ผลการค้นหา :
คณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของ สวทช. เยี่ยมชมผลงานในกลุ่ม Battle PhytoEX และ Pre – Battle Inno – Agroindustry
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 คณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของ สำนักงานพัฒนาวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการฯ และผู้แทนอนุกรรมการฯ ประกอบด้วย ดร.วิไลพร เจตนจันทร์ ที่ปรึกษา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) คุณวริสรา พึ่งทองหล่อ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุน 1 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก SCG และ BOI เข้ารับฟังและเยี่ยมชมผลงานการขับเคลื่อน S&T Implementation for Sustainable Thailand จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1) แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (Battle PhytoEX) และ 2) การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน (Pre - Battle Inno - Agroindustry) โดยมี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานกลยุทธ์องค์กร, ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คณะผู้บริหาร สวทช. และศูนย์ฯ แห่งชาติ ตลอดจนนักวิจัยที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
โอกาสนี้ ประธานอนุกรรมการนโยบายฯ และคณะได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยที่สนับสนุนแพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (Battle PhytoEX) ได้แก่
• กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนําส่งทางชีวภาพ ที่นำเสนอศักยภาพทางด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การสกัด Formulation การพัฒนาสูตรตำรับ ไปจนถึงปลายน้ำ คือการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในระดับต้นแบบ (Pilot Plant) พร้อมเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสําอาง และตัวอย่างผลงานจากห้องปฏิบัติการที่ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
• กลุ่มวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงความปลอดภัยและสารสนเทศ ที่มุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาแบบจำลองในการทำนายและวิธีการทดสอบที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อประเมินความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การประเมินชีวฤทธิ์ (Bioactivity) และการศึกษาประสิทธิภาพ (Efficacy) โดยผ่านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น การเพาะเลี้ยงเซลล์ในหลอดทดลอง (In Vitro) ที่มีรูปแบบ 2D และ 3D ที่เลียนแบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น ระบบย่อยอาหาร ตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมอง (Blood - Brain Barrier) ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ รวมถึงการใช้ผิวหนังจริงของมนุษย์ (Ex Vivo) และปลาม้าลาย (In Vivo)
สำหรับโครงการการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและวัสดุเหลือใช้และจากอุตสาหกรรม อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน (Pre - Battle Inno - Agroindustry) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีฐานที่มีใน สวทช. เพื่อต่อยอดไปใช้ในตอบโจทย์การเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม โดยบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ กระบวนการเคมี และวิศวกรรม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของเครือข่ายนักวิจัยในศูนย์ฯ แห่งชาติ และหน่วยงานพันธมิตร ได้นำผลงานมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ
• นวัตกรรมการผลิตทรีฮาโลสจากมอลโตสด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์
• นวัตกรรมการผลิตน้ำตาลแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานทางเลือกที่ดีกับสุขภาพ
• เอนอีซ (Enzease) เอนไซม์อัจฉริยะสำหรับลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายแบบขั้นตอนเดียว
• เรตติไซม์ (Rettizyme) มัลติเอนไซม์ สำหรับกระบวนการแช่หมักเส้นใยจากใบสับปะรด
• ร็อกซิไซม์ (Roxizyme) เอนไซม์ ต้านอนุมูลอิสระจากเชื้อจุลินทรีย์
• ระบบก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงสำหรับวัตถุดิบผสมและกากมันสำปะหลัง
• ชุดไฮโดรไซโคลน (Hydrocyclone) สำหรับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง
• ลิกนินออกแบบได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งเชิงหน้าที่ในอุตสาหกรรม
• InnoSacc ยีสต์ทนร้อนที่มีการแสดงออกของเอนไซม์ย่อยแป้งที่ผิวเซลล์สำหรับกระบวนการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังแบบขั้นตอนเดียว
• สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดวัชพืชใบกว้าง
• ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัดสำหรับใช้ในการบำบัดน้ำเสีย และกลิ่นไม่พึงประสงค์
• FRAcelle เส้นใยเซลลูโลสระดับนาโนสารพัดประโยชน์
• Carbano@Activocarb ถ่านคาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon, AC) ชนิดพิเศษที่มีรูพรุนสองชนิดผสม ทำให้มีพื้นที่ผิวจำเพาะสูง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปิดฉากยิ่งใหญ่ประชุมวิชาการ TAIST-Science Tokyo ปลุกพลังเยาวชน! จุดประกายความคิดสู่นักนวัตกรรมรุ่นใหม่
(เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568) การประชุมวิชาการ “TAIST-Science Tokyo: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ดำเนินต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย ณ ห้อง Eternity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยกิจกรรมในวันดังกล่าวเป็นการมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้ เยาวชนและคนรุ่นใหม่รักในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งสู่เส้นทางสายอาชีพ
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมเน้นย้ำภาระกิจและบทบาทที่สำคัญ ของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อด้วย Keynote Speaker คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และเป็นศิษย์เก่าทุน TAIST-Science Tokyo ถ่ายทอดแนวคิดและทักษะสำคัญที่เยาวชนควรมี เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกัน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างโอกาส พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์ด้านนวัตกรรมจริง
