หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. โดยนาโนเทค จับมือพันธมิตร ปูพรมใช้ “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นำร่องสร้าง “ขอนแก่นโมเดล” พร้อมตั้งเป้าขยายผลทั่วไทยในปี 2571
5 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ลงนามความร่วมมือด้าน “การนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต และภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น” โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดกิจกรรมอบรมการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครอบคลุมทั้ง 248 แห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อขับเคลื่อนการใช้ชุดตรวจคัดกรองอย่างครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด เป็นการนำร่อง 'ขอนแก่นโมเดล' ซึ่งตั้งเป้าขยายผลสู่ระดับประเทศภายในปี 2571 เพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนไทยด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่             ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “ขุมพลังหลักของประเทศ” ของ อว. โดย สวทช. นั้น เป็นการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ที่มุ่งเป้าหมาย 4 มิติ ประกอบด้วย การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาตนเอง ทั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัยของนาโนเทค ภายใต้ SF ชุดตรวจสุขภาวะ ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับประเทศด้านนวัตกรรมชุดตรวจสุขภาวะ ต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่สำคัญคือ ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนสังคมเท่าเทียมและยั่งยืน             “ชุดตรวจคัดกรองโรคไตนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand โดยเป็นนวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่ต่อยอดงานวิจัย 'AL-Strip' โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนทั่วไปใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง และทราบผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ในปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทยแล้ว 3 ราย คือ บริษัทอินโนซุส จำกัด, บริษัทเมดไบโอซิน จำกัด และ บริษัทไฮไลฟ์ เฮลท์ จำกัด นอกจากนี้ ยังส่งมอบชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้กับพันธมิตร อาทิ โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (CKDNET) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 7 ขอนแก่น สภาเภสัชกรรม และอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์นวัตกรรมให้กลุ่มผู้ใช้จริง" ดร.อุรชา กล่าว             ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค และผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. กล่าวว่า โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่การพึ่งตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ของประเทศ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประชาชน ด้วยกลยุทธ์การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากการนำผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง นำร่องด้วยนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต ที่มีความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ร่วมลงนามในครั้งนี้             ชุดตรวจคัดกรองโรคไตนี้เป็นการต่อยอดผลงานวิจัย ‘AL-Strip’ ชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง ทราบผลภายใน 5 นาที โดยผู้ใช้งานสามารถใช้ชุดตรวจได้ด้วยตนเองเพียงหยดปัสสาวะที่เก็บใหม่ลงในช่องที่กำหนดของชุดตรวจคัดกรอง จากนั้นอ่านผลจากแถบสีที่ปรากฏ (คล้ายกับการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19) หลักการทำงานของชุดตรวจนี้อาศัยการวิเคราะห์ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ โดยอัลบูมินเป็นโปรตีนที่เป็นสารประกอบหลักของเลือด หากพบว่ามีอัลบูมินเจือปนอยู่ในปัสสาวะเกินกว่า  20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ชุดตรวจจะแสดงผลด้วยแถบสี 1 ขีด หมายถึง ‘มีความเสี่ยงเป็นโรคไตในระดับสูง’ แนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลตรวจแบบนี้ ควรเข้ารับการตรวจโดยละเอียดที่สถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการรักษาตามระยะของความผิดปกติที่พบ หากผู้ป่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มต้น จะทำให้มีโอกาสหันกลับมาดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อชะลอความเสื่อมของไตได้ “สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครอบคลุมทั้ง 248 แห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้เกิดการคัดกรองด้วยชุดตรวจคัดกรองโรคไตอย่างเต็มศักยภาพในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เป็นการปูทางสร้าง “ขอนแก่นโมเดล” ขับเคลื่อนการคัดกรองโรคไตแบบเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ลดช่องโหว่ของการเข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรองโรคไตได้ตั้งแต่ระยะต้นของประชาชน จากค่าใช้จ่ายในการตรวจที่ค่อนข้างสูง รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ให้บริการตรวจยังมีไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ และด้านเทคนิคการแพทย์ในการดำเนินการตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจังหวัดขอนแก่นจะเป็นโมเดลนำร่องในการพัฒนาระบบการคัดกรองโรคไตแบบใหม่นี้ ก่อนที่จะขยายผลทั่วประเทศภายในปี 2571” ดร.