ผลการค้นหา :
คณะผู้บริหารและตัวแทนบุคลากร สวทช. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ และพิธีลงนามถวายพระพรฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยมีประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูงของทุกส่วนราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจมหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน
พิธีเริ่มต้นขึ้นในเวลา 06.00 น. เมื่อรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ถึงบริเวณเวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง เดินขึ้นสู่เวที ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้
จากนั้น รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ทั้งนี้คณะผู้บริหารจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกอบด้วย ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรุต หนูรักษ์ และ นายพงศกร ปองภวิล ตัวแทนบุคลากร สวทช. เข้าร่วมกิจกรรมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินในครั้งนี้
ต่อมาในเวลา 09.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อว. ร่วมถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพร ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมหาราชวัง คณะผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนประเทศไทย ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์ ในงานประชุมด้าน AI ระดับโลก เน้นย้ำความสำเร็จของยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติเพื่อสร้างระบบนิเวศที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเกียรติ เข้าร่วมการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) & High-Level Meeting on Global AI Governance 2025 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของสภาแห่งรัฐสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งาน AI อย่างปลอดภัย มีธรรมาภิบาล จริยธรรม และสร้างสรรค์ พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมระดับสูง (High Level Meeting) เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการพัฒนา AI อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565-2570 (Thailand National AI Strategy) ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวง อว. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ด้านสังคม จริยธรรม กฏหมาย และกฏระเบียบสำหรับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุน การเพิ่มศักยภาพบุคลากรและการพัฒนาการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐและภาคเอกชน
และได้นำเสนอวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมุ่งมั่นพัฒนา AI ที่ยึดหลักมนุษยนิยม ความครอบคลุม และความยั่งยืน พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่น่าเชื่อถือและใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก”
พร้อมตัวอย่างความสำเร็จของประเทศไทยในการดำเนินงานด้านการพัฒนากำลังคน ได้ฝึกอบรมผู้เรียนกว่า 113,000 คน, นักศึกษากว่า 1,214 คนในหลักสูตร AI โดยสถาบันวิศวกรรม AI และ 1,563 คนใน 21 หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการ Super AI Engineer ที่ดึงดูดผู้สมัครกว่า 10,000 คนในปีที่ผ่านมา และประเทศไทยเข้าร่วมการประเมินความพร้อม AI ของ UNESCO, เป็นเจ้าภาพร่วมงาน UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3, และมีบทบาทในกลุ่ม Hiroshima AI Process, OECD, และ ASEAN โดยประเทศไทยได้ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้าน AI ในอาเซียน โดยมีเป้าหมายให้มีผู้ใช้ AI 10 ล้านคน, นักวิชาชีพ 90,000 คน, และนักพัฒนา 50,000 คน ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, แพลตฟอร์ม open-source, และแรงจูงใจสำหรับอุตสาหกรรม โครงการสำคัญ ได้แก่ National Data Bank, Open-Source AI Community, AI Standards and Benchmark Hub
งานประชุม WAIC 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2568 ภายใต้ธีม "Global Solidarity in the AI Era" หรือ “ความสามัคคีของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์” โดยมีเป้าหมายให้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีชั้นนำด้านเทคโนโลยี เวทีสาธิตการประยุกต์ใช้ เวทีเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรม และเป็นพื้นที่หารือด้านธรรมาภิบาล AI เป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้แทนระดับสูงจากกว่า 50 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ และตัวแทนจากองค์กรชั้นนำ เช่น Siemens, Alibaba, Tencent, MiniMax และ iFlytek ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์เกฟฟรีย์ ฮินตัน (Prof. Dr. Geoffrey Hinton) “บิดาแห่ง AI” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ. 2024 และรางวัลทัวริง (Turing award) ใน ปี ค.ศ. 2018 ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ"Will Digital Intelligence Replace Biological Intelligence?" ในช่วงพิธีเปิดงานประชุม WAIC 2025 ครั้งนี้ด้วย
นอกจากนั้น ในช่วงพิธีเปิดการประชุม ได้มีการเปิดตัวศูนย์วิจัยและการดำเนินงานโครการต่าง ๆ ด้าน AI ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแสดงให้เห็นถึงสัมฤทธิผลและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี AI ในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น Center for Global AI Innovative Covernance, AI from China-Benefit the World (2025)- Case Collection, International Open Source AI Cooperation Initiative, China's Solution to Early Warnings for AI: MAZU, AI Agent for Urban Multi-Hazard Early Warning: MAZU-Urban, Global AI Governance Action Plan
