ผลการค้นหา :
สวทช. – SCB เปิดปฐมนิเทศนักเรียนทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 7 เฟ้นหา ‘นักเรียน’ สายวิทย์ฯ สู่วิชาชีพ ‘นักวิทยาศาสตร์’
(วันที่ 14 กรกฎาคม 2568): ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย คุณศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม และทีมผู้บริหารจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีเปิดปฐมนิเทศและแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 จำนวน 7 คน และ JSTP-SCB รุ่นที่ 7 จำนวน 5 คน ที่ได้รับคัดเลือก โดยมีนักเรียนทุนในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ทุนระยะยาว รุ่นที่ 27 โครงการ JSTP-SCB ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 7 และนักเรียนทุนต่อเนื่องในโครงการฯ เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project : JSTP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านการพัฒนากำลังคนของ สวทช. มีเป้าหมายในการเฟ้นหาและคัดเลือกเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย เข้ามารับการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน โดยจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงคอยดูแลและให้คำแนะนำ เพื่อให้เด็กและเยาวชนแสดงศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก เพื่อพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมต่อไปในอนาคต”
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ กล่าวต่อว่า “ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 จากจำนวนที่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 507 คน ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการระยะสั้น 40 คน ซึ่งเยาวชนมีความมุ่งมั่นดำเนินโครงงานวิทยาศาสตร์ ภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่าง ๆ ของโครงการฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกผู้มีแววอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเข้ารับการส่งเสริมในระยะยาว จำนวน 7 คน ซึ่งเยาวชนทั้ง 7 คนจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาและการทำวิจัย เพื่อก้าวสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์/นักวิจัยต่อไปในอนาคต”
นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม และทีมผู้บริหารจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เห็นความสำคัญของการวางรากฐานความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการ JSTP-SCB เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนได้รับการบ่มเพาะผ่านการอบรมและพัฒนาทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมุ่งหวังให้เยาวชนเติบโตไปสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักเทคโนโลยี และนักนวัตกรรมที่มีคุณภาพและมีจริยธรรม สามารถปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากเยาวชนในโครงการ JSTP ทุนระยะยาว รุ่นที่ 27 แล้ว การปฐมนิเทศในวันนี้ ยังมีเยาวชนในโครงการการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อรับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่อาชีพวิจัย ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (โครงการ JSTP-SCB ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 7) ซึ่งคัดเลือกจากเยาวชนในโครงการ JSTP-SCB ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการสัมภาษณ์คัดเลือกให้รับทุน จำนวน 5 คน เพื่อเข้าสู่การรับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับปริญญาตรี รวมทั้งเชื่อมโยงและส่งต่อการรับทุนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
โอกาสนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ได้รับฟังการ “แนะนำทุนการศึกษา A*STAR ประเทศสิงคโปร์ และทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง “การแนะนำทุนการศึกษา TAIST Tokyo Tech” รวมถึง การแนะนำโครงการ Lindau GYSS DESY ภายใต้งานด้านพัฒนากำลังคนทาง วทน.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ’ วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
ปัจจุบันผู้คนอาจเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Big Data Analysis หรือการนำข้อมูลปริมาณมหาศาลมาสกัดเอาส่วนสำคัญไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น ใช้พัฒนาเทคโนโลยี Generative AI อย่าง Chat GPT และ Gemini, พยากรณ์อากาศ, วางแผนการตลาดของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่างานด้านเทคโนโลยีชีวภาพก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาลมาสกัดเพื่อใช้ประโยชน์เช่นกัน ทั้งเพื่อสร้างองค์ความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้ง ‘ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ’ ขึ้นในปี 2563 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอมิกส์ที่ทันสมัยที่สุดของประเทศไทย สำหรับขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมชีวภาพ พร้อมทั้งให้บริการวิจัย พัฒนา และทดสอบระดับโมเลกุล ในหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้ภาครัฐและเอกชน
‘โอมิกส์’ คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อเทคโนโลยีชีวภาพ
[caption id="attachment_71248" align="aligncenter" width="750"] ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า โอมิกส์ (Omics) คือ คำที่ใช้เรียกเทคโนโลยีและการศึกษาทางชีววิทยาในระดับโมเลกุลอย่างเป็นระบบและครอบคลุม โดยคำว่าโอมิกส์มาจากคำต่อท้ายของศาสตร์ย่อย เช่น จีโนมิกส์ (genomics) การศึกษารหัสพันธุกรรมในระดับจีโนม, ทรานสคริปโตมิกส์ (transcriptomics) การศึกษาการแสดงออกหรือการทำงานของยีน, โปรตีโอมิกส์ (proteomics) การศึกษาหน้าที่และการทำงานร่วมกันของโปรตีน และเมตาโบโลมิกส์ (metabolomics) การศึกษาการสร้างและการเปลี่ยนแปลงของสารเมตาบอไลต์หรือสารออกฤทธิ์