เดือนเพ็ญเผย             นางสาลินี ไวยนนท์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ(ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และจังหวัดขอนแก่นเองมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 30,000 ราย จากการค้นหาและคัดกรองในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเพียงร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่าหากมีการค้นหามากขึ้นก็มีโอกาสในการพบผู้ป่วยโรคไตมากขึ้นด้วยเช่นกัน จังหวัดขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของการดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง โดยการส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และ อสม. ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ เช่น การคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ในด้านการรักษา จังหวัดขอนแก่นได้เตรียมพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การให้บริการ CKD Clinic ซึ่งมีครอบคลุมทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ การให้บริการ RRT (การบริการ APD CAPD การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม : HD และการส่งเสริมการปลูกถ่ายไต : KT) ที่มีความพร้อมและเพียงพอ ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับบริการ APD CAPD จำนวน 1,700 ราย HD จำนวน 2,978 ราย และ KT ที่ได้รับยากดภูมิ จำนวน 426 ราย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พร้อมทั้งมีการประสานงานกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม “แม้มีการจัดระบบบริการรักษาไว้รองรับอย่างดี แต่การป้องกันย่อมดีกว่า ต้องขอขอบคุณ สวทช. ที่สนับสนุนนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคไต ซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยตนเองและทราบผลภายใน 5 นาที เพื่อให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก โดยสามารถเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์อัตราการกรองของไต และเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยและรักษาตามแนวทางต่อไป” นางสาลินีกล่าว นายวัฒนา ช่างเหลา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไตเรื้อรังในประชาชน โดยการตรวจคัดกรองจะช่วยให้สามารถระบุผู้ที่มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพในระยะยาว โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นจะส่งเสริมการใช้นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไตและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดที่ได้รับถ่ายโอนมายังองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นอย่างครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 248 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ การดำเนินการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายการดูแลสุขภาพในชุมชน ร่วมกับ อสม. และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น “เราต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไตและส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระของระบบสาธารณสุขในจังหวัดขอนแก่น  ความร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการ “ค้นหา คัดกรอง ป้องกัน ชะลอไตเสื่อม” และการทำงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นย้ำ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 11 ฉบับที่ 7 ประจำเดือนเมษายน 2568
ข่าว สวทช. ร่วม UNFPA ผนึกพันธมิตร 8 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม SoSafe ยกระดับสุขภาพและความปลอดภัย ผ่านการพัฒนาชีวิตทุกช่วงวัย สวทช. คว้า 2 รางวัลผลิตสื่อสร้างสรรค์จากเวที Commu Max Competition วทช. โดยศูนย์ TECE ผนึกพันธมิตร สัมมนา Next-Gen Thai Automotive & Parts แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต สวทช. – บพข. ดัน MED Drive ปั้นธุรกิจเครื่องมือแพทย์ไทยสู่ยอดขายพันล้านหวังสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนด้วยนวัตกรรม อว. ร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทย และรักษาประเพณีอันดีงาม “วันสงกรานต์ ปี 2568” ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย: “แผนคม-คนพร้อม-ทีมเวิร์คแกร่ง” ถึงจะรอดในสนามแข่งโลก สคทช. จับมือ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีรับรองพื้นที่ปลอดการตัดไม้ รองรับกฎ EUDR ดันแพลตฟอร์มตรวจสินค้าโภคภัณฑ์ก่อนส่งออก EU สวทช. จับมือ Institute of Science Tokyo ยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรวิจัยสู่อนาคต กระทรวง อว. จับมือ สธ.  โดย สวทช. ม.มหิดล กรมการแพทย์ และพันธมิตร เปิดตัว Medical AI Data Platform แพลตฟอร์มกลางที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยคัดกรอง-หมอวินิจฉัยโรครวดเร็ว สวทช. คว้ารางวัล “TAB Digital Inclusive Award 2025” ตอกย้ำความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนทุกกลุ่ม “ศุภมาส” เดินหน้าขับเคลื่อน Soft Power จัดแข่งขันวาดภาพ Thai Youth Street Art ระดับอุดมศึกษา สวทช. นำ เสนอ 2 ชุดตรวจคัดกรอง “โรคในปลานิล-โรคใบด่างมันฯ” ช่วยเกษตรกรแก้ไขปัญหาในพื้นที่ นครพนม ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้รับมอบตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน ภายในงาน MICE Day 2025 กระทรวง อว. โดย สวทช. – กรมควบคุมโรค กระทรวง สธ. ผนึกกำลังใช้ระบบ DDC-Care Platform เทคโนโลยีรับมือโรคระบาดข้ามพรมแดน บริการแก่กลุ่มผู้แสวงบุญชาวไทยที่เดินทางเข้าร่วมพิธีฮัจญ์   Download เอกสารฉบับเต็ม (9.7 MB)  
จดหมายข่าว สวทช.
