ผลการค้นหา :
แพลตฟอร์ม “นิรันดร์” ผู้ช่วยผู้บริบาลดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. โชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” ที่มีการนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม “นิรันดร์” ไปใช้เป็นเครื่องมือปฏิบัติงานของ “ผู้บริบาล” ในการบันทึกข้อมูลสุขภาพและกิจกรรมการดูแลผู้สูงอายุตามชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยข้อมูลที่บันทึกมีความปลอดภัย อีกทั้งจะเป็นฐานข้อมูลที่สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือพื้นที่ที่ห่างไกล โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
มิตซุย เคมิคอลส์ ประเทศญี่ปุ่น เข้าแสวงหาความร่วมมือกับ สวทช.
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท Mitsui Chemicals, Inc. ประเทศญี่ปุ่น นำโดยคุณโทชิฮิโกะ โอโมเตะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจใหม่ (New Business Incubation Center) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ในการประชุมหารือและเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย การเยี่ยมชมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาความร่วมมือในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพและชีวิต ยานยนต์และการขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
การประชุมเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับและนำเสนอโดย ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค), คุณสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยเนื้อหาครอบคลุมจุดแข็งของนาโนเทค เนคเทค และอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่คุณฮิโรมุ คาเนโยชิ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยและพัฒนา Mitsui Chemicals สิงคโปร์ ได้แนะนำบริษัทฯ และยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและพัฒนา
ในช่วงการหารือ สวทช. ได้เชิญชวนให้ Mitsui Chemicals พิจารณาการเข้ามาจัดตั้งฐานวิจัยและพัฒนาภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม โดยบริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยที่ทันสมัยของ สวทช. การทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. และเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน สวทช. อีกทั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยยังมีบริการสนับสนุนครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือวิจัยร่วมกัน การวิจัยแบบร่วมมือหรือสัญญาจ้างวิจัย และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ โครงการ Talent Mobility ของ สวทช. ยังช่วยส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีอีกด้วย
การเยี่ยมชมครั้งนี้ยังรวมถึงการนำชมสถานที่และห้องปฏิบัติการสำคัญของ สวทช. เช่น ห้องปฏิบัติการวิจัยวัสดุเชิงประกอบขั้นสูงและสิ่งทอนาโน ของนาโนเทค ศูนย์ระบบไซเบอร์-กายภาพของเนคเทค และศูนย์วิจัยของผู้เช่าในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้เห็นภาพรวมและศักยภาพในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด
การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ และเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในภูมิภาค
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดตัวโครงการ ALA ประจำปี 2568 : เร่งเครื่องธุรกิจไทยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างกลุ่มนวัตกรรมคุณภาพยกระดับเศรษฐกิจประเทศ
(30 กรกฎาคม 2568) ณ โรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) จัดกิจกรรมอบรม ALA Innovation Empowerment Series: พลิกโอกาสเทคโนโลยี สู่ความสำเร็จทางธุรกิจ และ Orientation โครงการเร่งการเติบโตของธุรกิจที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ประจำปี 2568 After-Licensing Acceleration Program (ALA) เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนเร่งการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาของสวทช.โดยมี นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) เป็นประธานกล่าวต้อนรับพร้อมชี้แจงภาพรวมโครงการ ALA 2025 ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากร นายเกียรติรัตน์ ทองผาย ผู้จัดการงานเร่งสร้างศักยภาพธุรกิจเทคโนโลยี ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) สวทช. นางสาวพรศิริ ทองเปรม ผู้ช่วยผู้จัดการงานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR) สวทช. ดร.อำพล อาภาธนากร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ นายไกรกิติ ทิพกนก ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรม KCT Academy เข้าร่วมบรรยายในครั้งนี้
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) กล่าวว่า โครงการเร่งการเติบโตของธุรกิจที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ หรือ After-Licensing Acceleration (ALA) ประจำปี 2568 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม สวทช. ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากยังขาดการสนับสนุนด้านการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ ALA จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมุ่งหมาย “ไม่เพียงถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องเร่งให้ธุรกิจเติบโต ด้วยการบ่มเพาะ เชื่อมโยง และเติมทุน” ผ่านแนวทาง 4C2i ได้แก่ Consulting, Community, Customer Link, Channel of Distribution, Innovation และ Investor ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพาธุรกิจนวัตกรรมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ครั้งแรกของการเริ่มต้น เราคาดหวังว่าโครงการ ALA จะช่วยเร่งการเติบโตให้กับ 10 บริษัทที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และพร้อมจะก้าวสู่ตลาดด้วยศักยภาพที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการสนับสนุนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การปรับปรุงบรรจุผลิตภัณฑ์ การตลาดและสร้างแบรนด์ และการพัฒนาทักษะและเครือข่ายทางธุรกิจ และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เราคาดหวังให้เกิด “กลุ่มธุรกิจนวัตกรรมคุณภาพ” ที่สามารถยืนอยู่ได้ในตลาด และกลายเป็นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยไทยสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง สวทช. ในฐานะองค์กรหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงภาควิจัย ภาคเอกชน และภาคนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ เรามีบริการครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการ อาทิ การให้คำปรึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) การสนับสนุนการวิจัยร่วม (Matching Fund) โครงการสนับสนุนผู้ประกอบการในระดับต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากรทางเทคโนโลยี การให้บริการห้องปฏิบัติการและเครื่องมือขั้นสูง และที่สำคัญคือ “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” พร้อมการสนับสนุนเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ในโอกาสนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ ALA จะเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญในการนำพาธุรกิจนวัตกรรมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทคพัฒนา ‘เห็ดแครงสายพันธุ์ใหม่’ จากเห็ดพื้นบ้าน สู่แพลนต์เบสต์สัญชาติไทย
เห็ดแครง (split gill) เป็นเห็ดสายพันธุ์ท้องถิ่นของประเทศไทยที่คนใต้นิยมนำมาทำอาหาร เช่น แกงคั่ว แกงเผ็ด คั่วกลิ้ง ลาบ หมก น้ำพริก เพราะเห็ดชนิดนี้นอกจากมีรสชาติเข้มข้นเฉพาะตัวเหมาะสำหรับทำอาหารรสจัดจ้านแล้วยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบมากถึงร้อยละ 17 ของน้ำหนักแห้ง มีไขมันต่ำ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารบีตากลูแคนที่มีคุณสมบัติทางยาเป็นส่วนประกอบ
อย่างไรก็ตามแม้เห็ดแครงจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่ครบถ้วน แต่ก็กลับยังไม่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในภูมิภาคอื่น ๆ นัก เนื่องจากเห็ดแครงตามธรรมชาติมีดอกค่อนข้างเล็ก สีเข้ม มีรสชาติขม และมีกลิ่นที่ค่อนแรง อีกทั้งยังกลายพันธุ์ได้ง่าย ทำให้ควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ยาก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิก พัฒนา “เห็ดแครงสายพันธุ์การค้า” ที่โดดเด่นทั้งเรื่องรสชาติ กลิ่น สี และขนาดของดอกเห็ด พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสต์ (plant-based food) โปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบไทย
ขาว อวบ อร่อย สายพันธุ์การค้าโดย สวทช.
