หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
‘ไวรัสเอ็นพีวี’ ชีวภัณฑ์กู้วิกฤต ‘หนอนบุกทำลายพืชเศรษฐกิจไทย’
  หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนเจาะฝักถั่ว เป็นศัตรูร้ายที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจไทยมายาวนาน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้สารเคมีที่ออกฤทธิ์รุนแรงเพื่อกำจัดให้สิ้นซากในทันที ทว่าการพึ่งพาสารเคมีในระยะยาวไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภค แต่ยังทำลายสมดุลของระบบนิเวศ อีกทั้งยังเร่งให้เกิดปัญหาหนอนดื้อยา ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สารเคมีชนิดเดิมหรือที่มีฤทธิ์อ่อนกว่าเดิมในการกำจัดได้อีก ท้ายที่สุดเกษตรกรอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียในระดับที่ยากต่อการแก้ไข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการผลิตเชื้อไวรัสเอ็นพีวี ชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนเจาะฝักถั่วอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว     ‘ไวรัสเอ็นพีวี’ ปราบหนอนศัตรูพืชแบบอยู่หมัด สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ‘ไวรัสเอ็นพีวี’ หรือ ‘Nucleopolyhedrovirus (NPV)’ คือ ไวรัสที่มีคุณสมบัติทำให้หนอนป่วย เมื่อหนอนกัดกินไวรัสที่ฉีดพ่นไว้ที่ดอก ใบ หรือผล สีตัวของหนอนจะเปลี่ยนไป เคลื่อนไหวได้ช้าลง กินอาหารได้น้อยลง และตายใน 3–7 วัน ไวรัสชนิดนี้จะออกฤทธิ์แบบจำเพาะกับหนอนแต่ละชนิดจึงไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนอนดื้อยา หากเกษตรกรใช้ไวรัสเอ็นพีวีอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสมจะลดปริมาณการใช้สารลงได้ตามลำดับจนเหลือเพียงการฉีดพ่นเพื่อเฝ้าระวังการระบาดซ้ำ “ปัจจุบันไบโอเทค สวทช. พัฒนากระบวนการผลิตไวรัสเอ็นพีวีในระดับอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 4 ชนิด ประกอบด้วยไวรัสเอ็นพีวีสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนเจาะฝักถั่ว โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไวรัสเอ็นพีวีชนิดสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้ายให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทไบรท์ออร์แกนิค จำกัด และบริษัทบีไบโอ จำกัด ส่วนไวรัสเอ็นพีวีสำหรับกำจัดหนอนเจาะฝักถั่วอยู่ในขั้นทดสอบภาคสนาม คาดว่าจะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นปี 2569”   3 ตัวอย่างความสำเร็จจากแปลงเกษตร [caption id="attachment_75149" align="aligncenter" width="750"] สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช.[/caption]   สัมฤทธิ์ เล่าว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยเคยนำชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวีไปใช้ช่วยแก้ปัญหาหนอนดื้อยาให้แก่เกษตรกรแล้วหลายกลุ่ม ตัวอย่างแรก คือ ในปี 2562 ทีมวิจัยได้เข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ในจังหวัดนครปฐมที่กำลังเผชิญปัญหาหนอนกระทู้หอม  และหนอนกระทู้ผักบุกกัดกินดอกและใบจนแทบหมด ความเสียหายในครั้งนั้นร้ายแรงถึงขั้นทำให้ผู้ประกอบการแทบล้มละลาย “เมื่อได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยวางแผนกำจัดหนอนศัตรูพืชให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายทันที โดยติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงแผนไปจนกระทั่งปัญหาคลี่คลายและผลผลิตกลับมามีคุณภาพสูงอีกครั้งหนึ่ง “ผลจากการลงพื้นที่ไปร่วมเผชิญทุกข์กับผู้ประกอบการในคราวนั้นไม่เพียงควบคุมศัตรูพืชได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ทีมวิจัยและเกษตรกรในพื้นที่ยังค้นพบสูตรสำเร็จในการวางแผนควบคุมการระบาดของหนอนอย่างยั่งยืนซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพาะปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย”     อีกตัวอย่างความสำเร็จ คือ ในปี 2567 ทีมวิจัยได้นำชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวีไปช่วยเหลือเจ้าของสวนดอกดาวเรืองในจังหวัดนครราชสีมาที่กำลังเผชิญปัญหาผลผลิตกว่าร้อยละ 60 โดนหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผักกัดกินจนเสียหาย สัมฤทธิ์ เล่าว่า เมื่อเจ้าของสวนที่กำลังเผชิญปัญหาติดต่อขอความช่วยเหลือเข้ามา คล้ายคลึงกับกรณีสวนกล้วยไม้ ทีมวิจัยจึงได้นำสูตรสำเร็จจากครั้งก่อนมาใช้วางแผนกำจัดหนอนให้ โดยหลังจากเจ้าของสวนดอกดาวเรืองดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแผน ปริมาณหนอนในพื้นที่ก็ลดลงอย่างชัดเจนใน 2 สัปดาห์ “เจ้าของสวนเล่าให้ทีมวิจัยฟังว่าจากที่เคยต้องใช้สารเคมีอันตรายฉีดพ่นทุก 5–10 วัน มีต้นทุนสูงถึง 