ผลการค้นหา :
อว. โดย สวทช. ผนึก บพข. ปลดล็อกนวัตกรรมไทยสู้ศึกการค้าโลก ดันโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ฯ “NQI” จุดพลุ IDEs ขยายผลงานวิจัยสู่ตลาดจริง
สวทช. จับมือ บพข. และกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที “Thailand Standards & Quality Forum 2026” ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs) ชูหัวใจสำคัญ “มาตรฐานสากล” คือใบเบิกทางนำเทคโนโลยี Deep Tech ออกจากห้องแล็บสู่การใช้งานจริง ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
(วันที่ 21 เมษายน 2569) ณ ห้องประชุมโฟร์ริเวอร์ส โรงแรม รามาดา พลาซา บาย วินด์ แฮม แบงคอก แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ ถ.เจริญกรุง กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน Thailand Standards & Quality Forum 2026 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ผ่านมาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 21- 22 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ภายใต้การจัดการของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสากล และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย สู่ตลาดโลก
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า งาน Thailand Standards & Quality Forum 2026 จัดขึ้นเพื่อรวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน NQI เพื่อร่วมกันอัปเดตเทรนด์มาตรฐานสากล พร้อมทั้งถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง ในการก้าวข้ามข้อกําหนดและด่านมาตรฐานต่าง ๆ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติในรูปแบบ workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถนําไอเดียมาต่อยอด สู่ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานได้จริง
ทั้งนี้ด้วย สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และพบความท้าทายว่างานวิจัยที่ดีจะก้าวไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร ซึ่งคำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “คิดค้น” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี หรือ Technology Readiness Level (TRL) จากแนวคิดไปสู่ความพร้อมใช้งานจริง ดังนั้น “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ต้องพิสูจน์ได้ และเชื่อถือได้ สวทช. จึงวางบทบาทสนับสนุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ หรือ National Quality Infrastructure (NQI) ทั้งในด้าน Lab Testing, Certification และ Sandbox เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ โดยมีเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยง Ecosystem ตั้งแต่นักวิจัยไปจนถึงผู้ใช้งานจริง ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยที่ดี สามารถก้าวออกจากห้องทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้เร็วยิ่งขึ้น
ด้าน ผศ. ดร.วิรัชญา จันพายเพ็ชร ผู้อำนวยการแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศ เพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ (Innovation Driven Enterprises : IDEs) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงาน รวพ. กล่าวว่า การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ IDEs ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย บพข. มุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยที่ไม่ได้มองแค่ความใหม่ของนวัตกรรม แต่วัดจากความเชื่อมั่นที่สร้างได้ในทุกขั้นตอน การส่งเสริมเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และการทำงานผ่านหน่วยงานตัวกลาง (Intermediary) จะเป็นตัวเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อสร้างอนาคตของนวัตกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
โอกาสนี้ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ“เจาะลึกมาตรฐานโลก 2026: วิสัยทัศน์และเทรนด์การค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรู้” ให้ทัศนะต่อทิศทางการค้าโลกในปี 2026 โดยระบุว่า มาตรฐานในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางเทคนิคหรือระเบียบปฏิบัติทั่วไป แต่คือ “ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ” ที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจแบบครบวงจรเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดสากล ซึ่งหัวใจของการยกระดับจาก Local To Global คือการเปลี่ยนนวัตกรรมจากระดับแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดทั่วโลกให้การยอมรับ โดยต้องอาศัยการทดสอบและการรับรองมาตรฐานสากลเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความเชื่อมั่น
ม.ล.ภาสกร ยังย้ำว่าเทรนด์การค้าในอนาคตจะมุ่งเน้นการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพอย่างเข้มงวดมากขึ้น การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ หรือ NQI จึงถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้า และช่วยให้สินค้าไทยสามารถขยายผลสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความเชื่อมั่นที่สร้างขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตตามกรอบมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ภายในงาน “Thailand Standards & Quality Forum 2026” เต็มไปด้วยความเข้มข้นของเนื้อหาที่ผสานทั้งมุมมองเชิงกลยุทธ์ กฎระเบียบและการอบรมเชิงปฏิบัติการไว้อย่างครบวงจร โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เวทีเสวนา “Innovation Compliance Synergy” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ทดสอบชั้นนำของ สวทช. ทั้งด้านการวิเคราะห์ทดสอบ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้าน พิษวิทยา และงานวิศวกรรม มาร่วมถ่ายทอดกรณีศึกษาในการปลดล็อกนวัตกรรมไทยให้ฝ่าด่านมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับกิจกรรม “Quality-Driven Innovation Workshop” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้นำไอเดียมาลงมือปฏิบัติจริงพร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงวิธีการทำให้สินค้าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs) ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. หนุนเด็กไทยโชว์ศักยภาพระดับเอเชีย JAXA นำ 2 ไอเดียทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS
สรุปสาระสำคัญ
เยาวชนไทย 2 ทีม ผู้ผ่านเข้ารอบจากการนำเสนอแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เดินทางไปรับชมการถ่ายสดการทดลองโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ที่ห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น
2 หัวข้อที่ผ่านเข้ารอบ คือ การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ และการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ
ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ นักบินอวกาศ NASA เป็นผู้ทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยเยาวชนไทยได้รับโอกาสในการสื่อสารกับนักบินอวกาศขณะทำการทดลองด้วย
เยาวชนไทยสะท้อนการได้รับชมการทดลองและสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ช่วยให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งนำไปใช้ต่อยอดการทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคตได้
รองผู้อำนวยการ สวทช. สะท้อน ประสบการณ์ที่ดีเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและนำมาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต
วงการวิทยาศาสตร์ยินดี 2 ทีมเยาวชนไทย JAXA นำไอเดีย "ฮาร์มอนิก-สะพานของเหลว" ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ร่วมกับไอเดียของเยาวชนอีก 8 ชาติ จากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีนักบินอวกาศนาซาเป็นผู้ทดลอง สวทช.-เอกชน ปลื้มหนุนเยาวชนด้านเทคโนโลยีอวกาศ
[caption id="attachment_82915" align="aligncenter" width="750"] นายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์, นายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล, นายชนกันต์ เฉยสอาด,นายกฤติน เกตานนท์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และนายธนกฤต โพธิปักขิย์[/caption]
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พาเยาวชนไทย 6 คน (2 ทีม) เข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ณ ประเทศญี่ปุ่น หลังแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำของเยาวชนไทย 2 หัวข้อได้รับคัดเลือกไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ร่วมกับอีก 9 หัวข้อโดยเยาวชนจากออสเตรเลีย บังกลาเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
[caption id="attachment_82900" align="aligncenter" width="350"] ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้วที่ สวทช. ร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศแก่เยาวชนไทยผ่านโครงการ Asian Try Zero-G ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเสนอหัวข้อการทดลองวิทยาศาสตร์ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) พร้อมสมมติฐานและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คณะกรรมการจากทาง JAXA คัดเลือกหัวข้อที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่องค์ความรู้ใหม่ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยในครั้งนี้ ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ (Christopher L. Williams, Ph.D.) นักบินอวกาศจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เป็นผู้ทำการทดลอง
"สำหรับไอเดียการทดลองจำนวน 2 เรื่องที่ได้ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ได้แก่ การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Studying the behavior of simple harmonic motion in the spring and rope in microgravity conditions) นำเสนอโดย นายธนกฤต โพธิปักขิย์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และนายกฤติน เกตานนท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา และการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Dynamics of liquid bridge in microgravity) นำเสนอโดยนายชนกันต์ เฉยสอาด และนายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
"ตัวแทนเยาวชนไทยทั้ง 6 คน ได้เข้าชมการถ่ายทอดสดการทดลอง ณ ห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 15.00-19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเยาวชนได้มีโอกาสพูดคุย นำเสนอแนวคิดการทดลองกับนักบินอวกาศนาซาโดยตรง และได้ลุ้นผลการทดลองที่ตนเองได้ตั้งสมมติฐานไว้ รวมทั้งยังได้เห็นแนวคิดและผลการทดลองจากเพื่อนๆ ชาติอื่น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก หวังว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและนำมาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต”
นายธนกฤต โพธิปักขิย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ตัวแทนทีมเสนอไอเดียการศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ กล่าวว่า การได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความภูมิใจของตนและเพื่อน ๆ ในทีมอย่างมาก ที่ได้นำแนวคิดการทดลองวิทยาศาสตร์มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักบินอวกาศทั้งจาก NASA และ JAXA รวมถึงเพื่อน ๆ จากนานาชาติ
[caption id="attachment_82911" align="aligncenter" width="750"] นายธนกฤต โพธิปักขิย์ (กลาง) และทีม นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์[/caption]
“การทดลองที่ทีมเรานำเสนอเป็นการผูกเส้นเชือกไว้ที่กึ่งกลางของสปริงที่ตั้งในแนวตั้ง โดยนักบินอวกาศจะใช้มือข้างหนึ่งจับเส้นเชือกแบบหลวม ๆ ให้มีลักษณะเหยียดตรงออกไปในแนวขนานกับพื้น ขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงสปริงให้ยืดขึ้นแล้วปล่อยลง เพื่อดูว่าแรงสั่นของสปริงจะส่งต่อไปยังเส้นเชือกอย่างไรบ้าง โดยทีมตั้งสมมติฐานว่า ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำแรงสั่นจากสปริงจะทำให้เกิดคลื่นในเส้นเชือกที่ปรากฏแนวคลื่นให้เห็นชัดเจนกว่าบนโลก ซึ่งผลที่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย คือ เส้นเชือกมีการเคลื่อนกลับเข้าหาสปริง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ผล ก่อนนำเสนอผลการทดลองต่อคณะกรรมการในเดือนพฤษภาคมนี้”
[caption id="attachment_82898" align="aligncenter" width="750"] ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ ทำการทดลองเรื่อง “การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Studying the behavior of simple harmonic motion in the spring and rope in microgravity conditions)”[/caption]
[caption id="attachment_82910" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายในห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ขณะเยาวชมรับชมภาพการทดลองที่ถ่ายสดจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption]
ด้าน นายชนกันต์ เฉยสอาด นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนทีมเสนอไอเดียการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ กล่าวว่า การได้รับชมการทดลองหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ และสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ร่วมกับเพื่อน ๆ อีก 10 ทีม ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างมาก อีกทั้งการได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดการทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต
[caption id="attachment_82912" align="aligncenter" width="750"] นายชนกันต์ เฉยสอาด (ซ้าย) และทีม นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์[/caption]