“หากอธิบายให้เข้าใจง่าย เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเบื้องหลังของเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและออกแบบปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย กุ้งกุลาดำในระดับรหัสพันธุกรรม, การสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เช่น ปะการัง โกงกาง เสือโคร่ง, การวิเคราะห์และประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชสมุนไพร เช่น กระชายดำ กะเพรา กัญชง กัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและการแพทย์, การวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของโปรตีนเพื่อการผลิตสารฟังก์ชัน เช่น เพปไทด์ คอลลาเจน
“ไบโอเทค สวทช. ได้ก่อตั้งศูนย์โอมิกส์แห่งชาติขึ้นในปี 2563 เพื่อดำเนินพันธกิจด้านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ พร้อมนำโครงสร้างพื้นฐานในระดับสากลนี้มาให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชนไทยแบบครบวงจร ทั้งบริการด้านการวิจัย พัฒนา และทดสอบ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนากำลังคนและการสร้างความร่วมมือในระดับสากล เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และขยายผลการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีด้วย”
เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
[caption id="attachment_71249" align="aligncenter" width="750"] ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. เล่าถึงหนึ่งในตัวอย่างผลงานเด่นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลสำหรับตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมด้วยดีเอ็นเอ หรือ DNA-based purity testing for F1 hybrid seeds ขึ้น เพื่อให้บริการสุ่มตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายว่ามาจากพ่อ-แม่พันธุ์ที่ต้องการหรือไม่ โดยใช้เวลาตรวจเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น (ตรวจได้มากถึง 10,000 ตัวอย่างต่อวัน) แตกต่างจากวิธีการดั้งเดิมที่ต้องใช้การสุ่มปลูกจริงเพื่อรอดูผลซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก
“การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ได้เร็วจะช่วยให้เกษตรกรได้รับค่าตอบแทนภายใน 2 สัปดาห์ มีเงินทุนไปใช้ผลิตรอบใหม่ทันที สามารถเพิ่มรอบการผลิตจากปีละ 1-2 รอบ เป็น 3-4 รอบหรือมากกว่าได้ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ส่งออกเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงได้เร็วขึ้น ช่วยให้เมล็ดพันธุ์มีอัตราการงอกที่ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการเก็บมานานแล้ว ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้
“ขณะนี้ประเทศไทยมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทหรือเป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากจีนและญี่ปุ่น หากผู้ประกอบการหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้นก็อาจสร้างมูลค่าการส่งออกได้มากขึ้นแบบเท่าตัว”
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปให้บริการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ลูกผสมครอบคลุมพืชเศรษฐกิจแล้วหลายชนิด เช่น ข้าวโพด มะเขือเทศ พริก แตงโม แตงกวา เมลอน มะระ ฟัก ฟักทอง บวบ มะเขือยาว นอกจากนี้ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติยังได้รับงบประมาณแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อให้บริการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลที่ใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสม สำหรับสร้างฐานข้อมูลดีเอ็นเอพ่อ-แม่พันธุ์ในประเทศให้แก่ SMEs ไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับตัวอย่างผลงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ดร.วิรัลดา เล่าว่า ที่ผ่านมาศูนย์โอมิกส์แห่งชาติได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ศึกษาและพัฒนาฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของปะการังชนิดที่เติบโตในน่านน้ำไทย เพื่อเฝ้าระวังการเสี่ยงสูญพันธุ์ รวมทั้งใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ทีมวิจัยยังกำลังศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้ปะการังแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่อการฟอกขาวแตกต่างกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์ปะการังในน่านน้ำไทย
“ทีมวิจัยยังร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สร้างฐานข้อมูลลายนิ้วมือทางพันธุกรรมหรือ DNA fingerprint เพื่อใช้ระบุตัวเสือโคร่งทั้ง 6 ชนิดย่อย ประกอบด้วยเสือโคร่งไซบีเรีย เสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งอินโดไชนีส เสือโคร่งสุมาตรา เสือโคร่งจีนใต้ และเสือโคร่งมลายู เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ระบุรหัสพันธุกรรมของเสือแต่ละตัวได้อย่างจำเพาะเจาะจง ไม่ต่างกับการตรวจลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมสัตว์ป่าแล้ว และในอนาคตอาจขยายผลไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของเสือโคร่งในไทยต่อไป”
ผลงานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ผลงานจากที่ทีมวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ได้หยิบยกมาเล่าด้วยจุดประสงค์สำคัญคือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการให้บริการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพด้วยเทคโนโลยีโอมิกส์ รวมถึงการให้บริการอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานระดับชั้นนำของเอเชีย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยได้ใช้ประโยชน์จากความพร้อมเหล่านี้ยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลผลงานวิจัยและขอรับบริการด้านการวิจัย พัฒนา และทดสอบ รวมถึงบริการด้านอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน ติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. โทร 0 2564 7000 ต่อ 71441 หรืออีเมล noc.th@nstda.or.th และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/noc
