หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ “ข้าว–ผัก” ครั้งแรกของโลก บูรณาการวิทยาศาสตร์สู่ความมั่นคงทางอาหารโลก
(24 ตุลาคม 2568) ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี - ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Hub of Rice) ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย (Veg-SeedHub) ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ “Joint International Conference on Sustainable Rice Cultivation and Vegetable Science and Innovation” เป็นครั้งแรกที่ศาสตร์ด้านข้าวและผักถูกนำมาบูรณาการบนเวทีเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การจัดการเชื้อพันธุกรรม เทคโนโลยีการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิต จนถึงการเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมอาหารและความมั่นคงทางโภชนาการ โดยมีองค์กรสำคัญระดับประเทศร่วมจัดกิจกรรมนี้ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นต้น ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิทยาศาสตร์การเกษตรผ่านการบูรณาการและความร่วมมือ ซึ่งข้าวและผักเป็นรากฐานสำคัญของระบบอาหาร และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองกลุ่มพืชนี้ คือหัวใจของความมั่นคงทางโภชนาการและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการจัดงานครั้งนี้ของ Hub of Rice และ Veg-SeedHub ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างพันธมิตรและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต ด้าน ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่าย ทั้งศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Hub of Rice) ที่เน้นการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่องานวิจัยและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสู่การใช้ประโยชน์ และภาคีเครือข่ายของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย (Veg-SeedHub) หรือ Hub of Talents for Thai Vegetable Seeds ที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ ด้านผักเศรษฐกิจและผักพื้นบ้านของไทย ซึ่งมุ่งผลักดันงานวิจัยด้านพืชผักตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ สู่ความเป็นผู้นำในอาเซียนและระดับโลก โดยในงานประชุมวิชาการนานาชาติ “ข้าว-ผัก” ในครั้งนี้ สวทช. โดยไบโอเทค ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินจัดงาน และนำเสนอผลงานทั้งในรูปแบบนิทรรศการ ผลงานการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกต่าง ๆ โดยทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ (APBT) รวมถึงผลงานวิจัยและพัฒนาในด้านอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การตรวจสอบคุณภาพและความบริสุทธิ์ ไปจนถึงการวินิจฉัยโรคพืช จากศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) ตลอดจนนักวิจัยไบโอเทคร่วมเป็นวิทยากรบรรยายภายในงานด้วย การประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน จาก 8 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ IRRI (International Rice Research Institute), WorldVeg (World Vegetable Center), Crop Trust, FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) และ GIZ (German Agency for International Cooperation) รวมถึงภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยกว่า 100 เรื่อง และมีปาฐกถาพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกด้านความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืน ที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกรวน ปัญหาน้ำ และศัตรูพืชที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://riceveg.thailandricehub.org
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ CSIRO และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดกิจกรรม “IPPIN Demo Day 2025 – Thailand Chapter” เสริมความร่วมมือนวัตกรรมพลาสติกยั่งยืน ไทย–ออสเตรเลียสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ (Dr. Asira Fuongfuchat) รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พร้อมด้วยทีมวิจัยและผู้แทนเอ็มเทค เข้าร่วมกิจกรรม Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) Demo Day 2025 – Thailand Chapter ซึ่งเป็นเวทีจัดแสดงนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาขยะและมลพิษจากพลาสติก ต่อยอดสู่ความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบแนวคิด Gender Equality, Disability and Social Inclusion (GEDSI) framework กิจกรรมดังกล่าวจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) ภายในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TISTR) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน บริษัทสตาร์ทอัพ สมาคมผู้ประกอบการด้านพลาสติก และหน่วยงานกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ (Dr. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ผ่านโครงการ IPPIN มีทีมผู้ประกอบการ 8 ทีมที่ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนานวัตกรรมสีเขียวที่หลากหลาย เช่น แอปพลิเคชันธนาคารขยะ ระบบบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (regenerative tourism) และอีกมากมาย ในบรรดานักนวัตกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ ทีม Blue Ocean Plastic ซึ่งทำงานร่วมกับผู้เก็บขยะเพื่อส่งเสริมแนวทางการรีไซเคิลที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงทีม Rematterso ที่แปรรูปวัสดุที่ยากต่อการรีไซเคิลให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว” ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า “การดำเนินกิจกรรมผ่านแพลตฟอร์มอย่าง IPPIN ทำให้โครงการเหล่านี้มีคุณค่า และช่วยเปิดแนวทางใหม่ในการใช้ประโยชน์จากวัสดุ รวมถึงสร้างชุดความคิดใหม่เพื่อความยั่งยืน การที่ทุกฝ่ายมารวมตัวกันในวันนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของนักนวัตกรรมและผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความร่วมมือในการจัดการกับวิกฤตพลาสติก ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยการสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นของพลาสติกในชีวิตประจำวันกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ความร่วมมือ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน” ไฮไลต์สำคัญของงาน Demo Day คือการนำเสนอผลงานนวัตกรรม (Pitching Session) จากนักวิจัย นวัตกร บริษัทสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ รวม 8 ทีม ได้แก่ 1) Blue Ocean Plastic Recycling Co., Ltd. (BOP) 2) Ecocrew – reusable packaging system 3) GOMI Solutions Co., Ltd. 4) Local Alike 5) Namtha Aa saa 6) PETWood 7) Rematterso และ 8) Yolo โดยทุกทีมได้ผ่านการบ่มเพาะภายใต้ IPPIN Accelerator Program เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการวางแผนธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด และการพัฒนาแผนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ ทีมที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการจะมีโอกาสเข้าสู่ Grow Program ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดท้ายของ IPPIN ที่เน้นการ coaching อย่างเข้มข้น พร้อมโอกาสเข้าถึง seed funding จาก CSIRO และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของงานคือ Showcase Session การจัดแสดงผลงานวิจัยจากบริษัทผู้เข้าร่วมและหน่วยงานพันธมิตรในประเทศไทย โดยมี ดร.วิชชุดา เดาด์ และทีมนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. ร่วมนำผลงานวิจัยมาจัดแสดงด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โครงการ Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) ได้ให้การสนับสนุนกิจการกว่า 165 แห่งทั่ว Chapter ต่าง ๆ ในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย รวมถึงกว่า 80 แห่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโครงการในการส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมพลาสติกยั่งยืน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ข้อมูลเพิ่มเติม Cohort Booklet
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
2025 GREEN VENTURE TECHBIZ PROGRAM: เชื่อมโยงเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อการลงทุนและนวัตกรรม
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มีเป้าหมายทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นั่นหมายความว่า ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ทันเวลา การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการจัดการของเสียเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากองค์กรไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ย่อมเสี่ยงที่จะเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่ ๆ คำถามสำคัญยังคงอยู่: โซลูชันใดเหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจไทย? 🔑 คำตอบรออยู่ที่งาน 2025 Green Venture TechBiz Program – เวทีที่เทคโนโลยีสีเขียวนำสมัยจากเกาหลี พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจไทย สิ่งที่ธุรกิจจะได้รับจากการเข้าร่วม: 🔸 ขยายเครือข่าย: พบปะพันธมิตรโดยตรงและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 🔸 โอกาสการลงทุน: เข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของไทยและอาเซียน 🔸 เร่งการพาณิชย์จริง: นำโซลูชันล้ำสมัยไปใช้ในปฏิบัติการจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบระยะยาว 🚀 12 เทคโนโลยีเด่นในงาน: ✔️ Hybrid Hydrothermal Carbonization (HTC): เปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและก๊าซสะอาด ✔️ Mobile Energy Storage System (ESS): ระบบกักเก็บไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ แทนเครื่องปั่นไฟดีเซล ✔️ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า & สถานีสลับแบตอัจฉริยะ: เปลี่ยนแบตได้ใน 20 วินาที ลดการปล่อยมลพิษ ✔️ AIoT Energy Management (Leaf AI): จัดการพลังงานอัจฉริยะสำหรับอาคารและโรงงาน ✔️ โซลูชันไฮโดรเจน: สถานีเติมเชื้อเพลิง เครื่องปั่นไฟ และยานไร้คนขับพลังงานไฮโดรเจน ✔️ แพลตฟอร์มบำบัดสุขภาพจิตด้วย AI: ดูแลสุขภาพจิตด้วย AI ผสานเสียงและกลิ่น ✔️ สารกำจัดก๊าซซัลเฟอร์และระบบกำจัดกลิ่นก๊าซชีวภาพ ✔️ แพลตฟอร์ม Cloud วางแผนเส้นทางอัจฉริยะ (Mobble MOD): รองรับการขนส่งร่วมแบบ On-Demand ✔️ UGV & AI สำหรับตรวจจับการรั่วไหลของน้ำ ✔️ ระบบเก็บละอองน้ำมันในครัวขั้นสูง: ติดตามด้วย IoT พร้อมรีไซเคิลน้ำมันพืชใช้แล้ว ✔️ ระบบวิเคราะห์เซลล์แบตเตอรี่: ใช้เทคโนโลยีอิมพีแดนซ์ตรวจสอบอย่างแม่นยำ ✔️ ฟิล์มฉนวนหน้าต่างนาโนโฟม & สารเติมแต่งน้ำมันเครื่องลดแรงเสียดทาน: ประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 📎 รายละเอียด 12 เทคโนโลยี (คลิกลิงก์): https://mekonglink.asia/event/technology-event-in-thailand/ 📅 วันและเวลา: 09:00 – 17:00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2025 📍 สถานที่: โรงแรม Holiday Inn Bangkok Sukhumvit, สุขุมวิท 22, คลองตัน, คลองเตย, กรุงเทพฯ 🔗 ลงทะเบียนที่นี่: https://forms.gle/ReTQHMK6CVCD1BV19 👉 นี่คือโอกาสทองสำหรับธุรกิจไทยในการขยายเครือข่าย และค้นพบศักยภาพการลงทุนสีเขียวในภูมิภาค! รีบลงทะเบียนตอนนี้