กิจกรรมต่อเนื่องเป็น “Startup ปั้นนักคิดสู่โลกธุรกิจและผู้ประกอบการ” โดย ดร.วนรักษ์ ชัยมาโย นักบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิษย์เก่าทุน JSTP และโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อน DESY) บรรยายเรื่องการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวางแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนต่อด้วยเวิร์กชอป “ไอเดียเปลี่ยนโลก! เมื่องานวิจัยกลายเป็นนวัตกรรม” โดย ดร.ธีรพงศ์ ยะทา ผู้ก่อตั้งบริษัท นาอีฟ อินโนว่า จำกัด กระตุ้นให้เยาวชนเห็นแนวทางต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจ
นอกจากนี้ ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ นักวิจัยรุ่นใหม่จาก ไบโอเทค สวทช. ขึ้นบรรยายเสริมแรงบันดาลใจ แบ่งปันประสบการณ์ชีวิต การเรียนรู้จากความผิดพลาด และการก้าวข้ามอุปสรรค พร้อมแนะนำให้น้อง ๆ กล้าที่จะริเริ่มสิ่งใหม่
ก่อนปิดท้ายด้วยเวิร์กชอป “Creative Resin: preserve plants ideas – สร้างสรรค์พืชผ่านเรซิ่น” โดยทีมวิทยากรและศิษย์เก่าทุน สวทช. รวมทั้งนักเรียนทุนที่กำลังศึกษาอยู่ในโครงการ TAIST-Science Tokyo ที่มาช่วยดูแลและให้คำแนะนำน้อง ๆ ในการทดลองสร้างผลงานจริง กิจกรรมนี้ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับศิลปะอย่างสร้างสรรค์ การประชุมวันสุดท้ายจึงไม่เพียงมอบความรู้และแรงบันดาลใจ แต่ยังสร้างมิตรภาพและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ต่อยอดความคิดสู่การเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. -ตลาดหลักทรัพย์ ฯ หนุน SMEs ผ่านเวที “SMEs ต้องรอด 2025” ชูผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ 11 บริษัท แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องประชุมเสรี จินตนเสรี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (Business Innovation Division: BID) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำหนดจัดกิจกรรมสำคัญประจำปี Pitching Showcases: ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ High-Value SMEs โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จัดขึ้นเพื่อเป็น เวทีสำคัญ ในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย ได้นำเสนอศักยภาพและนวัตกรรมต่อสายตาของนักลงทุน ลูกค้าเป้าหมาย และพันธมิตรทางธุรกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดโอกาสเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และถือเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “SMEs ต้องรอด 2025” ที่มุ่งเน้นการ ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับ SMEs จากธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น Technology-Based SMEs เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ทั้งนี้โครงการ “ก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อมุ่งสู่การเป็น SMEs ที่มีมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยี” (C-HV SMEs 2025) เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างสมดุลและยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย โดยเชื่อมโยงผลงานวิจัยและพัฒนาจากสถาบันวิจัยภาครัฐและมหาวิทยาลัยเข้าสู่การสร้างธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้จริงในตลาด ดำเนินการโดย ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) สวทช. ซึ่งมุ่งเน้นผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีผลงานวิจัยระดับ TRL 6 ขึ้นไป สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ ที่สร้างรายได้และมีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยเวทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย 11 บริษัทดาวเด่น ที่ผ่านการบ่มเพาะภายใต้โครงการ C-HV SMEs 2025 (Crossing the Chasm to High-Value SMEs) ได้นำเสนอศักยภาพและนวัตกรรมต่อสายตานักลงทุน ลูกค้าเป้าหมาย และพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสเชื่อมโยงเครือข่าย ขยายฐานธุรกิจ และยกระดับการพัฒนาสู่ SMEs มูลค่าสูง (High-Value SMEs) อย่างแท้จริง ภายใต้งานสัมมนาใหญ่ประจำปี “SMEs ต้องรอด 2025” ซึ่งมุ่งเน้นการ “ปลดล็อคศักยภาพธุรกิจไทย” และการ “พลิกเกมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ” ด้วย นวัตกรรม กลยุทธ์ และโอกาสจากตลาดทุน
“ขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่ผู้ประกอบการทั้ง 11 บริษัท ที่พร้อมจะก้าวขึ้นเวที Pitching เพื่อแสดงศักยภาพและเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ขอให้ทุกท่านใช้เวทีนี้อย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยงเครือข่าย ต่อยอดแนวคิด และสร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมั่นว่า นี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะผลักดันธุรกิจของท่านไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในหัวข้อ “SMEs ต้องรอด: กลยุทธ์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจใหม่” กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ สวทช. ในการจัดเวที Pitching Showcases ไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงาน แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการ ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย และพลิกเกมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและตลาดทุน ทั้งนี้มีข้อมูลว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย ที่เป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างซับซ้อน ทั้งการแข่งขันระดับโลก ต้นทุนที่ผันผวน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ดังนั้น การที่ SMEs จะรอด จึงไม่ใช่เพียงการ “เอาตัวรอด” ไปในแต่ละวัน แต่คือการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยสิ่งสำคัญคือ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การปรับกลยุทธ์: SMEs ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และนำเทคโนโลยีมาสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่า 2.การเปลี่ยนกลไก: ต้องอาศัยระบบนิเวศธุรกิจที่เกื้อกูล ตั้งแต่แหล่งทุน ความรู้ เครือข่าย ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ และ 3.การสร้างความยั่งยืน: การเติบโตต้องควบคู่กับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อให้ธุรกิจแข็งแกร่งในระยะยาว
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะกลไกสำคัญของระบบนิเวศธุรกิจ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวจาก ธุรกิจแบบดั้งเดิม (Traditional SMEs) ไปสู่ ธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (High-Value SMEs) โดยอาศัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และตลาดทุน เป็นแรงขับเคลื่อน ท้ายที่สุดนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ สวทช. ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะ ร่วมเป็นคู่คิด คู่สร้าง และคู่ขับเคลื่อน ไปกับผู้ประกอบการไทยทุกท่าน เพื่อทำให้นโยบาย “SMEs ต้องรอด” เป็นจริง และเพื่อให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่าง แข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน” นายประพันธ์ กล่าว
