หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ปล่อยคาราวาน กระทรวง อว.ลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลาและพื้นที่ภาคใต้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันที่ 5 ธันวาคม 2568 : พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมม (อว.) เป็นประธานปล่อย “คาราวานรถบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2” เพื่อลำเลียงความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. สถาบันอุดมศึกษาและภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดปัตตานี โดยมีสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการฟื้นฟูที่พักอาศัย สิ่งของจำเป็นทางด้านสาธารณสุข โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนายการนาโนเทค สวทช. คณะผู้บริหารจากหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.เข้าร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บริเวณหน้าอาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. (โยธี) รถบรรทุกได้นำสิ่งของบริจาคนวัตกรรมพร้อมใช้ของนาโนเทค สวทช.และพันธมิตร ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ประกอบด้วย โลชั่นกันยุง สูตรนาโน Skin Soft สำหรับทาผิวป้องกันยุง ไม่ระคายเคืองต่อผู้ใช้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบป้องกันได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดเข้มข้น Agermgo ใช้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 (1%) โดยเตรียมน้ำสะอาด 990 มิลลิลิตร แล้วนำไปแช่ เช็ดถู ฉีดพ่นในอาคาร โรงเรือน หรือบริเวณที่ต้องการฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที สเปรย์ไล่ยุง สูตรอ่อนโยนต่อผิว ครีมรักษาโรคน้ำกัดเท้า Whitfield และ ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเท้า บรรเทาอาการจากน้ำกัดเท้าในช่วงน้ำท่วม สิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดจะถูกนำไปกระจายยังจุดช่วยเหลือ 2 แห่งหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และวิทยาเขตปัตตานี โดยจะมีเจ้าหน้าที่ อว. ลงพื้นที่ส่งมอบถึงมือประชาชน และสำรวจความต้องการเพิ่มเติมเพื่อวางแผนการสนับสนุนในระยะฟื้นฟูต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จากสวนปาล์มสู่มหานคร: EnPAT นำร่องใช้งานจริงในกรุงเทพฯ ร่วมกับ กฟน. จุดประกายเครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว
(วันที่ 4 ธันวาคม 2568) ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ : นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวการใช้งาน EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทยในระบบไฟฟ้าสังคมเมือง ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง “EnPAT พลังแห่งนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนมหานครสู่อนาคตที่ยั่งยืน” พร้อมด้วย รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ นายไตรภพ เธียรถาวร กองบริหารจัดการหม้อแปลงระบบจำหน่าย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายสุเทพ สิงหฤกษ์ ผู้อำนวยฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายอาศิรวรรธน์ โพธิพันธุ์ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการพิเศษ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นายเสกสรร ครองพาณิชย์ กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ธัญญรัตน์ บุญถีกูล ผู้จัดการฝ่ายงานการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) และนายกวิน กิตติรัตนวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า การไฟฟ้านครหลวงมีความยินดีที่ได้ร่วมพัฒนา EnPAT กับ สวทช. และพันธมิตร มาตั้งแต่ต้นจนถึงความสำเร็จในการนำร่องใช้งานหม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่การไฟฟ้านครหลวงเขตลาดกระบังเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย ความยั่งยืน และอนาคตของมหานคร โดย EnPAT สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) ของ กฟน. เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าที่สะอาดและมั่นคง ทั้งนี้ Green Electricity ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Green Data Center ในภูมิภาค ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพ โดย กฟน. พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ นอกจากนั้น EnPAT ยังช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรกว่าสี่แสนครัวเรือน และเป็นต้นแบบการขยายสู่หม้อแปลงในพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การนำร่องใช้งาน EnPAT ในแขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง ไม่เพียงเป็นความสำเร็จของ กฟน. แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของ กรุงเทพฯ ในการยกระดับความปลอดภัยของระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย “กรุงเทพ 9 ด้าน 9 ดี” โดยเฉพาะด้าน “ปลอดภัยดี” มุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยที่อาจเกิดขึ้น จากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพฯ พบว่าในปี 2568 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคม มีเหตุอัคคีภัย จำนวน 3,443 ครั้ง ซึ่งเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร จำนวน 1,243 ครั้ง น้ำมัน EnPAT มีจุดเด่นที่จุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันหม้อแปลงทั่วไป ทำให้การลุกติดไฟเกิดได้ยาก ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หม้อแปลงระเบิดในพื้นที่ชุมชน นอกจากนี้ หากเกิดการรั่วไหล น้ำมันชนิดนี้ยังสามารถย่อยสลายได้ง่ายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนในพื้นที่เมืองหลวง กรุงเทพฯ ขอชื่นชมทีมวิจัยจาก สวทช. และ กฟน. รวมถึงทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันนวัตกรรมนี้สู่การใช้งานจริง กรุงเทพฯ เห็นถึงความสำคัญในการขยายผลการใช้งาน EnPAT ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนในทุกชุมชนได้รับความปลอดภัยในระดับเดียวกันกับพื้นที่นำร่อง และเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน กรุงเทพฯ พร้อมเดินหน้าเป็นเมืองต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืน และขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้ให้เกิดผลในระดับประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและอนาคตของประเทศ ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  กล่าวว่า EnPAT ได้รับรางวัล “PMUC Country First Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ” ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพในการรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)  ของอุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพมาร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสมและพร้อมต่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ การนำร่องใช้งานหม้อแปลงบรรจุ EnPAT ครั้งแรกของประเทศที่ จ.ชลบุรี โดย กฟภ. การต่อยอดในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดย กฟน. และการขยายการใช้งานเพิ่มเติมในอนาคต โดย กฟผ. จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความต้องการ ที่ชัดเจนและผลักดันการผลิตและใช้งานน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม ความสำเร็จในวันนี้แสดงถึงการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการไฟฟ้า เพื่อสร้าง ความต้องการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า EnPAT ไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาคการเกษตรตามยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าผลผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทยกว่า 400,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. กล่าวว่า วันนี้ ENTEC ขอเปิดบทใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานไทย โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไปจนถึงระบบไฟฟ้าในเมืองหลวง สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีที่ผลักดันการเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน ENTEC จึงพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ (ENPAT) ตามกลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand (STIST) ของ สวทช. โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทั้งนี้ บทบาทเชิงรุกของ กฟน. กฟภ. และ กฟผ. ในการนำร่องใช้งานจริง ร่วมกับการกำหนดนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความต้องการที่ชัดเจนในการใช้งาน EnPAT และผลักดันให้เกิดการผลิตและใช้งานในเชิงพาณิชย์  ซึ่งจะเปิดประตูสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงของประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การผลักดันให้เกิดความต้องการจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมหม้อแปลงชีวภาพของไทย แต่ยังเป็นการกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 4 แสนครัวเรือน ด้าน ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวเสริมว่า EnPAT ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของระบบไฟฟ้าและส่งเสริมไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งจะทำให้ไทยพร้อมตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero และการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียวในภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากการไฟฟ้านครหลวง นำมาสู่การนำร่องในงานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยหม้อแปลงที่ติดตั้งเป็นชนิด 3 เฟส ขนาด 150 กิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) ในระบบ 24 กิโลโวลต์ (kV) การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการติดตั้งหม้อแปลง EnPAT เครื่องแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ร่วมกับ กฟภ. นับจนถึงปัจจุบันได้จ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่า 1 ปี 8 เดือน และ  EnPAT กำลังก้าวต่อไปสู่ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยการสนับสนุนจาก กฟผ. โดยหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT มีแผนที่จะติดตั้งในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เขื่อนสิรินธร และในอนาคตอันใกล้จะมีการศึกษาการนำร่องใช้งาน EnPAT เพิ่มเติม ได้แก่ การใช้งานในหม้อแปลงแกนเหล็ก Amorphous การใช้งานในหม้อแปลงเครื่องมือวัด การใช้งานทดแทนน้ำมันแร่ในการซ่อมบำรุงหม้อแปลง นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตหม้อแปลงสัญชาติไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิคและความเชี่ยวชาญในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT โดยความร่วมมือเชิงรุกร่วมกับบริษัทผลิตหม้อแปลงต่าง ๆ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความต้องการเชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งความต้องการที่เริ่มต้นจากหน่วยงานภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถือเป็นการวิจัยที่ผลักดันการใช้งาน EnPAT เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก EnPAT จึงไม่ใช่แค่น้ำมันหม้อแปลงชีวภาพ แต่คือพลังแห่งความร่วมมือเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมบริจาคสิ่งของฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม อว. เพื่อประชาชน