“สำหรับหัวข้อการทดลองที่ทีมนำเสนอ เป็นการหยดน้ำลงบนวัตถุชิ้นหนึ่ง จากนั้นนำวัตถุอีกชิ้นมาแตะที่ด้านบนของหยดน้ำ แล้วค่อย ๆ ยกขึ้น เพื่อสังเกตว่าหยดน้ำจะสามารถยืดตัวโดยไม่ขาดจากกันได้ไกลเพียงใด ทั้งนี้มีการแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้วัตถุทั้งสองชิ้นเป็นอะลูมิเนียม ส่วนครั้งที่สองใช้การหยดน้ำลงบนวัตถุที่เป็นอะลูมิเนียม แล้วใช้วัตถุที่เป็นไม้ในการแตะหยดน้ำเพื่อทดสอบการยืดตัว ผลจากการทดลองทั้งสองครั้งพบว่าหยดน้ำสามารถยืดตัวได้มากกว่าบนพื้นโลก แต่ยังไม่มากเท่ากับที่คำนวณและตั้งสมมติฐานไว้ ทั้งนี้ทีมจะนำผลไปวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว เพื่อสรุปผลต่อไป”
[caption id="attachment_82899" align="aligncenter" width="750"] ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ ทำการทดลองเรื่อง “การศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Dynamics of liquid bridge in microgravity)”[/caption]
[caption id="attachment_82909" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายในห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ขณะเยาวชมรับชมภาพการทดลองที่ถ่ายสดจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption]
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการเข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 เยาวชนไทยทั้ง 6 คน ยังได้เข้าเยี่ยมชม Space Dome ของ JAXA ซึ่งเป็นศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีและภารกิจด้านอวกาศที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการเยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยีต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งการได้เปิดโลกการเรียนรู้และได้แลกเปลี่ยนกับบุคลากรไทยที่ปฏิบัติงานในองค์กรระดับโลกเช่นนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองต่อเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศให้แก่เยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่สนใจร่วมติดตามข้อสรุปผลการทดลองครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรมดี ๆ ในโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education
[caption id="attachment_82913" align="aligncenter" width="500"] คุณมาซากิ ชิราคาวะ (Mr. Masaki Shirakawa) ผู้อำนวยการศูนย์การใช้ประโยชน์คิโบ แจ็กซา, นายกฤติน เกตานนท์, นายธนกฤต โพธิปักขิย์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และ ดร.โนริชิเงะ คานาอิ (Norishige Kanai, M.D.) นักบินอวกาศแจ็กซา[/caption]
[caption id="attachment_82914" align="aligncenter" width="500"] คุณมาซากิ ชิราคาวะ (Mr. Masaki Shirakawa) ผู้อำนวยการศูนย์การใช้ประโยชน์คิโบ แจ็กซา, นายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์, นายชนกันต์ เฉยสอาด, นายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล และ ดร.โนริชิเงะ คานาอิ (Norishige Kanai, M.D.) นักบินอวกาศแจ็กซา[/caption]
[caption id="attachment_82902" align="aligncenter" width="500"] เยาวชนจากนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น[/caption]
[caption id="attachment_82901" align="aligncenter" width="500"] ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 จากนานาชาติ ที่นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ผ่านทางออนไลน์[/caption]
[caption id="attachment_82906" align="aligncenter" width="500"] Space Dome ศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีและภารกิจด้านอวกาศที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น[/caption]
[caption id="attachment_82907" align="aligncenter" width="500"] บรรยากาศในโมดูล Kibo (คิโบะ) จำลอง ห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption]
[caption id="attachment_82908" align="aligncenter" width="500"] บรรยากาศในโมดูล Kibo (คิโบะ) จำลอง ห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption]
[caption id="attachment_82905" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption]
[caption id="attachment_82904" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption]
[caption id="attachment_82903" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, JAXA และ Thai PBS
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน พลังขับเคลื่อนการบินคาร์บอนต่ำ
มาร่วมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการบินคาร์บอนต่ำ ด้วย SAF (Sustainable Aviation Fuel) เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเร่งเดินหน้าพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของ SAF ให้สอดคล้องกับมาตรการ ICAO CORSIA เพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมการบินไทยรับมือกฎระเบียบสากลในปี พ.ศ. 2570 พร้อมพัฒนาพลังงานสะอาดใหม่ เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานการบินสะอาดของอาเซียน
.
พบกับทีมวิจัยและการสัมมนาที่เกี่ยวกับการพัฒนา SAF ได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 20 เม.ย. 2569
ร้อนไม่ไหว! นาโนเทค สวทช. เปิด 3 นวัตกรรมลดใช้พลังงานสู้ร้อน
"โซลาร์เซลล์วัสดุเบา - น้ำยาเคลือบแผงโซลาร์กันฝุ่น - สีและสารเคลือบลดความร้อน” ช่วยลดใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero ประเทศไทย ...
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
ปลดล็อกขีดความสามารถฟาร์มไทย
ITAP และ เนคเทค สวทช. จัดสัมมนาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี HandySense ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ตัวช่วยเกษตรกร บริหารจัดการฟาร์มแม่นยำจากข้อมูลจริง เน้นการใช้ทรัพยากรคุ้มค่า-ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ... >> อ่านต่อ
สวทช. คว้ารางวัลดีเด่นพิเศษด้านขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ปี 69 : ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นตัวแทนองค์กรเข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ “รางวัลบุคคล องค์กรเครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569” จากปลัดกระทรวง พม. จากผลงาน“Nirun for Community” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพื่อการขนส่งคาร์บอนต่ำ
นักวิจัยเอ็นเทค สวทช. พัฒนา ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า สามารถเติมในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ เป็นการใช้เชื้อเพลิงที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหมาะกับภาคการขนส่งที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
.