สำหรับผู้ประกอบการทั้ง 11 บริษัท ที่ขึ้นเวที Pitching เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาประกอบด้วย 1.บริษัท คอสเม่เน็ต จำกัด 2.บริษัท โฮลิสต้า จำกัด 3.บริษัท เมลโม่ อีวี ลอน โมเว่อร์ ไทยสมบูรณ์ จำกัด 4.บริษัท ลอคอล จำกัด 5.บริษัท มาโคด จำกัด 6.บริษัท พีบี ฟู้ดทอรี่ จำกัด 7.บริษัท เอส ชี เฮลท์เทค จำกัด 8.บริษัท สไปก์ อาร์ชิเทคโทนิคส์ จำกัด 9.บริษัท เพท เพอร์ฟอร์ม จำกัด 10.บริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด และ 11.บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด เพื่อนำเสนอผลงานนวัตกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังมองหาโอกาสในการเป็นคู่ค้า พันธมิตร หรือตัวแทนจำหน่าย และลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดทางธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนที่มองหาธุรกิจที่มีศักยภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดเสวนา ปลดล็อกทางรอดธุรกิจ: พลิกเกมเศรษฐกิจด้วย ‘การทดสอบมาตรฐาน’ ระดับโลก ในงาน Thailand LAB International 2025
(วันที่ 4 กันยายน 2568) ณ ห้อง MR-218 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในงาน Thailand LAB International 2025: ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) เป็นประธาน เปิดงานเสวนาหัวข้อ “ปลดล็อกทางรอดธุรกิจ: พลิกเกมเศรษฐกิจด้วย ‘การทดสอบมาตรฐาน’ ระดับโลก กับ สวทช.” โดยมี ผอ. หน่วยงานที่ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI) ทั้ง 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC), ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC), ดร.สาวิตรี กองเกียรติวานิช ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC), ดร.ภญ.รวิวรรณ มณีรัตนโชติ (รักษาการ)ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) และนายวรวิทย์ จันทร์สีหราช (รักษาการ) ผู้อำนวการฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED) เป็นวิทยากรร่วมเสวนา
ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า มีความยินดีที่จัดงานเสวนาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ สวทช. ด้านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่อการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐานระดับโลก และแนะนำบริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย
* ลดความเสี่ยง: สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์สากล
* เพิ่มความน่าเชื่อถือ: ได้รับการรับรองที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค
* สร้างโอกาสทางการตลาด: ขยายตลาดสู่ต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
* ต่อยอดนวัตกรรม: บริการออกแบบและพัฒนาต้นแบบเชิงวิศวกรรม NFED ที่จะช่วยให้ไอเดียของคุณกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้จริง
กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovative Startup Ecosystem) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืนในสภาวะวิกฤตเศรษกิจการค้าโลกต่อไป
นอกจากนี้ สวทช. ยังนำหน่วยงานที่ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI) มาร่วมออกบูธและให้คำปรึกษาในงาน Thailand LAB International 2025 ด้วย จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการเยี่ยมชมและพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิจัยและวิศวกรที่บูธ สวทช. ภายในงาน ระหว่างวันที่ 3 – 5 กันยายน 2568
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนจเข้าร่วมเวทีนานาชาติ IBD2025 ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสู่ระดับโลก!
เริ่มนับถอยหลังสู่การประชุมนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2025 : IBD 2025
.
ขอเชิญนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนจเข้าร่วมเวทีนานาชาติ IBD2025 ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสู่ระดับโลก!
International Conference on Biodiversity 2025 (IBD2025)
หัวข้อหลัก: "Biodiversity and Humanity in Global Crisis"
วันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2568
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ
________________________________________
สวทช. ผลักดันเวทีความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกร่วมกับหน่วยงานขับเคลื่อนงานวิจัยของประเทศไทย อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มูลนิธิสวนหลวง ร.9 และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
พบกับนักวิชาการระดับโลก ผลงานวิจัยกว่า 200 เรื่องในรูปแบบภาคบรรยาย และภาคโปสเตอร์ พร้อมกิจกรรมเสวนา นิทรรศการ และทัศนศึกษาแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ
ลงทะเบียนภายในวันที่ 15 กันยายน 2568 เท่านั้น!
www.biodconference.org
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
Email: info.ibdconf@gmail.com
LINE Official Account: @ibdconf
Facebook: Ibd2025
Website: www.biodconference.org
ร่วมเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทย ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับนานาชาติ
ปฏิทินกิจกรรม
10 Technologies to Watch 2025: แอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ (Bispecific Antibody)
โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก ซึ่งยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดีและหายขาด แต่ขณะนี้เรามีเทคโนโลยีที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะปฏิวัติการรักษามะเร็งที่ให้ผลแม่นยำและอาจส่งผลให้การติดเชื้อไวรัสอย่าง HIV หายขาดได้ นั่นคือ “แอนติบอดีจำเพาะแบบคู่”
ร่างกายคนสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจง ซึ่งปกติแอนติบอดีมี “แขนสองข้างที่เหมือนกัน” ทำให้จับกับเป้าหมายบนผิวเซลล์เชื้อโรคได้เพียงชนิดเดียว แต่แอนติบอดีจำเพาะแบบคู่มี “แขนสองข้างที่แตกต่างกัน” ทำให้จับกับเป้าหมายที่ต่างกัน 2 ชนิดได้ในเวลาเดียวกัน เสมือน “สะพานโมเลกุล” ที่เชื่อมเซลล์หรือโปรตีน 2 ชนิดเข้าด้วยกัน จึงทำลายเชื้อโรคแม่นยำขึ้น