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้ส่งมอบสิ่งของสำหรับช่วยเหลือฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งมอบให้กับ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม อว. (ศปก.อว.) เพื่อประชาชน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมี นางสารี่ เจียรวาปี ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งสิ่งของทั้งหมด ศปก.อว. จะดำเนินการนำลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนต่อไป สิ่งของช่วยเหลือดังกล่าว ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้รับมอบผลิตภัณฑ์พร้อมใช้จากพันธมิตรที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. ได้แก่ โลชั่นกันยุง สูตรนาโน Skin Soft จำนวน 5,000 ขวด จาก บริษัท โว อินโนเวชั่น จำกัด, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดเข้มข้น Agermgo จำนวน 120 ขวดและสเปรย์ไล่ยุง จำนวน 960 ขวด จากบริษัท ไบโอ อินโนเทค จำกัด, ครีมน้ำกัดเท้า Whitfield จำนวน 300 ขวด ผลิตโดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รวมถึงครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเท้า จำนวน 1,000 กระปุก ผลิตโดยโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง (CPP) นาโนเทค สวทช. เพื่อช่วยบรรเทาและฟื้นฟูวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ นวัตกรรมพร้อมใช้ ประกอบด้วย - โลชั่นกันยุง สูตรนาโน Skin Soft สำหรับทาผิวป้องกันยุง ไม่ระคายเคืองต่อผู้ใช้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบป้องกันได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดเข้มข้น Agermgo ใช้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 (1%) โดยเตรียมน้ำสะอาด 990 มิลลิลิตร แล้วนำไปแช่ เช็ดถู ฉีดพ่นในอาคาร โรงเรือน หรือบริเวณที่ต้องการฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที - สเปรย์ไล่ยุง สูตรอ่อนโยนต่อผิว - ครีมรักษาโรคน้ำกัดเท้า Whitfield และ ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเท้า บรรเทาอาการจากน้ำกัดเท้าในช่วงน้ำท่วม สวทช. โดยนาโนเทค เดินหน้าเต็มกำลังรับโยบาย กระทรวง อว. ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุดอย่างเต็มสรรพกำลังและต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งหน่วยงานการศึกษา วิจัย และเอกชนที่เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน วทน. และนวัตกรรมพร้อมใช้ไปสู่ภาคส่วนที่ต้องการทั้งในเชิงพาณิชย์ และเชิงสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ต้อนรับคณะบริษัทในเครือ SCG แลกเปลี่ยนเรียนรู้ Industry 4.0
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร วิศวกร และพนักงาน จากบริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เอสซีจี รูฟฟิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอสซีจี (SCG) การเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจนวัตกรรมและแนวโน้มด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ของไทย รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ สู่การเป็น Smart Factory โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต้อนรับและบรรยายภาพรวมการดำเนินงานของ สวทช. ในหัวข้อ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ในช่วงการบรรยาย สวทช. ได้จัดเตรียมหัวข้อที่สอดคล้องกับความต้องการของคณะฯ โดยเริ่มด้วยการบรรยายในหัวข้อ “เส้นทางสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของไทย ด้วย Thailand i4.0 Index” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม สวทช. จากนั้นเป็นการบรรยายเจาะลึกในหัวข้อ “The Sixth Sense of AI: Discovering Hidden Insights for Industrial Success” โดย ดร.กฤษฎา ท่าพระเจริญ นักวิจัยทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตอบโจทย์ผู้ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม หลังจากการบรรยาย คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC Learning Center) ณ อาคาร NECTEC Pilot Plant เพื่อศึกษาดูงานในส่วนของโรงงานแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลลีน, ระบบชุดสาธิตการเชื่อมต่อและการทำงานเครื่องจักรด้วย IIoT, ระบบควบคุมอัตโนมัติและ IIoT ในงานอุตสาหกรรม และ ชุดทดสอบมอเตอร์และระบบส่งกำลัง จากนั้นได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC2) เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพของคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของประเทศ โดยมีคณะวิจัยจาก ทีมระบบไซเบอร์-กายภาพ และ ThaiSC ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมให้การต้อนรับและแนะนำข้อมูล ตามลำดับ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวก. เปิดให้บริการศูนย์ข้อมูลการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีการเกษตร “ARDA-CADS” ยกระดับระบบ TARR รองรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลด้านการเกษตร เปิดให้บริการ ศูนย์บริการข้อมูลการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีการเกษตร (ARDA-CADS) มุ่งยกระดับจากระบบคลังข้อมูลการวิจัยการเกษตรไทย (TARR) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง รองรับผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม ทั้งนักวิจัย เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ สวก. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัย พัฒนาบุคลากรด้านวิจัยการเกษตร รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศด้านการศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และองค์ความรู้ทางการเกษตร ผ่านระบบ TARR ซึ่งมีฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 50 หน่วยงาน และมีผู้ใช้งานต่อเนื่องตลอดหลายปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูล สวก. จึงพัฒนาระบบ ARDA-CADS ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างข้อมูล รูปแบบการใช้งาน และโมดูลสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ใช้ในการค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ และนำข้อมูลงานวิจัยไปใช้พัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ARDA-CADS ประกอบด้วย 3 ระบบหลัก ระบบค้นคืน (Search)สำหรับสืบค้นข้อมูลผลงานวิจัยและองค์ความรู้ทางการเกษตรจากหลากหลายแหล่ง ระบบ e-Scholarshipรวบรวมผลงานการศึกษา หลักสูตรฝึกอบรม และเนื้อหาความรู้จาก สวก. ระบบประเมินผลกระทบเชิงลึก (SROI)เครื่องมือวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมเบื้องต้นจากโครงการวิจัยด้านการเกษตร นอกจากนี้ ระบบยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยการเกษตร เพื่อเสริมความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพการนำความรู้ไปใช้จริง สวก. ขอเชิญชวนบุคลากร นักวิจัย และผู้สนใจทุกท่านเข้าใช้บริการได้ที่👉 https://cads.arda.or.thหรือทาง LINE Official: @arda พร้อมกันนี้ สวก. ขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ระบบ ARDA-CADS รวมถึงพิจารณาปรับเปลี่ยนแบนเนอร์จากระบบ TARR เดิม เป็นแบนเนอร์ระบบ ARDA-CADS ตามไฟล์แนบที่จัดส่งไปยังหน่วยงาน
