ผลการค้นหา :
สวทช. โชว์ต้นแบบฟาร์ม “ไข่ผำพรีเมียม” ด้วยเทคโนโลยี IoT พร้อมองค์ความรู้โรงงานผลิตพืชอัจฉริยะ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
(วันที่ 29 พฤษภาคม 2568) ณ Pro-t Farm อ.พานทอง จังหวัดชลบุรี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดกิจกรรม "NSTDA x Press Interviews: ต้นแบบการเลี้ยงไข่ผำ ด้วยเทคโนโลยี IoT พร้อมองค์ความรู้โรงงานผลิตพืชอัจฉริยะ" ผนึกกำลังสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นำคณะสื่อมวลชน ชมต้นแบบการเพาะเลี้ยง “ไข่ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูง สู่การผลิต “ผำพรีเมียม” ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร ซึ่งเป็นความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ไข่ผำเป็นพืชน้ำพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีปริมาณโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง
อย่างไรก็ตามการผลิตไข่ผำแบบดั้งเดิมยังประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การปนเปื้อน และขาดมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอาหารเฉพาะบุคคล Functional Food โดยความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตผำที่แตกต่างจากผำทั่วไปในท้องตลาด นำไปสู่การแบ่งเกรดและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
เทคโนโลยี สวทช. หัวใจสำคัญในการยกระดับการผลิต ‘ผำพรีเมียมปลอดภัย’ โตไวได้โปรตีนสูงภายใน 7 วัน
ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ได้นำองค์ความรู้เชิงลึกทางด้านสรีรวิทยาของพืชและความต้องการปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต มาสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับเนคเทค สวทช. อย่างใกล้ชิด โดยได้กำหนดขอบเขตของปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งด้านแสงสว่าง อุณหภูมิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสูตรปุ๋ยธาตุอาหารที่แม่นยำ
ด้าน เนคเทค สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT และระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ HandySense มาใช้ในกระบวนการผลิตให้ได้ปริมาณ คุณภาพ และมีความปลอดภัย ตลอดจนนวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของไข่ผำ ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ผสานองค์ความรู้ด้านความต้องการของพืชจากไบโอเทค สวทช. มาผนวกกับข้อมูลการตรวจวัดจาก HandySense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ
เพื่อให้ได้มาซึ่งสูตรการผลิตเฉพาะ (Growth Recipe) ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงไข่ผำในแต่ละรอบการผลิต โดยสามารถประมาณปริมาณผลผลิต ปริมาณโปรตีน และสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ตามเป้าหมาย จากการติดตามการตรวจวัดสภาพอากาศและสภาพน้ำในบ่อเพาะเลี้ยงตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้สามารถจัดการกระบวนการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปตลอดช่วงปี โดยสามารถจะเก็บเกี่ยวไข่ผำได้ในทุก ๆ 7 วัน โดยได้ปริมาณและโปรตีนอยู่ในช่วงประมาณ 40% ต่อ 100 กรัมไข่ผำแห้ง
นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า HandySense ที่ติดตั้ง ณ Pro-T Farm ประกอบด้วยชุดเซนเซอร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจวัดสภาพน้ำและสภาวะอากาศที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ โดยวัดค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ค่าอุณหภูมิอากาศ ค่าความชื้น ค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ค่าความเข้มข้นของปุ๋ย (EC) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5 – 6.5 ค่าอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมอยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียส และค่าความเข้มแสง 200 ไมโครโมลต่อวินาทีต่อตารางเซนติเมตร โดยได้มีการกำหนดค่าต่าง ๆ พร้อมระบบควบคุมที่สอดคล้องตามสูตรการผลิตเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชดำเนินไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างสะดวกผ่านสมาร์ตโฟน ที่ใช้งานและเข้าใจง่าย ทำให้สามารถรับทราบสถานการณ์และปรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงที ตัวอย่างเช่น เมื่อเกษตรกรรับทราบข้อมูลจาก HandySense ว่าปริมาณแสงในระหว่างวันน้อยกว่าค่าที่เหมาะสม อาจพิจารณาใช้แสง LED เปิดเสริมในช่วงเวลากลางคืนได้ หรือหากปริมาณน้ำน้อยไปจนมีอุณหภูมิสูง ให้เพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปในบ่อ เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นต้น
อีกทั้ง สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ทีเมค) ยังได้พัฒนาเครื่องมือในการตรวจวัดปริมาณไนเตรท (Nitrate Meter) ในผลผลิตไข่ผำจากฟาร์มวิจัย เพื่อให้ทราบว่าควรบริโภคผักผลไม้หรือแหล่งอาหารที่มีไนเตรทได้ปริมาณเท่าไรต่อวันจึงเหมาะสมตามมาตรฐาน CODEX ทั้งนี้เพื่อให้องค์ความรู้กับประชาชนในการบริโภคอาหารแบบปลอดภัยต่อสุขภาพ