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงมอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวง อว. นำไปขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเปิดตัวโครงการ “1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น”
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แถลงนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวง อว. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำทีมคณะผู้บริหารของ สวทช. เข้าร่วมให้การต้อนรับและรับฟังนโยบาย ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ในการแถลงนโยบายให้กับคณะผู้บริหารของกระทรวง อว. น.ส.สุดาวรรณ มีความตั้งใจในการทำให้งานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
น.ส.สุดาวรรณ กล่าวอีกว่า นโยบายการทำงานของกระทรวง อว. แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
1. ด้านการพัฒนากำลังคน เน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงอุดมศึกษา และพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในปัจจุบันและอนาคต ได้แก่ การส่งเสริมทุนเพื่อการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทุนเพื่อให้โอกาสเรียนปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก สำหรับเด็กเรียนดี จำนวน 2,800 ทุน และทุนเพื่อพัฒนากำลังคนเฉพาะทางในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างเร่งด่วน เช่น ด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
ส่วนด้านที่ 2. คือการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยขอให้เน้นประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน จัดสรรทุน งบประมาณไปยังหน่วยให้ทุนหรือ PMU และจาก PMU ไปยังมหาวิทยาลัยและนักวิจัย ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการนำ ววน. ไปช่วยสนับสนุนภาคการเกษตรให้สามารถแข่งขันได้ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้าน ววน. ไปช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพผลผลิต เช่น การนำเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่น การทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา เป็นต้น นอกจากนี้การนำ ววน. เข้าไปช่วยในเรื่องการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และสุดท้ายต้องส่งเสริมการวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศ ทั้งจากการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้าง Deep Tech Start - Up ในประเทศ เช่น ด้านยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เป็นต้น
จากนโยบายดังกล่าว สวทช. มีความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง เช่น เทคโนโลยีชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบรวดเร็ว เพื่อให้เกษตรกรสามารถคัดกรองโรคได้ด้วยตนเอง ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค และลดความเสียหายต่อผลผลิต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยพัฒนาสารสกัดสำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางด้านการเกษตร ฯลฯ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เนคเทค เสริมแกร่งครู EEC อัปสกิล IoT เปิดอบรม 3 วันเต็ม ปั้นครูดิจิทัลยุค 4.0
2–4 กรกฎาคม 2568 | โรงแรมเวย์ โฮเทล รีสอร์ท เมืองพัทยา จ. ชลบุรี
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน ร่วมกับ SMC ACADEMY ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “IoT Fundamental Internet of Things” ให้กับครู 25 โรงเรียนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 50 คน ตลอด 3 วันเต็มเพื่อยกระดับทักษะและเตรียมกำลังคนสู่อุตสาหกรรม 4.0
เนื้อหาเข้มข้นตลอด 3 วัน วิทยากรหลักโดย นายปิยวัฒน์ จอมสถาน วิศวกร และหัวหน้าโครงการSMC Academy
วันแรก : ปูพื้นฐาน IoT เพื่ออุตสาหกรรม 4.0 เนื้อหาการอบรมเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักในยุคอุตสาหกรรม 4.0 พร้อมฝึกปฏิบัติการใช้ชุด I-Kit กับไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32 และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น LED เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น และแสง เพื่อสร้างความเข้าใจในระบบ IoT เบื้องต้น
วันที่สอง : ลงลึกการเขียนโปรแกรมและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมด้วย Library เพื่อสั่งงานอุปกรณ์ IoT ผ่านพอร์ต I2C โดยเน้นการใช้งานเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น และจอ LCD พร้อมเรียนรู้พื้นฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย (WiFi) ให้กับไมโครคอนโทรลเลอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ในวันถัดไป
วันที่สาม : ประยุกต์ใช้ IoT Platform & Dashboard ทำความรู้จัก IoT Platform และการสร้าง Dashboard เนื้อหาช่วงสุดท้ายเน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอด 2 วัน โดยผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้การใช้งาน NETPIE2020 ซึ่งเป็น IoT Platform สำหรับรับ–ส่งข้อมูลและควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองสร้าง Dashboard เพื่อแสดงผลข้อมูลจากอุปกรณ์ และฝึกออกแบบระบบ IoT ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้จริงในชั้นเรียน
เสริมกลยุทธ์การสอน IoT สู่บริบทสถานศึกษา
ในช่วงท้ายของการอบรม ผู้เข้าอบรมได้ร่วม กิจกรรมแลกเปลี่ยนแนวทางการออกแบบแผนการสอนรายวิชาเพิ่มเติม และการประยุกต์ใช้กิจกรรมจากหลักสูตร ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์: IoT Fundamental Internet of Things ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้แนวคิดและคำแนะนำ ได้แก่:
อาจารย์มานะ อินทรสว่าง ครูชำนาญการพิเศษ และหัวหน้าโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร ซึ่งมาแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน IoT ในโรงเรียน ผ่านแนวทางโครงงาน การบูรณาการเนื้อหาวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี และการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
คุณพิรุณรัตน์ ปุณยลิขิต นักวิชาการอาวุโส งานสำรวจวิเคราะห์แนวโน้มหลักสูตรและผลงานวิชาการ ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สวทช.นำเสนอแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในอนาคต และแนวทางการสนับสนุนครูในการต่อยอดกิจกรรมจากการอบรม ไปสู่ห้องเรียนจริง รวมถึงข้อเสนอแนะด้านการวัดและประเมินผลที่สอดรับกับสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน
บทสัมภาษณ์: อาจารย์มานะ อินทรสว่าง ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร
บทบาทของหลักสูตร IoT ในการเตรียมกำลังคนสู่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC
"เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในภาคอุตสาหกรรม การที่เรานำสิ่งนี้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะช่วยย่นระยะเวลาในการเตรียมคนให้พร้อมต่อการเรียนรู้และทำงานในโลกเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง"
อาจารย์มานะเล่าว่า ในระดับโรงเรียนแม้จะเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับ IoT อยู่บ้าง แต่ยังขาดแคลนเครื่องมือและโอกาสในการลงมือปฏิบัติจริง หลักสูตรและชุดฝึกอบรมที่นำมาใช้ในโครงการนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่จะช่วยสร้าง “พื้นฐานที่แข็งแรง” ให้กับเด็ก ๆ เพื่อก้าวสู่การเรียนรู้เชิงลึกในระดับอุดมศึกษา และต่อยอดสู่การทำงานในภาค อุตสาหกรรมโดยตรง อุปกรณ์และชุดฝึกอบรมที่มอบให้กับโรงเรียน เช่น ชุดบอร์ดอัจฉริยะ ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้แบบลงมือทำไม่ใช่เพียงแค่การดูการสาธิต ตัวอย่างเช่น โรงเรียนที่มีอุปกรณ์เพียง 1-2 ชุดจะสอนแบบรวมกลุ่มได้ยาก แต่หากมีมากพอนักเรียนจะได้ฝึกฝนทักษะจริงในเวลาเรียน หรือนอกเวลาเรียนก็ได้ตามความสนใจ สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ทักษะเทคโนโลยีเช่นนี้ ต้องอาศัยการทดลองจริง จึงจะเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
บทสัมภาษณ์ผู้เข้าอบรม
นายภาคภูมิ ศรีจันทร์นวน คุณครูโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา
อบรมนี้ไม่ใช่แค่ความรู้ใหม่ แต่คือแรงบันดาลใจในการต่อยอดให้เด็ก
เข้าร่วมอบรมครั้งนี้กับ อ.เต้ ปิยวัฒน์ สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเนื้อหาจะเข้มข้นแล้ว บรรยากาศการเรียนการสอนยังเต็มไปด้วยพลังและความกระตือรือร้น “ต้องตามให้ทัน” ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่ดีในการทบทวนความรู้เดิมและเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจัง
ความรู้ด้าน IoT สามารถนำไปต่อยอดได้ทันที โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มนักเรียนห้องพิเศษ เช่น ห้อง Gifted และ SMP ซึ่งต้องทำโครงงานจริงเพื่อใช้ในการแข่งขันและยื่นผลงานเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ครูได้นำสไลด์และเนื้อหาจากการอบรมไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทันที เด็กๆ ได้ลงมือทำจริง และมีชิ้นงานเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองในฐานะครู และต่อโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางพัฒนาเด็กสายเทคโนโลยี
นางสาวเบญจมาศ ชูศรี ครูชำนาญการ / หัวหน้างานพัฒนาเทคโนโลยีฯ โรงเรียนสัตหีบวิทยาคม จ.ชลบุรี
การติดกระดุมเม็ดแรกให้กับนักเรียนคือจุดเริ่มต้นสำคัญ
คุณครูเบญจมาศ เล่าว่า มีพื้นฐานในการสอนเรื่องไมโครคอนโทรลเลอร์อยู่บ้าง แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสหรือเชื่อมต่อกับระบบ IoT อย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ทำได้เพียงใช้งานแอปพลิเคชันพื้นฐาน เช่น Bluetooth หรือ Wi-Fi เท่านั้น การได้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน การเปิดโลกทัศน์ ที่ทำให้เห็นภาพรวมของ IoT ชัดเจนขึ้น และเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่จะนำมาปรับใช้กับการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
การถ่ายทอดความรู้สู่ห้องเรียน คุณครูมีแผนจะนำชุดอุปกรณ์ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้กับนักเรียนชั้น ม.5 ในรายวิชา “ออกแบบเทคโนโลยี” โดยตั้งใจจะไม่สอนเพียงแค่ทฤษฎี แต่จะเน้นการเชื่อมโยงกับการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้นักเรียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะปรับปรุงหลักสูตรคอมพิวเตอร์ของทั้งโรงเรียน ให้ทุกห้องเรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์ด้าน IoT อย่างทั่วถึง แม้อาจจะเหนื่อยกับการเริ่มต้นใหม่ แต่เชื่อว่า “การติดกระดุมเม็ดแรก” ให้กับนักเรียนคือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากเด็กได้รู้จักและมีโอกาสทดลอง อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกเดินต่อในเส้นทางสายเทคโนโลยี
นายชัยยันต์ สุพรรณ์ ครูผู้ช่วย วิชาสอนคอมพิวเตอร์
โรงเรียนนิคมวิทยา จ.ระยอง
IoT เป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าเราตั้งใจเรียนรู้ ไม่มีอะไรที่เกินความเข้าใจ
แม้จะมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและไมโครคอนโทรลเลอร์อยู่บ้าง แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสการทำงานของระบบ IoT อย่างจริงจังมาก่อน การเข้าอบรมในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างความเข้าใจ และทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า IoT ไม่ใช่เพียงเรื่องไกลตัว แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในห้องเรียนได้โดยตรง