ครอบคลุมพื้นที่นิทรรศการกว่า 70,000 ตารางเมตร มีการนำเสนอเทคโนโลยี AI กว่า 100 รายการ รวมถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) กว่า 40 โมเดล หุ่นยนต์อัจฉริยะ 60 ตัว และผลิตภัณฑ์ AI สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การแพทย์ การเงิน และการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมและเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น
- AI+:Large Model shapes the future
- TeleAI Shares Intelligence
- Build And Participate Together——China Telecom Artificial Intelligence Ecological Conference(2025)
- AI Safety and Governance Forum
- Embodied Intelligence Innovation Forum (EIIF):Global Perspectives on New Opportunities in Embodied AI
- 025 AI Women Elites Forum
- Forum on Artificial Intelligence Empowering New-type Industrialization Development
- Global AI policy Dialogue and Collaboration Development Forum
- AI For SME , Boundless Technology
- Global Cooperation: Shaping a Symbiotic Future for Medical and Health Care Forum
- Enterprise AI Agents Empower Industry Transformation Forum
- BUILDING THE FUTURE-Transforming the Future of Manufacturing
- Greater Bay Area Hub in the AI Era: Hong Kong's Vision for an Intelligent Economy
- Evolving with AI: Iterations and Resilience of Artistic Creativity Forum
- The Development of AI+ Cultural Tourism Audio-visual
- IntelliHeal Future - AI Music Therapy and WFS Spatial Audio Innovation Forum
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’
วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” นาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีทั้งไทยและระดับโลก พร้อมยกขบวนนวัตกรรมเด่นด้านนาโน-เทคโนโลยี อาทิ ไข่โอเมก้าสูง, สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง, ชุดตรวจสำหรับคนไทย, ระบบ/ต้นแบบการจัดการน้ำเพื่ออุตสาหกรรม, ไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม พร้อมโชว์ความสำเร็จของงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์จาก 2 บริษัทเอกชนชั้นนำอย่างสเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ ก่อนจัดเต็มกับ NanoThailand2025 ระหว่างวันที่ 3–5 พ.ย. นี้
ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Nanotechnology: Revolutionizing the Future Thailand” ว่า นาโนเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงแค่ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก
ในอนาคต เราจะได้เห็นนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมอนาคตประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ซึ่ง ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ยกตัวอย่างของ การยกระดับอุตสาหกรรม ที่นาโนเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าในภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นาโนเทคโนโลยียังสามารถตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย และครอบคลุมเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน, สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงด้านการเสริมขีดความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจฐานราก
“ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs: Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ นาโนเทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ BCG ของไทยในระยะยาว ซึ่งการประชุม NanoThailand2025 ที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักนวัตกรรม ทั้งในประเทศและระดับสากล มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันผลงานวิจัย และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และยังเป็นโอกาสในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และนักเรียนนักศึกษาที่สนใจในศาสตร์ด้านนาโนเทคโนโลยีอีกด้วย” ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ย้ำ
รศ. ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 จากการรวมตัวของพันธมิตร ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐและภาควิชาการ 8 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายความเป็นเลิศของนาโนเทค สวทช. โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้วิชาการทางด้านนาโนเทคโนโลยี พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคเอกชนนำความรู้ทางด้านนาโนเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน
สมาคมนาโนฯ มีบทบาทที่สำคัญอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านอุตสาหกรรมและด้านวิชาการ โดยในด้านอุตสาหกรรมนั้น สมาคมฯ ได้จัดทำ โครงการฉลากนาโน (NanoQ) เพื่อให้การรับรองผลิตภัณฑ์นาโนสำเร็จรูปที่มีส่วนประกอบเป็นวัสดุนาโนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตโดยใช้นาโนเทคโนโลยีและมีสมบัติตรงตามที่ได้ระบุ ส่วนบทบาทในด้านวิชาการนั้น คือ การประชุมวิชาการและงานนิทรรศการแสดงความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีระดับนานาชาติ (NanoThailand) ที่จัดขึ้นทุกสองปี โดยการสนับสนุนของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศและยังเป็นการสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสให้นักวิจัยนาโนของไทยได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” หรือนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) เป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากนักวิจัยในระดับแนวหน้าของไทยและทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ Plenary Speaker ศ. มิชิยะ มัตสึซากิ (Prof. Michiya Matsusaki) จาก Graduate School of Engineering, Osaka University นักวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลงานที่โดดเด่นคือ การพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติสำหรับชีวภาพ (3D-bioprinting) ด้วยความเชี่ยวชาญในการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ เส้นใยไขมัน และเส้นใยหลอดเลือด นำมาประกอบกันเป็น “เนื้อวากิวเพาะเลี้ยง” โดยใช้เครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ ซึ่งจะมานำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่สนใจของทั้งโลก บนเวที NanoThailand ในครั้งนี้