ปฏิทินกิจกรรม
 
ค่าย “Earth 2.0” สะเต็มศึกษาเชื่อมเทคโนโลยีอวกาศ สร้างอนาคตเยาวชนไทย
(วันที่ 25 ตุลาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวต้อนรับในกิจกรรมค่าย Earth 2.0 Camp: เรียนรู้กับวิศวกรด้านระบบขับเคลื่อนของ NASA จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ บริษัท SkillUp Global โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับ สะเต็มศึกษา ด้านเทคโนโลยีอวกาศและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในงานมีนายปีเตอร์ ลองสตาฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SkillUp Global นายโจนัส อาเวอร์มันน์ ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท SkillUp Global คุณ Sam Cronin และ Katy McMillan นักการศึกษา มาร่วมจัดกิจกรรม โดยมีคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเยาวชนผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 110 คน ในโอกาสนี้เหล่าเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ค่าย Earth 2.0 ได้รับฟัง นายชาร์ลส์ ดี. เกอมาร์ (Mr. Charles D. Gemar) อดีตนักบินอวกาศชาวอเมริกันจาก NASA ผู้มีประสบการณ์ขึ้นบินกับกระสวยอวกาศมาถึง 3 เที่ยวบิน เคยทำหน้าที่ในการเป็นผู้สื่อสารยานอวกาศ (CAPCOM) ในศูนย์ควบคุมภารกิจของกระสวยอวกาศ เพื่อสื่อสารกับนักบินอวกาศระหว่างปฏิบัติภารกิจของ NASA และเป็นเจ้าของสถิติอยู่นอกอวกาศนานกว่า 581 ชม. โดยได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอวกาศกับเหล่าเยาวชนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อร่วมเป็นแรงบันดาลใจและส่งเสริมศักยภาพเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่ค่าย Earth 2.0 เรียนรู้กับวิศวกรด้านระบบขับเคลื่อนของ NASA ในวันนี้ โดยกิจกรรม Earth 2.0 เป็นโปรแกรมปฏิบัติการ (hands-on program) ระยะเวลา 2 วัน (ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคม 2568) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สำรวจการค้นหาดาวเคราะห์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ และเรียนรู้เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตนอกโลก ผ่านกิจกรรมเกี่ยวกับการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี สำหรับค่าย Earth 2.0 ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น การทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักเรียนจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ยานอวกาศห้วงลึก ไปจนถึงการทดลองกับหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน “ค่าย Earth 2.0 นี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เรียนรู้ ได้สร้างสรรค์ และได้ฝันอย่างไร้ขีดจำกัด ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และความร่วมมือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ขอให้กำลังใจและส่งเสริมให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ให้มากที่สุด จงตั้งคำถาม ค้นพบสิ่งใหม่ๆ และเพลิดเพลินไปกับทุกขั้นตอนของการเดินทางแห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ โปรดจำไว้ว่า ทุกคำถามที่คุณถามและทุกแนวคิดที่คุณลองทำ จะนำพาคุณเข้าใกล้การค้นพบศักยภาพของตนเองไปอีกก้าวหนึ่ง” ด้าน ด.ช.อริย์ธัช เหล่าธรรมทัศน์ หรือ น้องพรีมัส อายุ 13 ปี กล่าวว่า ได้เจอเพื่อนใหม่และจับทีมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการได้ทำงานร่วมกับคนอื่น วันนี้ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากลุงแซม นักบินอวกาศของ NASA ได้ฟังประสบการณ์และช่วยเติมเต็มความฝันที่ผมอยากเป็นนักบินอวกาศตั้งแต่เด็ก และยังได้เรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ในโลกของเราได้อย่างไรบ้าง “ผมชอบนักบินอวกาศเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก และวันนี้สนุกมาก ๆ และดีมาก ๆ ที่ได้พูดคุยกับนักบินอวกาศของ NASA กับการแบ่งประสบการณ์ของเขาซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนได้เรียนรู้เยอะมาก ๆ” เช่นเดียวกับ ด.ญ.ฉัตรมนตร์ คลายศรี หรือน้องใบเฟิร์น อายุ12 ปี กล่าวว่า วันนี้ได้มาร่วมค่ายกับน้องสาวส่วนตัวมีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ และชอบการสำรวจดาวเคราะห์น้อย จึงมาร่วมกิจกรรม โดยได้เรียนรู้กิจกรรมการออกแบบโลโก้เกี่ยวกับอวกาศ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จากนักบินอวกาศ NASA ก็ทำให้เรารู้สึกสนุกไปด้วยและก็อยากไปอวกาศเหมือนกันเพราะดูเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“สุรศักดิ์” มอบนโยบาย สวทช. นำผลงานสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ใช้ศักยภาพ สวทช. สนองต่อนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน สร้างผลงาน Quick Big Win เห็นผลระยะสั้น
