ผลการค้นหา :
สวทช. ร่วมยกย่องคุณูปการผู้เกษียณอายุราชการ ในงานประกาศเกียรติคุณ กระทรวง อว. 2569
วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 09.00–14.00 น. ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ (สพนว.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีการจัดงานประกาศเกียรติคุณและแสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี พ.ศ. 2569
โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ อว. และนายวันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว.
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน ได้กล่าวแสดงความขอบคุณและมอบคำอวยพรแก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน เพื่อยกย่องในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และคุณูปการอันทรงคุณค่าที่ได้อุทิศให้แก่การขับเคลื่อนงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
ในการนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมงานพร้อมด้วยผู้เกษียณอายุราชการของ สวทช. เพื่อเข้ารับมอบใบประกาศเกียรติคุณ
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่น ความผูกพัน และความภาคภูมิใจ สะท้อนถึงคุณค่าของการทำงานด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และยืนหยัดในหน้าที่ของผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ที่ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษได้ร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ทั้งในฐานะกำลังสำคัญขององค์กร และผู้มีบทบาทในการสร้างรากฐานองค์ความรู้ บุคลากร และระบบสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างต่อเนื่อง
การเกษียณอายุราชการจึงไม่ใช่เพียงวาระสิ้นสุดของการปฏิบัติหน้าที่ หากยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงคุณูปการ ประสบการณ์ และความทุ่มเทที่ได้สั่งสมและส่งต่อไว้ให้แก่องค์กรและสังคม ซึ่งจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรรุ่นต่อไป
สวทช. ขอร่วมแสดงมุทิตาจิตและขอบคุณผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านเป็นอย่างสูง สำหรับความทุ่มเท เสียสละ และคุณูปการอันทรงคุณค่าที่ได้ร่วมสร้างความก้าวหน้าให้แก่องค์กรและประเทศชาติ พร้อมขออวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบแต่สิ่งดีงามในชีวิตหลังเกษียณ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมงาน AUM&SAT2026 เดินหน้าสร้างเครือข่ายใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ยกระดับวิทยาศาสตร์สู่อุตสาหกรรม
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในฐานะผู้แทน สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดงานการประชุมกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และกิจกรรมซินโครตรอน เทคโนโลยีแสงขั้นสูง มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม ครั้งที่ 18 (AUM&SAT2026) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปลดล็อกขีดความสามารถของประเทศไทย: โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าเพื่อวิจัย นวัตกรรม และอุตสาหกรรม” (Unlocking Thailand’s Next-Generation Capabilities: Frontier Scientific Infrastructure for Research, Innovation, and Industry) สะท้อนบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม
ภายในงานมีการนำเสนอองค์ความรู้และความก้าวหน้าด้านการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน อาทิ การบรรยาย “Synchrotron Applications for Industry: การประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนเพื่อยกระดับการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม” การอัปเดตความพร้อมของระบบลำเลียงแสง (Beamline) รวมถึงเวทีเสวนา “Thai Users: Global Perspectives: ถ่ายทอดประสบการณ์จากการใช้บริการแสงซินโครตรอนในต่างประเทศ” และการนำเสนอผลงานวิจัยจากการใช้แสงซินโครตรอน ตลอดจนกิจกรรมที่นำเสนอการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลากหลายสาขา ทั้งปัญญาประดิษฐ์ อาหาร วัสดุ พลังงาน และสมุนไพร
สวทช. และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานภายใต้ อว. ที่มีความร่วมมือระหว่างกันมายาวนาน ทั้งด้านเทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และกำลังคน สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของ สวทช. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการนำโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีขั้นสูงไปใช้ประโยชน์ และร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยให้เกิดการต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบ ๑๐๐ วัน แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๙ ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น ๑ อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ถนนโยธี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัด จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสครบ ๑๐๐ วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์
ภายในงานมีพระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ รับถวายภัตตาหาร และประกอบศาสนพิธีตามลำดับ ก่อนที่ผู้เข้าร่วมพิธีจะร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์โดยพร้อมเพรียงกัน
