จากกลยุทธ์ นำไปสู่การลงมือปฏิบัติ คือ (1) การทำ Benchmark ภายใน การแบ่งปัน Best practices และการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร (2) การตั้ง Virtual best practices ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำ Practices, SMEs, Knowledge broker หรือ Knowledge manager และ Facilitator ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ กำหนด Best practices ภายในหน่วยธุรกิจหรือภายในฟังก์ชั่นของตน (3) ฟังก์ชั่นและบทบาทใหม่ถูกสร้างขึ้นภายในองค์กรเพื่อผลักดัน KM คือ KM office หรือ สำนักจัดการความรู้ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ความรู้องค์กรและผู้จัดการโครงการจัดการความรู้ขององค์กร KM board หรือ คณะกรรมการบริหารความรู้ ประกอบด้วย ผู้บริหารที่รับผิดชอบในการกำหนดทิศทางการจัดการความรู้ การพัฒนาวิธีการและกระบวนการจัดการความรู้ และการประสานงานเครือข่ายการจัดการความรู้ และ KM council หรือ สภาบริหารความรู้ ประกอบด้วย ตัวแทนการจัดการความรู้ (KM representative) สำหรับกลุ่มและภูมิภาค รวมถึง ผู้บริหารจัดการความรู้ (Chief Knowledge Officers: CKO)
KM เทคโนโลยีที่สำคัญของ Siemens AG คือ “ShareNet” ซึ่งเป็น คลังข้อมูล เสิร์ชเอนจิน และห้องสนทนากลางของพนักงาน นอกจากนี้ยังมีแบบฟอร์มออนไลน์ที่พนักงานสามารถป้อนความรู้ รวมไปถึงเอกสารโครงการที่คิดว่าอาจเป็นประโยชน์ เข้าสู่คลังฯ จากนั้นพนักงานคนอื่นๆ ก็สามารถค้นหาความรู้ที่ต้องการจากคลังฯ เมื่อพบรายการเรื่องที่ต้องการก็อาจติดต่อผู้เขียนสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โดย Siemens AG ใช้เงินลงทุนพัฒนา ShareNet ประมาณ 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ShareNet กลายเป็น Web-based KM System ของ Siemens AG ซึ่งพนักงานทั้งหมดของบริษัทที่กระจายตัวอยู่ในสำนักงานสาขาๆ ทั่วโลกสามารถสืบค้นและเข้าถึงความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความร่วมมือและการแข่งขันระดับโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ KM ใน Siemens AG นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องทุ่มความพยายามและลงแรงมากนัก แต่ประเด็นหลักที่พบ คือ การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change management)
ปัจจัยความสำเร็จของ KM ใน Siemens AG คือ (1) กำหนดความต้องการทางธุรกิจของบริษัทที่ชัดเจน (2) พัฒนา KM roadmap และ ชุมชนนักปฏิบัติ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร (3) ริเริ่มและพัฒนากระบวนการ KM ด้วยการมีส่วนร่วมของพนักงานระดับกลางถึงล่าง (4) ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร (5) กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ KM ในองค์กร (6) ฝึกอบรมพนักงานซึ่งเป็นผู้ใช้งานระบบที่เกี่ยวข้องกับ KM โดยโปรแกรมฝึกอบรมถูกออกแบบอย่างระมัดระวัง (7) ส่งเสริมและสนับสนุนการแบ่งปันความรู้ และ Best practices (8) ตอบแทนผู้ที่ผลิตและเผยแพร่ความรู้ในองค์กร โดยตัวอย่างประโยชน์ที่ได้รับ เช่น สามารถโฟกัสลูกค้ามากยิ่งขึ้น มูลค่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น รวมถึง สามารถเพิ่มยอดขาย และ ชนะสัญญาที่มีมูลค่าสูง โดยใช้ ShareNet
ที่มา:
1. Halawi, L., McCarthy, R., & Aronson, J. (2017). Success Stories in Knowledge Management System. Issue in Information Systems, 18(1). Retrieved April 30, 2018, from https://commons.erau.edu/publication/559
2. Knowledge Management at Siemens. Retrieved April 30, 2018, from http://www.kmbestpractices.com/siemens.html
การจัดการความรู้ (KM)
การใช้พืชที่ถูกต้องสามารถลดมลพิษภายในอาคารและประหยัดพลังงาน
