ผลการค้นหา :
National Central Library (NCL) หอสมุดแห่งชาติ ประเทศไต้หวัน
National Central Library (NCL) หอสมุดแห่งชาติ ประเทศไต้หวัน หอสมุดแห่งชาติ (National Central Library) ประเทศไต้หวัน เป็นหอสมุดแห่งชาติตั้งอยู่ใจกลางเมืองไทเป ให้บริการประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจได้มาศึกษาหาความรู้ เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือ E-book หนังสือหายาก วารสารวิชาการ ภาพวาดภาพเขียน หนังสือภาษาจีนโบราณ หนังสือเก่า สำเนาจารึก แผนที่ แผนที่โบราณ ภาพเขียนพู่กันจีน และทรัพยากรด้านการศึกษาอื่นๆ จากการได้ไปเยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาติ (National Central Library) ประเทศไต้หวัน ทำให้ได้เห็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ สำหรับการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัล เก็บรักษาหนังสือ และให้บริการด้านห้องสมุด รวมถึงใช้ในการนำเสนอในการจัดนิทรรศการภายในห้องสมุด เพื่อการเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ และรับชมสื่อทั้งแบบ สื่อสิ่งพิมพ์ ภาพ วิดีโอ และสื่อด้านดิจิทัลเข้าถึงง่าย ให้ผู้เข้ามาใช้บริการได้มีส่วนร่วม และเพิ่มการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน ขอนำเสนอแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานดังนี้ 1. เทคโนโลยีการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัล มีการดำเนินการตามลำดับดังนี้1.1กำหนดประเภททรัพยากร Document Type เพื่อทำนำเข้าในรูปแบบดิจิทัลแยกตาม Equipment type• หนังสือโบราณ (String-bound Book) ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัลด้วย เครื่อง Flatbed Scanner ภาพวาดภาพเขียน ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัล กล้องถ่ายภาพดิจิทัลความละเอียดสูง หนังสือ (Book) และวารสาร (Periodical) ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัลด้วย เครื่อง V Shape Book Scanner Non-book Materials รูปแบบ Manuscripts ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัลด้วย เครื่อง Platform Scanner หนังสือพิมพ์ และ โปสเตอร์ขนาดใหญ่ ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัลด้วย เครื่อง Flatbed Scanner 1.2 เข้าสู่กระบวนการ Digitization Procedures Preliminary เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัล เช่นการตรวจสอบความพร้อมและกำหนดค่าพื้นฐานให้กับเครื่อง Equipment ที่จะดำเนินการ การเตรียมสร้างภาพดิจิทัลที่มีคุณภาพ เช่นการกำหนดสีของภาพ ขนาดของภาพ ความละเอียดของภาพ รวมทั้งการตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรที่จะนำเข้า Image Capture เป็นการดำเนินการสแกนด้วยรูปแบบดิจิทัล และนับจำนวนหน้าหนังสือ Quality Check การควบคุมคุณภาพ Auto Crop & Deskew ดำเนินการใช้ฟังก์ชั่นเพื่อช่วยครอบตัดพื้นที่ว่างอัตโนมัติและปรับเอียงอัตโนมัติ Background removing ดำเนินการใช้ฟังก์ชั่นเพื่อลบภาพพื้นหลังออกไป Adding Watermark ดำเนินการใช้ฟังก์ชั่นใส่ลายน้ำ Metadata Creation เป็นการดำเนินการกำหนดเมตาดาตาสำหรับสืบค้น Data Preservation ดำเนินการสงวนรักษาในรูปแบบดิจิทัลโดยกำหนดสีของภาพ ขนาดของภาพ ความละเอียดของภาพอย่างเป็นมาตรฐาน นำเสนอผ่าน Digital library system และ Application ที่เกี่ยวข้อง 2.เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริการ สำหรับการให้บริการหนังสือพิมพ์ประจำวัน ในรูปแบบดิจิทัลทำให้ผู้สูงอายุสามารถดูหนังสือพิมพ์ได้สะดวกด้วยหน้าจอใหญ่ชัด สำหรับการให้บริการหนังสือทั่วไป มีหน้าจอแสดงสถานะการยืมคืนทำให้ผู้ใช้บริการทราบสถานะได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการให้บริการหนังสือ มีเครื่อง Book Sanitation Box ทำความสะอาดหนังสือเพื่อความมั่นใจในการใช้หนังสือที่สะอาดและถูกหลักอนามัย สำหรับการให้บริการหนังสือ ผ่าน Mobile Application
นานาสาระน่ารู้
อบรมเชิงปฏิบัติการ ระบบฐานข้อมูลความสามารถและบริการด้านมาตรวิทยาของประเทศ (4 กันยายน 2561)
สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ระบบฐานข้อมูลความสามารถและบริการทางด้านมาตรวิทยาของประเทศ บรรยายให้ความรู้โดยนายชัยวุฒิ สีทา วิศวกร และนางสาวสุธิดา กุลวัฒนาภรณ์ วิศวกรอาวุโส ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(STKS) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อให้พนักงานสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติได้ทราบถึงการใช้งานในระบบทั้งในส่วนของ Front Office และ Back Office ณ อาคารสำนักงานกลาง สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ. จ.ปทุมธานี
นานาสาระน่ารู้
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกวารสารที่เหมาะสมสำหรับงานวิจัย
1. อะไรเป็นจุดประสงค์และขอบเขต (scope) ของวารสาร ข้อมูลพบได้ในหน้า homepage ของวารสาร มองหาหัวข้อเกี่ยวกับวารสาร จุดประสงค์และขอบเขต หรือหัวข้อที่คล้ายกัน ดูที่หน้านั้นจะให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับงานวิจัยอาจจะเหมาะกับวารสารหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Clinical Cancer Research บอกว่าวารสารสนใจการทดลองและการศึกษาที่ใช้สัตว์ของยาใหม่และสารเป้าหมายระดับโมเลกุลที่จะนำไปสู่การทดลองทางคลินิก วารสารอื่นๆ อาจมีเกณฑ์ที่กว้างกว่านั้นและบางวารสารบอกว่าชอบงานวิจัยที่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น วารสาร Plant Cell บอกว่าเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการเผยแพร่คือ เป็นผลงานที่น่าสนใจอย่างกว้างๆ ของนักชีววิทยาพืชทั้งหมดไม่เพียงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ วารสาร PLOS ONE มีเกณฑ์ที่กว้างกว่านั้น ยอมรับรายงานวิจัยจากทุกสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ บางวารสารจะจำเพาะเจาะจงชนิดของงานวิจัยซึ่งไม่ยอมรับในการเผยแพร่ ตัวอย่างเช่น วารสาร Food Research International ไม่เผยแพร่การศึกษาซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิต 2. วารสารเผยแพร่บทความซึ่งคล้ายกับบทความที่จะลงเผยแพร่ใช่ไหม เมื่อรู้แล้วว่ามีวารสารจำนวนเล็กน้อยอาจจะลงเผยแพร่บทความ เพราะวารสารมีจุดประสงค์และขอบเขตที่กว้าง ให้ค้นหาด้วยคำสำคัญ (หรือหัวข้อ) ของบทความเพื่อหาว่าวารสารเผยแพร่งานซึ่งคล้ายคลึงกันไหม แล้วนำ 3-5 บทความซึ่งเผยแพร่ใน 5 ปีล่าสุดมาหาว่ามีความคล้ายกับบทความที่กำลังจะเผยแพร่ในด้านคุณภาพและขอบเขตหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าทำการศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วย 50 คน