ผลการค้นหา :
แกะกล่องงานวิจัย : Acamp แพลตฟอร์มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO)
📌 เกี่ยวกับอะไร ?
รู้หรือไม่ ! หากเจ้าของโรงงานไทยยังไม่เริ่มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) ตั้งแต่วันนี้ การส่งออกสินค้าไปยุโรปอาจต้องหยุดชะงัก เพราะค่า CFO เป็นข้อมูลสำคัญในการคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) สำหรับยื่นประกอบการส่งออกสินค้าไปยุโรปตามมาตรการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากผู้นำเข้าหรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) อีกทั้งค่า CFP ยังส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดราคาสินค้าด้วย ยิ่งค่า CFP มาก ภาษีก็จะยิ่งสูง ทำให้สินค้ามีราคาแพง เกิดเป็นข้อเสียเปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก
เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการคำนวณค่า CFO ที่ใช้งานง่าย และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อได้สะดวก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนา Acamp (Automated Carbon Accounting Management Platform) หรือเอแคมป์ แพลตฟอร์มสำหรับคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) ไว้ให้บริการแล้ว
📌 ดีอย่างไร ?
แพลตฟอร์มนี้ใช้งานง่าย ระบบจะเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงข้อมูลการวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) มาคำนวณค่า CFO ให้อัตโนมัติ โดยหลังคำนวณระบบจะแสดงผลค่า CFO บนแดชบอร์ดออนไลน์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลได้สะดวก นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันที
📌 ตอบโจทย์อะไร ?
นอกจากค่า CFO จะมีประโยชน์ในการนำไปใช้คำนวณค่า CFP เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังยุโรปแล้ว การที่ผู้ประกอบการทราบค่า CFO แบบเรียลไทม์ ยังเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เท่าทันสถานการณ์ รวมทั้งยังช่วยผลักดันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593)
📌 สถานะของเทคโนโลยี ?
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สวทช. กำลังเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อปรับเปลี่ยนโรงงานสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรม 4.0 โดย สวทช. พร้อมสนับสนุนทั้งที่ปรึกษาและเงินทุน สมัครเข้าร่วมได้ที่ www.nectec.or.th/smc/ida-platform/
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : Acamp’ แพลตฟอร์มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) แบบอัตโนมัติ ใช้งานง่าย ปรับตัวทันนโยบายภาษีคาร์บอน
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. เปิดสัมมนา “Business Forward with ESG: วิจัยนำทาง การเงินสนับสนุน ตลาดทุนรองรับ”
(วันที่ 18 สิงหาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม (CO-113) ชั้น 1 อาคารสำนักงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี: ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธาน กล่าวเปิดงานสัมมนา “Business Forward with ESG: วิจัยนำทาง การเงินสนับสนุน ตลาดทุนรองรับ” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่แนวทางการขับเคลื่อน ESG ของหน่วยงานหลากหลายด้าน ทั้งด้านนโยบาย ตลาดทุน อุตสาหกรรม และวิจัย ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย กลไก มาตรการ และมาตรฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันภาคธุรกิจไทยให้ปรับตัวตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้กลายเป็นวาระสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นภาคตลาดทุน นักลงทุน หรือผู้บริโภค ล้วนให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG อย่างรอบด้าน ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การพัฒนากระบวนการผลิต และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG ซึ่งไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศ มุ่งวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลางระดับชาติ เพื่อยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย Net Zero ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ด้วยบทบาทการเป็น Technical Arm ที่ทำหน้าที่ในการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ รวมทั้งการสนับสนุนด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่ช่วยผลักดันธุรกิจไทยให้ปรับตัวสู่ความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันระดับสากล เพื่อร่วมกันนำประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
“ในวันนี้ สวทช. รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG มาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองในเวทีนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานในวันนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ ESG ไม่ใช่เพียงคำพูด แต่เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนาฟรี พัฒนาผู้ประกอบการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย
⚡️ผู้ประกอบการไทยต้องรู้! ไม่ใช่แค่ซ่อมได้ แต่ต้องปลอดภัย!⚡️
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง แต่คุณมั่นใจแค่ไหนว่าการซ่อมบำรุงที่ทำอยู่ "ปลอดภัย" ทั้งกับตัวคุณและลูกค้า?
