ผลการค้นหา :
2025 GREEN VENTURE TECHBIZ PROGRAM: เชื่อมโยงเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อการลงทุนและนวัตกรรม
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มีเป้าหมายทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นั่นหมายความว่า ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ทันเวลา การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการจัดการของเสียเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หากองค์กรไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ย่อมเสี่ยงที่จะเสียความสามารถในการแข่งขัน
แต่ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่ ๆ คำถามสำคัญยังคงอยู่: โซลูชันใดเหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจไทย?
🔑 คำตอบรออยู่ที่งาน 2025 Green Venture TechBiz Program – เวทีที่เทคโนโลยีสีเขียวนำสมัยจากเกาหลี พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจไทย
สิ่งที่ธุรกิจจะได้รับจากการเข้าร่วม:
🔸 ขยายเครือข่าย: พบปะพันธมิตรโดยตรงและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
🔸 โอกาสการลงทุน: เข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของไทยและอาเซียน
🔸 เร่งการพาณิชย์จริง: นำโซลูชันล้ำสมัยไปใช้ในปฏิบัติการจริง เพื่อสร้างความได้เปรียบระยะยาว
🚀 12 เทคโนโลยีเด่นในงาน:
✔️ Hybrid Hydrothermal Carbonization (HTC): เปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและก๊าซสะอาด
✔️ Mobile Energy Storage System (ESS): ระบบกักเก็บไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ แทนเครื่องปั่นไฟดีเซล
✔️ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า & สถานีสลับแบตอัจฉริยะ: เปลี่ยนแบตได้ใน 20 วินาที ลดการปล่อยมลพิษ
✔️ AIoT Energy Management (Leaf AI): จัดการพลังงานอัจฉริยะสำหรับอาคารและโรงงาน
✔️ โซลูชันไฮโดรเจน: สถานีเติมเชื้อเพลิง เครื่องปั่นไฟ และยานไร้คนขับพลังงานไฮโดรเจน
✔️ แพลตฟอร์มบำบัดสุขภาพจิตด้วย AI: ดูแลสุขภาพจิตด้วย AI ผสานเสียงและกลิ่น
✔️ สารกำจัดก๊าซซัลเฟอร์และระบบกำจัดกลิ่นก๊าซชีวภาพ
✔️ แพลตฟอร์ม Cloud วางแผนเส้นทางอัจฉริยะ (Mobble MOD): รองรับการขนส่งร่วมแบบ On-Demand
✔️ UGV & AI สำหรับตรวจจับการรั่วไหลของน้ำ
✔️ ระบบเก็บละอองน้ำมันในครัวขั้นสูง: ติดตามด้วย IoT พร้อมรีไซเคิลน้ำมันพืชใช้แล้ว
✔️ ระบบวิเคราะห์เซลล์แบตเตอรี่: ใช้เทคโนโลยีอิมพีแดนซ์ตรวจสอบอย่างแม่นยำ
✔️ ฟิล์มฉนวนหน้าต่างนาโนโฟม & สารเติมแต่งน้ำมันเครื่องลดแรงเสียดทาน: ประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
📎 รายละเอียด 12 เทคโนโลยี (คลิกลิงก์): https://mekonglink.asia/event/technology-event-in-thailand/
📅 วันและเวลา: 09:00 – 17:00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2025
📍 สถานที่: โรงแรม Holiday Inn Bangkok Sukhumvit, สุขุมวิท 22, คลองตัน, คลองเตย, กรุงเทพฯ
🔗 ลงทะเบียนที่นี่: https://forms.gle/ReTQHMK6CVCD1BV19
👉 นี่คือโอกาสทองสำหรับธุรกิจไทยในการขยายเครือข่าย และค้นพบศักยภาพการลงทุนสีเขียวในภูมิภาค! รีบลงทะเบียนตอนนี้
ปฏิทินกิจกรรม
ค่าย “Earth 2.0” สะเต็มศึกษาเชื่อมเทคโนโลยีอวกาศ สร้างอนาคตเยาวชนไทย
(วันที่ 25 ตุลาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวต้อนรับในกิจกรรมค่าย Earth 2.0 Camp: เรียนรู้กับวิศวกรด้านระบบขับเคลื่อนของ NASA จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ บริษัท SkillUp Global โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับ สะเต็มศึกษา ด้านเทคโนโลยีอวกาศและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในงานมีนายปีเตอร์ ลองสตาฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SkillUp Global นายโจนัส อาเวอร์มันน์ ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท SkillUp Global คุณ Sam Cronin และ Katy McMillan นักการศึกษา มาร่วมจัดกิจกรรม โดยมีคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเยาวชนผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 110 คน
