ผลการค้นหา :
โครงการ JST-NEXUS ขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พัฒนาไฮโดรเจนสะอาดสู่อนาคตพลังงานของประเทศ
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนวัสดุชีวภาพจากอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นไบโอไฮโดรเจนบริสุทธิ์สูง เพื่อต่อยอดใช้เป็นเชื้อเพลิงในเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ในการประชุมครั้งนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. พร้อมด้วยทีมนักวิจัย ENTEC และ BIOTEC ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการ JGSEE ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ให้การต้อนรับคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Prof. Tatsumi Ishihara, Assoc. Prof. Miki Inada และ Assoc. Prof. Motonori Watanabe เพื่อร่วมประชุมความก้าวหน้าด้านงานวิจัยและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ รวมถึงหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบที่สามารถนำไปสู่การผลิตพลังงานไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีเชิงชีวภาพและพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์การลดการปลดปล่อยคาร์บอนตามเป้าหมายของประเทศ
โครงการดังกล่าวมุ่งนำวัสดุชีวภาพจากภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะมันสำปะหลัง มาผลิตเป็นไฮโดรเจนผ่านกระบวนการหมักแบบไร้แสง (Dark Fermentation) ร่วมกับชุดจุลินทรีย์สังเคราะห์ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-optimized synthetic microbial consortium) ผสานกับกระบวนการเร่งการทำงานของเอนไซม์กับพลังงานแสง (Photobiocatalyst) โดยอาศัยไทเทเนียมไดออกไซด์และเอนไซม์ไฮโดรจีเนส ซึ่งพัฒนาโดยนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและระดับความบริสุทธิ์ของก๊าซไฮโดรเจนที่ได้ ก่อนนำไปทดสอบในเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์จากวัสดุทางการเกษตร ลดปัญหาของเสียชีวภาพ และพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนบริสุทธิ์สูงในต้นทุนที่แข่งขันได้ ตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปลดปล่อยคาร์บอนของประเทศไทย สนับสนุนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ BCG และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดของประเทศและยกระดับการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานแห่งอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผนึกกำลัง สกร. ปั้น “ครูนวัตกร” ติดอาวุธนวัตกรรมให้ครูทั่วไทย หวังเป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้สู่ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ร่วมงานและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.)” ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. และ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง คณะครูอาจารย์ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ
[caption id="attachment_78120" align="aligncenter" width="2048"] ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ[/caption]
ผสานพลังสร้าง “ครู สกร.” เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้สู่ชุมชน
ศ. ดร.ศุภชัย ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศลงไปเติมเต็มช่องว่างระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในระดับฐานราก โดยมี “ครู สกร.” ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญในการนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ชุมชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้ก้าวสู่เศรษฐกิจที่สร้างคุณค่าและมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง
[caption id="attachment_78118" align="aligncenter" width="2048"] ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.[/caption]
ด้าน ดร.สุเทพ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเสริมว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีจุดแข็งคือเครือข่ายครูที่กระจายตัวอยู่ทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน ทั้งการถ่ายทอดความรู้และการอบรมอาชีพ การร่วมมือกับกระทรวง อว. ในครั้งนี้ จะช่วยให้ครู สกร. สามารถคิดค้นและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
[caption id="attachment_78119" align="aligncenter" width="2048"] ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.[/caption]
ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ อธิบดี สกร. กล่าวว่า ครู สกร. มีบทบาทในการเข้าถึงทุกครัวเรือนและทุกกลุ่มเป้าหมาย การได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษาภายใต้กระทรวง อว. จะช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้ครู สกร. ก้าวทันโลกยุคใหม่ สามารถยกระดับทักษะอาชีพและสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละชุมชน ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวครูและถูกส่งต่อไปยังประชาชน ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับ “โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้สู่ครูนวัตกร” มีเป้าหมายหลักเพื่อบูรณาการทรัพยากรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้าน อววน. โดยมุ่งเน้นการบ่มเพาะครู สกร. ให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และการปฏิบัติจริง เพื่อก้าวสู่การเป็น “ครูนวัตกร” ที่มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงนิทรรศการ 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1: อว. For Lifelong Learning, โซนที่ 2: อว. For Innovator และโซนที่ 3: สกร. For Networking รวมไปถึงกิจกรรม “Inspiration Talk: บูรณาการความร่วมมือ อว. และ สกร. สู่ครูนวัตกร” และการนำเสนอผลงานเด่นที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. อีกด้วย
