หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสร้างสื่ออ่านง่าย (Easy Read) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่ออ่านง่าย”
สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสร้างสื่ออ่านง่าย (Easy Read) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่ออ่านง่าย” ให้กับคุณครูโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนออทิสติก นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ระหว่างวันที่ 21 - 24 กรกฎาคม 2568 โดยนางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเปิดการอบรม และนางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวสนับสนุนการจัดกิจกรรม โดยการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี ศักดิ์ศิริผล หัวหน้าศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นวิทยากรแนะนำแนวทางการสร้างสื่ออ่านง่าย (Easy Read Guideline) และ ดร.อรอินทรา ภู่ประเสริฐ นักวิจัย และคณะทีมวิจัยเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นวิทยากรแนะนำการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่อดิจิทัลอ่านง่าย โดยมีคุณครูจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนออทิสติก นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เข้าร่วมการอบรมจำนวน 126 คน ซึ่งคุณครูที่เข้ารับการอบรมจะได้รับสิทธิในการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่อดิจิทัลอ่านง่ายเพื่อช่วยสนับสนุนให้การสร้างสื่ออ่านง่ายทำได้อย่างง่าย และทำให้นักเรียนออทิสติก นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้สามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สุดาวรรณ ประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรก มอบนโยบาย “การพัฒนากำลังคน และ การพัฒนา ววน.”
วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 – นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ประชุมคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) NSTDA Governing Board ในฐานะประธานคณะกรรมการ เป็นครั้งแรก ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยได้มอบนโยบายสำคัญต่อคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของ สวทช. ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ถนนโยธี กรุงเทพฯ ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากศูนย์แห่งชาติภายใต้สังกัด สวทช. ได้ให้การต้อนรับและเข้าร่วมรับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวว่า กระทรวง อว. มีการทำงานทุกมิติครบถ้วนอยู่แล้วในการขับเคลื่อนประเทศ และการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ และได้มอบนโยบายสำคัญของ 2 ส่วนหลักให้กับ สวทช. คือ 1. การพัฒนากำลังคน และ 2. การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้านการพัฒนากำลังคน ขอให้มุ่งเน้น เรื่อง สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับทั้งประเทศได้มีโอกาสทั้งในส่วนการเรียน และส่วนที่กระทรวง อว. ได้ให้การสนับสนุน ส่วนที่ทำดีอยู่แล้วขอให้ทำต่อไป เช่น เรื่องให้การสนับสนุนค่าสมัครสอบ TCAS และอีกส่วนคือ สร้างความเท่าเทียมเรื่องทุนการศึกษาที่หลากหลายเพื่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากนักวิจัย จากมหาวิทยาลัย รวมถึงการมอบทุนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลต้องการนำพาประเทศให้พัฒนาไปในทิศทางใด ซึ่ง กระทรวง อว. ทำอยู่แล้ว และขอให้โฟกัสมากยิ่งขึ้นว่า จะเจาะไปตรงส่วนใดเป็นพิเศษ ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ปัจจุบันทำงานได้ครอบคลุมแล้ว ส่วนที่ต้องการมุ่งเน้นคือ การสนับสนุนภาคการเกษตรเพราะประชากรไทยทำอาชีพเกษตรเป็นหลัก และพบปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่เริ่มในเรื่องการเพาะปลูก เรื่องเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ และการวิจัยเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ดำเนินการอยู่แล้วมีจำนวนเท่าไร ขอให้เพิ่มความเข้มข้น เช่น ดูว่าพืชผลการเกษตร พืชไร่ หรือ รายการส่งออกที่ทำรายได้ของประเทศระดับ Top 5 ยังขาดอะไรบ้าง อะไรที่ยังเป็นปัญหาและงานวิจัยที่ทำไปแล้วช่วยตอบโจทย์อะไรบ้าง รวมถึงภาพใหญ่ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เช่น เรื่อง PM2.5 เรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่กระทรวง อว. ทำงานบูรณาการหลายภาคส่วน ขอให้ดูว่าสิ่งที่ทำไปแล้วนั้นปฏิบัติจริงเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างไร นอกจากนั้น ให้โฟกัสเรื่องส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขอให้ผลักดันให้เห็นผลรวดเร็วและตอบโจทย์ “ ทั้ง 2 ด้าน ขอให้เน้นการกระจายไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ โดยได้หารือให้หน่วยงานร่วมกันสร้าง 1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น เพราะพื้นที่ต่างจังหวัดอาจมีโจทย์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีส่วนหน้าประจำจังหวัดต่าง ๆ อยู่แล้ว จึงเห็นควรให้ร่วมนำสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคราชการ หรือหน่วยงานในชุมชนต่าง ๆ มาพัฒนาร่วมกันให้เกิดความยั่งยืน” ภายหลังการรับมอบนโยบาย คณะผู้บริหาร สวทช. มีความพร้อมดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การดำเนินงานของ สวทช. ที่เน้นด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ในตอนท้ายการประชุม คณะกรรมการฯ ได้รับทราบความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานโครงการสำคัญต่าง ๆ พร้อมให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ กพร. พลิกโฉมวงการเหมืองแร่ไทยก้าวสู่ยุค Industry 4.0