ในโอกาสนี้เหล่าเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ค่าย Earth 2.0 ได้รับฟัง นายชาร์ลส์ ดี. เกอมาร์ (Mr. Charles D. Gemar) อดีตนักบินอวกาศชาวอเมริกันจาก NASA ผู้มีประสบการณ์ขึ้นบินกับกระสวยอวกาศมาถึง 3 เที่ยวบิน เคยทำหน้าที่ในการเป็นผู้สื่อสารยานอวกาศ (CAPCOM) ในศูนย์ควบคุมภารกิจของกระสวยอวกาศ เพื่อสื่อสารกับนักบินอวกาศระหว่างปฏิบัติภารกิจของ NASA และเป็นเจ้าของสถิติอยู่นอกอวกาศนานกว่า 581 ชม. โดยได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอวกาศกับเหล่าเยาวชนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อร่วมเป็นแรงบันดาลใจและส่งเสริมศักยภาพเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่ค่าย Earth 2.0 เรียนรู้กับวิศวกรด้านระบบขับเคลื่อนของ NASA ในวันนี้ โดยกิจกรรม Earth 2.0 เป็นโปรแกรมปฏิบัติการ (hands-on program) ระยะเวลา 2 วัน (ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคม 2568) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สำรวจการค้นหาดาวเคราะห์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ และเรียนรู้เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตนอกโลก ผ่านกิจกรรมเกี่ยวกับการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
สำหรับค่าย Earth 2.0 ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น การทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักเรียนจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ยานอวกาศห้วงลึก ไปจนถึงการทดลองกับหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน
“ค่าย Earth 2.0 นี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อ สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เรียนรู้ ได้สร้างสรรค์ และได้ฝันอย่างไร้ขีดจำกัด ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และความร่วมมือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ขอให้กำลังใจและส่งเสริมให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ให้มากที่สุด จงตั้งคำถาม ค้นพบสิ่งใหม่ๆ และเพลิดเพลินไปกับทุกขั้นตอนของการเดินทางแห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ โปรดจำไว้ว่า ทุกคำถามที่คุณถามและทุกแนวคิดที่คุณลองทำ จะนำพาคุณเข้าใกล้การค้นพบศักยภาพของตนเองไปอีกก้าวหนึ่ง”
ด้าน ด.ช.อริย์ธัช เหล่าธรรมทัศน์ หรือ น้องพรีมัส อายุ 13 ปี กล่าวว่า ได้เจอเพื่อนใหม่และจับทีมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการได้ทำงานร่วมกับคนอื่น วันนี้ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากลุงแซม นักบินอวกาศของ NASA ได้ฟังประสบการณ์และช่วยเติมเต็มความฝันที่ผมอยากเป็นนักบินอวกาศตั้งแต่เด็ก และยังได้เรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ในโลกของเราได้อย่างไรบ้าง
“ผมชอบนักบินอวกาศเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก และวันนี้สนุกมาก ๆ และดีมาก ๆ ที่ได้พูดคุยกับนักบินอวกาศของ NASA กับการแบ่งประสบการณ์ของเขาซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนได้เรียนรู้เยอะมาก ๆ”
เช่นเดียวกับ ด.ญ.ฉัตรมนตร์ คลายศรี หรือน้องใบเฟิร์น อายุ12 ปี กล่าวว่า วันนี้ได้มาร่วมค่ายกับน้องสาวส่วนตัวมีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ และชอบการสำรวจดาวเคราะห์น้อย จึงมาร่วมกิจกรรม โดยได้เรียนรู้กิจกรรมการออกแบบโลโก้เกี่ยวกับอวกาศ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จากนักบินอวกาศ NASA ก็ทำให้เรารู้สึกสนุกไปด้วยและก็อยากไปอวกาศเหมือนกันเพราะดูเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“สุรศักดิ์” มอบนโยบาย สวทช. นำผลงานสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ใช้ศักยภาพ สวทช. สนองต่อนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน สร้างผลงาน Quick Big Win เห็นผลระยะสั้น
(24 ตุลาคม 2568) ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว.: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. ครั้งที่ 9/2568 พร้อมมอบนโยบายให้กับ สวทช. ว่า เพื่อให้แนวทางการดำเนินงานของ สวทช. ภายใต้กระทรวง อว. สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา (เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568) ซึ่งมุ่งเน้นนโยบายการตอบสนองภัยเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
ขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ด้วยผลงาน สวทช.
