หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
เวทีประชุมวิชาการ TAIST-Science Tokyo สวทช. นำทัพ วช. ยกระดับกำลังคน ดันไทยสู่ยุคเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
(วันที่ 2 กันยายน 2568) การประชุมวิชาการ “TAIST-Science Tokyo: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” จัดขึ้น ณ ห้อง Eternity ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่ง สวทช.และพันธมิตรจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2568 ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่สองของการจัดงาน ดร. สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและทิศทางโลก พร้อมทั้งขอบคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ให้การสนับสนุนทุนโครงการ ตลอดจนขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. ยังได้ร่วมกล่าวสนับสนุนในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทของ วช. ในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสร้างความยั่งยืนในอนาคต ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษ (Keynote Speakers) โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เริ่มจาก ศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์ กล่าวในหัวข้อ “นโยบายการวิจัยและพัฒนากำลังคนของประเทศกับ TAIST-Science Tokyo” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการผลักดันการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และได้กล่าวถึงกิจกรรมสำคัญที่ วช. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมและสร้างเวทีให้แก่นักวิจัยและเยาวชนรุ่นใหม่ เช่น Thailand Research Expo ที่ถือเป็นมหกรรมงานวิจัยระดับชาติ รวมผลงานนวัตกรรมจากทั่วประเทศมาเผยแพร่ และกิจกรรม Thailand Researcher Day (หรือวันนักวิจัยแห่งชาติ) ที่เป็นเวทีเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิจัยทุกระดับ นอกจากนี้ วช. ยังให้ความสำคัญกับ ความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านการจับมือกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายนักวิจัย และเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้เข้าถึงประสบการณ์ระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ TAIST-Science Tokyo ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงเพื่อรองรับความท้าทายของโลกอนาคต จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร ได้กล่าวในหัวข้อ “บทบาทของคณะวิทยาศาสตร์ในการสร้างนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ของประเทศ” โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของคณะวิทยาศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา โดยคณะวิทยาศาสตร์ต้องก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “ตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม” ที่ไม่เพียงแต่สร้างองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังต้องเชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาจริงของสังคมและอุตสาหกรรม เช่น การรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้องบูรณาการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับวิศวกรรม หรือการพัฒนายาและเวชภัณฑ์ใหม่ที่ต้องอาศัยการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และการผลิตเชิงวิศวกรรม ศาสตราจารย์ ดร. ปรินทร์ กล่าวเน้นย้ำถึง ความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยผ่านการให้คำปรึกษาจากอาจารย์อาวุโส การกำกับดูแลแบบสหวิชา (joint supervision) รวมถึงการฝึกอบรมทักษะสำคัญ เช่น ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การคิดเชิงนวัตกรรม (Design thinking) และ Soft skills อย่างการสื่อสาร การทำงานร่วมกันและภาวะผู้นำ อีกประเด็นสำคัญคือการสร้าง นวัตกรรุ่นใหม่ โดยการปลูกฝังวิธีคิดด้านนวัตกรรม การกล้าลองผิดลองถูก และการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อความล้มเหลว พร้อมทั้งสนับสนุนระบบบ่มเพาะ (incubator) ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดทางให้งานวิจัยก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพและสร้างผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ปิดท้ายด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ทิศทางใหม่ของการศึกษาวิศวกรรม: เพื่อภาคอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก” โดยยังเน้นถึงหลักสูตร Kosen แบบญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบให้นักเรียน ได้เรียนต่อเนื่อง 5 ปี ทั้งในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น ได้วุฒิอนุปริญญาที่พร้อมทำงาน โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและฝึกงานจริง เพื่อสร้างวิศวกรที่มีทั้งความรู้ด้านทฤษฎีและทักษะการทำงาน พร้อมปรับตัวเข้ากับความต้องการของอุตสาหกรรมทันทีหลังสำเร็จการศึกษา และได้ยกตัวอย่างว่าหลักสูตรลักษณะนี้เริ่มนำร่องเป็นต้นแบบใช้ในไทยแล้วในสองสถาบัน คือ Kosen สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และจะขยายผลสู่สถาบันการศึกษาอื่น โดยเปิดโอกาสให้นักเรียน เข้าศึกษาต่อแบบต่อเนื่อง พร้อมฝึกงานและเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง หลังจากนั้นเป็นเวทีเสวนา (Breakout