และวารสารเพียงเผยแพร่การศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วย 300 คนหรือมากกว่านี้ ดังนั้นวารสารอาจไม่เหมาะสมที่จะลงเผยแพร่ การหาบทความที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในหัวข้อจำเพาะที่สนใจจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันอย่างดีว่าหัวข้องานวิจัยที่จะลงเผยแพร่จะเป็นที่สนใจของผู้อ่านของวารสาร 3. อะไรเป็นข้อจำกัดของวารสาร การส่งบทความไปยังวารสารซึ่งไม่รับบทความนั้นทำให้บทความถูกปฏิเสธทันที ตัวอย่างเช่น วารสาร British Journal of Surgery ไม่รับเผยแพร่ case reports ดังนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบหัวข้อข้อมูลสำหรับผู้แต่งของวารสารเป้าหมายเพื่อให้รู้ข้อจำกัดของวารสาร นอกจากนี้มีข้อจำกัดสำหรับจำนวนคำ ตัวอย่างเช่น ถ้าบทความมี 7,000 คำและวารสารยอมรับบทความมีความยาวไม่เกิน 4,000 คำ ดังนั้นจะต้องมีการแก้ไขบทความใหม่ ค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ยังสามารถเป็นข้อจำกัดด้วย ดังเช่นบางวารสารเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการบทความที่สูงมาก 4. อะไรเป็น Impact Factor ของวารสาร Impact Factor ของวารสารเป็นตัววัดคุณภาพของวารสารเป็นเรื่องที่ถูกโต้แย้งเนื่องจากหลาย factor ซึ่งสามารถมีผลต่อการประสบความสำเร็จและไม่ใช่ทั้งหมดของ factor เหล่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของการเผยแพร่ในวารสาร ถึงอย่างไรก็ตาม Impact Factor ยังคงเป็นวิธีที่เลือกโดยอัตโนมัติสำหรับระบุคุณภาพและชื่อเสียงของวารสาร ถึงแม้มีแรงจูงใจให้ส่งบทความไปยังวารสารที่มี Impact Factor สูงที่สุด เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องประเมินงานวิจัยและหาว่างานวิจัยนั้นจะเหมาะกับวารสารนั้นหรือไม่ มิฉะนั้นจะเสียเวลาที่มีค่าและความพยายามส่งใหม่ (เปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่) บทความหลายครั้งสำหรับหลายวารสาร ที่มา: Sarah Conte. Choosing the Right Journal for Your Research. American Journal Experts. Retrieved August 27, 2018, from https://www.aje.com/en/arc/choosing-right-journal-your-research/
นานาสาระน่ารู้
สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกเผยแพร่ผลงานในระหว่างวารสารเข้าถึงแบบเปิด (open access journal) กับวารสารแบบดั้งเดิม (traditional journal)
วารสารเข้าถึงแบบเปิดมีเนื้อหาให้ฟรีบนเว็บไซต์และเก็บค่าใช้จ่ายกับนักวิจัยที่จะนำผลงานมาเผยแพร่ ส่วนวารสารแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่เก็บค่าใช้จ่ายที่สูงกับผู้อ่านเพื่อเข้าถึงเนื้อหาของวารสาร 1. ความสามารถในการมองเห็น (Visibility) เผยแพร่บทความในวารสารเข้าถึงแบบเปิดจะมีคนเห็นบทความนั้นมากกว่าเพราะมีคนมากกว่าที่สามารถเข้าถึงบทความนั้นได้ ถึงแม้ว่ายังไม่แน่นอนว่าการเพิ่มขึ้นในการดาวน์โหลดและผู้เยี่ยมชมทำให้อัตราการอ้างอิงเพิ่มขึ้นหรือไม่ การมองเห็นที่มากกว่าที่เกิดขึ้นกับการเข้าถึงแบบเปิดอาจทำให้พบผู้ร่วมงานที่มีศักยภาพง่ายขึ้น นอกจากนี้บทความจะมีให้กับครูและสาธารณชนที่ส่วนใหญ่ไม่บอกรับเป็นสมาชิกวารสารที่มีค่าสมาชิกแพง 2. ค่าใช้จ่าย ทั้งวารสารแบบดั้งเดิมและวารสารเข้าถึงแบบเปิดมีค่าใช้จ่ายน้อยในขั้นตอน submission ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการ peer-review และ editorial แต่มีความแตกต่างในค่าใช้จ่ายหลังจาก acceptance วารสารแบบดั้งเดิมทั่วไปเก็บค่าใช้จ่ายต่อหน้า (บ่อยๆ 100-250 ดอลลาร์ต่อหน้า) และหรือต่อรูปสี (150-1000 ดอลลาร์ต่อรูป) อย่างไรก็ตามวารสารเข้าถึงแบบเปิดคิดค่าใช้จ่ายตามการดำเนินการบทความ นอกจากนี้มีค่าใช้จ่ายในการบอกรับเป็นสมาชิก (subscription) บางการบอกรับเป็นสมาชิกทางวิชาการมีค่าใช้จ่ายถึง 40,000 ดอลลาร์ เพื่อการเข้าถึงบทความแบบออนไลน์ ค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ นี้อาจเป็นสาเหตุให้บางห้องสมุดยกเลิกการบอกรับเป็นสมาชิก ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายที่สูงในการบอกรับเป็นสมาชิกทำให้มหาวิทยาลัย Harvard กระตุ้นให้บุคลากรพิจารณาส่งบทความไปยังวารสารเข้าถึงแบบเปิดหรือไปยังวารสารที่มีค่าใช้จ่ายในการบอกรับเป็นสมาชิกที่สมเหตุผล 3. ชื่อเสียง นักวิจัยบางคนไม่อยากที่จะเผยแพร่ในวารสารเข้าถึงแบบเปิดเพราะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าบางวารสารที่ใหญ่กว่าและมีความมั่นคงกว่า อย่างแท้จริงเหตุผลทั่วไปมากที่สุดซึ่งถูกพูดโดยผู้แต่งทางวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์สังคมสำหรับการไม่ตัดสินใจเผยแพร่ในวารสารเข้าถึงแบบเปิดคือคุณภาพของการเผยแพร่แบบเข้าถึงแบบเปิด นอกจากนี้หลายวารสารเข้าถึงแบบเปิดเป็นวารสารใหม่และยังไม่มีค่า impact factor (IF) อย่างไรก็ตามวารสารเข้าถึงแบบเปิดที่มีค่า IF สูงมีอยู่ในหลายสาขา ในสาขาชีววิทยา วารสารเข้าถึงแบบเปิด PLOS Biology, BMC Biology และ PLOS ONE มีค่า IF เป็นที่ 1 ที่ 4 และที่ 10 ตามลำดับ ในปี 2009 ข้อมูลจากรายงานการอ้างอิงวารสาร (Journal Citation Reports) นอกจากนี้ในปีเดียวกันในสาขาคณิตศาสตร์และชีววิทยาคอมพิวเตอร์ วารสาร PLOS Computational Biology, BMC Systems Biology และ BMC Bioinformatics มีค่า IF เป็นที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ ความจริงยังคงเป็นว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยยังคงให้ความสำคัญกับวารสารที่มีชื่อเสียงเพราะการเผยแพร่ในวารสารเหล่านั้นทำให้เพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง และโอกาสในการได้รับทุน 4. ความเร็ว จากการสำรวจหนึ่งพบว่าประมาณ 65-70% ของผู้แต่งทางวิทยาศาสตร์พิจารณาว่าความเร็วจาก acceptance ถึง publication มีความสำคัญมากหรือมีความสำคัญทีเดียวในการตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ในวารสารไหน ในขณะที่ประมาณ 80-85% ของผู้แต่งเหล่านี้เชื่อว่าความเร็วจาก submission ถึง first decision มีความสำคัญมากหรือความสำคัญทีเดียวในการตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ในวารสารไหน อย่างแน่นอนการเผยแพร่ในวารสารที่มีการ peer-review จะเสมอทำให้เกิดการล่าช้าตั้งแต่ขั้นตอน submission ถึง acceptance และในที่สุดถึง publication นี้จะเป็นปัญหาในทางวิทยาศาสตร์คลินิก ดังเช่นการเผยแพร่ผลการศึกษาล้าหลังการทดลองที่เสร็จโดยค่าเฉลี่ย 21 เดือน การล่าช้านี้ในการเผยแพร่ข้อมูลใหม่สามารถมีผลเสียหลายอย่างกับผู้ป่วยที่กำลังรอการรักษา ตามปกติวิธีแบบดั้งเดิมของการเผยแพร่บทความทำให้เกิดการล่าช้าที่สำคัญเนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องรวมบทความเป็นฉบับ เก็บรวบรวมบทความที่สามารถเผยแพร่ได้เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องเนื้อที่ เวลาที่ต้องการเพื่อพิมพ์สำเนาของวารสารและเผยแพร่ หลายวารสารเข้าถึงแบบเปิดมีการโฆษณาในคำแถลงของภารกิจว่ามีขวบนการการเผยแพร่ที่รวดเร็วกว่า เช่น วารสาร PLOS ONE มีคำแถลงว่าเร่งการเผยแพร่บทความทางวิทยาศาสตร์ที่มีการ peer-review การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ทดสอบ 135 วารสารที่มีอยู่ใน Scopus citation index และแสดงว่าเวลาตั้งแต่ขั้นตอน acceptance ถึง publication สั้นกว่าอย่างชัดเจนสำหรับวารสารเข้าถึงแบบเปิดเมื่อเปรียบเทียบกับวารสารแบบดั้งเดิม ดังนั้นถ้าความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะเลือกเผยแพร่ที่ไหน วารสารเข้าถึงแบบเปิดอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ประเด็นอื่นเพื่อพิจารณาในการตัดสินใจ เนื่องจากมีหลายวารสารที่มีค่า IF สูงในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและวิทยาศาสตร์คลินิก ดังนั้นการเผยแพร่ในวารสารเข้าถึงแบบเปิดจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักวิจัยในสาขาเหล่านั้น ส่วนนักวิจัยในสาขาอื่นๆ อาจหันไปเผยแพร่ในวารสารแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ การเข้าถึงแบบเปิดกำลังมีบทบาทมากในการเผยแพร่เนื่องจากวารสารแบบดั้งเดิมมีการนำการเข้าถึงแบบเปิดมาผสม วารสารเหล่านี้ทำให้ผู้แต่งต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับการเข้าถึงแบบเปิดเพื่อทำให้สามารถเข้าถึงบทความได้ฟรี ตัวอย่างเช่น วารสาร PNAS เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้แต่งเป็นเงิน 1350 ดอลลาร์ (1000 ดอลลาร์ ถ้าสถาบันบอกรับเป็นสมาชิกวารสารนั้น) นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามปกติเพื่อทำให้บทความสามารถเข้าถึงได้แบบเปิด ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างวารสารเข้าถึงแบบเปิดและวารสารแบบดั้งเดิม การเผยแพร่ในวารสารแบบผสมที่มีค่า IF สูงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด (รวมระหว่างความสามารถมองเห็นได้สูงของวารสารเข้าถึงแบบเปิดและความเป็นที่รู้จักของวารสารแบบดั้งเดิม) ที่มา: Sarah Conte. Making the Choice: Open Access vs. Traditional Journals. American Journal Experts. Retrieved August 24, 2018, from https://www.aje.com/en/arc/making-the-choice-open-access-vs-traditional-journals/
นานาสาระน่ารู้
Thai Open GLAM
โปสเตอร์วิชาการ เรื่อง Thai Open GLAM ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Knowledge Services - STKS) นำเสนอในงาน The 1st International Conference on Library and Information Science : From Open Library to Open Society (iCoo 2018) ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี
การจัดการความรู้ (KM)
Cross-community Collaboration to Develop the Open Museum for Lifelong Learning
การนำเสนอพรีเซนเทชั่น เรื่อง Cross-community Collaboration to Develop the Open Museum for Lifelong Learning ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Knowledge Services - STKS) ในงาน การประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ ASEAN Museum Forum 2018 ภายใต้กรอบแนวคิด Museum Media: Connecting Museums, Converging People / สื่อ สาระ เชื่อมพิพิธภัณฑ์ โยงผู้คน ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพมหานคร
การจัดการความรู้ (KM)
ศาสตร์พระราชา กับการพัฒนาคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิดของประเทศไทย
โปสเตอร์วิชาการ เรื่อง ศาสตร์พระราชา กับการพัฒนาคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิดของประเทศไทย ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Knowledge Services - STKS) ซึ่งนำเสนอในงาน The 3rd National Conference On Informatics, Agriculture, Management, Business Administration, Engineering, Science and Technology (IAMBEST 2018) จัดโดย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร ภายใต้กรอบแนวคิด ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่างวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2561 ณ โรงแรม ลอฟท์ มาเนีย บูทีค โฮเทล (Loft mania Boutique Hotel) จังหวัดชุมพร (ดาวน์โหลดโปสเตอร์)
การจัดการความรู้ (KM)
หนังสือ Intelligent economy
Download หนังสือ Intelligent economy (11.1 MB) (more…)
เอกสารเผยแพร่
หนังสือ Mo Singto Forest Dynamics Plot: Flora and Ecology
Download หนังสือ Mo Singto Forest Dynamics Plot: Flora and Ecology (92.5 MB) หนังสือ Mo Singto Forest Dynamics Plot: Flora and Ecologyผู้แต่ง Warren Y. Brockelman, Anuttara Nathalang and J.F. Maxwell สรุปเนื้อหา : แปลงศึกษาวิจัยพลวัตป่ามอสิงโตตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเริ่มโครงการสำรวจและทำรังวัดตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 พื้นที่มีขนาด 30.5 เฮกแตร์ หรือประมาณ 190 ไร่ จุดประสงค์ของการจัดตั้งแปลงวิจัยแห่งนี้ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าทางด้านนิเวศวิทยาป่าไม้ เช่น ความสัมพันธ์ของพืชและสัตว์ในระบบนิเวศที่มีบทบาทความสำคัญที่แตกต่างกัน, พลวัตหรือการเปลี่ยนแปลงของป่าหรือสังคมพืชในธรรมชาติ, ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศป่าในธรรมชาติ เป็นต้น หนังสือเล่มนี้ความโดดเด่นคือ การรวบรวมพรรณไม้ต่างๆ ในแปลงวิจัย รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานจากการสำรวจมโนประชากรต้นไม้ในแปลง 2 ครั้งคือในปี พ.ศ.2547 (2004) และ พ.ศ.2554 (2011) โดยแยกตามรายชนิดพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปทางกายภาพ เช่น สภาพป่าโดยทั่วไป, ธรณีวิทยาและดิน, สภาพอากาศและภูมิอากาศ ได้อธิบายไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ข้อมูลเป็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น
เอกสารเผยแพร่
การสัมผัสระหว่างเชื้อมาลาเรียและคนได้รับการศึกษาโดยใช้ cryo-EM
คณะนักวิจัยจาก Melbourne's Walter and Eliza Hall Institute และ Howard Hughes Medical Institute (US) ใช้เทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลโนเบลได้แก่ cryo-EM (cryo-electron microscopy) เพื่อศึกษาการสัมผัสระหว่างเชื้อมาลาเรีย Plasmodium vivax และเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อายุน้อย ซึ่งบุกรุกเพื่อเริ่มการแพร่กระจายของเชื้อมาลาเรียไปทั่วร่างกาย การค้นพบครั้งนี้เผยแพร่ในวารสาร Nature ก่อนหน้านี้ คณะนักวิจัยค้นพบว่าเชื้อมาลาเรีย P. vivax ใช้ตัวรับ transferrin