ข่าว
 
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
งานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” และ “เกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” 4 – 7 ธันวาคม 2568
พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ได้กำหนดจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา “ภูมิพลังแผ่นดิน” และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดจัดงานมหกรรม “เกษตรไทยก้าวสู่อนาคต ด้วยศาสตร์พระราชา” ระหว่างวันที่ 4 – 7 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00–17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งดินโลก ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การเรียนรู้พระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดิน การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน  การจัดงานมุ่งเผยแพร่ศาสตร์พระราชาด้านการพัฒนาดิน น้ำ และการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ กิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน อบรมฟรี “วิชาของแผ่นดิน” จำนวน 16 วิชา ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่และการจัดการดิน–น้ำอย่างยั่งยืน ตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 200 ร้านค้า ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินของรัชกาลที่ 9 ชม ชิม ช้อป ผลิตผลเกษตรคุณภาพและนวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่ กิจกรรมพิเศษ วันที่ 5 ธันวาคม เวลา 08.00 น. ร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์จำนวน 69 รูป เวลา 17.00 น. พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมการแสดงโขนและบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้การเกษตรไทยในมิติใหม่ ผ่านศาสตร์พระราชาและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ หรือ www.wisdomking.or.th
ข่าว
 
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ผนึกกำลัง Qianhai Ehub ร่วมผลักดันสตาร์ตอัป ไทย–จีน สู่ตลาดนวัตกรรมโลก
28 พฤศจิกายน 2568 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ภายใต้การกำกับของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ ฮับผู้ประกอบการและนวัตกรรมใหม่ของเฉียนไห่-เซินเจิ้น-ฮ่องกง (อีฮับ) (Qianhai Shenzhen–Hong Kong Youth Innovation and Entrepreneur Hub: Ehub) โดยมี นายปีเตอร์ ม็อก (Mr. Peter Mok) ผู้จัดการทั่วไปอีฮับ ร่วมลงนามภายในงาน “ลานประชาคมเฉียนไห่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ปี 2568 (2025 ASEAN–CHINA GBA Economic Cooperation (Qianhai) Forum)” จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเฉียนไห่ (Qianhai International Convention Center)  เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว คุณเหวิน ผิง รองผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารเขตการค้าเสรีนำร่องจีน (กวางตุ้ง) พื้นที่เฉียนไห่และเซอโข่ว ในฐานะรองอธิบดีสำนักงานความร่วมมืออุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่เซินเจิ้น-ฮ่องกง ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสตาร์ตอัปและนวัตกรรมระหว่างไทยและจีน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านนวัตกรรม นักวิจัย และสตาร์ตอัป เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างระบบนิเวศระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน ดร.จุฬารัตน์ เปิดเผยว่า “อวท. และอีฮับเฉียนไห่ มีการทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดก่อนการลงนามในครั้งนี้ ซึ่งหนึ่งในผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจ คือ บริษัท นาโน โค๊ดติ้ง เทค จำกัด (Nano Coating Tech)  สตาร์ตอัป สมาชิกของอุทยานฯ ซึ่งถือเป็น สตาร์ตอัปไทยรายแรกที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของอีฮับ นับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดตลาดและสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊าของจีน อีกทั้งการลงนาม MoU ครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี 2568 สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์เอเชียน (แอสป้า) (Asian Science Park Association (ASPA) Annual Conference 2025) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปิดเวทีให้ผู้บริหารอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วเอเชียได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค ความร่วมมือกับเฉียนไห่จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง และจะช่วยผลักดันสตาร์ตอัปของทั้งสองประเทศให้เติบโต เป็นการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และร่วมกันสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายปีเตอร์ ม็อก กล่าวว่า “บันทึกความร่วมมือฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนวัตกรรมระหว่างสองประเทศ โดยผสานจุดแข็งของอีฮับซึ่งตั้งอยู่ในตลาดเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า กับความเชี่ยวชาญของ อวท. ในฐานะศูนย์กลางวิจัยและพัฒนาในภูมิภาค เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนสตาร์ตอัปและนวัตกรรมข้ามพรมแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง” ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในการขยายเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ และตอกย้ำบทบาทของ สวทช. ในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ได้รับใบประกาศ จากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ในกิจกรรม “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ”