Sessions) แบ่งเป็น 4 ห้องย่อย ได้แก่ ห้องหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE) เรื่อง “ยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง” ห้องหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Artificial Intelligence and Internet of Things: AIoT) เรื่อง “Next-Gen Workforce for AIoT Era: Competency, Collaboration, and Career” ห้องหลักสูตรพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE) เรื่อง “From Carbon to Chip: เชื่อมพลังไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล” และห้องหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence: BIOMED & AI) เรื่อง “กำลังคนในเทคโนโลยีอนาคต Biomed and AI” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ นอกจากนี้ในช่วงบ่ายเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการและงานวิจัยของนักศึกษาจากทั้ง 4 หลักสูตร โดยมีการนำเสนอแบบ Oral Presentation พร้อมข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพัฒนาต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตัว ความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมและการแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึก ก่อนปิดท้ายของวันด้วยการสรุปผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางให้กับนักศึกษาและผู้เข้าร่วมทุกฝ่าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับสมาคม ASM จัดเสวนาออนไลน์ “Science Inspires Future – Insights from Microbiome for All” เพื่อให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย
 วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 การเสวนาออนไลน์ “Science Inspires Future – Insights from Microbiome for All” ได้ถูกจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคม American Society for Microbiology (ASM) ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ทั้งนักเรียน นักศึกษา และครูผู้สอนจากหลายสถาบันการศึกษาในประเทศไทย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน (ASI) สวทช. กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของ Microbiome ว่าเป็นมากกว่าการศึกษาจุลินทรีย์ แต่คือการเข้าใจระบบนิเวศที่ซับซ้อนภายในร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เธอกล่าวว่า “วิทยาศาสตร์ประเภทนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มองค์ความรู้ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและทักษะสำคัญที่ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันและอาชีพในอนาคต” จากนั้น สัตวแพทย์หญิง เกล้า รันจรูญ  ผู้แทนประเทศไทยโครงการ Global Young Scientists Summit Thailand ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นตัวแทน ASM Young Ambassador ประจำประเทศไทย และนักศึกษาปริญญาเอกจาก College of Veterinary Medicine มหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและผู้ประสานงาน ได้กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ดาวิดา สมิธ วิทยากรหลักของวันนี้เกี่ยวกับโครงการอบรมด้านไมโครไบโอม รวมถึงกิจกรรมวิจัยช่วงฤดูร้อนที่ซานอันโตนิโอ ซึ่งได้แรงบันดาลใจและเห็นคุณค่าของโครงการนี้ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและครูไทยในอนาคต พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคม ASM และโอกาสที่นักเรียนและครูไทยสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและโครงการความร่วมมือได้ การบรรยายหลักนำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ดาวิดา สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาระดับโมเลกุลจากมหาวิทยาลัย Texas A&M ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอนำเสนอด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังสนทนาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงการเล่าตามตำรา แต่คือการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการสอนและทำวิจัยในสหรัฐฯ ดร.สมิธ เล่าถึงแนวทางการเรียนการสอนที่พลิกจากรูปแบบ “สูตรสำเร็จ” ไปสู่ “การวิจัยในชั้นเรียน” โดยใช้ปัญหาจริงเป็นฐานการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในแม่น้ำซานอันโตนิโอ สารเคมี PFAS ไมโครพลาสติก หรือแม้แต่ปรสิต Giardia ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง “การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ควรเป็นเพียงสูตรสำเร็จ หากแต่ต้องเป็นการค้นคว้า ทดลอง และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง” ดร.สมิธ เน้นย้ำ เธอได้เล่าถึงโครงการ “Microbiomes for All” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก National Science Foundation (NSF) สหรัฐฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เก็บตัวอย่างจากแหล่งต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ ถนน หรือพิพิธภัณฑ์ ก่อนนำมาวิเคราะห์ในห้องเรียน ผลงานบางชิ้นสามารถต่อยอดสู่บทความวิชาการที่ตีพิมพ์ร่วมกับคณาจารย์ บรรยากาศการถาม–ตอบในช่วงท้ายสะท้อนพลังความสนใจของผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน ด.ญ.