ดร.อุรชา ในฐานะประธานจัดงาน NanoThailand2025 เผยว่า ภายในงานประกอบไปด้วย 12 หัวข้อการประชุมย่อยที่มีวิทยากรรับเชิญ 70 ท่านจาก 20 ประเทศ ครอบคลุมหัวข้อวัสดุศาสตร์และงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัย 200 หัวข้อในรูปแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ พร้อมด้วยการนำเสนอผลงานจากสตาร์ตอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และกิจกรรม Tech-to-Market: Bridging Innovation and Commercialization ที่มุ่งเน้นการจับคู่ธุรกิจ
“ปีนี้จะมีการมอบรางวัลนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (Thailand Nanotechnology Awards) ขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ Young Nanotechnologist Award ให้กับนักเทคโนโลยีนาโนอายุไม่เกิน 40 ปี ที่มีผลงานการวิจัยพัฒนาโดดเด่น, Nanotechnology Start-up Award ให้กับบริษัทสตาร์ทอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และ Nanotechnology Hall of Fame ให้กับบุคคล/หน่วยงานที่มีผลงานนาโนเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม” ดร.อุรชาเผย
ภายในงานแถลงข่าว ยังนำเสนอผลงานวิจัยเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจาก สวทช. และพันธมิตร อาทิ บูธแสดงผลงานวิจัยเด่นจาก สวทช. และพันธมิตร ได้แก่
ผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC 4 Strategic Focus)
ไข่โอเมก้าสูง (SFเกษตรและอาหาร) ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือนำส่งสารสำคัญสู่ระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่และส่งเสริมให้มีการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในไข่ไก่ ด้วยตัวพาไขมันที่มีโครงสร้างระดับนาโน (Nanostructured Lipid Carriers หรือ NLC) โดยไข่ไก่ 1 ฟอง จะมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าไข่ไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า
สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง (SFสารสกัดสมุนไพร) โดยวิจัยพัฒนาสารสกัดกระชายดำมาตรฐาน (Standardized Extract) รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพ เพื่อการยับยั้งกระบวนการแก่ของเซลล์ (anti-aging) เพื่อการผลักดันเป็น Thailand herbal champion อย่างเป็นรูปธรรม
ชุดตรวจสำหรับคนไทย (SFชุดตรวจสุขภาวะ) เป็นแพลตฟอร์มชุดตรวจทางการแพทย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่นำไปสู่การเดินหน้าแบบยั่งยืนของประเทศ ด้วยนวัตกรรมที่วิจัย พัฒนา และผลิตเพื่อใช้เองในประเทศ อาทิ ชุดตรวจคัดกรอง-ตรวจติดตามเบาหวานโดยไม่ต้องอดอาหาร (SugarAL) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงปริมาณ (GO-Sensor Albumin Test) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพ (AL-Strip) เป็นต้น
ระบบ/ต้นแบบการจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (SFน้ำและสิ่งแวดล้อม) เป็นการเปลี่ยนผ่านข้อจำกัดเป็นมูลค่าอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เช่น การนำน้ำเสียและของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารที่มีมูลค่าสูง การตรวจวัดและลดการปนเปื้อนของสารอันตรายให้อยู่ในมาตรฐาน
และผลงานจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายนาโน อย่างไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลิตภัณฑ์นาโนด้านเกษตรยั่งยืน จากบริษัท ซัสเทน อินโนเทค จำกัด
นอกจากนี้ ยังเปิดตัวนวัตกรรมเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจากพันธมิตรเอกชน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BGold นวัตกรรมกระชายดำลดพุง ลดโรค โดย บริษัท สเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และ นวัตกรรมการเคลือบวัสดุและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน โดย กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จจากการต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของพันธมิตรภาคเอกชนที่จับมือกันขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่มือผู้บริโภค
การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ : https://www.nano-thailand.com
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“สุดาวรรณ” นำคณะผู้บริหาร อว. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( อว. ) นำคณะผู้บริหาร ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ( NBT ) โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ได้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวง อว.ด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ตอกย้ำบทบาทผู้นำความร่วมมือด้านวิจัยระดับภูมิภาค ในงาน STS Forum ASEAN-Japan ครั้งที่ 9 ณ กรุงจาการ์ตา
สวทช. ตอกย้ำบทบาทผู้นำความร่วมมือด้านวิจัยระดับภูมิภาค ในงาน STS Forum ASEAN-Japan ครั้งที่ 9 ณ กรุงจาการ์ตา
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติร่วมบรรยายในหัวข้อ "Advancing Strategic Collaboration in Interdisciplinary Research Areas for Regional Development" ภายในงาน STS Forum ASEAN-Japan Workshop ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ National Research and Innovation Agency (BRIN) กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