(24 ตุลาคม 2568) ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว.: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. ครั้งที่ 9/2568 พร้อมมอบนโยบายให้กับ สวทช. ว่า เพื่อให้แนวทางการดำเนินงานของ สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา (เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568) ซึ่งมุ่งเน้นนโยบายการตอบสนองภัยเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ด้วยผลงาน สวทช. สวทช. ในฐานะหนึ่งในองคาพยพสำคัญของ อว. มีศักยภาพในการตอบสนองทุกด้าน ผ่านบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาคน กระทรวง อว. จึงมีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย โดยอาศัยกลไกการทำงานภาคราชการให้ขับเคลื่อนเดินหน้าได้โดยไม่สะดุด รวมถึงการวางรากฐานความต่อเนื่องการทำงานของรัฐบาลชุดถัดไป เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว และเร่งผลักดันโครงการ Quick Big Win ที่สามารถเห็นผลในระยะสั้น โดยกระทรวง อว. ขอให้ สวทช. ส่งเสริมแพลตฟอร์ม Digital Healthcare และร้านขายยาคุณภาพ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ เพื่อตอบสนองด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน และนำผลงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนผู้ถือสิทธิบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทุกที่อย่างสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนขยายผลร้านขายยาคุณภาพ โดยพัฒนาระบบส่งเสริมให้ ร้านขายยาคุณภาพ เข้าสู่ระบบการเบิกจ่ายยาตรงกับ สปสช. โดยใช้เทคโนโลยีที่ สวทช. พัฒนาให้กับหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้เพียงบัตรประชาชนหรือบัตรทองในการเบิกจ่ายยาได้ทันที นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาระบบราชการและเพิ่มช่องทางในการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนจากประชาชน ให้ สวทช. นำ Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองด้านความมั่นคง และด้านสังคม สร้างระบบราชการที่ตอบสนองต่อภาคประชาชนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเดินหน้าสนับสนุนทางเทคนิคและพัฒนาระบบอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ไปทั่วประเทศ ให้เป็นกลไกในการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง "เมืองอัจฉริยะ" และ "ระบบราชการที่รับฟังอย่างแท้จริง" ขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ยังมีนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่นอกเหนือจาก Quick Big Win โดยเป็นภารกิจเชิงนโยบายที่สำคัญที่กระทรวง อว. มุ่งเน้นเพื่อให้ สวทช. ขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย: สนับสนุนการสร้างกำลังคนให้มีความรู้ความสามารถผ่านโครงการ Upskill-Reskill โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม: สนับสนุนความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ทุกระดับสำหรับคนทุกกลุ่ม การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง: ผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อภาคธุรกิจ (SME และ Startups) และ ชุมชนคนรากหญ้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลง   ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย "อว. ใกล้ประชาชน" เป็นกระทรวงที่ส่งผลต่อชีวิตคนทุกกลุ่ม และสอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สวทช. และหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง สวทช. พร้อมขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า “ในฐานะที่ สวทช. เป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เรามีความพร้อมด้านบุคลากรและองค์ความรู้ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างทันท่วงที เรามีแพลตฟอร์มและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาว สวทช. จะดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ยกระดับหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย ด้วยมาตรฐาน P-mark
สวทช.– กสทช. ผนึกกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและ IoT ภายใต้โครงการ “ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน” จัดกิจกรรม Demo Day เปิดเวทีให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการมานำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกิดจากการบ่มเพาะในโครงการพัฒนานวัตกรรม JumpStart ของ Software Park Thailand พร้อมรับมอบตราสัญลักษณ์ P-mark ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากศูนย์ PTEC สวทช. เป็นการสนับสนุนนักพัฒนาและผู้ประกอบการไทย ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร นักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนา “FOODTECH 4.0 NAVIGATOR: ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยสู่ตลาดสากล”