สวทช. ในฐานะหนึ่งในองคาพยพสำคัญของ อว. มีศักยภาพในการตอบสนองทุกด้าน ผ่านบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาคน กระทรวง อว. จึงมีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย โดยอาศัยกลไกการทำงานภาคราชการให้ขับเคลื่อนเดินหน้าได้โดยไม่สะดุด รวมถึงการวางรากฐานความต่อเนื่องการทำงานของรัฐบาลชุดถัดไป เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว และเร่งผลักดันโครงการ Quick Big Win ที่สามารถเห็นผลในระยะสั้น
โดยกระทรวง อว. ขอให้ สวทช. ส่งเสริมแพลตฟอร์ม Digital Healthcare และร้านขายยาคุณภาพ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ เพื่อตอบสนองด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน และนำผลงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนผู้ถือสิทธิบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทุกที่อย่างสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนขยายผลร้านขายยาคุณภาพ โดยพัฒนาระบบส่งเสริมให้ ร้านขายยาคุณภาพ เข้าสู่ระบบการเบิกจ่ายยาตรงกับ สปสช. โดยใช้เทคโนโลยีที่ สวทช. พัฒนาให้กับหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้เพียงบัตรประชาชนหรือบัตรทองในการเบิกจ่ายยาได้ทันที
นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาระบบราชการและเพิ่มช่องทางในการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนจากประชาชน ให้ สวทช. นำ Traffy Fondue (ทราฟฟี ฟองดูว์) มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองด้านความมั่นคง และด้านสังคม สร้างระบบราชการที่ตอบสนองต่อภาคประชาชนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเดินหน้าสนับสนุนทางเทคนิคและพัฒนาระบบอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ไปทั่วประเทศ ให้เป็นกลไกในการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง "เมืองอัจฉริยะ" และ "ระบบราชการที่รับฟังอย่างแท้จริง"
ขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ยังมีนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่นอกเหนือจาก Quick Big Win โดยเป็นภารกิจเชิงนโยบายที่สำคัญที่กระทรวง อว. มุ่งเน้นเพื่อให้ สวทช. ขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ
การพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย: สนับสนุนการสร้างกำลังคนให้มีความรู้ความสามารถผ่านโครงการ Upskill-Reskill โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม: สนับสนุนความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ทุกระดับสำหรับคนทุกกลุ่ม
การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง: ผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อภาคธุรกิจ (SME และ Startups) และ ชุมชนคนรากหญ้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย "อว. ใกล้ประชาชน" เป็นกระทรวงที่ส่งผลต่อชีวิตคนทุกกลุ่ม และสอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สวทช. และหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ โดยเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สวทช. พร้อมขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า
“ในฐานะที่ สวทช. เป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เรามีความพร้อมด้านบุคลากรและองค์ความรู้ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างทันท่วงที เรามีแพลตฟอร์มและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาว สวทช. จะดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ยกระดับหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย ด้วยมาตรฐาน P-mark
สวทช.– กสทช. ผนึกกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและ IoT ภายใต้โครงการ “ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน” จัดกิจกรรม Demo Day เปิดเวทีให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการมานำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกิดจากการบ่มเพาะในโครงการพัฒนานวัตกรรม JumpStart ของ Software Park Thailand พร้อมรับมอบตราสัญลักษณ์ P-mark ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากศูนย์ PTEC สวทช. เป็นการสนับสนุนนักพัฒนาและผู้ประกอบการไทย ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร นักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนา “FOODTECH 4.0 NAVIGATOR: ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยสู่ตลาดสากล”
“FOODTECH 4.0 NAVIGATOR: ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยสู่ตลาดสากล”พบกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการยกระดับเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร การปรับตัวสู่ยุค Industry 4.0 และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการในตลาดโลก
📅 วันที่ 29 ตุลาคม 2568🕐 เวลา 13.00 – 17.00 น.📍 Auditorium, Software Park Thailand จังหวัดนนทบุรี
ภายในงานพบกับการบรรยายและเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ
ผศ.ดร.สุลักษณ์ อัศวสุนิต
ศ.ดร.ณัฏฐนิช หาญกว่าสุวัฒน์พร้อมเปิดตัว FoodTech 4.0 Accelerator Program ที่จะช่วยผลักดันนวัตกรรมอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 ตุลาคม 2568รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ 👉 https://forms.gle/veCGeH1gz3GAo4TM6
ปฏิทินกิจกรรม
สัมมนา “โครงการอบรมการป้องกันความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ ครั้งที่ 24 (CDIC 2025)
💡Top 10 Cyber Trends 2026🚀
เปิดโลกภัยไซเบอร์ล้ำอนาคตกับอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ที่เวที CDIC 2025
🤖ในวันที่เทคโนโลยีขยับไปเร็วกว่าแผนรับมือของหลายองค์กร
ในวันที่ AI เริ่มตัดสินใจแทนมนุษย์ และ Quantum Computing เริ่มก้าวสู่การใช้งานจริง
โลกไซเบอร์กำลังก้าวเข้าสู่ “สมรภูมิใหม่” ที่ไม่มีใครเคยเผชิญมาก่อน
คำถามคือ เรารับมือกับมันทันหรือเปล่า?