ในการนี้ ดร.กัลยา อุดมวิทิต และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจาก สวทช. เข้าร่วมพิธีกับหน่วยงานในสังกัด อว. เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และสะท้อนถึงความจงรักภักดีของผู้บริหารและบุคลากร สวทช. ที่พร้อมใจกันร่วมพิธีอย่างสมพระเกียรติ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จาก “อาหารส่วนเกิน” สู่ “คาร์บอนเครดิต” สวทช. พัฒนา T-VER สร้างแรงจูงใจบริจาคอาหาร
สรุปใจความสำคัญ
สวทช. ร่วมกับพันธมิตร นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอาหารส่วนเกินให้แก่ SOS เพื่อให้ดำเนินงานส่งต่ออาหารบริจาคให้แก่ผู้ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น และเป็นการเสริมความพร้อมในการขยายพื้นที่ดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศต่อไป
ที่ผ่านมา สวทช. และพันธมิตรได้ให้การสนับสนุน SOS ใน 2 ส่วนหลัก คือ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค เพื่อให้ผู้รับบริจาคได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้กำหนด และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ล่าสุด สวทช. ร่วมพันธมิตรพัฒนา T-VER-S-METH-09-09 ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค เพื่อให้หน่วยงานผู้บริจาคอาหารในประเทศไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์จากการลดการปล่อยคาร์บอน โดยปัจจุบันกำลังดำเนินงานร่วมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อเตรียมขยายผลการใช้งานระเบียบวิธีนี้ในระดับภูมิภาคเอเชียต่อไป
1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นไม่ได้รับการบริโภคและกลายไปเป็นขยะ ขณะที่ขยะอาหารบางส่วนเหล่านั้นเป็นเพียงอาหารส่วนเกิน (food surplus) ที่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย และประชากรโลกกว่า 258 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารระดับรุนแรง จากสถานการณ์ดังกล่าวหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจึงได้จัดตั้งธนาคารอาหาร (food bank) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอาหารส่วนเกินและส่งต่อไปยังผู้ที่มีความต้องการอาหารเหล่านั้น
ตั้งแต่ปี 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ร่วมกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance หรือ SOS นำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสามารถขยายขอบเขตพื้นที่การดำเนินงานไปยังทั่วประเทศได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีขยะอาหารมากถึง 10 ล้านตันต่อปี ขณะที่เกือบร้อยละ 40 ของขยะอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย ตามการรายงานของกรมควบคุมมลพิษ
ล่าสุดในปีนี้ สวทช. ได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาอีกหนึ่งกลไกสนับสนุนการบริจาคอาหารส่วนเกิน คือ ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค “T-VER-S-METH-09-09” ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เพื่อให้ผู้บริจาคอาหารได้ใช้สิทธิประโยชน์จากการลดการปล่อยคาร์บอน
สนับสนุนการดำเนินงานด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานธนาคารอาหารด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในลักษณะสหสาขาวิชา
[caption id="attachment_91218" align="aligncenter" width="750"] ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. และหัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank[/caption]
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. และหัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank เล่าว่า ที่ผ่านมา สวทช. และพันธมิตรได้ให้การสนับสนุน SOS ใน 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค เพื่อให้ผู้รับบริจาคได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้กำหนด ส่วนที่สอง คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับแบบอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมทั้งประเภทของอาหาร ปริมาณ และระยะทางในการขนส่ง ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี
“ส่วนที่สามหรือส่วนล่าสุด คือ การจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารบริจาคซึ่งนำไปสู่การพัฒนา T-VER-S-METH-09-09 ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการบริจาคอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งกลไกสนับสนุนการบริจาคอาหารส่วนเกินและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”
จากระยะเริ่มต้นที่ สวทช. เข้าไปสนับสนุนการดำเนินงาน มูลนิธิ SOS มีพื้นที่ปฏิบัติงานอยู่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ แต่ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานแล้วเป็น 10 จังหวัด ใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดยมูลนิธิ SOS และหน่วยงานพันธมิตรยังมีเป้าหมายที่จะขยายการกอบกู้อาหารส่วนเกินให้ได้ถึง 30 จังหวัด และเพิ่มปริมาณการกอบกู้อาหารส่วนเกินจาก 2,000 ตันต่อปี เป็น 20,000 ตันต่อปีภายในปี 2571
จาก “อาหารส่วนเกิน” สู่ “คาร์บอนเครดิต”
จากปริมาณขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.53 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งการนำอาหารส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อบริจาคและบริโภคจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดทั้งขยะอาหารและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบขยะได้
[caption id="attachment_91222" align="aligncenter" width="750"] จันทิมา สำเนียงงาม ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช.[/caption]
จันทิมา สำเนียงงาม ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) เอ็มเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน อธิบายว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการนำอาหารส่วนเกินไปบริจาคเพื่อการบริโภค และได้ขึ้นทะเบียนระเบียบวิธีดังกล่าวกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทยหรือ T-VER ภายใต้ชื่อ T-VER-S-METH-09-09
“T-VER-S-METH-09-09 คือ การคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการไม่ฝังกลบอาหารส่วนเกิน ลบด้วยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมส่งต่ออาหาร ได้เป็นคาร์บอนเครดิตสุทธิ โดยหัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ การคำนวณที่เป็นระบบและตรวจสอบย้อนกลับได้”
ข้อมูลที่ใช้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมส่งต่ออาหาร ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การแช่เย็น การแปรรูป การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการฝังกลบอาหารที่ส่งต่อไม่สำเร็จ โดยอาศัยการคำนวณทั้งปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้แล้วทิ้ง และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบอาหารที่ส่งต่อไม่สำเร็จ
จันทิมา อธิบายต่อว่า ในปีงบประมาณ 2570 สวทช. มีแผนจะดำเนินการโครงการนำร่องร่วมกับ SOS และผู้บริจาคอาหารภายใต้โครงการธนาคารอาหารเพื่อจัดเก็บข้อมูลสำหรับคำนวณคาร์บอนเครดิต และนำข้อมูลดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยหลังจากโครงการนำร่องสำเร็จลุล่วง จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่สาธารณชนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำระเบียบวิธีดังกล่าวไปใช้ในวงกว้าง
“นอกจากการพัฒนา T-VER เพื่อการใช้งานในประเทศไทย ทีมวิจัยกำลังขยายขอบเขตการดำเนินงานสู่ระดับภูมิภาค โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สวทช. ยังได้ร่วมกับ Asia Carbon Institute (ACI) ลงนามในข้อตกลงร่วมดำเนินการแลกเปลี่ยน ทบทวน และสำรวจแนวทางการปรับประสานระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ โดยความร่วมมือนี้เป็น ก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของการยกระดับและประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะใช้งานจริงได้ในปี 2570
“ระเบียบวิธีดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการจัดการอาหารส่วนเกินเข้ากับตลาดคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียนำแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ไปใช้สนับสนุนให้เกิดการบริจาคอาหารส่วนเกินมากยิ่งขึ้นต่อไป”
ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการบริจาคอาหารส่วนเกินและการคำนวณคาร์บอนเครดิต ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/foodbank และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอีเมล foodbank@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ร่วมลงนาม MOU พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคาร ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง หนุนเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน
วันที่ 17 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม Auditorium การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “ศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District” เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการศึกษาและพัฒนาแนวทางบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคาร โดยอาศัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงการ โดยมี
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมลงนามในครั้งนี้
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการศึกษาวิจัยและนำร่องระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคาร โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ การบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอาคาร ตลอดจนการนำระบบหม้อแปลงอัจฉริยะและระบบบริหารจัดการพลังงานมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอาคารและพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต
สำหรับ สวทช. ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากภาคการวิจัยเข้าสู่พื้นที่ทดสอบและการใช้งานจริง โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่รูปแบบที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น เป็นการบูรณาการงานวิจัยด้าน Hybrid Battery Energy Storage System (Hybrid BESS) เข้ากับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภาคีความร่วมมือ โดยเฉพาะแนวทางการนำ Second-life batteries หรือแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการสูญเสียของวัสดุและแบตเตอรี่หลังการใช้งาน และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคพลังงาน
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงการต่อยอดเทคโนโลยีผ่านแพลตฟอร์มและระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ENZY Platform ของ กฟผ. ระบบจัดการหม้อแปลงอัจฉริยะ (IDT System) และ Alto CERO Platform ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากงานวิจัยสามารถเชื่อมต่อกับระบบการบริหารจัดการพลังงานในระดับการใช้งานจริงได้มากขึ้น
ความร่วมมือนี้ยังเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมด้านพลังงาน” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การทดสอบเทคโนโลยี การบูรณาการระบบ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง สอดคล้องกับบทบาทของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และในระยะต่อไป ผลจากความร่วมมือจะช่วยให้เกิดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการใช้งานจริง ซึ่งสามารถนำกลับมาต่อยอดงานวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างต้นแบบสำหรับการขยายผลไปยังกลุ่มอาคารภาครัฐ ภาคธุรกิจ และพื้นที่เชิงพาณิชย์อื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. สวทช. ร่วมหนุนผู้รับทุน พสวท. เตรียมพร้อมสู่อนาคต ภายใต้ธีม “Find your Path, Match your Future”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมสนับสนุน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการจัดกิจกรรม “DPST Job Fair 2026” ในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) เตรียมพร้อมก่อนเข้าปฏิบัติงานตอบแทนทุน ภายใต้ธีม “Find your Path, Match your Future” ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร
ภายในงานมีพิธีมอบเสื้อเกียรติยศแก่ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าหอเกียรติยศ “ DPST Hall of Fame” ประจำปี 2568 โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. พร้อมกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษหัวข้อ “Science Talent for Thailand's Future” เน้นย้ำถึงทิศทางใหม่ของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ว่า อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับ “Science Talent” หรือผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างและต่อยอดเทคโนโลยียุคใหม่ พร้อมทั้งเปิดเผยกรอบนโยบายสำคัญ ดังนี้ จากโครงการให้ทุน สู่ระบบนิเวศแห่งปัญญา (National Science Talent Ecosystem) : ปรับเปลี่ยนจากการให้ทุนแบบเดิม ไปสู่การบริหารจัดการกำลังคนครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน การพัฒนา การบรรจุทำงาน การติดตาม และการนำข้อมูลมาปรับปรุงนโยบาย Right Talent, Right Place, Right Mission : เปลี่ยนนิยามการ “หางานตอบแทนทุน” มาเป็นการจัดวางคนเก่งให้ตรงกับสาขา ความเชี่ยวชาญ และตอบโจทย์ความท้าทายที่แท้จริงของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่การบรรจุให้ครบตามสัญญา
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวต่อในมิติด้านนโยบาย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบและเงื่อนไขของนักเรียนทุนภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนจากสัญญามัดตัวมาเป็นการสร้างแรงจูงใจและเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ “ประโยชน์ของประเทศชาติสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตน เพราะเราคือนักเรียนทุนที่ประเทศสร้างขึ้นมา อยากให้น้องๆ ทุกคนรักษาความฝันวันแรกเอาไว้ ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถเป็นประเทศแห่งความหวัง และเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาสำคัญของโลกได้ หากเราช่วยกันลงมือทำ”
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ ในงาน พบกับกิจกรรมนำเสนอ "แนวทางการร่วมงานและเส้นทางอาชีพกับ สวทช." มาร่วมค้นหาโอกาสเติบโต ปลดล็อกศักยภาพ และขับเคลื่อนนวัตกรรมไปกับองค์กรวิจัยระดับประเทศด้วยกัน และร่วมเสวนาพิเศษหัวข้อ “Get Hired! เปิดมุมมองสัมภาษณ์งานจากสองฝั่งโต๊ะ” โดย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริหารทรัพยากรบุคคล สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการเชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนวิทยาศาสตร์สู่โลกการทำงานจริง และการสร้างกำลังคนคุณภาพเพื่ออนาคตประเทศ
นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล งานสรรหาและคัดเลือก สวทช. ได้เข้าร่วมกิจกรรม DPST JOB FAIR เพื่อเผยแพร่และแนะนำตำแหน่งงาน พบปะหน่วยงานตามบูธ โดยเน้น การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคุณภาพสูง เชื่อมโยงการเรียนรู้กับความพร้อมสู่การทำงานจริง ตลอดจนร่วมสร้างระบบนิเวศกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. ผนึกกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อน Digital Health และ AI ทางการแพทย์
ต่อยอด 3 นวัตกรรมจาก Medical AI Consortium ตรวจจับกระดูกสะโพกหัก คัดกรองมะเร็งตับ และคัดกรองความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก นำร่อง รพ.พระนั่งเกล้า และ รพ.พระปกเกล้า เพื่อทดสอบและประเมินผลก่อนขยายการใช้งานในรพ.อื่นต่อไป