โรงเรียนของคุณครูมี สมาร์ทฟาร์ม ที่ควบคุมด้วยระบบ IoT อยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้อาจยังเป็นภาพรวมที่เข้าใจยากสำหรับนักเรียน การอบรมครั้งนี้ช่วยให้สามารถ “แตกภาพใหญ่ให้กลายเป็นภาพย่อย” แยกกระบวนการแต่ละส่วนให้เด็กเข้าใจว่าแต่ละอุปกรณ์ทำงานอย่างไร และมีบทบาทอย่างไรในระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนนี้
นอกจากนี้ ชุดอุปกรณ์ที่ได้รับ I-Kit และเซนเซอร์ต่าง ๆ ยังช่วยให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น เหมาะสมกับห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยสามารถแบ่งกลุ่มให้นักเรียนได้ลงมือทดลองและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การประชุมพิษวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 15 (NCT15)
Toxicology for Health and Well-beingวันที่ 3 – 4 กันยายน 2568ณ ห้องประชุม MR224-225 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี ด้านพิษวิทยาแห่งชาติโดยภายในงานจะพบกับการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับ:
Microplastics และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
ความกังวลด้านสุขภาพจากฝุ่นละออง PM2.5
ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร
พิษวิทยาในระดับโมเลกุล
กรณีศึกษาจากศูนย์พิษวิทยาชั้นนำ
📌 เปิดรับบทคัดย่อ (Abstract) สำหรับการนำเสนอแบบโปสเตอร์ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2568
🔗 ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติม: www.thaitox.net
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. โดย BID ผนึก สป.อว. ชูโครงการ “Maturity Model” ปั้นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจไทยสู่เวทีโลก
(8 กรกฎาคม 2568) ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ข้อค้นพบและอบรมเชิงปฏิบัติการติดอาวุธ Incubator โครงการยกระดับขีดความสามารถหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ประจำปี พ.ศ. 2568 หรืออ "Maturity Model" พร้อมแถลงผลการดำเนินงานโครงการฯตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เพื่อยกระดับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ในประเทศไทยให้มีมาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี Mr. Julian William Web Managing Director, CREEDA และหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วมงาน
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กล่าวว่า ปัจจุบัน “หน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี” ทั้งที่เป็น Technology Business Incubator (TBI) หรือ University Business Incubator (UBI) ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลายเป็นผู้ประกอบการ และ Tech Startup ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก
สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ ผ่านการบ่มเพาะ พัฒนา และต่อยอดผลงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ และผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจาก CREEDA นำแนวทางการยกระดับหน่วยบ่มเพาะฯ อย่างเป็นระบบผ่านโมเดลการพัฒนาหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ที่เรียกว่า “Maturity Model” ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ช่วยให้หน่วยบ่มเพาะฯ สามารถประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลที่เทียบเท่าระดับนานาชาติ
“Maturity Model” เป็นแบบจำลองที่ช่วยให้หน่วยบ่มเพาะสามารถประเมินระดับความพร้อมของตนเองในหลากหลายมิติ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาวให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตามงานในวันนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงประสบการณ์และบทเรียนจากแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมกันยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถรองรับการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างแท้จริง” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับข้อเสนอแนะอย่างข้อเสนอแนะที่สามารถประมวลจากการทำงานมา 8 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหน่วยบ่มเพาะธุรกิจต้องปรับตัวใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.Data-Driven Impact Tracking ต้องวัดผลด้วยข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบ เช่น จำนวนงานที่สร้าง รายได้ที่เพิ่มขึ้น เงินลงทุนที่ได้รับ และติดตามผลในระยะยาว
2.Broaden Support Portfolio ต้องขยายบทบาทให้กว้างขึ้น จากเดิมที่เราอาจเน้นแค่การการอบรม การให้คำปรึกษา เราต้องเปิดรับรูปแบบใหม่ ๆ เช่น Digital incubation platform, Fab Labs & prototyping labs, Sector-specific incubation
3.Ecosystem Leadership หน่วยบ่มเพาะธุรกิจต้องเชื่อมเครือข่ายทั้งหมด ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และนักลงทุน เพื่อร่วมสร้างเครือข่ายและโอกาสให้กับผู้ประกอบการ
4.Leverage Certification & Best Practices เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะให้บริการอย่างมืออาชีพ พร้อมเรียนรู้และนำแนวทางใหม่ ๆ มาใช้ตลอดเวลา
5.Align to Regional Goals & Policy ต้องปรับแผนงานให้ตอบโจทย์ในแต่ละภูมิภาค ทั้งในแง่การสร้างงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และความหลากหลาย
6.Embrace Innovation & Tech Trends เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงใช้ระบบออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการให้คำปรึกษาและติดตามผล
นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ได้นำ "Maturity Model" ซึ่งเป็นแบบจำลองมาตรฐานสากลจาก CREEDA มาใช้ในการประเมินและพัฒนาหน่วยบ่มเพาะฯ โดยครอบคลุมมิติต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการองค์กร, การบริการผู้ประกอบการ, การสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการติดตามผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยความสำเร็จตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