“FOODTECH 4.0 NAVIGATOR: ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยสู่ตลาดสากล”พบกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการยกระดับเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร การปรับตัวสู่ยุค Industry 4.0 และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการในตลาดโลก 📅 วันที่ 29 ตุลาคม 2568🕐 เวลา 13.00 – 17.00 น.📍 Auditorium, Software Park Thailand จังหวัดนนทบุรี ภายในงานพบกับการบรรยายและเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ผศ.ดร.สุลักษณ์ อัศวสุนิต ศ.ดร.ณัฏฐนิช หาญกว่าสุวัฒน์พร้อมเปิดตัว FoodTech 4.0 Accelerator Program ที่จะช่วยผลักดันนวัตกรรมอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 ตุลาคม 2568รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ 👉 https://forms.gle/veCGeH1gz3GAo4TM6
ปฏิทินกิจกรรม
 
สัมมนา “โครงการอบรมการป้องกันความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ ครั้งที่ 24 (CDIC 2025)
💡Top 10 Cyber Trends 2026🚀 เปิดโลกภัยไซเบอร์ล้ำอนาคตกับอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ที่เวที CDIC 2025   🤖ในวันที่เทคโนโลยีขยับไปเร็วกว่าแผนรับมือของหลายองค์กร ในวันที่ AI เริ่มตัดสินใจแทนมนุษย์ และ Quantum Computing เริ่มก้าวสู่การใช้งานจริง โลกไซเบอร์กำลังก้าวเข้าสู่ “สมรภูมิใหม่” ที่ไม่มีใครเคยเผชิญมาก่อน   คำถามคือ เรารับมือกับมันทันหรือเปล่า?   🚨ในงาน CDIC 2025 ที่จะจัดขึ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ หนึ่งใน Highlight สำคัญที่ผู้บริหารระดับสูง, IT Manager และ CISO ทั่วประเทศเฝ้ารอ คือเวทีของ อาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหารแห่ง ACIS ผู้คร่ำหวอดในแวดวงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไทยมายาวนาน 🌍“Cyber Frontiers 2026: 10 ภัยคุกคามและเทรนด์ที่องค์กรต้องรู้ก่อนจะสาย” บนเวทีนี้ อาจารย์ปริญญาจะเผย “10 แนวโน้มสำคัญ” ที่จะกำหนดทิศทางของวงการ Cybersecurity ในอีก 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งมีทั้งภัยใหม่ที่หลายองค์กรยังไม่รู้จัก ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมโจมตีที่อิงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AGI (Artificial General Intelligence), Deepfake-as-a-Service, Cloud Takeover, Shadow AI และ Human Manipulation ผ่านข้อมูลปลอม ในช่วงเวลา 45 นาทีนี้ คุณจะได้เห็นภาพใหญ่ก่อนใคร พร้อมตัวอย่างจริงจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรระดับประเทศ หรือบริษัทขนาดกลาง — บทเรียนเหล่านี้จะช่วยให้คุณ “ป้องกันล่วงหน้า” แทนที่จะต้อง “แก้ปัญหาภายหลัง” 🎯หัวข้อบรรยายนี้เหมาะกับใคร? ✅ ผู้บริหาร C-Level ที่ต้องวางทิศทางกลยุทธ์องค์กร ✅ IT Security Manager, GRC, Risk Analyst ✅ ผู้ดูแลระบบหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Defense ✅ ผู้กำหนดนโยบายด้านไอทีในหน่วยงานรัฐและเอกชน ✅ และทุกคนที่ต้องการมองข้ามช็อต พร้อมรับมือ “สิ่งที่จะมาแน่ ๆ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้” 📚 ทำไมต้อง “ฟังจากเวทีจริง”? เพราะเนื้อหาใน Session นี้ไม่ได้หาอ่านได้จาก Google หรือ YouTube แต่มาจากประสบการณ์ตรง + การวิเคราะห์เจาะลึกจากภาคสนามจริง พร้อมข้อมูลเชิงลับที่มีเพียงในงาน CDIC เท่านั้น ถ้าคุณเคยคิดว่า “ยังไม่ถึงเวลาอัปเดตระบบ” หรือ “องค์กรเรายังไม่ใช่เป้าหมายใหญ่” เวทีนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิด 📬รายละเอียดงาน CDIC 2025 📅 วันที่: 26 – 27 พฤศจิกายน 2568 📍สถานที่: ศูนย์ประชุม BITEC บางนา กรุงเทพฯ 👉เว็บไซต์ลงทะเบียน: www.cdicconference.com Session นี้จะจัดในวันที่ 26 พ.ย. เวลา 09:45 – 10:30 น. บนเวทีใหญ่ (Main Stage) 📲หากคุณอยากรู้ว่าอะไรคือ “ภัยไซเบอร์ของปีหน้า” และใครคือคนที่คุณควรฟังเมื่อพูดถึงความมั่นคงไซเบอร์ในระดับประเทศ นี่คือ Session ที่คุณต้องไม่พลาด ใน CDIC 2025 ฟังคนที่ “ทำจริง” วิเคราะห์ “สิ่งที่กำลังจะเกิด” เพื่อปกป้ององค์กรของคุณ “ก่อนจะสายเกินไป”   📌ลงทะเบียนตอนนี้เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมในราคาพิเศษ: www.cdicconference.com
ปฏิทินกิจกรรม
 
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM” เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
(วันที่ 21 ตุลาคม 2568) ณ ชั้น 4 ห้อง 405 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ร่วมกับ บริษัท Thermo Fisher Scientific และ บริษัท LMS Instruments Co., Ltd. ได้จัดงาน สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในหัวข้อ “Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM (ESEM Workshop)” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคนิคการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนขั้นสูง การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วย Environmental Scanning Electron Microscope (ESEM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพระดับจุลภาคที่สามารถสังเกตสภาพของตัวอย่างได้ ภายใต้สภาวะที่มีความชื้นหรือแรงดันของก๊าซบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องเคลือบผิวตัวอย่างด้วยโลหะ และไม่ต้องอยู่ในสภาวะสุญญากาศเต็มรูปแบบ เทคนิคดังกล่าวช่วยให้สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวอย่างแบบ Real-time ภายใต้การควบคุมของอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเหมาะสำหรับการศึกษาวัสดุที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมจริง เช่น วัสดุชีวภาพ (Biological materials) วัสดุที่มีความชื้นสูง (Moist materials) พอลิเมอร์และยาง (Polymer, Rubber) การสังเกตกระบวนการพลวัต (Dynamic process observation) เทคนิค ESEM นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของโครงสร้างจุลภาคภายใต้สภาวะจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในสาขาวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ในการเปิดงาน ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ให้ความสนใจในเทคนิค ESEM ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการวิเคราะห์ที่ช่วยยกระดับการศึกษาตัวอย่างในสภาวะจริง ดร.