ผลการค้นหา :
สัมมนา “Transforming Tomorrow: พลิกอนาคตด้วย Data & Technology สู่ อุตสาหกรรม 4.0”
🔥🔥โอกาสดี! รับฟัง มุมมอง แนวความคิด จากบริษัทชั้นนำระดับโลก และแนวทางปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 พร้อมสิทธิประโยชน์การลงทุน มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา "Transforming Tomorrow: พลิกอนาคตด้วย Data & Technology สู่ อุตสาหกรรม 4.0"
🚀 ก้าวทันอุตสาหกรรม 4.0! เสริมแกร่งธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล
🌟 พร้อมไขความลับการปรับตัวเพื่อความสำเร็จ!
💡 พร้อมรับ สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม
กำหนดจัดกิจกรรม
📅 วันพุธทื่ 30 เมษายน 2568 ⏰ 09.00 - 12.00 น.
📍 ณ โถง INC2C ชั้น 1 อาคาร INC2 (อาคารหมายเลข 19) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
🔍 พบกับหัวข้อสุดเข้มข้น
✔ Unlocking Organizational Potential: The Power of Data & Technology
✔ Smart Factory Transformation Insights
✔ How to: ยกระดับสู่ อุตสาหกรรม 4.0 และ สิทธิประโยชน์ BOI มาตรการ Industry 4.0
✔ Clinic: Thailand i4.0 Checkup พร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ สวทช.
✨ พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมงาน
รับบริการ ประเมินความพร้อมสู่ อุตสาหกรรม 4.0 และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม
📌 ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!
📌 Link : https://forms.gle/uiCkcYitBYyzJPGb8
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
📧 E-mail: ikd-kas@nstda.or.th
📱 โทร: 081 710 3831 (คุณชัยนันท์), 089 456 2400 (คุณวัชรี)
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : ฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
📌 เกี่ยวกับอะไร ?
มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองคือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีจุดเด่น คือ ผลใหญ่ เปลือกสีเหลืองทอง เนื้อละเอียด รสชาติหวาน แต่ด้วยมะม่วงสายพันธุ์นี้มีเปลือกสีเหลืองตั้งแต่เริ่มสุกบนต้นหรือระยะที่ยังไม่พร้อมรับประทาน ผู้บริโภคจึงแยกระดับความสุกยาก และอาจพลาดโอกาสลิ้มรสมะม่วงในช่วงมีรสชาติอร่อยที่สุดไป
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในรูปแบบเซนเซอร์ตรวจจับก๊าซเอทิลีนที่ผลไม้ปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นให้กระบวนการสุกเริ่มขึ้น ฉลากมีลักษณะเป็นสติกเกอร์สำหรับแปะผลไม้ มีลวดลายเป็นวงกลม 2 ชั้น วงในเป็นเซนเซอร์ตรวจจับปริมาณก๊าซที่จะมีสีเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความเข้มข้น ส่วนวงนอกเป็นแถบสีสำหรับเทียบระดับความสุก
ฉลากอัจฉริยะที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นระบุความสุกหรือรสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้ 3 ระดับ คือ สีเขียวอ่อนอมเทาหมายถึงสุกน้อย มีรสชาติเปรี้ยว สีเขียวอ่อนหมายถึงสุกปานกลาง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และสีเขียวเข้มหมายถึงสุกพร้อมรับประทาน มีรสชาติหวาน
📌 ดีอย่างไร ?
ผู้จำหน่ายเพียงแปะฉลากลงบนผลมะม่วง ส่วนผู้บริโภคก็เลือกซื้อตามระดับความสุกที่ต้องการ และประมาณเวลาในการบริโภคตามระดับความสุก
📌 ตอบโจทย์อะไร ?
