ผลการค้นหา :
SolaRE โซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง เพิ่มโอกาสรีไซเคิลวัสดุ
ในปี 2567 ประเทศไทยติดตั้งใช้แผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วราว 30 ล้านแผง และภายใน 10 ปีข้างหน้า แผงจำนวนมหาศาลเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลักแสนตัน ซึ่งหากไม่มีวิธีการจัดการที่เหมาะสม สารเคมีและโลหะหนักอาจปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอย่างคาดไม่ถึง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา SolaRE (โซลาร์รี) เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง เพื่อช่วยลดต้นทุนการรีไซเคิล นำไปสู่การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
SolaRE โซลาร์เซลล์ที่ออกแบบเพื่อการรีไซเคิล
[caption id="attachment_75990" align="aligncenter" width="450"] ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี นักวิจัย เอ็นเทค สวทช.[/caption]
ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตโซลาร์เซลล์จะมีการใช้วัสดุผสานหรือ encapsulant เพื่อยึดติดวัสดุแต่ละชั้นอย่างแน่นหนา ป้องกันกันความชื้นเข้า เพิ่มความทนทาน และยืดอายุการใช้งานของแผง
“การผนึกติดแน่นของชั้นวัสดุทำให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชั้นวัสดุ ปัจจุบันจึงนิยมรีไซเคิลเฉพาะส่วนกรอบอะลูมิเนียมและกล่องต่อสายไฟ ก่อนกำจัดส่วนแผงโดยการฝังในหลุมฝังกลบขยะอันตรายซึ่งอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมของโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งดินและน้ำได้”
ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยเอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา SolaRE เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง สำหรับใช้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิคอน (crystalline silicon)
[caption id="attachment_75992" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์ SolaRE[/caption]
[caption id="attachment_75991" align="aligncenter" width="450"] ต้นแบบแผ่นฟิล์มชนิดพิเศษที่ใช้ในการผลิต SolaRE[/caption]
ดร.อมรรัตน์ อธิบายว่า กลไกที่ทำให้ SolaRE ถอดแยกส่วนประกอบได้คือ การเพิ่มชั้นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษเข้าไปในโครงสร้างแผง ตอนนำไปกำจัดจึงถอดแยกวัสดุแต่ละชั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชิ้นส่วน
“จุดเด่นสำคัญคือ แผ่นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษที่ใช้ในการผลิตแผง SolaRE ผลิตได้ในประเทศไทย และโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์สามารถใช้เครื่องจักรที่มีอยู่เดิมประกอบได้โดยไม่ต้องลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์”
SolaRE พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว
ดร.อมรรัตน์ สรุปข้อเปรียบเทียบระหว่างแผงที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี SolaRE และแผงทั่วไปว่า แผงทั้ง 2 ชนิดมีสรรถนะการใช้งานเริ่มต้นระดับเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน แต่การใช้เทคโนโลยี SolaRE จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรีไซเคิลวัสดุได้มากขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 85–95 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบจากร้อยละ 90 ให้เหลือเพียงร้อยละ 5–15 ด้วย
“ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบใช้งานผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SolaRE ในสภาวะจริงเป็นเวลา 2 ปี ผลการทดสอบพบว่ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมร้อนชื้นของประเทศไทย”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตเรียบร้อยแล้ว โดยเทคโนโลยี SolaRE รองรับการผลิตได้ตั้งแต่ขนาดแผง 0.30–1 ตารางเมตร เหมาะแก่การประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ (solar lighting) ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้งานสูงและยังต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ดร.อมรรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายถึงสถานะของงานวิจัยว่า ทีมวิจัยพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี SolaRE ทั้งในส่วนของกระบวนการผลิตแผ่นฟิล์มและการประกอบแผง รวมทั้งมีแผนร่วมกับภาคเอกชนขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์สู่บัญชีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ภาครัฐด้วย
เทคโนโลยี SolaRE ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการออกแบบแผงโซลาร์เซลล์ที่คำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เกิดการใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และนำไปสู่การมีรากฐานด้านพลังงานสะอาดที่แข็งแรงและยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศไทยและทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยี SolaRE และ Solar Sure ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 2711 หรืออีเมล amornrat.lim@entec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฉัตรกมล พลสงคราม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย เอ็นเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ต่อยอด ‘Traffy Fondue’ ผนึก กปภ. พลิกโฉมบริการประปาทั่วประเทศ ให้ประชาชนแจ้งปัญหาผ่าน LINE แก้ไว ทันใจ จบในแอปเดียว
(วันที่ 20 ตุลาคม 2568): กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ และ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) โดย นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการระบบรับเรื่องร้องเรียนและการให้บริการอื่น ๆ เพื่อยกระดับการให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) ที่พัฒนาโดย สวทช. มาเสริมศักยภาพการให้บริการและแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น ภายในงานมีคณะผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน นำโดย นายนิธิศ ทองสอาด รองผู้ว่าการทรัพยากรบุคคลและบริหารองค์กร กปภ. นายไพฑูรย์ ไผ่ล้อม ผู้ช่วยผู้ว่าการดิจิทัลและสารสนเทศ กปภ. ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้าน Core Business สวทช. และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริหารทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่ กปภ. เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า น้ำ คือ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน และในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทุกคนต่างคาดหวังความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจึงพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามาสนับสนุนภารกิจของ กปภ. อย่างเต็มกำลัง โดยการนำ Traffy Fondue เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐรวดเร็ว ติดตามได้แบบเรียลไทม์
“ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญของนักวิจัย สวทช. ที่จะได้ศึกษาข้อมูลจริงจากการแจ้งปัญหาของประชาชนผ่าน Traffy Fondue เพื่อวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการการประปาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะตอบโจทย์การให้บริการของ กปภ. และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน เราพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางนวัตกรรม เคียงข้าง กปภ. เพื่อขับเคลื่อนสู่ ‘การประปาดิจิทัล’ และร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เพื่อร่วมสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวเสริม
นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า กปภ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สวทช. ในโครงการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการระบบรับเรื่อง ร้องเรียนและการให้บริการอื่น ๆ เพื่อยกระดับการให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน โดยได้นำระบบบริหารจัดการปัญหาและข้อร้องเรียน ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ แพลตฟอร์ม “Traffy Fondueซึ่งพัฒนา โดย สวทช. ที่จะช่วยคัดแยกและส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้ง่าย ผ่าน LINE และติดตามสถานะได้ตลอดเวลา เสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้และลดขั้นตอนการประสานงานภายในเข้ามาสนับสนุนการบริหารจัดการข้อร้องเรียนของ กปภ. ปัจจุบันพร้อมให้บริการแล้วในพื้นที่ 50 สาขา และตั้งเป้าขยายการใช้งานระบบ Traffy Fondue ครอบคลุมพื้นที่เขตให้บริการ 234 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกปัญหาน้ำประปาได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้น้ำมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาประปาผ่าน Traffy Fondue ได้ง่าย ๆ ใน 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) เพิ่มเพื่อนทาง Line OA พิมพ์ @TraffyFondue (2) เลือกเมนู "แจ้งเรื่องใหม่" (3) แชร์พิกัดตำแหน่ง พร้อมอธิบายรายละเอียดปัญหา (4) ถ่ายภาพประกอบเพื่อความชัดเจน 5) เลือก กปภ. สาขาที่ดูแลรับผิดชอบ ข้อมูลจะถูกส่งถึงสาขาที่รับผิดชอบทันที และ (6) สามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่ PWA Contact Center 1662 ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับ Traffy Fondue ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งทั่วประเทศในการรับแจ้งปัญหาจากประชาชนแบบเรียลไทม์ เช่น ปัญหาถนนชำรุด ขยะตกค้าง หรือปัญหาสาธารณูปโภคต่าง ๆ และล่าสุดความร่วมมือกับ กปภ. ในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จและขยายขอบเขตการใช้งานของแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ให้ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาด้านประปาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการประชาชนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ “แมคเดอร์มิด” เปิดห้องปฏิบัติการใหม่ในประเทศไทย เสริมศักยภาพการวิเคราะห์ขั้นสูง ขับเคลื่อนนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล
(17 ตุลาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท แมคเดอร์มิด อัลฟา อีเลคโทรนิคส์ โซลูชั่นส์ ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโซลูชันวงจรไฟฟ้า และ บริษัท แมคเดอร์มิด เอ็นโธน อินดัสเตรียล โซลูชั่นส์ ผู้ผลิตชั้นนำด้านเคมีภัณฑ์สำหรับงานตกแต่งและปรับสภาพพื้นผิว จัดพิธีเปิด ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ขั้นสูง แห่งใหม่ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิเคราะห์และทดสอบเชิงเทคนิค รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านอุทยานวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า...
“สวทช. และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับบริษัท แมคเดอร์มิด อัลฟา อีเลคโทรนิคส์ โซลูชั่นส์ และบริษัท แมคเดอร์มิด เอ็นโธน อินดัสเตรียล โซลูชั่นส์ สำหรับความร่วมมือในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยแห่งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญ ความมุ่งมั่น และศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ ความร่วมมือนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการแห่งใหม่นี้จะช่วยเสริมศักยภาพการวิเคราะห์เชิงลึกระดับภูมิภาค สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ของประเทศ พร้อมส่งเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับพลวัตของเศรษฐกิจโลกภายใต้โมเดล ‘China + 1’”
นายจิม วัตคอฟสกี รองประธานฝ่าย Circuitry Solutions บริษัท แมคเดอร์มิด อัลฟา อีเลคโทรนิคส์ โซลูชั่นส์ กล่าวว่า...
“การจัดตั้งห้องปฏิบัติการแห่งนี้เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง สวทช. และบริษัท แมคเดอร์มิด อัลฟา อีเลคโทรนิคส์ โซลูชั่นส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์และทดสอบชิ้นงานเชิงลึกให้รวดเร็ว แม่นยำ และครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพสูงและได้รับการยอมรับในระดับสากล บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์เฉพาะทางและวัสดุนวัตกรรม ซึ่งสามารถยกระดับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การสร้างวงจรไปจนถึงพื้นผิวอัจฉริยะ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศไทย"
นาย ฮุย ฮุย คิว รองประธาน ภูมิภาคเอเชีย กล่าวเสริมว่า...
“บริษัทฯ เป็นผู้นำระดับโลกด้านเคมีภัณฑ์สำหรับงานตกแต่งและปรับสภาพพื้นผิว มุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Solutions) โดยทีมวิศวกรและนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญของเรามีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมสู่ตลาดในภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตของประเทศไทยสู่มาตรฐานระดับโลก พร้อมมุ่งสร้างความสำเร็จร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
การเปิดห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ขั้นสูงแห่งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและยกระดับศักยภาพทางเทคนิคของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยห้องปฏิบัติการได้รับการติดตั้งเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบเชิงลึก แก้ไขปัญหาทางเทคนิคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งกระบวนการรับรองผลิตภัณฑ์ (Product Qualification) และยกระดับคุณภาพของกระบวนการเคลือบผิวในมิติสำคัญ ตลอดจนการวิเคราะห์ด้านความสามารถในการบัดกรี (Solderability) และความน่าเชื่อถือของวงจรไฟฟ้า (Circuit Reliability) เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีคุณภาพสูงสุด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สารเสริมอาหารไก่เพื่อการผลิต ‘ไข่โอเมกา-3 สูง’