นวัตกรรม สวทช. ยกระดับการศึกษาไทย
โอกาสนี้ สวทช. ได้รับเชิญให้ไปจัดแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการศึกษา โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. ได้จัดแสดงผลงาน ดังนี้
Thai School Lunch หรือ แพลตฟอร์มระบบจัดการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนในไทย พัฒนาโดย NECTEC และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยครูวางแผนเมนูอาหารตามหลักโภชนาการ คำนวณปริมาณวัตถุดิบและค่าใช้จ่าย โปร่งใสตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับผู้ปกครอง ทำให้การจัดอาหารกลางวันมีคุณภาพ ลดภาระครู และส่งเสริมสุขภาพนักเรียน
LEAD Education Platform (LEarning analytics of ADaptive Education) หรือ แพลตฟอร์มการศึกษาที่ใช้ AI ช่วยครูติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เพื่อปิดช่องว่างการเรียนรู้และยกระดับการศึกษาไทย โดยทำงานร่วมกับเครื่องมือ E-Learning ต่าง ๆ (เช่น BookRoll, VIOLA, Abdul for Education) เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียน ทำให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) และปรับการสอนให้ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ดีขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ ระดมเครือข่ายนักวิจัยไทย จัดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเทระเฮิร์ตซ์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ โดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเร่งอนุภาค จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Exploring Terahertz Materials, Devices, and Potential Applications” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ ห้องบุษกร อาคารเนคเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานเอกชนเข้าร่วมกว่า 50 ท่าน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยขั้นสูง
[caption id="attachment_78165" align="aligncenter" width="1280"] รศ. ดร.ดวงมณี ว่องรัตนะไพศาล[/caption]
รศ. ดร.ดวงมณี ว่องรัตนะไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ และหัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเร่งอนุภาค กล่าวว่า ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเร่งอนุภาค ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันและหน่วยงานวิจัย เพื่อพัฒนาอุปกรณ์การผลิตและตรวจวัดรังสีอินฟราเรดและ เทคโนโลยีเทระเฮิร์ตซ์ (Terahertz Technology) สำหรับงานวิจัยด้านสเปกโทรสโกปีและการสร้างภาพ ด้วยเครื่องมือและเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศไทย
ความร่วมมือสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
[caption id="attachment_78166" align="aligncenter" width="1280"] ดร.มติ ห่อประทุม[/caption]
ด้าน ดร.มติ ห่อประทุม ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยสเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเร่งอนุภาค และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์วิจัยด้านเทคโนโลยีเทระเฮิร์ตซ์ โดยมีเป้าหมายในการขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ทั้งในด้านการตรวจวัดขั้นสูง ความปลอดภัย การสื่อสาร และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาและอภิปรายกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านวัสดุ อุปกรณ์ และทิศทางการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีเทระเฮิร์ตซ์ ในสาขาต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เพื่อผลักดันการสร้างนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมไทยในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ภาคีรัฐ-เอกชน พร้อมส่งนวัตกรรมวิจัย “เรเชล” บอดีสูทพยุงกล้ามเนื้อ ออกสู่ตลาด ตัวช่วยผู้สูงวัย ลดเสี่ยงหกล้ม-เพิ่มคุณภาพชีวิตระยะยาว
(วันที่ 8 ธันวาคม 2568) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวนวัตกรรม “เรเชล (Rachel)” ชุดบอดีสูทเพื่อสังคมสูงวัยที่ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวและป้องกันการบาดเจ็บ โดยเป็นความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ด้วยเป้าหมายผลักดันให้เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในอนาคต ภายในงานมีผู้บริหารจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม ได้แก่ รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. นางวาสนา ทองจันทร์ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และ ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. เข้าร่วมงานแถลงข่าว
รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. ในฐานะ “ขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ” มุ่งมั่นที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน ซึ่งนวัตกรรม “เรเชล”เป็นเทคโนโลยีเอ็กโซสูท (Exosuit) ที่วิจัยพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย โดยได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตั้งแต่ปี 2565 เป้าหมายหลักคือการยืดช่วง Active Aging หรือช่วงเวลาที่ผู้สูงวัยยังมีความสุขกับการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตโดยอาศัยการดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเองนานที่สุด ก่อนจะเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกลไก From Lab to Market หรือ การพัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติการไปพัฒนาต่อยอดและนำออกจำหน่ายในตลาดที่มุ่งสร้างผลกระทบและวัดผลได้จริง
