หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมาธิการการทหารฯ วุฒิสภา โชว์ศักยภาพ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงครบมิติ
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ร้อยตำรวจเอกฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 1 ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC2) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบูรณาการความร่วมมือในการนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ โอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และคณะนักวิจัย สวทช. ร่วมให้การต้อนรับ ภายในงาน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ได้บรรยายภาพรวมบทบาทของ สวทช. ในฐานะ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” รวมถึงการนำเสนอไฮไลต์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของรัฐอย่างครอบคลุม ได้แก่ มิติด้านความมั่นคงทางยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีสองทาง (Defense & Dual-use Tech): นำเสนอเทคโนโลยีวัสดุและนวัตกรรมการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดย ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ควบคู่กับนวัตกรรมเครื่องรบกวนสัญญาณและเทคโนโลยีความมั่นคงน่านฟ้า โดย ดร.รัศมิทัต แผนสมบูรณ์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มิติด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์: เจาะลึกประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามยุคใหม่ โดย นายเอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ นักวิจัย NECTEC มิติด้านความมั่นคงทางอาหารและสาธารณสุข: ผ่านโครงการยกระดับเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติ (Food Bank) โดย นางกัณญา สิทธิ์สงวน นักวิจัยนโยบาย งานบริหารกลยุทธ์องค์กร สวทช. การขับเคลื่อนโครงการทหารพันธุ์ดี: โครงการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตพืชผัก สมุนไพรอินทรีย์ และชีวภัณฑ์แบบครบวงจรให้แก่กำลังพลทหารและชุมชน นำเสนอโดย นางสาวณิฏฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช นอกจากการรับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นแล้ว คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญของ สวทช. ประกอบด้วย ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) นำชมโดย ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ThaiSC และ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) นำชมโดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส PTEC การศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานความสัมพันธ์และเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหาร เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัด Workshop “DX Strategy” วางกลยุทธ์พลิกโฉมโรงงานลดต้นทุน เพิ่มกำไร ติดปีกศักยภาพธุรกิจไทยให้ไร้ขีดจำกัด
(วันที่ 10 สิงหาคม 2569) ณ ห้อง 113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) จัดกิจกรรมพิเศษนำร่องนำผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกว่า 61 บริษัท เข้าร่วมการทำ Workshop ในหัวข้อ "DX Strategy: วางกลยุทธ์พลิกโฉมโรงงาน ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ติดปีกศักยภาพธุรกิจให้ไร้ขีดจำกัด" มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัว เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกับระดับสากลในสภาวะตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง โอกาสนี้ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.เดี่ยว กุลพิรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่าย Digital Transformation มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าธนบุรี (มจธ.) และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล มาร่วมถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง โดยกิจกรรม Workshop ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้ร่วมคิด ร่วมสร้างแผนกลยุทธ์และเส้นทางการพัฒนา (Roadmap) ด้านดิจิทัลที่สามารถนำไปปรับใช้กับบริบทของแต่ละโรงงานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถพัฒนาตนเอง เพิ่มผลผลิต และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งจากผลการประเมินศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการ (เช่น การประเมินดัชนีความพร้อมอุตสาหกรรมไทย หรือ Thailand i4.0 Index) ที่ผ่านมาพบว่า นอกเหนือจากมิติทางด้านเทคโนโลยีที่ภาครัฐให้การสนับสนุนแล้ว โรงงานส่วนใหญ่ยังมีความต้องการยกระดับองค์กรในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป โครงการนี้จึงตั้งเป้าที่จะเข้าไปช่วยเสริมแกร่งครอบคลุมทั้ง 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. มิติด้านองค์กร (Organization): การปรับโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมการทำงาน และกลยุทธ์การบริหารจัดการให้ยืดหยุ่น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล 2. มิติการดำเนินงานชาญฉลาด (Smart Operation): การนำเทคโนโลยี IoT, ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ กระทั่งลดความผิดพลาดและขยะในกระบวนการผลิต 3. มิติระบบ IT และการจัดการข้อมูล (IT System & Data Transaction): การเชื่อมโยงข้อมูลจากหน้าร้าน/หน้างานผลิตแบบ Real-time เพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว 4. มิติการเรียนรู้ของบุคลากร (Workforce Learning): การรีสกิล (Reskill) และอัปสกิล (Upskill) พนักงานทุกระดับให้เข้าใจระบบดิจิทัล และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สวทช. ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ประกอบการทุกท่านที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มขันจนได้เป็น 1 ใน 61 บริษัทนำร่องในครั้งนี้ การที่ทุกท่านเสียสละเวลามาร่วมทำ Workshop ตลอดระยะเวลา 2 วันเต็ม (10–11 สิงหาคม) ถือเป็นสิ่งยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและความมุ่งมั่นในการยกระดับองค์กรให้พร้อมรับมือกับยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล เพราะในปัจจุบันการบริหารโรงงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้จบอยู่แค่การลดต้นทุนหรือเพิ่มกำลังการผลิตแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่คือการปฏิรูปกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างยั่งยืน สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการ Workshop ครั้งนี้ ได้แก่ • แผน Roadmap ที่ใช้ได้จริง: ได้รับแผนการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital Transformation Roadmap) ที่ออกแบบให้เหมาะกับโจทย์และงบประมาณของแต่ละโรงงานโดยตรง • การคำนวณความคุ้มค่า (ROI): เรียนรู้วิธีการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการลงทุนดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรได้จริง • คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ: ได้รับการโค้ชชิ่งแบบใกล้ชิดจากทีมวิจัย สวทช. และอาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวด (Bottleneck) ในกระบวนการผลิตของตนเอง • เครือข่ายพันธมิตร (Connection): สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมนำร่องทั้ง 61 บริษัท เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือต้องการรับการประเมินความพร้อมและคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีการผลิตยั่งยืน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สวทช. หรือช่องทางเว็บไซต์ของ สวทช. www.nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. อพวช. แถลงจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ 69  ชูนวัตกรรม AI และเทคโนโลยีอนาคต พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ ย้ำความร่วมมือขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ
10 สิงหาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM  แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future”  วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน มุ่งใช้พลังวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาจริงของสังคม ยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมชูความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้ ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในโอกาสนี้ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางศรินยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 อย่างคับคั่ง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นับเป็นเวทีวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการสืบสานพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Intelligence in Science for a Sustainable Future สะท้อนการนำพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนและภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง รองรับโลกยุคใหม่ ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การผลักดันนโยบาย AI for All และการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสและพัฒนาประเทศต่อไป ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้ามาร่วมจัดแสดง เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างการเรียนรู้ให้คนไทย โดยภายในงานผู้เข้าชมจะได้สัมผัสนิทรรศการไฮไลต์ที่สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่พาผู้ชมเรียนรู้ศักยภาพของ AI ในโลกยุคใหม่ นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth: The invisible power) ที่เปิดโลกแร่ธาตุหายากซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงนิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) และนิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands) ที่เชื่อมโยงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อานวยการ อพวช. หรือ NSM  “ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Interactive Learning) เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยได้สนุกกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือคิด ลงมือทดลอง และค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ Science Lab เวิร์กชอป Coding & AI รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ปีนี้ NSM ยังเดินหน้าขยายโอกาสกสู่ภูมิภาค กับ งานมหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค 2 แห่ง ในระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน NSM Science Caravan ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมและการทดลองสุดสร้างสรรค์ พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ “Wings of the Northern Tales” และ “เพลิน ไทย ทอย” ที่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว ความรู้ และจินตนาการในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม” นอกจากนี้ NSM ยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ 2 เวทีสำคัญ ได้แก่ International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) และ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference (ASPAC Conference 2026) โดยมี 30 หน่วยงาน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมซึ่งรวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากนานาประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future”  วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน พบกับนิทรรศการแห่งอนาคตสุดล้ำ  นิทรรศการเทิดพระเกียรติ (Royal Pavilion) นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth: The invisible power) นิทรรศการAI Revolution: The New Human Edge นิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands)นิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) การเข้าร่วมแถลงข่าวครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สวทช.  