ณพลดา ชุมชอบ นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) เล่าความรู้สึกว่า “ได้ทั้งความรู้ใหม่ ๆ และแรงบันดาลใจ ทำให้รู้สึกอยากเรียนวิทยาศาสตร์ต่อไป” ขณะเดียวกันครูผู้สอนจากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา กล่าวว่า “ประทับใจการตอบคำถามของอาจารย์ เพราะตอบได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย” นายศิลา พลรักษ์ นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ร่วมแบ่งปันความรู้สึกว่า “Dr. Smyth is really nice, and knowledgeable in answering questions.” และหลายความเห็นตรงกันว่า อยากให้มีเวลาในการนำเสนอและการถามตอบมากขึ้น รวมถึงข้อเสนอให้เพิ่มซับไตเติ้ลภาษาไทย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงได้ดียิ่งขึ้น เบื้องหลังเสียงสะท้อนเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ผู้เข้าร่วมตระหนักว่า Microbiome ไม่ใช่เพียงจุลินทรีย์ในร่างกาย แต่คือภาพสะท้อนของความสมดุลระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และสังคม การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้เห็นว่า แม้โรงเรียนที่มีทรัพยากรจำกัด ก็ยังสามารถนำวิธีการใหม่ เช่น การใช้ฐานข้อมูลเปิด (open data) การศึกษากรณีตัวอย่าง และการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ดิจิทัล มาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรม Science Inspires Future ครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนนวัตกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ที่เน้นการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิตจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริง และจุดประกายให้เยาวชนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าเปลี่ยนแปลงโลก           
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย…ต้องรอด! TECE ผนึกนักวิจัย-แหล่งทุนพร้อมหนุนสู้ยุค EV
สวทช. โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (Thailand EV Center of Excellence : TECE) ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยวิจัย และแหล่งทุน โดยเปิดให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยมาจับคู่ธุรกิจและเทคโนโลยี ในงานสัมมนา “Open Innovation for EV Battle ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย...ต้องรอด” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
10 Technologies to Watch 2025: เวชสำอางเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย (Longevity Cosmeceuticals)
การดูแลสุขภาพผิวและความงามในปัจจุบันไม่ได้เน้นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพที่ดีจากภายในเพื่อผลในระยะยาวด้วย องค์ความรู้ใหม่เรื่องกลไกความเสื่อมและความชราระดับเซลล์ รวมทั้งกลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพร ทำให้พัฒนาเวชสำอางที่ไม่เพียงแต่ดูแลความงามจากภายนอก แต่ยังชะลอกระบวนการเสื่อมระดับเซลล์จากภายในได้อีกด้วย เวชสำอางเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย จึงมิได้เป็นเพียงแค่ “ตำรับเครื่องสำอาง” ที่เน้นการดูแลสุขภาพผิวภายนอก เช่น การลดริ้วรอย หรือเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวเท่านั้น แต่มีจุดเด่นคือการค้นหาสารออกฤทธิ์ที่แก้ปัญหาตรงกลไกหลักของความชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชราของผิว เช่น ลดจำนวนเซลล์ชรา (senescent cells) กระตุ้นการทำงานของยีนซ่อมแซมผิว ซึ่งช่วยยืดอายุผิว (skinspan) ออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการแก้ไขความชราในระดับเซลล์ ทั้งหมดนี้วัดประสิทธิภาพได้จากความแข็งแรงของเซลล์ผิว โครงสร้างของชั้นผิว และความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของเซลล์ผิว ทั้งนี้มีผลการทดสอบการออกฤทธิ์ทางคลินิกและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน โดยดูจาก “ตัวชี้วัดชีวภาพ” หรือ “เครื่องหมายชีวภาพ” (biomarkers) ที่เกี่ยวข้องกับความชรา ปัจจุบันขนาดตลาดอุตสาหกรรมเวชสำอาง และตลาดผลิตภัณฑ์และการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกหรือทดแทน (รวมทั้งผลิตภัณฑ์และการรักษาในกลุ่มชะลอวัย) มีมูลค่าอยู่ที่ราว 67,000 และ 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ร้อยละ 4-10 และ 22 ต่อปี สำหรับประเทศไทย มีการคาดการณ์ตลาดในกลุ่มหลังในปี ค.ศ. 2023 อยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2030 โดยมีอัตราการเติบโตแบบทบต้นร้อยละ 22 ต่อปี ในต่างประเทศมีบริษัทที่ขยายตลาดทางด้านเวชสำอางเพื่อสุขภาพและการชะลอวัยแล้ว เช่น AstaReal และ Beiersdorf ขณะที่ในประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจพัฒนาเวชสำอางอยู่จำนวนหนึ่ง สวทช. มีงานวิจัยด้านเวชสำอางเพื่อสุขภาพและการชะลอวัยร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ผ่าน “แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย” มีบริษัทสตาร์ตอัปจากงานวิจัยเกิดขึ้นแล้ว เช่น Krono-Life นำส่วนผสมของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสารออกฤทธิ์ Zenolase และผลิตภัณฑ์ ZenoLase Evanesce Serum และมีแนวโน้มจะต่อยอดงานวิจัยเพิ่มเติมกับสมุนไพรอื่น ๆ รวมทั้งพัฒนาวิธีการวิเคราะห์และทดสอบความปลอดภัย ตลอดจนวิธีวัดประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย 📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ 📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