พบกับ H-FAME พร้อมทีมนักวิจัยได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี 👉 www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
“MOF” วัสดุแห่งอนาคต จากของเสียสู่วัสดุมูลค่าสูง
สรุปสาระสำคัญ
MOF วัสดุแห่งอนาคต ออกแบบโครงสร้างได้ในระดับนาโน
นักวิจัย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีผลิต MOF ต้นทุนต่ำจากของเสีย
ใช้งานได้ทั้ง อุตสาหกรรมพลังงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และเพื่อสุขภาพและการแพทย์
มุ่งสู่ ไทยทำ ไทยใช้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ
“ถ้าเราสามารถสร้างวัสดุขึ้นมาใหม่โดยกำหนดได้ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างไปจนถึงสมบัติทางเคมีในระดับนาโนเมตร เราจะใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นได้มากขนาดไหน” นี่คือแนวคิดจุดตั้งต้นของการพัฒนา Metal-Organic Framework หรือ MOF (มอฟ) วัสดุผสมระหว่างโลหะกับสารอินทรีย์ที่ออกแบบโครงสร้างและสมบัติให้มีความจำเพาะได้ ที่นักวิจัยในหลายประเทศทั่วโลกพัฒนากันมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) จนทุกวันนี้มีนวัตกรรมวัสดุ MOF ที่หลากหลาย ทั้งเพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ยกระดับอุตสาหกรรมพลังงาน หรือกระทั่งใช้เป็นวัสดุทางด้านสุขภาพและการแพทย์ แต่ก็ยังมีอุปสรรคสำคัญ คือ “ต้นทุนการผลิตที่สูงเกินกว่าจะใช้ประโยชน์วัสดุนี้ในระดับอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต MOF ในเครื่องปฏิกรณ์แบบไหลต่อเนื่อง (continuous flow reactor) และเทคโนโลยีการผลิต MOF จากของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้ง มุ่งตอบโจทย์ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.)
[caption id="attachment_82821" align="aligncenter" width="500"] ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า MOF เป็นวัสดุผสมระหว่างโลหะกับสารอินทรีย์ โดยโลหะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อม (node) ขณะที่สารอินทรีย์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม (linker) ระหว่างโลหะแต่ละจุด ทำให้วัสดุมีลักษณะเป็นโครงข่ายสามมิติที่มีรูพรุนจำนวนมาก โดยในการผลิตหากเลือกใช้โลหะ สารอินทรีย์ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้วัสดุมีสมบัติต่างกันไปด้วย
“แม้ MOF จะเป็นวัสดุนวัตกรรมที่มีสมบัติโดดเด่นและมีศักยภาพสูงในหลายอุตสาหกรรม แต่การนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมยังไม่แพร่หลายนัก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่โดยทั่วไปนิยมใช้การสังเคราะห์แบบเป็นรอบ (batch synthesis) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและการควบคุมกระบวนการ ทำให้เมื่อผู้ผลิตพยายามเพิ่มขนาดการผลิตมักเกิดปัญหาการควบคุมอุณหภูมิและสภาวะปฏิกิริยา ส่งผลให้อัตราผลผลิต (yield) ลดลงจากระดับสูงร้อยละ 90–98 เหลือเพียงประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น”
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตรูปแบบใหม่โดยใช้ continuous flow reactor ซึ่งเป็นระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่ควบคุมการไหลของสารตั้งต้นและสภาวะปฏิกิริยาได้อย่างสม่ำเสมอขึ้น
ดร.ชลิตา อธิบายเพิ่มเติมว่า จุดเด่นสำคัญของการสังเคราะห์แบบ continuous flow คือ การควบคุมการถ่ายเทความร้อนและอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้อย่างแม่นยำ กล่าวคือแม้วิธีการนี้จะมีอัตราการผลิตต่อหน่วยเวลาอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่การที่ผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีอัตราผลผลิตสูงถึงร้อยละ 98 จะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตจากหลักกรัมต่อชั่วโมงเป็นระดับกิโลกรัมต่อชั่วโมงได้อย่างมีเสถียรภาพ
“เทคโนโลยีการผลิตดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่นสูง ประยุกต์ใช้กับการผลิต MOF สูตรต่าง ๆ ได้หลากหลาย ที่สำคัญเป็นระบบเครื่องจักรที่พัฒนาและผลิตได้ภายในประเทศ จึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรราคาแพงจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมในอนาคตได้เป็นอย่างดี”
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดด้านการผลิต ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้พัฒนาสูตรการผลิต MOF ที่เหมาะแก่การผลิตด้วยเทคนิค continuous flow reactor อีกหลายชนิด โดยสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การลดต้นทุนวัตถุดิบ และการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีมากและหาได้ง่ายในประเทศไทย
ดร.ชลิตา เล่าถึงผลงานแรกที่ทีมวิจัยพัฒนาว่า เป็น MOF ที่ผลิตจากขยะขวดพลาสติกประเภท PET เพราะในพลาสติกชนิดนี้มีกรดเทเรฟทาลิก (terephthalic acid) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่นำมาใช้ในการผลิต MOF ได้ โดยทีมวิจัยผลิต MOF ได้ 2 สูตร คือ MIL-53 (มิล-53) และ UiO-66 (ยูไอโอ-66) ที่มีสมบัติในการกักเก็บสารมีเทนได้อย่างปลอดภัย เหมาะแก่การใช้เป็นวัสดุในถังบรรจุเชื้อเพลิงสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี
“อีกตัวอย่างเด่น คือ การผลิต MOF โดยใช้เศษออกไซด์ของเหล็กที่เป็นของเสียจากกระบวนการรีดเหล็กร้อน ในอุตสาหกรรมเหล็ก โดย MOF ที่ทีมวิจัยผลิตได้ คือ MIL-100 (มิล-100) ที่มีสมบัติในการดูดซับ VOCs ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีระเหยง่ายที่มักพบในสีทาบ้านและเฟอร์นิเจอร์ โดยหากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่สูดดม VOCs เข้าไปในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ MIL-100 จึงเป็น MOF ที่เหมาะแก่การประยุกต์ใช้งานกับเครื่องกรองอากาศและเครื่องปรับอากาศ
“นอกจากนี้ MIL-100 ยังมีสมบัติเร่งปฏิกิริยาเพื่อเปลี่ยนกลุ่มแก๊สอันตรายอย่างไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ให้เป็นแก๊สไนโตรเจนที่มีอยู่ทั่วไปในอากาศได้ด้วย ทั้งนี้ไนโตรเจนออกไซด์เป็นแก๊สอันตรายเพราะสามารถทำปฏิกิริยากับสารต่าง ๆ ในอากาศแล้วแปรสภาพไปเป็นฝุ่น PM2.5 ได้ MIL-100 จึงเหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้งานกับระบบบำบัดมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม”
[caption id="attachment_82819" align="aligncenter" width="500"] UiO-66 (ยูไอโอ-66) มีสมบัติในการกักเก็บสารมีเทนได้อย่างปลอดภัย[/caption]
นอกจากตัวอย่าง MOF เพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยยังได้พัฒนา MOF ชนิด Copper-BDC (คอปเปอร์-บีดีซี) เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ด้วย