ที่จะร่วมในการผนึกกำลังกับหน่วยงานเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมร่วมผลักดัน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ” ให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และส่งต่อองค์ความรู้ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจสู่สังคม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 10 ส.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569ปลดล็อกมาตรฐานนวัตกรรมไทย! ด้วย NQI สวทช.        สวทช. ดัน 5 ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ PTEC-NCTC-CTEC-NFED-TBES หนุนผู้ประกอบการไทยฝ่าด่านมาตรฐานสากลครอบคลุมทุกมิติ พร้อมรับมือกฎระเบียบสีเขียวและการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนที่เข้มงวดในตลาดโลก ... >> อ่านต่อจัดใหญ่! NECTEC-ACE 2026 ชวนค้นหา “บทต่อไป” ของเทคโนโลยีไทย 3 ก.ย. นี้            พบกับ 40+ “วิทยากร–หัวข้อสัมมนา–เทคโนโลยี” ในวันเดียว ณ พารากอนฮอลล์ สัมผัสฐานรากเทคโนโลยีตลอด 40 ปี สู่โซลูชันใช้จริงในทุกมิติของสังคม เปิดลงทะเบียนแล้ว https://www.nectec.or.th/ace2026/ ... >> อ่านต่อสวทช. ร่วมจัดนิทรรศการ “รักชาติ เฟสติวัล ครั้งที่ 9”: สวทช. โดยทีมวิจัยเนคเทค และเอ็มเทค นำผลงานด้านเทคโนโลยีความมั่นคง "ระบบตัดสัญญาณโดรน Drone Defender และสถานีชาร์จอัตโนมัติ" และ "เสื้อเกราะและเกราะยานพาหนะคอมโพสิตมาตรฐาน NIJ III/III+" เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ควบคู่กับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนเห็นบทบาทของงานวิจัยในการพัฒนาประเทศ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมงาน Eco Expo Asia 2026 วันที่ 26–29 ต.ค. ที่ฮ่องกง
🌱 สวทช. ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมงาน Eco Expo Asia 2026 ณ ฮ่องกง เปิดโอกาสสำหรับนักธุรกิจ ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ร่วมค้นหา เทคโนโลยี โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ 📅 26–29 ตุลาคม 2569 📍 AsiaWorld-Expo เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ พบกับเทคโนโลยีและโซลูชันในหลากหลายด้าน อาทิ ♻️ Circular Economy & Waste Management ⚡ New Energy & Energy Efficiency 🏢 Green Building Technology 🌏 Green Finance & ESG 🚗 Green & Smart Mobility 🚀 Start-up พร้อมร่วมงาน Eco Asia Conference เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อม ⏰ สมัครภายใน 28 สิงหาคม 2569 พร้อมเลือกรับ Hotel Sponsorship หรือ Travel Reimbursement ตามเงื่อนไข “Benefits of Mission Members by HKTDC” 📩 สอบถาม: ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ สวทช. brc@nstda.or.th | โทร. 02 564 7000 ต่อ 81855
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. โชว์ศักยภาพวิจัยนวัตกรรมสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ ต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ยกระดับเกษตรไทยและอุตสาหกรรม Pet Economy
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าต่อยอดผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ผ่านนวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ทั้งการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ การลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ วัสดุรักษ์โลก ระบบอัจฉริยะสำหรับฟาร์ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Pet Economy และเกษตรสมัยใหม่ของไทย เริ่มจากนวัตกรรมเพื่อเพื่อนรักสี่ขา ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนา “ขนมขัดฟันสุนัขเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี” โดยประยุกต์องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์อาหารและกระบวนการอัดรีด (เอ็กซ์ทรูชัน) เพื่อออกแบบโครงสร้างและปรับสูตรให้ขนมมีความแข็งเพิ่มขึ้นกว่าสูตรทั่วไปถึง 2 เท่า ช่วยให้สุนัขใช้เวลาเคี้ยวนานขึ้น ลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูน พร้อมส่งเสริมสุขอนามัยในช่องปากและลมหายใจสดชื่น อีกทั้งยังออกแบบกระบวนการผลิตให้สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้โดยใช้เครื่องจักรเดิม ช่วยให้ภาคเอกชนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับคนรักแมว เอ็มเทค ยังพัฒนา “ทรายแมวจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติจับตัวเป็นก้อน ดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ดี ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์รักษ์โลก   นอกจากผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงแล้ว สวทช. ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับบริษัท สระบุรีฟาร์ม จำกัด พัฒนา “นวัตกรรมอาหารเสริมสำหรับสุนัขจากสารสกัดโปรตีนจากรกสุกร” ด้วยเทคโนโลยีสกัดโปรตีนและกักเก็บสารสำคัญในรูปไมโครบีดส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร พร้อมยืนยันฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในระดับห้องปฏิบัติการ ก่อนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Tailly Tailly ซึ่งขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์แล้ว สะท้อนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ขณะเดียวกัน ในด้านการยกระดับกระบวนการผลิตสัตว์เศรษฐกิจ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนา “ระบบตรวจวัดและควบคุมกลิ่นอัจฉริยะสำหรับฟาร์มสุกร จากเทคโนโลยีก๊าซเซนเซอร์ GASSET” ที่สามารถตรวจติดตามความเข้มข้นก๊าซก่อให้เกิดกลิ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมสั่งการกระบวนการบำบัดและติดตามผล ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที สนับสนุนการยกระดับฟาร์มปศุสัตว์สู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตรฐานการเกษตรสมัยใหม่ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จากนวัตกรรมเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง วัสดุรักษ์โลก เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะสำหรับฟาร์ม ล้วนสะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการผลักดันผลงานวิจัยให้ก้าวพ้นห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรและ Pet Economy ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“INNO-AGRO” แพลตฟอร์มวิจัยและพัฒนายกระดับวัตถุดิบชีวภาพ สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร
สรุปใจความสำคัญ INNO-AGRO เป็นแพลตฟอร์มให้บริการวิจัยและพัฒนาแก่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อยกระดับวัตถุดิบชีวภาพของไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร ต่อยอดพืชเศรษฐกิจและทรัพยากรชีวภาพของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และจุลินทรีย์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและสารเคมีชีวภาพที่ตอบโจทย์ตลาดและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ ยกระดับผลิตภัณฑ์เดิม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับแนวทาง BCG Economy Model ให้บริการผู้ประกอบการแบบ One-stop Service ครอบคลุมการวิจัยและรับจ้างวิจัย การวิเคราะห์และทดสอบ การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี รวมถึงเชื่อมโยงแหล่งทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศเร่งออกนโยบายลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และผันตัวสู่ Climate Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่มุ่งลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้านทรัพยากรชีวภาพและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัย ด้วยเหตุนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้จัดตั้งทีมวิจัย “INNO-AGRO (อินโน-อะโกร)” เพื่อให้บริการแพลตฟอร์มยกระดับวัตถุดิบชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นวัตถุดิบเป้าหมายไปที่พืชเศรษฐกิจไทยอย่างอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ไทยอย่างมีประสิทธิภาพ INNO-AGRO เจาะลึกวัตถุดิบชีวภาพ วิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม INNO-AGRO คือ แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการวิจัยและพัฒนาการยกระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจร (one-stop solution provider) โดย INNO-AGRO ทำงานแบบบูรณาการสหสาขาการวิจัย ตั้งแต่การศึกษาศักยภาพของทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ INNO-AGRO มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพเดิมให้มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพใหม่ และการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้หรือของเสียจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบชีวภาพที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น จากเดิมประเทศไทยมักแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้น เช่น แปรรูปอ้อยเป็นน้ำตาล แปรรูปมันสำปะหลังเป็นแป้ง และแปรรูปปาล์มน้ำมันเป็นน้ำมันสำหรับการประกอบอาหาร INNO-AGRO ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อเสนอเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยใช้การบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพและกระบวนการทางเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อสิ่งแวดล้อม เอนไซม์เพื่อกระบวนการผลิตสีเขียว กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูง สารเคมีและวัสดุจากชีวมวล สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูงและโอลิโอเคมิคอล น้ำตาลฟังก์ชัน นอกจากนี้ INNO-AGRO ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ BCG Economy Model ที่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 มุม คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว INNO-AGRO เชื่อมภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และแหล่งทุน การพัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมต่อการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ไม่ได้อาศัยเพียงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักวิจัย แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยด้วย ดังนั้นพันธกิจหลักของนักวิจัยภายใต้แพลตฟอร์ม INNO-AGRO นอกจากการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนไทยแล้ว บุคลากรวิจัยภายใต้แพลตฟอร์มยังมีพันธกิจในการให้บริการการวิจัยและกิจกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบการไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การร่วมดำเนินโครงการวิจัยและรับจ้างวิจัย การให้บริการวิเคราะห์และทดสอบ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี โดย INNO-AGRO ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานภายในของ สวทช. เช่น โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแหล่งสนับสนุนงบประมาณและสิทธิพิเศษทางภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงการใช้บริการการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย INNO-AGRO มุ่งเป้าดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การผลิตมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังดัดแปร อ้อยและน้ำตาล ปาล์มและน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมกลางน้ำ เช่น การผลิตวัตถุดิบฟังก์ชัน เอทานอล ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดและเชื้อเพลิง รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมประเภทต่าง ๆ INNO-AGRO พร้อมเป็นพันธมิตรที่ให้บริการแบบครบวงจร ผู้ประกอบการที่สนใจใช้บริการ ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณพรรณทภรณ์ สิทธิ์พลางกูร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อีเมล pantaporn.sit@biotec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3306 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
กนอ. ร่วมกับ สวทช. หนุน SMEs ไทย ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อนาคต
กนอ.ร่วมกับ สวทช. หนุน SMEs ไทย ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อนาคตถ่ายทอดโซลูชันวิจัย เทคโนโลยี AI และวิศวกรรมขั้นสูง ในเวที I-EA-T : SMEs Growth Acceleration7 สิงหาคม 2569  ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  ให้เกียรติเปิดงาน "I-EA-T : SMEs Growth Acceleration : Technology Solution-Driven SMEs for Global Supply Chain"  จัดโดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก หรือ EECi โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรีดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการ EECi ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการจัดกิจกรรมร่วมกับ กนอ. นำทีมผู้บริหารและนักวิจัยร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และนำเสนอโซลูชัน ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของ ภาคการผลิตไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 การผลิตสีเขียว (Green Manufacturing) และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต  เสริมกำลังในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลก ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมรองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ "Bridging Innovation to Industry: บทบาท สวทช. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต" กล่าวถึง สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยแห่งชาติ จึงมุ่งทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม (Bridging Innovation to Industry)" ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม  โดยสะท้อนการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมใน 3 มิติหลัก ได้แก่การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech Ecosystem)การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Component Localization)การรับมือกับห่วงโซ่อุปทานโลกและการแข่งขันระหว่างประเทศ (Global Supply Chain & Competitiveness)ดร.เติมศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่ากฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) หลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) รวมถึงระเบียบด้านแบตเตอรี่และเครื่องใช้ไฟฟ้า (WEEE) กำลังทยอยมีผลบังคับใช้ในลักษณะ "ไล่ระดับ" ตั้งแต่ระยะเตรียมความพร้อม ไปจนถึงระยะบังคับใช้จริง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งประเมินสถานะปัจจุบันของตนเองเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากล (Baseline Assessment) ก่อนวางแผนปรับตัวพร้อมเสนอ หนึ่งในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านโมเดล "แซนด์บ็อกซ์" คือการทดลองแนวทางใหม่ แล้วจึงประเมินผลและขยายผลต่อ เพื่อให้มั่นใจว่ากฎเกณฑ์หรือมาตรฐานที่จะนำมาใช้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยจริงพลิกโฉมการผลิตด้วยนวัตกรรมและบริการวิศวกรรมขั้นสูงดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ เอ็มเทค สวทช. นำเสนอหัวข้อ "Solution Access 1: พลิกโฉมการผลิตด้วยนวัตกรรมและบริการวิศวกรรมขั้นสูง จาก สวทช." นำเสนอศักยภาพของศูนย์วิจัย สวทช. นอกจาก เอ็มเทค แล้ว   ยังมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)  ศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน (เอ็นเทค) และอีกหลายหน่วยงาน  ภายใต้ สวทช.   ได้แก่ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)   ได้นำเสนอโซลูชันการสนับสนุนผู้ประกอบการ ในด้านต่าง ๆ  เช่น การทดสอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบควบคุมมอเตอร์ และหน่วยควบคุมอื่น ๆ ด้วยเทคนิค Hardware-in-the-Loop ที่ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดระยอง ซึ่งสามารถจำลองสภาวะการใช้งานจริงบนยานยนต์ได้โดยไม่ต้องนำชิ้นส่วนไปติดตั้งจริง พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทดสอบการทดสอบความแข็งแรงโครงสร้างและความปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานสากล อาทิ UN R66 (ความแข็งแรงโครงสร้างรถโดยสาร) และ UN R140 ที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) ซึ่งกำลังจะเป็นข้อบังคับในอนาคตอันใกล้การทดสอบภาคสนามระดับยานยนต์ทั้งคัน