(วันที่ 17 กันยายน 2569) ณ ห้องจูปิเตอร์ 5 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงความร่วมมือด้าน Digital Health และปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เชื่อมศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับระบบบริการสุขภาพ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานสู่การใช้ประโยชน์ ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาและการใช้งบประมาณ โดยเตรียมนำ 3 โครงการจากเครือข่าย Medical AI Consortium ไปทดสอบและประเมินผลในโรงพยาบาลนำร่อง ควบคู่กับการวิจัยร่วมด้าน AI เพื่อการรักษารากฟันและการตรวจมะเร็งปอด ภายในงานสัมมนา Thailand HPC & AI Infrastructure: Powering the Future โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจาก 2 กระทรวง พร้อมด้วยผู้แทนมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และหน่วยงานในเครือข่าย Medical AI Consortium เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสุขภาพดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์สู่การใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า “ความร่วมมือมีกรอบระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุมการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การวิจัย พัฒนา และผลักดันเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์สู่การใช้งานจริง และการใช้ประโยชน์ เชื่อมโยง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและบริการสุขภาพดิจิทัลมีความต่อเนื่อง พร้อมยกระดับข้อมูลสุขภาพให้มีมาตรฐานและรองรับการใช้ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูล”
โดยกระทรวง อว. จะนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัย โรงเรียนแพทย์ และสมาชิกเครือข่าย Medical AI Consortium เข้าสู่กระบวนการประเมิน รับรอง และขยายผล พร้อมสนับสนุนกลไกพัฒนาซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเครื่องมือแพทย์ (AI-SaMD) ห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ และเอกสารแม่แบบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนานำผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังจะสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนากำลังคนด้าน AI ทรัพยากรประมวลผล GPU และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) ตลอดจนเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยประสานมหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์ และสถาบันวิจัยเข้าร่วมดำเนินงาน รวมถึงผลักดันกลไกพิจารณาจริยธรรมการวิจัยที่เหมาะกับ Medical AI และพัฒนาความรู้ของกรรมการจริยธรรมการวิจัย ควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ข้อมูลสุขภาพตามวัตถุประสงค์และหลักธรรมาภิบาลข้อมูล
ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “กระทรวงสาธารณสุขจะเชื่อมโยงโจทย์จากระบบบริการ ข้อมูลสุขภาพ มาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากร และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงและสามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนข้อมูลสุขภาพและระบบบริการระดับประเทศ กำหนดสถานพยาบาลสำหรับการวิจัย ทดสอบ และประเมินการใช้งานจริง รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของโจทย์ทางคลินิกและการบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมความต้องการจากระบบบริการเข้าสู่กระบวนการวิจัยและพัฒนา”
พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนการเชื่อมโยงและนำผลงาน Digital Health และ AI ที่ผ่านกระบวนการประเมินและรับรองที่เกี่ยวข้อง ไปประยุกต์ใช้ผ่าน MOPH Digital Health Services และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขตามความเหมาะสม โดยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อ เกณฑ์และรูปแบบการให้บริการ ตลอดจนแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ
ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านสุขภาพและการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
ตรวจพบโรคได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังความเสี่ยง และการป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ
ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้และข้อมูลสุขภาพของประเทศไทยเอง
นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกำหนดแนวทางและกลไกด้านจริยธรรมการวิจัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ธรรมาภิบาลข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถใช้งาน ประเมิน และกำกับดูแลเครื่องมือ AI และเทคโนโลยี Digital Health ได้อย่างเหมาะสม โดยทั้งสองกระทรวงจะสนับสนุนเชิงนโยบายและทรัพยากรตามความเหมาะสม”
ทั้งนี้ การผลักดันความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของคณะทำงานยกระดับทุนมนุษย์ด้านเทคโนโลยี กระทรวง อว. สำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเครือข่าย Medical AI Consortium ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC หรือเนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักดิจิทัลการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยในเครือข่าย เพื่อเชื่อมโจทย์จากระบบบริการเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเทคโนโลยี
ในระยะแรกจะต่อยอดผลงานจากเครือข่าย Medical AI Consortium ผ่าน 3 โครงการนำร่อง ได้แก่