ดร.ศุภนิจ กล่าวเสริมว่า เนคเทค สวทช. นอกจากการพัฒนาระบบการตรวจวัดและติดตามแบเรียลไทม์เพื่อควบคุมตัวแปรในกระบวนการผลิตแล้ว ยังได้ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา พัฒนากระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว (Post-Harvest) เช่น ระบบการล้างฆ่าเชื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีที่อาจลอยมากับอากาศเข้ามาในโรงเรือน หรือจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารในมนุษย์ รวมไปถึงกระบวนการเพิ่มความสดให้กับทุกเม็ดไข่ผำหลังการเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีนาโนบับเบิลและโอโซนมาประยุกต์ใช้ในการกระบวนการทำความสะอาดไข่ผำ ทำให้ได้ไข่ผำปลอดเชื้อ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าทั่วไป ในฟาร์มต้นแบบการผลิตไข่ผำปลอดเชื้อโปรตีนสูงนี้ ยังมีการใช้กระบวนการฟรีซดราย (Freeze Dry) เพื่อทำไข่ผำแห้งที่ไม่สูญเสียค่าโปรตีน มีกลิ่นหอม สีสวย เหมาะกับการนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าสูง และยังเก็บรักษาได้นานเป็นปี เทคนิคดังกล่าวเป็นนวัตกรรมที่เนคเทคพัฒนาขึ้น และมีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ปัจจุบันการวิจัยภายใต้ความร่วมมือนี้กำลังเก็บข้อมูลเพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งจะนำไปพัฒนาแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ (AI Model) ต่อไป โดย AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่ซับซ้อน ช่วยปรับปรุงสูตรการผลิตให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้นไปอีก รวมทั้งพยากรณ์ปริมาณและคุณภาพผลผลิต AI ที่จะได้จากต้นแบบนี้ ยังสามารถพัฒนาไปสู่ระบบการจัดการฟาร์มแบบอัตโนมัติในอนาคตสำหรับพืชอื่น ๆ ต่อไปได้อีกด้วย
"หัวใจสำคัญของการเลี้ยงไข่ผำในความร่วมมือนี้ คือ ความปลอดภัยและวิธีการตรวจวัดและควบคุมต่าง ๆ เพื่อให้ได้กระบวนการที่เป็นองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องแก่ประชาชนที่จะผลิตไข่ผำและบริโภคไข่ผำเพื่อเป็นอาหาร ให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการควบคุมและจัดการสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ รวมถึงได้ปริมาณโปรตีนในช่วงที่กำหนด สามารถตรวจสอบได้ และมั่นใจว่ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค ตั้งแต่ไข่ผำสดจนกระทั่งนำไปแปรรูปต่าง ๆ ก็ตาม" ดร.ศุภนิจ กล่าวทิ้งท้าย
จากวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้ง สู่ทางออกด้วยนวัตกรรมไข่ผำ
นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของความร่วมมือฯ นี้ว่า จากอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายมิติ ทางสมาคมฯ จึงได้พิจารณาแสวงหาสร้างรายได้ให้แก่เพื่อนเกษตรกร การเพาะเลี้ยงไข่ผำแบบพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีที่ สวทช.พัฒนาขึ้นนี้ นับเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงผำได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเลี้ยงและการขายไข่ผำพรีเมียม ซึ่งที่ผ่านมาผำอาจจะขายกันแบบไม่มีราคาที่ชัดเจน แต่พอเรามีเทคโนโลยีที่ควบคุมคุณภาพได้ จะทำให้สามารถแบ่งเกรดผำได้ โดยผำที่เลี้ยงด้วยระบบนี้ มีความสะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารที่ควบคุมได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานและราคาเป็นผำพรีเมียมได้
นายบรรจง กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้วและมีพื้นฐานการจัดการฟาร์มซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้การปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงไข่ผำจึงไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถปรับใช้อุปกรณ์และบ่อเพาะเลี้ยงที่มีอยู่เดิมจากฟาร์มกุ้งได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ ซึ่งบ่อเหล่านี้มักมีระบบการจัดการน้ำที่ดีอยู่แล้ว โดยมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้และปรับใช้กับทรัพยากรที่ตนเองมี สำหรับ Pro-t ฟาร์ม เป็นฟาร์มต้นแบบ ภายใต้ความร่วมมือวิจัย ปัจจุบัน มีพื้นที่บ่อไข่ผำ 75 บ่อ สามารถผลิตไข่ผำสดได้เต็มศักยภาพน้ำหนักราว 2 ตันต่อเดือน และจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท สามารถสร้างรายได้ถึง 200,000 บาทต่อเดือน โดยปัจจุบันกำลังหาช่องทางตลาดขายไข่ผำ หากมีผู้สนใจรับซื้อสามารถติดต่อได้ที่ นายบรรจง (หมายเลขโทรศัพท์ 081 636 6362 )
มาตรฐาน ความปลอดภัย สู่การผลักดันไข่ผำสู่ตลาด
ดร.ศุภนิจ กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันไข่ผำยังไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ การสร้างมาตรฐานการผลิตไข่ผำพรีเมียมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สามารถแบ่งเกรดและกำหนดราคาได้อย่างชัดเจน โดยการผลิตไข่ผำภายใต้ความร่วมมือฯ ดังกล่าว ผ่านมาตรฐาน COA, GMP และ Halal เรียบร้อยแล้ว รวมถึงผ่านการทดสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ก่อโรค
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ตลาดแม้จะมีผู้สนใจจากต่างประเทศ แต่ประสบปัญหาการสวมรอยใบรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน แต่จัดซื้อผำจากแหล่งอื่นที่ราคาถูกกว่าทำให้ผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานเสียโอกาสทางการตลาด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้ามารับช่วงต่อในส่วนของการตลาดและการแปรรูป เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพนี้ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรงในห้างสรรพสินค้า หรือตลาดเฉพาะทาง เช่น ตลาดอาหารสำหรับผู้ป่วย ตลาดอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นำนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ศึกษาดูงานเมืองนวัตกรรม EECi สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ได้เดินทางเข้าศึกษาดูงาน ณ เมืองนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation – EECi) ตั้งอยู่ในวังจันทร์วัลเล่ย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศ
ในโอกาสดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. (วปอ.67) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะนักศึกษา พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ สวทช. ในฐานะแกนกลางด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อก่อร่างสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
จากนั้น ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ได้บรรยายสรุปเรื่อง “การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อรองรับการเติบโตของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานและทิศทางพัฒนาเมืองนวัตกรรม EECi ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่มีบทบาทในการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมในภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง
นอกจากนี้ คณะผู้เข้าศึกษาดูงานยังได้เยี่ยมชมโครงการสำคัญภายใน EECi อาทิ ห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูง แพลตฟอร์มนวัตกรรมด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี (Biorefinery Pilot Plant) , ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) รวมถึงการรับฟังการบรรยายเชิงวิชาการในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การศึกษาดูงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและ สวทช. ในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อันเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมนวัตกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิชาการและประสบการณ์ในครั้งนี้เป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างสรรค์ เกิดประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมอบรมในการนำไปต่อยอดและเสริมสร้างบทบาทผู้นำระดับสูงที่เข้าใจและผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
ห้ามพลาด! สัมมนาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรของท่านสู่ Industry 4.0 โดย สวทช.
วันที่ 18 มิ.ย. 68 นี้ เวลา 13.30 - 16.00 น. ณ งาน #NEPCONThailand2025 & MANUFACTURING Expo 2025 ห้องประชุม MR211 ไบเทค บางนา
มาทำความรู้จัก Thailand i4.0 Index และแนวทางการวิเคราะห์และวางแผนลงทุนที่ทำให้หลายองค์กรประสบความสำเร็จในการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรสู่ Industry 4.0
------------
ในงานสัมมนา“การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล” ท่านจะได้พบกับ :
✅ การบรรยายพิเศษ ปัจจัยความสำเร็จการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 และการประเมินความพร้อมขององค์กรด้วย Thailand i4.0 Index
✅ การเสวนาเชิงวิเคราะห์ “การกำหนดแผนลงทุนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการเลือกสิทธิประโยชน์สนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ” : สาธิตการวางแผนการลงทุนฯ จากผลประเมิน Thailand i4.0 Index ของโรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก
✅ ฟรี! รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญการยกระดับองค์กรสู่ Industry 4.0
-------------
ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ QR Code ภายใน Poster หรือ
ลงทะเบียนได้ที่ลิงค์นี้ >> https://forms.gle/hVxDV5sQDUTnXe6G6
(ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์
BRC@nstda.or.th
NEPCON Thailand 2025 งานมหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการประกอบและการวัดอันดับ 1 ในอาเซียน – ครั้งที่ 23
-
,
www.nepconthailand.com
www.instagram.com/nepcon_thailand
: @nepconthailand (https://lin.ee/2fAVevl)
: 0 2686 7222
ปฏิทินกิจกรรม
นาโนเทคต้อนรับหน่วยงานส่งเสริมการค้า INTERNATIONAL NETWORK OF KOREAN ENTREPRENEURS (INKE)
วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 - ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก International Network of Korean Entrepreneurs (INKE) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าประเทศเกาหลีใต้ นำโดย Mr. Park Tae Keun ผู้อำนวยการและผู้จัดการฝ่ายประจำสำนักงานใหญ่ของ KOVA ในโอกาสเยี่ยมชมศูนย์ฯ และหารือแนวทางความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยี
ในการนี้ คุณพงศ์สิทธิ์ รัตนกรวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเทคโนโลยีฐานและบริหารงานวิจัย และคุณปฤษฎา หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจสัมพันธ์ เป็นผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์ให้การต้อนรับ พร้อมนักวิจัยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานและความเชี่ยวชาญของศูนย์ฯ
คณะผู้แทน INKE ได้รับฟังการนำเสนอจากนักวิจัยของนาโนเทคในหัวข้อสำคัญ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือในอนาคตได้แก่ การประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีในเครื่องสำอาง (Nanotechnology Applications in Cosmetics) โดยดร.ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล ความปลอดภัยของนาโนเทคโนโลยีและฤทธิ์ทางชีวภาพ (Nano-Safety and Bioactivity) โดยดร. วันนิตา กลิ่นงาม และการวิเคราะห์คุณสมบัติวัสดุ (Material Characterization) โดย ดร.รัฐพร แสนเมืองชิน