พืชดูดซับสารพิษและสามารถทำให้คุณภาพอากาศภายในอาคารดีขึ้น แต่น่าแปลกรู้น้อยเกี่ยวกับพืชอะไรดีที่สุดสำหรับงานนั้นและพวกเราสามารถทำให้พืชทำหน้าที่ดีกว่าในอาคารอย่างไร ใน Review เผยแพร่เมื่อ 19 เมษายน ในวารสาร Trends in Plant Science Frederico Brilli นักสรีรวิทยาพืชของ the National Research Council of Italy Institute for Sustainable Plant Protection และคณะสรุปว่าความรู้ที่ดีกว่าของสรีรวิทยาพืชรวมกับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์อัจฉริยะควบคุมการทำความสะอาดอากาศสามารถทำให้คุณภาพอากาศภายในอาคารดีขึ้นในทางประหยัดค่าใช้จ่ายและยั่งยืน พืชทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นโดยหลายกลไก ได้แก่ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนผ่านการสังเคราะห์แสง เพิ่มความชื้นโดยปล่อยไอน้ำออกมาผ่านรูขนาดเล็กของใบ และสามารถดูดซับสารพิษแบบ passive บนผิวนอกของใบและด้วยระบบราก-ดินพืช แต่พืชตามปกติถูกเลือกสำหรับการใช้ในอาคารไม่ใช่เพื่อความสามารถในการทำให้อากาศบริสุทธิ์แต่สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกและความสามารถที่อยู่รอดได้โดยต้องการการดูแลน้อย Brilli กล่าวว่า ส่วนใหญ่ของพวกเราพืชเป็นเพียงสิ่งตกแต่ง ให้ความสวยงาม แต่ยังมีสิ่งอื่นอีก อย่างน่าแปลกมีงานวิจัยน้อยทำเพื่อบอกปริมาณผลของชนิดของพืชต่างๆ ต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร NASA บุกเบิกงานในปี 1980s แต่ใช้วิธีการทดลองที่ง่าย การศึกษาด้วยวิธีการวิจัยที่ยุ่งยาก ทันสมัย และการสร้างแบบจำลองยังไม่ได้ดำเนินการ งานวิจัยในอนาคตจำเป็นที่ต้องบ่งชี้ลักษณะของชนิดของพืชที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมภายในอาคาร รวมด้วยรูปร่าง (รูปร่างและขนาดของใบ) กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา ตาม Brilli การศึกษานั้นสามารถแสดงวิธีปรับการใช้พืชภายในอาคารให้เหมาะสม ในเรื่องพืชจำนวนเท่าไรต่อตารางเมตรที่ต้องการเพื่อลดมลพิษในอากาศด้วยระดับที่แน่นอน งานวิจัยยังต้องการเข้าใจจุลินทรีย์พืช (ประชากรจุลินทรีย์ (แบคทีเรียและรา) ซึ่งอาศัยกับพืชทั้งในดินและบนผิวใบไม้) จุลินทรีย์นี้มีส่วนในการกำจัดสารพิษในอากาศ แต่การมีส่วนร่วมของชนิดต่างๆ ของจุลินทรีย์เพื่อกำจัดสารพิษปัจจุบันยังไม่รู้ จุลินทรีย์บางตัวยังสามารถมีผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพของคน คือทำให้เกิดภูมิแพ้และปัญหาการอักเสบของปอด ดังนั้นการรู้วิธีบ่งชี้และหลีกเลี่ยงจุลินทรีย์เหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ Brilli กล่าวว่านักสรีรวิทยาพืชควรทำงานร่วมกับสถาปนิกเพื่อทำให้ภายในอาคารสีเขียวดีขึ้น ที่มา: Cell Press (2018, April 19). Using the right plants can reduce indoor pollution and save energy. ScienceDaily. Retrieved April 25, 2018, from https://www.sciencedaily.com/releases/2018/04/180419131121.htm
นานาสาระน่ารู้
ฐานข้อมูลข้าวและชาวนาไทย
ฐานข้อมูลข้าวและชาวนาไทย : http://agkb.lib.ku.ac.th/rice คือ ฐานข้อมูลที่แสดงบทความรู้เรื่องข้าว ชาวนาไทย และความรู้ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว รวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นหนังสือ ตำรา เอกสารประกอบการสอน และบทความในหนังสือ บทความในวารสาร ผลงานวิจัย พัฒนาโดยศูนย์สนเทศทางการเกษตรแห่งชาติ ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ สาขาเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฐานข้อมูลนี้ สามารถสืบค้นข้อมูลด้านเกษตรทั่วไป กระบวนการผลิต การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร พร้อมให้บริการหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และสื่อความรู้ด้านข้าวและชาวนาไทย ฐานข้อมูลแสดงข้อมูลสถิติ Top 10 