AI for Hip Fracture Detection ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อช่วยแพทย์ตรวจหาตำแหน่งที่สงสัยว่ามีกระดูกสะโพกหัก
LiverSound ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยคัดกรองมะเร็งตับด้วยอัลตราซาวด์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเนคเทค สวทช. เพื่อช่วยตรวจหาความผิดปกติจากภาพอัลตราซาวด์ตับ
RAMAAI CXR Solution ระบบช่วยตรวจคัดกรองความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสนับสนุนการอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอกของบุคลากรทางการแพทย์
ทั้ง 3 โครงการมีแผนนำไปใช้ในเชิงวิจัยที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี เพื่อทดสอบและประเมินผลทางการแพทย์ก่อนขยายการใช้งาน โดยดำเนินการตามกระบวนการประเมินและรับรองที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเชื่อมการให้บริการแบบจำลองที่ผ่านการรับรองเข้าสู่ MOPH Digital Health Services และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขตามความเหมาะสม เพื่อให้สถานพยาบาลเข้าถึงเครื่องมือร่วมกันได้
พร้อมกันนี้ ทั้ง 2 กระทรวงจะดำเนินการวิจัยร่วม โดยเริ่มจาก AI เพื่อการรักษารากฟันและ AI เพื่อการตรวจมะเร็งปอด เชื่อมความต้องการของบุคลากรในระบบบริการกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานทางการแพทย์ และนำผลการประเมินมาประกอบการพัฒนาและขยายผลต่อไปการดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขต และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลให้ชัดเจน แยกการใช้ข้อมูลเพื่อบริการออกจากการวิจัย และให้การใช้ข้อมูลเพื่อการวิจัยผ่านการพิจารณาจริยธรรมและการอนุมัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้ง 2 กระทรวงเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมและคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีที่ระบุงานระยะเร่งด่วน เพื่อให้การนำผลงานวิจัยไปใช้ในระบบบริการมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เข้าร่วม FCATTCI 2026 เวทีความร่วมมือจีน-อาเซียนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
วันที่ 16 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน: ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน The 14th Forum on China-ASEAN Technology Transfer and Collaborative Innovation (FCATTCI) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Shared AI, Shared Success” เพื่อร่วมแบ่งปันผลงานและประสบการณ์ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน และมุ่งสู่ความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมได้รับเกียรติให้บรรยายในหัวข้อ Sovereign Al: Thailand's Path from Knowledge to Action
เวทีนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของความร่วมมือจีน-อาเซียน ที่มุ่งขับเคลื่อน ความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังกำหนดอนาคตของภูมิภาคอย่าง AI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมข้ามพรมแดน
FCATTCI จัดต่อเนื่องมาแล้ว 13 ครั้ง และได้รับการยอมรับในฐานะเวทีสำคัญสำหรับการนำเสนอความก้าวหน้านวัตกรรมของจีนและอาเซียน รวมถึงการเชื่อมความต้องการด้านเทคโนโลยีไปสู่ความร่วมมือที่ต่อยอดได้จริง
การเข้าร่วมของ สวทช. ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทในการติดตามทิศทางเทคโนโลยีใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และมองหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว
ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีเปิดและการประชุมหลัก, การประชุม ASEAN Plus Three Young Scientists Forum ครั้งที่ 8 และ Forum on China-ASEAN Artificial Intelligence Cooperation ครั้งที่ 4
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“บ่อพันขัน” นวัตกรรมเชื่อมชุมชน สู่ “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต”
เปลี่ยน "ภูมิปัญญา" ให้มีชีวิต ด้วย "เทคโนโลยี" เมื่อ สวทช. ปักหมุดพัฒนาดินแดนทุ่งกุลา เนรมิตชุมชน "บ่อพันขัน" จ.ร้อยเอ็ด จากทุนเดิมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม สู่การเป็น "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" ด้วยการนำพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เชื่อมกับวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น พัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสธรรมชาติและวิถีชุมชน ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องเล่า แต่ยังสร้างทั้งคุณค่า อาชีพ และรายได้ให้คนในชุมชน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
เนคเทคเดินหน้าให้ความรู้ มาตรฐาน และการรับรองยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion)
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เนคเทค โดย DTEC จัดประชุมเผยแพร่เผยแพร่ความรู้ มาตรฐาน และการรับรองยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) เพื่อเผยแพร่ มาตรฐาน และการตรวจสอบรับรองยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ที่เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมบุษกร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และการผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม
การประชุมเผยแพร่นี้ เน้นให้ข้อมูลเชิงลึก ครอบคลุมตั้งแต่ มาตรฐานศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง – ความปลอดภัยและสมรรถนะพื้นฐาน หรือ มศอ. 1012 การทดสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ การทดสอบสมรรถนะพื้นฐานและระบบส่งกำลัง ไปจนถึงกระบวนการรับรองยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และการขึ้นทะเบียนห้องทดสอบ โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจเข้ารับร่วมทั้งออนไซต์ และออนไลน์จำนวน 88 คน ซึ่งคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะได้รับประโยชน์สูงสุด สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงของประเทศต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
https://nectec.or.th/dtec
อีเมล dtec@nectec.or.th
โทร. 02 564 6900 ต่อ 2080…3
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
TRCAS เทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวางบนรางรถไฟ แจ้งเตือนล่วงหน้า 2 กิโลเมตร
สรุปใจความสำคัญ
TRCAS เทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวางบนรางรถไฟ แจ้งเตือนคนขับล่วงหน้า 1–2 กิโลเมตร เพิ่มโอกาสในการชะลอและหยุดรถได้ทันท่วงที
ผสานเรดาร์ X-band กล้องถ่ายภาพทางไกล และ AI เพื่อตรวจจับและจำแนกสิ่งกีดขวาง เช่น บุคคล สัตว์ และยานพาหนะ พร้อมประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ทดสอบใช้งานจริงกับรถไฟขนส่งสินค้าของ รฟท. ระบบตรวจพบชายสวมชุดสีดำที่กีดขวางขอบรางได้จากระยะ 1.7 กิโลเมตร ขณะที่ยังอยู่นอกระยะที่คนขับมองเห็น
การแจ้งเตือนช่วยให้คนขับมีเวลาเบรกและหยุดรถได้ทันท่วงที พร้อมส่งต่อข้อมูลให้ผู้ดูแลสถานีเข้าช่วยเหลือและนำสิ่งกีดขวางออกจากราง
เทคโนโลยีมีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานแบบ Dual Use ทั้งระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การเฝ้าระวังไฟป่า และการตรวจจับบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย โดยปัจจุบัน TRCAS พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี
รถไฟเป็นระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่ให้บริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าได้ครั้งละจำนวนมากจึงมีน้ำหนักรวมสูง (มหาศาล) การหยุดรถแบบกระชั้นชิดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทำได้ยาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ทัศนวิสัยไม่ดี ระยะการมองเห็นอาจลดลงเหลือต่ำกว่า 20 เมตร ขณะที่ระยะการเบรกที่เหมาะสมหากเดินรถที่ความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ ที่ระยะ 700 เมตร ทำให้คนขับรถไฟต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมากเพื่อควบคุมทั้งการขับขี่และการเฝ้าระวังสิ่งกีดขวางบนรางรถไฟเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
จากปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2565 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนา “ระบบช่วยตรวจจับสิ่งกีดขวางบนทางรถไฟหรือ Train Collision Avoidance System (TRCAS, ทีอาร์แคส)” เพื่อช่วยแจ้งเตือนให้คนขับทราบถึงสิ่งกีดขวางล่วงหน้าตั้งแต่ระยะ 1–2 กิโลเมตร เพื่อชะลอรถ ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
[caption id="attachment_90685" align="aligncenter" width="750"] ดร.ทิวัตถ์ พงศ์ถาวรกมล หัวหน้าทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช.[/caption]
ดร.ทิวัตถ์ พงศ์ถาวรกมล หัวหน้าทีมวิจัยระบบระบุตำแหน่งและบ่งชี้อัตโนมัติ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า TRCAS เป็นเทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวางบนรางรถไฟด้วยเรดาร์ X-band (เอกซ์แบนด์) ที่มีระยะตรวจจับสิ่งกีดขวางประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทำงานคู่กับกล้องถ่ายภาพทางไกลที่จับโฟกัสวัตถุที่อยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตรได้
“กลไกการทำงาน คือ เมื่อเรดาร์ X-band ตรวจจับสิ่งกีดขวางได้ จะสั่งการไปที่ระบบให้กล้องบันทึกภาพสิ่งกีดขวาง ก่อนส่งภาพให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลด้วยเทคนิคการตรวจจับวัตถุ (Object Detection) และการเรียนรู้เชิงลึกแบบโครงข่ายประสาทเทียม (Convolutional Neural Network Deep Learning) ว่าสิ่งที่กีดขวางคืออะไร โดย AI สามารถระบุได้ว่าสิ่งที่กีดขวางเป็นบุคคล สัตว์ หรือยานพาหนะ ฯลฯ รวมถึงการกีดขวางเป็นลักษณะใด เช่น อยู่บนราง อยู่ในระยะใกล้กับรางรถไฟ หากสิ่งกีดขวางอยู่บนรางหรืออยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ระบบจะแจ้งเตือนทั้งเสียงและภาพให้คนขับทราบล่วงหน้าตั้งแต่ระยะ 1-2 กิโลเมตร เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสชะลอความเร็วก่อนหยุดรถ ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และติดต่อแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลสถานีนั้น ๆ ให้ช่วยเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางที่พบออกได้”
[caption id="attachment_90681" align="aligncenter" width="750"] ไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่บนรางรถไฟ (ซูมระยะ 46 เท่า)[/caption]