นอกจากนี้ คณะฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สถาบันประสาทวิทยาและเอ็มเทค สวทช. ส่งมอบรถเข็นสระผม “แคร์ธี่” เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมจันทร์ปรุง รัตนากร ชั้น 1 อาคารวิจัยประสาท 9 สถาบันประสาทวิทยา - ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันประสาทวิทยา จัดพิธีส่งมอบ รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” (Kathy) ที่เป็นผลงานจากความร่วมมือระหว่างสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) สถาบันโรคทรวงอก และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคระบบประสาทที่มักประสบปัญหาในการช่วยเหลือตัวเองและมีภาวะนอนติดเตียง ซึ่งการสระผมเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่จำเป็นแต่ทำได้ยากลำบากในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์กุลพัฒน์ วีรสาร นายแพทย์เชี่ยวชาญ นายแพทย์วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท นายแพทย์เชี่ยวชาญกลุ่มงานประสาทศัลยศาสตร์ สถาบันประสาทวิทยา และหัวหน้าโครงการ และ ดร. ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เป็นผู้ส่งมอบ
ในพิธีส่งมอบครั้งนี้ ดร.ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง นักวิจัยหลักจากเอ็มเทค ได้ร่วมสาธิตวิธีการใช้งานและแนะนำส่วนประกอบต่างๆ ของ รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” แก่ตัวแทนจากโรงพยาบาลทั้ง 7 แห่ง รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” ได้ผ่านการทดสอบการใช้งานกับผู้ป่วยที่สถาบันประสาทวิทยาและได้รับการจดสิทธิบัตรด้านการออกแบบและการผลิตแล้ว การถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ดำเนินการให้กับบริษัท มหานครมิทอล จำกัด เพื่อนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป
โครงการนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและสถาบันทางการแพทย์ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการดูแลผู้ป่วย คาดหวังว่า รถเข็นสระผม “แคร์ธี่” จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นต้นแบบในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อื่นๆ ต่อไป
https://www.mtec.or.th/mtec-nit-kathy/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรม “สัมผัสประสบการณ์จริงในโรงงานผลิตเซนเซอร์ MEMS”
TMEC ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานต้นแบบที่ไม่เพียงแต่ผลิตเซนเซอร์
แต่ยังออกแบบให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับ ผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
"สัมผัสประสบการณ์จริงในโรงงานผลิตเซนเซอร์ MEMS" ได้แล้ววันนี้!
ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตเซนเซอร์ MEMS แบบครบวงจรในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง
ลงทะเบียนได้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ 'การสาธิตการทำงานจริงในสายการผลิตเซนเซอร์ในโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ MEMS Fab' โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่:
https://forms.gle/NJEbM2UFHxhr45DP7
ปฏิทินกิจกรรม
เผย 3 ด่านท้าทาย Medical AI สู่การแพทย์อนาคตเพื่อคนไทยด้วยพลัง ‘Medical AI Consortium’
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขของประเทศให้ก้าวหน้าและตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่าเส้นทางสู่การแพทย์แห่งอนาคตนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งบทความนี้จะเผยให้เห็นถึง 3 ด่านท้าทายหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญ และเจาะลึกว่าพลังความร่วมมือภายใต้ 'Medical AI Consortium' จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทยอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
– สรุปสาระสำคัญจากเสวนา "โอกาสและความท้าทาย ในการพัฒนานวัตกรรม AI ของประเทศไทย ผ่านกลไก Medical AI Consortium" จัดขึ้นภายในงาน "Medical AI Consortium ร่วมแชร์ เชื่อม ใช้ “ข้อมูล” ขับเคลื่อน AI เพื่อการแพทย์ไทย"
ด่านท้าทายที่ 1: ทลายกำแพงข้อมูล สู่มาตรฐาน และความร่วมมือ
การขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ทางการแพทย์ของประเทศไทยนั้น เริ่มต้นด้วยความท้าทายสำคัญยิ่ง คือการสร้างรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ซึ่งต้องอาศัยการทลายกำแพงอุปสรรคเดิม ๆ และผนึกกำลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การมีข้อมูลที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform) เป็นหนึ่งในโครงการเรือธงของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ริเริ่มขึ้นเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ทางการแพทย์สอดรับกับนโยบาย "อว. for AI" ในส่วนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Innovation) ดร.ชัย ชี้ว่า AI ทางการแพทย์นั้น มีความซับซ้อนของกระบวนการพัฒนาตลอด value chain ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การพัฒนา AI Model การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการขอการรับรองมาตรฐานเพื่อนำไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวนานและท้าทาย
ดร.ชัย เน้นย้ำว่าความท้าทายสำคัญประการแรกคือ การแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการจัดตั้ง Medical AI Consortium เพื่อร่วมกันแชร์-เชื่อม-ใช้ ข้อมูลทางการแพทย์ รวมถึงการพัฒนา Medical AI Data Platform ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วแม้จะมีความก้าวหน้า แต่ ดร.ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ยอมรับว่ายังคงมีความท้าทายอีกมากที่ต้องร่วมกันแก้ไขต่อไป