[caption id="attachment_71769" align="aligncenter" width="750"] ดร.อัมพวา ปินเรือน ทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.อัมพวา ปินเรือน ทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ไบโอเทค สวทช. เล่าว่า ทีมวิจัยเริ่มพัฒนาสายพันธุ์เห็ดแครงจากการเก็บรวบรวมพันธุ์เห็ดจากป่าชุมชนและสวนเกษตรทั่วประเทศไทย จนได้เห็ดแครงที่มีความแตกต่างกันถึง 121 สายพันธุ์ จากนั้นจึงนำมาคัดสรรหาสายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร คือ ดอกโต ขนาดดอกสม่ำเสมอ สีขาวนวล เนื้อสัมผัสดี ไม่เหนียว รสชาติกลมกล่อม ดอกสดไม่ติดรสขม กลิ่นไม่แรง นอกจากนี้ในด้านการผลิตยังต้องออกดอกได้รวดเร็วและทนทานต่อโรคด้วย
“เพื่อให้ได้สายพันธุ์การค้าที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคแยกสปอร์เดี่ยว (single spore isolation) ของสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกร่วมกับผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญด้านการเพาะเห็ดและผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมอาหารจากศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิก ก่อนนำมาผสมพันธุ์ด้วยกระบวนการภายในห้องปฏิบัติการจนได้พันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะโดดเด่นตามต้องการ และมีความคงตัวทางพันธุกรรมสูง ไม่กลายพันธุ์ง่าย
“ทีมวิจัยได้ร่วมกับสวนเห็ดบ้านอรัญญิกนำเห็ดแครงสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นไปเพาะในห้องเพาะเลี้ยงเพื่อทดสอบ ผลปรากฏว่าเห็ดแครงสายพันธุ์ที่พัฒนาให้ผลผลิตภายใน 21 วัน ต่างจากเห็ดแครงสายพันธุ์ทั่วไปที่ต้องใช้เวลา 35-45 วัน ที่สำคัญยังเก็บเกี่ยวดอกเห็ดแครงได้มากถึง 3 รอบ แตกต่างจากพันธุ์ทั่วไปที่เก็บผลผลิตได้เพียง 2 รอบ เท่านั้น นอกจากจะได้คุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจทั้งหมดแล้ว ยังมีอีกจุดเด่นที่สำคัญคือทนทานต่อโรคสูง ทำให้การทดสอบเพาะแบบอินทรีย์ได้ผลผลิต 100 เปอร์เซ็นต์”
ผลักดันวัตถุดิบไทยสู่อาหารแพลนต์เบสต์เพื่อความยั่งยืน
[caption id="attachment_71768" align="aligncenter" width="750"] บุญโชค ไทยทัตกุล เจ้าของศูนย์รวมเห็ดบ้านอรัญญิก[/caption]
บุญโชค ไทยทัตกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเห็ด เจ้าของศูนย์รวมเห็ดบ้านอรัญญิก เล่าถึงที่มาการทำวิจัยร่วมกับไบโอเทค สวทช. ว่า ศูนย์รวมเห็ดบ้านอรัญญิกให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและส่งต่อองค์ความรู้อย่างยิ่ง ที่ผ่านมาจึงได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงไบโอเทค สวทช. วิจัยและพัฒนากระบวนการเพาะพันธุ์เห็ดนานาชนิด และพัฒนากระบวนการแปรรูปเห็ดให้เป็นอาหารและยาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เห็ดไทยมาโดยตลอด ซึ่งนอกจากการผลิตและจำหน่ายด้วยตัวเองแล้ว ยังเปิดให้ทุกคนที่สนใจทั้งจากในไทยและต่างประเทศเข้ามาเรียนรู้ เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“ในส่วนของเห็ดแครงที่ร่วมดำเนินการวิจัยกับไบโอเทค สวทช. ศูนย์ฯ ได้ร่วมกำหนดคุณลักษณะของเห็ดที่ต้องการ และทำหน้าที่ออกแบบกระบวนการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม โดยตั้งเป้าว่าจะนำเห็ดชนิดนี้มาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารแพลนต์เบสต์ เพื่อให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน จำหน่ายได้ทั้งดอกสด ดอกแห้ง และอาหารแปรรูป โดยศูนย์ฯ ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารในระดับอุตสาหกรรมจากบริษัทไทย วัน ช้อยส์ โปรดักส์ จำกัด นำเห็ดแครงไปพัฒนาเป็นอาหารแพลนต์เบสต์แล้วหลายชนิด”
เมนูอาหารจากเห็ดแครงที่ศูนย์รวมเห็ดบ้านอรัญญิกและบริษัทไทย วัน ช้อยส์ โปรดักส์ จำกัด รังสรรค์มีหลากหลาย เช่น ผัดกะเพรา คั่วกลิ้ง ผัดไทย แหนมเห็ด ข้าวเกรียบ ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสูงอย่างเห็ดสามชั้น (เลียนแบบหมูสามชั้น) และเห็ดชาชู (เลียนแบบหมูชาชู) ที่ไม่เพียงหน้าตาเหมือนจนแยกยาก แต่รสชาติยังอร่อย รับประทานเพลินไม่แพ้กัน
[caption id="attachment_71774" align="aligncenter" width="750"] คั่วกลิ้งเห็ดแครง[/caption]
[caption id="attachment_71775" align="aligncenter" width="750"] ผัดไทยเห็ดแครง[/caption]
[caption id="attachment_71776" align="aligncenter" width="750"] สามชั้นและชาชูเห็ดแครง[/caption]
[caption id="attachment_71777" align="aligncenter" width="750"] แซนด์วิชเห็ดแครง[/caption]
[caption id="attachment_71773" align="aligncenter" width="450"] ขวัญทอง ชุมนุมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทย วัน ช้อยส์ โปรดักส์[/caption]
ขวัญทอง ชุมนุมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารแพลนต์เบสต์ในระดับอุตสาหกรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทย วัน ช้อยส์ โปรดักส์ เล่าถึงที่มาของการเลือกนำเห็ดแครงและเห็ดนานาชนิดที่เป็นทรัพยากรท้องถิ่นของไทยมาทำอาหารแพลนต์เบสต์ว่า ปัจจุบันอาหารแพลนต์เบสต์ของไทยส่วนใหญ่ผลิตจากวัตถุดิบหลัก คือ ถั่วเหลืองและโปรตีนผงที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตอาหารแพลนต์เบสต์ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศไทยแทน
“ในการผลิตนอกจากจะนำเห็ดแครงและเห็ดชนิดอื่น ๆ เช่น เห็ดนางรม เห็ดมิลก์กี้ มาใช้เป็นส่วนประกอบแล้ว ส่วนผสมอื่น ๆ ยังเลือกใช้วัตถุดิบจากในประเทศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หัวไชเท้า กล้วยน้ำว้า ฯลฯ การนำวัตถุดิบในประเทศมาใช้นอกจากช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบไทย และสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารด้วย
“ตอนนี้นอกจากการพัฒนาสูตรอาหารต่าง ๆ ทางศูนย์ฯ และบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และการจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) เพื่อให้พร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปบุกตลาดอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพในระดับนานาชาติ”