 
ผู้อำนวยการสวทช. พร้อมทีมนักวัสดุคำนวณไทยเข้าร่วมการประชุม ACCMS-11 ณ ประเทศญี่ปุ่น
วันที่ 1 มิถุนายน 2568 - เมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวปาฐกถาเปิดการประชุมวิชาการ The 11th General Conference of the Asian Consortium on Computational Materials Science (ACCMS-11) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2568 ณ เมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น การประชุม ACCMS-11 มีหน่วยงานหลักที่ร่วมจัดคือ ACCMS Global Research Centre, Yokohama National University และ Tohoku University โดยภายในงานมีการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบการบรรยายและโปสเตอร์ ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลายในวัสดุศาสตร์เชิงคำนวณ เช่น การพัฒนาวิธีการคำนวณใหม่ ๆ การประยุกต์ใช้ในวัสดุประเภทต่าง ๆ อาทิ วัสดุสำหรับพลังงาน วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุชีวภาพ และวัสดุโครงสร้าง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการวิจัยวัสดุ การประชุมครั้งนี้ มีนักวิจัยเข้าร่วมงานกว่าสองร้อยคน จากทั่วโลก โดยได้รับเกียรติจาก Steven G. Louie, Distinguished Professor of the Graduate School at the University of California at Berkeley (UC Berkeley), Talk Title: "Novel States in 2D Materials and Moire Structures: Many-Electron Interactions and Topological Effects" เป็น Plenary Speaker และมี Keynote Speaker ที่มีชื่อเสียงดังนี้ 1. Dr. Mohammad Khazaei, Assistant professor in the Department of Physics at the University of Tehran, Iran. Talk Title: From MAX phases to MXenes: A First-Principles Exploration 2. Prof. Umesh Waghmare, Professor, Jawaharlal Nehru Centre for Advanced Scientific Research, India, Talk Title: "Sensing Vibrations Using Quantum Geometry of Electrons" 3. Dr. Kwang-Ryeol Lee, Tenured fellow and Principal Research Scientist, Computational Science Research Center, Korea Institute of Science and Technology (KIST), Korea, Talk Title: "Standardization of AI Ready Materials Research Data Schema and Vocabulary" สำหรับนักวิจัยไทยที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย อาจารย์ นักวิจัย และ นักศึกษาปริญญาเอก จากหน่วยงานวิจัย และ มหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ รวมกว่า 20 คน ในการเข้าร่วมการประชุมวิชาการครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้สร้างเครือข่าย หารือการนำผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาจริงให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและประชาคมโลกได้ ซึ่งการวิจัยและพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุศาสตร์เชิงคำนวณ มีส่วนสำคัญในการวิวัฒนาการของเทคโนโลยีเป็นอย่างมากตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้คุณภาพชีวิตได้ถูกพัฒนาและยกระดับขึ้นตามความก้าวหน้าของวิทยาการขั้นสูงที่เกิดขึ้น และ ยังได้มีการชักชวนให้นักวิจัยให้มาร่วมใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC หรือ LANTA) ที่สามารถรองรับงานวิจัยเชิงคำนวณขนาดใหญ่ ซึ่ง สวทช. บริหารจัดการ โดยได้รับความสนใจจากนักวิจัยทั้งในส่วนของนักวิจัยไทยและต่างประเทศ ในงานเลี้ยงอาหารเย็นของการประชุม ACCMS-11 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ได้รับการประกาศเป็นผู้รับรางวัลเกียรติยศ ACCMS Lifetime Achievement Award โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ โยชิยูกิ คาวาโซเอ (Prof. Emeritus Yoshiyuki Kawazoe) ผู้ก่อตั้งและประธานคนแรกของ ACCMS เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ACCMS และมีความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องยาวนานกับการประชุม ACCMS ทั้งในส่วนของการประชุมหลัก และการประชุมย่อยต่างๆ รวมทั้งเคยเป็นผู้นำในจัดการประชุม ACCMS General Meeting ครั้งที่ 7 (ACCMS-7) ที่ประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 พร้อมจัดทำ Special Issue: Proceedings of The Seventh Conference of the Asian Consortium on Computational Materials Science (ACCMS-7)" ตีพิมพ์เมื่อปี 2557 อีกด้วย การประชุม ACCMS-11 เป็นการประชุมวิชาการหลักที่จัดแบบปีเว้นปีเวียนไปในประเทศสมาชิกต่างๆ โดย Asian Consortium on Computational Materials Science (ACCMS) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่ง ACCMS เป็น consortium ที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักวิจัยด้านวัสดุศาสตร์เชิงคำนวณและนักเคมีคำนวณจากสถาบันชั้นนำต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุด เสริมการเรียนรู้การใช้โปรแกรมคำนวณใหม่ๆ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในสาขาการคำนวณทางวัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นสหวิทยาการที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์และการจำลองสถานการณ์เพื่อทำความเข้าใจ ออกแบบ และค้นพบวัสดุใหม่ ๆ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Solar Sure แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ปลดระวาง สร้างความคุ้มค่าแผงโซลาร์ฯ มือสอง