ดร.อุรชา ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ แบ่งปันทรัพยากร และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นำเสนอ ได้แก่ การดำเนินงานภายใต้ ASEAN Network on Bio-Circular-Green (BCG) Economy ซึ่ง สวทช. ทำหน้าที่เป็นประธานและเลขานุการเครือข่าย เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนาบุคลากร และส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอความก้าวหน้าในการผลักดัน ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับอาเซียน (ASEAN Regional Research Infrastructure Strategy) ภายใต้การนำของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สวทช. โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศวิจัยระดับภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันในระดับสากล ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานวิจัย การกำหนดมาตรฐานกลาง การสนับสนุนทุนวิจัยร่วม และกลไกการดำเนินงานที่เอื้อต่อการวิจัยข้ามพรมแดน
ในช่วงการอภิปราย ดร.อุรชา ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น “บทบาทของการวิจัยสหวิทยาการ นวัตกรรม และสังคมศาสตร์ในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่น (resilient, smart cities)” โดยยกตัวอย่าง “Traffy Fondue” แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะที่พัฒนาโดย สวทช. เป็นการผสานการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล และพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับเรื่องร้องเรียนของภาครัฐผ่านช่องทาง LINE Application โดยสามารถจำแนกประเภท แจ้งเตือนหน่วยงานที่รับผิดชอบ และวิเคราะห์ความพึงพอใจของประชาชนได้อย่างแม่นยำ ผลจากการใช้งานจริงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าสามารถลดระยะเวลาในการตอบสนองจากเดิมเฉลี่ย 3 เดือน เหลือเพียง 1 วัน และมีผู้ใช้งานรวมมากกว่า 630,000 รายในกว่า 25 จังหวัดทั่วประเทศ ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการเทคโนโลยีและสังคมศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน
สวทช. ยืนยันพันธกิจในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ครอบคลุมและทั่วถึง เพื่อร่วมกันยกระดับความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน และสร้างรากฐานการพัฒนาที่มั่นคง ยั่งยืน และเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในระยะยาว
STS Forum ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีระดับโลกสำหรับผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการหารือเกี่ยวกับความท้าทายสำคัญของสังคม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการประชุมประจำปี ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลกในการพัฒนา STI ส่วนเวที ASEAN-Japan Workshop ในแต่ละปี ถือเป็นส่วนขยายของการประชุมหลักที่มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์
Facebook/Instagram Caption
At the 9th STS Forum ASEAN-Japan Workshop in Jakarta, Dr. Uracha Ruktanonchai, Executive Director of NANOTEC–NSTDA, showcased Thailand’s leadership in promoting regional research collaboration and inclusive innovation. From the ASEAN BCG Network to the cutting-edge ASEAN RRI Strategy, she emphasized the power of interdisciplinary approaches in building a resilient, sustainable ASEAN.
A highlight: Thailand’s own Traffy Fondue—an AI-powered civic tech platform that's transforming public service response times 117x faster. An inspiring example of science, tech, and social sciences working together for smart, resilient cities.
ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.นาโนเทค สวทช. ร่วมบรรยายในงาน STS Forum ASEAN-Japan ครั้งที่ 9 ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อถ่ายทอดบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือวิจัยระดับภูมิภาค และนวัตกรรมที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน จากเครือข่าย ASEAN BCG Network สู่ยุทธศาสตร์ ASEAN Research Infrastructure (RRI) สวทช. เดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ให้การวิจัยและเทคโนโลยีเข้าถึงทุกกลุ่ม
ไฮไลต์เด็ด: “Traffy Fondue” แพลตฟอร์ม AI ฝีมือคนไทย เปลี่ยนระบบร้องเรียนภาครัฐให้เร็วขึ้น 117 เท่า! ช่วยสร้างเมืองอัจฉริยะที่ตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
TAIST-Science Tokyo จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568
(วันที่ 17 กรกฎาคม 2568) - โครงการ TAIST-Science Tokyo ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศประจำปีการศึกษา 2568 สำหรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาบัณฑิตศึกษา ด้านวิศวกรรมขั้นสูง หลักสูตรนานาชาติ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ เสริมสร้างความเข้าใจในหลักสูตร และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษารุ่นพี่และรุ่นน้อง
ในช่วงของกิจกรรม ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงานต้อนรับคณะผู้มีเกียรติและนักศึกษาที่เข้าร่วม ตามด้วยการกล่าวต้อนรับและแนะนำโครงการฯ โดย Prof. Dr. Jun-ichi Takada รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวให้โอวาทแก่นักศึกษา
ในปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 62 ทุน ประกอบด้วยผู้รับทุนจากประเทศไทย กัมพูชา บังกลาเทศ เบลเยียม พม่า เวียดนาม ศรีลังกา และอินเดีย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นนานาชาติของโครงการอย่างแท้จริง
กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่
ช่วงเช้า
มีการบรรยายแนะนำหลักสูตร
Automotive and Advanced Transportation Engineering (A2TE Program) โดย รศ.ดร.ภัทรมน จงประดิษฐ์
Artificial Intelligence and Internet of Things (AIoT Program) โดย รศ.ดร.วารี กงประเวชนนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตร AIoT