ดร.ชลิตา เล่าว่า ผลงานนี้เกิดขึ้นจากการนำทองแดงที่ตกค้างในน้ำยากัดแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกรดเทเรฟทาลิกจากขวดพลาสติก PET มาใช้ในการผลิต Copper-BDC ที่มีสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยใช้ไอออนของทองแดงในการทำลายโครงสร้างของเชื้อ MOF ชนิดนี้จึงเหมาะแก่การใช้ผลิตเป็นฟิล์มเคลือบพื้นผิวจุดที่มีการสัมผัสบ่อยในพื้นที่สาธารณะ เช่น ปุ่มกดลิฟต์ โดยที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ Copper-BDC ไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อก่อโรคที่มีความรุนแรงสูงแล้ว 2 ชนิด คือ ไวรัสโคโรนาและไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสซึ่งเป็นไวรัสก่อโรคมือ เท้า ปาก
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญที่ทีมวิจัยกำลังผลักดัน คือ การพัฒนา MOF สำหรับดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน
ดร.ชลิตา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำ MOF ชนิด CALF-20 ซึ่งมีการพัฒนาสูตรการผลิตขึ้นในต่างประเทศมาวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยมุ่งพัฒนาสูตรให้ผลิตได้รวดเร็ว อัตราผลผลิตสูง และขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง ปัจจุบันกำลังร่วมกับบุคลากรวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการพัฒนาเครื่องต้นแบบระบบดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
“ในระยะต่อไปทีมวิจัยยังมีแผนมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต MOF ไปสู่ระดับการใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อการนำ MOF ไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพและการแพทย์ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จาก MOF อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต MOF ทุกสูตรดังที่กล่าวถึงข้างต้น และเทคโนโลยีการผลิต MOF ด้วยเทคนิค continuous flow reactor แล้ว”
ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ MOF รวมถึงรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร อีเมล chalita@nanotec.or.th หรือพูดคุยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากนักวิจัยได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ซึ่งจะจัดขึ้น ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในวันที่ 24–28 เมษายนนี้
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย นาโนเทค สวทช. และภาพจาก Freepik
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 13 เม.ย. 2569
"อ.เชน" ลั่น ไทยต้องชนะ Tech War! กาง 8 ยุทธศาสตร์อัปเกรดนวัตกรรมดัน "เวลเนส" เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ชูระบบนิเวศนวัตกรรม เชื่อม "นักคิด-นักปฏิบัติ" ดึง deep Tech สร้างรายได้สูง ...>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569
อว. ลงนามความร่วมมือประวัติศาสตร์ดึง Lumentumวางรากฐาน "โฟโตนิกส์" ครบวงจร พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย สวทช. - ม.มหานคร ผนึกกำลัง Lumentum ปั้นห้องแล็บอัจฉริยะและกำลังคนทักษะสูง เลิกเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิต แต่มุ่งเป้าเป็นฮับนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ... >> อ่านต่อ
สวทช. รับเข็ม "เสมาคุณูปการ" ชูระบบ Thai School Lunch ยกระดับโภชนาการเด็กไทย : ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ. สวทช. รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” ปี 2569 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ หัวหน้าทีมผู้พัฒนาระบบ Thai School Lunch เพื่อขับเคลื่อนโภชนาการเด็กไทย ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
นาโนเทค สวทช. ชูนวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน ลดใช้ไฟ-เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสะอาด รับมือสภาพอากาศร้อนจัด
ท่ามกลางสถานการณ์อากาศร้อนจัดที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศแตะระดับสูงสุดต่อเนื่อง และความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย นาโนเทค สวทช. ต่อยอดนวัตกรรมตอบโจทย์วิกฤตอย่าง สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร, น้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น และเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ ในฐานะเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ สร้าง “ทางเลือกเชิงเทคโนโลยีเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน” ที่มุ่งลดการใช้ไฟฟ้าจากต้นทาง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานสะอาดในระยะยาว
ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้อย่างรวดเร็ว คือทางออกที่สามารถดำเนินการได้ด้วยศักยภาพของนักวิจัยไทย เพื่อสร้าง “ทางเลือกเชิงเทคโนโลยี” ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
“ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาโนเทคพร้อมนำผลงานวิจัยที่พร้อมใช้มาต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน นาโนเทคได้มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยในกลุ่ม Water and Environment Solutions ครอบคลุมทั้งการจัดการน้ำ คุณภาพอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช. ชี้
ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน (HMNP) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า เมษายนเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายด้านพลังงานมากที่สุดของปี ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ในขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้ายังต้องเจอแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยีภายใต้กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโนของนาโนเทค อย่างเทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nanocoating) สามารถช่วยลดภาระระบบไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
“หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ คือ การลดความต้องการใช้พลังงาน (Energy Demand) โดยตรง ผ่านสีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อน ซึ่งออกแบบให้มีการสะท้อนรังสีอาทิตย์สูงและการคายความร้อนสู่ภายนอกได้ดี ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิภายในอาคารลดลง ช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ จากผลการทดสอบพบว่าสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวอาคารได้สูงสุด 3-4 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด และลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศได้สูงสุด 15%” ดร.พิศิษฐ์กล่าว พร้อมชี้ว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะกับการใช้งานในอาคารที่มีภาระการทำความเย็นสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับการผลักดันคือ เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cells) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุสารกึ่งตัวนำโครงสร้างเพอรอฟสไกต์เป็นชั้นดูดกลืนแสง โดยจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้เมื่อเทียบกับโซลาร์เซลล์ซิลิกอนแบบดั้งเดิม คือใช้วัสดุน้อยกว่า ผลิตได้ด้วยกระบวนการอุณหภูมิต่ำกว่า มีน้ำหนักเบา และมีสมบัติกึ่งโปร่งแสง อีกทั้งสามารถออกแบบให้เป็นแผ่นโค้งงอ ทำให้ใช้งานได้บนพื้นผิวที่หลากหลาย กลายเป็นโอกาสใหม่ในการต่อยอดใช้ประโยชน์ ซึ่งในอนาคต อาจจะเห็นกระจกอาคารสูงหรือบ้านเรือนทั่วไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์เซลล์แบบมือถือที่น้ำหนักเบาจนพกไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ทุกที่ หรือผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่น (flexible electronics) และอุปกรณ์พลังงานต่ำที่ต้องการแหล่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เช่น เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม หรืออุปกรณ์ไร้สายภายในอาคาร รวมถึงการพัฒนาเป็น เซลล์แสงอาทิตย์แบบแทนเด็ม (Tandem Solar Cells) ร่วมกับซิลิกอน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้นอีกขั้น
อย่างไรก็ตาม ดร.พิศิษฐ์ชี้ว่า การพัฒนาเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้างยังต้องเร่งยกระดับความเสถียรต่อความร้อน ความชื้น แสง และอายุการใช้งานระยะยาว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา
นาโนเทคยังพัฒนาน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น (Anti-Dust Nano Coating for Solar Panels) เพื่อช่วยลดการเกาะของฝุ่นและสิ่งสกปรกบนพื้นผิวแผง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ soiling effect ที่ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในสภาวะใช้งานจริง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีค่าการส่องผ่านแสงสูง สามารถเคลือบได้โดยตรงบนผิวแผงโดยไม่ต้องเตรียมพื้นผิวล่วงหน้า และสามารถล้างหรือขัดออกได้โดยไม่ทำลายพื้นผิวหรือกระทบต่อเงื่อนไขการรับประกันของผู้ผลิตแผง จากข้อมูลการทดสอบพบว่า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 3-30% ขึ้นอยู่กับระดับการสะสมของฝุ่นและสภาพแวดล้อม โดยในสภาวะใช้งานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยราว 5% อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการทำความสะอาดและลดการใช้น้ำในระบบโซลาร์ฟาร์มได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ทีมวิจัยมีโครงการนำร่องภายใต้ชื่อ Nanocoating Solutions for Energy-Resilient Government Infrastructure หรือนาโนโค้ตติ้งโซลูชันเพื่อโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งมุ่งผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอดและพร้อมทดสอบภาคสนามในหน่วยงานที่มีการใช้พลังงานสูงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร และน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์จะทำหน้าที่เป็นฐานเทคโนโลยีสำหรับระบบผลิตไฟฟ้ารุ่นใหม่ในอนาคต โดยสารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นเริ่มมีการทดสอบภาคสนามรวมถึงการใช้งานจริงแล้ว ส่วนสีและสารเคลือบลดความร้อนอยู่ระหว่างการขยายผลสู่ระดับนำร่อง (pilot scale) และการทดสอบภาคสนามระยะยาว ซึ่งนวัตกรรมทั้งคู่อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนผลิตเชิงพาณิชย์” ดร.พิศิษฐ์เผย
นวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงานของนาโนเทค สวทช. สามารถลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความคุ้มค่าของระบบพลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ ที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด ดีปเทคสตาร์ทอัปภายใต้ สวทช. แล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่า หากมีการติดตั้งในระดับ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยภายในปี 2030 หรือประมาณ 2.5 กิกะวัตต์ จะสามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้ราว 197.1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 700-800 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 90,000 ตันต่อปี ขณะที่สีและสารเคลือบลดความร้อนจะช่วยลดภาระการใช้พลังงานของอาคารตั้งแต่ต้นทาง
ในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยให้คนไทยได้รับประโยชน์โดยตรงจากการอยู่อาศัยและทำงานในอาคารที่ร้อนน้อยลง ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีโอกาสลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนจัดที่ครัวเรือนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง
การวิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้วิกฤตพลังงานนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานด้วยองค์ความรู้ของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบโจทย์ทั้งมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและ Net Zero ของประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“อ.เชน” ลั่นไทยต้องชนะ Tech War! ประกาศ 8 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชาติด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม
วันนี้ (10 เมษายน 2569) ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว. โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว. ในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนหน่วยงาน สวทช. เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง
8 ยุทธศาสตร์ อว. ขับเคลื่อนประเทศสู่รายได้สูง
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้กระทรวง อว. เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศไทยรวมทั้งยกระดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยมีแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ได้แก่
ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์
การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่
การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”
การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว
ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและการพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero
ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ
การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง
สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หนุนงานวิจัยและ Deep Tech