  ปัจจุบันเทรนด์การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากประชาชนและภาคธุรกิจหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดีแม้โซลาร์เซลล์จะเป็นทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ แต่หากไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางแล้วอย่างเหมาะสม โซลาร์เซลล์จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หวนกลับมาทำร้ายโลกอีกครั้ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา "Solar Sure (โซลาร์ ชัวร์)" แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลและคัดกรองคุณภาพโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นตัวช่วยในการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้งานแล้วแต่ยังมีสมรรถนะสูงให้กลับมาใช้ซ้ำได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม   [caption id="attachment_69759" align="aligncenter" width="750"] ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีปริมาณการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ประมาณ 8 กิกะวัตต์ คิดเป็นจำนวนแผงไม่น้อยกว่า 40 ล้านแผง น้ำหนักไม่น้อยกว่า 600,000 ตัน  เมื่อแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้ถูกปลดระวางด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ชำรุด เสื่อมสภาพ ประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติ พื้นที่ถูกนำไปใช้งานอื่น หรือผู้ประกอบการขายไฟฟ้าคุ้มทุนแล้ว แผงโซลาร์เซลล์บางส่วนจะถูกนำไปขายต่อเป็นแผงมือสอง “แผงโซลาร์เซลล์มือสองที่มีการซื้อ-ขายกันในปัจจุบัน ยังไม่มีเกณฑ์ตรวจสอบแบ่งเกรดแผงที่ยังใช้ได้ ทำให้แผงโซลาร์เซลล์มีหลายระดับคุณภาพ ราคามีความหลากหลาย ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งบางครั้งผู้ซื้อก็ประสบปัญหาถูกหลอกลวง ได้รับสินค้าที่ใช้งานไม่ได้หรือเป็นของที่มีคุณภาพไม่คุ้มกับราคาที่จ่าย รวมทั้งไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน ส่วนแผงที่แตกหักเสียหายอย่างชัดเจนจะถูกนำไปฝังกลบ เนื่องจากเป็นวิธีกำจัดที่ต้นทุนต่ำสุด”   [caption id="attachment_69764" align="aligncenter" width="750"] โซลาร์ฟาร์ม[/caption] [caption id="attachment_69763" align="aligncenter" width="750"] โซลาร์เซลล์ที่ปลดระวางแล้ว[/caption]   ทุกวันนี้เริ่มมีการปลดระวางแผงโซลาร์เซลล์จากโซลาร์ฟาร์ม และในไม่ช้าจะมีปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกปลดระวางจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแพลตฟอร์มการจัดการแผงโซลาร์เซลล์มารองรับสถานการณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ซ้ำแผงโซลาร์เซลล์ให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด     ดร.อมรรัตน์ กล่าวว่า Solar Sure เป็นแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว โดยแพลตฟอร์มจะมีซอฟต์แวร์ประเมินระดับคุณภาพและเก็บข้อมูลว่าแผงโซลาร์เซลล์นั้นยังมีประสิทธิภาพเหลืออยู่เท่าใด ปลอดภัยต่อการนำกลับมาใช้งานหรือไม่ พร้อมทั้งคาดการณ์อายุการใช้งานที่เหลืออยู่ เพื่อสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการนำไปใช้งานต่อ “Solar Sure สามารถบันทึกข้อมูลสถานที่ สเปกยี่ห้อรุ่นของแผง สแกนบาร์โค้ด บันทึกภาพถ่าย ให้คะแนนการตรวจ ใส่ข้อมูลจำเพาะของแผงที่ได้จากการวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้า ประมวลผลคำนวณค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุด และอัตราการเสื่อมสภาพ จากนั้นจะแบ่งระดับคุณภาพแผงออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ A+, A, B, C, D, และ F ทั้งนี้ยังสามารถเลือกให้ประเมินตามเกณฑ์ของมาตรฐานการตรวจสอบความพร้อมใช้ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว คือ มศอ. 1011-2565 พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ออกฉลาก และรายงานสอดคล้องตามมาตรฐาน” นอกจากนี้ Solar Sure ยังใช้บันทึกข้อมูลตรวจแบ่งเกรดแผงได้ทุกประเภท ประมวลผลได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูลแผงได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ สะดวกในการใช้เก็บข้อมูลหน้างานจริง สามารถนำเข้าข้อมูลแผงได้ทั้งทาง Mobile application บนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS หรือทาง Website     ดร.อมรรัตน์ กล่าวว่า Solar Sure ผ่านการทดสอบฟังก์ชันการใช้งาน การทดสอบความเค้น การทดสอบปริมาณ การทดสอบความปลอดภัย และการทดสอบการใช้งานในสภาวะแวดล้อมจริง อีกทั้งได้ทดสอบเก็บข้อมูลแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใช้แล้วทั้งชนิดผลึกซิลิคอนและฟิล์มบางแบบต่าง ๆ ที่มีการใช้งานในประเทศไทย จำนวนรวม 1,350 แผง พบว่า สามารถเก็บข้อมูลที่หน้างานได้ครบถ้วน ถูกต้อง และรวดเร็ว ปัจจุบันมีการนำSolar Sure ไปใช้ตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ในโซลาร์ฟาร์มแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี สระแก้ว ชัยภูมิ และหนองคาย “สำหรับตัวอย่างการนำแผงโซลาร์เซลล์ไปใช้ซ้ำ เช่น แผงที่ยังมีสมรรถนะเกิน 70% สามารถนำไปใช้ในรูปแบบของระบบโซลาร์เซลล์แบบออฟกริด (Off-grid) คือ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่เชื่อมต่อกับสายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เช่น ระบบโซลาร์ปั๊มน้ำในการเกษตร ส่วนกรณีที่แผงมีสมรรถนะต่ำกว่า 50% แต่กายภาพยังดีอยู่สามารถนำไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ฉากกั้นโต๊ะทำงานในออฟฟิศ หรือแผงกั้นห้องประชุมได้ ถือเป็นแนวทางการนำแผงโซลาร์เซลล์ปลดระวางมาใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า ช่วยลดซากขยะแผงโซลาร์ก่อนเวลาอันควร”     นอกจากการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยคัดกรองและยืดอายุการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์แล้ว คณะวิจัยยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงาน และสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) จัดทำและผลักดัน “มาตรฐานการตรวจสอบความพร้อมใช้ของแผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว” ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีแนวทางการจัดการซากแผง ยืดอายุการใช้งาน เพิ่มความคุ้มค่า ชะลอปริมาณขยะจากซากแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงมีมาตรการรองรับการส่งซากแผงมาทิ้งจากต่างประเทศได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐาน “แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว” หรือ “แผงโซลาร์เซลล์มือสอง” มอก. 4410-2568  เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา” Solar Sure นับเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในการนำแผงปลดระวางจากโซลาร์ฟาร์มไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนการทิ้งทำลาย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดโซลาร์เซลล์ของไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดในประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจแพลตฟอร์ม Solar Sure ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 2711 หรืออีเมล amornrat.lim@entec.or.th เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์​ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วัชราภรณ์​ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย เอ็นเทค สวทช. และจาก Shutter Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. จับมือ ม.มหิดล ร่วมวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการให้บริการสุขภาพและการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดแบบองค์รวมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2568 มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา : คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.จารุกูล ตรีไตรลักษณะ คณบดี และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เรื่องโครงการวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการให้บริการสุขภาพและการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดแบบองค์รวมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยพิธีลงนามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันวิจัย บริการวิชาการ และบริการสุขภาพผ่านการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพนวัตกรรมให้บริการทางกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดทางไกลสำหรับประชาชน, เพื่อร่วมกันวิจัยสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีสำหรับประชาชน, ส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพแบบองค์รวมของผู้สูงอายุรวมถึงเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ณ ห้อง 505 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ขอขอบคุณ ภาพ/ข่าว โดย คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โชว์ระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต้นพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
  วันที่ 4 มิ.ย. นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ด้วยนวัตกรรมเกษตรมูลค่าสูง พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อน อววน. โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศ.ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวรายงาน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวต้อนรับ และมีนายโฆษิต เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม ดร.อภิรชัย วงษ์ศรีวรพล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. เข้าร่วม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม   โอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ได้จัดแสดงนิทรรศการวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ระบบอาหารเหลว และนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต้นพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อลดต้นทุน แรงงาน และระยะเวลาในการพัฒนาต้นกล้าพันธุ์ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร อาทิ กระชายดำ ขมิ้นชัน เป็นต้น โดยมี ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. ให้การต้อนรับและบรรยายให้คณะผู้บริหารและประชาชนที่มาเยี่ยมชมนิทรรศการของ สวทช.ได้รับทราบ   นายศุภชัย กล่าวในโอกาสการลงพื้นที่ว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดงาน จึงออกนโยบายและกลไกดำเนินการต่าง ๆ ในการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะสูง โดยเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาซึ่งเป็นผู้สร้างและพัฒนากำลังคน ทั้งระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไปที่กำลังหางาน และภาคการผลิตและบริการซึ่งเป็นผู้จ้างงานผ่านกลไกการจับคู่จ้างงาน การเชื่อมต่อภาคการศึกษา การพัฒนาทักษะระยะสั้นและระยะยาว การออกแบบหลักสูตรเฉพาะ ไปจนถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงไปยังมาตรการต่าง ๆ ในการสนับสนุนการพัฒนากำลังคน โดยการจัดตั้งศูนย์กลางการศึกษาและกำลังคนระดับสูง (Education & Talent Hub) ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเข้ามาจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาและร่วมจัดการศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาและการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศ (University consortium) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อาจารย์ผู้สอน นักศึกษา ทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร รวมถึงแบ่งปันระบบนิเวศเครื่องมือวิจัยโดยเฉพาะเครื่องมือระดับสูง และเครื่องมือเทคนิคเฉพาะทาง เพื่อดึงดูดนักศึกษาและกำลังคนระดับสูงจากต่างประเทศ   ผู้ช่วย รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประกอบด้วยอุทยานวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นนิคมวิจัยและนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคอุตสาหกรรมการส่งเสริมการร่วมลงทุนของสถาบันอุดมศึกษา/สถาบันวิจัย กับภาคเอกชน (University Holding Company) และระเบียบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (TLO) และการส่งเสริมบุลากรให้มีการพัฒนานวัตกรรมและการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การส่งเสริมเส้นทางอาชีพอาจารย์โดยนโยบายตำแหน่งวิชาการด้านนวัตกรรม และการส่งเสริมอาจารย์ นักวิจัย ให้ไปปฏิบัติงานภาคเอกชน (Talent