เข้าร่วม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ: พัฒนาผู้ประกอบการไทยด้านความปลอดภัยในการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า
เราจะพาคุณเจาะลึกทุกเรื่องที่จำเป็น
✅ เรียนรู้ระบบรถยนต์ไฟฟ้าและระบบชาร์จแบบครบวงจร
✅ รับมือกับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงในรถยนต์
✅ เทคนิคการใช้เครื่องมือและการซ่อมบำรุงที่ถูกต้องตามหลักสากล
✅ ฝึกปฏิบัติจริง! เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกขั้นตอน
งานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอด 2 วัน
📆 วัน: 1-2 กันยายน 2568
📍สถานที่: ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมฯ มจพ. จังหวัดระยอง
🔺ด่วน! รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่งเท่านั้น!
🌐 กดลิงค์ https://forms.gle/1qJmQeScnNuZdkUU8 เพื่อลงทะเบียนได้เลย
สอบถามเพิ่มเติม: คุณธนชัยพงศ์ (091-778-6377)
ปฏิทินกิจกรรม
กระทรวง อว. จัดพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เนื่องใน “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” 18 สิงหาคม
วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ วางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เนื่องใน “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โดยวางพุ่มดอกไม้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพุ่มดอกไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
ในโอกาสนี้ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม รองปลัดกระทรวง นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา คณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ รอรับผู้แทนพระองค์ พร้อมเข้าร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด เพื่อร่วมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
จุดเริ่มต้นและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของวันที่ 18 สิงหาคม มาจากเหตุการณ์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่หมู่บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี พ.ศ. 2411 โดยการคำนวณล่วงหน้าที่แม่นยำของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ คํานวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี โดยทรงระบุวัน เวลา และสถานที่ที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนและแม่นยำที่สุดคือที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในยุคนั้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในสยาม และนักดาราศาสตร์ชาวตะวันตกบางส่วนยังไม่เชื่อว่าการคำนวณของพระองค์จะแม่นยำ แต่เมื่อถึงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ปรากฏการณ์สุริยุปราคาก็เกิดขึ้นตรงตามที่พระองค์ทรงคำนวณไว้ทุกประการ ต่อหน้าคณะทูตานุทูตและนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างชาติที่พระองค์ทรงเชิญมาเป็นสักขีพยาน เหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัชกาลที่ 4 ในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้พิสูจน์และอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ด้วยพระปรีชาสามารถนี้ ประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามแด่พระองค์ท่านว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สวทช. ในฐานะหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อพระราชปณิธาน ด้วยการพัฒนาผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม แก้ปัญหาและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา Food Talks 2025: Pathways to Food Sustainability ชวนเรียนรู้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และการจัดการขยะอาหาร สู่ระบบอาหารยั่งยืน
🌱 อนาคตอาหารเริ่มจากวันนี้! มาร่วมค้นหาเส้นทางสู่ความยั่งยืน ในกิจกรรมสัมมนา Food Talks 2025 หัวข้อ “Pathways to Food Sustainability: Advancing Smart Agriculture, Reducing Carbon Footprints, and Preventing Food Waste through Better Management” 🌏
📍 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร ชวนคุณมาร่วมรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดและโซลูชันเพื่อสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน
🔑 Key Highlights
✅ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อผลผลิตคุณภาพสูง การเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตและการลดความสูญเสียจากการผลิต
✅ อาหารสู่อนาคต ปรับตัวอย่างไร ในสังคมคาร์บอนต่ำ
✅ การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลด ปริมาณขยะอาหารและเพิ่มการเข้าถึงอาหาร
👨🔬 โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน
📢 สัมมนาออนไลน์ผ่าน Facebook (((Live)))
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
🕙 เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป
💥 ลงทะเบียนฟรี! >> https://forms.gle/yk1DY3vmADzu9Eky7
📬 ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis=
ปฏิทินกิจกรรม
ที่ปรึกษา (อดีตผู้บริหาร) และพนักงาน สวทช. ได้รับรางวัลในงานเชิดชูเกียรติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และงานเครือข่ายพลังสื่อสารวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้โครงการ THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในงาน THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025 โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรี รมว.อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายสื่อสารวิทยาศาสตร์ เข้าร่วม พร้อมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2568 (NST Fair 2025) ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ซึ่งทุกวันนี้สังคมไทยพึ่งพาวิทยาศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจนวัตกรรมใหม่ เช่น การเงิน ดิจิทัล AI ซึ่งมีบทบาทมากขึ้น ทั้งงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ที่บางอย่างก็อาจเข้าใจได้ยากสำหรับประชาชน แต่นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ ล้วนเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้สังคม ประชาชน เยาวชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และเท่าทันสิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย และประชาคมโลก พร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.....
“นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดถึงสังคมและประชาชน” — ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานมูลนิธิสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
การสื่อสารเรื่องวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์มักเต็มไปด้วยความซับซ้อนและศัพท์เฉพาะ แต่ในยุคปัจจุบัน สื่อสมัยใหม่ได้พัฒนาไปอย่างมาก โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้าถึงความรู้ได้หลากหลายช่องทาง เช่น หากเราสนใจเรื่องควอนตัม และมีพื้นฐานอยู่บ้าง การค้นคว้าเพิ่มเติมผ่าน YouTube ก็สามารถช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งขึ้นอย่างน่าทึ่ง
การสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงมีสองด้านสำคัญ ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร ผู้สื่อสารต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดเนื้อหาให้เข้าใจง่าย โดยไม่ลดทอนสาระสำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้รับสารก็ต้องมีความตั้งใจและเปิดใจเรียนรู้ เพราะแม้เราจะพยายามอธิบายให้เรียบง่ายเพียงใด หากเนื้อหาถูกลดทอนมากเกินไป ก็อาจไม่เกิดความรู้ที่แท้จริงได้ ดังนั้น การสื่อสารที่ดีควรอยู่ในจุดสมดุล—เข้าใจง่าย แต่ยังคงคุณค่าทางวิชาการไว้ครบถ้วน
"ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์น่าสนใจและเข้าถึงใจผู้คน คือการได้เห็นข้อเท็จจริง ได้สัมผัสของจริงจากผู้ที่ลงมือทำจริง เพื่อให้เยาวชนเข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์ไทยทำอะไร และมีบทบาทอย่างไรต่อสังคม การเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่แค่การค้นคว้าในห้องแล็บ แต่ต้องคิดถึงประชาชน คิดถึงสังคม และที่สำคัญต้องช่วยลดช่องว่างแห่งความเข้าใจในสังคมไทย" ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช กล่าว
“รางวัลแห่งความทุ่มเท เพื่อสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงใจคนไทย”
รางวัล Science Communication Award 2025 ถือเป็นรางวัลที่ NSM ได้มอบให้กับองค์กร บุคลากร และผลงานที่มีความโดดเด่น ถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ที่ทุกท่านได้อุทิศตน และเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นต่อ ๆ ไป
✨ปีนี้ รางวัลการสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น แบ่งเป็น 4 ประเภท
รางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้แก่
🏆 รายชื่อผู้ได้รับรางวัล Science Communication Award 2025
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่:
🔹 รางวัลเกียรติยศด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์
- ศ.เกียรติคุณ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.
- ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์
อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.
- รศ.ดร.กำจัด มงคลกุล
🔹 รางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น
- ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
- ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สวทช.
- ดร.แทนไท ประเสริฐกุล
- ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา
- นายกรทอง วิริยะเศวตกุล
🔹 รางวัลองค์กรสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น
- สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
- สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย
- องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
🔹 รางวัลผลงานสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น
- รายการ The Secret Sauce
- รายการ ดูให้รู้ - Dohiru
- Facebook Page: วิทย์สนุกรอบตัว
- รายการ ความ (ไม่) รู้รอบตัว
- YouTube Channel: KongGreenGreen
คณะจัดงานหวังว่าเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025 ครั้งนี้ จะสามารถยกระดับการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น สร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตผลงานที่มีคุณภาพ และที่สำคัญคือจะทำให้เกิดความร่วมมือและแรงกระเพื่อมด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายสานพลังความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการรู้วิทยาศาสตร์ของสังคมไทยต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มีความตระหนักรู้และเข้าใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
หมายเหตุ
ภาพและข่าวโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. จัดพิธีปิดงาน “อว. แฟร์” – มหกรรมวิทย์ฯ อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมมอบโล่ขอบคุณหน่วยงานร่วมจัดงาน
(วันที่ 17 สิงหาคม 2568) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานพิธีปิดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ” หรือ “อว.แฟร์ 2025 : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND” และงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) พร้อมมอบโล่แก่หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อแสดงความขอบคุณในการร่วมจัดงานครั้งนี้ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมในพิธี
ในโอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นตัวแทนหน่วยงาน สวทช. ขึ้นรับมอบโล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
โดย นางสาวสุดาวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผนึกกำลังจัดงานในครั้งนี้ ทำให้งานเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น ทำให้ประชาชนและเยาวชนได้รับแรงบันดาลใจกลับไป โดยในปีนี้กระทรวง อว. ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 100 หน่วยงาน นำเสนอจัดนิทรรศการและกิจกรรมมากมาย ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคนและสหวิทยาการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
“ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ดิฉันขอขอบคุณอีกครั้งและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตเราจะได้ร่วมกันจัดงานดี ๆ อย่างนี้ให้เกิดขึ้นอีก จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน เพื่อจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว
งาน "อว. แฟร์" ได้จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ซึ่งตลอดการจัดงานได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 Technologies to Watch 2025: เหล็กกล้ารักษ์โลก (Green Steel)
อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงทั่วโลก (direct global CO2 emission) ราว 7% ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมหนักทั้งหมด ซึ่งเหล็กเป็นวัสดุสำคัญในการก่อสร้าง และเป็นวัสดุพื้นฐานให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตรถยนต์ ไฟฟ้า ทั้งนี้พบว่าในปี 2022 มีกำลังการผลิตเหล็กทั่วโลกมากถึง 1,885 ล้านตัน และคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้อุตสาหกรรมเหล็กมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ถ้าทำได้ จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนที่มหาศาลเพียงใด ?