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ทีเซลล์ เอนเกจเจอร์ (T cell Engager) กลไกสร้างแอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ที่ออกแบบให้แขนข้างหนึ่งจับกับโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็ง และแขนอีกข้างหนึ่งจับกับโปรตีนบนผิวทีเซลล์ (T cell) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงดึงทีเซลล์เข้ามาใกล้เซลล์มะเร็งเป้าหมาย จึงทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหมือนสร้างสะพานให้กองกำลังทหารเข้าโจมตีผู้ร้ายได้ตรงจุด
ความเหนือชั้นของเทคโนโลยีนี้คือ “ความแม่นยำ” เพราะโจมตีเซลล์มะเร็งได้ตรงเป้า จึงช่วยลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ อีกทั้ง “มีกลไกการทำงานหลากหลาย” และที่สำคัญ “เข้าถึงง่ายกว่ายาแบบเดิม” เพราะผลิตยาแล้วใช้กับผู้ป่วยได้ทันที ต่างจากคาร์-ทีเซลล์ (CAR-T Cell) ที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน เพราะต้องนำทีเซลล์ผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการก่อนฉีดกลับเข้าร่างกาย
เทคโนโลยีนี้เริ่มใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและไขกระดูก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก และกำลังขยายผลสู่การรักษาโรคมะเร็งชนิดก้อน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันต่อตนเอง ที่สั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ คือ การใช้รักษาโรคติดเชื้อ เช่น HIV ถือเป็นความหวังใหม่ที่จะรักษาผู้ป่วย HIV ให้หายขาด
ปัจจุบันหลายบริษัททั่วโลกกำลังพัฒนาและผลิตแอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ให้จำเพาะต่อมะเร็งชนิดต่าง ๆ เช่น ยาบลินไซโต (Blincyto®) หรือชื่อสามัญคือบลินาทูโมแมบ (blinatumomab) เป็น T cell Engager ตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ขณะนี้มีการพัฒนา Trispecific Antibody ที่จับเป้าหมาย 3 ชนิดพร้อมกันได้สำเร็จ ช่วยนำส่งยาเข้าสู่เซลล์มะเร็งได้แม่นยำขึ้น เป็นความหวังผู้ป่วยโรคมะเร็ง สร้างโอกาสทางธุรกิจเปิดตลาดยาใหม่และนวัตกรรมที่มีมูลค่ามหาศาล
สวทช. มีความพร้อมทั้งบุคลากร องค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีแอนติบอดีและเซลล์ที่พร้อมรองรับการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีนี้สู่การใช้จริงเชิงพาณิชย์และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางรับจ้างวิจัยและผลิตยาชีววัตถุในภูมิภาค
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
กิจกรรม Meet the Food Expert by FI หัวข้อ “วิเคราะห์คุณค่า เข้าใจ และกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาด”
🎊🎊 มาแล้ว! กิจกรรมให้คำปรึกษาแบบ One on One สำหรับผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
สวทช. โดย Food Innopolis เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาหารรับคำปรึกษาแบบ One on One ในกิจกรรม Meet the Food Expert by FI หัวข้อ “วิเคราะห์คุณค่า เข้าใจ และกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาด”
✍️ ดำเนินการโดยทีมวิทยากรหลักสูตร Agro-Industrial Innovation & Management คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
✨ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการอาหารที่ต้องการเข้าใจลูกค้าเชิงลึก แบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน (Segment/Persona) และกำหนดตำแหน่งสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด
🗓️ จัดขึ้นวันอังคารที่ 16 และวันพุธที่ 17 กันยายน 2568
📍 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Meeting
✍️ ลงทะเบียนได้ที่: คลิกที่นี่
📌 รับจำนวนจำกัดเพียง 10 บริษัทเท่านั้น
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 9 กันยายน 2568 (หรือจนกว่าจะครบจำนวนที่กำหนด)
📢 ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกและรายละเอียดการเข้าร่วม วันที่ 10 กันยายน 2568 ทางอีเมล
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Facebook: Foodinnopolis
Email: bd@foodinnopolis.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สธ. ร่วมมือ สภากาชาดไทย สวทช. ใช้ข้อมูลชีวมิติระบุตัวตน เน้นในกลุ่มต่างด้าว ประชากรแฝง ที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย พบมีความถูกต้อง และแม่นยำสูงถึง 99.75% เพิ่มความครอบคลุมในการป้องกันควบคุมโรค ให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
วันนี้ (4 กันยายน 2568) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตนของบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย เพื่อการสาธารณสุขและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ลงนาม
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวมิติ (Biometric) ในการยืนยันตัวตนของกลุ่มประชากรต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดน ที่ไม่มีเอกสารระบุตัวตน ซึ่งจะช่วยในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วย หรือรับวัคซีนป้องกันโรค หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนกลุ่มนี้จะไม่อยู่ในฐานข้อมูลส่งผลให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยได้ร่วมกับสภากาชาดไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบุตัวตน Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรู้จำลายม่านตา (Iris Recognition) และการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อเก็บข้อมูลชีวมิติ สนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยจากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวทั่วราชอาณาจักร 2,222,905 คน ในจำนวนนี้มีสถานะไม่ถูกกฎหมายกว่า 1 ล้านคน การพัฒนาเทคโนโลยีระบุตัวตนครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อสุขภาพส่วนบุคคลและด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ
“การนำเทคโนโลยีชีวมิติมาใช้ นอกจากช่วยให้การดูแลสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค การให้บริการทางการแพทย์ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุม ยังแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มบุคคลที่ไม่มีเอกสารประจำตัวในประเทศไทย รวมถึงสามารถต่อยอดในด้านการศึกษา วิจัย ของบุคลากรสาธารณสุขไทย ที่จะนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนได้” นายสมศักดิ์กล่าว
ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานองค์กรสาธารณกุศลแห่งชาติ มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน ปกป้องคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของทุกคน ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพม่านตาและจดจำใบหน้าเพื่อใช้ในการระบุตัวตนในผู้ที่ไม่มีเอกสาร เป็นผลสำเร็จ สำหรับความร่วมมือฯ ฉบับนี้ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย และอุปกรณ์ เครื่องมือในการบันทึกข้อมูลลายม่านตาและใบหน้า ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อยกระดับบริการด้านสาธารณสุขและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกคนที่อาศัยในประเทศไทย