การทราบระยะความสุกของผลไม้ ทำให้ผู้จำหน่ายและผู้บริโภคบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างเหมาะสม เช่น ผู้จำหน่ายใช้เป็นข้อมูลวางแผนการตลาดหรือโปรโมชันเพื่อลดการสร้างขยะอาหาร หรืออาจทำเป็นอาหารเมนูต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่อจำหน่ายได้ ส่วนผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลวางแผนการรับประทานให้ทันเวลาเพื่อลดการสร้างขยะอาหารได้เช่นกัน
ทั้งนี้ IMARC Group บริษัทด้านการวิจัยตลาดต่างประเทศประมาณการไว้ว่าความต้องการฉลากอัจฉริยะจะสูงขึ้นในปี 2567-2575 ด้วยค่า CAGR (compound annual growth rate) ที่ร้อยละ 11.4 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 2.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะเริ่มลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทย โดยปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมเปิดรับโจทย์การวิจัยฉลากอัจฉริยะระบุความสุกของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ตามที่ผู้ประกอบการต้องการด้วย
📌 สถานะของเทคโนโลยี ?
พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปิยะรัตน์ เซ้าซี้ อีเมล piyarath.sao@nanotec.or.th
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : สวทช. พัฒนาฉลากอัจฉริยะระบุระดับความสุกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดขยะอาหาร
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
Future Food Lab – โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารนวัตกรรม
🔊Future Food Lab - โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารนวัตกรรม ✨
🎊🎊🎊 Food Innopolis ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านอาหารโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหาร และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ
🗓️ ระยะเวลาโครงการ
พฤษภาคม - ตุลาคม 2568
🎯สิ่งที่จะได้รับจากโครงการ
✅ ได้รับคำปรึกษา และพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
✅ ตัวอย่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมการทดสอบทางประสามสัมผัส (Sensory Test) ที่เหมาะสมกับต้นแบบผลิตภัณฑ์เบื้องต้น
✅ ได้รับความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาแนวคิด (concept) ของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า และตลาดเป้าหมาย
✅ ฝึกการใช้เครื่องมือทางการตลาดเพื่อหาคุณค่าผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
✅ เรียนรู้การทำ Business Model Canvas (BMC) เบื้องต้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของธุรกิจ
✅ ได้รับข้อมูล และคำปรึกษาแนวทางการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร จากผู้เชี่ยวชาญ อย.
🚨คุณสมบัติ และเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการ
🚹 เป็นผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหาร
🚹 เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ (มี concept ของผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนแล้ว) หรือต้องการพัฒนา หรือแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์เดิม
🚹 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดระยะเวลาโครงการ (6 เดือน)
📍📍📍 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
https://forms.gle/mTfFFpEwn4CwTh6w7 (รับจำนวนจำกัด)
📌ค่าสมัครเข้าร่วมโครงการ 10,000 บาท / ท่าน*
(ค่าลงทะเบียนไม่รวม Vat 7% ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)
👉สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณมารุต ใจหลัก
📲โทร. 02-5647000 ต่อ 71618,
📧อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
กสทช. – สวทช. ลงนามความร่วมมือ ผลักดันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ
วันที่ 17 เมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อร่วมกันผลักดันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ “Digital Connectivity: New Path for Growth” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ณ ห้องประชุมสายลม 5021 สำนักงาน กสทช. โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ให้เกียรติเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "Digital Connectivity : New Path for Growth" โดย กล่าวเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน กสทช. กับหน่วยงานวิจัยชั้นนำของประเทศอย่าง สวทช. ว่า “กสทช. มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้คนเข้าถึง Digital Connectivity ได้ทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่านระบบโทรคมนาคม ผ่านระบบสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมแก่คนทุกระดับ การลงนามความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อสารกับหน่วยงานวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า “การจัดทำความร่วมมือในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อีกทั้งเนคเทคมีแผนกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย ของสำนักงาน กสทช. ใน ๕ ด้าน ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนา AI เทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรม และการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นเจ้าของเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) โดยเฉพาะด้านข้อมูล เพื่อให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น รวมไปถึงทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ทุกคนเข้าถึงได้”
การจัดทำความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สำนักงาน กสทช. กับ สวทช. และเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตผลงานวิจัยให้กับบุคลากรของสำนักงานโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เนื่องจาก สวทช. เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง
ในช่วงสัมมนาวิชาการ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ "ผลงานวิจัยของ สวทช. และโอกาสในความร่วมมือทางวิชาการ" ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับภารกิจของ กสทช. ตามด้วยการบรรยายจากนักวิจัยเนคเทค สวทช. ในหัวข้อ "Recent Trends toward 6G Wireless Connectivity" โดย ดร.กมล เขมะรังษี และหัวข้อ "การใช้เทคโนโลยี Large Language Model (LLM) และผลงานวิจัย DocChat ในการวิเคราะห์งานเอกสาร" โดย ดร.ศราวุธ คงยัง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อวท. – สวทช. ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) จัดกิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 5
✨ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ! ✨
🎊🎉 "กิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 5" 🎉🎊
วันพุธที่ 30 เมษายน 2568
เวลา 9:00-12:00 น.