สวทช. ร่วมงานสัมมนาความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม “ไทย–จีน”
(วันที่ 28 สิงหาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี – สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บีอาร์ไอ สมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย–จีน และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมจีน–ไทย และการเปิดตัวรายงานวิจัย เส้นทางสายไหมดิจิทัลในประเทศไทย (Forum on China-Thailand Science, Technology and Cultural Cooperation Development & Report Launch of Digital Silk Road in Thailand)” เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางใหม่ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป ภายในงานได้รับเกียรติจาก พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ประธานสถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บีอาร์ไอ และนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมพิธีเปิด ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือไทย–จีน ภายใต้กรอบ Digital Silk Road เป็นมากกว่าการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ยังสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมร่วมที่ยั่งยืน เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ในฐานะองค์กรวิจัยและพัฒนาระดับชาติ สวทช. ซึ่งมีอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเป็นนิคมวิจัยสำหรับเอกชนแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถือเป็น Innovation Hub ที่เชื่อมโยงความร่วมมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย–จีนอย่างโดดเด่น ที่ผ่านมา สวทช. มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรในประเทศจีนมากกว่า 60 ฉบับ อาทิ โครงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ร่วมกับ Chinese Academy of Agricultural Sciences (CAAS) ใช้ AI และเทคโนโลยีแม่นยำเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน ห้องปฏิบัติการร่วมไทย–จีนด้านเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เพื่อวิจัยและพัฒนาการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้าน Smart City กับ Chinese Academy of Sciences (CAS) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและระบบนิเวศดิจิทัล การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษาระหว่างไทย–จีนผ่านทุนวิจัยร่วม เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ “ในส่วนของรายงานวิจัย “Digital Silk Road in Thailand” ที่เปิดตัวในวันนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือเชิงนโยบายและเศรษฐกิจดิจิทัล หากเราสามารถต่อยอดความร่วมมือด้วยความลึกซึ้งและเป้าหมายหลากหลาย ไทยและจีนจะก้าวสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมอย่างแท้จริง พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.จุฬารัตน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีการบรรยายและเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น เส้นทางสายไหมดิจิทัลในประเทศไทย: การวิจัยว่าด้วยการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาอุตสาหกรรม โดย ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บีอาร์ไอ การเสวนา ทิศทางความร่วมมือไทย–จีนในยุคดิจิทัล ด้วยการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมี ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมเป็นหนึ่งในผู้เสวนา
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
การเตรียมความพร้อม Biochar: NbS towards Nationally Determined Contributions (NDC) 3.0
📌 ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 3 “การเตรียมความพร้อม Biochar: NbS towards Nationally Determined Contributions (NDC) 3.0” เวทีความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จากไบโอชาร์ ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม 🎯 การประชุมนี้เหมาะสำหรับ: ✅ ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับไบโอชาร์ ✅ ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในความร่วมมือวิจัย หรือสนใจการประยุกต์ใช้ไบโอชาร์ในเชิงพาณิชย์หรือระดับชุมชน 📚 หัวข้อสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด: 🌱 บทบาทของ Biochar ต่อ NDC 3.0 และ Net-Zero 🌱 Tokenization, dMRV และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน 🌱 แนวทางการพัฒนา Biochar ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม 🌱 ความเคลื่อนไหวล่าสุดในฐานข้อมูล Biomass และ Biochar ของไทย 📌 วันเวลา: วันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 09:00–17:00 น. 📌 สถานที่: ห้องประชุม CC-405 ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ปทุมธานี 📌 ลงทะเบียน: https://event.nstda.or.th/event-nstda/#/register/add-register/81/526
ปฏิทินกิจกรรม
 
Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)” รุ่นที่ 20