Mobility) โดยการนำงานวิจัยและองค์ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์หรือร่วมวิจัยกับภาคเอกชน โดยในยุคที่โลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยไทยจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สอนแบบทั่วไป แต่ต้องสร้างงานวิจัยที่ลึก ชัด และมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ การวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยไม่ใช่แค่ ‘ตีพิมพ์’ แต่ต้อง ‘ใช้ได้’ กับโจทย์ของประเทศในอนาคตอย่างแท้จริง “หน้าที่ของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตหรือทำวิจัยในห้องแล็บ แต่ต้องทำ 3 เรื่องควบคู่กันอย่างเชื่อมโยง คือ 1. พัฒนาคนผ่านการศึกษาแบบยืดหยุ่นและทันโลก 2. พัฒนานวัตกรรมด้วยการวิจัยที่ตอบโจทย์พื้นที่ และ 3. พัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยจึงต้องร่วมมือกับชุมชน โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้เป็นผู้ร่วมสร้างความรู้ เปลี่ยนจากแหล่งผลิตบัณฑิตเป็นพี่เลี้ยงของชุมชน และเปลี่ยนจากหน่วยงานทางวิชาการเป็นพลังเปลี่ยนพื้นที่ ตนคาดหวังว่าการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตแต่คือการผลิต ‘คน’ ที่พร้อมจะอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับทุกวัยและเป็นระบบการศึกษาที่เปิดให้คนเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตจากทุกที่ทุกเวลาต่อไป” ผู้ช่วย รมว.อว. กล่าว   #อว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #NSTDA #สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ กรมป่าไม้ นำวิทย์และนวัตกรรม ลุยวิจัยพัฒนาพันธุกรรมและความหลากหลายชีวภาพ
สวทช. ร่วมมือกับ กรมป่าไม้ เซ็น MOU ผนึกกำลัง 5 ปี ร่วมวิจัย และพัฒนา ขับเคลื่อนภารกิจแบบบูรณาการรวมทั้งองค์ความรู้และนวัตกรรม พร้อมพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนักวิจัยรุ่นใหม่ ก้าวหน้างานวิชาการด้านพันธุกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ วันนี้ (4 มิถุนายน 2568) ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การวิจัย และพัฒนาวิชาการด้านพันธุกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ กรมป่าไม้ โดย นายสุรชัย อจลบุญ  อธิบดีกรมป่าไม้ ในการนี้ ดร.สุวรรณ ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ โดยมีผู้บริหารกรมป่าไม้ และ สวทช. เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารเทียมคมกฤส กรมป่าไม้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และกรมป่าไม้ ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือเพื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ในการอนุรักษ์พันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ของประเทศไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจในระดับพันธุกรรมและระบบนิเวศ สนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยจะมุ่งเน้นการสำรวจและศึกษาความหลากหลายของไม้มีค่า เช่น มะค่าโมง ประดู่แดง และกลุ่มเห็ดรา ทั้งในระดับสปีชีส์และพันธุกรรม การขยายฐานข้อมูล และการเก็บรักษาพันธุกรรมไม้มีค่าที่ปรับปรุงแล้ว เช่น ไม้พะยูง ที่มีคุณลักษณะที่ดีในธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ เพื่อจัดเก็บรักษาในระยะยาว  ซึ่งบทบาทหน้าที่สำคัญของ สวทช. โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ จะวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรม และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ จะศึกษาวิธีการอนุรักษ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ และการจำแนกเห็ดรา ขณะที่กรมป่าไม้จะดำเนินการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ไม้หายาก รวมถึงเห็ดและเชื้อรา นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนด้านการวิจัย พัฒนา สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ สนับสนุนการอนุรักษ์ด้านพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ ให้เกิดการสร้างความรู้ความเข้าใจในระดับพันธุกรรม ความสัมพันธ์กับระบบนิเวศ การเก็บรักษาตัวอย่างที่ได้จากการศึกษาวิจัยในระยะยาว  รวมถึงเพื่อบริหารจัดการข้อมูลและตัวอย่างที่ได้จากการศึกษาวิจัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2573 อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า กรมป่าไม้ขอขอบคุณ สวทช. ในการประสานความร่วมมือ และพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการพัฒนางานวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมด้านการป่าไม้ในระดับชาติ ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ของความร่วมมือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้หลากหลายสาขา เช่น กลุ่มไม้มีค่า กลุ่มเห็ดและรา ที่ทาง สวทช. มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในระดับชนิด (species) และระดับโมเลกุล (พันธุกรรม DNA) ความร่วมมือนี้จะเพิ่มฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในรูปแบบขององค์ความรู้และตัวอย่างเพื่อการศึกษาวิจัยในพิพิธภัณฑ์เห็ดรา ในธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biobank of Thailand รวมทั้งการเก็บรักษาพันธุกรรมแบบระยะยาวของไม้มีค่าที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ โดยเฉพาะไม้พะยูง สวทช. และ กรมป่าไม้ มีความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันครั้งนี้โดยจะได้ร่วมกันพัฒนาศักยภาพการวิจัยด้านป่าไม้ โดยใช้กลไกการบูรณาการ สนับสนุนเครื่องมือและเทคโนโลยีการวิจัยให้เหมาะสม และทันสมัย รวมทั้งพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้สามารถดำเนินการวิจัยและสร้างนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นการส่งเสริมการนำความรู้ด้านพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ ไปสู่การพัฒนางานวิชาการร่วมกัน ควบคู่ไปกับการรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียว การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับชาติต่อไป         