ณ ลานจอดรถข้างตึก CC (ที่จอดรถ P3) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
__________________________________
🗑️ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน! นำ "ขยะกำพร้า" หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเป็นขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ไม่ใช่ขยะเปียก และไม่ใช่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งในงานเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน!
♻️🗑️ ♻️ นอกจากนี้! หากท่านมีขวด PET หรือ ขยะรีไซเคิล อย่าลืมนำมาให้ทีมหมอจาก 'Less Plastic ธรรมศาสตร์' เพื่อเปลี่ยนขวดพลาสติกหรือขยะรีไซเคิลเหล่านี้ให้เป็น Armsling ใช้ได้หลายหลาก เช่น ผู้ป่วยไหล่หลุด รถล้ม สวนหัวใจมา ฯลฯ รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูในโรงพยาบาล
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร. นรมน โทร. 02564-7000 ต่อ 5397
❤️ 🌍 มาร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมกันนะคะ! 🌍❤️
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. เปิดเวทีประลองโค้ด ชวนเยาวไทยแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ NASA ชิงแชมป์ประเทศ
สวทช.-แจ็กซา เปิดเวทีท้าทายความสามารถเยาวชนไทยทุกระดับชั้นการศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ NASA กับภารกิจค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ เฟ้นหาผู้ชนะเป็นตัวแทนทีมเยาวชนไทยไปชิงชัยระดับนานาชาติปลายปีนี้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (สทอศ.) จัดแข่งขันโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge โดยมีบริษัทเดลว์ แอโรสเปซ จำกัด บริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด และเจเอ็ดดูเคชั่น ร่วมให้การสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในทุกระดับชั้นการศึกษา เข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบี (Astrobee) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ทำภารกิจร่วมกับหุ่นยนต์อินต์บอล (Int-ball) ของแจ็กซา โดยทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกูบะ (Tsukuba Space Center) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับตัวแทนเยาวชนจากทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายน 2568
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ร่วมจัดแข่งขันโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว สำหรับกติกาในปีนี้ ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันจะต้องมีสมาชิกจำนวน 3-4 คน และกำลังศึกษาทุกช่วงชั้นเรียนจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ก่อนเวลา 22:00 น.
“สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตของแจ็กซา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบีในระบบจำลอง (simulation) ให้ค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ พาหุ่นยนต์ไปยังจุดต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเป็นที่ซ่อนสมบัติ โดยใช้จุดสังเกตต่าง ๆ และเบาะแสจากนักบินอวกาศเป็นตัวช่วยค้นหาสมบัติที่แท้จริงแล้วนำกลับมาให้ได้ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความสมบูรณ์ของภารกิจและเวลาที่ใช้ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้น
“ทั้งนี้การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนพฤศจิกายน 2568 ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเดลว์ แอโรสเปซ จำกัด และบริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด การแข่งขันครั้งนี้มีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 12 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และไทย โดยมีนักบินอวกาศของแจ็กซาเป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ นับเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนไทยที่จะได้ฝึกฝนทักษะทางด้านสะเต็ม และช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญหลายด้าน เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดอย่างมีระบบ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเรียน การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำงาน”
ติดตามรายละเอียดข้อมูลและวิธีการสมัครเข้าร่วมโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/, เฟซบุ๊ก NSTDA SPACE Education ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันและได้รับบัญชีเข้าสู่ระบบแล้ว เข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเครื่องแม่ข่าย (server) ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญเข้าร่วมอบรม หลักสูตร “เนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืช: แนวโน้มปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต และความก้าวหน้า”
ขอเชิญเข้าร่วมอบรม
หลักสูตร “เนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืช: แนวโน้มปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิต และความก้าวหน้า”
(Plant-based meat alternatives: Current trends, manufacturing technologies and advancements)
จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ร่วมกับ Coperion GmbH Ltd. (Germany) และ Good Food Institute Asia Pacific (Singapore)
📅 วันที่ 21–22 พฤษภาคม 2568
🕘 เวลา 09.00–16.00 น.