วันที่ 21 กรกฎาคม 2568: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดสัมมนา “From ROCK to RICHES: เปลี่ยนเหมืองแร่ด้วย Industry 4.0” เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามแนวทาง Industry 4.0  โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกว่า 100 คน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. กล่าวต้อนรับและวัตถุประสงค์การจัดงานว่า สวทช. และ กพร. ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการสนับสนุนสถานประกอบการเหมืองแร่ให้เข้าสู่ยุค 4.0 ด้วยเครื่องมือ Thailand i4.0 Index และการพัฒนา Mining 4.0 Index ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของภาคเหมืองแร่ไทย พร้อมทั้งให้คำปรึกษาเชิงลึก และพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อวางรากฐานของระบบนิเวศเหมืองแร่อัจฉริยะ (Smart Mining) อย่างยั่งยืน การจัดสัมมนาในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการวางรากฐานของระบบนิเวศ “เหมืองแร่อัจฉริยะ” (Smart Mining) ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานและชุมชนโดยรอบได้อย่างยั่งยืน คุณอานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวเปิดงานว่า อุตสาหกรรม 4.0 มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ อุตสาหกรรมเหมืองแร่จำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อขับเคลื่อนสู่เหมืองแร่อัจฉริยะ โดยการตรวจประเมินความพร้อมเข้าสู่เหมืองแร่ 4.0 ซึ่งในโครงการนี้จะทำการพัฒนาดัชนีเหมืองแร่ 4.0 (Mining 4.0 index) โดยใช้เกณฑ์การประเมิน Thailand i4.0 Index ของ สวทช. ที่ปรับบริบทของมิติ เกณฑ์การประเมินและตัวชี้วัดให้เข้ากับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ผ่านการรับข้อมูลจากสถานประกอบเหมืองแร่อย่างน้อยจำนวน 50 บริษัท ซึ่งเข้ารับการประเมินระดับความพร้อมของสถานประกอบการด้วยตนเอง ผ่านเครื่องมือ Thailand i4.0 Check Up เพื่อทราบถึงจุดเด่นและจุดด้อยที่ควรพัฒนาปรับปรุง และสามารถใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ 4.0 (Mining 4.0) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย: การแนะนำโครงการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ 4.0 โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย สวทช. การบรรยายหัวข้อ “Mega Trends & Technology สู่ Mining 0” ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มเทคโนโลยีระดับโลกและโอกาสในการปรับใช้ในภาคเหมือง โดย รศ.ดร.พันธุ์ลพ หัตถโกศล ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมแร่ และ ดร.กฤตยา ศักดิ์อมรสงวน ผู้เชี่ยวชาญด้านเหมืองแร่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ การเสวนาหัวข้อ “Mining Tech & Investment 0: โอกาสทองในอุตสาหกรรมเหมืองยุคใหม่” ที่เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจโดยตรง ได้แก่ คุณสิทธิพงศ์ ขุนภิรมย์ Mineral Sourcing Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด คุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ, หัวหน้าส่วนงานการตลาดลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) คุณอธิการ บุญสม, Key Account Manager บริษัท Flender PTE LTD. ดร.กฤษฎา ท่าพระเจริญ นักวิจัยกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ MTEC, สวทช. คุณณัฐ กุลวงศ์วิทย์นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนปฎิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และดำเนินรายการโดย อาจารย์ศุภมาศ ชัยชนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมเหมืองแร่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วงท้ายผู้เข้าร่วมได้ร่วมซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ภายในงานยังเปิดรับสมัครสถานประกอบการเหมืองแร่ในกลุ่มกิจการเหมือง โรงแต่งแร่ และโรงโม่หิน เข้าร่วมโครงการสนับสนุนการเข้าสู่เหมืองแร่ 4.0 การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับโอกาสทางเทคโนโลยีและการลงทุน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ขยายผลขับเคลื่อนงานวิจัย “ระบบแนะนำเมนูอาหารกลางวันแบบอัตโนมัติ-คัดกรองการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็ก” ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับมอบหมายเป็นวิทยากรร่วมกับ ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค - สวทช.) เพื่อบรรยายในหัวข้อ "การขับเคลื่อนนโยบาย สวทช. สู่การปฏิบัติผ่านการใช้โปรแกรมบันทึกและคัดกรองการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กสำหรับโรงเรียน (KidDiary School) และโปรแกรมระบบแนะนำสำหรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ (Thai School Lunch) ของสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการอาหารกลางวันในสถานศึกษาสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างเดือนเมษายน - เดือนสิงหาคม 2568 ณ โรงแรมอเล็กซานเดอร์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา “กฎหมายเครื่องมือแพทย์ และแนวทางการปฏิบัติในแล็บทันตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยในการผลิตงานทันตกรรม”
❌สัมมนา Onsite ผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว❌ ------------------- ตอนนี้เราจึงเปิดถ่ายทอดสดเป็นรูปแบบสัมมนา Online ช่วงเช้า สามารถสมัครได้ที่ https://docs.google.com/.../1jNEkm4hxY9Xa.../edit... “กฎหมายเครื่องมือแพทย์ และแนวทางการปฏิบัติในแล็บทันตกรรม” อัปเดตมาตรฐาน และความปลอดภัยในการผลิตงานทันตกรรม 💉🦷 ------------------- 📅 วันที่ 7 สิงหาคม 2568 🕗 เวลา 08.30 – 15.30 น. 📍 📢รูปแบบสัมมนา Online ช่วงเช้า ------------------- 👨‍⚕️ เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการแล็บทันตกรรม ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ผู้สนใจทั่วไปในอุตสาหกรรมทันตกรรม ------------------- 📌 หัวข้อเข้มข้น อาทิ: ✅ การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ✅ แนวทางตรวจสอบสารเคมี ✅ มาตรฐาน ISO13485 ✅ กฎหมายเกี่ยวข้องจาก อย. และ สวทช. ✅ พร้อมช่วงถาม-ตอบแบบจัดเต็ม ------------------- 📍ลงทะเบียนภายใน 3 สิงหาคม 2568 📞 สอบถามเพิ่มเติม: piyawas@mtec.or.th | 02-564-6500 ต่อ 4782 #ฟรีสัมมนา #เครื่องมือแพทย์ #ทันตกรรม #MTEC #สวทช #มาตรฐานผลิตภัณฑ์
ปฏิทินกิจกรรม
 
สัมมนา “Medical Device Technologies Provide Added Value in Patient Care and in Economic Development”
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา 📢 📌"Medical Device Technologies Provide Added Value in Patient Care and in Economic Development" ------------------------ 🗓วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 🕜 เวลา 10.00 – 11.30 น. 📍 ห้องประชุม ห้องบุษกร ชั้น 1 อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ------------------------ 📌สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Sirorat Boonrattanakul 02 564 6500 #4414 siroratb@mtec.or.th ลงทะเบียนได้ที่: https://lnkd.in/gMsfYdCj
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช.ขอเชิญชวนสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต สมัครเข้ารับรางวัล
🔷 สวทช.ขอเชิญชวนสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต สมัครเข้ารับรางวัล 🏆 Industry 4.0 Recognition Awards 2025 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้กับสถานประกอบการที่มีความโดดเด่น ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมไปใช้เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) 📌 คุณสมบัติผู้สมัคร ✅ ผ่านการประเมิน Thailand i4.0 Index : i4.0 CheckUp (Self-assessment ผ่านระบบออนไลน์) หรือ Full Assessment จาก สวทช. ✅ สถานประกอบการมีความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่ Industry 4.0 อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านกระบวนการผลิต ระบบดิจิทัลอัตโนมัติ พัฒนาทักษะแรงงาน และการจัดการอย่างยั่งยืน ✅ ผลการประเมิน Thailand i4.0 Index ผ่านเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ สวทช. กำหนด 📅 กำหนดการ 🗓 รับสมัครถึง : 15 ส.ค. 2568 📣 ประกาศผล : 25 ส.ค. 2568 🎉 มอบรางวัล : 3 ก.ย. 2568 เวลา 18.00 น.📍 ณ โรงแรมคาร์ลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ 📥 สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติม: 🔗 https://www.nstda.or.th/i4platform 📞 สอบถาม: คุณภูวดล ☎️ 0 2564 7000 ต่อ 1350 ✉️ phuvadol.harntaepin@nstda.or.th คุณจาณิวรรณ ☎️ ต่อ 71557 ✉️ janiwan@nstda.or.th กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. 🔗 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับรางวัลเกียรติยศอันทรงเกียรติ Industry 4.0 ของไทย 🚀 ยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน #Industry4RecognitionAwards2025 #SmartFactory #i4Index #i4platform #NSTDA  
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. เปิดตัว “NSTDA ChatAI (ชาไทย)” แพลตฟอร์ม Generative AI ปลอดภัย ใช้งานง่าย ตอบโจทย์องค์กร
21 กรกฎาคม 2568 – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัว “NSTDA ChatAI” หรือ “ชาไทย” แพลตฟอร์ม Generative AI ประสิทธิภาพสูงเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรภายในองค์กร โดยเน้นความสะดวกในการใช้งานและความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสำคัญ NSTDA ChatAI (ชาไทย) ถือเป็นผลงานต่อยอดจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้าน Generative AI ในระดับองค์กรโดยเฉพาะ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับฐานข้อมูลเอกสารภายในองค์กร โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานโมเดล AI ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT (OpenAI), Claude (Anthropic) หรือ Pathumma LLM ซึ่งพัฒนาโดย NECTEC สวทช. อีกทั้งยังสามารถติดตั้งโมเดลใหม่ ๆ เพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย คุณสมบัติสำคัญของแพลตฟอร์ม “ชาไทย” ได้แก่ โต้ตอบสนทนาแบบ Generative AI ทั่วไป รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สอบถามข้อมูลจากเอกสารที่อัปโหลด วิเคราะห์ภาพถ่าย ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ และให้ระบบเลือกใช้งานชุดข้อมูลเฉพาะ (Collection) ประกอบการตอบคำถาม ด้วยเทคนิค Retrieval Augmented Generation (RAG) ที่ช่วยให้คำตอบอ้างอิงจากฐานข้อมูลขององค์กร มีมาตรการรักษาความปลอดภัย และควบคุมสิทธิ์เข้าใช้งานตามระดับผู้ใช้ในระบบองค์กร โดยในการเปิดตัวครั้งนี้ สวทช. ได้เปิดให้บุคลากรกว่า 1,300 คน ทดลองใช้งานแพลตฟอร์มชาไทย และวางแผนขยายไปยังบุคลากรทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2568 โอกาสนี้ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้แนะนำแนวทางการใช้ Generative AI อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเทคนิคการเขียน Prompt การทำความเข้าใจ AI Hallucination วิธีการตรวจสอบและนำผลลัพธ์ AI ไปใช้ให้ถูกวิธี ทั้งในงานวิจัยและงานสนับสนุน ตอกย้ำความมุ่งมั่นและนโยบายในการผลักดันเทคโนโลยี AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในองค์กร NSTDA ChatAI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ สวทช. จะเดินหน้าพัฒนาและขยายศักยภาพ NSTDA ChatAI อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน พร้อมเปิดใช้งานในวงกว้างอย่างเต็มศักยภาพในอนาคตอันใกล้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช.–UNIDO ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าเตรียมความพร้อมจัดการสาร POPs เพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืน
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการและการประชุมรับฟังความเห็น ในหัวข้อ “จากอนุสัญญาสตอกโฮล์มถึงกฎหมายไทย: อัปเดตสาร POPs และเตรียมความพร้อมจัดการ PFAS และ POPs ให้สอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการที่เอ็มเทค ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจาก องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และดำเนินรายการโดย ดร.วิชชุดา เดาด์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์กว่า 100 คน และผ่านระบบออนไลน์ มากกว่า 300 คน   นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า การสัมมนาและประชุมรับฟังความคิดเห็น “จากอนุสัญญาสตอกโฮล์มถึงกฎหมายไทย: อัปเดตสาร POPs” ที่จัดขึ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) สอดคล้องกับอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ที่มีเป้าหมายสำคัญในการลดและเลิกการผลิต การใช้ และการปลดปล่อยสาร POPs โดยกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภายในประเทศ การจัดสัมมนาในวันนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และ UNIDO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ ครั้งที่ 12 นำเสนอแผนดำเนินงานของไทย และรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสาร POPs โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดทิศทางการจัดการสารเคมีและของเสียให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต เพื่อลดและเลิกการใช้สาร POPs ตามเป้าหมายของอนุสัญญาสตอกโฮล์มต่อไป อัปเดตข้อมูลจากการประชุมภาคีสมาชิกครั้งที่ 12 (COP-12) ของอนุสัญญาสตอกโฮล์ม นางสาวปิยนันท์ อุดมแตง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ส่วนสารอันตราย กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอ ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ครั้งที่ 12 ซึ่งมีข้อมติสำคัญ ได้แก่ การขึ้นบัญชีสาร POPs ชนิดใหม่ และ ข้อยกเว้น (SC 12/9-15), การลดและขจัดการปลดปล่อยจากขยะ (SC 12/6) และแผนการดำเนินงานของ Compliance Committee ช่วงปี ค.ศ. 2026-2027 (12/22) “อนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ มีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีอันตราย โดยลด เลิก และควบคุมการผลิต การใช้ และการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีรายชื่อสาร POPs ภายใต้อนุสัญญาฯ รวม 37 รายการ ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 12 (SC COP-12) มีมติบรรจุสาร POPs ชนิดใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ Chlorpyrifos, MCCPs และ Long-chain PFCAs ในบัญชี Annex A เพื่อห้ามผลิตและใช้ พร้อมข้อยกเว้นพิเศษบางกรณี และปรับข้อยกเว้นของสาร UV-328 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจัดการของเสีย POPs และติดตามการปฏิบัติตามอนุสัญญา โดยไทยในฐานะภาคีสมาชิก ต้องเตรียมดำเนินมาตรการควบคุมและบริหารจัดการตามพันธกรณี” แนวทางการควบคุม POPs ภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย นางสาวจณัญญา อ่อนศรี ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตราย กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม บรรยายถึงแนวทางการควบคุมสาร POPs ภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย “ปัจจุบัน พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ได้แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ประเภท ตามระดับความเสี่ยงและรูปแบบการควบคุม ได้แก่ ประเภทที่ 1 ต้องแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริง ประเภทที่ 2 ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบ ประเภทที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาต และ ประเภทที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือครอบครองโดยเด็ดขาด ขณะที่บัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2568) ได้ปรับปรุงข้อมูลครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสาร POPs ที่อยู่ระหว่างขยายรายการควบคุมเพิ่มเติม เน้นย้ำผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผ่านระบบหารือเคมีภัณฑ์ออนไลน์ ที่ http://haz3.diw.go.th/hazvk/” การจัดการกากของเสียที่ปนเปื้อนสาร POPs นางนุชนาถ สุพรรณศรี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีการกำจัดและการจัดการกากอุตสาหกรรม กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบายถึงแนวทางการจัดการกากของเสีย และประเด็นการคัดแยกและกำจัดของเสียที่มีสาร POPs “การจัดการกากของเสียที่ปนเปื้อนสาร POPs เป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางไม่ใช่แค่การกำจัดของเสีย แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแยกประเภท การเก็บรวบรวม การขนส่ง การกำจัด ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารอันตรายและลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนอย่างยั่งยืน การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมระบบกำกับติดตามที่มีประสิทธิภาพ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อประเภทของเสีย และการตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ก่อให้เกิดของเสีย ผู้ขนส่ง ผู้รับกำจัด ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้กระบวนการจัดการของเสียเป็นไปอย่างปลอดภัย ครบถ้วน และลดผลกระทบในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม” ก้าวแรกสู่แผนปฏิบัติการระดับชาติ นางสาวประไพศรี อาสนรัตนจินดา ผู้อำนวยการส่วนสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขึ้นทะเบียน“ข้อยกเว้นพิเศษ” สำหรับสาร POPs กลุ่ม MCCPs “ภายใต้อนุสัญญาสตอกโฮล์ม เพื่อให้ประเทศไทยมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านการใช้สารทดแทนหรือกระบวนการผลิตเพื่อเลิกการใช้สารกลุ่ม MCCPs โดยกระบวนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนจำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคผู้ประกอบการในการให้ข้อมูลในรายการข้อยกเว้นพิเศษสำหรับการผลิตและการใช้สารกลุ่ม MCCPs พร้อมแนวทางควบคุมการปลดปล่อยสารออกสู่สิ่งแวดล้อม การป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และการเฝ้าระวังการปนเปื้อน เพื่อเสนอคณะกรรมการภายในประเทศ พิจารณาก่อนแจ้งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ โดยระยะเวลาข้อยกเว้นไม่เกิน 5 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี หากมีเหตุผลจำเป็นและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐภาคี” ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส เอ็มเทค สวทช. นำเสนอร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสาร POPs ให้สอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศ “แผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสารมลพิษตกค้างยาวนาน โดยเน้นสารในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น decaBDE, PFAS, และ MCCPs ที่พบในอุปกรณ์ไฟฟ้า โฟมดับเพลิง และในพลาสติกบางประเภท แผนปฏิบัติการนี้ มุ่งยกระดับทั้งด้านกฎหมาย การควบคุมการผลิต การนำเข้า การวางตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีสาร POPs ห้ามการรีไซเคิลวัสดุที่มีการปนเปื้อนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการในประเทศ พร้อมส่งเสริมมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้การจัดการสาร POPs มีประสิทธิภาพทั้งระบบ ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์หลัก เช่น การเสริมโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมการหมุนเวียนวัสดุ การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” การรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม ตลอดการสัมมนา ผู้เข้าร่วมได้รับฟังข้อมูลสำคัญและร่างแผนปฏิบัติการฯ อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในช่วงสรุปอย่างสร้างสรรค์ ข้อเสนอแนะเหล่านี้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนฯ ให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความพร้อมของไทยในการบำบัดและกำจัดสาร POPs อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ POPs และเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ที่ www.mtec.or.th/smartcircular DE4CE@mtec.or.th  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกพันธมิตรรวม 10 หน่วยงาน ร่วมมือพัฒนา “ฐานข้อมูลและตัวชี้วัด” หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นำไทยสู่ Net Zero แข่งขันเวทีโลก
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ร่วมกับผู้บริหารจาก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด "S&T Implementation for Sustainable Thailand" โดยมีสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน” มีบทบาทด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก (GHGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี พ.ศ.2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 “การลงนามความร่วมมือในวันนี้ สวทช. จะมีบทบาทเป็นเลขานุการเครือข่ายร่วมกับ สอวช. และเป็นหน่วยงานวิจัยที่ร่วมดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำฐานข้อมูล และตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สำคัญต่อประเทศ สนับสนุนกระบวนการทำงานและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตลอดจนร่วมผลักดันโจทย์วิจัยที่เกี่ยวข้องและร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นของสมาชิกเครือข่ายฯ เพื่อให้สามารถผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว นางสาววรรณภา คล้ายสวน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ ที่สามารถนำไปใช้ในการประเมินระดับการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เช่น ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ถูกกำหนดเป้าหมายไว้ในหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 อีกทั้งเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการของสหภาพยุโรป CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ดังนั้นการมีข้อมูลและตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพ รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการพัฒนาตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator, GEl) ซึ่งสอดรับกับความร่วมมือระหว่าง 10 หน่วยงานในวันนี้ โดยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศต่อไป โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเรือธงของยุทธศาสตร์ สอวช. ที่ตั้งเป้าหมายสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) กล่าวว่า มสท. จะร่วมสนับสนุนและเสนอแนะข้อมูลความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเศรษฐกิจการค้าและความยั่งยืน พร้อมเสนอโจทย์งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้คำปรึกษาทางวิชาการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเสริมกับศักยภาพของ สวทช. ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอนในภาคส่วนต่าง ๆ จะช่วยยกระดับการใช้ฐานข้อมูลและองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำหนดนโยบาย และการผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า สผ. มีภารกิจจัดทำนโยบาย แผน มาตรการ กลไก รวมถึงการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติบนพื้นฐานบูรณาการข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลและตัวชี้วัด ความร่วมมือในวันนี้จะเป็นการวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนประเทศที่สอดรับทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเป้าหมายสากลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส.อ.ท. กล่าวว่า สอท. จะมีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลความต้องการและความเร่งด่วนของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และให้การสนับสนุนทั้งด้านความร่วมมือและองค์ความรู้จากเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กสอ. กล่าวว่า กสอ. มีบทบาทในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมขีดความสามารถทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs นำแนวคิด BCG มาปรับใช้ในธุรกิจ พร้อมส่งเสริมด้านการปรับปรุงกระบวนปารผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยึดมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมโดยรอบ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการลดก๊าซเรือนกระจก สู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสถิติของประเทศ จะร่วมพัฒนาและบริหารจัดการฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการสร้างสถิติทางการที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการติดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับชาติและสากล สสช. จะเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพในอนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า อบก. เป็นหน่วยงานรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐานสากล มีบทบาทสำคัญในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งในการลงนามครั้งนี้ อบก. จะร่วมบริหารจัดการเครือข่าย ให้คำแนะนำการจัดทำข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทไทย และสนับสนุนกิจกรรมของภาคีเครือข่าย เพื่อให้รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ มุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2065 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนโยบายและมาตรการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมลงนาม MOU พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเชิงนโยบาย เสนอโจทย์วิจัยและเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและงบประมาณ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย นาโนเทค จับมือ คพ. หนุนใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นำร่องลุ่มน้ำกก-ฝุ่น PM2.5
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) และคุณภาพน้ำ นำร่องใช้นวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ ร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้เข้าถึงประชาชน แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด "S&T Implementation for Sustainable Thailand" หรือ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน มุ่งเน้นเป้าหมายหลักใน 4 มิติ ได้แก่ การสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มการพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนพันธกิจการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไปสู่การใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ทำให้งานวิจัยเข้าถึงประชาชนและถึงผู้ใช้ประโยชน์จริงจากนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือนี้ไม่เพียงรวมทรัพยากรของสองหน่วยงาน แต่ยังเสริมพลังซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้ความรู้และนวัตกรรมเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสองหน่วยงาน” ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจย้ำ ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. โดยนาโนเทค ได้ร่วมประชุมกับกองจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (นำโดยดร. ชานัน ติรณะรัต ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพน้ำ) กำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเด็นคุณภาพน้ำ จากวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. โดย นาโนเทค และเอ็มเทค (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ) นำสู่การทำงานร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ หรือ สคพ. ในการตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคสำหรับชุมชนภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างปี 2566-2567 เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดมากกว่า 2,700 ครัวเรือน ในปี 2568 มากกว่า 24,000 ครัวเรือน และจะขยายวงกว้างในพื้นที่อื่นในอนาคต โดยอาศัยนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ กิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางการวิจัยของนาโนเทคหรือที่เรียกว่า strategic focus : น้ำและสิ่งแวดล้อม ที่ตอบโจทย์และปัญหาที่สำคัญของประเทศ “โครงการที่เราทั้งสองหน่วยงานคาดว่า จะดำเนินการร่วมกันภายใต้ความร่วมมือฯ นี้ คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ เพื่อสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำกกในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ สคพ. 1 เชียงใหม่ ในการเก็บตัวอย่างน้ำในลุ่มน้ำกก เพื่อนำไปวิเคราะห์ด้วยเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าตรวจวัดโลหะหนัก หรือ Chem Sense ที่เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนัก ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู” ดร. อุรชากล่าว ผลจากการตรวจด้วยนวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าของนาโนเทคนั้นพบว่า สอดคล้องกันกับผลจากวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า เครื่องมือนี้สามารถนำไปขยายผลเป็นเครื่องมือคัดกรอง ที่สามารถรู้ผลทันที สำหรับการเฝ้าระวังในพื้นที่ และดำเนินการป้องกัน-แก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่ครอบคลุมการต่อยอดใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ของนาโนเทคอีกด้วย เช่นเดียวกับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) ก็เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ที่ สวทช. พร้อมจะทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้ขยายผลเพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีความรุนแรง ซับซ้อน และแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ในการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านนาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโลหะวัสดุ และเทคโนโลยีด้านพลังงาน “ที่ผ่านมา สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องมือตรวจวัดโลหะหนักที่สำคัญ ๆ เช่นเครื่อง Chem Sense เครื่องเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า สำหรับตรวจวัดโลหะหนัก ซึ่งสามารถตรวจวัดเบื้องต้นในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งสามารถสนับสนุนการทำงานของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนามาตรฐานและ มาตรการการจัดการมลพิษ รวมถึงการกำกับ ดูแลและบังคับใช้กฎหมายในการจัดการมลพิษทั้งด้านน้ำ อากาศ เสียง กากของเสียและสารอันตราย ดังนั้น การบูรณาการในครั้งนี้จึงเป็นเพื่อการร่วมกันพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ อากาศ กากของเสีย สารเคมีหรือสารมลพิษต่าง ๆ และสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันในอนาคตต่อไปนี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่เป็นการบูรณาการหลายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าว อธิบดีกรมควบคุมมลพิษชี้ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่เราจะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน และตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยดีขึ้น ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย       
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘N-sense’ อุปกรณ์คัดกรอง BY2 ตกค้างในทุเรียน รับมือวิกฤตส่งออกจีน
    Basic Yellow 2 หรือที่นิยมเรียกกันในชื่อ BY2 คือ สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและกระดาษ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์บางประเภท โดยสารชนิดนี้อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (พบการก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีผลการทดสอบทางคลินิก) ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศนำสารชนิดนี้มาย้อมเปลือกทุเรียน เพื่อให้เปลือกมีสีเหลืองทอง น่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้เดือนมกราคมที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศ โดยผู้ส่งออกต้องแนบเอกสารใบรับรองการตรวจสอบสาร BY2 ว่าไม่มีสารปนเปื้อนที่เปลือก (หรือมีไม่เกิน 2 ppb) กรมวิชาการเกษตร ประเทศไทย จึงได้ออกมาตรการ Set Zero หรือห้ามไม่ให้มีการใช้สาร BY2 กับทุเรียนส่งออกทันที โดยหากตรวจพบ ผู้ประกอบการจะโดนระงับการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชที่ต้องใช้แนบประกอบการส่งออก และอาจนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา N-sense อุปกรณ์วิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 แบบพกพา ใช้งานง่าย รู้ผลใน 20 นาที   [caption id="attachment_71191" align="aligncenter" width="750"] ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ตั้งแต่มีการประกาศถึงอันตรายจากการใช้งานสาร BY2 ในอุตสาหกรรมทุเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งพัฒนาอุปกรณ์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองปริมาณสารตกค้าง เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเครื่องมือง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น “สาร