🚨ในงาน CDIC 2025 ที่จะจัดขึ้นเดือนพฤศจิกายนนี้
หนึ่งใน Highlight สำคัญที่ผู้บริหารระดับสูง, IT Manager และ CISO ทั่วประเทศเฝ้ารอ
คือเวทีของ อาจารย์ปริญญา หอมเอนก
ประธานกรรมการบริหารแห่ง ACIS ผู้คร่ำหวอดในแวดวงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไทยมายาวนาน
🌍“Cyber Frontiers 2026: 10 ภัยคุกคามและเทรนด์ที่องค์กรต้องรู้ก่อนจะสาย”
บนเวทีนี้ อาจารย์ปริญญาจะเผย “10 แนวโน้มสำคัญ” ที่จะกำหนดทิศทางของวงการ Cybersecurity ในอีก 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งมีทั้งภัยใหม่ที่หลายองค์กรยังไม่รู้จัก ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมโจมตีที่อิงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AGI (Artificial General Intelligence), Deepfake-as-a-Service, Cloud Takeover, Shadow AI และ Human Manipulation ผ่านข้อมูลปลอม
ในช่วงเวลา 45 นาทีนี้ คุณจะได้เห็นภาพใหญ่ก่อนใคร พร้อมตัวอย่างจริงจากทั้งในและต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรระดับประเทศ หรือบริษัทขนาดกลาง — บทเรียนเหล่านี้จะช่วยให้คุณ “ป้องกันล่วงหน้า” แทนที่จะต้อง “แก้ปัญหาภายหลัง”
🎯หัวข้อบรรยายนี้เหมาะกับใคร?
✅ ผู้บริหาร C-Level ที่ต้องวางทิศทางกลยุทธ์องค์กร
✅ IT Security Manager, GRC, Risk Analyst
✅ ผู้ดูแลระบบหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Defense
✅ ผู้กำหนดนโยบายด้านไอทีในหน่วยงานรัฐและเอกชน
✅ และทุกคนที่ต้องการมองข้ามช็อต พร้อมรับมือ “สิ่งที่จะมาแน่ ๆ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้”
📚 ทำไมต้อง “ฟังจากเวทีจริง”?
เพราะเนื้อหาใน Session นี้ไม่ได้หาอ่านได้จาก Google หรือ YouTube
แต่มาจากประสบการณ์ตรง + การวิเคราะห์เจาะลึกจากภาคสนามจริง
พร้อมข้อมูลเชิงลับที่มีเพียงในงาน CDIC เท่านั้น
ถ้าคุณเคยคิดว่า “ยังไม่ถึงเวลาอัปเดตระบบ” หรือ “องค์กรเรายังไม่ใช่เป้าหมายใหญ่”
เวทีนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิด
📬รายละเอียดงาน CDIC 2025
📅 วันที่: 26 – 27 พฤศจิกายน 2568
📍สถานที่: ศูนย์ประชุม BITEC บางนา กรุงเทพฯ
👉เว็บไซต์ลงทะเบียน: www.cdicconference.com
Session นี้จะจัดในวันที่ 26 พ.ย. เวลา 09:45 – 10:30 น. บนเวทีใหญ่ (Main Stage)
📲หากคุณอยากรู้ว่าอะไรคือ “ภัยไซเบอร์ของปีหน้า”
และใครคือคนที่คุณควรฟังเมื่อพูดถึงความมั่นคงไซเบอร์ในระดับประเทศ
นี่คือ Session ที่คุณต้องไม่พลาด ใน CDIC 2025
ฟังคนที่ “ทำจริง” วิเคราะห์ “สิ่งที่กำลังจะเกิด” เพื่อปกป้ององค์กรของคุณ “ก่อนจะสายเกินไป”
📌ลงทะเบียนตอนนี้เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมในราคาพิเศษ:
www.cdicconference.com
ปฏิทินกิจกรรม
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM” เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
(วันที่ 21 ตุลาคม 2568) ณ ชั้น 4 ห้อง 405 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี:
ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ร่วมกับ บริษัท Thermo Fisher Scientific และ บริษัท LMS Instruments Co., Ltd. ได้จัดงาน สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในหัวข้อ
“Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM (ESEM Workshop)”
ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคนิคการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนขั้นสูง
การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วย Environmental Scanning Electron Microscope (ESEM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพระดับจุลภาคที่สามารถสังเกตสภาพของตัวอย่างได้ ภายใต้สภาวะที่มีความชื้นหรือแรงดันของก๊าซบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องเคลือบผิวตัวอย่างด้วยโลหะ และไม่ต้องอยู่ในสภาวะสุญญากาศเต็มรูปแบบ
เทคนิคดังกล่าวช่วยให้สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวอย่างแบบ Real-time ภายใต้การควบคุมของอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเหมาะสำหรับการศึกษาวัสดุที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมจริง เช่น
วัสดุชีวภาพ (Biological materials)
วัสดุที่มีความชื้นสูง (Moist materials)
พอลิเมอร์และยาง (Polymer, Rubber)
การสังเกตกระบวนการพลวัต (Dynamic process observation)
เทคนิค ESEM นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของโครงสร้างจุลภาคภายใต้สภาวะจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในสาขาวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่หลากหลาย
ในการเปิดงาน ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ให้ความสนใจในเทคนิค ESEM ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการวิเคราะห์ที่ช่วยยกระดับการศึกษาตัวอย่างในสภาวะจริง
ดร.ณฏฐพล ได้กล่าวถึงบทบาทของศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ว่าเป็นหน่วยงานกลางที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้วยมาตรฐานสากล สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมมุ่งมั่นเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ภายในงานสัมมนามีการจัดกิจกรรม Workshop ในรูปแบบฐานการเรียนรู้ (Station-based Workshop) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองและสังเกตการทำงานของกล้องจุลทรรศน์ ESEM กับตัวอย่างจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้
Station 1: Fungi ก่อโรคในพืช - โดยทำการตัดตัวอย่างจากแผ่น Agar วางบน Stage ของเครื่อง ESEM เพื่อสังเกตโครงสร้างเชื้อราที่ก่อโรคในพืช
Station 2: Fungi บนกระเทียม - สังเกตการยึดเกาะและการเจริญของเชื้อราบนพื้นผิวกระเทียม
