หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ ในการเยี่ยมชมและเสริมประสบการณ์ด้านการพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยี
วันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาการบริหารธุรกิจ  จากมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ โดย คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวต้อนรับและแนะนำภาพรวมการดำเนินงานของ สวทช. พร้อมการแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “การสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมและบริการของ สวทช.” นำเสนอโดย คุณเอกชัย ขจรคำ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวถึงบทบาทกลุ่มสร้างขีดความสามารถ กลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยี และกรณีความสำเร็จต่าง ๆ นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.ธันยกร เมืองนาโพธิ์ นักวิจัยจากนาโนเทค และเป็นหนึ่งในผู้บริหาร บริษัท นาโน โค๊ดติ้งเทค จำกัด (ผู้ประกอบการภายใต้โครงการ NSTDA Startup) มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงจากภาคสนาม  เป็นการร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ เสริมศักยภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยเติบโต การศึกษางานในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการศึกษาของคณะและเป็นการร่วมกันต่อยอดการประยุกต์ใช้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคการผลิตให้สามารถขยายฐานความร่วมมือในโอกาสต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกกำลัง สพฐ. และ สสวท. เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัล จัดอบรมครูแกนนำ “ปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน ปีที่ 2” ตั้งเป้าขยายผลสู่นักเรียนกว่าแสนคนทั่วประเทศ
4 มีนาคม 2569 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน ปีที่ 2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย โดยมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศผ่านระบบการศึกษาแบบครบวงจร ณ โรงแรมรอยัลเบญจา กรุงเทพมหานคร การอบรมในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการของทั้งสามหน่วยงานเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งในปีแรกได้สร้างครูแกนนำไปแล้ว 1,500 คน จาก 750 โรงเรียน และสามารถขยายผลการเรียนรู้ไปสู่ผู้ใช้งานระบบได้มากกว่า 63,000 คน สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 2 นี้ โครงการได้ตั้งเป้าหมายในการขยายผลสู่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 800 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการอบรมครูแกนนำเพิ่มอีก 1,600 คน โดยมีความมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปสู่นักเรียนให้ได้ถึง 100,000 คน การอบรมในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการของทั้งสามหน่วยงานเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งในปีแรกได้สร้างครูแกนนำไปแล้ว 1,500 คน จาก 750 โรงเรียน และสามารถขยายผลการเรียนรู้ไปสู่ผู้ใช้งานระบบได้มากกว่า 63,000 คน สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 2 นี้ โครงการได้ตั้งเป้าหมายในการขยายผลสู่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 800 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการอบรมครูแกนนำเพิ่มอีก 1,600 คน โดยมีความมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปสู่นักเรียนให้ได้ถึง 100,000 คน ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากเดิมที่ใช้มาตรฐานเดียวสำหรับทุกคน (One size fits all) สู่การเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล ผ่านการนำแพลตฟอร์ม LEAD Education (LEarning analytic for ADaptive Education) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นระบบติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วยเครื่องมืออัจฉริยะ ได้แก่ ‘BookRoll’ สำหรับติดตามพฤติกรรมการอ่านเอกสาร ‘Adaptive Quiz’ ที่ปรับระดับคำถามให้เหมาะสมกับผู้เรียนแบบเรียลไทม์ ‘KidBright AI Simulator’ สำหรับฝึกสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ครบทั้ง 4 กระบวนการ ‘VIOLA’ สำหรับวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อวิดีโอ และ ‘Teacher Dashboard’ ที่ช่วยให้ครูผู้สอนติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการศึกษาโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน และมีส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นายเอกสิทธิ์ ปิยะแสงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ สพฐ. กล่าวถึงความสำคัญเชิงนโยบายว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570)  สพฐ. จึงได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานโดยมุ่งบูรณาการความรู้ด้าน AI, Coding, วิทยาการคำนวณ และแนวคิด STEAM เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งพัฒนาสมรรถนะครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกและใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้รายบุคคล โครงการนี้ถือเป็นโครงการระดับเรือธงของ สพฐ. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้าน AI อย่างครบวงจร ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นเครื่องมือช่วยจัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจถึงแก่นแท้ของเทคโนโลยีเพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของตนเองได้อย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ สพฐ. ยังได้เปิดแนวทางให้นำรายวิชาเพิ่มเติมปัญญาประดิษฐ์ไประบุลงในเอกสารแสดงผลการเรียน (ปพ.) ของนักเรียนได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ในประเทศไทย ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสและความได้เปรียบให้แก่เยาวชนในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการเตรียมความพร้อมในวันนี้ จะทำให้เด็กไทยไม่ตกเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีอย่างถาวร แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างสรรค์และมีสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมเป็นของตนเองในอนาคต   ดร.ชัยวุฒิ เลิศวนสิริวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวเสริมถึงบทบาทในการบูรณาการความร่วมมือว่า ความสำเร็จของโครงการเกิดจากการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสามหน่วยงาน โดย สวทช. สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สพฐ. ดูแลและสนับสนุนสถานศึกษา ในขณะที่ สสวท. รับผิดชอบด้านการพัฒนาเนื้อหาหลักสูตร  ปัจจุบัน สสวท. ได้จัดทำหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์เป็นรายวิชาเพิ่มเติมที่ถือเป็นสื่อหลักของโรงเรียน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งนับเป็นหลักสูตรด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับต้นๆ ของโลกที่มีการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งให้ข้อคิดทิ้งท้ายถึงความท้าทายของโครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันที่มีอัตราการเกิดลดลงและกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การเร่งสร้างและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่เยาวชน จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนในการยกระดับทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพและมีศักยภาพสูง เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่าง สวทช. สพฐ. และ สสวท. ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษาไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัล การส่งเสริมความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีให้แก่ครูผู้สอน จะช่วยขยายผลองค์ความรู้ไปสู่นักเรียนเป้าหมายกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสะท้อนถึงแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้และสร้างสรรค์เทคโนโลยีได้อย่างมีจริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
9 องค์กรชั้นนำ จับมือขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่ยุค AI BDE เปิดตัวกรอบนวัตกรรม AI แห่งอาเซียน (AITIF) หนุนเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ AI อย่างรับผิดชอบ-ยั่งยืน
(วันที่ 4 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุมพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ไปสู่องค์กร ภายใต้กรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน ร่วมกับ 8 องค์กรชั้นนำในการขับเคลื่อน AI ประกอบด้วย 1. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 3. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 4. สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย 5. สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย 6. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล 7. บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด และ 8. บริษัท ปูนชิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้งานประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน (ASEAN AI Transition Innovation Framework : AITIF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำกรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน มาใช้ในการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ขององค์กร และการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีความพร้อมในการใช้และพัฒนา AI รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน ให้รองรับการปรับเปลี่ยนทางด้าน AI และกรอบความตกลงที่เกี่ยวข้องภายใต้ประชาคมอาเซียน ทั้งยังเป็นการร่วมกันแบ่งปัน และเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์การนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างเหมาะสมและปลอดภัย โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Strategy: NAIS) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อนำกรอบแนวทาง AITIF มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทย โดยทาง สวทช. มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้ใช้" มาเป็น "ผู้สร้าง" นวัตกรรม AI ผ่านการสนับสนุนงานวิจัยและการทดสอบมาตรฐาน เพื่อให้เทคโนโลยี AI ที่นำมาใช้นั้นมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวทางของอาเซียน "สวทช. มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนกรอบแนวทาง AITIF ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สอดรับกับ ยุทธศาสตร์ AI ชาติ (NAIS) ของเราโดยตรง โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาบุคลากรและการเตรียมความพร้อมของข้อมูล