นายแพทย์ภัทรวินฑ์ อัตตะสาระ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการแพทย์ กรมการแพทย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารแพลตฟอร์มข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ได้กล่าวถึงความพยายามในการบูรณาการหน่วยงานที่ให้บริการทางการแพทย์ทั้งหมด ไม่เพียงแต่จากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่หลากหลาย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), หน่วยงานทหาร, กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสถาบันต่าง ๆ เพื่อลดการทำงานแบบไซโล และสร้างคลังข้อมูลสำหรับการวิจัยและต่อยอด ความร่วมมือนี้ได้ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและภาพทางการแพทย์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในระดับนโยบายที่จะแก้ปัญหานี้
ด่านท้าทายที่ 2 เร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน พัฒนาคน รับมือความปลอดภัย
เมื่อรากฐานด้านข้อมูลเริ่มต้นไปได้ด้วยดี ความท้าทายในด่านต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การยกระดับมาตรฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับสากล และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมขององค์กร การพัฒนาบุคลากรคุณภาพ และการวางมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม เพื่อให้การประยุกต์ใช้ AI ทางการแพทย์ของไทยเป็นไปอย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งาน
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างมาตรฐานข้อมูล โดยชี้ให้เห็นว่าในต่างประเทศมีการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลทางการแพทย์ที่เน้นการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันข้อมูลอย่างปลอดภัย รวมถึงการทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐาน (Standardize Data) โดยใช้มาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากล เช่น DICOM, OMOP, FHIR และ SNOMED CT ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกับนานาชาติได้ในอนาคต
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กฤษณ์ ขวัญเงิน รองคณบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้เสริมว่า Pain Point หรือ จุดที่สร้างความกังวลสำคัญในการพัฒนา AI ทางการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นประเด็นว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดขึ้นครั้งเดียว ความน่าเชื่อถือก็จะหมดไป
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งในการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่และการดำเนินการต่าง ๆ ย่อมต้องอาศัยงบประมาณและพันธมิตร รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สิทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์เพื่อการวิจัยมะเร็งในสหภาพยุโรปบางแห่ง มีความร่วมมือกับพันธมิตรมากกว่า 76 ราย ครอบคลุม 17 ประเทศ และได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงถึง 17.8 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในระดับสากล เมื่อเทียบกับงบประมาณเริ่มต้นของโครงการในประเทศไทยที่ประมาณ 90 ล้านบาท ยิ่งเห็นถึงความจำเป็นในการแสวงหาการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การทำให้แพลตฟอร์มและข้อมูลของไทยได้มาตรฐานสากล เพื่อโอกาสในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกับต่างประเทศในอนาคตโดย รพ.รามาธิบดี ได้พัฒนาระบบนิเวศภายในเพื่อสนับสนุนนักวิจัยในการรวบรวม จัดการ และทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐานก่อนส่งเข้าสู่ Medical AI Data Platform ปัจจุบันรวบรวมภาพได้กว่า 80,000 ชุดข้อมูลการศึกษา กว่า 2 ล้านภาพ โดยทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
นอกจากนี้ การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจเรื่องดิจิทัลและ AI ก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ ซึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงโสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เล็งเห็นความสำคัญในการเข้าร่วม Medical AI Consortium เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ โดยหน้าที่หลัก คือ การผลิตบัณฑิตที่สามารถสร้างองค์ความรู้ไปตอบโจทย์กระทรวง จุฬาฯ จึงได้พัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้านระบบสุขภาพดิจิทัล โดยสิ่งสำคัญ คือ การปลูกฝังเรื่องจริยธรรม (Ethics) ในการใช้ AI และการจัดการข้อมูลควบคู่ไปกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ริเริ่ม "Chula AI" เพื่อดึงอาจารย์จากหลายคณะมาร่วมกันทำงาน และมีการทำการประเมินความรู้ด้าน AI (AI Assessment) สำหรับนิสิตอีกด้วย
ด่านท้าทายที่ 3 ฝ่าด่านการใช้งานจริง สร้างการยอมรับของแพทย์ สู่บริการเพื่อทุกคน
การนำนวัตกรรม AI ที่พัฒนาขึ้น มาประยุกต์ใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพอย่างกว้างขวาง ถือเป็นด่านสำคัญที่ต้องพิชิต ซึ่งครอบคลุมทั้งการสร้างความเชื่อมั่น การยอมรับจากแพทย์และประชาชน และการผ่านกระบวนการรับรองมาตรฐานที่เข้มงวด รวมถึงการสร้างบริการที่เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม
นพ.ภัทรวินฑ์ ย้ำว่า AI เปรียบเสมือนยาที่ต้องผ่านการทดสอบและวิจัยในบริบทของคนไทยก่อนนำไปใช้จริง ปัจจุบัน AI ได้รับการยอมรับอย่างดีในการช่วยคัดกรอง (screening) แต่หากเป็นการวินิจฉัยโรค แพทย์ยังคงต้องเป็นผู้พิจารณาสุดท้าย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ คือ การใช้ AI คัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการรอผลจากเดิมหลายเดือนเหลือเพียง 5 นาที โครงการนี้ยังทำให้ได้ข้อมูลภาพกลับเข้าระบบถึง 44,000 ภาพ เพื่อใช้ในการฝึกฝน AI ต่อไป และมีแผนจะพัฒนาโมเดล AI ของคนไทยเองภายในหนึ่งปี