Sustainable Energy and Resources Engineering (SERE Program) โดย รศ.ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต ผู้อำนวยการหลักสูตร SERE
และการแนะนำหลักสูตร Rail Transportation Certificate (RT) โดย ผศ.ดร.ศิรดล ศิริธร
ต่อด้วยการบรรยายจากนักวิจัยของ สวทช. เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักหัวข้องานวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษา
โดยมีผู้แทนจากศูนย์วิจัยแห่งชาติต่าง ๆ ได้แก่
ดร.เบญจพร สุรารักษ์ (BIOTEC)
ดร.ชินะ เพ็ญชาติ (MTEC)
ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล (NECTEC)
ดร.ภัทร์ศยา อนุกูลวิทยา (NANOTEC)
ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ (ENTEC)
ช่วงบ่าย
เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง นำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัย MTEC, NECTEC และ ENTEC และกิจกรรมพูดคุยกับนักวิจัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกหัวข้อวิจัยและการทำงานร่วมกันในอนาคต
บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และเปี่ยมด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของนักศึกษาใหม่สู่เส้นทางวิจัยและวิศวกรรมระดับสากลในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( โยธี ) กระทรวง อว. โดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568
พิธีภายในงานประกอบด้วย การลงนามถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ แสดงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ตลอดจนร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชา เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ในโอกาสเดียวกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช., ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมกิจการผู้สูงอายุ-สวทช. สานพลังฝ่าวิกฤติสังคมผู้สูงอายุ พัฒนาระบบ ‘นิรันดร์’ นวัตกรรมเพื่อสังคม หนุน ‘ผู้บริบาล’ ติดตาม-ดูแล ผู้สูงอายุในชุมชน
(วันที่ 23 กรกฎาคม 2568): กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม สานพลังความร่วมมือ ทางออกประเทศไทย กรณีความสำเร็จ: “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แก้วิกฤติประชากร” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนางพัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการ และคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์(DHCB) สวทช. และนักพัฒนาสังคม กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส) องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากรของประเทศ โดยข้อมูลในปี 2567 ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 20.94ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่มีจำนวนลดลง ส่งผลให้ประชากรวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และในปี 2574 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญของประเทศ โดยจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการพัฒนาประเทศในหลายด้าน กระทรวง พม. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพลังผู้สูงอายุ ผ่อนหนักให้เป็นเบา พลิกวิกฤตประชากรให้เป็นโอกาสโดยผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นพลังทางสังคม โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ผ่าน “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” ด้วยการจัดระบบบริบาลและพัฒนาการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดุจลูกหลานของคนในชุมชน เพื่อปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครอบคลุม ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี โดยการผนวกความร่วมมืองานทางด้านการ “พัฒนาสังคม” ของ กระทรวง พม. และ “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ของ สวทช. เข้าด้วยกัน เป็นโมเดลการแก้ปัญหาสังคมแบบใหม่ ไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือและสานพลังของทุกภาคส่วนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาประเทศไปด้วยกันอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมจากระบบนิรันดร์ ของ สวทช. เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับโครงการบริบาลฯในการขับเคลื่อนดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งความสำเร็จนี้จะเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้ในปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการบริบาลฯ กระทรวง พม. ได้เริ่มดำเนินการนำร่องโครงการ ตั้งแต่ปี 2567 โดยนำร่องใน 19 พื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก สกลนคร อุบลราชธานี สงขลา ปัตตานี มีผู้บริบาลฯ จำนวน 35 คน ซึ่งผลลัพธ์ในปีแรก พบว่า มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 24,340 คน และต่อมาในปี 2568 จึงขยายผลการดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ 156 พื้นที่ผู้บริบาลฯ จำนวน 307 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน (ปี 2567 - 2568) มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 342,000 คน ซึ่งในอนาคต ปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลพื้นที่ดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ 256 พื้นที่ 76 จังหวัด สร้างผู้บริบาลฯ เพิ่มขึ้น จำนวน 536 คน
“เราจำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีหลักประกันความมั่นคงในช่วงปั้นปลายของชีวิต โดยส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันบนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งเป็นการจัดระบบสวัสดิการชุมชนอย่างยั่งยืน