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาสุดเข้มข้น “MAKE SMEs GREAT AGAIN ด้วย AI: เครื่องมือเปลี่ยนเกมการขายและการตลาดยุคใหม่”
🔥 โอกาสทอง SMEs ไทย! พลิกเกมธุรกิจด้วย AI ในงานสัมมนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก อวท. และพันธมิตร! 🔥 หมดกังวลกับความท้าทายของ SMEs: "จะเพิ่มยอดขายโดยไม่ต้องตัดราคาได้อย่างไร?" และ "จะลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพได้อย่างไร?" เมื่อ AI คือคำตอบที่ใช่! อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด, บริษัท เอซิฟท์ จำกัด และ Microsoft Thailand ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาสุดเข้มข้น "MAKE SMEs GREAT AGAIN ด้วย AI: เครื่องมือเปลี่ยนเกมการขายและการตลาดยุคใหม่" 🗓️ วันที่: 24 มิถุนายน 2568 ⏰ เวลา: 13.00 - 16.30 น. 📍 สถานที่: โถง C ชั้น 1 อาคาร INC2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย งานนี้มีคำตอบ พร้อมเทคนิคใช้งานได้จริง! ไฮไลต์สำคัญที่คุณไม่ควรพลาด: ถอดบทเรียนเคสจริง: พบกับเรื่องราวธุรกิจที่รอดและพลิกฟื้นด้วยพลังของ AI พร้อมแนวทางการบริหารความเสี่ยงและการวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แนะนำ AI Tools ใช้ได้ทันที: เปิดโลก AI ยอดนิยมที่ทีมขายและการตลาดต้องรู้! ตั้งแต่ ChatGPT, Bitrix24 ไปจนถึง Generative AI พร้อมสาธิตการใช้งานจริง และเทคนิคที่ใช้แล้ว "เวิร์ก" แน่นอน สร้างความปลอดภัยก่อนเริ่มใช้ AI: เรียนรู้วิธีวางรากฐานความปลอดภัย (Security First) สำหรับการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ สิทธิ์เข้าร่วม Workshop สุด Exclusive: โอกาสพิเศษที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (รายละเอียดเพิ่มเติมในงาน)   พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ: คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายการตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย คุณพิมพ์สิรี รัตนสุนทร จาก Microsoft Thailand คุณนาวิก นำเสียง, CEO, บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด   สัมมนานี้เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการ SMEs ทีมขายและการตลาด ผู้บริหารยุคใหม่ นักธุรกิจที่อยากโตไวด้วย AI   เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อ "เปลี่ยนเกม" ธุรกิจของคุณสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ประภัสสร เวชชประสิทธิ์ (หนิง) โทร. 081 854 1844 อีเมล bcd@nstda.or.th ไม่มีค่าใช้จ่าย! (รับจำนวนจำกัด) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.sciencepark.or.th/th/seminar-event/343/make-smes-great-again ลงทะเบียน: https://tsp.hubmember.com/event/make-smes-great-again/
ปฏิทินกิจกรรม
 
ปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568
วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม รองปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง อว. ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และ นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการศูนย์ เนคเทค เป็นผู้แทนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. เข้าร่วมในพิธี  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Thai LLM และความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย
✨ร่วมเปิดมุมมองการพัฒนา ThaiLLM โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ พร้อมประเด็นความก้าวหน้า ความท้าทาย สู่ความร่วมมือ เพื่อสร้างอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของประเทศไทย🚀 . 🚨สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ขอเชิญทุกท่านร่วมงานสัมมนา “Thai LLM และความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย” พบผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในแวดวง AI มาร่วมนำเสนอมุมองความก้าวหน้า และความท้าทายในการพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ (Thai Large Language Model: ThaiLLM) เพื่อรองรับการพัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาไทย บริบท และวัฒนธรรมของคนไทยโดยเฉพาะ . 🎯ไฮไลท์กิจกรรมภายในงาน ✅การบรรยาย และเสวนา โดยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา นำเสนอการพัฒนา LLM ภาษาไทย รวมถึงบทบาทของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (HPC), ระบบคลาวด์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์การนำ LLM ไปใช้ประยุกต์งานจริง ✅Workshop สุด Exclusive เจาะลึกเบื้องหลัง “Pathumma LLM” LLM ภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิจัย เนคเทค สวทช. พร้อมทดลองใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ *เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียน Onsite และได้สำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น ✅บูธนิทรรศการ ผลงานวิจัยนวัตกรรม โซลูชันด้าน AI จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และบริการให้คำปรึกษาสำหรับผู้สนใจพัฒนา AI เพื่อใช้งานภายในองค์กร . 📅ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 🕘 9.00 - 15.00 น. 📌Onsite + Workshop: รับจำนวนจำกัด 📍ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนโยธี กรุงเทพฯ 🌍Online: ไม่จำกัดจำนวน ผ่าน Webex Event Platform 👉ลงทะเบียนได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/4wqQM 🆓(ไม่มีค่าใช้จ่าย) . 📢ห้ามพลาด! เพราะงานนี้คือโอกาสดีที่คุณจะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิด และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อช่วยขับเคลื่อนอนาคต ThaiLLM และการพัฒนา AI ของประเทศไทยได้อย่างมั่นคง
ปฏิทินกิจกรรม
 
ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา “ลุยวิกฤตการค้าโลกใหม่ด้วยระบบวิเคราะห์ทดสอบตามมาตรฐานสากล: บทบาท NQI โดย สวทช.”
ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา “ลุยวิกฤตการค้าโลกใหม่ด้วยระบบวิเคราะห์ทดสอบตามมาตรฐานสากล: บทบาท NQI โดย สวทช.” จัดโดย: สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วัน-เวลา: วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 08.30 – 15.30 น. สถานที่: ห้องประชุม CC-405 ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เนื้อหาสำคัญ: ระบบวิเคราะห์ทดสอบเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า การประเมินความปลอดภัย อาหาร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม มาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC17025 เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการจริงของหน่วยงานภายใต้ สวทช. รับจำนวนจำกัดเพียง 90 ท่านเท่านั้น ลงทะเบียนฟรีได้ที่: 👉 https://forms.gle/jukQx5MUzWwJFJfg7 สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 02-564-7000 ต่อ 71578 (คุณมนัสนันท์) อีเมล: manutsanan@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. และ สถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB) สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามความร่วมมือวิจัยเกษตรและชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากร
ปทุมธานี - 30 พฤษภาคม 2568 : 2 หน่วยงานวิจัยระดับประเทศของไทยและจีน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ สถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์คุนหมิง (Kunming Institute of Botany: KIB) สถาบันวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS) ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การผนึกกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำจุดเด่นของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนของจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนายหม่า มิงเกิง ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยผู้บริหาร และนักวิจัยจากทั้งสองหน่วยงานร่วมในงาน   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. และ KIB มีกรอบความร่วมมือเรื่อง international cooperation in education and research ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ถึง 29 พฤษภาคม 2573 โดยจะร่วมมือกันในหลายสาขา เช่น การพัฒนาผ้าแห่งอนาคต (next generation) จากวัสดุลูกผสมที่รวมไมซีเลียม (เห็ดรา) และเส้นใยจากพืชเข้าด้วยกัน และการศึกษาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจรของพืชเศรษฐกิจ เช่น มะม่วง ทุเรียน และอะโวคาโด ตั้งแต่งานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ งานภาคสนาม การใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช งานวิจัยโรคพืช งานวิจัยราทำลายแมลง งานด้านเห็ดรา ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และเทคนิคการเก็บรักษาเมล็ดระยะยาว (มากกว่า 50 ปี) รวมถึงการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และมีแผนในการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันอีกด้วย “ไบโอเทค สวทช. มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในหลายส่วนงาน อาทิ เห็ด รา ชีวภัณฑ์ จุลินทรีย์ทางการเกษตร คลังเก็บจุลินทรีย์ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพ ขณะที่ KIB ของจีน มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นที่ตั้ง KIB ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อน ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในการวิจัยการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายากและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานวิจัยที่มีองค์ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ครั้งนี้ จึงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการร่วมกันอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค” Prof. Dr. Punuo Baimadanzeng (ศ.ดร.ผูหนัว ไป่มาตันเจิง) ผู้อำนวยการสถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB) กล่าวว่า สถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์คุนหมิง (Kunming Institute of Botany - KIB) เป็นสถาบันวิจัยชั้นนำด้านพฤกษศาสตร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สังกัดโดยตรงกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences - CAS) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2481 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความหลากหลายของพืชและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยสถาบัน KIB ตั้งอยู่ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อน KIB มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยมี Southwest China Germplasm Bank of Wild Species (GBOWS) ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เพื่อรวบรวม เก็บรักษา และศึกษาทรัพยากรชีวภาพของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์สายพันธุ์ป่า โดยเฉพาะในพื้นที่จีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่ากว่า 94,000 ตัวอย่าง จากกว่า 11,000 สายพันธุ์ พร้อมทั้งมีหน่วยงานรองรับการอนุรักษ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ธนาคารดีเอ็นเอ หน่วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และธนาคารจุลินทรีย์ ทั้งหมดนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายาก และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ รวมถึง KIB ยังมีสวนพฤกษศาสตร์คุนหมิง ซึ่งรวบรวมพืชมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ รวมถึงพืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ด้วย นอกจากนี้ KIB ยังมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ โดยร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ อย่าง Centre for Mountain Futures และมีโครงการวิจัยร่วมกับหลายหน่วยงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่หลากหลาย KIB จึงเป็นศูนย์กลางการวิจัยพฤกษศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้าน ดร.นัฐวุฒิ บุญยืน หัวหน้าทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร BIOTEC สวทช. เปิดเผยถึงแผนการในอนาคตว่า หลังจากลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทีมนักวิจัยทั้งสองหน่วยงานมีแผนจะขอทุนร่วมกัน เช่น กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC Special Fund: MLCSF) ซึ่งมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และทุนวิจัยร่วมระหว่างโครงการ CAS-NSTDA Joint Research Program ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) และ สวทช. เพื่อส่งเสริมการวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยไทยและจีนจาก KIB เป็นต้น
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์