📍 ห้อง M120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
เนื้อหาการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ:
แนวโน้มตลาดโปรตีนพืชในปัจจุบัน
การเลือกใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีผลิตเนื้อเทียม
ระบบการผลิตและกระบวนการขึ้นรูป
การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัส และคุณสมบัติทางเทคนิค
เครื่องจักรและนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
เหมาะสำหรับ: นักวิจัย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร และผู้สนใจในผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก
ค่าลงทะเบียน:
บุคคลทั่วไป/ภาคเอกชน: 8,560 บาท/ท่าน (รวม VAT)
ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ: 8,000 บาท/ท่าน (ไม่รวม VAT)
หมายเหตุ: รับจำนวนจำกัด 50 ท่าน
📌 ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่:
👉 https://www.nstda.or.th/Pa7To
สอบถามเพิ่มเติม:
โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4677
อีเมล: kobkula@mtec.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สคทช. จับมือ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีรับรองพื้นที่ปลอดการตัดไม้ รองรับกฎ EUDR ดันแพลตฟอร์มตรวจสินค้าโภคภัณฑ์ก่อนส่งออก EU
(วันที่ 17 เมษายน 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อาคารวิจัยโยธี ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ และรับรองพื้นที่ตามระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Regulation on Deforestation-free Products)” ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในโอกาสนี้ได้นำแพลตฟอร์มให้บริการตรวจสอบสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่า (Deforestation-free Analysis Service Platform) มาแสดงการใช้งานอีกด้วย
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวว่า สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนด้านการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ระหว่างหน่วยงานและบุคลากรทั้งสองฝ่าย และร่วมกันเพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและรับรองพื้นที่เพาะปลูกที่เป็นแหล่งผลิต ตามระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Regulation on Deforestation-free Products) เพื่อตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของผลผลิตและมีข้อมูลที่จะพิสูจน์ได้ว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ก่อให้เกิดการทำลายป่า และเครื่องมือสำหรับรองรับกระบวนการตรวจสอบเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศภายใต้ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งเน้นการป้องกันการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในห่วงโซ่อุปทาน ตามกฎระเบียบระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงาน ในการนำเอาความรู้ ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือและสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สำหรับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปราศจากการทำลายป่า ตามกฎระเบียบ EUDR
บทบาทภายใต้ MOU นี้ ของ สวทช. โดย เนคเทค ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ของที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ภายใต้ข้อกำหนดตรวจสอบย้อนกลับ (EUDR traceability requirement) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จำเป็นต้องแสดงว่าสถานที่นั้นปลอดการทำลายป่า โดยได้พัฒนา แพลตฟอร์มให้บริการตรวจสอบสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่า (Deforestation-free Analysis Service Platform) เพื่อตอบสนองต่อกฎระเบียบ EUDR และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และ เอ็มเทค สวทช. ได้มาช่วยขับเคลื่อนการขยายผลแพลตฟอร์มสู่การใช้งานจริงโดยผู้ประกอบการในเครือข่าย ซึ่งการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ จะไม่เกิดขึ้น และไม่สัมฤทธิ์ผล หากขาดพันธมิตรหลัก คือ สคทช.