240 บาทต่อครั้งต่อไร่ ปัจจุบันเหลือเพียงการฉีดพ่นชีวภัณฑ์ชนิดนี้ทุก 7–10 วัน เพื่อควบคุมไม่ให้หนอนกลับมาระบาดซ้ำ ต้นทุนค่าชีวภัณฑ์อยู่ที่ 40 บาทต่อครั้งต่อไร่เท่านั้น”     นอกจากตัวอย่างการช่วยกอบกู้วิกฤตให้ผู้ประกอบการกลุ่มไม้ดอก ยังมีการใช้ประโยชน์เพื่อกอบกู้ผักเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ช่วงกลางปีที่ผ่านมาผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งในจังหวัดอำนาจเจริญรายหนึ่งได้ติดต่อมาหาทีมวิจัยด้วยปัญหาหนอนกระทู้หอมดื้อยาระบาดในพื้นที่ แต่ไม่สามารถใช้สารเคมีควบคุมการระบาดได้ ทีมวิจัยจึงเร่งวางแผนการกำจัดหนอนให้ทันทีและได้ผลลัพธ์ออกมาดีดังคาด ปัญหาหนอนระบาดคลี่คลายลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 เดือน โดยหลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤต ผู้ประกอบการได้สะท้อนให้ทีมวิจัยฟังว่า การนำชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวีมาใช้งานไม่เพียงช่วยเรื่องการรักษาคุณภาพผลผลิต แต่ยังช่วยลดการใช้สารเคมี จึงควบคุมคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย “การส่งออกสินค้าทางการเกษตรที่เป็นอาหาร กระบวนการผลิตและคุณภาพของสินค้าจะต้องผ่านทั้งมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agricultural Practices: GAP) มาตรฐานการตรวจสอบสารตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits: MRLs) รวมไปถึงการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) เพื่อยืนยันว่าสินค้านั้นปลอดภัยจากศัตรูพืชตามระเบียบข้อห้าม หากผู้ผลิตไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างเคร่งครัดก็อาจโดนปฏิเสธการนำเข้า ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต และอาจกระทบไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศได้” สัมฤทธิ์อธิบาย     จะเห็นได้ว่าไวรัสเอ็นพีวีไม่ได้เป็นเพียงชีวภัณฑ์ที่ช่วยกอบกู้วิกฤตหนอนศัตรูพืชทำลายผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการทำเกษตรอย่างปลอดภัยและยั่งยืน รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออกสินค้าการเกษตรไทย ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงงานต้นแบบผลิตไวรัสเอ็นพีวีเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 3781 หรือฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 3310 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์  และภาพจาก Shutterstock และ Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ENTEC สวทช. – สจล. ชุมพร ลงนามบันทึกข้อตกลงวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงาน
วันที่ 24 กันยายน 2568: ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ รศ. ดร.คำรณวิทย์ ทิพย์มณี รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “โครงการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อการศึกษา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงาน” ผ่านระบบ VDO Conference (Webex) โดยมีคณะนักวิจัยและผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สำหรับการลงนามในครั้งนี้ มุ่งส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยเฉพาะด้านยานยนต์ไฟฟ้าและระบบที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ตั้งแต่ยานพาหนะไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ระบบขับเคลื่อน การจัดเก็บพลังงาน ระบบการชาร์จ การควบคุมอัจฉริยะ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งยังครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากร ผ่านการจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรมเชิงวิชาการ การฝึกงาน การศึกษาดูงาน การเรียนรู้แบบบูรณาการกับการทำงาน (Work-Integrated Learning) ผ่านสหกิจศึกษาและโครงงานวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพด้านวิชาการและงานวิจัยของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงานให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยจะไม่เพียงยกระดับศักยภาพของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ วิทยาเขตชุมพร และ ENTEC สวทช.เท่านั้น หากยังมุ่งสู่การพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมและพลังงานรุ่นใหม่ การขยายผลสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ พร้อมเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ให้การต้อนรับคณะข้าราชการระดับสูงจากมาเลเซีย