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ชุด “เรเชล" รุ่น Everyday ได้รับการพัฒนาด้วยแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน (Human-centric Design) และบูรณาการองค์ความรู้หลายศาสตร์ โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ เพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนไทย ความร่วมมือระหว่างเอ็มเทคและวาโก้ทำให้เทคโนโลยีจากห้องแล็บได้ถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายจริง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ สวทช. ในบทบาทพาร์ตเนอร์เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ เพื่อมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้สูงอายุและวัยทำงานที่ต้องการดูแลตนเองและช่วยป้องกันการบาดเจ็บ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะปัญหาการหกล้มซึ่งเป็นภาระหนัก ทั้งต่อผู้ป่วยและงบประมาณด้านสาธารณสุข ชุดบอดีสูท “เรเชล” จึงช่วยให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวได้มั่นคงและอิสระ ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และเสริมสุขภาวะทั้งกายและใจ สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยตั้งแต่ปี 2565 เพื่อพัฒนา “เรเชล” ให้ตอบโจทย์กลุ่ม “พฤฒพลัง” หรือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี มีส่วนร่วมในสังคม และมีความมั่นคงในชีวิต ด้วยเทคโนโลยีสวมใส่ที่ช่วยเสริมกล้ามเนื้อ รวมถึงจัดท่าทางให้เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม นอกจากนี้ สวรส. ยังมุ่งพัฒนาอุปกรณ์ที่ผลิตใช้เองในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมความมั่นคงทางสุขภาพระยะยาว ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นตัวอย่างการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระบบสุขภาพ และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ภารกิจสำคัญของ สวรส. คือการผลักดันนวัตกรรมสู่ “การเข้าถึงอย่างทั่วถึง” โดยมีแผนผลักดันให้ “เรเชล” เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของบัตรทองในระยะต่อไป เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีนี้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดภาระการบาดเจ็บและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
นางวาสนา ทองจันทร์ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของคนไทยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง กรมกิจการผู้สูงอายุมีภารกิจดูแลให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและศักดิ์ศรี โดยเน้นส่งเสริมใน 5 มิติ ได้แก่ สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี นวัตกรรม "เรเชล" เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเพื่อการพึ่งพาตนเอง ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ลดปัจจัยเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม ทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง มั่นใจ และยืดช่วง "ติดสังคม" (Active Aging) ลดโอกาสเข้าสู่ภาวะ "ติดบ้าน–ติดเตียง" ซึ่งต้องการการดูแลใกล้ชิดและมีค่าใช้จ่ายสูง ที่ผ่านมากรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมกับ สวทช. ในการพัฒนาระบบ "นิรันดร์" (Nirun for community) เป็นเครื่องมือ
เชิงยุทธศาสตร์สำหรับบันทึกข้อมูลและติดตามการดูแลแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์และวางแผนการดูแลรายบุคคลของผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงอายุเป็นความท้าทายต่อระบบสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ “เรเชล” จึงเป็นนวัตกรรมที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุขภาพ เพื่อยกระดับสุขภาวะของผู้สูงวัย ภารกิจหลักของ สสส. เน้นการสร้าง Value-Based Health Care (VBHC) เป็นการสร้างคุณค่าเชิงป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน โดยการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพที่วัดผลได้ ลดปัจจัยเสี่ยง และสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งมุ่งผลักดันนวัตกรรมสู่การเข้าถึงอย่างทั่วถึง ทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เช่น สวรส., สวทช., และ สปสช. เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และขยายการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพเพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม
นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะผู้นำด้านสิ่งทอและชุดชั้นในมากว่า 55 ปี วาโก้ได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. นำเทคโนโลยีจากห้องแล็บมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใส่สบาย ดูดี และใช้งานได้จริงทุกวัน ความท้าทายคือการทำให้นวัตกรรมนี้เป็น “แฟชั่น” ที่ผู้คนสามารถสวมใส่ ชุด “เรเชล” ในชีวิตประจำวัน โดยรุ่น Everyday เป็นอีกก้าวสำคัญของวาโก้ ในการพัฒนาชุดชั้นในเชิงนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยผสานเทคโนโลยีหลากหลายศาสตร์เพื่อช่วยปรับท่าทางของไหล่ หลัง สะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาให้มั่นคง ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และเพิ่มความมั่นใจในการทำกิจกรรม รองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ โดยผลิตจากเส้นใยไนลอนผสมสแปนเด็กซ์ที่กระชับ ยืดหยุ่นสูง นุ่มสบาย ระบายอากาศดี ไม่ร้อน ไม่อับชื้น ซักเครื่องได้เหมือนชุดชั้นในทั่วไป ออกแบบเป็นแบบ Unisex สวมใส่ได้ ทั้งหญิง-ชาย มี 7 ไซซ์ (M-5XL / รอบใต้อก 27-40 นิ้ว)