ข้อมูลเพิ่มเติม
EUDR: EU Regulation on Deforestation-free products เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่าเข้าสู่สหภาพยุโรป กฎระเบียบนี้ครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ วัว น้ำมัน ปาล์ม ถั่วเหลือง ไม้ กาแฟ ยางพาราโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องรู้และให้ข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์ของแผนที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าทุกคนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการบันทึกข้อมูลพิกัด GPS ของพื้นที่การผลิตได้อย่างง่ายดายเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของ EUDR ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังสหภาพยุโรปต้องแสดงหลักฐานพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ดินที่ใช้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์และรายงานการตรวจสอบสถานะสินค้าทั้งนี้ในการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เพาะปลูก ได้พบปัญหาดังนี้
ข้อมูลมีความซับซ้อนการวิเคราะห์พื้นที่ต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลต้นไม้ ข้อมูลพื้นที่อนุญาตและข้อมูลการเพาะปลูก
การแปลงและการประมวลผลข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มีรูปแบบโครงสร้างและระบบพิกัดที่แตกต่างกันทำให้ต้องมีขั้นตอนการปรับแต่งข้อมูลให้สอดคล้องกัน
การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องผู้ใช้งานต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้อย่างสะดวกและสามารถตรวจสอบพื้นที่ของตนเองได้โดยง่ายมีการรับรองความถูกต้องที่สามารถนำมาใช้ประกอบการส่งต่อข้อมูลได้
รองรับการตรวจสอบจำนวนมากองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการตรวจสอบพื้นที่หลายแปลงพร้อมกันจำเป็นต้องใช้ระบบที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองรับ Geolocation ได้ตามมาตรฐานที่ EUDR กำหนด (GeoJSON spec 1.4) พร้อม export ไปใช้ในระบบ EU-Information System
จากปัญหาดังกล่าว สวทช. โดย เนคเทค จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Deforestation-free analysis ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ EUDR
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดประสบการณ์เรียนรู้ธุรกิจยั่งยืนในลาวใต้! ร่วมดูงานจริงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เห็นโอกาส ขยายการลงทุน พร้อม Best Practices ระดับภูมิภาค
🌿 หลักสูตรศึกษาดูงาน
“ความสำเร็จของธุรกิจอย่างยั่งยืนและโอกาสการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวใต้” (BSO)
Study Visit on Sustainable Business Success and Investment Opportunities in the Special Economic Zone of Southern Laos: BSO
🎯 จุดเด่นของหลักสูตร
เรียนรู้แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ลงพื้นที่จริง ณ สปป.ลาว และจังหวัดอุบลราชธานี
เจาะลึกโอกาสการลงทุน และกลยุทธ์ธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
พบผู้ประกอบการตัวจริง ทั้งด้านอุตสาหกรรมเกษตร พลังงาน และโลจิสติกส์
เสริมวิสัยทัศน์ใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคราชการ
🗓️ กำหนดการอบรม
ระยะเวลา: 5 วันทำการ
📍 วันที่ 20, 26–29 สิงหาคม 2568
🧭 สถานที่อบรมและศึกษาดูงาน
- โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
- เยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ สปป.ลาว และ จ.อุบลราชธานี
- โรงแรม ทอแสง โขงเจียม จ. อุบลราชธานี
สถานที่ศึกษา: โรงไฟฟ้าลอยน้ำ, โรงงานกาแฟดาวเรือง, AGRO VEGE FARM, และโรงงานแปรรูปอาหาร
💼 เหมาะสำหรับ
ผู้บริหารธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย
เจ้าหน้าที่รัฐ นักพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
ผู้ที่สนใจขยายกิจการสู่ต่างประเทศ
💰 ค่าลงทะเบียน