ปัจจุบันนี้มีความพยายามที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมดังกล่าวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพยุโรป จึงนำมาสู่แนวคิด “เหล็กกล้าสีเขียวหรือเหล็กกล้ารักษ์โลก (green steel)” คือ เหล็กที่ผลิตโดยใช้กระบวนการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด การรีไซเคิลวัสดุ และกระบวนการที่มีความยั่งยืน
เปลี่ยนจากกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่เป็นกระบวนการผลิตแบบ BF-BOF ที่ใช้เตาหลอมแบบ blast furnace (BF) และ basic oxygen furnace (BOF) วิธีการนี้เริ่มใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ยังนิยมใช้มากถึง 70.6%
กระบวนการแบบใหม่เป็น “กระบวนการผลิตแบบ DRI-EAF (Direct Reduce Iron–Electric Arc Furnace)” ซึ่งเป็นการนำไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กพรุน (Direct Reduce Iron: DRI) ก่อนนำมาหลอมรวมกับเศษเหล็กในเตาหลอมไฟฟ้าระบบอาร์ก (Electric Arc Furnace: EAF) ที่ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิตจนได้ เหล็กกล้าปลอดฟอสซิล (fossil-free steel) ในกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถลดการปล่อย CO2 ต่อการผลิตเหล็ก 1 ตันให้เหลือแค่ 200-600 กิโลกรัม
มีโรงงานเหล็กกล้ารักษ์โลกที่ใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศ เช่น บริษัท Stegra เดิมชื่อ H2 Green Steel ในเมืองโบเดน ประเทศสวีเดน บริษัท Boston Metal ในเมืองโวเบิร์น รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัท ArcelorMittal ซึ่งมีทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ สำหรับประเทศไทย มีการลงทุนจากบริษัทต่างชาติคือ บริษัทเมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จังหวัดระยอง โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มต้นผลิตได้ราวต้นปี 2029 เทคโนโลยีเหล็กกล้ารักษ์โลกจึงเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับกระบวนการผลิตเหล็กกล้าไปพร้อมกับสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมให้กับโลกนี้
📌 อ่านข้อมูลฉบับเต็มและข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่: https://www.nstda.or.th/r/BtQWQ
📌 รับชมการบรรยายได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=8cAv6AEX55c
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
สวทช. ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง เร่งการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน
(วันที่ 6 สิงหาคม 2568) ณ ห้องเลอเบลแอร์ โรงแรมอมารี ดอนเมืองแอร์พอร์ต กรุงเทพ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี จัดกิจกรรมปฐมนิเทศโครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อเร่งการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน (From Food 2 Good Health Accelerate) โดยมี นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรมพร้อมชี้แจงภาพรวมโครงการ From Food 2 Good Health Accelerate
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบ การธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งในภาคการเกษตรสร้างมูลค่า และอุตสาหกรรมและบริการการแพทย์ครบวงจร โครงการนี้จึงมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งหวังให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สวทช. โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีได้ริเริ่มจัดทำโครงการที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โครงการที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก อาทิ โครงการเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี (Young Technopreneurs) - โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher) - โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (SUCCESS) - โครงการแปลงร่างธุรกิจสู่การเติบโตสูงด้วยนวัตกรรม (Innovation Growth Hacker) และ โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (IDEx) ซึ่งผลการดำเนินงานได้พิสูจน์แล้วว่า โครงการเหล่านี้ได้นำจุดแข็งของระบบสนับสนุนจาก สวทช. ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ในปี 2568 สวทช. จึงได้ริเริ่มโครงการ From Food 2 Good Health Accelerate ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจด้วยการส่งเสริม SME ให้ใช้ประโยชน์จาก Digital Transformation, Green Transition และ Soft Power โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
“โครงการนี้ได้ออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกมิติเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการจัด Workshop เพื่อพัฒนาศักยภาพและถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะด้าน การให้คำปรึกษาธุรกิจเชิงลึกแบบตัวต่อตัว (Coaching & Mentoring) ตลอดจนการสนับสนุนด้านการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เช่น การพาออกบูธนิทรรศการและการจับคู่ธุรกิจ ที่สำคัญ โครงการนี้ยังมีการสนับสนุนเงินทุน (ในรูปแบบ Matching Fund) สูงถึง 500,000 บาทต่อราย สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายธุรกิจ ดิฉันขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในวันนี้ทุกท่าน ที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นที่โดดเด่นของทุกท่านอย่างแท้จริง” นางศันสนีย์ กล่าว