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศไทย โดย อว. จะทำ 2 เรื่อง คือ 1. การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน และ 2. การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยเลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนการผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
“ที่สำคัญ อว. จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อสร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ผมเชื่อว่างานวิจัยดี ๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และผมยังมีความคิดที่จะเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว. โดยจะนัดหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
ยกระดับเศรษฐกิจด้วยเวลเนสและเทคโนโลยีล้ำสมัย
รมว.อว. ยังอธิบายต่อไปอีกว่า ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ เพราะประเทศไทยถือเป็นเบอร์ 1 ของโลกในด้านนี้ โดยเราจะเอาเรื่องของเวลเนสเป็นตัวนำ ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมไปถึงเรื่อง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะเข้าไปช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และภาคบริการ
รมว. อว. กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดี แต่ประเทศไม่มีอธิปไตยก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ 7 การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล โดย อว. มุ่งจะทำใน 2 โครงการ 1. Open Thailand หรือ Open Data และ 2. Zero Corruption MHESI ACT/No COI ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยไร้คอร์รัปชัน และกระทรวง อว. จะต้องเป็นตัวอย่างให้กระทรวงอื่น ๆ ด้วย
และยุทธศาสตร์ที่ 8 การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก โดยกระทรวง อว. จะทำทั้งเรื่อง TCAS เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบ-จบได้งาน, การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ (นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก, AI for All และการสนับสนุนอาจารย์/นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน
“ผมมองว่าเราต้องชนะ Tech War โดยที่เราไม่ต้องลุยเองคนเดียวและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. ต้องเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
บรรยากาศการเข้ารับตำแหน่งและแสดงความยินดี
สำหรับบรรยากาศที่กระทรวง อว. ก่อนการแถลงกรอบนโยบาย ในช่วงเช้า ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อว. โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะ รมว.แรงงาน เข้าร่วม โดยในจุดแรก ศ. ดร.ยศชนัน เดินทางมายังกระทรวง อว. ถนนโยธี ไหว้ศาลพระภูมิ บริเวณหน้ากรมวิทยาศาสตร์บริการ จากนั้นสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์
ก่อนจะเดินทางไปยังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. อาคารอุดมศึกษา 2 ถนนศรีอยุธยา เพื่อไหว้ศาลพระภูมิ เสร็จแล้วเดินทางกลับมายังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 2 ซอยโยธี เข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ ห้องทำงานรัฐมนตรี
จากนั้นเปิดให้ผู้บริหารจากทุกหน่วยงาน นำโดย ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. โดย สวทช. อวดโฉม 4 นวัตกรรม ฝ่าวิกฤตพลังงาน มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ผันผวนและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน ผนวกกับความท้าทายในการแก้ปัญหาโลกร้อนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นโจทย์สำคัญของทั้งโลก สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วทน. เสริมความเข้มแข็งของประเทศ มีการวิจัยและพัฒนาด้านนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ นำร่องที่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่ลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอน, “NANO nCote” ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก, “SolaRE” แผงโซลาร์เซลล์ที่คำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง วางรากฐานพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน และ "วัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ หรือ MOFs" ที่หมุนเวียนวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ขวดน้ำดื่มพลาสติก หรือโลหะที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรม เป็นต้น
จากห้องทดลองสู่ทุ่งนาสีเขียว
ความผันผวนของราคาพลังงานโลกส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้น เกษตรกรชาวนาไทยจึงต้องแบกรับ ภาระในทุกรอบการผลิต ขณะที่นาข้าวมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพต่ำ การใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้น้ำเกินความจำเป็น ไบโอเทค สวทช. จึงได้พัฒนากระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการ “พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะเหมาะสมกับระบบการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง และมีการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งจาก การวัดผลด้วยวิธีการที่แม่นยำ พบว่ามีพันธุ์ข้าวพร้อมใช้ “พันธุ์ไบโอเทค 1” ที่ตอบสนองต่อระบบนี้ได้อย่างโดดเด่น ทั้งในด้านการให้ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้นเและสามารถปรับตัวได้ดีเยี่ยมในระบบการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ทำให้ต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ถึงร้อยละ 46 เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกแบบปกติ มีค่าคาร์บอนฟุตพรินต์พรินต์ ประมาณ 1.14 กิโลกรัม CO2e ต่อข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในระดับสากล
ในขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรกรรมสำหรับพืชเศรษฐกิจอย่างข้าว อ้อย ข้าวโพด ก็ช่วยโลกได้ โดย นาโนเทค สวทช. พัฒนา “NANO nCote (นาโน เอ็นโคต)” ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย ด้วยเทคโนโลยีการเคลือบสารนาโนคอมพอสิตจากพอลิเมอร์ฐานชีวภาพบนเม็ดปุ๋ย โดยสารเคลือบดังกล่าวมีลักษณะเป็นเสมือนฟิล์มห่อหุ้มเม็ดปุ๋ย จึงสามารถช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารได้อย่างต่อเนื่อง จากสมบัติที่ละลายน้ำเร็วเกินไปของปุ๋ยเคมีทั่วไปทำให้พืชดูดซึมใช้งานไม่ทัน ก่อให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหาร และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น การระเหิดของปุ๋ยเป็นหนึ่งในตัวการของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 265 รวมถึงปรากฏการณ์สาหร่ายบานสะพรั่งจนส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ซึ่งนวัตกรรมนอกจากจะช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการแปลงปลูกได้ง่ายขึ้น กล่าวคือ สามารถออกแบบให้ควบคุมการปลดปล่อยได้ยาวนานมากกว่า 6 เดือน จึงสามารถใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียวต่อระยะการปลูก โดยผ่านการพิสูจน์ระดับภาคสนามจากการปลูกอ้อย ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น จึงสามารถลดต้นทุนค่าแรงงาน ลดอัตราการใส่ปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้ อีกทั้งปัจจุบันเกษตรกรของไทยกำลังเผชิญวิกฤติปุ๋ยแพง และแรงงานที่หายากมากขึ้น นวัตกรรมนี้จึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์และช่วยเหลือเกษตรกรไทยได้ รวมถึงกระแสของประชาคมโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และภาคการเกษตรของไทยที่ต้องเตรียมความพร้อมรับมือในอนาคตอันใกล้