Station 3: Bacteriophage Virus - วิเคราะห์ด้วยโหมด High Vacuum STEM และถ่ายภาพด้วยเทคนิค Bright Field (BF) และ High-Angle Annular Dark Field (HAADF) โดยตัวอย่างเตรียมด้วยวิธี Negative Stain เพื่อแสดงรายละเอียดของไวรัสอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับโอกาสเข้าเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการเครื่องมือ การควบคุมคุณภาพ และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยมีทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ฯ ให้ข้อมูลและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด
การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Advanced Electron Microscopy: From ESEM to vEM and CryoEM” ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) ในการยกระดับศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการวิจัยและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โค้งสุดท้าย! เปิดรับสมัครรอบสุดท้ายสำหรับค่าย Pharm Explorer Camp 2025
โค้งสุดท้าย! เปิดรับสมัครรอบสุดท้ายสำหรับค่าย Pharm Explorer Camp 2025
สำหรับน้อง ๆ ม.3–6 ที่มีความฝันอยากเป็น เภสัชกร นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน
สิ่งที่จะได้เรียนรู้และลงมือทำ
Workshop ปฏิบัติการจริง: การปรุงยาสำหรับใช้ภายนอก, การเตรียมยาดมสมุนไพร, และการทดสอบสารเคมีตกค้างในผักผลไม้
เจาะลึกเส้นทางอาชีพ: พูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับบทบาท เภสัชกรยุคใหม่ และแนวทางการศึกษาต่อ
พบปะนักวิจัยตัวจริงจาก สวทช. เพื่อถาม–ตอบทุกข้อสงสัย
รับเกียรติบัตร สำหรับเก็บสะสมในแฟ้มผลงาน (Portfolio)
วันเวลาและสถานที่
วันจัดกิจกรรม: 30–31 ตุลาคม 2568
สถานที่: บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จ.ปทุมธานี
ค่าลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์
ค่าสมัคร 4,000 บาท (สมัครพร้อมชำระเงินเพื่อยืนยันสิทธิ์)
กำหนดการชำระเงินภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2568
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้ที่ชำระเงินก่อน
วิธีสมัคร
คลิกเพื่อลงทะเบียนและชำระเงิน: 👉 https://forms.gle/tHrrLpFxMHY8Jc72A
หมายเหตุ: ระบบจะปิดรับสมัครทันทีเมื่อมีผู้สมัครครบตามจำนวน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณปรมาภรณ์ จูฑะจันทร์ (พี่ปอ)
โทร. 0-2529-7100 ต่อ 77226
อีเมล: poramaporn@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ชู ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (TBRC) ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) กลไกขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ พื้นที่ “ผาแดง” ในงาน IBD2025
(22 ตุลาคม 2568) ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และพันธมิตร โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมูลนิธิสวนหลวง ร.9 เข้าร่วมจัดงานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity หรือ IBD2025) ภายใต้หัวข้อ“Biodiversity and Humanity in Global Crisis” หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพกับมนุษยชาติ ในยุควิกฤตโลก” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ในปี พ.ศ.2568 และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาคมนักวิจัยของไทยและต่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในมิติต่าง ๆ ทั้งงานวิจัยและวิชาการ การอนุรักษ์ การป้องกันการฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพื่อหาแนวทางความร่วมมือในระดับสากล โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯ เป็นประธานพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ โอกาสนี้คณะผู้จัดงานได้จัดทำวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติชุด “เจ้าฟ้านักความหลากหลายทางชีวภาพ” ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณในการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ตลอดจนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดประชุม IBD 2025 กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นิสิตนักศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน IBD2025 ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและพันธกิจของประเทศไทยในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศให้สมดุลกับความต้องการของมนุษยชาติ
“เราไม่เพียงแต่แลกเปลี่ยนงานวิจัย แต่ยังรวมถึงแนวทางปฏิบัติ การจัดทำฐานข้อมูล และเทคโนโลยีการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถใช้ได้จริงในชุมชนและระดับนโยบาย”
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเน้นการมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่าง มก. กับ วช. และหน่วยงานเครือข่ายระดับชาติและนานาชาติ โดย มก. มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และการเรียนการสอนด้านความหลากหลายทางชีวภาพมาผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งระดับชาติและนานาชาติ พร้อมกล่าวถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่ง มก.ร่วมกับ วช. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด“ มรรคาแห่งความสมดุล : วัฏจักรความหลากหลายทางชีวภาพกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน”
“คำว่า “มรรคา” หมายถึง หนทางแห่งความสมดุล ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ที่เกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยกัน นิทรรศการถูกออกแบบให้เป็น “เส้นทางการเรียนรู้” ที่ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสและทำความเข้าใจระบบนิเวศ ตั้งแต่ ท้องทะเล ป่าชายเลน ป่าไม้ การทำงานของนักวิจัยภาคสนามสู่ห้องปฏิบัติการ และจบที่พรรณไม้ในวังสระปทุม ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในเมืองที่ทรงคุณค่า แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในการส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน”