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 Prof. Dr.Azmawani Abd Rahman, CEO Putra Business School พร้อมด้วย ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) นำคณะข้าราชการระดับสูงจากมาเลเซีย เข้าเยี่ยมชมสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรระดับชาติและภาวะผู้นำ ภายใต้โครงการ Leadership Quest in a Global Immersion Experience ซึ่งจัดโดย Public Service Department และ Putra Business School ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.  กล่าวต้อนรับ และ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวแนะนำ สวทช. พร้อมด้วย ดร.ปริณนดา อินทรานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ สวทช. ร่วมแนะนำเกี่ยวกับอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตลอดจนคณะนักวิจัย สวทช. ได้นำผลงานมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ Eco-processing Enzyme, Lignin and Biomass Composite, OSSICURE Bone Graft, ชุดตรวจโรคใบด่างในมันสำปะหลัง และชุดตรวจโรคไต นอกจากนี้คณะฯ ยังเข้าเยี่ยมชมธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) และ บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่าสำคัญในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยอีกด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เชิญชวนยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเซลล์โฟโตวอลเทอิก (Photovoltaic Cell) แบบติดตั้งบนหลังคา
เชิญชวนยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเซลล์โฟโตวอลเทอิก (Photovoltaic Cell) แบบติดตั้งบนหลังคา สวทช. มีความประสงค์จะจัดหาไฟฟ้า จากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเซลล์โฟโตวอลเทอิก (Photovoltaic Cell) แบบติดตั้งบนหลังคา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ยื่นข้อเสนอโครงการ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ฝ่ายพัสดุ ชั้น 1 อาคารสำนักงานกลาง สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย หรือจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ที่ฝ่ายพัสดุ ชั้น ๑ อาคารสำนักงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เลขที่ 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 หมายเหตุ (วงเล็บมุมซอง "โครงการจัดหาไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเซลล์โฟโตวอลเทอิก (Photovoltaic Cell) แบบติดตั้งบนหลังคา") โดย สวทช. จะยึดวันประทับตราไปรษณีย์เป็นหลัก เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นข้อเสนอโครงการแล้ว สวทช. จะไม่รับข้อเสนอโครงการดังกล่าว ข้อมูลเพิ่มเติม: https://drive.google.com/.../1FTSKgCKJeNKFq77XDvO.../view... สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2564 7000 ต่อ 3139 (คุณวีระชัย) Email: weerachai.wut@nstda.or.th โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1076 (คุณธีรวิสุทธิ์) Email: tiravisut.ngo@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
Durian Trace ติดตามข้อมูลทุเรียนส่งออกจากไทยได้ง่าย ๆ แค่สแกน QR Code
    ช่วงต้นปี 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ ทั้งการผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่ผู้นำเข้ากำหนด เช่น มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) มาตรฐานสุขอนามัยพืช นอกจากนี้ยังพบปัญหาลักลอบสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยด้วยทุเรียนจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน จนก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อประเทศไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘Durian Trace’ ระบบตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนที่ส่งออกจากประเทศไทย โดยตรวจสอบข้อมูลได้ตั้งแต่สายพันธุ์ทุเรียน มาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงคุณภาพการขนส่ง ซึ่งผู้บริโภคดูข้อมูลของทุเรียนแต่ละผลได้ง่าย ๆ เพียงใช้สมาร์ตโฟนสแกน QR Code ไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม     บันทึกตั้งแต่ ‘ล้ง’ ถึง ‘ปลายทาง’ [caption id="attachment_75159" align="aligncenter" width="450"] ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล หัวหน้าทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล หัวหน้าทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า Durian Trace เป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่ผ่านการออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพของทุเรียนไทยให้แก่ผู้บริโภค โดยระบบนี้เป็นตัวช่วยให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ใช้จัดเก็บข้อมูลสำคัญในรูปแบบดิจิทัล เช่น เลข GAP