ปัจจุบันไบโอเทค สวทช. กำลังเตรียมขึ้นทะเบียนเห็ดแครงสายพันธุ์ที่พัฒนากับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรจากทั่วประเทศได้นำไปเพาะพันธุ์เพื่อสร้างรายได้ต่อไป โดยผู้ประกอบการที่สนใจเพาะเห็ดชนิดนี้ติดต่อสอบถามเพื่อเรียนรู้กระบวนการเพาะพันธุ์ และลิ้มลองรสชาติอาหารจากเห็ดแครงได้ที่ศูนย์รวมเห็ดบ้านอรัญญิก จังหวัดนครปฐม เบอร์โทรศัพท์ 08 1318 3004
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program)
วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกลไกการขับเคลื่อนกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Program) ประกอบด้วย 4 กลไก ได้แก่ 1) จัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2) การสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษาในลักษณะของกลุ่มภาคีเครือข่าย (Consortium) 3) การเร่งรัดให้เกิดการดำเนินงานผ่านศูนย์รวมความเชี่ยวชาญเพื่อการพัฒนาประเทศ (Center of Excellence: CoE) และ 4) การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบงบประมาณสำหรับขับเคลื่อนตามกรอบการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI
โดยรายชื่อ CoE ที่พิจารณาเห็นชอบในที่ประชุมเบื้องต้นประกอบด้วย 9 CoE ดังนี้
1. ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการศึกษา (AI Excellence Center for Education)
2. ศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Innovation Center for Creative Industry)
3. ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการเกษตร (AI Innovation Center for Agriculture)
4. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการท่องเที่ยว (AI Center of Excellence for Tourism)
5. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (AI Center of Excellence for Health and Wellness)
6. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อการผลิต (AI Center of Excellence for Manufacturing)
7. กลุ่มภาคีเครือข่ายด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย (ThaiLLM Consortium)
8. ศูนย์การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ภาครัฐ (Government AI Computing Center)
9. ศูนย์สอบเทียบสมรรถนะและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Product Benchmarking and Testing Center)
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้สนับสนุนการดำเนินงาน CoE ในส่วนที่ อว. มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 4 CoE ประกอบด้วย ศูนย์นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านการศึกษา (AI Excellence Center for Education) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (AI Center of Excellence for Health and Wellness) ภาคีเครือข่ายด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย (ThaiLLM Consortium) และศูนย์สอบเทียบสมรรถนะ และทดสอบมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Product Benchmarking and Testing Center) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ AI ให้เกิดการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง อว. มีความพร้อมทั้งในมิติด้านงานวิจัยและพัฒนา และการผลิตกำลังคนของประเทศผ่านมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา ในการดำเนินการดังกล่าวได้
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า นอกจากการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความพร้อมในการใช้งาน AI ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาลด้วย
นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ AI แห่งชาติ โดยเพิ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นกรรมการ เพื่อรองรับการประยุกต์ใช้และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนของประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย EECi เสวนา การจัดการทุเรียนไทยในวันที่โลกรวน ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลนำทาง ลดความเสี่ยง เพิ่มความยั่งยืน
(วันที่ 29 กรกฎาคม 2568) ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง: ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับในกิจกรรมสัมมนา “การจัดการทุเรียนไทยในวันที่โลกรวน: เทคโนโลยีและข้อมูลนำทาง เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความยั่งยืน” ซึ่ง สวทช. โดย EECi ร่วมกับสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก หอการค้าจังหวัดระยอง จัดกิจกรรมเพื่อถ่ายทอดและนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาและการรับมือสถานการณ์ที่ผันผวนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรไทยมีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการปรับแปลงและมีความสามารถในการแข่งขัน โดยมี นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คณะวิทยากรจากกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายชาวสวนทุเรียนและสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ในจังหวัดระยอง จำนวนกว่า 100 ราย เข้าร่วมงาน
ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่าน ทั้งหอการค้าจังหวัดระยอง และสมาพันธุ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออกที่เลือก EECi เป็นสถานที่จัดกิจกรรม สัมมนา “การจัดการทุเรียนไทยในวันที่โลกรวน: เทคโนโลยีและข้อมูลนำทาง เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความยั่งยืน” ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ของไทย ทั้งในด้านการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การค้า การปรับแปลงเทคโนโลยีนวัตกรรม การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสนับสนุนความยั่งยืนในทุกมิติ
ทั้งนี้ สวทช. และ EECi มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ โดย EECi มีบทบาทสำคัญในการเป็น แพลตฟอร์มกลาง ที่เชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาจาก สวทช. สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทุเรียนไทย ทั้งการเปิดตัวเทคโนโลยี เรื่อง N-sense อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow) ในทุเรียนแบบพกพา รวมทั้งการนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรม อาทิ ชุดตรวจการปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก และเชื้อจุลินทรีย์ นวัตกรรมถุงแดงห่อทุเรียน สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูทุเรียน และนวัตกรรมปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยด้วยนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น