กิจกรรม “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย” คือกิจกรรมที่ส่งเสริมการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องในประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และพื้นที่ใกล้เคียง โดยศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ได้จัดเตรียมสถานที่ภายในองค์กร และติดต่อบริษัทรับขยะกำพร้าเพื่อนำขยะไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) นอกจากนั้นศูนย์ประชุมฯ ยังรับขยะรีไซเคิลเพื่อส่งมอบให้กับทีม Less Plastic TU จาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมโครงการผลิตอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวาน โดยศูนย์ประชุมได้จัดทั้งหมด 5 ครั้ง รวบรวมขยะสำหรับ RDF ได้ 21,394 kg. และคัดแยกขยะรีไซเคิลได้รวมทั้งหมด 843 kg. ซึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 4,204.09 kg CO2 eq ครั้งที่ 1 วันที่ 9 มีนาคม 2567 “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 1” เป็นความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. กับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) โดยแยกขยะเพื่อแปรรูปเป็น RDF ได้ 1,400 kg และ แยกขยะรีไซเคิลได้ 43.80 kg ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 180.01 kg CO2 eq ครั้งที่ 2-5  เป็นความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) วันที่ 11 ตุลาคม 2567 “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 2” แยกขยะรีไซเคิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 191 kg CO2 eq วันที่ 21 ธันวาคม 2567 “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 3” แยกขยะรีไซเคิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,220 kg CO2 eq วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 4” แยกขยะรีไซเคิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,007 kg CO2 eq วันที่ 30 เมษายน 2568 “ขยะกำพร้าสัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ครั้งที่ 5” แยกขยะรีไซเคิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 605.02 kg CO2 eq (และกิจกรรม “ชุบชีวิตขยะ...ด้วยมือวิเศษ” เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ NSTDA Eco No Waste โดยรับบริจาคแก้วพลาสติก ห่วงฝากระป๋อง กล่องนม ณ สำนักงานกลางอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จัดกิจกรรมโดย ฝ่ายความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม สวทช. โดยเริ่มรวบรวมตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 67 -31 มี.ค. 68 ซึ่ง ได้ทำการส่งมอบกล่องเครื่องดื่ม น้ำหนัก 25 กิโลกรัม แก้วพลาสติกแข็ง น้ำหนัก 2 กิโลกรัม และห่วงกระป๋องอะลูมิเนียม น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งกิจกรรม 131.68 kg CO2 eq ซึ่งฝ่ายความปลอดภัยฯ ทำการส่งมอบให้กับกรมควบคุมมลพิษในวันที่ 11 เมษายน 2568)สวทช. ได้รับใบประกาศ จากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ในกิจกรรม “ขยะกำพร้าสัญจร ” ขอบคุณจากใจจริง เราจะเปิดอีกครั้งเดือนหน้า....วันที่ 13 ธันวาคม นี้นะคะ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘โดโลไมต์’ วัสดุทางเลือกทดแทนปูนซีเมนต์ เพิ่มโอกาสลดโลกร้อน ฝ่าวิกฤต CBAM
  อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับต้นของโลก โดย World Economic Forum ได้รายงานไว้ในปี 2565 ว่า ‘อุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของปริมาณการปล่อยรวมจากกิจกรรมของมนุษย์ทั่วโลก' ด้วยเหตุนี้การพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยลดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์รักษ์โลก โดยการนำวัสดุอื่นที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ามาใช้เป็นส่วนผสมทดแทนปูนซีเมนต์ (cement replacement) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการนำผงแร่โดโลไมต์ (dolomite powder) ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากกระบวนแต่งแร่ มาเพิ่มมูลค่าด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อใช้เป็นส่วนผสมทดแทนปูนซีเมนต์ในการผลิตปูนมอร์ตาร์ (ปูนก่อหรือฉาบ) และผลิตภัณฑ์คอนกรีต โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และภาคเอกชนไทย   [caption id="attachment_77809" align="aligncenter" width="750"] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ปกติการทำเหมืองหินแร่โดโลไมต์ ผู้ประกอบการจะนำแร่ต่าง ๆ ที่ได้มาบดให้มีขนาดตรงตามความต้องการของผู้รับซื้อ ผลจากการทำกิจกรรมดังกล่าวจะก่อให้เกิดวัสดุผลพลอยได้เป็นผงแร่โดโลไมต์ขนาดเล็กเกินกว่าจะจำหน่ายได้ปริมาณมาก ซึ่งแร่โดโลไมต์เป็นสารประกอบ CaMg(CO3)2 ที่นำมาผ่านกระบวนปรับแต่งโครงสร้างผลึกให้อยู่ในรูปของสารประกอบแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตซึ่งมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับปูนซีเมนต์ได้ ทีมวิจัยจึงมีแนวคิดที่จะแปรรูปผงแร่เหล่านี้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ [caption id="attachment_77808" align="aligncenter" width="750"] แร่โดโลไมต์ก่อนปรับสภาพ[/caption] “เมื่อได้ผงแร่โดโลไมต์ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาแล้ว ทีมวิจัยได้นำมาบดย่อยอีกครั้งเพื่อควบคุมขนาดอนุภาคให้มีขนาดตามเป้าหมาย ก่อนนำมาปรับสภาพพื้นผิวด้วยกระบวนการทางเคมีเพื่อเสริมสมบัติทางกลและทางกายภาพของวัสดุ รวมถึงสมบัติความเข้ากันของปฏิกิริยาทางเคมี จากนั้นจึงนำมาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานด้วยการใช้ผลิตเป็นปูนมอร์ตาร์ โดยนำผงแร่โดโลไมต์ที่ปรับสภาพแล้วไปใช้เป็นส่วนผสมทดแทนในสูตรเพื่อลดปริมาณปูนซีเมนต์บางส่วน ผลจากการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมพบว่า ผงแร่โดโลไมต์ที่ปรับสภาพแล้วใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ได้ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25–40” การนำผงแร่โดโลไมต์ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาใช้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำยังเป็นการสร้างเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุด้วย ดร.