จากสวน ใบรับรอง GMP ของโรงคัดบรรจุ เอกสารสุขอนามัยพืช (e-Phyto) ได้สะดวก ซึ่งหลังจากบันทึกข้อมูลแล้วระบบจะสร้าง QR code สำหรับให้นำไปติดที่ก้านทุเรียนแต่ละผลเสมือนเป็นฉลากสินค้า “ทีมวิจัยนำร่องทดสอบใช้ Durian Trace ติดตามสินค้าที่ส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนการส่งออก ผู้ส่งออกจะบันทึกข้อมูลการนำทุเรียนแต่ละลังเข้าตู้คอนเทนเนอร์ โดยข้อมูลทั้งหมดจะผ่านการจัดเก็บเข้าสู่ระบบคลาวด์ เพื่อให้ผู้ส่งออก ผู้ควบคุมการขนส่ง และผู้นำเข้า ใช้ติดตามข้อมูลการขนส่งทางบกได้แบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงตำแหน่งการขนส่ง เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดข้อผิดพลาด “เมื่อสินค้าไปถึงปลายทาง ผู้บริโภคสามารถสแกน QR code เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของทุเรียนที่ต้องการจะซื้อได้โดยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม ดูรายละเอียดได้ทั้งสายพันธุ์ แหล่งเพาะปลูก สถานที่คัดบรรจุ มาตรฐานที่ได้รับรอง รวมถึงคุณภาพการขนส่ง” [caption id="attachment_75163" align="aligncenter" width="750"] ระบบ Durian Trace แสดงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับทุเรียนแต่ละผลและการขนส่ง[/caption] [caption id="attachment_75162" align="aligncenter" width="550"] ข้อมูลเกี่ยวกับทุเรียนผลนั้น ๆ ที่ได้จากการสแกน QR Code (ภาษาจีน)[/caption] [caption id="attachment_75161" align="aligncenter" width="550"] ข้อมูลเกี่ยวกับทุเรียนผลนั้น ๆ ที่ได้จากการสแกน QR Code (ภาษาอังกฤษ)[/caption]   ก้าวต่อไปของ Durian Trace ดร.สุพร เล่าว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทดสอบการใช้ระบบ Durian Trace ติดตามการส่งออกทุเรียนจำนวน 31 ตู้คอนเทนเนอร์เรียบร้อยแล้ว ผลการทดสอบพบว่าระบบช่วยลดภาระงานด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้าระหว่างการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้ อย่างไรก็ดีแม้ที่ผ่านมาจะเริ่มมีการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้กับผลผลิตทางการเกษตรบางประเภทแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย Durian Trace ถือเป็นระบบแรกที่ติดตามการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้ [caption id="attachment_75166" align="aligncenter" width="700"] กิตติ พงศ์กิตติวัฒนา นักวิเคราะห์ งานบริหารโครงการยุทธศาสตร์ เนคเทค สวทช.[/caption] กิตติ พงศ์กิตติวัฒนา นักวิเคราะห์ งานบริหารโครงการยุทธศาสตร์ เนคเทค สวทช. เล่าเสริมว่า จุดแข็งที่ทำให้ Durian Trace ติดตามข้อมูลแบบข้ามพรมแดนได้ มาจากการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรและผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัย ประกอบด้วยสำนักงบประมาณ, ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB), กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, GS1 Thailand, GS1 China และที่ขาดไม่ได้คือภาคเอกชนที่ร่วมทดสอบระบบนำร่อง “อย่างไรก็ตามการจะขยายระบบให้ครอบคลุมการใช้งานทั้งประเทศยังต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการส่งเสริมการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของระบบซึ่งจะมาช่วยสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า และการทำให้ Durian Trace เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้สะดวก มีฟังก์ชันครอบคลุมความต้องการใช้งานยิ่งขึ้น” Durian Trace เป็นเทคโนโลยีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผ่านการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ประยุกต์ใช้ได้กับการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย [caption id="attachment_75167" align="aligncenter" width="450"] กรวัฒน์ พลเยี่ยม ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช.[/caption] กรวัฒน์ พลเยี่ยม ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค สวทช. ยกตัวอย่างการนำระบบไปประยุกต์ใช้กับสินค้าที่ส่งออกไปไปยุโรป ภายใต้ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation) โดยสินค้าที่ประเทศไทยส่งออกและได้รับผลกระทบ เช่น ยางพารา ไม้ ปาล์มน้ำมัน โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง เนื้อวัว “การตรวจสอบย้อนกลับไปถึงถิ่นกำเนิดของสินค้าการเกษตรผ่านระบบระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์(geolocation) นอกจากช่วยระบุว่าตำแหน่งพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า ยังใช้ประกอบการนำเสนอข้อมูลคุณค่าของสินค้าในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นได้ด้วย