[caption id="attachment_90682" align="aligncenter" width="750"] มีสิ่งกีดขวางอยู่บนรางรถไฟ (ซูมระยะ 56 เท่า)[/caption]
[caption id="attachment_90683" align="aligncenter" width="750"] มีสิ่งกีดขวางอยู่บนรางรถไฟ (ซูมระยะ 45 เท่า)[/caption]
นอกจากการพัฒนาเซนเซอร์และระบบประมวลผล การนำเทคโนโลยีไปติดตั้งบนรถไฟยังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในขณะปฏิบัติงานจริง เนื่องจากรถไฟมีแรงสั่นสะเทือนและอุณหภูมิที่สูงกว่าสถานที่ทั่วไป
ดร.ทิวัตถ์ อธิบายว่า ชุดอุปกรณ์เรดาร์ X-band ผ่านการทดสอบจากศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (พีเทค) แล้วว่า ไม่มีสัญญาณรบกวนระบบควบคุมการทำงานของรถไฟ ขณะที่การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อใช้งานในสภาวะแรงสั่นสะเทือนสูงกว่าทั่วไป มีกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. มาช่วยทำระบบจำลองแรงสั่นสะเทือนและพัฒนาโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับติดตั้งอุปกรณ์บนรถไฟ ทั้งความคงทนต่อสภาพแวดล้อมและความสะดวกในการใช้งานของคนขับ ส่วนความคงทนของอุปกรณ์ต่ออุณหภูมิที่สูงกว่าทั่วไป ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ร่วมกับ รฟท. ทดสอบใช้งานระบบ TRCAS กับรถไฟขนส่งสินค้าที่เดินทางไป-กลับด้วยเส้นทาง ICD ลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบัง
ดร.ทิวัตถ์ เล่าว่า ตอนทดสอบใช้งานจริง ระหว่างเดินทางกลับจากแหลมฉบังมายังสถานีลาดกระบัง ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนว่ามีชายสวมชุดสีดำนั่งกีดขวางอยู่บนขอบรางรถไฟได้ตั้งแต่ระยะ 1.7 กิโลเมตร ซึ่งไม่อยู่ในระยะวิสัยที่คนขับจะสังเกตเห็นได้ ทำให้ในคราวนั้นคนขับรถไฟเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วและหยุดรถได้ทันท่วงที ก่อนขอความช่วยเหลือไปยังผู้ดูแลที่สถานีนั้นให้พาชายคนดังกล่าวออกจากบริเวณรางรถไฟ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนขับรถไฟรู้สึกประทับใจและอยากให้นำระบบมาติดตั้งใช้งานจริงต่อไป
“TRCAS ไม่เพียงใช้งานได้กับระบบรถไฟเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีการตรวจจับสิ่งกีดขวางระยะไกลและเทคโนโลยีประมวลผลภาพเป็น dual use หรือเทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งฝั่งการทหารและพลเรือน ทำให้พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีนี้เพื่อใช้ในภารกิจอื่น ๆ ได้อีกหลากหลาย เช่น ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบเฝ้าระวังกลุ่มควันจากไฟป่าเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบบตรวจจับผู้ต้องสงสัยและยานพาหนะต้องสงสัย”
ปัจจุบันเทคโนโลยี TRCAS อยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานหรือร่วมวิจัยต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.ทิวัตถ์ พงศ์ถาวรกมล อีเมล tiwat.pon@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เนคเทค สวทช. และภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เอ็มเทค สวทช. ร่วม อบก. จัดทำร่าง PCR ถ่านชีวภาพระดับประเทศ กำหนดกรอบประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. จัดการประชุมคณะทำงานเพื่อร่วมกันจัดทำ ร่างข้อกำหนดเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ (Product Category Rules: PCR) ถ่านชีวภาพระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สมคิด ดำน้อย กรมวิชาการเกษตร เป็นประธานการประชุม โดยมีผู้แทนจากเอ็มเทค นำโดย ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ และคุณประกายธรรม สุขสถิตย์ พร้อมคณะนักวิจัยจากเอ็มเทค และผู้แทนจาก อบก. ได้แก่ คุณภคมน สุภาพพันธ์ คุณพวงพันธ์ ศรีทอง และคณะผู้แทนจาก อบก. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดทำร่าง PCR ถ่านชีวภาพ
การประชุมมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์สำหรับการประเมิน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) สำหรับถ่านชีวภาพให้มีความชัดเจน เป็นระบบ และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยคณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตของผลิตภัณฑ์ ขอบเขตระบบ และแนวทางการประเมินตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถสะท้อนกระบวนการผลิตและการใช้ประโยชน์ถ่านชีวภาพได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
การจัดทำ PCR ถ่านชีวภาพถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกรอบอ้างอิงสำหรับการประเมินและสื่อสารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการสามารถประเมินผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์บนหลักเกณฑ์เดียวกัน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถ่านชีวภาพและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ยังช่วยให้การพัฒนาร่าง PCR ครอบคลุมมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ กระบวนการผลิตถ่านชีวภาพ ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยให้หลักเกณฑ์ที่จัดทำขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุง ร่าง PCR ถ่านชีวภาพ ในขั้นตอนต่อไป เพื่อพัฒนาเป็นหลักเกณฑ์ระดับประเทศสำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ถ่านชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