ศาสตราจารย์ชูกิจ กล่าวว่า ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีรู้จำลายม่านตา หรือ Thai Red Cross Biometric Authentication System (TRCBAS) เป็นระบบที่ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค-สวทช. ร่วมกับสภากาชาดไทย พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยการจดจำลายม่านตาและใบหน้า มาใช้ในการตรวจสอบบุคคลก่อนรับบริการด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งข้อมูลชีวมิติจากลายม่านตาเป็นส่วนที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง คงทน และปลอมแปลงได้ยาก โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมีการนำระบบ TRCBAS ไปขยายผลใช้งานในสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สมุทรสาคร ตาก แม่ฮ่องสอน และโรงพยาบาลเอกชนที่มีการขึ้นทะเบียนบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนในระบบแล้วมากกว่า 2 แสนคน การประมวลผลของระบบ มีความถูกต้องและแม่นยำสูงถึง 99.75%
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช. ขับเคลื่อน Design for Circular Economy “คิดก่อนทำ” สู่โมเดลธุรกิจยั่งยืน
(4 กันยายน 2568) ณ โถงแถลงข่าว ชั้น Ground อาคารวิจัยโยธี สวทช. ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews หัวข้อ “ออกแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ‘คิดก่อนทำ’ กุญแจสำคัญในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน” โดยมี ดร.วิชชุดา เดาด์ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. พร้อมด้วยคุณอวยชัย ศิริวจนา กรรมการบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) และคุณฐิติพันธ์ วาณิชธนศรี ผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี เอส เอ็ม พลาสิเทค กรุ๊ป ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การนำแนวคิด Circular Design มาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
“คิดตั้งแต่ต้นทาง” หัวใจสำคัญของ Circular Design
ดร.วิชชุดา เดาด์ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) คือการคิดตั้งแต่ต้นทางว่าจะยืดอายุการใช้งานและคงคุณค่าทรัพยากรได้ยาวนานที่สุด และเมื่อสิ้นรอบการใช้งานต้องสามารถออกแบบเส้นทางชีวิตรอบถัด ๆ ไปให้กับวัสดุได้ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซม การนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการแปลงเป็นพลังงาน แทน “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ที่สร้างของเสียและภาระต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการวางแผนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การรอให้เกิดของเสียแล้วจึงจัดการ แต่ต้องกำหนดแนวทางการใช้วัสดุให้หมุนเวียนกลับมาได้เต็มศักยภาพตั้งแต่แรก เนื่องจากปัจจุบันความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดองค์ความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรเดิมที่ต้องปรับปรุงให้รองรับวัสดุใหม่ ความยากในการสร้างความเชื่อมั่นของตลาด และระบบจัดการของเสียที่ยังไม่ครบวงจร เอ็มเทค สวทช. จึงเข้ามามีบทบาทเป็น “พี่เลี้ยงด้านนวัตกรรม” ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้นำแนวคิดการออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ได้จริง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการส่งเสริมการออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรแร่และโลหะอย่างยั่งยืน สนับสนุนโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
ดร.วิชชุดา เดาด์ กล่าวต่อว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand จะก้าวสู่ทิศทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (renewable resources) และวัสดุที่รีไซเคิลได้ง่าย การออกแบบให้ถอดแยก ซ่อมแซม และอัปเกรดได้ เพื่อลดการเกิดขยะและยืดอายุการใช้งาน ระบบการผลิตในอนาคตจะถูกออกแบบให้สามารถส่งต่อข้อมูลตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่น การใช้ Digital Product Passport (DPP) เพื่อระบุประเภทวัสดุ ส่วนประกอบ วิธีถอดแยก การซ่อมบำรุง และแนวทางจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้รีไซเคิลและผู้ผลิตในรอบถัดไปเข้าถึงได้ง่ายและนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำได้เต็มศักยภาพ การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐควรวางนโยบายและมาตรฐาน Circular Economy ควบคู่กับการสนับสนุน R&D และระบบข้อมูลที่โปร่งใส ภาคเอกชนต้องลงทุนในนวัตกรรม ปรับกระบวนการผลิต และออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวคิด Circular ส่วนผู้บริโภคเองก็มีบทบาทสำคัญในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ หากทั้งสามฝ่ายเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ไทยที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เติบโตได้อย่างยั่งยืน และแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างแท้จริง
Circular Economy คืออนาคต ผู้ประกอบการไทยสร้างมาตรฐานใหม่ระดับสากล
คุณฐิติพันธ์ วาณิชธนศรี ผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี เอส เอ็ม พลาสิเทค กรุ๊ป เผยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้เป็นทรัพยากรที่มีค่าไม่ใช่แค่ขยะ ด้วยการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลด้วยนวัตกรรมตั้งแต่ต้นทาง บริษัทสามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเม็ดใหม่ (virgin) ถึง 80% ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ได้ จุดแข็งของบริษัทคือกระบวนการผลิตแบบ requirement-driven ที่เริ่มจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยทำงานร่วมกับโรงงาน แบรนด์สินค้า และชุมชน เพื่อคัดแยกและเตรียมวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน Global Recycle Standard (GRS) ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลของบริษัทยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าคาร์บอนฟุตพรินต์เพียง 0.3–0.45 กก. CO₂/กก. ซึ่งน้อยกว่าเม็ดใหม่ที่ปล่อยสูงถึง 1.8 กก. อย่างมาก และยังสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย
คุณฐิติพันธ์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของบริษัทมาจากความร่วมมือกับ เอ็มเทค สวทช. ซึ่งเป็น "พี่เลี้ยง" ที่ช่วยสนับสนุนด้านองค์ความรู้ "Design for Circular Economy" ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการวิเคราะห์สารเคมีในพลาสติกอย่างละเอียด ทำให้บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดหาวัตถุดิบอีกต่อไป แต่ก้าวขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีกฎเกณฑ์เข้มงวดด้านสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและคาร์บอนฟุตพรินต์ นอกจากคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว บริษัทฯ ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการคัดแยกขยะพลาสติก และช่วยลดการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
คุณฐิติพันธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของบริษัทคือการทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าพลาสติกใช้แล้วสามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง หากมีระบบจัดการที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน เพื่อผลักดันวงการรีไซเคิลของไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ด้าน คุณอวยชัย ศิริวจนา กรรมการบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 39 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงระดับแรงดันสูง 525 kV และมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานพลังงานไฟฟ้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ เอ็มเทค สวทช. พัฒนา "หม้อแปลงไฟฟ้ารีแมนูแฟคเจอริ่ง (Remanufacturing Transformer)" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่นำหม้อแปลงไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาปรับปรุงให้มีคุณภาพเทียบเท่าของใหม่ผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล 100% โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศไทย เพราะหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การนำหม้อแปลงเก่ากว่า 1 ล้านเครื่องทั่วประเทศมาปรับปรุงใหม่ จะช่วยประหยัดวัตถุดิบ ลดมลภาวะ ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่าหมื่นล้านบาท
บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างมาตรฐานคุณภาพเพื่อให้ หม้อแปลงรีแมนูแฟคเจอริ่ง มีความปลอดภัยสูงสุดและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการสนับสนุนด้านงานวิจัยจาก เอ็มเทค สวทช. ในการวัดและคำนวณ คาร์บอนฟุตพรินต์ อย่างละเอียดเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างยั่งยืน คุณอวยชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตพลังงานที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับประเทศไทย และบริษัทฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านพลังงาน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้ หม้อแปลง CE เพื่อร่วมลดคาร์บอนและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ประสบความสำเร็จจากบทบาทสำคัญของเอ็มเทค สวทช. ในฐานะ "พี่เลี้ยงด้านนวัตกรรม" ที่สนับสนุนองค์ความรู้ Design for Circular Economy การวิเคราะห์ทางเทคนิค และการพัฒนามาตรฐานระดับสากลให้ผู้ประกอบการไทย จากความร่วมมือกับบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี เอส เอ็ม พลาสิเทค กรุ๊ป ทำให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเม็ดเวอร์จินกว่า 80% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 75% ส่วนโครงการกับบริษัท ถิรไทย พัฒนาหม้อแปลงรีแมนูแฟคเจอริ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาทจากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว
เอ็มเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริง ผ่านแนวคิด "คิดก่อนทำ" ช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ "Made in Thailand" ให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรมเชิงปฏิบัติการ เทคโนโลยี BLOCKCHAIN เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล (Blockchain Technology for Business Transformation: B4B)
📢หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
🚨เทคโนโลยี BLOCKCHAIN เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล
(Blockchain Technology for Business Transformation: B4B)
🎯 KEY HIGHLIGHT
💡 รู้จักและเข้าใจเทคโนโลยี Blockchain ทั้งหลักการและการประยุกต์ใช้งาน รวมถึงจุดเด่น
และข้อจำ กัดหากนำ มาใช้งาน
💡เรียนรู้การประยุกต์ใช้งาน Blockchain ในหลากหลายองค์กรจากกรณีศึกษาจริง อาทิ
ทางการแพทย์, การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล, Real-World Asset, Stablecoin
💡 ได้แนวคิดและเห็นโอกาสในการนำ เทคโนโลยี Blockchain ไปประยุกต์ใช้และปรับเปลี่ยน
ธุรกิจ/องค์กร ให้สอดคล้องกับสังคมดิจิทัลในอนาคต
💡ฝึกปฏิบัติ (Workshop) เข้มข้น การใช้งานเทคโนโลยี Blockchain พื้นฐานด้วยตนเอง
กับผู้เชี่ยวชาญ Blockchain ทั้งเชิงกลยุทธ์และเทคนิค
📍 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ
📅 25 - 27 พฤศจิกายน 2568
📌 หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
👨💻 นักพัฒนาโปรแกรม ผู้ดูแลระบบ (Developer)
👨💼 ผู้บริหาร และเจ้าของธุรกิจ ที่สนใจ Digital Transformation และการนำ Blockchain มาใช้ในองค์กร
🏛️ ผู้กำหนดนโยบายในองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐที่สนใจนำ Blockchain ไปใช้เพื่อบริการสาธารณะ
🔬 นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้วางแผนกลยุทธ์องค์กร
👩💻นักวิเคราะห์ด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยี
💼 ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี และ Startup
📌 ค่าลงทะเบียน
💼 Package A: For Management
10,700 บาท (อบรม 2 วัน)
💻 Package B: For Developer
14,900 บาท (อบรม 3 วัน)
📱 ดูรายละเอียดได้ที่:
🌐 https://www.career4future.com/b4b
📞 0 2644 8150 ต่อ 81898 (คุณฉวีวรรณ)
📧 Email: npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
อว.-สวทช. ประเดิมจัด Industry 4.0 Awards 2025 ชูนโยบาย 3 เสาหลักปั้นไทย สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง
กระทรวง อว. โดย สวทช. จัดพิธีมอบรางวัล "Industry 4.0 Recognition Awards 2025" เป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูเกียรติสถานประกอบการที่มุ่งสู่โรงงานอัจฉริยะ "ปลัด อว." ปาฐกถาพิเศษ ชูนโยบาย 3 เสาหลัก "สร้างคน-วิจัยเพื่อใช้ประโยชน์-มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น" เป็นระบบนิเวศขับเคลื่อนประเทศ สู่ "ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง" ที่ทั่วโลกเชื่อมั่น