ปัจจุบันผู้คนหันมาบริโภคไข่ไก่กันมากขึ้น เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันแล้วว่าการบริโภคไข่ไก่ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ใช่สาเหตุหลักของการเพิ่มปริมาณไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย อีกทั้งไข่ไก่ยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพที่มีราคาย่อมเยา ย่อยง่าย และมีสารอาหารที่เหมาะกับทุกช่วงวัย
ในไข่ไก่มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายคือกรดไขมันโอเมกา-3 โดยเฉพาะสารดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid: DHA) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง หัวใจ ระบบประสาท และการมองเห็น ดังนั้นการเลือกบริโภคไข่ไก่ที่มีการเสริมปริมาณดีเอชเอให้สูงขึ้นจากประมาณ 30 มิลลิกรัมต่อฟอง เป็นมากกว่า 120 มิลลิกรัมต่อฟอง จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารชนิดนี้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน (250-500 มิลลิกรัม/วัน) ยิ่งขึ้น เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตสารดีเอชเอได้ด้วยตัวเอง
[caption id="attachment_76007" align="aligncenter" width="750"] ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพและสารอาหารสำคัญที่เหมาะกับทุกช่วงวัย[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการผลิตสารเสริมอาหารไก่จากน้ำมันปลาที่ได้จากอุตสาหกรรมเนื้อปลาแปรรูป เพื่อใช้ในการผลิตไข่ไก่โอเมกา-3 สูง ในชื่อ NANO-FortiEgg (นาโน-ฟอร์ติเอ็กก์) โดยโครงการวิจัยนี้เป็นการดำเนินงานภายใต้แพลตฟอร์ม FoodSERP ของ สวทช. ที่ดำเนินงานวิจัยร่วมกับคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่บริษัทพี.ซี. ทูน่า จำกัด เรียบร้อยแล้ว
[caption id="attachment_76004" align="aligncenter" width="750"] ดร.ชุติมา อภิบาลธรรมกิจ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสารเสริมอาหารไก่เพื่อผลิตไข่โอเมกา-3 สูง[/caption]
ดร.ชุติมา อภิบาลธรรมกิจ นักวิจัยทีมวิจัยการนำส่งเพื่อผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสัตว์ฟังก์ชัน กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า จุดเริ่มต้นในการวิจัยมาจากการร่วมกับบริษัทพี.ซี. ทูน่า จำกัด วิจัยกระบวนการเพิ่มการกระจายตัวและการดูดซึมของน้ำมันปลาในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ ซึ่งหลังจากได้ผลลัพธ์การวิจัยอันน่าพึงพอใจ ทางบริษัทจึงได้ร่วมกับทีมวิจัยขยายขอบเขตการวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
[caption id="attachment_76017" align="aligncenter" width="750"] น้ำมันปลาทะเลน้ำลึกเป็นแหล่งโอเมกา-3 สำคัญ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเสริมอาหารไก่ได้[/caption]
“โจทย์ในครั้งนี้ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่น้ำมันปลาจากทะเลน้ำลึก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเนื้อปลาแปรรูป เช่น เนื้อปลาแซลมอน ทูน่า ซาดีน เพราะน้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดดีเอชเอเป็นส่วนประกอบสูง
“จากโจทย์ดังกล่าวทีมวิจัยนำโดย ดร.กิตติวุฒิ เกษมวงศ์ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทางชีวภาพ นาโนเทค สวทช. จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปของเหลว (liquid feed supplement) เพื่อใช้เป็นสารเสริมอาหารให้แม่ไก่ โดยมุ่งหวังให้แม่ไก่ผลิตไข่ที่มีปริมาณดีเอชเอสูงขึ้น เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่เลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งอาจได้รับปริมาณสารดีเอชเอไม่เพียงพอ”
ในการทำวิจัยทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนาโนอิมัลชัน (nanoemulsion technology) มาพัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำมันปลาที่เป็นสารประกอบไม่ชอบน้ำ (hydrophobic compound) ให้อยู่ในรูปของสารที่กระจายตัวในน้ำได้ดี โดยใช้เทคโนโลยี Nanostructured Lipid Carrier (NLC)
[caption id="attachment_76006" align="aligncenter" width="450"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์สารเสริมอาหารไก่ที่พัฒนาจากน้ำมันปลาโดยนาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.ชุติมา อธิบายว่า สารเสริมอาหารที่ได้มีกลิ่นคาวต่ำ เหมาะแก่การผสมน้ำดื่มให้แม่ไก่บริโภคเพื่อผลิต NANO-FortiEgg ซึ่งเป็นไข่ที่มีปริมาณสารดีเอชเอสูง จากการทดสอบเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี ได้ข้อสรุปแล้วว่า สารเสริมอาหารไก่ที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยเพิ่มปริมาณสารดีเอชเอในไข่ไก่ได้ถึงกว่า 3 เท่า หรือมากกว่า 120 มิลลิกรัมต่อฟอง เมื่อเทียบกับไข่ไก่ที่ผลิตโดยแม่ไก่ที่ไม่ได้บริโภคอาหารเสริม โดยไข่ไก่ที่มีปริมาณสารดีเอชเอสูงนั้นมีราคาจำหน่ายสูงกว่าไข่ไก่ทั่วไปร้อยละ 20-30 หรือมีราคา 7-10 บาทต่อฟอง จึงช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี
“เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช. และบริษัทพี.ซี. ทูน่า จำกัด ได้ลงนามความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเพื่อขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้สร้างการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนการผลิตสารเสริมอาหารชนิดนี้ผ่านการออกแบบและพัฒนาให้ผลิตได้ง่าย สามารถผลิตได้ด้วยเครื่องจักรที่มีการใช้งานทั่วไปในประเทศไทย ปัจจุบันทางบริษัทกำลังขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับกรมปศุสัตว์ ก่อนผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต่อไป”
[caption id="attachment_76005" align="aligncenter" width="450"] โรงเรือนทดลองสำหรับศึกษาผลของสารเสริมอาหารไก่ต่อคุณภาพไข่และปริมาณโอเมกา-3[/caption]
ทั้งนี้ Future Market Insights ระบุว่าในปี 2566 ตลาดไข่เสริมสารอาหาร (fortified eggs) ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึงกว่า 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 12,000 ล้านบาท นอกจากนี้ด้วยเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลให้อัตราการจำหน่ายไข่เสริมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 8.5 ต่อปีในช่วงปี 2566-2576
ผลงานการวิจัยและพัฒนานี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ของประเทศไทย ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างแหล่งอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้คนไทยได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตสารเสริมอาหารไก่เพื่อใช้ในการผลิต NANO-FortiEgg ได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริการโครงสร้างพื้นฐาน (BDIS) นาโนเทค สวทช. bdis-bdv@nanotec.or.th และ kittiwut@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และนาโนเทค สวทช. และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เทศกาลกินเจปีนี้ ต้องลอง ‘Ve-Chick’ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืชโดย สวทช.