📢📢เปิดแล้ว รุ่นที่ 20 #ลงทะเบียนก่อนเต็ม🎉🎉🎉 รับจำนวนจำกัด!!! 🟢 สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรม "#Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (คิดและสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ)"  รุ่นที่ 20 🗓📌25-26 กันยายน 2568 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ โรงแรม แจล ซิตี้ กรุงเทพ หรือเทียบเท่า 🌎Key Highlights ✅️เจาะลึก Infographic ที่ดีเป็นอย่างไร ✅️ออกแบบ สร้างสื่อในยุคเทคโนโลยี Digital Content ข้อมูลอันซับซ้อนในเวลาจำกัดได้อย่างไร ✅️นำเสนอแบบ Infographic ให้สวยงาม เข้าใจง่าย อย่างรวดเร็ว ด้วยองค์ประกอบศิลป์ ✅️เสริมภาพลักษณ์สำหรับสื่อให้โดนใจอย่างสร้างสรรค์ ✅️บรรยาย พร้อมฝึกปฏิบัติเข้ม เน้น Pick Up พร้อมเทคนิค Trip & Tip ในการออกแบบต่างๆ สำหรับการทำ Infographic ค่าลงทะเบียน ท่านละ 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) หน่วยงานภาครัฐ ท่านละ 9,252.34 บาท **ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการเรียนและคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการฝึกอบรม** 🆙ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://www.career4future.com/info/ 📲สอบถามข้อมูล 08 5289 2669 (คุณใหม่) E-Mail : bas@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมกับ หน่วยงานพันธมิตร จัดใหญ่! “TAIST-Science Tokyo” เปิดเวทีระดับโลก โชว์ศักยภาพ-สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทย์ฯ รุ่นใหม่ 1-3 ก.ย. นี้
(วันที่ 1 กันยายน 2568): กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตร จัดงานประชุมวิชาการ TAIST-Science Tokyo: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เพื่อรายงานความก้าวหน้าโครงการในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และประกาศขยายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “โครงการ TAIST-Science Tokyo เป็นโครงการที่สะท้อนนโยบายของ กระทรวง อว. ในด้านของการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินงานภายใต้แพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Manpower and Knowledge Development” ด้วยการพัฒนาระบบ National Brain Power Ecosystem สนับสนุนการผลิตบุคลากรคุณภาพระดับวิจัยและนวัตกรรม ทั้งที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรม S-Curve และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning เพื่อรองรับการ Reskilling และ Upskilling นอกจากนี้ ในปี 2568 นี้ ได้มีการเปิดหลักสูตรใหม่ “Biomedical Engineering And AI” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังได้จับมือพันธมิตรใหม่ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมในหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบรางขั้นสูง (A2TE)” ทำให้มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและสามารถพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า “โครงการ TAIST-Science Tokyo เป็นโครงการที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยและทุนพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ทั้งในด้านความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมในอนาคต จนเป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพกว่า 600 คน ที่กระจายกำลังไปในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษาชั้นนำ รวมถึงการต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. มีความยินดีและภาคภูมิใจในโครงการ TAIST-Science Tokyo เนื่องจากเป็นตัวอย่างความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะ Institute of Science Tokyo ที่ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับนานาชาติ สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ สำหรับความพิเศษ คือ ในปี 2568 มีการเปิดหลักสูตรใหม่ และการขยายพันธมิตรใหม่ เพื่อรองรับความท้าทายด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนากำลังของประเทศ” ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการว่า “ในปี 2568 นี้ โครงการ TAIST-Science Tokyo นอกจากจะมีการเปิดตัวหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (A2TE) และมีพันธมิตรใหม่ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว การจัดงานประชุมวิชาการในครั้งนี้ เพื่อเป็นการแถลงทิศทางและความก้าวหน้าของโครงการ พร้อมเสนอผลลัพธ์เชิงนโยบายจากการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเผยแพร่ผลงานดีเด่นของนักศึกษาที่พร้อมต่อยอดสู่เวทีนานาชาติ และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน นักศึกษาในการพัฒนาตนเองเพื่อก้าวสู่เวทีอาชีพในอนาคตอีกด้วย” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ระหว่างปี 2558-2566) กล่าวว่า “หลักสูตร Biomedical and AI เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Tokyo Medical and Dental University (TMDU) ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ทั้งนี้มหาวิทยาลัย มหิดลซึ่งมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ และมีการริเริ่มเปิดหลักสูตร Biomedical Engineering ตั้งแต่ปี 2541 นับเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายนักวิจัยและบัณฑิตที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และสาธารณสุขในอนาคต” “โครงการ TAIST-Science Tokyo” ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรวิจัยและวิศวกรรมทักษะสูงตามความต้องการของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมและต่อยอดไปสู่การนำเสนอในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ และเป็นการสร้างและส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน นักศึกษา ที่เข้าร่วมทราบถึงโอกาสในการเรียนและศึกษาต่อ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีอาชีพ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาควิจัย เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนากำลังคนอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.