44,940 บาท (รวมภาษีแล้ว สำหรับบุคคลธรรมดา)
42,000 บาท (สำหรับหน่วยงานภาครัฐหักภาษี ณ ที่จ่าย)
📌 ค่าลงทะเบียนรวมค่าเดินทางภายในประเทศ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าอบรมและดูงาน
🔗 สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
👉 https://www.career4future.com/bso
📞 สอบถามเพิ่มเติม:
โทร. 02 644 8150 ต่อ 81901, 065-645-9198 (คุณปนาพัชร์)
ปฏิทินกิจกรรม
‘สืบค้นข้อมูล สร้างเอกสารราชการ ถอดเทปภาษาไทย’ ง่าย ๆ ด้วย ‘Pathumma LLM’
Pathumma LLM (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) คือ Large Language Model (LLM) สัญชาติไทย ที่ผ่านการฝึกฝนจากข้อมูลภาษาไทยจำนวนมหาศาล เพื่อให้มีความสามารถเฉพาะทางโดยเฉพาะทักษะด้านภาษาและการสื่อสารแบบมนุษย์ ผู้วิจัยตั้งเป้าหมายการพัฒนาว่าจะทำให้ Pathumma LLM เป็น AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ AI ของประเทศไทยในอนาคต
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะทำงานจาก AI Engineer ซีซัน 4 เดินหน้าพัฒนา Pathumma LLM ต่อเนื่องหลังเปิดให้สาธารณะทดลองใช้เวอร์ชัน 1.0.0 ในรูปแบบ Generative AI หรือเอไอแบบรู้สร้าง เมื่อช่วงปลายปี 2567 และได้เปิดตัวเทคโนโลยีเด่นอีก 3 เทคโนโลยีที่จะช่วยลดเวลาการทำงาน ‘สืบค้นข้อมูล สร้างเอกสารราชการ และถอดเทป’ ให้เหลือหลักวินาที เพื่อให้คนทำงานได้ใช้เวลาคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์งานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC 2025) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-28 มีนาคมที่ผ่านมา
เปิดตัวแล้ว 3 เทคฯ AI เด่น สลัดทิ้งความน่าเบื่อในการทำงาน
[caption id="attachment_67515" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน สวทช.[/caption]
ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัยกลุ่มนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน สวทช. เล่าว่า เทคโนโลยีแรก คือ DocChat (ด็อกแชต) ระบบสืบค้นและตอบคำถามข้อมูลจากข้อความ เว็บไซต์ (ใส่ URL) และไฟล์ข้อความ (อัปโหลดไฟล์ PDF) เหมาะกับงานสืบค้นข้อมูลจากแหล่งที่มีอยู่ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีข้อมูลปริมาณมาก เช่น รัฐสภา หน่วยงานวิจัย เมื่อผู้ใช้งานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI จะสรุปภาพรวมของข้อมูล พร้อมตั้งตัวอย่างคำถามที่ผู้ใช้งานอาจสนใจเกี่ยวกับข้อมูลชุดนั้นให้โดยอัตโนมัติภายในเวลาหลักวินาที ผู้ใช้งานสามารถคลิกเพื่อเลือกถามคำถามนั้น ๆ หรือตั้งคำถามอื่น ๆ เพื่อให้ AI ช่วยสืบค้นข้อมูลและตอบคำถามอ้างอิงจากข้อมูลนั้น ๆ ได้ จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือแม้คำที่ใช้ในการสืบค้นจะไม่ตรงกับคำที่มีอยู่ภายในเอกสาร AI ก็สามารถทำความเข้าใจและค้นหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันให้แทนได้ ทำให้การสืบค้นข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://docchat.abdul.in.th/
“เทคโนโลยีที่สอง DocGen (ด็อกเจน) คือ ระบบช่วยสร้างเอกสารตามรูปแบบขององค์กร เหมาะกับการช่วยร่างเอกสารที่มีรูปแบบชัดเจน และต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนาน เช่น TOR (Terms of Reference) หรือขอบเขตของโครงการ, รายงานการประชุม การใช้งานทำได้ง่ายเพียงผู้ใช้งานใส่ข้อมูลตั้งต้นและประเภทของเอกสารที่ต้องการให้ AI ช่วยร่าง AI จะร่างเอกสารให้ทันทีภายในเวลาหลักวินาที โดยผู้ใช้สามารถแก้ไข ปรับปรุง และดาวน์โหลดเป็นไฟล์เอกสารได้ ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://docgen.abdul.in.th/
นอกจากงานประเภทสืบค้นข้อมูลและร่างเอกสารที่ต้องใช้เวลาและพลังในการทำงานสูงแล้ว อีกหนึ่งงานที่ใช้เวลาทำงานมาก จนหลายคนเลือกใช้เงินแก้ปัญหา คือ การถอดเทปหรือการถอดข้อความจากไฟล์เสียงหรือวิดีโอ ซึ่งโดยปกติเทปความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง จะใช้เวลาในการถอดนาน 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้ถอดเทป