เริ่มแล้วกับเทศกาลกินเจ ช่วงเวลาที่ผู้คนตั้งใจละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อประโยชน์ทั้งใจและกาย ปีนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เชิญชวนทุกคนมาอิ่มอร่อย อิ่มบุญ และอิ่มใจกับนวัตกรรม “Ve-Chick (วี-ชิค) เนื้อไก่จากโปรตีนพืช” ที่มีเนื้อสัมผัสและกลิ่นสมจริง ที่สำคัญมีไฟเบอร์สูงกว่าเนื้อไก่ อีกทั้งยังปราศจากคอเลสเตอรอล ปัจจุบันถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ภาคเอกชนและมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายแล้ว
Ve-Chick ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช
[caption id="attachment_76031" align="aligncenter" width="750"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า Ve-Chick เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลือง ที่ทีมวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งแรกตั้งแต่ปี 2564 และยังคงเดินหน้าวิจัยต่อยอดผลงานมาจนถึงปัจจุบัน
“ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick มีทั้งหมด 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แบบ premix (พรีมิกซ์) เป็นเนื้อไก่ผงสำหรับนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อไก่รูปแบบต่าง ๆ ก่อนนำไปปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์แบบ precook (พรีคุก) เป็นชิ้นเนื้อไก่สำเร็จรูปพร้อมใช้ประกอบอาหาร (Ready to Cook) รวมทั้งใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารพร้อมรับประทานในรูปแบบแช่แข็งได้อีกด้วย
[caption id="attachment_76034" align="aligncenter" width="450"] Ve-Chick ต้นแบบผัดกะเพราไก่ทอดจากโปรตีนพืช[/caption]
[caption id="attachment_76036" align="aligncenter" width="450"] Ve-Chick ต้นแบบแกงกะหรี่ไก่ทอดจากโปรตีนพืช[/caption]
[caption id="attachment_76035" align="aligncenter" width="450"] Ve-Chick ต้นแบบเนื้อไก่จากโปรตีนพืช[/caption]
“ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2567 คือกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืชที่เก็บในบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องแช่เย็นได้นานถึง 1 ปี โดยทีมวิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบไว้แล้ว 2 ผลิตภัณฑ์ คือ กะเพราไก่สับจากโปรตีนพืช และแกงเขียวหวานไก่จากโปรตีนพืช”
นอกจากการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ทีมวิจัยยังให้ความสำคัญต่อกระบวนการผลิตที่ดำเนินการได้เองภายในประเทศและไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรราคาสูง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตอาหารแห่งอนาคต และแข่งขันได้ในตลาดโลก
[caption id="attachment_76029" align="aligncenter" width="450"] ต้นแบบผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ผัดกะเพราไก่สับจากโปรตีนพืช[/caption]
[caption id="attachment_76028" align="aligncenter" width="450"] ต้นแบบผลิตภัฑณ์Ve-Chick แกงเขียวหวานไก่จากโปรตีนพืช[/caption]
ดร.กมลวรรณ เล่าว่า เอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ve-Chick ในกลุ่ม premix และ precook ให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว โดยมีบริษัทที่พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ Green Spoons และ Sun n Moon และบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ Gin Zhai และ FoodFill
Ve-Chick บุกตลาด B2B แล้ว
[caption id="attachment_76033" align="aligncenter" width="750"] ดร.อารดา วินัยแพทย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท กรีน สพูนส์[/caption]
ดร.อารดา วินัยแพทย์ ผู้ก่อตั้งบริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสต์ (plant-based food) มาจากการเป็นนักวิจัยด้านโปรตีโอมิกส์ (proteomics) ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์มาก่อน โดยประเด็นที่ศึกษาในตอนนั้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับหน้าที่ของโปรตีนในร่างกายที่เกี่ยวกับการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคหัวใจ ซึ่งผลการศึกษาทำให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนกระบวนการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่มีรสชาติดี เพื่อให้ผู้บริโภคทุกช่วงวัยเข้าถึงอาหารคุณภาพดีได้ง่ายยิ่งขึ้น
ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทย ประกอบกับการได้เห็นข่าวความก้าวหน้าของนวัตกรรม “Ve-Chick” ที่สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตโปรตีนพืชของนักวิจัยไทย ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ ดร.อารดา ตัดสินใจคว้าโอกาสเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ดร.อารดา เล่าว่า ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญของนักวิจัย สวทช. ทั้งเรื่องคุณภาพผลงานวิจัยและความสามารถในการขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จนปัจจุบันบริษัทได้ต่อยอดเทคโนโลยี Ve-Chick สู่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานในรูปแบบอาหารแช่แข็งแล้ว 2 ชนิด คือ ผัดกะเพราไก่และคั่วกลิ้งไก่ มีกลุ่มลูกค้าหลักคือร้านอาหารและสถานพยาบาล เป็นการค้าในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B)
“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ปรุงแต่งน้อย ไม่ใส่ผงชูรส และสารกันบูด เน้นการชูกลิ่นรสอาหารด้วยเครื่องเทศของไทยซึ่งมีสรรพคุณดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้สูตรอาหารสามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบริษัทที่สั่งซื้อสินค้าได้ เช่น ผลิตเป็นอาหารมังสวิรัติ อาหารเจ ซึ่งจากการจัดจำหน่ายมาแล้วกว่า 2 ปี ผลิตภัณฑ์ได้รับกระแสตอบรับจากผู้บริโภคในระดับดีมากทั้งด้านเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ใกล้เคียงเนื้อไก่จริง อีกทั้งยังคงเอกลักษณ์ความอร่อยครบรสตามตำหรับไทย”
[caption id="attachment_76032" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ Sun n Moon อาหารพร้อมรับประทานจากโปรตีนพืช[/caption]
นอกจากการจัดจำหน่ายให้แก่สถานประกอบการในประเทศไทยแล้ว ในปีที่ผ่านมาทางบริษัทยังได้รับโอกาสให้ส่งสินค้าไปทดลองจำหน่ายในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย โดยผลลัพธ์จากการทดลองตลาดครั้งนี้ อาจนำไปสู่ลู่ทางการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสต์สัญชาติไทยสู่ตลาดโลก
ดร.อารดา เล่าต่อว่า ด้วยความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงด้านการวิจัยของ สวทช. ทำให้เมื่อมีการนำสินค้าของบริษัทไปจัดแสดงยังงานมหกรรมอาหารต่าง ๆ และให้ข้อมูลว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย สวทช. จะทำให้ผู้แทนบริษัทรวมถึงผู้บริโภคที่เข้าชมงานสนใจลิ้มลองรสชาติของผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น ถือได้ว่ามีส่วนช่วยในการขยายฐานการตลาดเป็นอย่างดี
“ดังนั้นหากมีผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังมองหาเทคโนโลยีการผลิตอาหารหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาตำหรับอาหารสูตรเฉพาะ ก็อยากขอแนะนำให้ทดลองเข้ารับคำปรึกษาที่ สวทช. เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมารู้สึกประทับใจการทำงานร่วมกับทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านความเชี่ยวชาญและความพร้อมเรื่องการให้บริการพัฒนานวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร”
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์อาหารแพลนต์เบสต์ของบริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Ve-Chick ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ‘กะเพราไก่เจ’ และ ‘คั่วกลิ้งไก่เจ’ ได้ที่ร้าน Bellinee's จำนวน 75 สาขาทั่วประเทศไทย และที่ Café Kadsan ใน 7-Eleven ตั้งแต่วันที่ 21-29 ตุลาคมนี้ ส่วนผู้ประกอบการที่สนใจรับสินค้าของบริษัทไปจำหน่าย ติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล greenspoonsonly@gmail.com
วิจัยแบบครบวงจรได้ที่ FoodSERP สวทช.
นอกจากการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาหาร เช่น “Ve-Chick” แล้ว ผู้ประกอบการที่สนใจการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (future food) รวมถึงบริการทดสอบคุณภาพ ยังสามารถใช้บริการ แพลตฟอร์ม FoodSERP (ฟูดเซิร์ป) หรือ ‘แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบ one-stop service’
[caption id="attachment_76030" align="aligncenter" width="768"] FoodSERP แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันแบบ One-stop service[/caption]
ดร.กมลวรรณ เล่าว่า สวทช. ได้จัดตั้งแพลตฟอร์ม FoodSERP ขึ้นเพื่อให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายกำลังการผลิต รวมถึงการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร โดยผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติต่าง ๆ ภายใต้ สวทช. โดยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค พร้อมให้บริการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารทั้งในกลุ่มเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช อาหารปรับเนื้อสัมผัสสำหรับผู้บริโภคที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะกลืนลำบาก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการ
“เอ็มเทค สวทช. พร้อมให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านเนื้อสัมผัสของอาหาร เช่น ความแข็ง ความหนืด และพร้อมให้บริการร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ในเรื่องการทดสอบการย่อยและการดูดซึมสารอาหารด้วยเครื่องจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กผ่านระบบ tiny-TIMagc และสภาวะการทำงานของลำไส้ใหญ่ผ่านระบบ TIM-2 รวมถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพของสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่
“ทั้งนี้ก็เพื่อให้นวัตกรรมอาหารที่ทีมวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการพัฒนา ไม่เพียงมีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่สมจริง แต่ยังเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง” ดร.กมลวรรณ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ve-Chick ติดต่อได้ที่คุณชนิต วานิกานุกูล (ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ) เบอร์โทร 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรืออีเมล chanitw@mtec.or.th และผู้ที่สนใจใช้บริการแพลตฟอร์ม FoodSERP สอบถามและติดต่อขอรับบริการได้ทางอีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และบริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
รอว. เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2568
(วันที่ 19 ตุลาคม 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2568 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง คณะผู้บริหารในสังกัด อว. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. เข้าร่วมพิธีเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” หลังทรงพระกรุณาบัญชาการปฏิบัติการสาธิตทำฝนหลวงด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ณ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
“วันเทคโนโลยีของไทย” ตรงกับวันที่ 19 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เห็นชอบกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็น "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย" และเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ "โครงการพระราชดำริฝนหลวง"
ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงอำนวยการสาธิตการทำฝนเทียมสูตรใหม่ครั้งแรกของโลกด้วยพระองค์เอง ณ เขื่อนแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ในการสาธิตครั้งนั้น พระองค์ทรงสามารถบังคับหรือชักนำฝนให้ตกลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ภายในเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ท่ามกลางสายตาของคณะผู้แทนรัฐบาลจากต่างประเทศและนักวิทยาศาสตร์ที่มาสังเกตการณ์ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพและเป็นที่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง การสาธิตครั้งนี้นับเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีฝนหลวงที่ได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่มาของการถวายพระราชสมัญญานาม “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” โดยมีพระราชดำริและพระราชทานโครงการต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น โครงการแกล้งดิน โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา และโครงการคลองลัดโพธิ์ ซึ่งล้วนเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตระหนักดีว่านวัตกรรมคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ในการสานต่อพระราชปณิธานของทั้งสองพระองค์อย่างเต็มกำลัง ด้วยการพลิกโฉมงานวิจัย โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และสุขภาพ พร้อมทั้งสร้างพลังคนไทย โดยผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมอย่างกว้างขวางในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมให้คนไทย "พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน" ตามแนวพระราชดำริ และก้าวสู่เวทีโลก โดยเดินหน้าสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ เพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของคนไทยเป็นที่ยอมรับและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่างแท้จริง "เราจะใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง นำพาประเทศไทยก้าวข้ามทุกความท้าทาย สู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนตามรอยพระยุคลบาทต่อไป"
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไทย-จีน ผสานกำลังร่วมขับเคลื่อนงานวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต
วันที่ 18 ตุลาคม 2568 - นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้าร่วมการประชุม China-Thailand Forum on Intelligent Rehabilitation Technology and Industrial Development และพิธีเปิดห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะจีน-ไทย ภายใต้โครงการ Belt and Road USST-NSTDA ณ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เพื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (USST) พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ประธานกลุ่มความร่วมมือด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย (CREATe Asia) ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และคณะนักวิจัยไทยเข้าร่วมการประชุม
ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุมและพิธีเปิดห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะจีน-ไทย ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ USST เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมการวิจัยด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ (Intelligent Rehabilitation Engineering) มุ่งเน้นการะการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และหุ่นยนต์ (rehabilitation, elderly care, and robotics) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านและการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยด้านสุขภาพและสุขภาวะ เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ โดยปี 2568 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน และการก่อตั้งห้องปฏิบัติการร่วมฯ นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสรรค์อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยห้องปฏิบัติการร่วมฯ นี้เป็นจุดศูนย์รวมของการวิจัยด้านหุ่นยนต์ (Robotics) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการดูแลและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลกที่ประชากรสูงวัยกำลังเพิ่มมากขึ้นและภาระที่เกิดขึ้นจากโรคเรื้อรัง และจะเป็นแหล่งรวมของผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ (rehabilitation robotics) การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ (human-computer interaction) และนวัตกรรมข้ามศาสตร์