–ซีพี ออลล์ ผนึกกำลังนำเทคโนโลยีร่วมพัฒนาสินค้า ยกระดับกระบวนการผลิตสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ณ อาคาร ธาราพาร์ค แจ้งวัฒนะ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดประชุม Kick Off ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่ความยั่งยืน โดยในพิธีเปิด คุณทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานปฏิบัติการ และสายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  กล่าวเปิดงานและกล่าวถึงแนวคิดความร่วมมือของ CP ALL และ ดร. สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือของ สวทช. พร้อมกันนี้ คุณยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารจากทั้งสององค์กร นักวิจัย สวทช. เข้าร่วมงาน โครงการดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจที่จะผนึกกำลังระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัยและพัฒนาชั้นนำของประเทศ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ สวทช. ได้นำผู้บริหารและนักวิจัยจาก 4 ศูนย์แห่งชาติ เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) การทำงานร่วมกันในครั้งนี้มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ การพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน รองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน สวทช. และซีพี ออลล์ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างแท้จริง  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. จัดกิจกรรม Smart Agri Days 2025 โชว์นวัตกรรมเกษตรดิจิทัล ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล
(เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้จัดเวทีเสวนาและกิจกรรมพิเศษเพื่อเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมเกษตรยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Thailand AgriTech x Trust: ทางรอดเกษตรกรไทยยุคดิจิทัล” โดยได้รับเกียรติจาก คุณกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นผู้บรรยาย ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “พลังสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก (Thai Herbal Champions)” โดยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น คุณวิทูรย์ ยวงสะอาด กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณะสุข, คุณณัชชา เวชพงศา ผู้จัดการ แผนกสมุนไพรไทย บริษัท เวชพงศ์โอสถ เยาวราช จำกัด, คุณชูชีพ อภิรักษ์ ผู้จัดการ ส่วนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด และคุณพูศักดิ์ หิรัณยตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไซแอนติฟิค จำกัด ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ในตลาดโลก ถัดมามีการจัดแสดง Tech Hi-light “Herbotron” หุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อการเกษตร 2 สำหรับการเก็บเกี่ยวสมุนไพรในโรงเรือนอัจฉริยะ โดยคุณวรวิทย์ จันทร์สีหราช ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. และ       ดร.ทวีวัฒน์ กระจ่างสังข์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ ปิดท้ายด้วยการเสวนา “Future Trend & Technology of UAV in AgriTech” โดย ดร.บัญญัติ บุญญา นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจอากาศยานบินต่ำ และ กิจกรรมเวิร์กช็อปสร้างรายได้ “การจัดสรรค์เมนูอาหารและเครื่องดื่มจากพืชสมุนไพรพรีเมียม”  โดย อาจารย์เป็นเอก ทรัพย์สิน อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบการอาหารและการบริการ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พร้อมคณะ ผู้ช่วยวิทยากร นางสาวภัคนันท์ สุขเอี่ยม และ นายธนากร เมธีวัฒนกุล การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สวทช. ย้ำบทบาทสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนต่อยอดภูมิปัญญาสมุนไพรไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค สวทช. จัดยิ่งใหญ่ INNOAGRO 2025 การเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน
(วันที่ 29 สิงหาคม 2568) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ    (ไบโอเทค สวทช.) จัดงานสัมมนา “INNOAGRO 2025 : การเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน” โดยมี ดร.วรินธร สงคศิริ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่หลากหลาย พร้อมมีการบรรยายหัวข้อที่น่าสนใจ และการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ดร.วรินธร สงคศิริ รองผู้อำนวยการศูนย์ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า งาน “INNOAGRO 2025” จัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทบาทและศักยภาพของงานวิจัยด้านเกษตรและชีวภาพของ สวทช. เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของธุรกิจเกษตรและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเสริมแกร่งศักยภาพอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลงานวิจัย แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน งาน INNOAGRO 2025 เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นว่า ผลงานวิจัยไทยสามารถตอบโจทย์ความท้าทาย ทั้งการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมั่นว่าการรวมพลังของนักวิจัยและภาคอุตสาหกรรมในงานนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมเกษตรของไทยที่แข็งแกร่ง และพร้อมแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า INNOAGRO 2025 จะเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดเชิงธุรกิจที่เกิดผลเป็นรูปธรรม สำหรับบรรยากาศภายในงาน INNOAGRO 2025 มีการจัดแสดงผลงานเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก 10 กลุ่มผลงานวิจัย และการบริการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพไทย พร้อมมีการบรรยายพิเศษและการเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การบรรยายในหัวข้อ “ผลกระทบและการรับมือต่อนโยบายภาษีตอบโต้ประเทศสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร” โดย คุณบัณฑิตา ทองสาริ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสิรมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ , “แนวโน้มธุรกิจและนวัตกรรม จากอุตสาหกรรมเกษตร และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร” โดยคุณธนารักษ์ พงษ์เภตรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร , “Inno-Agro Innovation for Agro-industry” โดย ดร.วีระวัฒน์ แช่มปรีดา หัวหน้าแผนงาน Pre-Battle แผนงานการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและวัสดุเหลือใช้และจากอุตสาหกรรม อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน , การนำเสนอเทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอด ภายใต้อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ดำเนินรายการโดย ดร.ศรีสกุล ตระการไพบูลย์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ และเสวนาในหัวข้อ “เสริมความแกร่งอุตสาหกรรม ด้วย Inno-Agro Technology” พร้อมกันนี้บริเวณงานยังมีการนำเสนอบริการภาคเอกชนของ สวทช. แก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และบริการสนับสนุนภาคเอกชนในหลาย ๆ โครงการของฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม เช่น ลงทุนวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ยกเว้นภาษี 200% เป็นต้น ปิดท้ายด้วยไฮไลท์สำคัญของงานการจัดกิจกรรม One-on-One Business Matching ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการได้เจรจาธุรกิจร่วมกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพของไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผลงานที่นำมาจัดแสดงและร่วม One-on-One Business Matching ประกอบด้วย - เรตติไซม์ มัลติเอนไซม์ สำหรับกระบวนการแช่หมักเส้นใยจากใบสับปะรด - ร็อกซิไซม์-เอนไซม์ ต้านอนุมูลอิสระจากเชื้อจุลินทรีย์ - การผลิตเบต้าแคโรทีนและสารแคโรทีนอยด์มูลค่าสูงจากยีสต์ด้วยวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร - ระบบก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงสำหรับวัตถุดิบผสมและกากมันสำปะหลัง - ทีมวิจัยเคมีอินทรีย์ชีวภาพ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ - ชุดไฮโดรไซโคลน สำหรับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง - ลิกนินออกแบบได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งเชิงหน้าที่ในอุตสาหกรรม - สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดวัชพืชใบกว้าง - นวัตกรรมการผลิตทรีฮาโลสจากมอลโตสด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ - นวัตกรรมการผลิตน้ำตาลแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานทางเลือกที่ดีกับสุขภาพ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นทางออนไลน์ “ร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้ (WEB CONTENT ACCESSIBILITY GUIDELINES)
🚨ขอเชิญเข้าร่วมการประชุมรับฟังข้อคิดเห็นทางออนไลน์ “ร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้ (WEB CONTENT ACCESSIBILITY GUIDELINES)” โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) . 🚀การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นและนำไปปรับปรุงมาตรฐานการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกำกับดูแล การผลิต และการให้บริการเนื้อหาทางเวปไซน์สามารถดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐาน อันจะทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่ม รวมทั้งคนพิการ สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียม” . 📅 วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 🕣 เวลา 09:30 – 15:00 น. (เริ่มลงทะเบียน 09.30 น.) 👉ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://www.nstda.or.th/r/o9LcD 📍แผนที่สถานที่จัดงาน: https://maps.app.goo.gl/cEYst2SzCSfEm4b7A 📝ดาวน์โหลดเอกสาร: https://www.nectec.or.th/standard/2025/08/15/nt_80002-1_cdv/ (แจ้งยืนยันสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรมภายวันที่ 1/09/2025)
ปฏิทินกิจกรรม