นวัตกรรมช่วยโลก ช่วยเรา
เมื่อโลกหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการจัดการขยะแผงโซลาร์เซลล์ เอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา “SolaRE (โซลาร์รี)” เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง ที่ช่วยให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มชั้นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษที่ผลิตได้เองในประเทศเข้าไปในโครงสร้างแผง ตอนนำไปกำจัดจึงถอดแยกวัสดุแต่ละชั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชิ้นส่วน เพิ่มโอกาสในการรีไซเคิลวัสดุได้มากขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 85–95 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบจากร้อยละ 90 ให้เหลือเพียงร้อยละ 5–15 ด้วย ลดต้นทุนการรีไซเคิล นำไปสู่การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามมาด้วยวัสดุนาโนที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงหลังคว้าโนเบลเคมี 2025 กับ "มอฟส์" (metal-organic frameworks: MOFs) ที่นาโนเทค สวทช. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ การผลิต MOFs โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การย่อยสลายขวดน้ำดื่มพลาสติกเพื่อนำมาใช้แทนสารอินทรีย์ลิแกนด์ เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสังเคราะห์ MOFs หลายชนิดรวมถึงการสังเคราะห์ MOFs จากโลหะที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรม เช่น mill scale จากอุตสาหกรรมเหล็ก และโลหะจากน้ำยากัดแผงวงจรพิมพ์ พร้อมออกแบบการขึ้นรูป MOFs ในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้จริงในอุตสาหกรรม เช่น การขึ้นรูปเป็นเม็ด การเคลือบบนวัสดุรองรับ (support) และการขึ้นรูปเป็นเมมเบรนในลักษณะแผ่นหรือท่อกลวง ซึ่งช่วยให้ MOFs สามารถนำไปใช้งานได้สะดวก มีความทนทาน และมีประสิทธิภาพในการดูดซับหรือกรองสารปนเปื้อนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งสำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, สารระเหยอินทรีย์ (VOC ) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)ซึ่งเป็นก๊าซมลพิษสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ รวมถึง การดูดซับยาปฏิชีวนะ โลหะหนัก และการกำจัดสาร dichloroacetic acid (DCAA) เป็นต้น
4 นวัตกรรมเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ สวทช. นี้ เป็นเพียงน้ำจิ้ม ยังมีงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทั้งของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย ที่พร้อมให้มาร่วมรับชม รับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันขับเคลื่อนโลกให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ในงานประชุมวิชาการประจำปี (NAC) ประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Emerging Micropollutants in the Environment: Landscape, Technologies, and Integrated Solutions for Sustainable Management
🚨Emerging Micropollutants in the Environment: Landscape, Technologies, and Integrated Solutions for Sustainable Management
(as part of Brainstorming Meeting on Collaborative Development of Technologies and Innovations for Monitoring and Removal of Emerging Micropollutants)
.
🎯Key Highlight:
✅ Global Challenge of Emerging Micropollutants
✅ STI as a Key Driver of Sustainable Development in Thailand
✅ Thai Case Study: Nature-Based Living Wall Systems for Water Security
📅 24 April 2026
⏰ 13:30 – 15:30 (GMT+7)
💻 Virtual Event: Cisco Webex Webinars
.
🧑🏻💻Keynote Speakers:
1. Prof. Kenneth Leung, Director of Sustainability/Net-Zero Office, The Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)
2. Assoc. Prof. Dr.Sucharit Koontanakulvong, National Research Council of Thailand (NRCT) Targeted Research Program Director on Water Security and Faculty of Engineering, Chulalongkorn University
3. Assoc. Prof. Tatchai Pussayanavin, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University and Researcher, Global Water & Sanitation Center (GWSC), Asian Institute of Technology (AIT) (Thailand)
.
🔗 Register
📍please click link:
https://meeting-nstda.webex.com/weblink/register/r6342078403703903cf0f270e923482da
---------------------
👉For more information please contact:
Ms.Penpailin Udomratana
📧 Email: penpailin.udo@mtec.or.th
📞 Tel. 0 2564 6500 ext. 4403
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 2
ขอเชิญร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 2
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยนเรศวร ขอเชิญชวนนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและยกระดับมาตรฐานการดำเนินการวิจัยของประเทศ
รายละเอียดการอบรม
กำหนดการ: วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 08.30 - 16.00 น.
สถานที่: มหาวิทยาลัยนเรศวร และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์)
ค่าธรรมเนียม: ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม
ผู้เข้าอบรมที่มีเวลาเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 80% และผ่านแบบทดสอบหลังการอบรม (Post-test) จะได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานการอบรมด้านมาตรฐานการวิจัย เพื่อประกอบการยื่นขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของ วช. ได้ (หมายเหตุ: ไม่สามารถใช้ประกอบการยื่นขอรับการพิจารณาโครงการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์)
การลงทะเบียน
เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์: https://forms.gle/KGp5uByDufJmrJU96
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช. โทร. 02-564-7000 ต่อ 71834 (คุณรัตนพรรณ) หรือ 71839 (คุณณัฐนันท์)
ผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. 096-7799853 (คุณสิรกานต์ มุ่ยจินดา)
ปฏิทินกิจกรรม