และได้แสดงความมุ่งมั่นของ สวทช. ที่จะผลักดันความร่วมมือนี้อย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การวิจัยร่วม การสร้างต้นแบบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการบูรณาการโซลูชันการฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาลและชุมชน โดยความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ USST จะเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ครอบคลุม ยั่งยืน โดยมีประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่จับต้องได้ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง
การประชุมวิชาการได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Empowering the Future: China-Thailand Collaboration in Intelligent Rehabilitation Engineering" โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ประกอบด้วยผู้นำภาคอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองประเทศกว่า 20 ท่าน และได้รับเกียรติจาก Prof. Xinyuan Zhu อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เพื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (USST) นางสาวปฤณัต อภิรัตน์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ Prof. Junbo Ge ซึ่งเป็น Academician จาก Chinese Academy of Sciences (CAS) และ Mr. Hongming Cao ผู้อำนวยการกรมชีววิทยาและเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย
พร้อมกันนี้ สวทช. และ USST ได้ร่วมลงนามข้อตกลงว่าด้วยการร่วมผลิตบัณฑิต (Agreement on Joint Cultivation of Graduates) เพื่อร่วมกันผลิตบัณฑิตระดับสูงในสาขาวิศวกรรมอัจฉริยะระดับนานาชาติ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์วิจัยและศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมอัจฉริยะ ณ USST โดย USST จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพทั้งหมด และได้มีการหารือความร่วมมือกันในด้านอื่น ๆ ที่ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ การผลิตกำลังคนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงระบบเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของโลก โดย สวทช. ยินดีเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่าง USST กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศไทยเพื่อให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ USST ได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมงานและห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างความเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ได้แก่ นิทรรศการเทคโนการการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ (Intelligent Rehabilitation Technology Expo), Shanghai Engineering Research Center of Assistive Devices, Shanghai High-end Medical Equipment Innovation Center, Shanghai Zhuodao Medical Technology Co., Ltd., Shanghai First Rehabilitation Hospital (Kongjiang Branch) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะในสถานพยาบาล และ Zhangjiang Science City ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญของเซี่ยงไฮ้
นอกจากนั้น ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และ ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ประธานกลุ่มความร่วมมือด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย (CREATe Asia) ได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมในหัวข้อ "แนวโน้มความร่วมมือจีน-ไทย ในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ" โดยมี Prof. Hongliu Yu ผู้อำนวยการสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เพื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (USST) เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งที่ประชุมได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า CREATe Asia จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและบูรณาการผู้เชี่ยวชาญและความสามารถด้านเทคโนโลยีช่วยเหลือและฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับภูมิภาคเอเชีย ด้วยกลไกขององค์กรเพื่อระดมพลังความเชี่ยวชาญของสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาและความท้าทายร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการที่เข้าถึงได้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างพันธมิตรระหว่างสตาร์ทอัพด้านฟื้นฟูสมรรถภาพของทั้งสองประเทศ นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ได้จริงในโรงพยาบาลและชุมชนในประเทศไทยและจีน
ภายในงานประชุมวิชาการ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ (Intelligent Rehabilitation Technology Exhibition) ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำที่ร่วมงานกับ USST สำหรับบทบาทของ สวทช.และ USST ได้ร่วมกันริเริ่ม Coalition of Rehabilitation Engineering and Assistive Technology of Asia (CREATe Asia) และเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน International Conventions on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology (i-CREATe) หลายครั้ง ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาอุตสาหกรรมที่บูรณาการร่วมกันของทั้งสองประเทศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. คว้ารางวัล The Best Sustaining Partner Award 2025 ในงาน SOS Thailand Awards 2025 ย้ำความมุ่งมั่นแก้ปัญหาขยะอาหาร ด้วยวิทย์และนวัตกรรม
(16 ต.ค. 68) ณ สมาการ์เด้น ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืน โดยทีมวิจัยโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand's Food Bank) ได้รับรางวัล The Best Sustaining Partner Award 2025 จากมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) Thailand ในงาน “SOS Thailand Awards 2025” โดยมี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Food Bank เข้ารับรางวัล จากนายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ SOS พร้อมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหาร
สำหรับรางวัล The Best Sustaining Partner Award หรือรางวัลแห่งความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน ทางมูลนิธิ SOS มอบให้กับองค์กรพันธมิตรที่มีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนภารกิจของ SOS Thailand เพื่อแก้ไขปัญหาความหิวโหยและการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมและสิ่งแวดล้อม
ทีมวิจัย Thailand Food Bank ของ สวทช. ได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิ SOS อย่างใกล้ชิดในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการ อาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ในประเทศไทย ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การศึกษาแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน การขยายผล “ชุมชนรักษ์อาหาร” ซึ่งได้ร่วมมือกับมูลนิธิ SOS และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ขยายผลการจัดการอาหารส่วนเกินด้วยวิทยาศาสตร์และเครือข่ายจิตอาสาไปยังพื้นที่นำร่องในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ปทุมธานี นครสวรรค์ เป็นต้น และที่สำคัญมีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมโดยนำนวัตกรรมจากศูนย์แห่งชาติต่าง ๆ ของ สวทช. เช่น ไบโอเทค เอ็มเทค และเนคเทค มาช่วยในการบริหารจัดการและแปรรูปอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ความสำเร็จในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้ วทน. เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง ประเทศไทยที่ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะในด้านการลดปัญหาขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหาร
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เจาะลึกการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารแบบ One on One กับผู้เชี่ยวชาญ “Food Regulatory Clinic ปีที่ 5”
สวทช. – เมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดรับสมัคร “Food Regulatory Clinic ปีที่ 5”
เจาะลึกการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารแบบ One on One กับผู้เชี่ยวชาญ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการด้านอาหาร หรือผู้ที่กำลังเตรียมข้อมูลเพื่อขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5” เพื่อรับคำปรึกษาแบบ One on One กับเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจผู้เชี่ยวชาญ
กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 – 17.00 น. โดยใช้เวลาปรึกษาบริษัทละ 45 นาที ผ่านช่องทางออนไลน์ อีเมล หรือโทรศัพท์ ทั้งนี้ รับจำนวนจำกัด
ในคลินิกครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำแบบเจาะลึกเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การเตรียมเอกสารสำคัญ แนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงการปรับข้อมูลทางเทคนิคให้สอดคล้องกับกฎหมายอาหาร
📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA
📲 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:
คุณมารุต ใจหลัก
📧 marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ผนึก กสทช. ผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย หนุนยกระดับสู่อาเซียน ด้วยมาตรฐาน P-mark
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดกิจกรรม Demo Day ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. เข้าร่วมงาน พร้อมมอบโล่รางวัลแก่ผู้ประกอบการในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) และโครงการรับรองคุณภาพ P-mark ตราสัญลักษณ์ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองว่าได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยจากศูนย์ PTEC สวทช.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โครงการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ผ่านการดำเนินงานของ สวทช. ในการบ่มเพาะนักพัฒนาและผู้ประกอบการ โดยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT จากผู้ประกอบการในงานวันนี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นบนองค์ความรู้เชิงลึกและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้นด้วยคุณภาพมาตรฐาน จนได้รับ P-mark หรือเครื่องหมายรับรองสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การรับรองคุณภาพภายในประเทศ แต่คือการมอบหนังสือเดินทางที่ทรงพลังให้กับนวัตกรรมไทย
“การได้รับ P-mark เป็นการตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และ IoT ของเรา มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ามาตรฐานระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้เราสามารถก้าวออกไปแข่งขันกับชาติอื่น ๆ ในตลาดอาเซียนได้อย่างสมศักดิ์ศรี การเกิดบริษัท Deep Tech ที่แข็งแกร่ง และมีมาตรฐาน P-mark จะเป็นแรงดึงดูดการลงทุน การสร้างงานที่มีมูลค่าสูง และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานการผลิตแบบเดิม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในภาคส่วนสำคัญทั้งสาธารณสุข การเกษตร และโลจิสติกส์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย พร้อมนำพาประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว
ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้มีผู้ประกอบการพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์บริการและ IoT จำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการเข้ารับการทดสอบคุณภาพมาตรฐานและได้รับ P-mark จำนวน 11 ราย มีเครือข่ายที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 134 ราย โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ มีการทำงานร่วมกับบริษัท ผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาต้นแบบอย่างใกล้ชิด ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำงานได้ แต่ต้องได้มาตรฐาน เสริมความแข็งแกร่งด้วย P-Mark หรือตราประทับแห่งคุณภาพ ซึ่งจะเป็นหลักประกันคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมั่นใจ พร้อมสำหรับการใช้งาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
“โครงการนี้ได้ก่อให้เกิดแพลตฟอร์มการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนานวัตกรรม และเข้ารับการทดสอบรับรองผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ตามโครงสร้างการรับรองผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน” ดร.ไกรสร กล่าว
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการในโครงการที่ได้รับทุนพัฒนานวัตกรรม ทุนสนับสนุนการทดสอบผลิตภัณฑ์ และได้รับ P-mark ในวันนี้ โดยหัวใจสำคัญที่ กสทช. ให้การสนับสนุนโครงการนี้คือความเข้มแข็งของ สวทช. ที่เป็น Deep Tech Ecosystem ของประเทศ ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการด้วยธุรกิจเทคโนโลยี และระบบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลจากโครงการนี้จะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาค และส่งผลกระทบใน 3 มิติหลัก คือ 1.มิติทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี จากต่างประเทศ และทำให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างภาคภูมิ 2.มิติทางสังคม ผลลัพธ์จากโครงการนี้จะนำไปสู่การบริการสาธารณะที่ดีขึ้น การจัดการทรัพยากรที่ฉลาดขึ้น และการสร้างงานที่มีมูลค่าสูง ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 3.มิติทางวิชาการและนวัตกรรม ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดได้ในวงกว้าง สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานวิจัยเชิงประยุกต์ของประเทศได้
สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย บจก.โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จากผลงาน OBOVISION , บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY , ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani , บจก.เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จากผลงาน Inspection Robot for Power plant and Industrial , บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM) , บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO , บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR , บจก.ไทยแฮนด์ เอ.ไอ. จากผลงานระบบไอโอทีสำหรับตรวจติดตาม แจ้งเตือนและหาสาเหตุความเสียหายสำหรับเครื่องจักรหมุนด้วยปัญญาประดิษฐ์บนคลาวด์ , บจก.ชิมิสึ แมนนิวแฟคเจอร์ริ่ง จากผลงาน Professional Management Resource Planning , คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จากผลงาน PC Classi อุปกรณ์ตรวจวัดระดับความสุกของผลปาล์มแบบพกพา
ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการทุนสนับสนุนการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ P-mark จำนวน 11 ราย ประกอบด้วย บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY , ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani , บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM) , บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO , บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR , บจก.เจ็นเซิฟ จากผลงาน Mobile Robots Expert, บจก.เลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จากผลงาน FACoBOT , บจก.กรีนไอโอ จากผลงาน AI-on-Devices , บจก.ทริปเปิ้ล เอ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซัพพลาย จากผลงาน VESPA CONTROLLER , บจก.โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จากผลงาน คีออส ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสุขภาพ และ บจก.แอลอีดี ออนโฮม เทรดดิ้ง จากผลงาน โคมไฟถนนแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์บริหารจัดการพลังงานแบบกลุ่มจากศูนย์กลาง