ด้าน ดร.ชัย ให้ทัศนะถึงบทบาทของเนคเทค สวทช. ในฐานะ "น้ำมันหล่อลื่น" ที่ช่วยให้กระบวนการที่ซับซ้อนและติดขัดเหล่านี้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่โครงการได้ดำเนินมาจากแผนงานทั้งหมดสามปี ในการแก้ไขอุปสรรคและเสริมสร้างศักยภาพในหลายมิติ
ประการแรก ความท้าทายพื้นฐาน คือ การรวบรวมและจัดการข้อมูลภายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนที่จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลออกสู่ภายนอกได้ ในส่วนนี้เนคเทค สวทช. สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากโรงพยาบาลชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญ
ต่อมา คือ ประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งเนคเทค สวทช. ได้พัฒนาเครื่องมือช่วยในการทำข้อมูลให้เป็นนิรนาม (anonymize) สอดคล้องกับมาตรฐาน PDPA มีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลก่อนนำเข้าสู่แพลตฟอร์ม พร้อม “RadiiView” ซอฟต์แวร์และคลาวด์แอปพลิเคชันสำหรับกำกับข้อมูล (Annotation) หรือการระบุลักษณะสำคัญบนภาพทางการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับสอน AI เมื่อข้อมูลพร้อมแล้ว ความท้าทายถัดมาคือการสร้างโมเดล AI โดย เนคเทค สวทช. ได้พัฒนา "NomadML" แพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดโปรแกรมที่ซับซ้อน โดยเครื่องมือเหล่านี้นี้ถูกผนวกเข้ากับ Medical AI Data Platform เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ Medical AI Consortium คือ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนคเทค สวทช. จึงได้จัดทำร่างแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความชัดเจนและเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ให้ข้อมูล ผู้ใช้ข้อมูล และกลุ่มความร่วมมือ (consortium) รวมถึงกลไกการให้ผลตอบแทนกลับไปยังแหล่งข้อมูลและผู้พัฒนา AI model
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้ผลงาน AI ทางการแพทย์ ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในวงกว้าง เนคเทค สวทช. ได้ขยายขอบเขตห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ (Squat) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025 ให้บริการครอบคลุมการทดสอบซอฟต์แวร์ AI โดยเฉพาะ เพื่อช่วยเร่งกระบวนการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผลักดันให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ยังใช้เป็นแนวทางสำหรับนักพัฒนารายอื่น ๆ
ดร.ชัย ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนให้กับ Medical AI Consortium ผ่าน 3 แนวทางหลัก ประการแรก คือ การแสวงหาทุนวิจัยสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นงบประมาณที่ลดขนาดลงจากช่วงเริ่มต้น และจะพยายามดึงข้อมูลจากโครงการ AI ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ได้รับทุนสนับสนุนให้ กลับเข้ามาสู่ consortium เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ต่อมา คือ การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาลข้อมูล (Data governance) และการบริหารจัดการแพลตฟอร์มในระยะยาว โดยมี กรมการแพทย์ และ สวทช. คอยให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง และท้ายสุด คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับสมาชิกที่ต้องการนำ AI Model ไปพัฒนาต่อยอดสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการแบ่งปันทรัพย์สินทางปัญญาและผลประโยชน์ที่เป็นธรรม พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ที่สนใจเข้าร่วม Medical AI Consortium
การผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัย ผ่านกลไก 'Medical AI Consortium' นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน AI ทางการแพทย์ (Medical AI) ของประเทศไทยให้ก้าวหน้า แม้จะมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และ พลังความร่วมมือที่แข็งแกร่งภายใต้เครือข่าย 'Medical AI Consortium' แน่นอนว่าอนาคตที่การแพทย์ไทยจะก้าวล้ำด้วย AI เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม
โรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ที่สนใจเข้าร่วม Medical AI Consortium หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Medical AI Data Platform ติดต่อสอบถามได้ที่ MedicalAI@dms.mail.go.th
รับชมเสวนาย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rk4lTx7zmH8&t=3s
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมถกแถลงเชิงนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อน AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม OECD-Southeast Asia Policy Roundtable on Artificial Intelligence ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนและถกแถลงเชิงนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างการรับรู้ด้าน AI ของไทย และสนับสนุนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้แทนองค์กรระดับนานาชาติ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงการดำเนินงานขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) พร้อมได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนหลักร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน และ 15 แผนงานของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ "ประเทศไทยเกิดระบบนิเวศที่ครบถ้วนและเชื่อมโยงแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและนําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในปี พ.ศ. 2570"