“เราตั้งใจนำงานวิจัย นวัตกรรมมาร่วมแก้ปัญหา ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่น ในผลผลิตทางการเกษตรของพื้นที่ EEC โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก และกำลังเผชิญความท้าทายนี้ สวทช. และ EECi พร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ให้เป็นรากฐานของการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.วุฒิ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับนวัตกรรมวิจัยที่ สวทช. โดย EECi นำมาแสดงในการสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วย
ต้นแบบนวัตกรรม "N-sense" อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow 2) ในทุเรียนแบบพกพา เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยี เซนเซอร์และการตรวจวัดที่ทีมวิจัยมีศักยภาพอยู่แล้ว สู่เครื่องมือที่จะช่วยตรวจคัดกรองให้เกิดความรวดเร็วในการตรวจสอบ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของเกษตรกร
"N-sense" ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ ขั้วเซนเซอร์เคมีไฟฟ้าที่จำเพาะกับสาร BY2 และเครื่องอ่านและประมวลผลแบบพกพา โดยมีจุดเด่นเรื่องของการใช้งานสะดวก สามารถนำไปใช้ได้ทุกที่ เสมือนยกห้องแล็บมาไว้ในมือ ย่นระยะเวลาในการตรวจจากวิธีในการตรวจวัดแบบมาตรฐานที่ทางเกษตรกรหรือโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ใช้อยู่ ซึ่งต้องส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ใช้เวลา 48 ชั่วโมง เหลือเพียง 20 นาทีเมื่อตรวจคัดกรองด้วย "N-sense" ค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่า 10 เท่า แต่ความแม่นยำสูง
สารชีวภัณฑ์ โดย Biotec ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ได้พัฒนาสารชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชในธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างจุลินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์เกษตร ได้แก่ การพัฒนาราบิวเวอเรียและราเมตาไรเซียม เพื่อใช้ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เป็นต้น ราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันและกำจัดโรคพืชเช่น ไฟทอปธอร่า โดยทางทีมวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์เหล่านี้ ในการจัดการสวนทุเรียน ทั้งในแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคและแมลงสำคัญ เพื่อสร้างองค์ความรู้และกระบวนการจัดการปัญหาโรคและแมลงในสวนทุเรียนด้วยชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตราย โดยพบว่าชีวภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูได้ดีหรือเทียบเท่าสารเคมี และยังพบการเพิ่มขึ้นของแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ (แมลงดี) ในแปลงที่ใช้ชีวภัณฑ์และผสมผสานมากกว่าแปลงสารเคมี แสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวภัณฑ์สามารถฟื้นคืนสมดุลธรรมชาติระบบนิเวศในสวนทุเรียนได้ดี นอกจากนี้เรื่องโรคในทุเรียน พบว่า ชีวภัณฑ์สามารถหยุดการตายของต้นทุเรียนได้ โดยต้นทุเรียนค่อย ๆ ฟื้นตัว ส่งเสริมความแข็งแรงและกลับมาออกผลผลิตได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ ทีมวิจัยฯ ยังได้จัดทำระบบสนับสนุนการใช้ชีวภัณฑ์แบบ one stop service ที่เชื่อมต่อเกษตรกร นักวิชาการ และผู้ผลิตชีวภัณฑ์ รวมถึงเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลผู้ให้บริการตรวจสอบสภาพอากาศ เพื่อสร้างผู้ช่วยส่วนตัวของเกษตรกรในการวินิจฉัยโรคและแมลง แนะนำ SOP หรือมาตรฐานการปฏิบัติงานในแต่ละพืชและชีวภัณฑ์ที่เหมาะสม ในรูปแบบแพลตฟอร์มที่เรียกว่า DAPBot คู่คิดติดปลายนิ้วคนเกษตรอีกด้วย
นวัตกรรมชุดตรวจฯ ChemSense โดย นาโนเทค สวทช. พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ สู่เซนเซอร์รูปแบบต่าง ๆ ชุดตรวจ ChemSense ที่สามารถคัดกรองการปนเปื้อนแมงกานีส (Mn) ฟลูออรีน (F) เหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) ในน้ำอุปโภคบริโภค และเซนเซอร์เคมีไฟฟ้าตรวจวัดโลหะหนักอย่าง แคดเมียม (Cd) ตะกั่ว (Pb) ปรอท (Hg) สารหนู (As) ที่นำร่องตรวจวัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำและพืชสมุนไพร และจะขยายสู่การตรวจคัดกรองแคดเมียมในพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียน ที่กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน
ทั้งนี้การรวบรวมชุดเทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพ รวมทั้งระบบสมาร์ทฟาร์ม รักษ์น้ำ นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth และ Magik Greenhouse นวัตกรรมปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยด้วยนาโนเทคโนโลยี และปุ๋ยนาโนคีเลตจุลธาตุอาหารเพื่อเร่งการเติบโตของทุเรียน มาจัดแสดงเพื่อเปิดมุมมอง และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพ แก้ปัญหา และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคการเกษตรของไทยต่อไป
เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2564-7000 ทาง EECi
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ลงนามร่วมเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายกับ วช. และ มสจท. เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านจริยธรรมการวิจัยในคน
23 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาวิจัยในคนในประเทศไทย (มสจท) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนแบบสหสถาบัน ระหว่างสถาบันภาคี กว่า 50 สถาบัน คาดก่อให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ อย่างยั่งยืนในอนาคต