ของคนเพื่อเข้าถึงเซลล์เม็ดเลือดแดง การศึกษาครั้งนั้นเผยแพร่ในวารสาร Science ขณะนี้โดยใช้ cryo-EM รองศาสตราจารย์ Wai-Hong Tham หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า คณะนักวิจัยสามารถเอาชนะความยากทางเทคนิค โดยสามารถมองเห็นการกระทำนั้นที่ระดับอะตอม รองศาสตราจารย์ Tham กล่าวว่า ขณะนี้สามารถศึกษาระดับอะตอมของเชื้อมาลาเรีย P. vivax มีปฏิกิริยาต่อ (interact) ตัวรับ transferrin ของคนอย่างไร นี้จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะก้าวสู่การพัฒนายาต้านมาลาเรียและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ cryo-EM ทำให้นักวิจัยสามารถเห็นโครงสร้างซึ่งใหญ่และซับซ้อนมาก รองศาสตราจารย์ Tham กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาวัคซีน เนื่องจากเชื้อมาลาเรีย P. vivax มีความหลากหลายมาก ขณะนี้ค้นพบเครื่องมือระดับโมเลกุลซึ่งจะเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับวัคซีนต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพต่อเชื้อมาลาเรีย P. vivax ที่หลากหลายมากที่สุด ที่มา: Walter and Eliza Hall Institute (2018, June 27). First malaria-human contact mapped with Nobel Prize-winning technology. ScienceDaily. Retrieved August 15, 2018, from https://www.sciencedaily.com/releases/2018/06/180627160511.htm
นานาสาระน่ารู้
ค้นพบยีนเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของมะเร็ง
คณะนักวิจัยจาก University of Alberta ค้นพบเป้าหมายในการรักษาซึ่งสามารถเป็นหลักในการป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็ง การค้นพบครั้งนี้เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications คณะนักวิจัยใช้ตัวอ่อนสัตว์ปีกที่ไม่มีเยื่อหุ้ม (shell-less avian embryo) เพื่อดูการเจริญและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งแบบ real time และใช้เครื่องมือระดับโมเลกุลที่มีชื่อว่า knockout library เพื่อใส่เวกเตอร์ short hairpin RNA (shRNA) เข้าไปในเซลล์มะเร็ง ซึ่งเวกเตอร์จะจับกับยีนที่จำเพาะในเซลล์มะเร็งและหยุดยีนเหล่านั้นจากการกระตุ้น ต่อมาใส่เซลล์มะเร็งเหล่านั้นเข้าไปในตัวอ่อนและสังเกตในขณะที่เซลล์มะเร็งสร้างกลุ่มมะเร็ง แล้วแสดงว่ากลุ่มมะเร็งไหนมีคุณสมบัติไม่สามารถแพร่กระจาย Konstantin Stoletov หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า เมื่อพบ compact colonies ของมะเร็งหมายความว่าทุกขั้นตอนไปยังการแพร่กระจายถูกห้าม หลังจากนั้นศึกษา colonies เหล่านั้นว่ามียีนอะไร และต่อมาตรวจสอบว่ายีนนั้นเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายจริงๆ วิธีนี้ทำให้คณะนักวิจัยค้นพบ 11 ยีนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งยีนเหล่านี้เกี่ยวข้องอย่างกว้างๆ ในขบวนการการแพร่กระจายและไม่จำเพาะกับมะเร็งชนิดไหน ที่มา: University of Alberta Faculty of Medicine & Dentistry (2018, June 20). Putting the brakes on metastatic cancer. ScienceDaily. Retrieved August 15, 2018, from https://www.sciencedaily.com/releases/2018/06/180620125909.htm
นานาสาระน่ารู้
สารประกอบผลิตในร่างกายคนหยุดไวรัสจากการเพิ่มจำนวน