เช่น สินค้าคุณภาพสูงที่ผลิตโดยการคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สินค้าที่เกิดจากการสืบสานวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งล้วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าการเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ” จะเห็นได้ว่า Durian Trace ไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ทุเรียน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไทย และการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสินค้าการเกษตรไทยในเวทีโลก สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับ Durian Trace และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ติดต่อได้ที่ ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล อีเมล suporn.pongnumkul@nectec.or.th และคุณกิตติ พงศ์กิตติวัฒนา อีเมล kitti.pongkittiwattana@nectec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์​ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วย Design for Circular Economy
สวทช. โชว์ตัวอย่างความสำเร็จการสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด Circular Design หรือ การออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) โดยร่วมกับ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาต้นแบบ "หม้อแปลงไฟฟ้ารีแมนูแฟคเจอริ่ง (Remanufacturing Transformer)” และร่วมกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พี เอส เอ็ม พลาสิเทค กรุ๊ป ในการพัฒนากระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สัมมนา Food Talks 2025 “Toward Less Sodium in Thai Foods: Evidence-Led Innovation and Policy: การลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารไทย:อุปสรรค ความสำเร็จ และทิศทางในอนาคต”
📢อร่อยเหมือนเดิม แต่โซเดียมน้อยลง ทำได้จริงแค่ไหน? 🍲 📍 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร ชวนคุณมาร่วมรับฟังแนวทางการลดโซเดียมโดยไม่เสียรสชาติ ที่ผู้บริโภครับได้และผู้ผลิตทำได้จริง แนวทางสื่อสารการตลาดและฉลากที่ผู้บริโภคเข้าใจ   🌱 ในกิจกรรมสัมมนา Food Talks 2025 หัวข้อ “Toward Less Sodium in Thai Foods: Evidence-Led Innovation and Policy: การลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารไทย:อุปสรรค ความสำเร็จ และทิศทางในอนาคต” 🧂🍛   🔑 Key Highlights ✅ พฤติกรรม และแนวโน้มการบริโภคโซเดียม ในไทยและทั่วโลก ✅ วิธีการลดโซเดียมและการเลือกใช้สารทดแทนเพื่อคงคุณภาพรสชาติ ของผลิตภัณฑ์อาหาร ✅ การประยุกต์ใช้ กลยุทธ์สื่อสารการตลาด และแนวทางสนับสนุนเชิงนโยบาย   👨‍🔬 โดย ดร.สมโชค กิตติสกุลนาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกวิทยาศาสตร์การอาหารเพื่อสุขภาพ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล💥 🧑🏻‍💻สัมมนาออนไลน์ผ่าน Facebook (Live) 🗓 วันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 🕙 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป   📌 ลงทะเบียนฟรี! >> https://forms.gle/wxhA4aokU4WVmZwN9 📬 ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ถ่ายทอดการประยุกต์ใช้ AI แก่สำนักงานอัยการสูงสุด ด้วย “NSTDA ChatAI” เสริมประสิทธิภาพงานองค์กร
วันที่ 22 กันยายน 2568 — สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Generative AI และการประยุกต์ใช้ NSTDA ChatAI ให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อสนับสนุนการยกระดับการทำงานในยุคดิจิทัล การบรรยายมุ่งเน้นแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การสรุปความ การจัดทำเอกสารอัตโนมัติ การตอบคำถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารภายในองค์กร NSTDA ChatAI พัฒนาโดย สวทช. จาก Open Source Software ให้รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก และสามารถปรับแต่งให้เข้ากับภารกิจเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน ช่วยเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้รวดเร็วและถูกต้อง ตอบโจทย์งานด้านต่างๆ ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการบรรยาย มีการอธิบายการทำงานของ NSTDA ChatAI ทั้งการจัดการเอกสาร การสรุปข้อมูล และการสังเคราะห์สารสนเทศจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้ารับฟังของสำนักงานอัยการสูงสุด สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนการบริการสาธารณะ สู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะในยุคดิจิทัล ติดตามบรรยากาศการบรรยายเพิ่มเติมได้ที่ Facebook สำนักงานอัยการสูงสุด: 👉 คลิกที่นี่