ดังนั้นเป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และป้องกันการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุ ที่สำคัญ คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ เพื่อสร้างสังคมคุณภาพรองรับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศ”
ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สวทช. กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” หรือเรียกว่า ระบบ “นิรันดร์” ซึ่งเป็นระบบ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วย ‘ผู้บริบาล’ ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนำกิจกรรมที่ผู้บริการต้องทำ บันทึกการลงไปทำงาน นำไปสู่การสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านมิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ด้วย
“การทำงานของระบบนิรันดร์ ข้อมูลที่ผู้บริบาลฯ บันทึกเข้ามาในระบบนิรันดร์ทุกวัน สามารถประมวลผลและแสดงออกมาให้ผู้บริบาลฯ นำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุได้ อาทิ การประมวลผลข้อมูลตั้งต้นของผู้สูงอายุ (อายุ, โรค, ผลประเมิน ADL) ซึ่งแสดงผลเป็น "แผนการดูแลเบื้องต้น" (Recommended Care Plan) หรือข้อแนะนำในการดูแล เช่น ควรเน้นกิจกรรมกายภาพบำบัด, ควรเฝ้าระวังเรื่องอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริบาลฯ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละบุคคลได้”
นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กล่าวว่า ระบบนิรันดร์ช่วยสนับสนุนการรายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันของผู้บริบาลฯ ได้เป็นอย่างดี สะดวก รวดเร็วในการบันทึกข้อมูล และยังช่วยติดตามผลการดูแลผู้สูงอายุเฉพาะรายในพื้นที่อย่าง Real Time ช่วยบันทึกข้อมูลประวัติส่วนบุคคลเบื้องต้น สภาพปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ การประเมินผลครอบคลุม ทั้ง 5 มิติ และวิเคราะห์กิจกรรมการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุได้ ช่วยทำให้ผู้บริบาลฯ มีข้อมูล พิกัดของพื้นที่ของผู้สูงอายุที่ชัดเจนเพื่อความสะดวกในการค้นหาและการเดินทางเพื่อไปดูแลผู้สูงอายุได้อย่างทันท่วงที สามารถนำข้อมูลภาพรวมของสภาพปัญหาและการดูแลผู้สูงอายุมาวิเคราะห์วางแผนการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
“สิ่งที่ได้ประโยชน์จากระบบนิรันดร์ คือ การค้นหาข้อมูลผู้สูงอายุ จากเดิมจะบันทึกทำลงกระดาษ กว่าที่เราจะค้นหาเอกสารชื่อผู้สูงอายุต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีระบบนิรันดร์ แค่พิมพ์ชื่อย่อผ่านระบบฯ บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถเลือกหาผู้สูงอายุที่เราต้องการได้ในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เรื่องของพิกัดที่อยู่ของผู้สูงอายุ เมื่อเรารู้ชื่อ รู้ตำแหน่งบ้านผู้สูงอายุ ก็สามารถลงพื้นที่บ้านผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลาตระเวนหา ที่สำคัญข้อมูลการดูแลในมิติต่าง ๆ ที่เราดูแลผู้สูงอายุทุกเดือน สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ เช่น ข้อมูลการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ทำให้เราสามารถประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว” ผู้บริบาลฯ กล่าวย้ำ
ด้านนายหลงมา ทีปะลา ผู้สูงอายุวัย 85 ปี ในตำบลนิคมกระเสียว อ.ด้านช้าง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่คนเดียว ลูกหลานไปทำงานกลับมาหาบ้าง แต่ก็รู้สึกดีใจ อุ่นใจจากการที่มีผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ (คุณบุ๊น-ธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์) เข้ามาดูแลเหมือนเราเป็นญาติคนหนึ่ง ชื่นชมที่ภาครัฐมีโครงการฯ ดีๆ แบบนี้ โดยส่งคนเข้ามาคอยช่วยเหลือ ดูแลผู้สูงอายุ ในวันที่สภาพร่างกายผู้สูงอายุไม่เอื้ออำนวย และยังช่วยเหลือดูแลเป็นธุระเรื่องอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
“ตาก็เคยบอกเขานะว่า บุ๊น เอ้ย เอ็งก็รักดูแลคนเฒ่าคนแก่เหมือนญาติดีนะ เวลาเขาเข้ามาเยี่ยมบ้านแต่ละทีเขาก็จะเอาของมาฝากตลอด เข้ามากวาดบ้าน ถูบ้าน รองน้ำให้ที่บ้าน ช่วยตรวจวัดความดันให้ทุกครั้ง เวลาเราไม่สบายก็ถามว่าตาเป็นอะไร ไปโรงพยาบาลไหม คือมีแต่สิ่งดี ๆ ที่เขาเข้ามาดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเรา”
นอกจากนี้โครงการดังกล่าว ยังเชื่อมกับภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการใช้เกมที่พัฒนาระบบสมอง ทางด้านความคิด ความจำ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมและสวัสดิภาพของผู้สูงอายุ
นางสาวณัชชา โรจน์วิโรจน์ Founder & Industrial Designer บริษัท BLIX POP ในฐานะผู้พัฒนาเกมขนมมงคลให้ สวทช. รวมถึงรับสิทธิผลิตและจัดจำหน่ายจาก สวทช. กล่าวว่า นวัตกรรมเกมขนมมงคลเข้ามาเป็นส่วน “เติมเต็ม” ให้การดูแลผู้สูงอายุในมิติของสุขภาพ ช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมที่เป็นปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุในปัจจุบันที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และช่วยฝึกความทรงจำ เสริมพัฒนาการทางด้านสมองและกล้ามเนื้อมือ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำเกมขนมมงคล สนับสนุนให้ผู้บริบาลฯ นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่และชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี และยังเป็นความร่วมมือที่ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ช่วยกันแก้ปัญหาสังคมได้เป็นอย่างดี
“เป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. ลงพื้นที่เยี่ยมชมพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง ขับเคลื่อนความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและวัสดุขั้นสูง
วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ณ จังหวัดระยอง: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและวัสดุขั้นสูง พร้อมทั้งจัดประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ ENTEC ครั้งที่ 3/2568 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและหารือแนวนโยบายทิศทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานของไทย
(ช่วงเช้า) ENTEC สวทช. นำโดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร กรรมการบริหาร ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการฯ ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ พร้อมด้วย ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล หัวหน้ากลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน คณะนักวิจัยและบุคลากร เดินทางเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมไออาร์พีซี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อรับฟังการนำเสนอกระบวนการผลิต Pim-L และ Pim-AL ผลิตภัณฑ์อะเซทิลีนแบล็ค (Acetylene Black) เกรดพิเศษ ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทไออาร์พีซีกับ ENTEC สวทช. สำหรับใช้เป็น Carbon Conductive Additive ในงานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สะท้อนศักยภาพของการวิจัยร่วมภาครัฐเอกชนในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีพลังงานอนาคต
“Acetylene Black” วัสดุที่เกิดจากการแตกตัวทางความร้อนของก๊าซอะเซทิลีน ที่มีความบริสุทธิ์และสามารถนำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม จึงนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณสมบัติการนำไฟฟ้า เช่น ขั้วไฟฟ้าของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน โดย Acetylene Black ช่วยให้กระแสไฟฟ้าไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กระบวนการทำงานของแบตเตอรี่ดีขึ้น วัสดุนี้เหมาะอย่างยิ่งกับแบตเตอรี่ลิเทียมคุณภาพสูงที่ต้องการความเสถียรของกระแสไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ในโครงสร้างของแบตเตอรี่ Acetylene Black เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้าร่วมกับ Active Material หากขาด Acetylene Black แบตเตอรี่จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากการนำอิเล็กตรอนผ่านขั้วไฟฟ้าได้ ก็จะไม่มีแบตเตอรี่สำหรับใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าในปัจจุบัน
(ช่วงบ่าย) คณะกรรมการ ผู้บริหาร ทีมวิจัยและบุคลากร ได้เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อรับฟังการนำเสนอเทคโนโลยีการรื้อถอนท่อส่งปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง และการพัฒนา MERClean นวัตกรรมสารเคมีสำหรับการล้างสารปนเปื้อนในระบบท่อผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับ ENTEC และ MTEC สวทช. เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ความสำเร็จของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการปฏิบัติการจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ช่วยยกระดับการจัดการปลายทางของท่อส่งปิโตรเลียม เสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
หลังจากการเยี่ยมชม คณะกรรมการบริหารศูนย์ ENTEC ได้ร่วมประชุมหารือแนวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ ENTEC ณ ห้องประชุมเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยมีการสรุปผลความก้าวหน้าโครงการวิจัยสำคัญ และการดำเนินงานตามแผนที่มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วย 5 ด้านยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่แพ็กแบบสับเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่ น้ำมันหม้อแปลงชีวภาพจากปาล์ม เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งมีผลงานเด่น อาทิ การพัฒนา Agri-PV ที่เพิ่มประสิทธิภาพการปลูกฟ้าทะลายโจรได้ 11% การร่วมผลักดันมาตรฐานแบตเตอรี่ EV สับเปลี่ยน และการทดสอบระบบซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer ภายในอาคารสำนักงาน รวมถึงการผลักดัน SAF ร่วมกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ โดย ENTEC ตั้งเป้าใช้เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานของไทยในอนาคต รวมถึงแผนขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศด้านพลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สะท้อนบทบาทสำคัญของ ENTEC ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “POPs Campaigning Workshop” เสริมทักษะเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารสังคมปลอดภัยจากสาร POPs
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “POPs Campaigning Workshop” สำหรับนักเรียนมัธยมปลายและนิสิตนักศึกษากว่า 140 คน จาก 35 สถาบันจากทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการที่เอ็มเทคได้รับมอบหมายจาก องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เวิร์กชอป 2 วัน เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ สารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ความเสี่ยงจากสาร POPs ในชีวิตประจำวัน วิธีสังเกตลักษณะผลิตภัณฑ์ที่อาจมีสารอันตราย รวมถึงแนวทางลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้การพัฒนาแนวคิดเรื่องเล่าและเทคนิคการเล่าเรื่อง (Narrative & Storytelling) วิธีการเล่าเรื่องที่มีพลัง พร้อมการลงมือสร้างสื่อจริงทั้งเว็บตูนและวิดีโอหนังสั้น ถ่ายทอดสาระอย่างเข้าใจง่ายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง
กิจกรรมได้รับเกียรติจาก อาจารย์สันติ จิตระจินดา ผู้อำนวยการทางศิลปะ สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) พร้อมทีมวิทยากรจากเอ็มเทค สวทช. ถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