ด้าน นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทย โดยสนับสนุนทุนวิจัยทั้งด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ ธนาคารเซลล์สัตว์ ปลิงทะเลสกุลใหม่ของโลก เห็ดเผาะสิรินธร ระบบนิเวศหญ้าทะเล และระบบนิเวศกองหินใต้น้ำ ซึ่งสะท้อนถึงการวิจัยที่ต่อเนื่องและสร้างผลกระทบเชิงปฏิบัติได้จริง
ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. โดย ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย หรือ TBRC ซึ่งเป็นคลังทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการอนุรักษ์และจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพระยะยาว ร่วมนำผลงานวิจัยมาจัดแสดงตามแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ผาแดง จังหวัดตาก ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลมาตรฐานนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ศักยภาพและจัดทำคลังอนุรักษ์ความหลากหลายของเชื้อรา (Fungarium) เพื่อเป็นมาตรฐานอ้างอิงอนุกรมวิธาน สำหรับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพให้มีความถูกต้องและปลอดภัย โดยผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในงานแถลงข่าวเป็นผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง ได้แก่
กาแฟหมักยีสต์ จากสายพันธุ์ท้องถิ่นเพิ่มมิติกลิ่นรสและอัตลักษณ์พื้นที่
น้ำส้มสายชูจากเปลือกเชอรี่กาแฟ อัปไซเคิลวัสดุเหลือทิ้งสู่ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน
เม็ดปลูกพืช (Seed balls) ผสมจุลินทรีย์เพื่อเร่งการงอก เพื่อกระตุ้นการงอกและส่งเสริมการเจริญเติบโต พัฒนาโดยชุมชนเพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
มะเขือเทศเชอรี่แบบอินทรีย์ต้านทานโรคในโรงเรือนไผ่ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร และยังมีผลงานวิจัยเชิงลึกควบคู่กับงานวิจัยพื้นที่ผาแดง เช่น การจัดทำคลังข้อมูลเห็ดป่าจำแนกได้ 59 ชนิด/47 สกุล (พบ Termitomyces ใหม่ ≥3 ชนิด; การเพาะเลี้ยง Schizophyllum commune และ Pleurotus pulmonarius สำเร็จ)
ราทำลายแมลง 30 ชนิด (รายงาน Ophiocordyceps muscae ชนิดใหม่) รวมถึงการต่อยอดสู่
อิฐชีวภาพ (Bio-bricks) จากกากกาแฟ/ชานอ้อย สำหรับโครงสร้างเบา
ชีวภัณฑ์กาแฟ (Trichoderma TBRC 4734) สามารถช่วยลดโรคและแมลงได้เด่นชัด
เทคโนโลยีเห็ดป่าคู่ไม้ยาง (หัวเชื้อ Astraeus/Amanita สร้างเอคโตไมคอร์ไรซา) พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง
สำหรับงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ IBD2025 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากประกอบด้วย การประชุม สัมมนา (International Oral and Poster) การบรรยายจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ Panel discussion: การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการก้าวข้ามยุควิกฤตโลก การนำเสนอผลงานภาคบรรยายจำนวน 22 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ จำนวน 190 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 212 เรื่อง โดยนักวิจัยนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และนักเรียน จาก 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เลบานอน นิวซีแลนด์ ศรีลังกา ไต้หวัน เวียดนาม ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา
จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจร่วมการประชุม IBD 2025 ชมผลงานวิจัยแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวม 28 เรื่อง เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ณ ห้องบอลลูม 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 – 17.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 9.00 - 17.00 น. และผู้สนใจสามารถทัศนศึกษา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนหลวง ร.9 และศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าของ ปตท. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสระบบนิเวศจริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และมูลนิธิ SOS เปิดรับ “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” พื้นที่ชลบุรี เน้นบทบาทสำคัญ “ตัวกลาง” ส่งต่ออาหารสู่กลุ่มเปราะบาง เพื่อขับเคลื่อน Food Bank
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ด้วยความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี (พมจ. ชลบุรี) เร่งขยายผลโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) เพื่อลดปัญหาขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เดินหน้าขับเคลื่อนสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) ซึ่งจังหวัดชลบุรีเป็นหนึ่งใน 20 จังหวัดเป้าหมายในการขยายผลโครงการในปี 2568-2569 สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ได้รับบทบาทสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของโครงการ ด้วยการนำผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบูรณาการกับนวัตกรรมการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารและลดขยะอาหารของประเทศ โดยได้มีการลงพื้นที่อำเภอศรีราชา เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 เพื่อเยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานของเครือข่ายที่มีอยู่ และจัดประชุมระดมสมอง ณ โรงแรมเคป ราชา เพื่อขยายเครือข่าย “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ให้อาหารและผู้รับอาหาร เพื่อให้การส่งต่ออาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ช่วยกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีจากแหล่งต่าง ๆ ส่งต่อให้แก่กลุ่มคนเปราะบาง หรือผู้ขาดแคลนในพื้นที่ โดยมี นางสาวจันจิรา ไทยบัณฑิตย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือของภาครัฐในการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจจากเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน One Home พม.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิและสถานสงเคราะห์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) เข้าร่วมประชุมมากกว่า 50 คน