วช. และ มสจท ในฐานะผู้บริหารและกำกับดูแลการดำเนินการของคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมวิจัยในคน (Central Research Ethics Committee – CREC) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนแบบสหสถาบัน ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพ โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานมูลนิธิ มสจท กล่าวต้อนรับและรายงานความเป็นมาของการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างสถาบันภาคี และ นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. เป็นประธานกล่าวเปิดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้แทน สวทช. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับนี้ เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านจริยธรรมการวิจัยในคนร่วมกับสถาบันภาคี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับกระบวนการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนของประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินการวิจัยในคนของ สวทช. ที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายสถาบัน สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องพิจารณาซ้ำกับสถาบันภาคี หรือสามารถพิจารณาอย่างรวดเร็ว ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยสอดคล้องกับวิธีดำเนินการมาตรฐานของ CREC เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน คณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ของ สวทช. (NSTDA-IRB) มีการดำเนินงานที่ได้มาตรฐาน โดยเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ จาก The Strategic Initiative for Developing Capacity in Ethical Review and The Forum for Ethical Review Committees in Asia and the Western Pacific (SIDCER-FERCAP) และ กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากความพร้อมดังกล่าว จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ สวทช. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสถาบันภาคีของความร่วมมือในการดำเนินงานพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนแบบสหสถาบันในครั้งนี้
ติดตามข้อกำหนดต่างๆ ของ คณะกรรมการกลางพิจารณาการวิจัยในมนุษย์ (CREC) ได้ที่
https://www.crecthailand.org/th/home-crec
ศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ได้ที่
งานด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ของ สวทช. https://www.nstda.or.th/home/introduce/research-integrity/
SIDCER-FERCAP https://www.sidcer-fercap.org/pages/home.php
กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ อย. https://medical.fda.moph.go.th/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และประชาคมชาว อวท. ร่วมบริจาคโลหิตเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ในโอกาสนี้ ผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ นักวิจัย ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภายใน สวทช. และอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ เข้าร่วมบริจาคโลหิตอย่างพร้อมเพรียง
การบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ดำเนินการร่วมกับหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่จากสภากาชาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรองโลหิตสำหรับช่วยเหลือกำลังพลในพื้นที่ชายแดน และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งเป็นการส่งต่อพลังแห่งการให้ที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านจิตอาสาและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
กิจกรรมนี้นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนถึงความร่วมมือ ความเสียสละ และความจงรักภักดีของประชาคม สวทช. และ อวท. ที่ร่วมกันกระทำความดีเพื่อแผ่นดิน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมสรรพากร ร่วมมือ สวทช. และธนาคารกรุงไทย พัฒนาเทคโนโลยี AI เสริมศักยภาพบริการภาครัฐ
(วันที่ 29 กรกฎาคม 2568) ณ อาคารกรมสรรพากร ซอยพหลโยธิน 7: กรมสรรพากร ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ต่อยอด และถ่ายทอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สนับสนุนการให้บริการประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ
นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “กรมสรรพากรมีความมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมบริการ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในปี 2568 – 2570 มุ่งเน้นที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี ยกระดับการให้บริการประชาชน และ “เสริมสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้” การร่วมมือกันในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการขยาย ต่อยอดความร่วมมือ ของกรมสรรพากร สวทช. โดยเนคเทค และธนาคารกรุงไทย ที่ร่วมกันนำเทคโนโลยี AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องภารกิจของกรมสรรพากร และยกระดับภาษีของประเทศ บริการผู้เสียภาษีให้มีศักยภาพในการแข่งขัน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังเตรียมแผนในอนาคตที่ชัดเจน ในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดเก็บภาษี และด้านการบริการดิจิทัลต่อผู้เสียภาษีและประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI มาสนับสนุนและเตรียมข้อมูล เพื่อช่วยวิเคราะห์ และตรวจสอบภาษีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น วิเคราะห์พฤติกรรมการยื่นแบบและชำระภาษีเพื่อออกแบบบริการภาษีให้ตรงกับแต่ละบุคคล ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับสูง เทคโนโลยี AI บุคลากรด้าน AI และการกำกับดูแลอย่างโปร่งใสตามหลักจริยธรรม AI ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี AI จาก สวทช. โดยเนคเทค ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับสูงจากธนาคารกรุงไทย เราจะสามารถยกระดับระบบภาษี ให้เป็นระบบที่ทันสมัย น่าเชื่อถือ มีธรรมาภิบาล และเป็นที่พึ่งของประชาชนโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวง อว. กล่าวว่า “การผนึกกำลังร่วมกับกรมสรรพากร และธนาคารกรุงไทยครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือที่มีมาก่อนหน้า เพื่อร่วมกันนำนวัตกรรมมายกระดับ บริการดิจิทัลภาครัฐให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ในยุคที่ AI และ BIG DATA มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สวทช. ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีเทคโนโลยี AI ของประเทศ หรือ "Localize AI" ที่ถูกพัฒนาให้เข้าใจบริบทของไทยโดยเฉพาะ ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับการให้บริการประชาชนได้อย่างตรงจุด แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐ ป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลไปยังต่างประเทศ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สวทช. โดย เนคเทค พร้อมทำหน้าที่เป็นขุมพลังด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย พร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์มาสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะบุคลากร เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ที่เป็นของคนไทยเพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และสร้างต้นแบบการบูรณาการความเชี่ยวชาญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค AI อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารกรุงไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับกรมสรรพากร และ สวทช. โดยเนคเทค สนับสนุนการพัฒนา “RD Voice Chatbot” ระบบผู้ช่วยสนทนาอัจฉริยะ ให้บริการข้อมูลภาษีด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาครัฐให้เข้าถึงบริการได้ง่าย ขยายการเข้าถึงข้อมูลด้านภาษีให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มให้เท่าเทียม ทันสมัย และเสริมสร้างความโปร่งใสในการให้บริการ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐอย่างเต็มที่ ผ่านความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยธนาคารมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น “GovTech Enabler” หรือพันธมิตรภาครัฐ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยยึดมั่นในหลักการใช้เทคโนโลยี “อย่างมีความรับผิดชอบ” คำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านความปลอดภัย และความเป็นธรรม เพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ในมิติของบริการทางการเงิน จะช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และส่งเสริมให้โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (digital infrastructure) มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น ครอบคลุมกระบวนการทำธุรกรรมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร แทนที่กระบวนการบนกระดาษอย่างไร้รอยต่อ โดยโครงการนี้ได้รับการอนุมัติและเห็นชอบ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนภายในอย่างครบถ้วน ครอบคลุมการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการทำงานของหน่วยงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐให้พร้อมต่อยุคดิจิทัล และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยี AI ซึ่งรวมถึงบริการระบบคลาวด์จากธนาคารกรุงไทย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบราชการดิจิทัลอย่างยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตตามวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างกรมสรรพากร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านดิจิทัล สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน โดยครอบคลุมทั้งการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการทำงานของหน่วยงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐให้พร้อมต่อยุคดิจิทัล และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี AI ซึ่งรวมถึงบริการระบบคลาวด์ จากธนาคารกรุงไทย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบราชการดิจิทัลอย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศหรือที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161
สอบถามเพิ่มเติม: สำนักงานเลขานุการกรม โทร. ๐ ๒๒๗๒ ๙๕๒๙-๓๐ โทรสาร ๐ ๒๖๑๗ ๓๓๒๔
หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร.๑๑๖๑
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
หลักสูตร “การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพด้วย Application Canva” (รุ่นที่ 6)
🎯 พลาดไม่ได้!!! มาสร้างประสบการณ์ใหม่ในการทำสื่อวิดีโอ และการสร้างคอนเทนต์ให้ปังและยั่งยืน ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค AI Generative กับ
หลักสูตร “การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพด้วย Application Canva” (Create Efficient Video Presentations with Canva) รุ่นที่ 6
ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดและสร้างสรรค์ ตั้งแต่ Direction Concept จนถึงการนำเสนอและสร้างสื่อวิดีโอให้มีประสิทธิภาพ
โดยใช้การนำเสนอในรูปแบบ Infographic ด้วย Canva Pro โปรแกรมอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด
เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีคุณภาพ ทันสมัย ด้วยเครื่องมือออนไลน์
ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้การสร้างวิดีโอของคุณเป็นเรื่องง่าย แต่ได้ผลลัพธ์แบบมืออาชีพ
🆙 ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่
🔗 https://www.career4future.com/vinfo/
🎯 ลงทะเบียนก่อนเต็ม!!!
🗓️ วันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น.
📍ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ หรือเทียบเท่า
💰 ค่าลงทะเบียน:
บุคคลทั่วไป 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
หน่วยงานภาครัฐ 9,252.34 บาท
ราคานี้รวม: อาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการเรียน และคอมพิวเตอร์สำหรับฝึกอบรม
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: คุณใหม่ โทร. 08 5289 2669
อีเมล: bas@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
FOOD INNOPOLIS X HKSTP โปรแกรมการเข้าสู่ตลาดแบบ SOFT-LANDING สำหรับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร
🚀 FOOD INNOPOLIS X HKSTP
โปรแกรมการเข้าสู่ตลาดแบบ SOFT-LANDING สำหรับสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร
.