ดร.ศราวุธ เล่าต่อว่า เทคโนโลยีเด่นสุดท้ายที่เปิดตัวในคราวนี้ คือ PartiiNote เว็บแอปพลิเคชันสำหรับถอดเทปที่ถอดได้ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน นอกจากนี้ยังแปลจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยได้ด้วย (กรณีภาษาจีน สามารถเลือกแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วแปลเป็นภาษาไทยต่อได้) PartiiNote รองรับทั้งการถอดเทปจากไฟล์ MP3, MP4, WAV และ MPEG4 ขนาดไฟล์ไม่เกิน 200 MB และคลิปวิดีโอจาก YouTube ความยาวสูงสุด 1 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการถอดหลักวินาที โดยหากเสียงมีความชัดเจน ความแม่นยำในการถอดเทปจะมากกว่าร้อยละ 95 (กรณีมีผู้ใช้บริการ ณ ขณะนั้นมากอาจใช้เวลาในการประมวลผลมากขึ้น เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร) ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานได้ที่ https://note.abdul.in.th/
‘Pathumma LLM’ เตรียมฉลาดขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ดร.ศราวุธ เล่าว่า ปัจจุบัน Pathumma LLM เรียนรู้ข้อมูลภาษาไทยแล้วมากกว่าสองหมื่นล้านโทเคน ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่น้อยมากเมื่อเทียบกับ Generative AI ระดับโลกที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เช่น GPT-4 ซึ่งเรียนรู้ข้อมูลแล้วมากกว่าหลายล้านล้านโทเคน อย่างไรก็ตามทีมวิจัยกำลังดำเนินงานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในการพัฒนา foundation model หรือโมเดลพื้นฐานสำหรับประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับปริมาณข้อมูลและพารามิเตอร์ที่ใช้ในการเทรนโมเดล โดยเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะสามารถนำโมเดลพื้นฐานที่พัฒนานี้มาใช้เพิ่มศักยภาพให้แก่ Pathumma LLM ได้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้ Pathumma LLM จะได้เรียนรู้ข้อมูลภาษาไทยมากกว่าแสนล้านโทเคน หรือมากกว่าข้อมูลภาษาไทยที่ระบบ Generative AI ของชาติอื่นจะเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ซึ่งการดำเนินงานข้างต้นนี้จะสำเร็จได้ด้วยดีหากได้รับการอนุเคราะห์เอกสารและสื่อการเรียนรู้ภาษาไทย และการสนับสนุนทุนทรัพย์ในการใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI จากทั้งภาครัฐและเอกชนไทย
แม้ปัจจุบัน Pathumma LLM จะยังเป็นเวอร์ชัน 1.0.0 หรือยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา แต่ทีมวิจัยได้เลือกเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าทดลองใช้งานและดาวน์โหลดโมเดลไปพัฒนาต่อแล้ว โดยเป้าหมายของการเปิดให้ใช้งานเทคโนโลยี คือ การส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนไทยเข้าถึงการใช้งาน AI ในการขับเคลื่อนองค์กรได้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
ดร.ศราวุธ เล่าต่อว่า การใช้งาน Pathumma LLM, DocChat, DocGen และ PartiiNote แบบส่วนบุคคลผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานในรูปเว็บแอปพลิเคชันได้ผ่านทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตทั่วไป แต่สำหรับหน่วยงานที่สนใจนำโมเดล Pathumma LLM ไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานภายในองค์กรหรือพัฒนาเป็นระบบบริการของตัวเอง แต่ยังขาดความพร้อมด้านทรัพยากรในการประมวลผล เช่น GPU (Graphics Processing Unit) ประสิทธิภาพสูง อาจเลือกใช้บริการระบบ private cloud ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ส่วนบุคคลหรือใช้งานเฉพาะภายในองค์กร จากผู้ให้บริการไทยหรือต่างประเทศเพื่อลดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และหากต้องการใช้บริการด้านการพัฒนาระบบ Generative AI ขององค์กร ติดต่อขอใช้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาได้ที่เนคเทค สวทช.