เรามองว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน" ภายใต้ความร่วมมือนี้ สวทช. พร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ThaiSC (Supercomputer) และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้องค์กรไทยสามารถนำกรอบทักษะ AI Literacy และเครื่องมือประเมินความพร้อม (AI Readiness) ไปใช้ได้จริง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในระดับสากล" ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ได้เป็นประธานการประชุมสัมมนา พร้อมเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน (ASEAN AI Transition Innovation Framework : AITIF) พร้อมเปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจจากรายงาน AI Ready ASEAN Research ประจำปี 2569 ระบุว่า เยาวชนไทยกว่าร้อยละ 90 และบุคลากรทางการศึกษากว่าร้อยละ 80 มีการนำ AI มาใช้ในการเรียนการสอนและการทำงานอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอัตราการเติบโตที่รวดเร็วนี้กลับชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญในด้านความพร้อมและจริยธรรมในการใช้งาน ที่ยังคงเป็นช่องว่าง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนอาจกระทบต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ รวมถึงปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น นายเวทางค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการฯ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนฯ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันศึกษาและพัฒนากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียน ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทยและอาเซียนได้นำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย 1. กรอบทักษะความเข้าใจและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy Framework) 2. รายการทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์และอนุกรมวิธานทักษะวิชาชีพปัญญาประดิษฐ์ (AI Skill Checklist and AI Skill Taxonomies) และ 3. เครื่องมือประเมินความพร้อมด้าน AI (AI Readiness Assessment Tool) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ คือหัวใจสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม AI ของอาเซียนและสนับสนุนให้เกิดการนํากรอบแนวทางการเปลี่ยนผ่านมาใช้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ให้มีความพร้อมในการใช้และพัฒนา AI เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน โดยหลักสำคัญของกรอบแนวทาง AITIF คือการส่งเสริมแนวคิด Hybrid AI ที่ผสมผสานทั้งแนวทางขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) และองค์ความรู้ (Knowledge-Driven) เข้าด้วยกัน บนหลักการ “เป็นธรรม ครอบคลุม และทั่วถึง” เพื่อให้มั่นใจว่า พลเมืองอาเซียนจะใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล-ป่าชายเลนไทย ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สวทช. ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ประกาศต่อยอดความร่วมมือในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้อนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งป่าชายเลนของประเทศไทย พร้อมโชว์ตัวอย่างผลงานที่ร่วมกันพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมของป่าชายเลน , การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการบันทึกข้อมูลระบบนิเวศป่าชายเลน , การพัฒนาระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังปะการังฟอกขาว ตลอดจนการพัฒนารั้วกันคลื่นจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
Announcement of National Science and Technology Development Agency for the TAIST-Science Tokyo Scholarship Program on List of eligible candidates who are called for Interview Academic Year 2026
List of eligible candidates who are called for Interview in Automotive and Advanced Transportation Engineering: A2TE Program 2026 List of eligible candidates who are called for Interview in Sustainable Energy and Resources Engineering: SERE Program 2026 List of eligible candidates who are called for Interview in Biomedical Engineering and Artificial Intelligence: BIOMED and AI Program 2026
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดตัว “ThaiLLM” โครงสร้างพื้นฐาน AI สัญชาติไทย เพื่อคนไทย
ปัจจุบันการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระดับโลกได้ขยายจากการพัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทางไปสู่การสร้าง foundation model หรือโมเดลรากฐาน ซึ่งเป็นระบบ AI ขนาดใหญ่ที่นำไปต่อยอดใช้งานได้หลายบริบท หลายประเทศชั้นนำต่างเร่งลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลนี้เป็นของตนเอง ด้วยตระหนักว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI), สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนา ThaiLLM โมเดล AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศ AI ของประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEF) Foundation Model แตกต่างจากโมเดลทั่วไปอย่างไร ? foundation model คือ โมเดล AI ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะการเป็นรากฐานของระบบ AI ต่าง ๆ เมื่อมีโมเดลรากฐาน ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาควิจัย สามารถนำโมเดลนี้ไปปรับแต่งต่อยอด (fine-tune) ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ทำให้ประหยัดทั้งทรัพยากรและเวลาในการพัฒนา รวมถึงลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี [caption id="attachment_81131" align="aligncenter" width="450"] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า สาเหตุหลักที่ต้องพัฒนา foundation model เป็นของประเทศไทย เนื่องจากภาษาไทยมีโครงสร้างภาษาที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ มีภาษาถิ่น ภาษาราชการ อีกทั้งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เฉพาะตัว ดังนั้นหากใช้โมเดลที่ฝึกด้วยข้อมูลต่างประเทศเป็นหลักก็อาจขาดความเข้าใจบริบทไทยในเชิงลึก “การพึ่งพาการใช้งานโมเดลจากต่างประเทศยังทำให้ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านอธิปไตยของข้อมูล ทั้งการกำหนดเงื่อนไขการจัดเก็บ การประมวลผล และการเข้าถึง โดยเฉพาะกรณีการใช้งานภายในองค์กรที่มีความอ่อนไหวและต้องการมาตรการความปลอดภัยสูง จากความท้าทายดังกล่าว สวทช. และพันธมิตรจึงได้ร่วมกันพัฒนา foundation model ของประเทศไทยขึ้นในชื่อ ThaiLLM เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย” ทั้งนี้ทีมภาคีผู้พัฒนาได้รับการสนับสนุนการใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการเทรนโมเดล ThaiLLM จากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) เนคเทค สวทช. ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้บริการของต่างประเทศ รวมถึงช่วยรักษาอธิปไตยของข้อมูลตามเป้าหมายการพัฒนา ThaiLLM [caption id="attachment_81116" align="aligncenter" width="750"] เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ให้บริการโดย ThaiSC สวทช.[/caption] “ThaiLLM” พร้อมให้บริการโมเดลที่ “เชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทไทย” ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมภาคีผู้พัฒนาได้เปิดให้บริการ ThaiLLM แล้ว 2 ขนาด คือ 8 พันล้านพารามิเตอร์ และ 3 หมื่นล้านพารามิเตอร์ โดยจำนวนพารามิเตอร์ที่มากขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการประมวลผลที่สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ThaiLLM ผ่านการทดสอบแล้วว่าประมวลภาษาและวัฒนธรรมไทยได้ทัดเทียมโมเดลขนาดใหญ่ระดับสากล ซึ่งในอนาคตทีมภาคีผู้พัฒนายังมีแผนเปิดให้บริการโมเดลที่มีจำนวนพารามิเตอร์สูงขึ้นต่อไป ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ThaiLLM มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและบริบทของไทย เนื่องจากผ่านการเทรนด้วยฐานข้อมูลภาษาไทยที่มีความครอบคลุมและหลากหลาย เช่น ภาษาไทยที่มีการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือภาษาธรรมชาติ ข้อมูลวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ข้อมูลจากเอกสารราชการ ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลจากบทความงานวิจัย ข้อมูลจากเอกสารพระราชกฤษฎีกา ทำให้เรียนรู้ความเป็นไทยเพิ่มเติมจากโมเดลฐานที่นำมาพัฒนามากกว่า 100,000 ล้านโทเคน (100B+ tokens) หรือใกล้เคียงกับ 100,000 ล้านคำ “ขณะนี้ภาคีผู้พัฒนาได้เปิดให้ใช้งาน ThaiLLM โดยไม่คิดค่าบริการ ผ่านเว็บไซต์ https://thaillm.or.th/ ซึ่งให้บริการทั้งหมด 3 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ playground เป็นพื้นที่ให้นักพัฒนาโมเดล AI และประชาชนทั่วไปที่สนใจทดลองใช้งานโมเดลขนาด 8 พันล้านพารามิเตอร์ รูปแบบที่สอง คือ API (Application Programming Interface) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำโมเดลไปพัฒนาและปรับแต่งเชิงลึก โดยไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และรูปแบบสุดท้าย คือ โมเดลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำโมเดลไปพัฒนาและปรับแต่งเชิงลึก” “โมเดลสัญชาติไทย” ใช้งานได้จริง เตรียมเดินหน้าสู่ “Agentic AI” หลังจากการเปิดตัว ThaiLLM มีพันธมิตรหลายรายนำโมเดลไปใช้เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านภาษาและบริบทไทยให้แก่โมเดลที่มีอยู่แล้วหลายตัว เช่น THaLLE (ทะเล) โดย KBTG, Typhoon (ไต้ฝุ่น) โดย SCB 10X รวมถึง OpenThaiGPT และ Pathumma LLM ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. และพันธมิตร ดร.ศราวุธ เล่าว่า ทิศทางต่อไปของการพัฒนานอกจากการเพิ่มจำนวนพารามิเตอร์และจำนวนข้อมูลที่ใช้เทรน ThaiLLM ทีมวิจัยจากเนคเทค สวทช. ยังมีแผนพัฒนา Agentic AI ซึ่งหมายถึงการพัฒนาโมเดล AI ขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยมีตัวควบคุมกลางทำหน้าที่คล้ายวาทยกรคอยกำหนดลำดับขั้นตอน มอบหมายงาน และประสานการทำงานของแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ผลที่เกิดขึ้นคือ AI จะประมวลผลได้เร็วขึ้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น ขณะที่ใช้ทรัพยากรในการทำงานลดลง “เนคเทค สวทช. และพันธมิตรยังมุ่งเป้าพัฒนา Pathumma LLM ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีฟังก์ชัน multi-modal หรือรองรับการประมวลผลข้อมูลทั้งที่เป็นข้อความ ภาพ และเสียง ดังที่เปิดให้บริการทั้งรูปแบบ playground, API และโมเดลแล้วตั้งแต่ปี 2567 ให้ประมวลผลได้มีประสิทธิภาพ และมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาและบริบทไทยมากยิ่งขึ้นด้วย” ระบบนิเวศ AI เข้มแข็งต้องแกร่งทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน การจะพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ให้ยั่งยืนได้ สิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาเคียงคู่กันไปกับเทคโนโลยี คือ การพัฒนากำลังคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการนำ AI ไปใช้เสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดร.ศราวุธ เล่าว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568 สวทช. และพันธมิตรได้จัดกิจกรรมพัฒนากำลังคนผ่านหลักสูตร 4 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรเริ่มต้นสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน AI, หลักสูตรการสร้าง AI สำหรับให้บริการระบบสืบค้นข้อมูลและการปรับแต่งโมเดล AI, หลักสูตรการพัฒนาโมเดล AI ที่เชี่ยวชาญภาษาและบริบทไทย และสุดท้ายคือหลักสูตรสำหรับนักวิจัยที่ต้องการทำวิจัยในหัวข้อการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรทั้ง 4 นี้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงนักวิจัย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้แล้วรวมมากกว่า 700 คน และยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่อในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามการเปิดรับสมัครหลักสูตรต่าง ๆ ผ่านเฟซบุ๊ก AI Thailand Community” การพัฒนา ThaiLLM และกำลังคนอย่างเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศ AI อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านพลังความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของประเทศไทยจากผู้ใช้งานสู่ผู้สร้าง ผู้พัฒนา และผู้กำหนดทิศทางอนาคตของระบบนิเวศ AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ภาพจาก AI Thailand Community และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 2 มีนาคม 2569
สวทช. จับมือ กรมควบคุมโรค พลิกโฉมสาธารณสุขไทยสู่ยุค AI ผนึกกำลังสกัดโรคระบาดด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ ยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพด้วยระบบเฝ้าระวัง 'Smart Community Health' ชูชุดตรวจอัจฉริยะและ AI รับมือโรคอุบัติใหม่ ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 ก้าวใหม่ภาคอุตสาหกรรม กนอ. จับมือ สวทช. พลิกโฉมนิคมอุตสาหกรรมทั่วไทย สวทช.-กนอ. นำวิทย์-เทคฯ-นวัตกรรม 'ติดปีก' นำร่อง 4 นิคมฯ 'ลาดกระบัง-ภาคเหนือ-แหลมฉบัง-บางปู' มุ่งสู่ Smart Factory ... >> อ่านต่อ สำนักงบฯ เยี่ยมชม: - สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหารจากสำนักงบประมาณ โชว์นวัตกรรมเกษตรและอาหารที่ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ตอกย้ำการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. โชว์ศักยภาพคว้า 2 รางวัลเกียรติยศจาก อย. ย้ำจุดยืน “วิจัยเพื่อผู้บริโภค” ยกระดับความปลอดภัยอาหารและสุขภาพไทยสู่สากล
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความสำเร็จในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้วยการคว้า 2 รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติเครือข่ายวิจัยเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และรางวัลความร่วมมือด้านวิชาการในการคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ภายในงานได้รับเกียรติจาก เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยมี ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค สวทช.) เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร การประชุมวิชาการครั้งนี้ จัดงานภายใต้แนวคิด “From Local to Global: วิจัยสร้างฐาน มาตรฐานสร้างชื่อ เลื่องลือสู่สากล” มุ่งผลักดันงานวิจัยและมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญหลายมิติ ทั้งการยกระดับองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การผลักดันงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้กับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยบนเวทีสากล ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป สำหรับ สวทช. ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงบทบาทของ สวทช. ในฐานะ "ฟันเฟืองวิจัย" ที่เปลี่ยนงานวิชาการให้กลายเป็นเครื่องมือปกป้องผู้บริโภคได้จริง การันตีความเชื่อมั่นจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารของไทยให้เข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่มาตรฐานสากล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ปิดท้ายโรดโชว์พิจิตร นำคณะสำนักงบประมาณลงพื้นที่ “โพทะเล” ชูความสำเร็จสหกรณ์ต้นแบบ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคาร์บอนต่ำ “ไบโอเทค 1” สู่ตลาดพรีเมียม