(วันที่ 3 กันยายน) ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) จัดพิธีมอบรางวัล Industry 4.0 Recognition Awards 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ สวทช. มีการคัดเลือกสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและการผลิตที่มีความโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมยกระดับสู่สุดยอดอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อรับรางวัล “Industry 4.0 Recognition Awards 2025” รางวัลเพื่อเชิดชูและประกาศเกียรติคุณแก่ภาคธุรกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษ "นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับการขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมไทย” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นักวิจัย สวทช. ผู้ประกอบการภาคเอกชนและเอสเอ็มอี เข้าร่วมงานจำนวนมาก
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีมอบรางวัล Industry 4.0 Recognition Awards 2025 ว่า กระทรวง อว. มุ่งสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เอื้อต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การสร้างกำลังคน ที่มีทักษะตรงต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า 2. การวิจัยและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ที่เปลี่ยนวิธีคิดจาก "วิจัยเพื่อรู้" ไปสู่ "วิจัยเพื่อใช้ประโยชน์" ได้จริงในโรงงาน และ 3. มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น ที่ทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" ทางเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด เราจึงมีโครงการทุนการศึกษาและการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นในสาขาที่เป็นที่ต้องการ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า และ เซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้งานวิจัยที่ดีต้องเดินเข้าโรงงาน ไม่ใช่จบที่ห้องแล็บ ซึ่ง สวทช. ได้พัฒนา Thailand i4.0 Index ขึ้นมาเป็นเครื่องมือประเมินความพร้อมและเป็น "ภาษากลาง" ที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่ดึงดูดการลงทุน
“วันนี้ กระทรวง อว. กำลังสร้างบุคลากรไทยให้มีความเชี่ยวชาญในสาขาเหล่านี้ เพื่อลดการพึ่งพาและสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับประเทศ โดย สวทช. ได้พัฒนา Thailand i4.0 Index ในการประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเห็นโรงงานในประเทศไทยมีระบบการผลิตที่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลจะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการ Industry 4.0 Platform และทางมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดจะเปลี่ยนบทบาทเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และเทคโนโลยี ที่พร้อมช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนด้วยนโยบาย หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งภารกิจ ของกระทรวง อว. เช่นกัน”
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า รางวัล Industry 4.0 Recognition Awards ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก ภายหลังจากที่ สวทช. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนพันธมิตรจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันพัฒนาดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย หรือ Thailand i4.0 Index สำหรับเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยเพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยตั้งแต่ปี 2566 มีโรงงานไทยกว่า 900 แห่งที่เข้าร่วมการประเมิน และหลายแห่งได้นำผลลัพธ์ไปจัดทำแผนการลงทุนได้อย่างชัดเจน เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รู้วิธีการบูรณาการข้อมูลเครื่องจักรในสายการผลิตสู่การจัดการซัพพลายเชนและการทำลีนออโตเมชัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 25 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 22 แห่ง และ SMEs 3 แห่ง นอกจากการประเมิน Thailand i4.0 Index แล้ว สวทช. ยังมีศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในการให้คำปรึกษา ทดลองทดสอบเทคโนโลยี และถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Factory ได้แก่ IIOT Big Data, AI และ Automation รวมถึงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 แบบครบวงจร
“รางวัลดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมเห็นคุณค่าและตัวอย่างของสถานประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และร่วมกันสร้างระบบนิเวศโรงงานอัจฉริยะของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ความสำเร็จของโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งของหลายหน่วยงาน โดยมี สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สนับสนุนงบประมาณผ่าน “แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต” กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกันใช้ดัชนี Thailand i4.0 Index เป็นมาตรฐานในการประเมินและสนับสนุนผู้ประกอบการ นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังใช้ผลการประเมินเป็นเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างครบวงจร
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช. เปิดตัว ‘ต้นไผ่ตัดอายุ’ เหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่อายุเริ่มจากศูนย์
ไผ่เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป โครงสร้าง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงพลังงานชีวมวล แต่การขยายพันธุ์ไผ่คุณภาพยังเป็นปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญ เพราะการนำเมล็ดไผ่มาปลูกให้ได้ต้นที่มีคุณลักษณะตรงตามต้องการมีโอกาสสำเร็จไม่ถึงร้อยละ 1 เนื่องจากไผ่มีอัตรากระจายตัวทางพันธุกรรมสูง
หากจะแก้ปัญหาด้วยวิธีขยายต้นพันธุ์แบบปกติ เช่น การตอน ชำลำ แยกเหง้าลงดิน หรือการตัดข้อของต้นพันธุ์ที่ไม่ทราบอายุมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ก็ยังต้องเสี่ยงกับวิกฤต ‘ตายขุย’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไผ่ต้นแม่ออกดอกแล้วตาย เมื่อต้นแม่ตาย ไผ่ต้นลูกที่ปกติแล้วมีอายุทางชีวภาพเทียบเท่ากับต้นแม่ จะทยอยตายตามไปด้วยใน 3-5 ปี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัว ‘ต้นไผ่ตัดอายุพันธุ์ฟ้าหม่น’ ที่คงลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่ มีคุณลักษณะเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมไม้แปรรูป แต่มีอายุเริ่มต้นที่ศูนย์ปี คล้ายกลไกการพัฒนาต้นจากเอ็มบริโอ (embryo) นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีสำหรับขยายพันธุ์ได้ครั้งละปริมาณมาก พร้อมรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