1.การขยายเครือข่ายและการประเมินมาตรฐาน : มีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจกว่า 40 แห่งเข้าร่วมโครงการประเมิน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการให้ทัดเทียมระดับสากล โดยมีอัตราการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
2.การพัฒนาศักยภาพบุคลากร : จัดกิจกรรมอบรม "ติดอาวุธ Incubator" พัฒนาบุคลากรกว่า 100 คน ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น เช่น การตลาด การบริหารจัดการเทคโนโลยี และการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
3.การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากลมาปรับใช้ : โครงการได้นำแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การประยุกต์ใช้ AI (ChatGPT) และหลักการ Lean Startup Approach มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบ่มเพาะธุรกิจและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกท่าน ในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจไทยให้สามารถแข่งขันและเทียบเท่าระดับสากลอย่างแท้จริง
“ขอขอบคุณวิทยากรทุกท่าน ตลอดจนผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และวิทยากรจากต่างประเทศ ได้แก่ Mr. Ethan และทีมงานจาก CREEDA (Mr. Julian Webb, Mrs. Thea Chase และ Ms. Lehl Chase) ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาและเสริมสร้างระบบบ่มเพาะธุรกิจของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยยิ่งขึ้น” นางศันสนีย์ กล่าว
ทั้งนี้การอบรมเชิงปฏิบัติการ "ติดอาวุธ Incubator 2568" จัดขึ้นระหว่างในวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2568 โดยเน้นการแถลงผลและทิศทางในอนาคต การเสวนาจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการเข้มข้นเพื่อเสริมทักษะบุคลากรบ่มเพาะธุรกิจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. โทร. 0 2564 7000 ต่อ 5945 อีเมล : maturitymodel@nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เชิญร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า” วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงทะเบียนฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ขอเชิญผู้สนใจและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ“การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า”เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมฝึกปฏิบัติจริงจากผู้เชี่ยวชาญ
หัวข้อการอบรม:
พื้นฐานมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
✨ พิเศษ! หัวข้อเฉพาะกิจกรรมภาคสนาม:“การทดสอบหาคุณลักษณะมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (ภาคปฏิบัติ)”
วิทยากร:
ดร. บุรินทร์ เกิดทรัพย์หัวหน้าทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
📅 วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568🕘 เวลา 09.00 - 16.00 น.📍 ห้อง 11201 สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
✅ ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🔗 https://forms.cloud.microsoft/r/tEwsQi9nNs?
หรือสามารถสแกน QR Code จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อทำการลงทะเบียน
ปฏิทินกิจกรรม
คณะผู้บริหาร สวทช. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงของ สวทช. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรุงเทพมหานคร
โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ได้กล่าวบทอาเศียรวาท ถวายพระพรชัยมงคลดังนี้
ทินเปลี่ยน เวียนลุวาร ฉลองกาล สราญใจ
มหา มงคลสมัย ภูวไนย ไท้ ธรา
ปกเกศ เศวตฉัตร สยามรัฐ พัฒนา
เฉลิม พระชนมพรรษา ธ ปรีดา สถาพร
ราษฏร์น้อม ศิระกราน พระผ่านฟ้า นรากร
สักกะ นิรชร ผองอมร ประสิทธิ์ชัย
เกียรติก้อง ผ่องสกล นิรมล นิรามัย
ผ่องแผ้ว แคล้วโพยภัย คุ้มครองไทย ไปนิรันดร
บทอาศิรวาทประพันธ์โดย นายธนภัทร ศรีโมรา
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. สพฐ. ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.บูรพา หนุนเยาวชน EEC ผ่านค่าย Youth Camp ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และปัญญาประดิษฐ์ ก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพเทคโนโลยีแห่งอนาคต
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ระยอง จัดกิจกรรมค่ายเฉพาะทางสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Youth Camp) ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมแสนสุข 3 โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และครูที่ปรึกษาในพื้นที่ EEC เข้าร่วมจำนวนรวมทั้งสิ้น 162 คน กิจกรรมค่ายในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมการเรียนการสอนให้ทันสมัยก่อให้เกิดนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 และเสริมสร้างสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ EEC อันจะเป็นแนวทางให้นักเรียนได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และครูสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับสอนนักเรียนต่อไป
การจัดการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สวทช. กล่าวต้อนรับ และ ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา สพฐ. กล่าวเปิดการอบรม
เปิดฉาก Youth Camp เริ่มต้นด้วยการฟังบรรยายหัวข้อเรื่อง “แนวทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพในสายอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ” วิทยากรโดย คุณปิยวัฒน์ จอมสถาน วิศวกร จากศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 1 ใน 4 เมืองนวัตกรรมของ EECi, NECTEC สวทช.