(27 กุมภาพันธ์ 2569) จังหวัดพิจิตร - คณะผู้แทนจากสำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวสัมพันธ์ บัวสังข์ นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และทีมวิจัย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดพิจิตร และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการพหุเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG Model ต่อเนื่องในวันที่สอง ณ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวและการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ยกระดับการทำนาด้วย ข้าวคาร์บอนต่ำ พันธุ์ “ไบโอเทค 1” การลงพื้นที่ในช่วงเช้าเริ่มต้นขึ้น ณ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคาร์บอนต่ำแปลงใหญ่ของ นางสาวธัศวัลย์ ภู่จำนงค์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการปลูกข้าวพันธุ์ “ไบโอเทค 1” ที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โดยแปลงนาแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้พันธุ์ข้าวที่รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลกร้อน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำนาคาร์บอนต่ำเพื่อยกระดับมูลค่าผลผลิต เชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่เกษตรกรผ่านสหกรณ์ต้นแบบ จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เพื่อศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างครบวงจร โดยได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานของสหกรณ์ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากนักวิจัยสู่เกษตรกร พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งผู้แทนฝ่ายการตลาดของสหกรณ์ฯ ได้แนะนำและอธิบายถึงขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เน้นการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์และมีมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการกระจายพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่ชุมชนเกษตรกร “พิจิตรโมเดล” ต้นแบบความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน ความสำเร็จของ “พิจิตรโมเดล” ในพื้นที่อำเภอโพทะเลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวเข้าสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ และยังตอกย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย (สวทช.) สถาบันการเงิน (ธ.ก.ส.) และภาคประชาสังคม (สหกรณ์การเกษตรโพทะเล) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานการผลิตข้าวของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชี้เป้าต้นตอฝุ่น PM2.5 แม่นยำ! ด้วยนวัตกรรม “e-Nose”
สวทช. จัดงาน NSTDA x Press Interviews โชว์นวัตกรรม “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พัฒนาโดยนักวิจัยนาโนเทค สวทช. สามารถตรวจจับกลิ่น พร้อมจำแนกสารระเหยและก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของกลิ่นได้ โดย กรมควบคุมมลพิษ จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือสืบหาแหล่งต้นตอของฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ว่ามาจากแหล่งกำเนิดใด เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวล ฝุ่นจราจร ฝุ่นอุตสาหกรรม หรือฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของปุ๋ยไนโตรเจนในดิน จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดทำมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น . สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรม e-Nose เชิญมาร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการเสวนา ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ ด้วยนวัตกรรม e-Nose ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. NAC2026 วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. จับมือ ธ.ก.ส. พิจิตร และภาคีเครือข่าย นำคณะสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่พิจิตร โชว์พลัง “พิจิตรโมเดล” ขับเคลื่อน BCG ยกระดับการผลิตข้าวสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ
(26 กุมภาพันธ์ 2569) ณ จังหวัดพิจิตร - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดพิจิตร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย นำคณะจากสำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวสัมพันธ์ บัวสังข์ นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ “การใช้พหุเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG Model ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานการผลิตข้าวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 26 - 27 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อโชว์ศักยภาพการผลิตข้าวแนวใหม่ที่เน้นมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนปี 2568 เพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางในภาคการผลิตข้าว โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพผ่านกลไกความร่วมมือแบบ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรได้ถึง 2,700 คน (คิดเป็น 180% ของเป้าหมาย) ครอบคลุมทั้งการสร้างชุมชนต้นแบบนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยวันแรกของการลงพื้นที่ เป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ พิธีการจัดขึ้น ณ วิทยาลัยชุมชนพิจิตร อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โดยช่วงแรก ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. ได้นำเสนอภาพรวมความสำเร็จของโครงการฯ ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวและเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร ต่อด้วยช่วงเวทีเล่าสู่กันฟัง “พหุเทคโนโลยีเพื่อชุมชนได้อะไรมากกว่าที่คิด” ซึ่งได้นำเสนอความสำเร็จของ “พิจิตรโมเดล” ที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการผ่านประสบการณ์จริงของเกษตรกร โดย คุณโชค โตจริง จาก ธ.ก.