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
PhenoRobot หุ่นยนต์ตรวจวัดฟีโนไทป์พืชเพื่อการวิจัยและการผลิตพืชในระดับอุตสาหกรรม
    ที่ผ่านมาการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตพืช โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจและพืชสมุนไพรที่ให้สารสำคัญมูลค่าสูง นักวิจัยต้องวัดและจัดเก็บข้อมูลฟีโนไทป์ (phenotype) ซึ่งเป็นลักษณะปรากฏของพืช เช่น ความสูงของต้น ขนาดและสีของใบ อัตราการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิต และคุณสมบัติของผลผลิต ที่เป็นผลจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิจัย ซึ่งทั่วไปกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงกายในการปฏิบัติงานมาก แต่ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ห้องปฏิบัติการชั้นนำของหลายประเทศเริ่มนำระบบ High-Throughput Phenotyping (HTPP) หรือระบบตรวจวัดและประมวลผลข้อมูลฟีโนไทป์ของพืชแบบอัตโนมัติมาใช้งานกันมากขึ้นแล้ว เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการเก็บข้อมูล ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญต่อการวิจัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น [caption id="attachment_74786" align="aligncenter" width="750"] ระบบวิเคราะห์ลักษณะฟีโนไทป์ขั้นสูงของ สวทช.[/caption] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา PhenoRobot (ฟีโนโรบอต) หุ่นยนต์ตรวจวัดฟีโนไทป์ของพืชที่ปลูกในโรงงานผลิตพืชด้วยแสงเทียม (Plant Factory with Artificial Lighting) และระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบพร้อมใช้งาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดสอบใช้งานจริงในพื้นที่โรงงานผลิตพืชของ สวทช.   PhenoRobot ยกหน้าที่จัดเก็บข้อมูลให้หุ่นยนต์ [caption id="attachment_74787" align="aligncenter" width="750"] ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโสทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า PhenoRobot เป็นหุ่นยนต์ต้นแบบสำหรับใช้จัดเก็บข้อมูลฟีโนไทป์ของพืชในโรงงานผลิตพืชที่มีการจัดวางพื้นที่เพาะปลูกเป็นแบบ 4 ชั้น โดย PhenoRobot มีรูปทรงกะทัดรัด สูง 2.4 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ลำตัวมีกล้องถ่ายภาพสองมิติและสามมิติ ติดตั้งตามแนวดิ่งจำนวน 4 ชุด แต่ละชุดห่างกันประมาณ​ 45 เซนติเมตร เพื่อเก็บข้อมูลแต่ละชั้นปลูก “PhenoRobot ผ่านการออกแบบให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวในพื้นที่จำกัด เคลื่อนที่ไปปฏิบัติงานตามจุดต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองตามเส้นทางและแผนที่ที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมตลอดการทำงาน สามารถเดินถ่ายภาพภายในโรงงานขนาดประมาณ 480 ตารางเมตร พื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ 690 ตารางเมตร ได้เสร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังผ่านการออกแบบเรื่องระบบจัดการพลังงานมาเป็นอย่างดี ทำให้การชาร์จหนึ่งครั้งปฏิบัติงานต่อเนื่องได้หลายวัน” [caption id="attachment_74789" align="aligncenter" width="750"] PhenoRobot[/caption] หน้าที่หลักของ PhenoRobot คือ การถ่ายภาพพืชทั้งแบบสองมิติและสามมิติเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของพืชภายในโรงงาน ดร.ธีระ อธิบายว่า PhenoRobot จะบันทึกภาพถ่ายและส่งไฟล์ไปจัดเก็บลงฐานข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์แบบอัตโนมัติ จากนั้นซอฟต์แวร์จะวิเคราะห์ภาพ เช่น ความสูง พื้นที่ใบ เพื่อใช้ประเมินการเจริญเติบโต ทำนายน้ำหนักของผลผลิต หรือปัจจัยอื่น ๆ ตามโจทย์วิจัยที่กำหนด หลังจากนั้นจึงจัดเก็บผลการวิเคราะห์ที่อยู่ในรูปแบบพร้อมใช้งานเข้าสู่ระบบ เพื่อให้นักวิจัยหรือผู้ควบคุมการผลิตติดตามข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็วแบบวันต่อวัน การเก็บข้อมูลด้วย PhenoRobot จะเน้นไปที่การตรวจวัดลักษณะทางสัณฐานวิทยา (morphology) เป็นหลัก เช่น ความสูงของต้น พื้นที่ใบ ความหนาแน่นของพุ่ม รวมถึงสีของใบและลำต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประมวลผลได้จากภาพถ่าย 2 มิติและ 3 มิติ เหมาะแก่การใช้ติดตามการเจริญเติบโตและวิเคราะห์สุขภาพของพืช โดยทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ศึกษาการตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อมหรือรูปแบบการเพาะปลูก เพิ่มฟังก์ชัน เพิ่มความสามารถในการประมวลผล ดร.