ได้แก่ เรื่องที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด เรื่องที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุด ผู้แต่งที่มีผลงานมากที่สุด คำค้นที่มีการค้นหามากที่สุด ภาพที่ 1 แสดงหน้าหลักของเว็บไซต์ ฐานข้อมูลข้าวและชาวนาไทย ภาพที่ 2 แสดงหน้าหลักของเว็บไซต์ ฐานข้อมูลข้าวและชาวนาไทย การสืบค้นข้อมูล ประกอบด้วย ผลงานทั้งหมด หมวดของข้อมูล ผลงานที่ได้รับความนิยม ผลงานล่าสุด ประเภทเนื้อหา ประเภทเอกสาร จำนวนผลงานจำแนกตามประเภทเอกสาร จำนวนผลงานจำแนกตามปีที่เผยแพร่ จำนวนผลงานจำแนกตามหมวดข้อมูล จำนวนผลงานจำแนกตามประเภทเนื้อหา ภาพที่ 3 แสดงตัวอย่างการสืบค้นแบบเบื้องต้น (Basic Search) โดยใช้คำว่า ข้าวเหนียว ตัวอย่างขั้นตอนการสืบค้นแบบเบื้องต้น ดังนี้ 1. ใช้คำค้น พิมพ์คำว่า ข้าวเหนียว 2. คลิก คำว่า ค้นหา ตัวอย่างขั้นตอนการสืบค้นแบบขั้นสูง ดังนี้ 1. ใช้คำค้น พิมพ์คำว่า ข้าวเหนียว ใช้คำเชื่อม OR 2. คำค้น พิมพ์คำว่า ข้าวเจ้า 3. คลิก คำว่า ค้นหา ภาพที่ 5 ผลการค้นหาจากคำว่า ข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า ดังนี้ พบรายการที่ค้นจาก ข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า เป็นประเภทบทความในหนังสือ ซึ่งจะเห็นว่าแสดง ปีที่พิมพ์ ชื่อเอกสาร ฯลฯ ให้คลิกคำว่า เพิ่มเติม จะไปปรากฏหน้าจอ ดังภาพที่ 6 ภาพที่ 6 จะพบว่า เป็นการแสดงรายละเอียดของผลการสืบค้น ดังนี้ พบว่า เป็นการแสดงชื่อเอกสาร ที่มีคำว่า ข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้าเข้าอยู่ในเนื้อหาด้วย หากต้องการบทความนี้ สามารถพิมพ์จากหน้าจอนี้ได้ หรือต้องการส่งถึงอีเมลตนเองก็ทำได้ก็สามารถทำได้ ภาพที่ 7 จะพบว่า เป็นการแสดงข้อมูลสถิติ Top 10 ในเรื่องที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด
นานาสาระน่ารู้
5 ความท้าทายเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในองค์กรขนาดใหญ่
บริษัท Infosys ได้เสนอ 5 ความท้าทายหลัก เกี่ยวกับการจัดการความรู้ หรือ KM (Knowledge Management) ที่องค์กรระดับโลกขนาดใหญ่เผชิญ ซึ่ง 5 ความท้าทาย ที่ว่า ประกอบด้วย
1. ขาดการกำหนดมาตรฐานในการรวบรวม และจัดเก็บสารสนเทศ
องค์กรขาดการกำหนดมาตรฐาน และแม่แบบ (Template) สำหรับสร้าง รวบรวม และจัดเก็บสารสนเทศ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการบริหารจัดการความรู้ที่มีอยู่ นอกจากนี้ การขาดการกำหนดอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของหัวข้อองค์ความรู้องค์กรอย่างชัดเจน ทำให้พนักงานเกิดความลำบากในการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ การกำหนดอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของหัวข้อองค์ความรู้องค์กรอย่างชัดเจน ช่วยระบุหัวข้อองค์ความรู้องค์กรได้ครบถ้วน และสมบูรณ์ ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ขององค์ความรู้องค์กร และช่วยในการจัดเก็บ รวบรวม สืบค้น และเข้าถึงองค์ความรู้องค์กรด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร
2. มีรูปแบบการทำงานแบบไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วน
องค์กรระดับโลกขนาดใหญ่มีการปรับขนาดและรูปแบบการดำเนินงาน หนึ่งในรูปแบบของการทำงานนั้น คือ การทำงานแบบไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วน โดยเฉพาะองค์กรที่มีสาขาหรือพนักงานในต่างประเทศ ซึ่งมีเขตเวลา และเขตภูมิประเทศที่แตกต่างกัน การทำงานแบบแยกส่วนข้ามเขตเวลา และเขตภูมิประเทศ อาจทำให้พนักงานแต่ละทีมรู้เพียงเฉพาะเรื่อง หรือ เกิดการกระจัดกระจายของสารสนเทศ และความรู้ขององค์กร แทนที่จะถูกรวบรวมไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งขององค์กร ที่พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างสะดวก และรวดเร็ว พนักงานยอมรับว่า ทีมของพวกเขามีความรู้เฉพาะในสิ่งที่ทีมของเขาทำ และพวกเขายังขาดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจ หรือกระบวนการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้พวกเขาขาดความรู้ และไม่เห็นภาพใหญ่ของธุรกิจ หรืองานที่ทำ นอกจากนี้ พนักงานยังเจอปัญหาเรื่องการค้นหาสารสนเทศ และผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการทำงานแบบไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วน
3. ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีอย่าไม่มีประสิทธิภาพ
องค์กรขนาดใหญ่มักมีเครื่องมือมากมาย ซึ่งถูกจัดหาไว้เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำเนินงานของพนักงาน โดยส่วนใหญ่มักเป็นการรองรับหน่วยธุรกิจหนึ่งๆ ในองค์กร หรือสาขาหนึ่งๆ ขององค์กร ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของจำนวนเครื่องมือซึ่งถูกจัดหาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะ ผลที่ตามมาคือ องค์กรขาดเครื่องมือการจัดการความรู้กลางสำหรับองค์กร ทำให้เกิดข้อจำกัดในการสืบค้น และเข้าถึงสารสนเทศของพนักงานทั้งหมดภายในองค์กร นอกจากนี้ยังพบว่า องค์กรไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการทำการรายงาน และการดำเนินงานร่วมกันของเครื่องมือที่มีใช้งานอยู่แล้ว รวมถึงประเด็นข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงเครื่องมือ โดยความรู้มักฝังอยู่ในเครื่องมือในหน่วยธุรกิจ หรือสาขาหนึ่งๆ ขององค์กร ทำให้เกิดข้อจำกัดเรื่องการแบ่งปันความรู้ภายในองค์กร
4. ใช้ Best practice ในบางพื้นที่ หรือบางกลุ่มเพียงเท่านั้น
ในองค์กรขนาดใหญ่นั้น Best practice ของการจัดการความรู้ขององค์กร มักถูกนำไปศึกษา เรียนรู้ และประยุกต์ใช้โดยทีมงานเพียงบางทีม และในพื้นที่เพียงบางพื้นที่เท่านั้น นอกจากนี้ Best practice ดังกล่าว ไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นทางการ หรือนำมาควบคุมใช้ภายในองค์กรอย่างจริงจัง ทำให้ Best practice นั้น ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มทำงานกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่หนึ่งๆ ขององค์กรเพียงเท่านั้น
5. ลดความสนใจในเอกสาร
เนื่องจากเวลาการทำงานที่แน่น และรัดตัว ทำให้พนักงานลดความสนใจในเอกสาร ในทำนองเดียวกัน การใช้เครื่องมือออนไลน์ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ ทำให้พนักงานลดความสนใจในเอกสาร ส่งผลต่อการเก็บรวบรวมความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit knowledge) และการแบ่งปันความรู้
ความท้าทายทั้ง 5 สะท้อนถึงรูปแบบวิธีการดำเนินงาน และการบริหารงานภายในองค์กรที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน และการบริหารจัดการความรู้ เพื่อนำความรู้องค์กรที่รวบรวม มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเพื่อบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานขององค์กรที่ได้ตั้งไว้
ที่มา: Infosys. (2017). Knowledge Management in a Globally Distributed Organization. Retrieved April 11, 2018, from https://www.infosys.com/consulting/features-opinions/Documents/globally-distributed-organization.pdf
การจัดการความรู้ (KM)
โครงการพัฒนาเครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS)