พิทักษ์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.7–0.9 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปูนซีเมนต์ 1 ตัน แต่การปรับสภาพผงแร่โดโลไมต์ที่ส่วนใหญ่มีขนาดอนุภาคเล็กหรือเป็นผงฝุ่นอยู่ก่อนแล้ว ให้มีสมบัติเหมาะกับการใช้ทดแทนปูนซีเมนต์นั้นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่ามาก ทำให้เมื่อนำไปใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ในสัดส่วนร้อยละ 25–40 จะช่วยลดค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การนำผงแร่โดโลไมต์ตกเกรดที่ปกติเหมืองแร่กำจัดด้วยวิธีการฝังกลบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศไทยให้ความสำคัญด้วย “การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์รักษ์โลกไม่เพียงช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่และวัสดุก่อสร้างไทยก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพที่จะผลิตปูนซีเมนต์ที่ค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ต่ำได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้ ‘Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM)’ หรือ ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน’ กับผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงแล้วได้เป็นอย่างดี” ดร.พิทักษ์ กล่าวเสริมทิ้งท้าย ปัจจุบันทีมวิจัยผลิตผงแร่โดโลไมต์สำหรับใช้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ได้ในระดับนำร่องหรือ pilot scale แล้ว โดยงานวิจัยนี้มีสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ทีมวิจัยกำลังหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการปรับข้อกำหนดให้เจ้าของทรัพยากรเป็นผู้ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองได้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งวัตถุดิบ และช่วยลดต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล อีเมล pitakl@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 08 9742 2548 ผู้ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา - กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งแร่ในประเทศเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ - บริษัทคอมพาวด์เคลย์ จำกัด ให้การสนับสนุนด้านการผลิตในระดับโรงประลอง - บริษัทจระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การสนับสนุนด้านการวิเคราะห์และทดสอบปูนมอร์ตาร์ เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
บริจาควันนี้… ได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่า และร่วมสร้างอนาคตวิทยาศาสตร์ไทยไปด้วยกัน
ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทแทบทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่สุขภาพ เกษตร อุตสาหกรรม ไปจนถึงการบริหารจัดการเมือง ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศจึงไม่ใช่ “ตัวเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างแท้จริง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่แข็งแรง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนทุกระดับ หนึ่งในองค์กรที่ทำหน้าที่นี้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์กรที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีศักยภาพมากขึ้นในทุกมิติ สิ่งสำคัญคือ “คุณเอง” สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทันที ผ่านการ บริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ สวทช. ซึ่งนอกจากจะมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาประเทศแล้ว ยังได้รับ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่า” จากมาตรการภาครัฐในรูปแบบของการลดหย่อนภาษี สูงสุดถึงสองเท่า เมื่อบริจาคตามเงื่อนไขที่กำหนด และด้วยเหตุนี้ การบริจาคจึงไม่ใช่เพียง “การให้” แต่คือ “การลงทุนเพื่ออนาคตประเทศไทย” ที่ให้ผลตอบแทนทั้งกับผู้บริจาคและประเทศร่วมกันอย่างแท้จริง เงินบริจาคของคุณ เปลี่ยนอนาคตประเทศได้จริง เงินบริจาคทุกบาทที่เข้าสู่กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. จะถูกนำไปเสริมสร้างโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศในหลากหลายมิติ ตั้งแต่งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงการส่งต่อสู่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเงินบริจาคถูกส่งต่อให้ถึงมือของนักวิจัยและโครงการต่าง ๆ จะเกิดผลกระทบที่ชัดเจน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นชุดตรวจโรคต้นทุนต่ำ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ หรือระบบหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ ในด้านเกษตรกรรม เงินบริจาคมีส่วนผลักดัน “นวัตกรรมเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)” ที่ช่วยให้เกษตรกรไทยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว เช่น เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพดิน ระบบรดน้ำอัจฉริยะ หรือเครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพผลผลิตที่เคยมีเฉพาะในต่างประเทศ ด้านการพัฒนาบุคลากร เงินบริจาคถูกใช้ในการสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม STEM ในพื้นที่ชนบท เปิดโลกให้เด็กไทยได้เข้าถึงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่อาจกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ผู้ประกอบการไทยเองก็ได้รับประโยชน์อย่างมากจากเงินบริจาค เพราะ สวทช. นำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นไปถ่ายทอดให้ SMEs และสตาร์ทอัพใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IoT ที่ช่วยโรงงานเพิ่มประสิทธิภาพ โซลูชันลดต้นทุนพลังงาน หรือแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทยอย่าง AI for Thai ซึ่งหลายคนคุ้นเคย เงินบริจาคนี้ยังช่วยสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ” เช่น ห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐาน เครื่องมือวิเคราะห์ระดับสูง และศูนย์กลางข้อมูลชีวสารสนเทศที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดขึ้นต่อไป โดยมี “การบริจาคของคุณ” เป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยให้โครงการต่าง ๆ เดินหน้าได้เร็วขึ้นและขยายผลได้กว้างขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 2 เท่า ที่คุ้มค่า มาตรการส่งเสริมการบริจาคให้แก่กองทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ภายใต้เงื่อนไขของกรมสรรพากร กำหนดให้ผู้บริจาคสามารถนำยอดบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึง สองเท่า ซึ่งคือการ “ให้สิทธิพิเศษมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง” ของประเทศ บุคคลทั่วไปสามารถใช้ยอดบริจาคแบบสองเท่านี้หักลดหย่อนภาษีได้ทันทีผ่านระบบ e-Donation ที่เชื่อมกับกรมสรรพากรโดยตรง ทำให้ขั้นตอนเรียบง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทหรือองค์กรนิติบุคคล สามารถนำยอดบริจาคไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 200% โดยกฎหมายกำหนดว่าภาระภาษีที่สามารถลดลงนี้ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วถือว่าเป็นมาตรการที่ช่วย “ลดภาระภาษีอย่างจับต้องได้มากที่สุด” และยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้าน ESG และ CSR ไปพร้อมกันช ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ หากบริษัทบริจาค 100,000 บาท บริษัทสามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 200,000 บาท ผลลัพธ์คือภาระภาษีลดลงจริง ขณะเดียวกันบริษัทก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ นี่คือการลงทุนที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย—บริษัทได้ประโยชน์ทางภาษีและภาพลักษณ์ ส่วนประเทศได้รับการสนับสนุนงานวิจัยที่จำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการสนับสนุนงานวิจัยของ สวทช. งานวิจัยและโครงการต่าง ๆ ที่ สวทช. ผลักดันมาตลอดหลายปีล้วนมี “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” และสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่ประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเพื่อพัฒนาข้าวไทยให้มีคุณภาพดีขึ้นและต้านทานโรค ซึ่งถูกถ่ายทอดสู่เกษตรกรจริงผ่านสื่อ สารคดี และการอบรมต่าง ๆ โครงการอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือกจากจุลินทรีย์ (Mycoprotein) ที่ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ การเร่งการเติบโตของธุรกิจอาหารด้วยนวัตกรรมในโครงการ Food Accelerate ที่สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่จำนวนมาก ด้านดิจิทัล อาทิ แพลตฟอร์ม AI for Thai ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย ซึ่งช่วยนักพัฒนาและผู้ประกอบการจำนวนมากได้เข้าถึง AI โดยไม่ต้องลงทุนสูง และในด้านสาธารณสุข สวทช. พัฒนาชุดตรวจภูมิคุ้มกัน COVID-19 แบบ ELISA ที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีเครื่องมือที่เชื่อถือได้และผลิตในประเทศเอง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกมากมายด้านอาหาร วัสดุ สมุนไพร และไบโอเทคโนโลยี ที่สร้างผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ของการสนับสนุนจากคนไทยทุกคน รวมถึงภาคธุรกิจที่มองเห็นว่าการลงทุนในวิทยาศาสตร์คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ประเทศในระยะยาว บริจาควันนี้ ได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งผู้บริจาคและประเทศไทย การบริจาคเข้ากองทุนของ สวทช. คือโอกาสในการร่วมสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะมันคือการช่วยให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง มีงานวิจัยที่ยกระดับมาตรฐานชีวิต และมีบุคลากรที่พร้อมแข่งขันกับโลก ผู้บริจาคจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดสองเท่า ได้สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของตนเองหรือองค์กร และได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการพัฒนาประเทศ ขณะที่ประเทศไทยจะได้รับงานวิจัยที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ได้แรงขับเคลื่อนใหม่ ๆ จากนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไป และได้ระบบนวัตกรรมที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง นี่คือมาตรการที่คุ้มค่าและเป็นการทำความดี ที่ไม่เพียงส่งผลในวันนี้ แต่จะส่งผลต่อไปในอีกหลายสิบปี “หนึ่งการบริจาคของคุณ…คือหนึ่งก้าวสำคัญของอนาคตประเทศไทย" ติดต่อสอบถาม งานสนับสนุนการวิจัยพัฒนาภาคเอกชน (PSR)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่งอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 🌐 เว็บไซต์: https://www.nstda.or.th/donation 📧 อีเมล:  ipd-psr@nstda.or.th 📞 โทรศัพท์: 0-2564-7000 ต่อ 1308, 1335
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
สวทช. ผนึกกำลัง TH-RIN และเครือข่ายวิจัยเอเชียแปซิฟิก (APRI) หารือยกระดับมาตรฐานจริยธรรมวิจัยไทย ชูเกณฑ์สากลคัดกรองคุณภาพ สกัดภัย AI ปลอมแปลง