“เรเชล” พร้อมวางจำหน่ายใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ Wacoal Body clinic บมจ. ไทยวาโก้ พระราม 3 Wacoal Body clinic แผนกชุดชั้นใน ชั้น 4 เซ็นทรัลลาดพร้าว และโรงพยาบาลเวชธานี (ชั้น 2) สอบถามผลิตภัณฑ์ ไลน์ไอดี (Line ID): @bodyclinic หรือโทรศัพท์ 02-689-8484
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“สุรศักดิ์” แถลงความสำเร็จนโยบาย Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ ชู 5 ผลงานเด่น มุ่งประโยชน์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม
“สุรศักดิ์” แถลงผลสำเร็จนโยบาย Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ ชู 5 ผลงานเด่น “โดรนคนละครึ่งพลัส – วิทย์พิชิตภัยช่วยน้ำท่วมใต้ - มหาวิทยาลัยสีเขียว - Upskill–Reskill ช่วยคนตกงาน – AI
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ” โดยมี น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. และผู้บริหารหน่วยงานกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (อาคารโยธี)
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้แถลงนโยบายเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว.อว. เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมาว่าจะเร่งดำเนินนโยบาย Quick Win เพื่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด จนถึงวันนี้ครบ 2 เดือน หรือ 60 วันพอดี ตนได้ดำเนินการตามนโยบาย Quick Win ที่ประกาศไว้เป็นผลสำเร็จ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแรก “วิจัยติดดิน กินได้” ดำเนินโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้ได้ประโยชน์ "4 ลด" คือ ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้แรงงาน ลดเวลาในการทำงาน และลดความเสี่ยงสารเคมีต่อสุขภาพ และ "4 เพิ่ม" คือ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มความแม่นยำในการพ่น/หว่าน และเพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยโครงการนี้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา นำร่องใน 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 3,300 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 1 แสนไร่
กลุ่มที่สอง “วิทย์พิชิตภัย” ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ได้สั่งการให้ GISTDA ใช้ดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 รวมทั้งเครือข่ายโลก (Disaster Charter) ชี้พิกัดน้ำท่วมและจุดวิกฤต พร้อมส่ง “แผนที่นำทางน้ำท่วม” สนับสนุนการกู้ภัยแบบแม่นยำ ขณะเดียวกันให้ สสน. ใช้ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (ThaiWater)” และโทรมาตร วิเคราะห์และเตือนภัยล่วงหน้า 24–48 ชั่วโมง พร้อมจัดตั้ง War Room ชี้เป้าเมืองหาดใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทั้งในช่วงน้ำท่วมและช่วงการฟื้นฟู นอกจากนี้ยังใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue รวมคำร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันการตกหล่นของความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมทั้งใช้ GeoAI ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ กู้วิกฤตน้ำท่วม และระดมทีมเทคโนโลยีให้ความช่วยเหลือประชาชน
กลุ่มที่สาม “มหาวิทยาลัยสีเขียวสู่ Net Zero ปี 2050” ดำเนินโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” ด้วยการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้สนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศเพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน
กลุ่มที่สี่ “Upskill–Reskill ครั้งใหญ่” ช่วยคนตกงาน พลิกโฉมแรงงานไทยสู่ตลาดงานยุคใหม่ กระทรวง อว. ได้เปิดโครงการ Upskill-Reskill ผ่านมหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย ศูนย์เรียนรู้ และแพลตฟอร์มทั่วประเทศในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, วิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่, ระบบราง, ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ เป็นต้น มีทั้งหลักสูตรเสริมทักษะเร่งด่วน และหลักสูตรระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว ผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อช่วยคนตกงานกลับสู่ตลาดแรงงานและยกระดับสู่แรงงานสมรรถนะสูง โดยในปี 2568 สามารถพัฒนาทักษะให้กับแรงงานรวม 543,646 คน
กลุ่มที่ห้า “AI love U (เอไอเลิฟยู) เร่งพลังอนาคตไทย Accelerating the Future” ได้ลงนามประกาศกระทรวง อว. เรื่อง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568” เพื่อยกระดับการศึกษาให้ทันสมัย รองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทย โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2568
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการนำ AI มาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI Chest X-ray เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจสุขภาพปอดของประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยจะขยายสู่ 300 โรงพยาบาล คัดกรองประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 300,000 คน อีกทั้งโครงการ “AI คนละครึ่ง” ช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการ AI ไทย 50% ให้บริษัทเจ้าของนวัตกรรมภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี รวมถึงสนับสนุนโครงการ Super AI Engineer ซึ่งปีล่าสุดมีผู้สมัครกว่า 12,000 คน และก่อให้เกิดผลงานประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์หลายร้อยโครงการ