ช่วงบ่ายเปิดโลกการเรียนรู้ ณ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวต้อนรับ โดย ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากนั้นเยี่ยมชมศูนย์ EEC Automation Park และศูนย์เชี่ยวชาญ EV Conversion (EVcon) เพื่อเข้าใจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมจริง
ผู้เข้าร่วมลงมือปฏิบัติ กิจกรรมฝึกปฏิบัติการ STEM Workshop ตามความสนใจจาก 4 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 Basic Coding with Embedded (Robot Car) ทดลองเขียนโค้ดควบคุมหุ่นยนต์รถยนต์ให้เคลื่อนที่ตามคำสั่งภายใต้เงื่อนไขภารกิจที่กำหนด เพื่อให้หุ่นยนต์เดินทางไปถึงจุดหมาย
กลุ่มที่ 2 Basic Electronics for EV เรียนรู้และเข้าใจพื้นฐานไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และระบบแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า
กลุ่มที่ 3 ห้องปฏิบัติการทางวัสดุศาสตร์ เรียนรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องมือ SEM (Scanning Electron Microscope) และฝึกปฏิบัติการส่องตัวอย่างโลหะชนิดต่าง ๆ เพื่อศึกษาลักษณะโครงสร้างจุลภาคของวัสดุ
กลุ่มที่ 4 ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ และการพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วน
วันที่สอง เริ่มต้นวันด้วย “กิจกรรม Intro Autonomous System” เรียนรู้องค์ประกอบพื้นฐานของระบบอัตโนมัติ ได้แก่ ส่วนรับรู้ (Sensor) ส่วนประมวลผล (Processor) และส่วนขับเคลื่อน (Actuator) ฝึกต่อวงจรไฟฟ้าทั้งแบบพื้นฐานและซับซ้อน ผ่าน “กิจกรรมนักนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ” ที่ให้แต่ละทีมร่วมกันออกแบบและจำลองการใช้งานระบบอัตโนมัติภายในห้องในรูปแบบที่เหมาะสมทั้งด้านการทำงาน และความสวยงาม เสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ การประยุกต์เทคโนโลยี และการสื่อสารภายในทีม
ภาคบ่าย นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Vehicles) ซึ่งเป็นการรวมศักยภาพของหลายเทคโนโลยี เช่น ระบบการขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และระบบเซนเซอร์ อธิบายอย่างเห็นภาพว่า เทคโนโลยีเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรม EV และชีวิตประจำวันในอนาคต กิจกรรมต่อเนื่องคือ “สนุกคิดพิชิตยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมฝึกต่อวงจร สร้างชิ้นงาน และใช้ตรรกะในการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลอง โดยแต่ละกลุ่มต้องออกแบบ พัฒนา และทดสอบยานยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนผ่านภารกิจที่กำหนด
วันสุดท้าย เริ่มต้นด้วย “กิจกรรมสนุกคิดพิชิตปัญญาประดิษฐ์” ช่วงแรกเรียนรู้การสอนคอมพิวเตอร์ในการแยกแยะรูปภาพสิ่งของต่าง ๆ ทำความรู้จัก AI พร้อมเข้าใจแนวคิดการจำแนกประเภท (Classification) ผ่าน “กิจกรรม Dichotomous key”
ถัดไปเป็น “กิจกรรม Teachable Machine” ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จาก Google AI โดยนักเรียนได้ฝึกสร้างโมเดล Machine Learning อย่างง่ายโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม เช่น การให้คอมพิวเตอร์แยกแยะวัตถุต่าง ๆ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ด้านเทคโนโลยีให้เข้าใจได้ง่ายและเข้าถึงได้จริง
ภายหลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายในครั้งนี้ นักเรียนและครูที่ปรึกษาจะได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานโครงงานนวัตกรรมของตนเอง โดยเน้นให้มีความสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์อัตโนมัติ ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพและความต้องการกำลังคนในอนาคต ทั้งนี้จะมีการติดตามความก้าวหน้าของผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมศักยภาพในการพัฒนาโครงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลงานทั้งหมดจะนำไปจัดแสดงในงานของ สพฐ. “มหกรรมแสดงผลงานทางวิชาการและนวัตกรรมแห่งอนาคต EEC Innovation for the Future Symposium 2025”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร “การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)”
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร"การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)"
🗓 วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 08:30 – 16:00 น.📍 ห้องประชุม 201 สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่🖥️ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
วัตถุประสงค์:
เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านจริยธรรมการวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงจริยธรรมที่ไม่พึงประสงค์
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและประสบการณ์จริงจากการดำเนินงานด้านจริยธรรมของหน่วยงาน
เพื่อส่งเสริมและยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ Research Integrity
👩🏫 วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสถาบัน อาทิ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ
🔗 ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมได้ที่: https://forms.gle/21JSE3AwLJ9HZagw5📩 สอบถามเพิ่มเติม: งานจริยธรรมการวิจัย QRIโทร. 0 2564 7000 ต่อ 71844หรือ 71834Email: QRI@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร “การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลหน่วยงานโดยใช้แพลตฟอร์ม CKAN Open-D” รุ่นที่ 4
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร“การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลหน่วยงานโดยใช้แพลตฟอร์ม CKAN Open-D” รุ่นที่ 4(Developing Agency Data Catalog with CKAN Open-D Platform)
เรียนรู้การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูล (Agency Data Catalog) ด้วยแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลที่พร้อมใช้ ใช้งานง่าย และเป็นไปตามมาตรฐานและบริบทของประเทศไทย
🗓 วันที่อบรม: 22 – 24 กรกฎาคม 2568📍 สถานที่: โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ💵 ค่าลงทะเบียน: 18,500 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
👉 รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่:https://www.career4future.com/cod
📧 สอบถามเพิ่มเติม: npd@nstda.or.th📞 โทร. 0 2644 8150 ต่อ 81898
ปฏิทินกิจกรรม
แกะกล่องงานวิจัย : ‘ส้อมวัดความเค็ม’ แค่จิ้มก็รู้ผลทันที
📌 เกี่ยวกับอะไร ?