📌 เปิดรับสมัครแล้ว - กำหนดส่ง: 31 กรกฎาคม 2025 https://forms.gle/SjJKxQjRD6WnbwGw8
คุณเป็นสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ที่พร้อมจะสำรวจตลาดฮ่องกงและเข้าถึงโอกาสการเติบโตสูงในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่?
HKSTP และ Food Innopolis เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโปรแกรม Soft-Landing ระยะเวลา 12 เดือน ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ที่มีนวัตกรรม เพื่อการตรวจสอบความเป็นไปได้และขยายตัวในตลาดฮ่องกง - ประตูสู่หนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย!
.
🎯 จุดเด่นของโปรแกรม
✅ ทุนสนับสนุนตามเป้าหมายสูงสุด 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง
✅ การฝึกอบรมและการโค้ชจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
✅ สามารถเข้าร่วมแบบออนไลน์จากประเทศไทย
✅ การเชื่อมต่อเชิงกลยุทธ์กับเครือข่ายวิจัยของ Food Innopolis
✅ การสนับสนุนร่วมกันจากระบบนิเวศของ Food Innopolis และ HKSTP
📅 ระยะเวลาโปรแกรม (12 เดือน)
ขั้นตอนที่ 1 - กำหนดส่งใบสมัคร: 31 กรกฎาคม 2025
• กระบวนการคัดเลือกเข้าโปรแกรม
ขั้นตอนที่ 2 - การตรวจสอบแนวคิดการทดสอบตลาดในฮ่องกง
• การบ่มเพาะร่วมกันโดย Food Innopolis และ HKSTP
ขั้นตอนที่ 3 - เปิดตัวและเข้าสู่ตลาดฮ่องกง
• การสนับสนุนการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง
🎯 เงื่อนไขการสมัคร
• มีแนวคิดนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากการวิจัยพัฒนาและแผนธุรกิจ
• ยินยอมจดทะเบียนบริษัท จำกัด ในฮ่องกงด้วยการสนับสนุนและคำแนะนำจาก HKSTP
🏢 เกี่ยวกับ HKSTP ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2001 HKSTP เป็นองค์กรตามกฎหมายที่จัดตั้งโดยรัฐบาลฮ่องกง มุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีชีวิตชีวา ผลงานสำคัญ ได้แก่:
• หน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยีชั้นนำในฮ่องกงที่สนับสนุนสตาร์ทอัพกว่า 1,400 แห่ง
• บริษัทในพาร์คจาก 25 ประเทศและภูมิภาค
• ยูนิคอร์น 13 แห่ง (7 แห่งเกิดในท้องถิ่น และ 6 แห่งจากต่างประเทศ)
• ระดมทุนได้ประมาณ 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยบริษัทในพาร์คตั้งแต่ปีงบประมาณ 2018 ใน 430+ ดีลการลงทุน
นี่คือโอกาส ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรมของฮ่องกงและจีน !
📞 สอบถามข้อมูล
ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ผู้จัดการแพลตฟอร์ม Food Innopolis Accelerator 📧 Porramate.chu@nstda.or.th
คุณคริสตี้ หว่อง ผู้จัดการ ส่วนพัฒนาร่วม HKSTP 📧 christie.wong@hkstp.org
ปฏิทินกิจกรรม
‘iSmart OEE’ อุปกรณ์ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบอัตโนมัติ
ทุกวันนี้โรงงานของคุณยังให้พนักงานบันทึกการทำงานของเครื่องจักรลงกระดาษ แล้วค่อยนำมาคำนวณประสิทธิภาพในภายหลังอยู่หรือเปล่า หากคำตอบคือใช่ คุณอาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการลดเวลาการทำงานและต้นทุนการผลิตแบบไม่รู้ตัว
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา iSmart OEE อุปกรณ์วัดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบอัตโนมัติ พร้อมแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ใช้งานง่าย รองรับทั้งเครื่องจักรรุ่นเก่าและเครื่องจักรแบบสมาร์ต
iSmart OEE เทคโนโลยีสนับสนุนอุตสาหกรรมก้าวกระโดดสู่ 4.0
[caption id="attachment_71517" align="aligncenter" width="750"] อุ่นพงศ์ สุภัคชูกุล นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ เนคเทค สวทช.[/caption]
อุ่นพงศ์ สุภัคชูกุล นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า โรงงานส่วนใหญ่ของไทยในภาพรวมยังนำระบบดิจิทัลมาใช้เก็บข้อมูลเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness: OEE) ไม่มากนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีราคาค่อนข้างสูง การปรับแต่งฟังก์ชันให้เหมาะกับเครื่องจักรที่มีอยู่เดิมทำได้ยาก และอาจต้องเสียเงินจำนวนมากจ้างผู้จัดจำหน่ายหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาปรับแต่งอุปกรณ์ให้
“การที่ผู้ประกอบการไม่ทราบถึงสถานะการทำงานของเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ อาจทำให้ไม่ทราบถึงสัญญาณผิดปกติล่วงหน้า แก้ไขปัญหาได้ล่าช้า และส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เช่น ผลิตสินค้าได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น คุณภาพสินค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลในภาพรวม”
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ได้พัฒนาอุปกรณ์ iSmart OEE อุปกรณ์วัดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรแบบอัตโนมัติ ที่ใช้งานง่ายและมีราคาจับต้องได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs เข้าถึงการใช้งานอุปกรณ์นี้
[caption id="attachment_71520" align="aligncenter" width="500"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์ iSmart OEE (ชุดจัดแสดง)[/caption]