“AI คือ ‘อนาคต’ และกระทรวง อว. คือ ‘สะพานเชื่อม’ สู่โลกยุคใหม่ แคมเปญ AI love U คือการ ‘สร้างคน’ ให้พร้อมกับเศรษฐกิจ AI ตั้งแต่เยาวชน นักศึกษา สตาร์ทอัพ จนถึง SMEs ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘ก้าวสู่อนาคตใหม่’ ด้วยนโยบายที่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. วางพวงมาลา ถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำคณะผู้บริหาร และพนักงาน สวทช. วางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระโกศ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความอาลัยพระเกียรติสูงสุด และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 6
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 6 การประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2568 งาน Thailand Rice Fest 2025 และงาน Thailand Coffee Fest 2025
(5 ธันวาคม 2568) อิมแพ็ค เมืองทองธานี – สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “ข้าวเปลี่ยนวิถี อาหารเปลี่ยนโลก” การประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2568 งาน Thailand Rice Fest 2025 และงาน Thailand Coffee Fest 2025 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด และหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ
โอกาสนี้ คณะผู้บริหารจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. และคณะผู้บริหารจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้แก่ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการ และ ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ได้เข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ
ภายในงาน ไบโอเทค สวทช. ได้จัดแสดงนิทรรศการ “ข้าวคาร์บอนต่ำและพันธุ์ข้าวรักษ์โลกสู่อนาคตยั่งยืน” นำเสนอความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวผลผลิตสูง และระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมแสดงเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติจริงที่สามารถนำไปใช้ในแปลงนาข้าวได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำเสนอสายพันธุ์ข้าวผลผลิตสูง ได้แก่
• พันธุ์หอมสยาม: ข้าวหอมไทยคุณภาพพรีเมียม หอม นุ่ม ให้ผลผลิตสูงถึง 800 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกฤดูนาปี ต้นเตี้ย ทนแล้ง
• พันธุ์หอมสยาม 2: ข้าวหอมไทยคุณภาพพรีเมียม หอม นุ่ม ผลผลิต 660 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกฤดูนาปี ทนน้ำท่วมฉับพลัน
ภายในนิทรรศการยังมี ข้าวสวยหุงสด จากข้าวสายพันธุ์ดั้งเดิม (พันธุ์ กข15 และพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105) และข้าวพันธุ์ปรับปรุงผลผลิตสูง (พันธุ์หอมสยาม และพันธุ์หอมสยาม 2) เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เปรียบเทียบลักษณะรสชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมให้คะแนนและแสดงความคิดเห็น
นิทรรศการยังนำเสนอความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแปลงนา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน (CH4) ที่สำคัญ พร้อมแนะนำแนวทางการทำนาอย่างยั่งยืน เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying - AWD) ผ่านกรณีศึกษา “ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1” ซึ่งแสดงผลว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้มากถึง 46% เมื่อปลูกภายใต้ระบบ AWD
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับวัดก๊าซเรือนกระจกในแปลงนา ได้แก่
•ตู้ระบบปิด: ติดตั้งเซนเซอร์สำหรับตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซมีเทน (CH4) แบบอัตโนมัติ
•เครื่องตรวจสภาวะอากาศขนาดเล็ก: สำหรับบันทึกข้อมูลระดับน้ำและอุณหภูมิ
การจัดแสดงนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งด้านผลผลิต ความยั่งยืน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ไทย ร่วมกำหนดทิศทาง APASTI 2026-2035 ในเวที Cyberjaya Summit 2025 สร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในอาเซียน
วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระดับสูง Cyberjaya Conversations Summit 2025 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “Achieving ASEAN Sustainable Competitiveness Beyond 2025” โดยมี YAB Dato’ Seri Dr. Ahmad Zahid bin Hamidi รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย YB Tuan Chang Lih Kang เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MOSTI) สหพันธรัฐมาเลเซีย และ H.E. Dr. Kao Kim Hourn เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เข้าร่วมการประชุม
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ "APASTI 2026-2035: Mobilising ASEAN for a Shared Future" เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ของ แผนปฏิบัติการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (APASTI) ฉบับถัดไป โดยได้นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลักที่ประเทศไทยพร้อมผลักดันและร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ การใช้ SDGs เป็นหมุดหมายหลักของการวิจัยร่วม เน้นการปฏิบัติจริงโดยมีแผนปฏิบัติการ APASTI เป็นหัวใจสำคัญ โดยกำหนดรายละเอียดของแผนการดำเนินงานร่วมกันของอาเซียนให้ชัดเจนและพร้อมใช้งานได้จริงในทุกขั้นตอน สามารถวัดผลได้และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความหลากหลายของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้วิสัยทัศน์ที่วางไว้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศสมาชิกได้อย่างแท้จริง และการร่วมกันพัฒนากำลังคนของอาเซียนให้มีความพร้อมสำหรับโลกแห่งอนาคต พร้อมทั้งได้เชิญชวนบัณฑิตและนักวิจัยรุ่นใหม่ในอาเซียนมาร่วมฝึกอบรมและทำวิจัยกับ สวทช. รวมถึงได้แบ่งปันประสบการณ์ในการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย และการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครอบคลุม เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางทักษะให้กับภูมิภาค และแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นผู้เล่นหลักในการขับเคลื่อน APASTI 2026-2035 ให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียมและยั่งยืนให้กับประชาคมอาเซียนในทศวรรษหน้า