กระทรวงอว. ชู อว. For AI หนุนพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ
ภายใต้การนำของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชูนโยบาย "อว. For AI" เพื่อใช้ศักยภาพด้าน AI ของกระทรวง อว. ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างขีดความสามารถของประเทศบนฐานของ AI ต่อไป ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) AI for Education (2) AI workforce development และ (3) AI innovation โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญว่า Al ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ AI กำลังมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคน ซึ่งประเทศไทยเห็นความสำคัญในเรื่องนี้และพร้อมมุ่งมั่นให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวเสริมว่า ในปัจจุบัน AI ได้มีบทบาทสำคัญอย่างรวดเร็วต่อการดำรงชีวิตในทุกมิติ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญของโลกที่มีการลงทุนและพัฒนา เกิดการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับ AI และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยในครึ่งปีแรกของ ค.ศ. 2024 มีรายงานว่า ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของเอเชียอาคเนย์มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลากหลายประเทศในภูมิภาคมีการขับเคลื่อนนโยบายด้าน AI อย่างเอาจริงเอาจังภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) ได้ออก ASEAN Guide on AI Governance and Ethics โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรมในภูมิภาคอาเซียน
อว. พร้อมร่วมพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย AI
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนและหารือความร่วมมือกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโยบาย AI ในภูมิภาค เช่น Council for Science, Technology and Innovation (CSTI) ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศอินโดนีเซีย สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อ สิงคโปร์ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute) ประเทศฟิลิปปินส์ National Agriculture and Food Research Organization (NARO) ประเทศญี่ปุ่น International Research Institute of Disaster Science (IRIDeS) มหาวิทยาลัยโทโฮกุ Disaster Prevention Research Institute (DPRI) มหาวิทยาลัยเกียวโต ในประเด็น (1) การใช้ AI ในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การเกษตรแม่นยำ การใช้โดรนและหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีการจดจำภาพเพื่อการป้องกันโรค ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญของการใช้ AI ในภูมิภาคให้เกิดผลกระทบต่อประชากรซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแท้จริง (2) การใช้ AI เพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์ การป้องกัน การตอบสนอง และการฟื้นฟูภัยพิบัติสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีต่าง ๆ จะช่วยให้ภาครัฐและชุมชนสามารถเตรียมพร้อมในการรับมือและการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ดีขึ้น และ (3) การใช้ AI ด้านการศึกษา โดยการขับเคลื่อนด้าน AI เพื่อพัฒนากำลังคน สามารถใช้ AI ทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนในหลากหลายวิชาที่มีความเหมาะสมกับพฤติกรรมผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของตนเองและจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ด้วย โดย สวทช. มีความพร้อมในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเทคโนโลยี AI ในด้านต่าง ๆ อย่างยั่งยืน ซึ่งประเด็นดังกล่าวข้างต้นได้บรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนา (Technology Roadmap) ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. พ.ศ. 2569-2573 ด้วย
ประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบาย อว. For AI และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ได้ตระหนักถึงการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและทักษะดิจิทัลเพื่อให้ประชากรสามารถใช้ AI เป็นพลังและเครื่องมือในการพัฒนาประเทศได้อย่างถูกต้องตามกรอบจริยธรรมและธรรมาภิบาลด้าน AI ในระดับสากล ตลอดจนสนับสนุนให้มีโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้าน AI ของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตทางสังคม เศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
IRC2025 BANGKOK การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยยางพารา
🔊ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ📌 IRC2025 BANGKOK การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยยางพารา 🌳
.
🚨เอ็มเทค สวทช. ขอเชิญชวนร่วมงาน International Rubber Conference 2025 (IRC2025) ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราจากทั่วโลก! จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Rubber Revolution: Balancing Nature and Innovations for a Sustainable Future" เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราไปสู่ความยั่งยืน
.
🗓 วันที่ 1-3 ธันวาคม 2568
📍 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา กรุงเทพฯ
.