ส. จังหวัดพิจิตร ระบุว่า จังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่นำเทคโนโลยี เช่น ระบบแนะนำพันธุ์ข้าว RiceFit และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) มาใช้จริงเพื่อส่งเสริม “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้จริง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ กลุ่มเกษตรกรทับคล้อและบ้านรังนก ที่นำข้าวพันธุ์ใหม่ อาทิ หอมสยาม และหอมชลสิทธิ์ 2 มาทดลองปลูกจนได้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมถึง 1.5 - 2 เท่า พร้อมสร้างแบรนด์สินค้าชุมชนจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ คณะผู้แทนได้เข้าเยี่ยมชมการแปรรูปข้าวสู่นวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นำโดย อ.สุรพล ใจวงศ์ษา และ อ.กัญญณัช ศิริธัญญา ได้แก่ วิปครีมจากข้าว ไรซ์โยเกิร์ต กราโนล่า (Granola) ข้าวก่ำพอง และแป้งข้าวเหนียวสำหรับอาหารโมเลกุล รวมถึงร่วมชมนิทรรศการแสดงนวัตกรรมเด่น เช่น ระบบ RiceFit สำหรับแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม แอปพลิเคชัน Linebot ตรวจวินิจฉัยโรคข้าว และเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวพร้อมใช้จากทีมวิจัย สวทช. ได้แก่ พันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 พันธุ์ไบโอเทค 1 พันธุ์หอมสยาม พันธุ์หอมสยาม 2 และพันธุ์หอมนาคา ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูปนวัตกรรม จากนั้น คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมที่ บริษัท ทรี โอ้ส์ ทรี อะกริคัลเจอร์ จำกัด ซึ่งได้รับซื้อข้าวเหนียวพันธุ์ “หอมนาคา” มาแปรรูปเป็นข้าวคั่วและน้ำจิ้มแจ่วส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ก่อนปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วยการลงพื้นที่แปลงนาอำเภอสามง่าม เพื่อเยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ ที่มีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) การใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ IoT และข้าวพันธุ์ทนทานสภาวะโลกร้อนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เกษตรกรไทยยุคใหม่ที่พร้อมปรับตัวรับความท้าทายจากสภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. รับ 2 รางวัล จากงาน DCT Digital Policy Conference
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ True Digital Park West อาคาร Unicorn ชั้น 3 ห้อง Grand Hall ภายในงานประชุม DCT Digital Policy Conference ซึ่งจัดโดยสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ DCT Digital Ecosystem Partner Awards 2026 ในด้าน Digital Policy Maker เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้มอบหมายให้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค และ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ เป็นผู้แทนขึ้นรับมอบรางวัล สำหรับรางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการให้ความร่วมมือกับสภาดิจิทัลฯ ในการผลักดันพันธกิจและขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลมาโดยตลอด การประชุม DCT Digital Policy Conference เป็นเวทีนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล 6 ภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย (Infrastructure / Hardware / Software / Digital Content / Digital Services / Smart Devices) เพื่อนำเสนอนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่ 1. วางรากฐานกำลังคนดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ 2. เสริมขีดความสามารถแพลตฟอร์มไทยและอธิปไตยทางด้านดิจิทัลของไทย 3. จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI และเร่งการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัป 4. ส่งเสริมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม 5. ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยทั้ง 5 นโยบายมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นวาระแห่งชาติ พลิกโฉมจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ภายในงานได้จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษในด้านนโยบาย การสนับสนุน ความจำเป็นในระดับยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล นำโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล ในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายด้านดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกำลังคน สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง และในส่วนหัวข้อปาฐกถาอื่น ๆ ประกอบด้วย - DCT Digital Industry Highlights ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล โดย ผู้แทนจาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล - DCT Move Thailand Forward: Driving Thailand's Digital Future โดย ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุช ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย - Digital Policy Support (Funding, Talent, Regulation) ปลดล็อกข้อจำกัดทางนโยบาย พลิกโฉมดิจิทัลไทยสู่สากล โดย ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) - Global Tech Investment การลงทุนดิจิทัล Data Center และ AI: ต่างชาติอยากได้อะไรจากประเทศไทย ? โดย คุณสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังช่วยสร้างรากฐานของระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลให้เข้มแข็งและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์