ทั้งนี้กิจกรรมปฐมนิเทศ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ที่มาแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Innovations in Food, Cosmetics and Medical Fields แนวคิดการทำธุรกิจให้ยั่งยืน กลยุทธ์การนำสินค้าเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade และมาตรการส่งเสริมด้านการเงินและภาษี ซึ่งจะช่วยพาผู้ประกอบการของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บุคลากร สวทช. รับรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2568 (Thailand Science Communication Award 2025)
(14 สิงหาคม 2568) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์: ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงของเครือข่ายพลังสื่อสาร วิทยาศาสตร์เครือข่ายระดับประเทศ ในงาน THAILAND SCIENCE COMMUNICATION AWARDS AND NETWORK 2025 พร้อมมอบรางวัล Science Communication Award 2025 แก่บุคลากรหรือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้านสื่อสารวิทยาศาสตร์ สู่สาธารณะได้อย่างโดดเด่น โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการ รมว.อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และผู้บริหารหน่วยงานเครือข่ายสื่อสารวิทยาศาสตร์ เข้าร่วมงาน โดยรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น เป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติ ยกย่อง และเป็นกำลังใจให้กับบุคคลที่มีความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในการขับเคลื่อนและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์สู่สังคมในวงกว้างได้อย่างยอดเยี่ยม
โอกาสนี้ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2568 (Thailand Science Communication Award 2025) โดยในปีนี้คณะกรรมการได้มีมติมอบรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่นให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานอันโดดเด่น จำนวนทั้งสิ้น 5 ท่าน ดังต่อไปนี้
ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ดร.แทนไท ประเสริฐกุล
นายกรทอง วิริยะเศวตกุล
สำหรับ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ เป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในฐานะนักเขียน นักแปล และวิทยากรผู้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่าย การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและความทุ่มเทในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของวิทยาศาสตร์และประชาชนตลอดมา
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. BID คว้ารางวัล “The Best of TED Fellow ภาคกลาง” ในเวที TED Fellow Awards 2025
(14 สิงหาคม 2568) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์: ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล TED Fellow Awards 2025 ให้กับหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในแต่ละภูมิภาค พร้อมเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดย TED Fund นำโดย ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. กับ 4 เครือข่ายพันธมิตรของ TED Fund และการลงนาม MOU กับธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) และบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด โดยมีนางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้จัดการกองทุน TED Fund สื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ภายใต้การจัดงาน อว. แฟร์ 2025
ทั้งนี้ นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เป็นผู้แทน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) ขึ้นรับรางวัล “The Best of TED Fellow ภาคกลาง” ในพิธีมอบรางวัล TED Fellow Awards 2025 จัดโดยกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
สำหรับศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) สวทช. ได้รับการยกย่องจากการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่มุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดและการลงทุน ส่งผลให้สตาร์ตอัปในโครงการมีความพร้อมแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“พลอย ธนิกุล” ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. เข้ารับหน้าที่วันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เพื่อความเป็นสิริมงคล
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันแรก โดยได้ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อว. เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติงาน
นางสาวพลอย โดยเริ่มต้นจากการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมวิทยาศาสตร์บริการ จากนั้นได้ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) บริเวณหน้าอาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ถนนโยธี ต่อมา ได้เดินทางไปยังอาคารอุดมศึกษา 2 ถนนศรีอยุธยา เพื่อสักการะศาลพระภูมิชัยมงคล ก่อนกลับมายังอาคารพระจอมเกล้าเพื่อกราบไหว้พระพุทธรูป ณ ห้องทำงานผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ
ในโอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เป็นตัวแทนผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีกับ นางสาวพลอย อย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
การเข้ารับตำแหน่งของผู้ช่วยรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดย สวทช. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ช่วยรัฐมนตรีอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