🎯 ภายในงานพบกับ:
✅ การนำเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา
✅ การบรรยายพิเศษจาก Inivited Speakers ที่จะมาแบ่งปันวิสัยทัศน์และเทรนด์ใหม่ ๆ ในวงการยางพารา
✅โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
✅ นิทรรศการแสดงสินค้าและเทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยางพารา
.
📌ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่: https://irc2025.com
ปฏิทินกิจกรรม
ฟองดูว์ไม่หยุด! บุกสุดนครปฐม!
วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. นำทีม Traffy Fondue เข้าร่วมแสดงนิทรรศการในงาน "มหกรรมงานบริการภาครัฐ ครั้งที่ 9 "Digital Gov: Connecting to the Future บริการภาครัฐ สู่อนาคต" โดย สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จํากัด (มหาชน) และเซ็นทรัลนครปฐม
งานนี้ Traffy Fondue ยกทัพความปังมาแบบจัดเต็ม! นำเสนอบริการภาครัฐสุดล้ำ ที่จะทำให้การ “แจ้งปัญหา” ง่ายเหมือนแชทกับเพื่อน พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ ความรู้ดี ๆ ลุ้นรับของรางวัลรักษ์โลกที่คุณไม่ควรพลาด!
พบกันวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2568 ที่ ลานโซน F ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครปฐม มาเจอกัน มาทักกัน แล้วมารู้จักฟองดูว์ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ภายในงานท่านจะได้พบกับงานบริการที่โดดเด่นก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและยกงานบริการภาครัฐมาให้บริการชาวนครปฐมแบบจัดเต็ม พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย
พิเศษสุดกับบริการภาครัฐ
บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ฟรี รวม 2,500 เข็ม (เฉพาะอายุ 18 ปีขึ้นไป จนกว่าวัคซีนจะหมด) พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้น
บูธกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสายสุขภาพ เกษตร สิ่งแวดล้อม และบริการรูปแบบดิจิทัล
เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บริการภาครัฐในยุคดิจิทัล
กิจกรรมบนเวที พบกับน้องจีจี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย ร่วมสนุก พร้อมรับของรางวัลอีกเพียบ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชวนน้องๆ “แข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ” โครงการ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6
โอกาสสุดท้ายกับภารกิจสุดมันส์ "แข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ"
สวทช. ชวนน้อง ๆ เยาวชนที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) สมัครเข้าร่วมการแข่งขันสุดท้าทาย กับการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ โครงการ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6 โอกาสสุดพิเศษที่จะได้พัฒนาทักษะรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ การทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์
ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนพฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์อวกาศสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น
อย่ารอช้า! รีบสมัครด่วน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 พ.ค. 68 (เวลา 22.00 น.) ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2025/ และเพจ NSTDA SPACE Education
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. จัดอบรมเจ้าหน้าที่ภูฏาน เสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ได้จัดการฝึกอบรมภายใต้โครงการ "Bhutan-Thailand Training on Energy Transition"เพื่อยกระดับศักยภาพด้านพลังงานให้แก่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศภูฏาน จำนวน 9 คน โดยจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 23 และวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านเทคนิคและการจัดการองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และผู้แทนจากกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ร่วมงานครั้งนี้
ปัจจุบันประเทศภูฏานให้ความสำคัญกับการพัฒนาและศึกษาโซลูชันด้านพลังงานสะอาดในหลากหลายรูปแบบ อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ เชื้อเพลิงทางเลือก ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ ซึ่ง ENTEC และ TECE สวทช. ได้รับคัดเลือกให้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด การวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงขั้นสูง รวมถึงประสบการณ์ในการจัดอบรมระดับภูมิภาค การฝึกอบรมดังกล่าวมุ่งหวังถ่ายทอดความรู้ทั้งทางเทคนิคและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ภูฏานสามารถกำหนดกลยุทธ์ด้านพลังงานระดับประเทศที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับภูฏาน และความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกัน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระหว่างภูฏานและประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงมิตรภาพอันมั่นคงและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และได้นำทางความร่วมมือในหลากหลายด้านมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดต่อการเติบโตอย่างเท่าเทียมและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สวทช. เชื่อมั่นว่า นวัตกรรมและความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงานในครั้งนี้ว่า ENTEC ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Energy Week” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศภูฏาน เมื่อปี ค.ศ. 2022 การมีส่วนร่วมในครั้งนั้นได้วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ และนำมาสู่การจัดการฝึกอบรมครั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดความรู้ทั้งทางเทคนิคและภาคปฏิบัติ สะท้อนถึงภารกิจที่กว้างขึ้นของ สวทช. ในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในด้านที่จำเป็น และมีส่วนร่วมในการแก้ไขความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเข้าถึงพลังงานสะอาด ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อภูฏานในการก้าวสู่พลังงานที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีและมุ่งมั่นสู่เป้าหมายด้านพลังงานที่ยั่งยืนร่วมกันของทั้งสองประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