BY2 เป็นสารเคมีชนิดละลายน้ำได้ มีความทนทานต่อแสงและความร้อน สารชนิดนี้จึงมีโอกาสตกค้างในพื้นที่ที่ใช้งานได้นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของสาร ดังนั้นแม้สถานประกอบการจะหยุดใช้สารชนิดนี้ก่อนจัดเก็บผลผลิตทุเรียนชุดใหม่แล้ว ก็อาจยังมีสารตกค้างอยู่ตามลัง พื้นที่โรงคัดบรรจุ หรือกระทั่งเสื้อผ้าและถุงมือของแรงงาน ซึ่งจะปนเปื้อนทุเรียนที่เข้ามาใหม่ได้ “ทั้งนี้หากการตรวจหาปริมาณสาร BY2 ตกค้าง เพื่อออกเอกสารรับรองสำหรับส่งออก พบการปนเปื้อนแม้เพียงผลใดผลหนึ่งจากการสุ่มตรวจทั้งหมด ทุเรียนในลอตนั้นจะโดนตีกลับทั้งหมดทันที โดยทั่วไปตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ บรรจุได้ประมาณ​ 2,000-4,000 ผล หรือน้ำหนักประมาณ 15-18 ตัน ซึ่งผู้ประกอบการหรือกลุ่มเกษตรกรไทยส่งออกลอตละ 1-50 ตู้ต่อรายต่อวันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลได้” จากข้อมูลล่าสุด ณ​ เดือนเมษายน ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการ 10 แห่ง ที่ได้รับการรับรองจากกรมศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และอยู่ภายใต้การรับรองของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจและออกใบรับรองการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 ปนเปื้อนในเปลือกทุเรียนว่าไม่เกิน 2 ppb โดยใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงต่อลอต และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อชุดตัวอย่างที่สุ่มตรวจ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อ 1 ตู้คอนเทนเนอร์   [caption id="attachment_71190" align="aligncenter" width="750"] ดร.อรรณพ คล้ำชื่น ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]   ดร.อรรณพ คล้ำชื่น ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงความปลอดภัยและสารสนเทศ นาโนเทค สวทช. ทีมวิจัยผู้พัฒนา N-sense อุปกรณ์วิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 แบบพกพา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีเซนเซอร์และการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุปกรณ์ชนิดนี้ โดยอุปกรณ์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ขั้วเซนเซอร์เคมีไฟฟ้าที่มีความจำเพาะกับสาร BY2 และเครื่องอ่านและประมวลผลแบบพกพา     “N-sense ใช้งานง่าย ผู้ใช้งานเพียงตัดเปลือกทุเรียนจากผลที่ต้องการสุ่มตรวจมาปั่นละเอียด แล้วนำเปลือกที่ปั่นแล้วปริมาณ 1 กรัม ไปผสมกับแอลกอฮอล์ปริมาณ 5 มิลลิลิตรในหลอดทดลอง เขย่าสารให้เข้ากันแล้วตั้งทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใช้หลอดดูดเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลวมาหยดลงบนขั้วของเซนเซอร์ที่เสียบไว้กับเครื่องอ่านผล เพียงเท่านี้ก็จะทราบผลการวิเคราะห์เป็นตัวเลขปริมาณสาร BY2 ที่ตรวจพบได้ภายใน 1-2 นาที หรือใช้เวลาตรวจรวมไม่เกิน 20 นาที ทุกขั้นตอนทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตรวจและอ่านผล” เทคโนโลยี N-sense ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นตรวจวัดปริมาณสาร BY2 ได้ที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.56 ppb มีความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 85 มีอัตราการคลาดเคลื่อนของปริมาณสารที่ตรวจวัดได้ต่ำ อย่างไรก็ตามอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองเพื่อออกเอกสารประกอบการส่งออกได้   [caption id="attachment_71198" align="aligncenter" width="750"] สมาน พรหมมา ประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนวังจันทร์ จ.ระยอง[/caption]   สมาน พรหมมา ประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนวังจันทร์ จ.ระยอง ในฐานะตัวแทนกลุ่มเกษตรที่มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 300 ไร่ เล่าว่า หลังจากมีการออกมาตรการตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนที่จะส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต่างต้องเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสารนี้ และดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผลทุเรียนมี BY2 ตกค้างหรือปนเปื้อน “การที่นักวิจัยจากนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีคัดกรองที่ใช้ตรวจง่าย รู้ผลเร็ว และมีราคาจับต้องได้ ซึ่งถูกกว่าการตรวจโดยห้องปฏิบัติการประมาณ 10 เท่ามาช่วยเหลือ มีส่วนช่วยทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในกลุ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะการได้สุ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่ต้นด้วยตัวเองก่อนเตรียมการส่งออกผลผลิต จะช่วยลดโอกาสความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายมหาศาลได้เป็นอย่างดี”     ปัจจุบันทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. กำลังวางแผนร่วมกับสมาคมทุเรียนไทยและสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย เพื่อขยายผลการทดสอบใช้งานอุปกรณ์ N-sense เพิ่มเติมในจังหวัดระยอง จันทบุรี และชุมพร โดยได้ผลิตอุปกรณ์เตรียมไว้แล้วประมาณ 50 ชุด นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนขอความร่วมมือไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิชาการเกษตรในการสอบเทียบมาตรฐานอุปกรณ์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ที่งานพัฒนาธุรกิจ นาโนเทค สวทช. อีเมล์ bdis-bdv@nanotec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์​ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผลงานวิจัยเด่น