ณฏฐพล ได้กล่าวถึงบทบาทของศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ว่าเป็นหน่วยงานกลางที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้วยมาตรฐานสากล สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ภายในงานสัมมนามีการจัดกิจกรรม Workshop ในรูปแบบฐานการเรียนรู้ (Station-based Workshop) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองและสังเกตการทำงานของกล้องจุลทรรศน์ ESEM กับตัวอย่างจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้ Station 1: Fungi ก่อโรคในพืช - โดยทำการตัดตัวอย่างจากแผ่น Agar วางบน Stage ของเครื่อง ESEM เพื่อสังเกตโครงสร้างเชื้อราที่ก่อโรคในพืช Station 2: Fungi บนกระเทียม - สังเกตการยึดเกาะและการเจริญของเชื้อราบนพื้นผิวกระเทียม Station 3: Bacteriophage Virus - วิเคราะห์ด้วยโหมด High Vacuum STEM และถ่ายภาพด้วยเทคนิค Bright Field (BF) และ High-Angle Annular Dark Field (HAADF) โดยตัวอย่างเตรียมด้วยวิธี Negative Stain เพื่อแสดงรายละเอียดของไวรัสอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับโอกาสเข้าเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการเครื่องมือ การควบคุมคุณภาพ และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยมีทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ฯ ให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM” ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ในการยกระดับศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการวิจัยและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
โค้งสุดท้าย! เปิดรับสมัครรอบสุดท้ายสำหรับค่าย Pharm Explorer Camp 2025
โค้งสุดท้าย! เปิดรับสมัครรอบสุดท้ายสำหรับค่าย Pharm Explorer Camp 2025 สำหรับน้อง ๆ ม.3–6 ที่มีความฝันอยากเป็น เภสัชกร นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน สิ่งที่จะได้เรียนรู้และลงมือทำ Workshop ปฏิบัติการจริง: การปรุงยาสำหรับใช้ภายนอก, การเตรียมยาดมสมุนไพร, และการทดสอบสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ เจาะลึกเส้นทางอาชีพ: พูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับบทบาท เภสัชกรยุคใหม่ และแนวทางการศึกษาต่อ พบปะนักวิจัยตัวจริงจาก สวทช. เพื่อถาม–ตอบทุกข้อสงสัย รับเกียรติบัตร สำหรับเก็บสะสมในแฟ้มผลงาน (Portfolio) วันเวลาและสถานที่ วันจัดกิจกรรม: 30–31 ตุลาคม 2568 สถานที่: บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จ.ปทุมธานี ค่าลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์ ค่าสมัคร 4,000 บาท (สมัครพร้อมชำระเงินเพื่อยืนยันสิทธิ์) กำหนดการชำระเงินภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2568  ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้ที่ชำระเงินก่อน วิธีสมัคร คลิกเพื่อลงทะเบียนและชำระเงิน: 👉 https://forms.gle/tHrrLpFxMHY8Jc72A หมายเหตุ: ระบบจะปิดรับสมัครทันทีเมื่อมีผู้สมัครครบตามจำนวน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณปรมาภรณ์ จูฑะจันทร์ (พี่ปอ) โทร. 0-2529-7100 ต่อ 77226 อีเมล: poramaporn@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ชู ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (TBRC) ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) กลไกขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ พื้นที่ “ผาแดง” ในงาน IBD2025
(22 ตุลาคม 2568) ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และพันธมิตร โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมูลนิธิสวนหลวง ร.9 เข้าร่วมจัดงานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity หรือ IBD2025) ภายใต้หัวข้อ“Biodiversity and Humanity in Global Crisis” หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพกับมนุษยชาติ ในยุควิกฤตโลก” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ในปี พ.ศ.2568 และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาคมนักวิจัยของไทยและต่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในมิติต่าง ๆ ทั้งงานวิจัยและวิชาการ การอนุรักษ์ การป้องกันการฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพื่อหาแนวทางความร่วมมือในระดับสากล โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯ เป็นประธานพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ โอกาสนี้คณะผู้จัดงานได้จัดทำวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติชุด “เจ้าฟ้านักความหลากหลายทางชีวภาพ” ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณในการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ตลอดจนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดประชุม IBD  2025 กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นิสิตนักศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน IBD2025 ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและพันธกิจของประเทศไทยในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศให้สมดุลกับความต้องการของมนุษยชาติ “เราไม่เพียงแต่แลกเปลี่ยนงานวิจัย แต่ยังรวมถึงแนวทางปฏิบัติ การจัดทำฐานข้อมูล และเทคโนโลยีการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถใช้ได้จริงในชุมชนและระดับนโยบาย” ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเน้นการมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่าง มก. กับ วช. และหน่วยงานเครือข่ายระดับชาติและนานาชาติ โดย มก. มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และการเรียนการสอนด้านความหลากหลายทางชีวภาพมาผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งระดับชาติและนานาชาติ พร้อมกล่าวถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่ง มก.ร่วมกับ วช. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด“ มรรคาแห่งความสมดุล : วัฏจักรความหลากหลายทางชีวภาพกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” “คำว่า “มรรคา” หมายถึง หนทางแห่งความสมดุล ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ที่เกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยกัน นิทรรศการถูกออกแบบให้เป็น “เส้นทางการเรียนรู้” ที่ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสและทำความเข้าใจระบบนิเวศ ตั้งแต่ ท้องทะเล ป่าชายเลน ป่าไม้ การทำงานของนักวิจัยภาคสนามสู่ห้องปฏิบัติการ และจบที่พรรณไม้ในวังสระปทุม ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในเมืองที่ทรงคุณค่า แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในการส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ด้าน นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทย โดยสนับสนุนทุนวิจัยทั้งด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์  ผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ ธนาคารเซลล์สัตว์ ปลิงทะเลสกุลใหม่ของโลก เห็ดเผาะสิรินธร ระบบนิเวศหญ้าทะเล และระบบนิเวศกองหินใต้น้ำ ซึ่งสะท้อนถึงการวิจัยที่ต่อเนื่องและสร้างผลกระทบเชิงปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. โดย ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย หรือ TBRC ซึ่งเป็นคลังทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการอนุรักษ์และจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพระยะยาว ร่วมนำผลงานวิจัยมาจัดแสดงตามแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ผาแดง จังหวัดตาก ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลมาตรฐานนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ศักยภาพและจัดทำคลังอนุรักษ์ความหลากหลายของเชื้อรา (Fungarium) เพื่อเป็นมาตรฐานอ้างอิงอนุกรมวิธาน สำหรับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพให้มีความถูกต้องและปลอดภัย โดยผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในงานแถลงข่าวเป็นผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง ได้แก่ กาแฟหมักยีสต์ จากสายพันธุ์ท้องถิ่นเพิ่มมิติกลิ่นรสและอัตลักษณ์พื้นที่ น้ำส้มสายชูจากเปลือกเชอรี่กาแฟ อัปไซเคิลวัสดุเหลือทิ้งสู่ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน เม็ดปลูกพืช (Seed balls) ผสมจุลินทรีย์เพื่อเร่งการงอก เพื่อกระตุ้นการงอกและส่งเสริมการเจริญเติบโต พัฒนาโดยชุมชนเพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน มะเขือเทศเชอรี่แบบอินทรีย์ต้านทานโรคในโรงเรือนไผ่ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร และยังมีผลงานวิจัยเชิงลึกควบคู่กับงานวิจัยพื้นที่ผาแดง เช่น การจัดทำคลังข้อมูลเห็ดป่าจำแนกได้ 59 ชนิด/47 สกุล (พบ Termitomyces ใหม่ ≥3 ชนิด; การเพาะเลี้ยง Schizophyllum commune และ Pleurotus pulmonarius สำเร็จ) ราทำลายแมลง 30 ชนิด (รายงาน Ophiocordyceps muscae ชนิดใหม่) รวมถึงการต่อยอดสู่ อิฐชีวภาพ (Bio-bricks) จากกากกาแฟ/ชานอ้อย สำหรับโครงสร้างเบา ชีวภัณฑ์กาแฟ (Trichoderma TBRC 4734) สามารถช่วยลดโรคและแมลงได้เด่นชัด เทคโนโลยีเห็ดป่าคู่ไม้ยาง (หัวเชื้อ Astraeus/Amanita สร้างเอคโตไมคอร์ไรซา) พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง สำหรับงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ IBD2025 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากประกอบด้วย การประชุม สัมมนา (International Oral and Poster) การบรรยายจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ Panel discussion: การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการก้าวข้ามยุควิกฤตโลก การนำเสนอผลงานภาคบรรยายจำนวน 22 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ จำนวน 190 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 212  เรื่อง โดยนักวิจัยนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และนักเรียน จาก 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เลบานอน นิวซีแลนด์ ศรีลังกา ไต้หวัน เวียดนาม ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจร่วมการประชุม IBD 2025 ชมผลงานวิจัยแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวม 28 เรื่อง เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ณ ห้องบอลลูม 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 – 17.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.00 - 17.00 น. และผู้สนใจสามารถทัศนศึกษา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนหลวง ร.9 และศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าของ ปตท. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสระบบนิเวศจริง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. และมูลนิธิ SOS เปิดรับ “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” พื้นที่ชลบุรี เน้นบทบาทสำคัญ “ตัวกลาง” ส่งต่ออาหารสู่กลุ่มเปราะบาง เพื่อขับเคลื่อน Food Bank