ธีระ เล่าว่า นอกจากอุปกรณ์ถ่ายภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานแล้ว PhenoRobot ยังติดตั้งเซนเซอร์สำหรับตรวจวัดเพิ่มเติมได้อีกตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือการควบคุมกระบวนการผลิต เช่น การติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน (thermal camera) เพื่อดูอุณหภูมิและตรวจจับความเครียดของพืชที่เกิดจากการขาดน้ำหรือความผิดปกติอื่น ๆ การติดตั้งกล้องมัลติสเปกตรัม (multi-spectral camera) เพื่อถ่ายช่วงคลื่นที่ตามองไม่เห็น เหมาะสำหรับใช้ตรวจสุขภาพพืชผ่านการวัดค่าดัชนีต่าง ๆ เช่น NDVI (Normalized Difference Vegetation Index) เพื่อประเมินประสิทธิภาพสังเคราะห์แสง “อย่างไรก็ตามการเลือกใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ชนิดใดและรูปแบบไหนบ้างขึ้นอยู่กับโจทย์การใช้งาน โดยทีมวิจัยทั้ง 3 ทีมหลักที่ร่วมกันพัฒนา PhenoRobot และซอฟต์แวร์เพื่อการประมวลผลประกอบด้วยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลและทีมวิจัยสมองกลอัจฉริยะและความจริงเสมือน จากเนคเทค และกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ จากไบโอเทค พร้อมให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และกระบวนการผลิตพืช เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานมากที่สุด” การพัฒนา PhenoRobot เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยี HTPP ในประเทศไทย นอกจากสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตพืชและการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ยังนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรไทยในตลาดโลก ผู้ที่สนใจเทคโนโลยีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และกระบวนการผลิตพืช ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อีเมล teera.phatrapornnant@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2816 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และกุลพงษ์ อ้นมณี ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช., อัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. ภาพประกอบโดย ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และเนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
การประชุมวิชาการนานาชาติ ASPA Annual Conference ครั้งที่ 28 ประจำปี 2025
การประชุมวิชาการนานาชาติ ASPA ครั้งที่ 28 ประจำปี 2025 วันที่ 3–6 พฤศจิกายน 2568 "The Role of Science and Technology Parks in Facilitating Corporates on the ESG Journey" โรงแรม Millennium Hilton Bangkok เชิญชวน • ผู้บริหารจากอุทยานวิทยาศาสตร์ • ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ • มหาวิทยาลัย / หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ • บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ สิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับ • สิทธิ์เข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ (ได้แก่ เวิร์คช็อป, กิจกรรมการสร้างเครือข่าย, งานเลี้ยงกาลาดินเนอร์, และงานเลี้ยงต้อนรับ) • อาหารกลางวัน อาหารว่างและเครื่องดื่ม • สิทธิ์เข้าร่วม Technical & Cultural Tours • กระเป๋า และ สื่อ/สิ่งพิมพ์/เอกสารประกอบการประชุม ลงทะเบียนวันนี้! รับสิทธิ Early Bird ส่วนลดสูงสุด 1,500 บาท ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้ อัตราค่าลงทะเบียนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% แล้ว สอบถามเพิ่มเติม: aspa2025@nstda.or.th ลงทะเบียน / รายละเอียดสัมมนา 👇 www.aspa2025.com/th/ 28th ASPA Annual Conference 2025 3–6 November 2025 "The Role of Science and Technology Parks in Facilitating Corporates on the ESG Journey" at Millennium Hilton Hotel Bangkok Join us • Executies from Science Parks • Business Incubation Centers • Universities / organizations related to the innovation ecosystem, both domestic and international • The general public with an interest Benefits for participants • Conference bag and printed materials/documents • Lunch, refreshments, and beverages • Access to Technical & Cultural Tours • Access to conference sessions and special activities (including networking events, gala dinner, and welcome reception) Register today! Get an Early Bird discount of up to 50 USD Before September 30, 2025 The registration fee is inclusive of 7% Value Added Tax (VAT) For more information: aspa2025@nstda.or.th #ASPA2025 #สวทช #NSTDA #สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี More infomation 👇 www.aspa2025.com/