ที่สนามทดสอบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครอบคลุมการทดสอบระบบลุยน้ำท่วมและการตรวจสอบความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้าทุกขนาด ตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบัส ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (TISI) ให้บริการทดสอบด้านความปลอดภัยต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จอีวีแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต 3 ระบบ ได้แก่ AlMind ระบบเฝ้าระวังกระบวนการหล่ออะลูมิเนียมความดันสูง เพื่อลดของเสียในโรงหล่อและแม่พิมพ์ Plate Smart ระบบเฝ้าระวังกระบวนการชุบโลหะแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ และระบบตรวจสอบสภาพเครื่องจักรเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) สำหรับมอเตอร์ ปั๊ม และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อความเสียหายบริการจัดการของเสียอุตสาหกรรมสู่วัตถุดิบใหม่ (End-of-Waste) ทำงานร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบที่ได้จากของเสียในโรงงาน ให้สามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อีกครั้งแพลตฟอร์ม Digital AI มุ่งสู่การผลิต 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียวจากนั้น ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สวทช. นำเสนอหัวข้อ "Solution Access 2: แพลตฟอร์ม Digital AI และกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อมุ่งสู่การผลิต 4.0 และอุตสาหกรรมสีเขียว" ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ Industry 4.0 ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยชี้ว่า AI จะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อโรงงานมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อมใช้งานภายในงานยังนำเสนอแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการแบบครบวงจรของ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ตั้งแต่การประเมินศักยภาพองค์กร การพัฒนาบุคลากร การทดสอบและสาธิตเทคโนโลยี ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโรงงานต้นแบบและศูนย์ทดสอบเทคโนโลยี ณ EECi จังหวัดระยองสวทช. ยังนำเสนอแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนและมาตรการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง อาทิ วงเงินสนับสนุนการติดตั้งแพลตฟอร์ม IoT มูลค่า 120,000 บาท การสนับสนุนโครงการผ่าน ITAP เงินช่วยเหลือสูงสุดร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ      การสนับสนุนสินเชื่อและการค้ำประกันสำหรับ SMEs รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากมาตรการ BOI 4.0 เพื่อเร่งการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นรูปธรรมนอกจากการนำเสนอมุมมองทางวิชาการแล้ว EECi  สวทช. ได้ร่วมจัดนิทรรศการ Solution Center เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์อย่างเป็นรูปธรรม  นำเสนอบริการครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่บริการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมบริการวิเคราะห์ทดสอบและ Testbedมาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์พร้อมโซนกิจกรรม NSTDA Business Matching : One-on-one Solution เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับคำปรึกษาและจับคู่ทางธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว อีกด้วยงาน "I-EA-T : SMEs Growth Acceleration : Technology Solution-Driven SMEs for Global Supply Chain" เป็นกิจกรรม ที่ มุ่งเน้นยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบ Supply Chain กับผู้ประกอบการรายใหญ่ (Big Brother) และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมออกบูธ และร่วมเสวนา ได้แก่ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) หรือ BIG สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank บริษัท Siemens บริษัท SAIC MOTOR-CP จำกัด หรือ MG บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้เพื่อบูรณาการงานวิจัยและอุตสาหกรรมแก้ปัญหา (Pain Point) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่นำไปสู่การใช้งานจริง รวมถึงผู้ประกอบการฯ เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการเจรจาธุรกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้อย่างตรงเป้าหมายการเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการเป็นพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย ITAP-ไบโอเทค จัดสัมมนาถ่ายทอดนวัตกรรมสัตว์น้ำ หนุนเกษตรกรลดต้นทุน-กู้วิกฤต
(7 สิงหาคม 2569) ณ โรงแรมเมอเวนพิค สุขุมวิท 15 กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) จับมือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสัตว์น้ำไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยขน “6 นวัตกรรมสัตว์น้ำพร้อมใช้” ส่งตรงจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อช่วยลดต้นทุน ควบคุมโรคระบาด และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 110 คน ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยเผชิญความท้าทายทั้งเรื่องโรคระบาด สภาพภูมิอากาศ และต้นทุนที่สูงขึ้น ไบโอเทคจึงมุ่งนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ให้เข้าใจเรื่องสัตว์น้ำ เชื้อโรค ไมโครไบโอม และภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรม บรรยากาศในงานเข้มข้นด้วยการเสวนาเจาะลึก เริ่มจากการถอดบทเรียนฟาร์มกุ้งยุคใหม่ โดย คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ จากสมาคมกุ้งไทย พร้อมเจาะลึกระบบภูมิคุ้มกันและการจัดการโรค โดย ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค ด้าน รศ.ดร.กิติญา วงษ์คำจันทร์ โอราน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมฉายภาพการดันนวัตกรรมจากหิ้งสู่ตลาด ขณะที่ ดร.เสจ ไชยเพ็ชร และ ดร.วณิลดา รุ่งรัศมี ทีมวิจัยไบโอเทค ร่วมถ่ายทอดเรื่องการควบคุมเชื้อโรค สภาพแวดล้อม และไมโครไบโอมในอาหารสัตว์น้ำ นอกจากนี้ คุณพีชยา จิระธรรมกิจกุล (ITAP) และ คุณธินีนุช ศรีจันทร์ (ไบโอเทค) ได้ร่วมชี้ช่องทาง “จากองค์ความรู้สู่ความร่วมมือ” โดย ITAP พร้อมเป็นสะพานเชื่อมจัดหาผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และงบสนับสนุนเพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชน ไฮไลต์สำคัญคือช่วงการนำเสนอนวัตกรรม 5 นาที (5-Minute Innovation Showcase) ที่เปิดตัว 6 นวัตกรรมพร้อมใช้จากไบโอเทค ได้แก่ นวัตกรรมไข่ผง AQ35 สารเสริมอาหารกุ้งยับยั้งเชื้อ EHP ลดปัญหากุ้งโตช้า โดย ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ, V-Bass โปรตีนเสริมภูมิคุ้มกันเร่งโตสำหรับปลากะพง โดย ดร.แสงจันทร์ เสนาปิน, EHP Strip Test ชุดตรวจเชื้อ EHP รู้ผลไวตรวจได้เองหน้าบ่อ โดย คุณกีรณา อยู่หัตถ์, ชุดตรวจแลมป์ (LAMP) เทคโนโลยีตรวจ DNA เชื้อโรคสัตว์น้ำความแม่นยำสูง โดย ดร.ณรงค์ อรัญรุตม์, Probiotic สัตว์น้ำ จุลินทรีย์สายพันธุ์ดีช่วยปรับสมดุลลำไส้และบำบัดน้ำ โดย ดร.ชุมพร สุวรรณยานนท์ และ ห้องปฏิบัติการขั้นสูง (AAA LAB) บริการตรวจวิเคราะห์และทดสอบโรคสัตว์น้ำครบวงจรมาตรฐานสากล โดย ดร.ปรัศนียาภรณ์ ปอศิริ ช่วงท้ายเปิดให้ลงมือทำจริงใน Learning Station ทั้งการตรวจสุขภาพกุ้งและผลิตอาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันปลา พร้อมเวที Innovation Networking ให้ผู้ประกอบการได้ปรึกษาโจทย์เทคโนโลยีและเจรจาธุรกิจกับนักวิจัยโดยตรง   ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรม ITAP สวทช. โทร. 0-2564-7000 ต่อ ITAP หรืออีเมล itap@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคการผลิต ร่วม Toyota Motor Asia ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
 วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ Toyota Motor Asia จ.สมุทรปราการ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงาน Toyota Renewable Energy Exhibition 2026 โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยีด้านวัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในเครือข่าย Toyota กว่า 280 โรงงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยและพัฒนาของประเทศ เดินหน้าเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กฟผ. ผนึก PTEC สวทช. เดินหน้า Battery Ecosystem เสริมความมั่นคงทางพลังงานขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน
กฟผ. ร่วมกับ PTEC สวทช. เดินหน้าบริหารจัดการแบตเตอรี่จากรถ EV ของประเทศครบวงจร นำแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งานมาถอดประกอบใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน และรีไซเคิลเป็นแบตเตอรี่สีเขียวนำกลับไปใช้งานใหม่ หนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC) ให้การต้อนรับ นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. พร้อมคณะสื่อมวลชนที่มาศึกษาดูงานโครงการวิจัยการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืนของ กฟผ. ร่วมกับ สวทช. ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. ก่อนเดินทางไปโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นายวฤต รัตนชื่น กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศไทย โดยมุ่งมั่นส่งเสริมการผลิตและการส่งจ่ายพลังงานสะอาดที่มั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนานวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ อีกทั้งยังสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างก้าวกระโดด ทำให้ กฟผ. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น แบตเตอรี่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และของเสียที่เกิดจากการใช้พลังงาน ฯลฯ ซึ่งแบตเตอรี่ถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายเนื่องจากประกอบด้วยโลหะหนักและสารเคมีหลายชนิด โดยร่วมมือกับพันธมิตรบูรณาการการบริหารจัดการทั้งระบบนิเวศเพื่อการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างยั่งยืน กฟผ. เดินหน้าบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจรตั้งแต่การถอดแบตเตอรี่ออกจากรถ EV หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ การรวบรวมโดยใช้กล่องนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ การตรวจสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าตามมาตรฐานความปลอดภัย การคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Battery Repurpose) หรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Battery Recycle) เพื่อผลิตแบตเตอรี่สีเขียวรุ่นใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคตของประเทศ โดย กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สวทช. ศึกษาพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ที่หมดอายุนำมาใช้กับระบบไฟฟ้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศึกษาพัฒนาโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมสจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด เพื่อศึกษากระบวนการคืนกลับโลหะมีค่าจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. ที่ใช้ในการคัดแยกและคัดกรองแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว (Second Life Battery) ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล อาทิ UN และ IEC ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบสภาพภายนอกและค่าความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ (State of Health : SOH) ที่แสดงระดับความสามารถในการกักเก็บและจ่ายพลังงานของแบตเตอรี่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณีแบตเตอรี่ที่ยังมีค่า SOH มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) สำหรับระบบไฟฟ้า ขนาด 100 kWh และ 20 kWh ซึ่ง กฟผ. และ สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนา Rack Control Unit (RCU) เป็นจุดศูนย์กลางในการควบคุมและสื่อสารกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานระบบ และระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System : BMS) อันเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมการทำงาน ซึ่งเมื่อประกอบเสร็จแล้วจะต้องทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลอาทิ IEC 63330 ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการนำมาใช้งานใหม่ IEC 63338 แนวทางพิจารณาในการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ และ UL 1974 การประเมินความปลอดภัย ก่อนนำไปใช้งาน กรณีที่แบตเตอรี่มีค่า SOH ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรือชำรุด จะถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Battery Recycle) และกระบวนการคืนกลับแร่สำคัญ (Recovery) ที่โรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขยายขนาด ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย เพื่อนำไปพัฒนาเป็นเซลล์แบตเตอรี่เขียวใหม่อีกครั้ง เนื่องจากภายในแบล็คแมสประกอบไปด้วยสารสำคัญหลายชนิดผสมกัน ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ ดังนั้นการที่ กฟผ. สามารถสกัดสารดังกล่าวออกมาได้จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทาง Circular Economy ที่สำคัญด้วยการนำแบตเตอรี่เก่ากลับมาทำให้มีประโยชน์และใช้งานจริงได้อีกครั้ง อีกทั้ง กฟผ. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี อย่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อยู่ระหว่างศึกษาความพร้อมของพื้นที่ที่มีศักยภาพ และรูปแบบการดำเนินการ เพื่อเตรียมการรองรับนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร รวมถึงแร่ที่มีมูลค่าให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย (Circular Economy) และร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เดินหน้าโครงการศึกษาแนวนโยบาย กฎหมายและมาตรการเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในประเทศไทย ศึกษา วิเคราะห์ ข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเป็นรายงานเพื่อนำเสนอเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพราะปัจจุบันไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและจัดการแบตเตอรี่ทั้งกระบวนการ ไทยจึงควรเร่งผลักดันให้เกิดระบบการสืบย้อนกลับข้อมูลแบตเตอรี่ (Battery Passport) และการกำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีความรับผิดชอบต่อแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility) โดยดูแลตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งเลิกใช้งาน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศไทยในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
หลักสูตร ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และวางแผนเชิงกลยุทธ์ : ThinkSmart: Creative & Strategic Planning Mastery
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ThinkSmart: Creative & Strategic Planning Mastery (CSPM) พัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับศักยภาพการทำงานในองค์กร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย Career for the Future Academy ขอเชิญผู้บริหาร หัวหน้างาน บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมหลักสูตร "ThinkSmart: Creative & Strategic Planning Mastery (CSPM)" หลักสูตรที่ออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมแนวคิดเชิงบวกและการคิดวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้การเชื่อมโยงแนวคิดสร้างสรรค์เข้ากับกระบวนการกำหนดเป้าหมาย การวางกลยุทธ์ และการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กร พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการคิดที่สำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ Positive Thinking, Systematic Thinking และ Analytical Thinking เพื่อสร้างแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพและรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน หลักสูตรนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.วัลลภ ใหญ่ยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร รวมถึงการบริหารการสื่อแวดล้อม มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เชิงปฏิบัติ รายละเอียดการอบรม หลักสูตร: ThinkSmart: Creative & Strategic Planning Mastery (CSPM) วันที่: 21 สิงหาคม 2569 สถานที่: โรงแรมอมารี กรุงเทพ (ประตูน้ำ) หรือเทียบเท่า ค่าลงทะเบียน: 5,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อาหารว่าง และอาหารกลางวัน) ผู้ที่เหมาะสม ผู้บริหารและหัวหน้างาน บุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์และการวางแผน ผู้สนใจเพิ่มศักยภาพในการคิดวิเคราะห์และการสร้างสรรค์เพื่อการทำงาน ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดหลักสูตรและลงทะเบียนได้ที่www.career4future.com/cspm สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคุณภา โทรศัพท์ 085-289-2669LINE ID: maiys19
ปฏิทินกิจกรรม