คณะนักวิจัยจาก Penn State และ Albert Einstein College of Medicine แสดงกลไกการทำงานของ viperin ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อต้านไวรัสหลายชนิด ได้แก่ West Nile ตับอักเสบซี พิษสุนัขบ้า และเอชไอวี เอนไซม์ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาซึ่งผลิตโมเลกุล ddhCTP ซึ่งป้องกันไวรัสจากการทำสำเนาสารพันธุกรรมและดังนั้นจากการเพิ่มจำนวน การค้นพบนี้สามารถทำให้นักวิจัยพัฒนายาซึ่งชักนำให้ร่างกายคนผลิตโมเลกุลนี้และสามารถเป็นการรักษาได้กว้างสำหรับไวรัสหลายตัว การศึกษาครั้งนี้เผยแพร่ในวารสาร Nature ไวรัสทั่วไปใช้ส่วนประกอบทางพันธุกรรมของเจ้าบ้านเพื่อทำสำเนาสารพันธุกรรมของตัวเอง คือการเติมโมเลกุลที่เรียกว่า nucleotide เข้าไปในสายอาร์เอ็นเอ โมเลกุล ddhCTP เลียนแบบ nucleotide เหล่านี้และดังนั้นเข้าไปอยู่ในสายอาร์เอ็นเอของไวรัส และป้องกันเอนไซม์ RNA polymerase จากการเติม nucleotide เข้าไปในสาย ดังนั้นป้องกันไวรัสจากการทำสำเนาสารพันธุกรรม จึงทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนไม่ได้ รองศาสตราจารย์ Jamie Arnold หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า อุปสรรคหลักของการพัฒนา nucleotide ต้านไวรัสที่มีประโยชน์ในการรักษาคือ การออกฤทธิ์ไม่ตรงเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ค้นพบว่าโมเลกุลเลียนแบบ nucleotide ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อการรักษาตับอับเสบซีสามารถขัดขวางการผลิตอาร์เอ็นเอใน mitochondria ของเซลล์ของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามโมเลกุล ddhCTP ไม่พบว่าออกฤทธิ์ไม่ตรงเป้าหมาย คณะนักวิจัยคาดว่าการเกิดขึ้นในธรรมชาติของสารประกอบนั้นภายในร่างกายคนทำให้ไม่มีพิษ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ ddhCTP คณะนักวิจัยแสดงว่าโมเลกุลยับยั้งเอนไซม์ RNA polymerase ของไวรัสไข้เลือดออก ไวรัส West Nile และไวรัส Zika ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มไวรัสที่เรียกว่า flaviviruses ต่อมาได้ค้นหาว่าโมเลกุลยับยั้งการทำสำเนาสารพันธุกรรมของไวรัส Zika ในเซลล์มีชีวิตหรือไม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Joyce Jose หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า โมเลกุลยับยั้งโดยตรงการทำสำเนาสารพันธุกรรมของไวรัส Zika 3 สายพันธุ์ โดยมีประสิทธิภาพเท่าๆ กันต่อสายพันธุ์ต้นกำเนิดจากปี 1947 และต่ออีก 2 สายพันธุ์จากการระบาดเมื่อเร็วๆ นี้ปี 2016 นี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะยังไม่มีวิธีรักษาสำหรับ Zika โดยสรุปผลการศึกษาแสดงผลต้านไวรัสหลายตัวของ flaviviruses ของ ddhCTP แต่เอนไซม์ RNA polymerase ของไวรัสไรโน (rhinovirus) และไวรัสโปลิโอของคน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า picornaviruses ไม่ถูกยับยั้งด้วยโมเลกุล คณะนักวิจัยวางแผนที่จะศึกษาโครงสร้าง polymerase ของไวรัสเหล่านี้เพื่อให้เข้าใจดีขึ้นทำไม flaviviruses จึงถูกยับยั้งโดย ddhCTP ในขณะที่ picornaviruses ไม่ถูกยับยั้ง การศึกษานี้ยังอาจจะทำให้เข้าใจว่า flaviviruses อาจพัฒนาการดื้อต่อโมเลกุลอย่างไร ที่มา: Penn State (2018, June 20). Compound made inside human body stops viruses from replicating. ScienceDaily. Retrieved August 15, 2018, from https://www.sciencedaily.com/releases/2018/06/180620150150.htm
นานาสาระน่ารู้