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อช่วยแก้ปัญหาการเกิดขยะอาหาร และแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ซึ่งจะมีการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทยให้ครบตาม 20 จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งจังหวัดชลบุรีเป็นหนึ่งในนั้น โดยโครงการฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบตัวกลาง “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ให้อาหารกับผู้รับอาหาร ซึ่งการมีเครือข่ายตัวกลางที่แข็งแกร่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานในพื้นที่ เนื่องจากอาสาสมัครรักษ์อาหารจะเป็นกลไกหลักในการลงไปกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีจากภาคธุรกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร หรือผู้ผลิต และนำส่งต่อให้กับผู้ขาดแคลนในชุมชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
ด้าน นายณัฐพล เกษมราษฎร์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ SOS กล่าวว่า “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ชลบุรี ซึ่งกลุ่มอาสาสมัคร เครือข่ายจิตอาสา หน่วยงาน หรือประชาชนในพื้นที่ชลบุรีที่สนใจสามารถเข้าร่วมเป็น “ตัวกลาง” ในการกอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดี และส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กลุ่มคนเปราะบางในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้ โดยขั้นตอนการเข้าร่วมเป็น “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” จะเริ่มตั้งแต่การรับสมัคร การฝึกอบรมทั้งในรูปแบบออนไลน์ จนถึงการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ โดยยึดหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่ได้รับบริจาคมีคุณภาพดีและปลอดภัย พร้อมส่งต่อไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง
พร้อมกันนี้ ภายในการประชุมระดมสมอง ยังมีผู้แทนจากสมาคมส่งเสริมและพัฒนาคนพิการไทย และผู้แทนเครือข่ายอาสาสมัครบ้านบึง มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเป็นอาสาสมัครรักษ์อาหาร และมุมมองในการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมระดมสมองเพื่อขยายเครือข่าย “อาสาสมัครรักษ์อาหาร” ในพื้นที่ จังหวัดชลบุรี ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศการจัดการอาหารในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจและเชิญชวนเครือข่ายจิตอาสา รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการส่งต่ออาหาร เพื่อให้การดำเนินการในจังหวัดชลบุรีเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการและสร้างความยั่งยืนทางอาหารแก่ชุมชน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวทช. โทร. 02 5647000 อีเมล foodbank@nstda.or.th เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/foodbank/ และมูลนิธิ SOS โทร. 02 0751417, 062 6750004 และ Facebook: @sosfoundationthai
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2568
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ในโอกาสนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ และเข้าร่วมในพระราชพิธีฯ พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานราชการ ข้าราชการ และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ที่มาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
การเข้าร่วมในพระราชพิธีฯ ครั้งนี้ แสดงถึงความจงรักภักดีและร่วมสืบสานประเพณีอันสำคัญของชาติ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับพันธมิตร แถลงข่าวจัดประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2025 สนองพระราชดำริฯ ขับเคลื่อน “ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม” สู่เวทีโลก
(วันที่ 21 ตุลาคม 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ครั้งที่ 18” (The 18th International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) หรือ i-CREATe 2025 ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการนานาชาติและเวทีประกวดนวัตกรรมด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อส่งเสริมและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก
การประชุม i-CREATe ถือเป็นเวทีสำคัญระดับภูมิภาคที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน มีการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องกว่า 18 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิด “การมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและผู้สูงอายุ” ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสมาชิกกลุ่มความร่วมมือฯ หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานทุกปี ยกเว้นในปี พ.ศ.2563 และ 2565 (ปี พ.ศ.2565 มีพระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิดงานประชุมฯ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019)
ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ และประธานคณะอำนวยการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ i-CREATe 2025 กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่พระองค์ท่าน ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ จากความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบัน i-CREATe ได้เติบโตสู่เครือข่ายความร่วมมือระดับเอเชียในนาม CREATe Asia และเป็นมากกว่า “งานประชุมทางวิชาการ” แต่คือ “ระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่ผสานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ, การประกวดนวัตกรรมเยาวชนระดับโลก และนิทรรศการเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ และต่อยอดงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนอย่างแท้จริง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ได้มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกขับเคลื่อนหลักและเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองพระราชดำริฯ เรามุ่งมั่นผสานความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ครบวงจร พร้อมใช้เวที i-CREATe เป็นศูนย์กลางสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน “เรายังมุ่งสนับสนุนนักวิจัยและวิศวกรไทยอย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เยาวชนได้นำผลงานเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลกอย่างการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (Global Student Innovation Challenge: gSIC) ซึ่งในปีที่ผ่านมา ทีมเยาวชนไทยที่ สวทช. สนับสนุน 10 ทีม สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศโดยคว้ารางวัลกลับมาได้ถึง 9 ทีม จากเวที i-CREATe 2024 ณ ประเทศจีน” ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ กล่าวเสริม
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม i-CREATe 2025 ในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” เราให้ความสำคัญกับการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ ผ่านความร่วมมือข้ามศาสตร์ ทั้งด้านแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสหเวชศาสตร์ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนตามพระราชดำริฯ อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ หรือ BART LAB คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานการจัดประชุมวิชาการ i-CREATe 2025 กล่าวว่า การประชุม i-CREATe 2025 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิด “Empowering Lives: Human-Centered Innovation in Health, Wellness, Aging, and Abilities” จะเป็นศูนย์รวมของบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักศึกษาจากทั่วโลก โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด Professor O. Khatib ผู้บุกเบิกด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถส่งผ่านความรู้สึกทางไกลได้ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ และยังมีวิทยากรจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ โปรตุเกส ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เป็นต้น เข้าร่วมบรรยายและเสวนาในกลุ่มแขกรับเชิญพิเศษอีกด้วย นอกจากนี้จะเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจ เช่น วิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หุ่นยนต์ช่วยดูแล และนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อเป็นเวทีส่งเสริมงานวิจัยและวิชาการเพื่อการพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ไปสู่การใช้งานจริงในระดับนานาชาติ
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ประธานกลุ่มความร่วมมือ CREATe Asia กล่าวว่า บทบาทของ CREATe Asia จะทำงานผ่านการเชื่อมโยงกับสมาชิกที่ตอนนี้มีอยู่ 14 หน่วยงานจาก 11 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง ไชนิสไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อินเดีย และมาเลเซีย เพื่อช่วยผลักดันและสนับสนุนระบบนิเวศของงานด้านวิศวกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation Engineering) และ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) CREATe Asia ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Global Alliance of Assistive Technology Organizations ที่จะช่วยขยายความเชื่อมโยงไปภูมิภาคอื่นของโลกด้วย
ภายในงานแถลงข่าวได้มีการจัดแสดงผลงานเด่นที่ได้รับรางวัลจากงาน i-CREATe 2024 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ ผลงาน Happy CP Gloves: Smiling Solutions for children with cerebral ถุงมือนวัตกรรมสำหรับเด็กที่มีภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) ช่วยลดอาการเกร็งของมือที่อาจทำให้เล็บจิกฝ่ามือจนเกิดบาดแผล และป้องกันกระดูกนิ้วและข้อมือบิดงอ โดย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับรางวัลเหรียญทอง ชนะเลิศอันดับที่ 1 ประเภทการออกแบบ (Design) และผลงาน ALL Wheelchair: AI Motion Tracking System for Monitoring Health and Activity ระบบติดตามการเคลื่อนไหวด้วย AI พร้อมเกมที่ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวสำหรับผู้ใช้งานวีลแชร์ เพื่อส่งเสริมการทำกิจกรรมทางกายและติดตามสุขภาพ โดย คณะสหเวชศาสตร์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รางวัลเหรียญเงิน ชนะเลิศอันดับที่ 2 ประเภทเทคโนโลยี (Technology)
ผลงาน Space walker อุปกรณ์ช่วยฝึกเดิน พร้อมระบบพยุงน้ำหนักบางส่วน นวัตกรรมเพื่อผู้ป่วยหลังกายภาพบำบัดและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย ผลงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากงาน i-CREATe 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผลงานที่มีการใช้งานจริงแล้ว นอกจากนี้ ยังมี ผลงาน BART LAB Intelligent Robotic Stair Climbing Wheelchair โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับรางวัล Honorable Mentioned Award จากงาน i-CREATe 2024 เข้าร่วมแสดงผลงานด้วย
สำหรับปีนี้ สวทช. ได้จัดการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับประเทศ (Thailand Student Innovation Challenge: SIC) โดยมีนักเรียนและนักศึกษาส่งผลงานเข้าประกวด 299 ทีม เพื่อคัดเลือก 10 ทีมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวด gSIC 2025 ต่อไป การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม i-CREATe 2025 ภายใต้แนวคิด “Empowering Lives: Human-Centered Innovation in Health, Wellness, Aging, and Abilities” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีการแพทย์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะของภูมิภาค เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืนผ่านพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