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ด้วยความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี (พมจ. ชลบุรี) เร่งขยายผลโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) เพื่อลดปัญหาขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เดินหน้าขับเคลื่อนสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) ซึ่งจังหวัดชลบุรีเป็นหนึ่งใน 20 จังหวัดเป้าหมายในการขยายผลโครงการในปี 2568-2569 สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ได้รับบทบาทสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของโครงการ ด้วยการนำผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบูรณาการกับนวัตกรรมการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารและลดขยะอาหารของประเทศ โดยได้มีการลงพื้นที่อำเภอศรีราชา เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 เพื่อเยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานของเครือข่ายที่มีอยู่ และจัดประชุมระดมสมอง ณ โรงแรมเคป ราชา เพื่อขยายเครือข่าย “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ให้อาหารและผู้รับอาหาร เพื่อให้การส่งต่ออาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ช่วยกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีจากแหล่งต่าง ๆ ส่งต่อให้แก่กลุ่มคนเปราะบาง หรือผู้ขาดแคลนในพื้นที่ โดยมี นางสาวจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือของภาครัฐในการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจจากเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน One Home พม.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิและสถานสงเคราะห์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) เข้าร่วมประชุมมากกว่า 50 คน ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อช่วยแก้ปัญหาการเกิดขยะอาหาร และแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ซึ่งจะมีการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทยให้ครบตาม 20 จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งจังหวัดชลบุรีเป็นหนึ่งในนั้น โดยโครงการฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบตัวกลาง “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ให้อาหารกับผู้รับอาหาร ซึ่งการมีเครือข่ายตัวกลางที่แข็งแกร่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานในพื้นที่ เนื่องจากอาสาสมัครรักษ์อาหารจะเป็นกลไกหลักในการลงไปกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีจากภาคธุรกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร หรือผู้ผลิต และนำส่งต่อให้กับผู้ขาดแคลนในชุมชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ด้าน นายณัฐพล เกษมราษฎร์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ SOS กล่าวว่า “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ชลบุรี ซึ่งกลุ่มอาสาสมัคร เครือข่ายจิตอาสา หน่วยงาน หรือประชาชนในพื้นที่ชลบุรีที่สนใจสามารถเข้าร่วมเป็น “ตัวกลาง” ในการกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดี และส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มคนเปราะบางในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้ โดยขั้นตอนการเข้าร่วมเป็น “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” จะเริ่มตั้งแต่การรับสมัคร การฝึกอบรมทั้งในรูปแบบออนไลน์ จนถึงการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ โดยยึดหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่ได้รับบริจาคมีคุณภาพดีและปลอดภัย พร้อมส่งต่อไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ภายในการประชุมระดมสมอง ยังมีผู้แทนจากสมาคมส่งเสริมและพัฒนาคนพิการไทย และผู้แทนเครือข่ายอาสาสมัครบ้านบึง มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเป็นอาสาสมัครรักษ์อาหาร และมุมมองในการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมระดมสมองเพื่อขยายเครือข่าย “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศการจัดการอาหารในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจและเชิญชวนเครือข่ายจิตอาสา รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการส่งต่ออาหาร เพื่อให้การดำเนินการในจังหวัดชลบุรีเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการและสร้างความยั่งยืนทางอาหารแก่ชุมชน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวทช. โทร. 02 5647000 อีเมล foodbank@nstda.or.th เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/foodbank/ และมูลนิธิ SOS โทร. 02 0751417, 062 6750004 และ Facebook: @sosfoundationthai   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์