ผู้เข้าร่วมที่ผ่านการอบรมครบทั้ง 2 วัน ได้รับประกาศนียบัตร และสิทธิ์ส่งผลงานหนังสั้นความยาว 2 นาที เข้าประกวดในหัวข้อ “พ็อปจ๋า ลาก่อน ขอให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ – POPs-Free Living Short Film Contest” ชิงเงินรางวัลและเกียรติบัตร รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะจัดแสดงในงานนิทรรศการช่วงเดือนกันยายน 2568 โดยภายในงานจะมีการนำเสนอผลงานของเยาวชน รวมถึงประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมรับชม ส่งแรงเชียร์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสื่อสารเพื่อสังคมร่วมกัน
เอ็มเทค สวทช. มั่นใจว่า การผสานความรู้เรื่องสาร POPs เข้ากับทักษะสื่อสร้างสรรค์ จะปลุกพลังเยาวชนให้ใช้สื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคมไทย ให้ตื่นรู้และหลีกเลี่ยงสาร POPs อย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และ NAFRI ลงนาม MOU ร่วมมือด้านวิชาการและวิจัย เพื่อความยั่งยืนด้านเกษตรในภูมิภาค
23 กรกฎาคม 2568: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI) จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยสาขาการเกษตรและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในระดับภูมิภาค
ภายในพิธีลงนาม ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวต้อนรับ และ Dr. Phetmanyseng Xangsayasane, Director General of NAFRI กล่าวเปิดงาน นอกจากนี้ Mr. Toulakham Phomsengsavanh, Counsellor (Economic and Commercial) ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ด้วย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง กล่าวว่า NAFRI ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักที่สำคัญของไบโอเทค สวทช. ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งในระดับการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัย และโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติ นำไปสู่การขยายผลประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค เช่น โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลสำหรับประเทศลุ่มน้ำโขง ที่ สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ NAFRI ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุล (Marker Assisted Selection) มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวในปัจจุบันของประเทศในเขตลุ่มน้ำโขง โครงการประสบผลสำเร็จทั้งเรื่องการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์จาก NAFRI รวมถึงสามารถพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของ สปป.ลาว เช่น ข้าวเหนียวหอมท่าดอกคำ 1 ข้าวเจ้าเซบั้งไฟ 2 และเซบั้งไฟ 3 และหอมเซบั้งไฟ 4 เป็นต้น
นอกจากนี้ ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่าง 2 สถาบันยังได้ขยายจากงานวิจัยด้านข้าวไปสู่งานวิจัยด้านมันสำปะหลัง และความหลากหลายทางชีวภาพ โดย MOU ฉบับใหม่นี้จะครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี เพื่อสานต่อความร่วมมือเดิมและขยายผลไปสู่สาขาอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสุขภาพสัตว์
Dr. Phetmanyseng Xangsayasane ผู้อำนวยการ NAFRI กล่าวว่า จากความร่วมมือระหว่าง NAFRI และไบโอเทค สวทช. ที่ผ่านมา นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาข้าวเหนียว 10 สายพันธุ์ และข้าวเจ้า 4 สายพันธุ์ ที่ทนทานต่อน้ำท่วมและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากข้าวแล้ว การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ยังจะขยายไปยังความร่วมมืออื่น ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งเรื่องการวิจัยเห็ด ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัคซีนสัตว์
ด้าน Mr. Toulakham Phomsengsavanh, Counsellor (Economic and Commercial) ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การลงนามความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์การเกษตรร่วมกันอย่างยั่งยืน และจะช่วยส่งเสริมขยายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
การลงนาม MOU ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเกษตรของภูมิภาค ซึ่งจะนำมาซึ่งความมั่นคงในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. สวทช. ร่วมนำเสนอมุมมองในการประชุม Joint Conference in Medical Sciences 2025 (JCMS 2025)
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ "Harmony in Health: Innovating for Sustainable Medicine: MHESI Perspective" ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยั่งยืน ในการประชุมวิชาการร่วมคณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน (จุฬาฯ–รามาฯ–ศิริราช–ธรรมศาสตร์) ในวาระพิเศษ ครบรอบ 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายใต้หัวข้อ “Harmony in Health: Innovating for Sustainable Medicine” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงบทบาทของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนทั้งในระดับประเทศภูมิภาคและระดับโลก สร้างเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาความท้าทายด้านสุขภาพในระยะยาว เช่น การพัฒนาการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ด้วยระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ โดย อว. พร้อมเป็น "กลไกกลาง" เชื่อมโยง “ปัญญา – วิชา – นวัตกรรม” เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน
การประชุม JCMS 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2568 มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีในการแบ่งปันวิสัยทัศน์จากวิทยากรระดับชาติและนานาชาติ และร่วมกันสะท้อนแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ผ่านพลังของวิชาการจากทั้ง 4 สถาบันแพทยศาสตร์ และร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข การแข่งขัน Medical Tournament ของนักศึกษาแพทย์ 4 สถาบัน นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และเวทีเสวนาภาคประชาชน “สุขภาพดี ย่านนวัตกรรมสุขภาพ 4 สถาบัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