ThaiLIS (Thai Library Integrated System) โครงการพัฒนาเครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS) เป็นการดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนกลาง (Thai Library Network - Metropolitan : Thailinet) เครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค (Provincial University Library Network : Pulinet) และสำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกันบนเครือข่าย UniNet เพื่อให้การจัดบริการสารสนเทศมีความครบถ้วนสมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้น เกิดระบบการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ThaiLIS http://tdc.thailis.or.th/tdc เป็นโครงการที่เน้นการให้บริการข้อมูลฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ของวิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย บทความวิชาการ และอื่นๆ เพื่อใช้สำหรับสนับสนุนการศึกษา การค้นคว้า วิจัย และการเผยแพร่ผลงานของ นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และเจ้าของผลงานต่างๆ ห้ามมิให้นำผลงานเหล่านี้ไปใช้แสวงหาประโยชน์ทางด้านการค้า หรืออื่นใด นอกเหนือจากการใช้เพื่อการศึกษาพัฒนาประเทศเท่านั้น และจะต้องอ้างอิงถึงเจ้าของผลงานเหล่านี้ทุกครั้ง ThaiLIS สามารถสืบค้นวิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย บทความวิชาการ จากฐานข้อมูลของห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนกลาง (Thai Library Network - Metropolitan: Thailinet) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค (Provincial University Library Network: Pulinet) และทบวงมหาวิทยาลัยที่เข้าโครงการนี้ หากต้องการโหลดเอกสารฉบับเต็มจำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเพื่อสมัครสมาชิกก่อน ภาพที่ 1 เว็บไซต์ของโครงการ ThaiLIS เพื่อให้สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มในรูปแบบไฟล์ PDF ได้ ผู้ใช้จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อสมัครสมาชิกก่อน แต่หากต้องการค้นหาเบื้องต้นรวมถึงต้องการดูแค่บทคัดย่อ ก็สามารถค้นหาก่อนได้เลยโดยไม่ต้องลงทะเบียน ภาพที่ 2 แสดงการเป็นสมาชิกต้องลงทะเบียนก่อนเพื่อสามารถโหลดเอกสารฉบับเต็มได้ ภาพที่ 3 แสดงหน้าต่างสำหรับการค้นหาเบื้องต้น (Basic Search) สำหรับการค้นหา หากต้องการค้นหาอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะใช้การค้นหาแบบ Basic Search ได้ตามภาพที่ 3 ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดี ได้ข้อมูลจำนวนมาก ภาพที่ 4 แสดงหน้าต่างสำหรับการค้นหาขั้นสูง (Advanced Search) แต่หากต้องการค้นหาอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เช่นช่วงปีที่ต้องการ ผู้ใช้สามารถเลือกเป็นการค้นหาแบบ Advanced Search ตามภาพที่ 4 การค้นหาลักษณะนี้จะทำให้ผู้ใช้งานกรองเอาเฉพาะข้อมูลที่สนใจได้ และไม่เสียเวลาไปกับข้อมูลที่ล้าสมัย ภาพที่ 5 เป็นตัวอย่างการสืบค้นคำว่า “ข้าวเจ้า”เริ่มต้นด้วยใส่คำค้นที่หมายเลข 1 ใส่คำค้นว่า ข้าวเจ้าตามหมายเลข 2 เลือกขอบเขตการค้นหาเลือกเป็น ทุกเขตข้อมูลตามหมายเลข 3 เลือกทุกมหาวิทยาลัย/สถาบันหมายเลข 4 เลือกเป็นเอกสารทุกชนิด ตามหมายเลข 5 และเลือกปีตั้งต้นและสุดท้าย และ 6 ตามลำดับ จากนั้นจึงกดค้นหาที่ หมายเลข 7 ภาพที่ 6 ผลการค้นหาที่ปรากฏเมื่อค้นหาคำว่า “ข้าวเจ้า” หมายเลข 1 ผลการค้นหามีจำนวน 363 รายการ หมายเลข 2 แยกตามชนิดเอกสาร หมายเลข 3 ผลการค้นหาถัดไป หมายเลข 4 แยกตามหน่วยงาน และหมายเลข 5 แยกตามปีที่สร้างเอกสาร ภาพที่ 7 แสดงผลรายละเอียดของเอกสาร ภาพที่ 7 เมื่อคลิกเลือกรายการที่ต้องการ จะปรากฏรายละเอียดข้อมูลของเอกสารนั้นๆ รวมถึงสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มในรูปแบบไฟล์ PDF ได้อีกด้วย หากทำการลงทะเบียนไว้แล้ว สามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ http://tdc.thailis.or.th/tdc ThaiLIS is Thailand Library Integrated System สนับสนุนโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 328 ถ.ศรีอยุธยา แขวง ทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร. 0-2354-5678 โทรสาร. 0-2354-5678 ต่อ 7100
นานาสาระน่ารู้