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. จัดสัมมนา “นิติปัญญากับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในยุคดิจิทัล” เสริมแกร่งเจ้าหน้าที่รัฐ รับมือโลกยุคใหม่
วันที่ 15 กันยายน 2568  ณ ห้องประชุม SD-601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหนึ่ง คลองหลวง ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ฝ่ายกฎหมายและสัญญา ร่วมกับฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร ได้จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “นิติปัญญากับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในยุคดิจิทัล” เพื่อให้บุคลากรของ สวทช. รวมถึงเจ้าหน้าที่จากทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและผู้ที่มีความสนใจได้รับความรู้ความเข้าใจและมุมมองที่ครอบคลุมจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ทั้งด้านการทูต ทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารงานปกครอง และการจัดการความเสี่ยงของภาครัฐ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาผ่านทางเทปวิดีทัศน์ พร้อมด้วย ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นประธานจัดงานได้ให้เกียรติมาร่วมงานและกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ภายในงานสัมมนาได้จัดให้มีการให้ความรู้ในหัวข้อบรรยาย 3 เรื่อง โดยได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้ หัวข้อที่ 1 เรื่อง “โลกดิจิทัลในมุมมองนักการทูตและนักทรัพย์สินทางปัญญา” โดย ทพ.ประโยชน์ เพ็ญสุต อดีตรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา หัวข้อที่ 2 เรื่อง “การบริหารงานปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐในยุคดิจิทัล” โดย นายเอกณัฐ จิณเสน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด และ หัวข้อที่ 3 เรื่อง “การประเมินความเสี่ยง และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริตหน่วยงานของของรัฐ” โดย นายณัฏฐภพ ตุลยกุลโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ 1 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยในวันดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนากว่า 175 ท่าน ซึ่งเป็นบุคลากรภายใน สวทช. และบุคลากรภายนอกทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จากงานสัมมนาในครั้งนี้ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้ความเข้าใจในมุมมองระหว่างด้านกฎหมายกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐมากยิ่งขึ้น อีกทั้งได้รับฟังประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าจากท่านวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับ การปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง รอบคอบ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในโลกยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญของการทำงานภาครัฐอย่างแท้จริง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ปิดฉากอย่างสวยงาม! ค่าย ESRI Camp ปั้นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
วันที่ 21 กันยายน 2568 โครงการค่าย ESRI Camp “การสื่อสารวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างมีจริยธรรม” ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี หลังดำเนินกิจกรรมอย่างเข้มข้นตลอด 4 วัน 3 คืน โดยมีนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 42 คนเข้าร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และร่วมสนับสนุนการจัดค่ายโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตลอดระยะเวลาของการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมโครงการค่ายได้เรียนรู้แนวคิดด้านจริยธรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์ อีกทั้งได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลงานวิจัยเด่นจากศูนย์วิจัยแห่งชาติในสังกัด สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์ ประกอบด้วย NECTEC, BIOTEC, MTEC, ENTEC และ NANOTEC พร้อมรับฟังการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "นักสื่อสารวิจัยรุ่นใหม่" ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่สังคม ในพิธีปิด ดร.ฉัตรฉวี คงดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สกสว. คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และคุณนพฤทธิ์ กมลสุวรรณ บรรณาธิการสำนักข่าวบริคอินโฟ ให้เกียรติร่วมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน ผู้จัดโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนาการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์