สำหรับบรรยากาศภายในงานตลอดทั้งวันมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีกิจกรรม Pitching นำเสนอผลงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และ IoT จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังเสวนาหัวข้อ “จากเริ่มต้น ถึงได้รับ": การเตรียมตัวและประโยชน์ที่ได้จากการรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoTs และโอกาสของอุตสาหกรรมไทย” โดยผู้ประกอบการจากบริษัทชั้นนำ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. รวมทั้งยังมีนิทรรศการ Service Robots & IoTs Showcase จัดแสดงต้นแบบเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากผู้ประกอบการ เช่น หุ่นยนต์บริการและเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ispace Inc. เล็งเห็นศักยภาพงานวิจัย สวทช. หนุนไทยร่วม ‘เศรษฐกิจซิสลูนาร์’ (Cis-Lunar Economy) เปิดโอกาสส่งเพย์โหลดขึ้นดวงจันทร์
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ห้องประชุม CO-110 สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
บริษัท ispace Inc. ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของญี่ปุ่นที่พัฒนายานลงจอดบนดวงจันทร์โครงการ Hakuto-R ได้เดินทางมาบรรยายพิเศษหัวข้อเศรษฐกิจในเขตซิสลูนาร์ (Cis-Lunar Economy) และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยของ สวทช. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อแสวงหาและหารือความร่วมมือกับนักวิจัยไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการส่งเพย์โหลดงานวิจัยของ สวทช. เพื่อทดลองบนดวงจันทร์ในอนาคต
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต้อนรับคณะจาก ispace Inc. ซึ่งนำโดย นายวัชราวุธ มาสวัสดิ์ ตำแหน่ง Mission Operations Engineer, Mr. Kenichiro Tanaka ตำแหน่ง Program manager และ Mr. Yuya Uegaki ตำแหน่ง Business Development Specialist ในโอกาสที่มาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “Cis-lunar economy: the race to the moon and how it transforms the frontier"
โดยก่อนเริ่มการบรรยาย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้บรรยายแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ JAXA
การบรรยายนี้จัดขึ้นสำหรับนักวิจัย สวทช. และผู้ที่สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจในเขตซิสลูนาร์ ซึ่งเป็นขอบเขตอวกาศที่อยู่ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางสำหรับการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในกิจการอวกาศสำหรับอนาคต ispace Inc. เล็งเห็นว่า ผลงานวิจัยของ สวทช. หลายเรื่องมีความเหมาะสมสำหรับการทดลองในสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ เพื่อพัฒนางานวิจัยให้ก้าวสู่การค้นพบใหม่ที่ไม่สามารถดำเนินการทดลองได้บนพื้นโลก
นอกจากนี้ คณะจาก ispace Inc. ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ศูนย์พลังงานแห่งชาติ (ENTEC) โดย ดร. ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าของการพัฒนาแบตเตอรีในระบบดาวเทียม Thai Space Consortium (TSC) ของประเทศไทย และเข้ารับฟังการบรรยายแนะนำ Thermal control system โครงการดาวเทียม TSC โดย ดร.กฤษฎา ท่าพระเจริญ นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
นอกจากนี้ ทางคณะยังได้เข้ารับฟังการบรรยายแนะนำ Thermal control system โครงการดาวเทียม TSC โดย ดร.กฤษฎา ท่าพระเจริญ นักวิจัยทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
การบรรยายพิเศษและเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่าง สวทช. กับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น และเป็นโอกาสสำคัญในการขยายความร่วมมือในอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยขั้นสูงของไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไบโอเทค สวทช. เปิดตัว “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูง BSL2” ศูนย์กลางทดสอบวัคซีน-สารชีวภาพครบวงจร ดันอุตสาหกรรมสัตว์น้ำยั่งยืน
(14 ตุลาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีเปิดตัว “ห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2” (Advanced Aquatic Animal BSL2 Laboratory: BSL2) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยในระดับประเทศ โดยมุ่งเป้าให้ห้องปฏิบัติการแห่งนี้รองรับการทดลอง ทดสอบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์น้ำในระดับที่ปลอดภัยและใกล้เคียงกับการใช้งานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านการทดสอบติดเชื้อแบบควบคุม เช่น วัคซีน สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และโพรไบโอติก ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค เป็นหัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการสัตว์น้ำขั้นสูงฯ ซึ่งวันเปิดงานมีคณะผู้บริหารไบโอเทค บพค. นักวิจัย และผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เข้าร่วมงานกว่า 50 คน พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการบริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การเปิดตัวห้องปฏิบัติการในวันนี้ เป็นการประกาศความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับประเทศ ที่จะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมสัตว์น้ำของไทย เพื่อวัตถุประสงค์ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในอุตสาหกรรมผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน การพัฒนาวิธีการและให้บริการวิเคราะห์ทดสอบที่ทันสมัย และการเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน พร้อมจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่บ่มเพาะและทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเลี้ยงที่ปลอดภัย ยั่งยืน และแข่งขันได้ของประเทศ
ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการขั้นสูงภายใต้ระบบความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยชีวภาพ ภายใต้มาตรฐาน BSL-2 สำหรับสัตว์น้ำอย่างครบวงจรแห่งแรกของประเทศ และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน โดย บพค. มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถของภาคการวิจัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่า ห้องปฏิบัติการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรมสัตว์น้ำของภูมิภาคอาเซียน และสร้างประโยชน์อย่างกว้างขวางให้กับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศไทย
ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการ Advanced Aquatic Animal BSL2 พร้อมให้บริการแบบ One-Stop Service ในการทดสอบวัคซีน สารเสริมชีวนะ หรือสารชีวภาพ เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบวินิจฉัยเชื้อโรคในสัตว์น้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคในสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และมีมาตรฐานในระดับสากล โดยมีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Facilities) ในส่วนของห้องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ได้แก่ ถังเพาะเลี้ยงขนาด 220 ลิตร จำนวน 24 ถัง ระบบเพาะเลี้ยงน้ำหมุนเวียน ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบติดตามการทำงาน ระบบบำบัดน้ำ และในส่วนของห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 2 ได้แก่ ห้องปฏิบัติการสาหร่าย ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์และไวรัส และห้องปฏิบัติการแบคทีเรียที่ประกอบด้วย เครื่องเขย่าพร้อมควบคุมอุณหภูมิ ถังหมักแบบตั้งโต๊ะ และเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง
ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ โทร. 02-564-6700 หรือ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ โทร. 02-564-6700 ต่อ3393 อีเมล: chonlada.run@biotec.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