อุ่นพงศ์ อธิบายว่า iSmart OEE คือ อุปกรณ์สำหรับติดตามประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย %A (availability) ความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร, %P (performance) ประสิทธิภาพการผลิต และ %Q (quality) คุณภาพของสินค้าที่ผลิต โดยเมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้จากทั้ง 3 ส่วนมาคำนวณร่วมกันจะได้เป็น %OEE หรือประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร
“iSmart OEE รองรับการนำเข้าข้อมูลจากเครื่องจักรหลายรูปแบบ ประกอบด้วยช่องทางสำหรับรับโพรโทคอลอุตสาหกรรม เช่น Modbus RTU, Modbus TCP, MQTT ช่องทางสำหรับรับสัญญาณดิจิทัล 4 ช่อง ช่องสำหรับรับข้อมูลจากเครื่องนับพัลส์ความเร็วสูง (high speed pulse counter) 2 ช่อง ช่องสำหรับต่อสาย LAN และ RS-485 นอกจากนี้อุปกรณ์ยังรองรับการกรอกข้อมูลเข้าระบบเพิ่มเติมผ่านเมาส์และคีย์บอร์ดด้วย อุปกรณ์ iSmart OEE จึงใช้งานได้กับทั้งเครื่องจักรทั่วไปและเครื่องจักรแบบสมาร์ต”
เมื่อผู้ใช้งานติดตั้งระบบการนำเข้าข้อมูลทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย อุปกรณ์จะแสดงผลข้อมูลที่จัดเก็บและคำนวณแบบเรียลไทม์ ผ่านทั้งทางหน้าจอของอุปกรณ์และแดชบอร์ดออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลให้เหมาะกับการทำงานได้
แสดงผลชัด ติดตามได้แบบเรียลไทม์
อุ่นพงศ์ อธิบายว่า การแสดงผลของระบบ iSmart OEE แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วน A คือความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร จะแสดง 5 ค่า คือ สถาะ ‘on/off’ เปิดหรือปิดเครื่อง, ‘running’ ระยะเวลาที่เดินเครื่องจักรเพื่อผลิตชิ้นงาน, ‘idle’ ระยะเวลาที่เครื่องจักรอยู่ในโหมดพร้อมใช้งานแต่ยังไม่เริ่มเดินเครื่อง เช่น รอวัตถุดิบ รอสั่งการผลิต, ‘minor stop’ ระยะเวลาที่หยุดทำงานในระยะสั้น ๆ หลักวินาทีหรือนาที เนื่องจากเกิดปัญหาเล็กน้อยกับเครื่องจักร ซึ่งพนักงานแก้ไขด้วยตัวเองได้ และ ‘breakdown’ ระยะเวลาที่เครื่องจักรชำรุดจนต้องหยุดการทำงาน
“ส่วน P จะแสดงความเร็วในการผลิตสินค้าแต่ละชิ้น และส่วน Q จะแสดงผลว่าสินค้าที่ผลิตได้ตรงตามมาตรฐานและไม่ตรงตามมาตรฐานกี่ชิ้น โดยระบบ iSmart OEE จะแสดงผลทั้งตัวเลขข้อมูลดิบที่ได้จากการจัดเก็บ และตัวเลขที่ผ่านการคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วทั้ง %A, %P, %Q และ %OEE โดยหากประสิทธิภาพต่ำกว่าที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลเครื่องจักรทันที
“นอกจากนี้เนคเทค สวทช. ยังได้จัดทำ NomadML แพลตฟอร์มผลิตโมเดล AI สำหรับใช้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากภาพถ่าย เช่น สี รอยขีดข่วน ขนาด รูปทรง ไว้ให้บริการด้วย ซึ่งหากโรงงานใช้งานแพลตฟอร์มนี้ ข้อมูลที่ AI ประเมินผลจะส่งต่อไปคำนวณ %Q และแสดงผลที่อุปกรณ์ iSmart OEE โดยอัตโนมัติ แต่หากการตรวจสอบคุณภาพสินค้าจำเป็นต้องใช้คน อุปกรณ์เฉพาะทาง หรือการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ผู้ตรวจสอบสามารถนำข้อมูลผลการตรวจสอบ %Q มาคำนวณร่วมกับค่า %A, %P ได้เองในภายหลัง
แม้การติดตั้งอุปกรณ์ iSmart OEE จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าและการควบคุมเครื่องจักร เช่น ช่างซ่อมบำรุงของบริษัท ผู้บูรณาการระบบ (System Integrator: SI) แต่ภายหลังการติดตั้งเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานภายในโรงงานสามารถเรียนรู้วิธีใช้งานอุปกรณ์นี้ได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินงานควบคุมระบบ การใช้งานอุปกรณ์นี้จึงไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่ผูกพันในระยะยาว
อุ่นพงศ์ ให้ข้อมูลทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) เนคเทค สวทช. กำลังดำเนินโครงการ IDA Platform (Industrial IoT and Data Analytics Platform) เพื่อเป็นระบบนิเวศสำหรับผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อกับแหล่งเงินทุน โดยอุปกรณ์ iSmart OEE เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่โครงการให้การสนับสนุนด้วย หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจใช้งานอุปกรณ์ iSmart OEE สมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์ ได้ที่ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/ ทั้งนี้โครงการ IDA Platform ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)
ปัจจุบันเนคเทค สวทช. ยังคงเปิดให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบ iSmart OEE สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล smc-business@nectec.or.th หรือผ่านทาง Line Official Account: @smceeci และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/smceeci
[caption id="attachment_71525" align="aligncenter" width="138"] Line Official Account: @smceec[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