ส้อมวัดความเค็ม คือ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคทราบถึงระดับความเค็มในอาหาร โดยระบุระดับความเค็มได้ตั้งแต่เค็มน้อย เค็มปานกลาง ไปจนถึงเค็มปี๋ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีปริมาณเกลือสูง และลดพฤติกรรมการปรุงที่เกินพอดี
[caption id="attachment_70858" align="aligncenter" width="750"] ส้อมวัดความเค็ม[/caption]
📌 ดีอย่างไร ?
ใช้งานง่าย เพียงจุ่มปลายส้อมลงในอาหารส่วนที่เป็นของเหลว (อุณหภูมิไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส) แล้วกดปุ่มเปิดการทำงาน ส้อมจะวิเคราะห์ปริมาณเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) หรือโซเดียมในอาหาร และแสดงระดับความเค็มเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ไฟสีเขียว หมายถึงเค็มน้อย ความเข้มข้นของโซเดียม 0.1-0.5% (หรือมีปริมาณโซเดียม 1-5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) ไฟสีเหลือง หมายถึงเค็มปานกลาง ความเข้มข้นของโซเดียม 0.6-0.9% และไฟสีแดง หมายถึงเค็มเกินไป ความเข้มข้นของโซเดียมมากกว่า 0.9% โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัม/วัน หรือคิดเป็นโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
หลังจากใช้งานแล้วให้ล้างส่วนปลายส้อมที่สัมผัสอาหารด้วยน้ำยาล้างจานหรือสบู่ แล้วเช็ดให้แห้ง แค่นี้ก็พร้อมนำใส่กระเป๋าพกพาไปใช้กับมื้อต่อไปได้เลย ทั้งนี้ส้อมวัดความเค็มมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 6-7 เดือน ใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กที่วางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป
📌 ตอบโจทย์อะไร ?
อุปกรณ์นี้จะช่วยให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ชอบบริโภคอาหารรสเค็มและผู้สูงอายุที่รับรู้รสเค็มได้น้อยกว่าปกติ ทราบระดับความเค็มของอาหารที่ไม่มีฉลากกำกับข้อมูลโภชนาการ เพื่อเลือกรับประทานได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะการบริโภคเกลือหรือโซเดียมปริมาณมากอาจนำไปสู่การเป็นโรคไตและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
องค์การอนามัยโลกเผยข้อมูลว่า 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตทำงานผิดปกติ และมีผู้ป่วยประมาณ 1 ล้านคนที่เสียชีวิตจากอาการไตวายเรื้อรังเนื่องจากไม่ได้เข้ารับการรักษา ขณะที่ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนประชากรเป็นโรคไตเรื้อรังสูง และเพิ่มสูงถึงร้อยละ 26 ในบางพื้นที่ (ข้อมูลจาก CKDNET ในปี 2565)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักทราบว่าตนเป็นโรคไตเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3-4 หรือเมื่อมีอาการป่วยปรากฏให้เห็นแล้ว ทำให้ไม่สามารถบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างเดียวได้ และอาจต้องเข้ารักษาด้วยการฟอกไตที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 200,000 บาทต่อคนต่อปี
📌 สถานะของเทคโนโลยี ?
ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณวรัญญู ผิวทองคำ เนคเทค สวทช. โทร. 0 2564 6900 ต่อ 2524 อีเมล waranyoo.phiwthongkham@nectec.or.th
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : จิ้มปุ๊บ รู้ปั๊บ “ส้อมวัดความเค็ม” เตือนผู้บริโภคเลี่ยงรับประทานอาหารเค็มเกิน
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อินโฟกราฟิกแกะกล่องงานวิจัยโดย ภัทรา สัปปินันทน์
อินโฟกราฟิกส้อมวัดความเค็มโดย วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ และฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