[caption id="attachment_74079" align="aligncenter" width="750"] ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสายพันธุ์ไผ่ ในการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ดีเด่นสายพันธุ์ฟ้าหม่นที่กำลังออกดอกและเริ่มทยอยตาย มาวิจัยกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากเซลล์ร่างกายด้วยวิธีโซมาติกเอ็มบริโอเจเนซิส (somatic embryogenesis) โดยนำเซลล์จากช่อดอกอ่อน (young inflorescence) ของต้นแม่มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตรเฉพาะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดเซลล์ที่ยังไม่จำแนกหน้าที่หรือแคลลัส (callus) ก่อนชักนำให้เกิดต้นอ่อนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนเซลล์เริ่มต้น (somatic embryo) จากนั้นจึงพัฒนาให้เป็นต้นสมบูรณ์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่ทุกประการ (clonal plant) ด้วยวิธีการนี้ ทำให้เอ็มบริโอที่ชักนำขึ้นจากเซลล์ต้นแม่ เกิดการพัฒนาจากจุดเริ่มต้นอายุใหม่
[caption id="attachment_74084" align="aligncenter" width="750"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่ออกดอกแล้ว[/caption]
[caption id="attachment_74083" align="aligncenter" width="750"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่ออกดอกแล้ว[/caption]
“หลังจากพัฒนากระบวนการชักนำให้เกิดต้นอ่อนที่แข็งแรงได้สำเร็จ ทีมวิจัยได้นำต้นที่ได้ไปปลูกทดสอบผลเรื่องการตัดอายุเรียบร้อยแล้ว ผลปรากฏว่าต้นที่ปลูกไม่ออกดอก หรือหมายถึงประสบความสำเร็จในการตัดอายุต้นแม่ ได้เป็นต้นใหม่ที่มีอายุเริ่มต้นจากศูนย์ ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังเตรียมขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงการใช้ประโยชน์จากไผ่สายพันธุ์นี้แล้ว
“ทีมวิจัยคาดว่าผลสำเร็จของการวิจัยและพัฒนานี้จะต่อยอดไปสู่การผลิตไผ่ตัดอายุสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ด้วย โดยปัจจุบันกำลังดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิตไผ่ตัดอายุพันธุ์ซางหม่นในขั้นตอนการเพาะเลี้ยงต้นอ่อน ก่อนนำไปปลูกเพื่อวัดผลด้านการตัดอายุต่อไป"
[caption id="attachment_74076" align="aligncenter" width="750"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่เพาะเลี้ยงด้วยกระบวนการโซมาติกเอ็มบริโอเจเนซิส[/caption]
[caption id="attachment_74078" align="aligncenter" width="750"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่เพาะเลี้ยงด้วยกระบวนการโซมาติกเอ็มบริโอเจเนซิส[/caption]
[caption id="attachment_74077" align="aligncenter" width="750"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่เพาะเลี้ยงด้วยกระบวนการโซมาติกเอ็มบริโอเจเนซิส[/caption]
[caption id="attachment_74080" align="aligncenter" width="450"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่น[/caption]
[caption id="attachment_74081" align="aligncenter" width="450"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่น[/caption]
[caption id="attachment_74082" align="aligncenter" width="450"] ไผ่พันธุ์ฟ้าหม่น[/caption]
นอกจากการมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการการผลิตต้นพันธุ์ไผ่คุณภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิจัยไบโอเทค สวทช. ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์ให้ได้เร็วและมีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้จริง
ดร.ยี่โถ เล่าว่า ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไผ่ตัดอายุพันธุ์ฟ้าหม่นด้วยระบบไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (Temporary Immersion Bioreactor: TIB) ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณอาหารและสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชที่เพาะเลี้ยงอยู่เสมอ ผลจากการทดสอบพบว่า ต้นอ่อนไผ่พันธุ์ฟ้าหม่นที่เพาะเลี้ยงด้วยสูตรอาหารและเงื่อนไขที่ทีมวิจัยกำหนดเติบโตเร็วกว่าการเพาะเลี้ยงแบบวิธีทั่วไปที่ใช้อาหารแข็งหรือกึ่งแข็งถึง 3-5 เท่า และยังเพาะเลี้ยงได้คราวละหลายต้น
“วิธีการนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ผลิตต้นพันธุ์ในเชิงพาณิชย์หรือในระดับอุตสาหกรรม โดยทีมวิจัยมีแผนจะพัฒนากระบวนการผลิตอุปกรณ์ TIB ขนาดเล็ก เพื่อลดต้นทุนค่าอุปกรณ์ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น คาดว่าจะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า”
[caption id="attachment_74087" align="aligncenter" width="750"] ระบบไบโอรีแอกเตอร์แบบกึ่งจม (Temporary Immersion Bioreactor: TIB)[/caption]
นอกจากการวิจัยกระบวนการผลิตไผ่ตัดอายุและกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ทีมวิจัยกำลังดำเนินโครงการสร้างโมเดลคัดเลือกไผ่สายพันธุ์ดีเด่นขนานกันไป เพื่อนำเอาต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดที่ผ่านการคัดเลือกมาถอดลายนิ้วมือทางพันธุกรรม (DNA fingerprint) และลักษณะที่ปรากฏ (phenotype) ก่อนนำไปขึ้นทะเบียนพันธุ์และพัฒนากระบวนการขยายต้นพันธุ์ในระดับอุตสาหกรรม ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญ (meristem culture) เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงต้นพันธุ์ไผ่คุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละภาคส่วนมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันทีมวิจัยได้คัดเลือกต้นพันธุ์ดีเด่นแล้ว 2 สายพันธุ์ เป็น ไผ่ฟ้าหม่น 1 สายพันธุ์ และไผ่ซางหม่น 1 สายพันธุ์ โดยทั้งสองสายพันธุ์อยู่ระหว่างการเตรียมตั้งชื่อและขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้
[caption id="attachment_74086" align="aligncenter" width="750"] คุณชนนท์ณัฏฐ์ พัฒนะศิลป์ (สวนป่าจำปาทอง จ.กระบี่), คุณสุกัญญา อุดมกรสิทธิ์กุล (บ.อิมเพรสชันอินเตอร์เนชันแนล จำกัด) และคุณจีระ มากดี (เจ้าของสวนไผ่ที่ จ.กาญจนบุรี) ผู้ให้การสนับสนุนไผ่สายพันธุ์คุณภาพเพื่อการวิจัยและพัฒนา (คนที่ 1,2 และ 4 ตามลำดับ)[/caption]
[caption id="attachment_74085" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยกระบวนการผลิตไผ่สายพันธุ์คุณภาพ[/caption]
สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจต้นพันธุ์ไผ่รวมถึงเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 3310
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และไบโอเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