ผู้ที่สนใจเทคโนโลยี Pathumma LLM, DocChat, DocGen และ PartiiNote เข้าใช้งานทั้งรูปแบบ APP, API, open model โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได้ที่ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Pathumma LLM ได้ที่ sarawoot.kon@nstda.or.th
บทความที่เกี่ยวข้อง : 'Pathumma LLM' โมเดลเพื่อการสร้าง Generative AI ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษา ข้อมูล และบริบทไทย
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, เนคเทค และจาก Adobe Stock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
DO CODE: Drone Innovation Camp – ค่ายนวัตกรรมเขียนโปรแกรมและโดรนสำหรับเยาวชน
สร้างนวัตกรรุ่นใหม่ ผ่านเทคโนโลยี โค้ดดิ้ง และโดรน!
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.3–ม.6) เข้าร่วมค่าย “DO CODE: Drone Innovation Camp” เรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษา Python และ C++ พร้อมฝึกใช้เทคโนโลยีโดรน ควบคู่กับบอร์ดอัจฉริยะและแนวคิด AI ผ่านกิจกรรม Workshop แบบลงมือทำจริง
.
🔧 กิจกรรมที่น้องๆ จะได้เรียนรู้:
•เขียนโปรแกรม Python / C++
•ฝึกใช้เทคโนโลยีและบอร์ดควบคุม
•สร้างสื่อประดิษฐ์อัจฉริยะ
•Pitch Idea: นำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรม
•Workshop แบบ Teamwork และบูรณาการ STEM อย่างเข้มข้น
.
📅 วันที่จัดกิจกรรม: 2–4 พฤษภาคม 2568 (พักค้างคืน)
📍 สถานที่จัด: บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จ.ปทุมธานี
💰 ค่าลงทะเบียน: 7,900 บาท/คน (รวม VAT, อาหาร, ที่พัก และ Workshop Lab)
📌 หมายเหตุ
- ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับเกียรติบัตร
- ขอสงวนคืนเงินทุกกรณียกเว้นกรณีที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมได้
.
📝 รับสมัครถึง: 23 เมษายน 2568
📣 ประกาศรายชื่อ : วันที่ 24 เมษายน 2568 (ทาง facebook บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร )
🧑🎓 คุณสมบัติผู้สมัคร:
•นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.3–ม.6)
•สนใจ Coding / โดรน / เทคโนโลยี / AI
•มีพื้นฐานเขียนโปรแกรมเบื้องต้น หรือมีความสนใจเรียนรู้จริงจัง
✨✍️link สมัคร https://forms.gle/en42JucXDaxF2Qv27
หรือ Scan QR Code ที่อยู่บนโปสเตอร์ได้เลย
.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
📞 02 564 7000 ต่อ 77226 (ปรมาภรณ์), 77224 (ดร.อภิรัตน์)
📧 E-Mail : poramaporn@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
รับสมัคร โครงการ TAIST ประจำปีการศึกษา 2568
Thailand Advanced Institute of Science and Technology and Tokyo Institute of Technology
(TAIST-Science Tokyo)
ตามที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Institute of Science Tokyo (Science Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ รวมถึงหลักสูตรประกาศนียบัตรระบบขนส่งทางราง ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ “โครงการ TAIST-Science Tokyo” ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรวิจัยและวิศวกรรมทักษะสูงตามความต้องการของประเทศ ประกอบด้วย 3 หลักสูตร ดังนี้
(more…)
ปฏิทินกิจกรรม