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ เครือข่ายจริยธรรมการวิจัยแห่งประเทศไทย (TH-RIN) และ เครือข่ายจริยธรรมการวิจัยแห่งเอเชียแปซิฟิก (APRI) จัดการประชุมโต๊ะกลมระดับนานาชาติ “Bridging Borders for Research Integrity: APRI & TH-RIN Collaboration Forum” ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศกว่า 25 แห่ง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และระดมความคิดเห็น เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยของไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานคณะกรรมการเครือข่าย TH-RIN และที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. กล่าวเปิดงานความว่า “ความเชื่อมั่น (Trust) คือ รากฐานสำคัญของระบบนิเวศการวิจัย ในปัจจุบันบริบทการวิจัยโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางจริยธรรมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็งและเป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนักวิจัยไทยในเวทีสากล” รู้เท่าทัน “ธุรกิจรับจ้างทำวิจัย” และ “AI” ความท้าทายใหม่ของวงการวิชาการ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษหัวข้อ Paper Mills: A New Challenge for the Research and Academic Publishing นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัญหาธุรกิจการซื้อขายผลงานวิจัย (Paper Mills) หรือกระบวนการผลิตงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่ขาดคุณภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยพบว่าระบบการให้ผลตอบแทนทางการเงิน (Incentive) ที่มุ่งเน้นปริมาณการตีพิมพ์ อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดการกระทำผิดจริยธรรมได้ โดยในประเทศไทยได้มีการตรวจสอบความผิดปกติของนักวิจัยที่มีปริมาณงานตีพิมพ์สูงเกินจริง เพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาการ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบของเทคโนโลยี Generative AI ที่มีความสามารถในการสร้างชุดข้อมูลภาพทางวิทยาศาสตร์เสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน ซึ่งอาจถูกนำมาใช้สร้างผลการทดลองเท็จ ถือเป็นโจทย์ใหม่ที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือและมาตรการตรวจสอบให้เท่าทันเทคโนโลยี เสนอปรับเปลี่ยนเกณฑ์ประเมิน มุ่งสู่ “คุณภาพเหนือปริมาณ” ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.วัชระ กสิณฤกษ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยายในหัวข้อ Quantity Over Quality Trap สะท้อนมุมมองต่อวัฒนธรรมการตีพิมพ์ผลงาน โดยเสนอแนะให้หน่วยงานให้ทุนและสถาบันการศึกษา พิจารณาปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินนักวิจัย จากการเน้นจำนวน (Quantity) มาเป็นการพิจารณาที่คุณภาพ (Quality) และผลกระทบของงานวิจัยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในช่วงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมอภิปรายถึงแนวปฏิบัติสากล อาทิ การใช้ระบบ Portfolio หรือการคัดเลือกผลงานเด่น (Best Papers) จำนวนจำกัดมาใช้ประกอบการพิจารณาทุนหรือตำแหน่ง แทนการนับจำนวนชิ้นงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง TH-RIN เดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ” ศาสตราจารย์ ดร.สุภา หารหนองบัว จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.พนารัตน์ พนัสจุฑาบูลย์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้บรรยายถึงทิศทางและความก้าวหน้าของ TH-RIN โดยระบุว่า ประเทศไทยได้ยกระดับความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม โดย วช. ได้กำหนดให้การผ่านการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการขอรับทุนวิจัย ซึ่งในปีที่ผ่านมามีนักวิจัยผ่านการรับรองแล้วกว่า 6,000 คน พร้อมกันนี้ TH-RIN กำลังเร่งสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง สำนักงานจริยธรรมการวิจัย (Office of Research Integrity - ORI) เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำกับดูแล ให้คำปรึกษา และตรวจสอบภายในสถาบันด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ในช่วงท้าย ศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการเครือข่าย APRI และ TH-RIN ได้กล่าวสรุปทิศทางความร่วมมือในอนาคต โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือวิจัยระดับนานาชาติขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจ การที่ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยให้เป็นที่ประจักษ์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักวิจัยไทยได้รับความไว้วางใจและการยอมรับจากเครือข่ายวิจัยระดับโลก นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการวิจัยร่วมที่ยั่งยืนระหว่าง TH-RIN และ APRI ต่อไป   จัดโดย ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย สวทช. ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 0 2564 7000 ต่อ 71834 คุณรัตนพรรณ / 71844 คุณณัฐพัชร์ e-mail: QRI@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
หลักสูตร การพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจอย่างสัมฤทธิ์ผล (Achievement Problem-Solving and Decision-Making Skills Development: APD)
หลักสูตรการพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจอย่างสัมฤทธิ์ผล Achievement Problem-Solving and Decision-Making Skills Development (APD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Career for the Future Academy ขอเชิญผู้บริหาร หัวหน้างาน และบุคลากรที่ต้องการเสริมทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร APD หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถระบุ “ปัญหาที่แท้จริง” ได้อย่างชัดเจน ตลอดจนตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิผล นำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำเร็จและยั่งยืนขององค์กร เนื้อหาและประเด็นสำคัญ การคิดวิเคราะห์เชิงระบบเพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริง การแยกแยะระหว่าง “ปัญหา” และ “อาการของปัญหา” เทคนิคการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ขั้นตอนการใช้เครื่องมือแก้ปัญหาและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ฝึกปฏิบัติจริงผ่าน WORKSHOP เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้ทันที วิทยากร: ดร.วัลลภ ใหญ่ยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร และการจัดการสิ่งแวดล้อม กำหนดการอบรม: วันที่ 30 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ ค่าลงทะเบียน:  5,500 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81901 (คุณปานทิพย์)📌 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.career4future.com/apd
ปฏิทินกิจกรรม