ในการเสวนา ได้เน้นย้ำถึงการมีเป้าหมายร่วมของภูมิภาคเพื่อนำผลงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดผลได้จริงเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค ด้วยการเฟ้นหาจุดแข็งของอาเซียนเพื่อกำหนดเป็นแผนการดำเนินงานและเป้าหมายร่วมกันผ่าน APASTI ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างประเทศสมาชิกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการลงมือทำและมีการวัดผลร่วมกันอย่างจริงจัง
แผนปฏิบัติการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (APASTI) คือ แผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคของอาเซียน ที่เป็นกรอบทิศทางเชิงกลยุทธ์สำหรับความร่วมมือด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด เป็นการกำหนดลำดับความสำคัญและเป้าหมายร่วมกันในด้าน STI เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เป็นกลไกหลักในการส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน ทั้งในด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร การถ่ายโอนเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมในอาเซียน มุ่งเน้นการใช้ STI เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายในภูมิภาคและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาค (Regional Resilience) รวมถึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven region)
การประชุม Cyberjaya Conversations Summit เป็นแพลตฟอร์มระหว่างผู้นำภาครัฐและภาคเอกชน ที่มาเลเซียจัดขึ้นให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้นำทางความคิด ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำอุตสาหกรรม ได้เข้าร่วมกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอาเซียน โดยมีแนวคิดหลักเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) ในภูมิภาค การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และความร่วมมือที่มีความหมาย ที่เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอาเซียนในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมงาน 5 ธันวาคม ดนตรีในสวน: H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9
เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน "ดนตรีในสวน: H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ" เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี และให้ประชาชนร่วมดื่มด่ำบทเพลงอันทรงคุณค่า บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยงานนี้ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 และมีการจัดงานทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมี รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการ กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว., ผู้บริหารกระทรวง อว. ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), รวมถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ประชาชนยังทยอยเดินทางมาเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องและคับคั่ง ท่ามกลางบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่วงดนตรีจากสถาบันอุดมศึกษาร่วมกันบรรเลง
ต่อมาเวลา 18.00 น. ประชาชนที่มาร่วมงาน ณ อุทยาน 100 ปีฯ และในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. ทั่วประเทศที่จัดงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” อย่างกึกก้องเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย
น.ส.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ งานนี้ยังทำให้เห็นชัดเจนว่าศักยภาพของนิสิต นักศึกษาไทยไม่ได้มีแค่ด้านวิชาการ แต่ยังโดดเด่นด้านดนตรีและศิลปวัฒนธรรมด้วย เยาวชนได้ใช้โอกาสสำคัญนี้เรียนรู้เรื่องพระราชวงศ์ ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์และเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ และแรงบันดาลใจในการนำความรู้ความสามารถของตนไปพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป
ภายในงาน สวทช. ได้ร่วมนำผลงานวิจัยและพัฒนาของ BIOTEC NANOTEC รวมถึงพันธมิตร เข้าร่วมจัดกิจกรรม ประกอบด้วย ข้าวหอมสยาม และไข่ไก่โอเมก้า-3 สูง จัดปรุงเป็นข้าวหอมสยามราดไข่เจียวโอเมก้าสูง แจกให้กับประชาชนที่มาร่วมงานจำนวน 200 ชุด
ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเวลา 17.30 – 21.00 น. หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กกระทรวง อว.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับ 2 รางวัล จากงาน Thailand Triple S Award 2025
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้ารับรางวัลเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติ Thailand Triple S Awards 2025 ภายใต้งานเสวนา “ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569: Thailand SRI Index 2025” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ ห้องนภาลัย แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นต้นแบบ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่ร่วมลงทุนในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) หน่วยงานขับเคลื่อน และหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ที่ทำให้เกิดผลกระทบสูงในเชิงพาณิชย์ สังคม และนโยบาย เพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ
ในการนี้ สวทช. ได้รับรางวัลเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติ 2 รางวัล โดย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนเข้ารับมอบรางวัล หน่วยงานผู้ขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ผลงาน ววน. ดีเด่น (Best Organization for Research Intermediary Awards) ด้านพาณิชย์ และ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้ารับมอบรางวัล ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact Innovation Awards) ในการสร้างผลกระทบสูงด้านสังคม เรื่อง “Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการเมือง (Traffy Fondue: Citizen Engagement & Empowerment Platform)”
ความสำเร็จจากการได้รับรางวัลในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ สวทช. เดินหน้าพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปล่อยคาราวาน กระทรวง อว.ลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลาและพื้นที่ภาคใต้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันที่ 5 ธันวาคม 2568 : พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมม (อว.) เป็นประธานปล่อย “คาราวานรถบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2” เพื่อลำเลียงความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. สถาบันอุดมศึกษาและภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดปัตตานี โดยมีสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการฟื้นฟูที่พักอาศัย สิ่งของจำเป็นทางด้านสาธารณสุข โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนายการนาโนเทค สวทช. คณะผู้บริหารจากหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.เข้าร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บริเวณหน้าอาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. (โยธี)
รถบรรทุกได้นำสิ่งของบริจาคนวัตกรรมพร้อมใช้ของนาโนเทค สวทช.และพันธมิตร ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ประกอบด้วย
โลชั่นกันยุง สูตรนาโน Skin Soft สำหรับทาผิวป้องกันยุง ไม่ระคายเคืองต่อผู้ใช้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบป้องกันได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดเข้มข้น Agermgo ใช้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 (1%) โดยเตรียมน้ำสะอาด 990 มิลลิลิตร แล้วนำไปแช่ เช็ดถู ฉีดพ่นในอาคาร โรงเรือน หรือบริเวณที่ต้องการฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที
สเปรย์ไล่ยุง สูตรอ่อนโยนต่อผิว
ครีมรักษาโรคน้ำกัดเท้า Whitfield และ ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นเท้า บรรเทาอาการจากน้ำกัดเท้าในช่วงน้ำท่วม
สิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดจะถูกนำไปกระจายยังจุดช่วยเหลือ 2 แห่งหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และวิทยาเขตปัตตานี โดยจะมีเจ้าหน้าที่ อว. ลงพื้นที่ส่งมอบถึงมือประชาชน และสำรวจความต้องการเพิ่มเติมเพื่อวางแผนการสนับสนุนในระยะฟื้นฟูต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จากสวนปาล์มสู่มหานคร: EnPAT นำร่องใช้งานจริงในกรุงเทพฯ ร่วมกับ กฟน. จุดประกายเครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว
(วันที่ 4 ธันวาคม 2568) ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ : นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวการใช้งาน EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทยในระบบไฟฟ้าสังคมเมือง ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง “EnPAT พลังแห่งนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนมหานครสู่อนาคตที่ยั่งยืน” พร้อมด้วย รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ นายไตรภพ เธียรถาวร กองบริหารจัดการหม้อแปลงระบบจำหน่าย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายสุเทพ สิงหฤกษ์ ผู้อำนวยฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายอาศิรวรรธน์ โพธิพันธุ์ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการพิเศษ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นายเสกสรร ครองพาณิชย์ กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ธัญญรัตน์ บุญถีกูล ผู้จัดการฝ่ายงานการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) และนายกวิน กิตติรัตนวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด
นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า การไฟฟ้านครหลวงมีความยินดีที่ได้ร่วมพัฒนา EnPAT กับ สวทช. และพันธมิตร มาตั้งแต่ต้นจนถึงความสำเร็จในการนำร่องใช้งานหม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่การไฟฟ้านครหลวงเขตลาดกระบังเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย ความยั่งยืน และอนาคตของมหานคร โดย EnPAT สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) ของ กฟน. เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าที่สะอาดและมั่นคง ทั้งนี้ Green Electricity ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Green Data Center ในภูมิภาค ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพ โดย กฟน. พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ นอกจากนั้น EnPAT ยังช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรกว่าสี่แสนครัวเรือน และเป็นต้นแบบการขยายสู่หม้อแปลงในพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน
รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การนำร่องใช้งาน EnPAT ในแขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง ไม่เพียงเป็นความสำเร็จของ กฟน. แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของ กรุงเทพฯ ในการยกระดับความปลอดภัยของระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย “กรุงเทพ 9 ด้าน 9 ดี” โดยเฉพาะด้าน “ปลอดภัยดี” มุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยที่อาจเกิดขึ้น จากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพฯ พบว่าในปี 2568 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคม มีเหตุอัคคีภัย จำนวน 3,443 ครั้ง ซึ่งเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร จำนวน 1,243 ครั้ง น้ำมัน EnPAT มีจุดเด่นที่จุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันหม้อแปลงทั่วไป ทำให้การลุกติดไฟเกิดได้ยาก ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หม้อแปลงระเบิดในพื้นที่ชุมชน นอกจากนี้ หากเกิดการรั่วไหล น้ำมันชนิดนี้ยังสามารถย่อยสลายได้ง่ายและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนในพื้นที่เมืองหลวง กรุงเทพฯ ขอชื่นชมทีมวิจัยจาก สวทช. และ กฟน. รวมถึงทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันนวัตกรรมนี้สู่การใช้งานจริง กรุงเทพฯ เห็นถึงความสำคัญในการขยายผลการใช้งาน EnPAT ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนในทุกชุมชนได้รับความปลอดภัยในระดับเดียวกันกับพื้นที่นำร่อง และเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน กรุงเทพฯ พร้อมเดินหน้าเป็นเมืองต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืน และขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้ให้เกิดผลในระดับประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและอนาคตของประเทศ
ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า EnPAT ได้รับรางวัล “PMUC Country First Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ” ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพในการรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพมาร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสมและพร้อมต่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ การนำร่องใช้งานหม้อแปลงบรรจุ EnPAT ครั้งแรกของประเทศที่ จ.ชลบุรี โดย กฟภ. การต่อยอดในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดย กฟน. และการขยายการใช้งานเพิ่มเติมในอนาคต โดย กฟผ. จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความต้องการ ที่ชัดเจนและผลักดันการผลิตและใช้งานน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม ความสำเร็จในวันนี้แสดงถึงการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการไฟฟ้า เพื่อสร้าง ความต้องการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า EnPAT ไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาคการเกษตรตามยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าผลผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทยกว่า 400,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. กล่าวว่า วันนี้ ENTEC ขอเปิดบทใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานไทย โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไปจนถึงระบบไฟฟ้าในเมืองหลวง สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีที่ผลักดันการเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน ENTEC จึงพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ (ENPAT) ตามกลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand (STIST) ของ สวทช. โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทั้งนี้ บทบาทเชิงรุกของ กฟน. กฟภ. และ กฟผ. ในการนำร่องใช้งานจริง ร่วมกับการกำหนดนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความต้องการที่ชัดเจนในการใช้งาน EnPAT และผลักดันให้เกิดการผลิตและใช้งานในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเปิดประตูสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงของประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การผลักดันให้เกิดความต้องการจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมหม้อแปลงชีวภาพของไทย แต่ยังเป็นการกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 4 แสนครัวเรือน
ด้าน ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) กล่าวเสริมว่า EnPAT ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของระบบไฟฟ้าและส่งเสริมไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งจะทำให้ไทยพร้อมตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero และการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียวในภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากการไฟฟ้านครหลวง นำมาสู่การนำร่องในงานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยหม้อแปลงที่ติดตั้งเป็นชนิด 3 เฟส ขนาด 150 กิโลโวลต์แอมแปร์ (kVA) ในระบบ 24 กิโลโวลต์ (kV)
การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการติดตั้งหม้อแปลง EnPAT เครื่องแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ร่วมกับ กฟภ. นับจนถึงปัจจุบันได้จ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่า 1 ปี 8 เดือน และ EnPAT กำลังก้าวต่อไปสู่ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยการสนับสนุนจาก กฟผ. โดยหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT มีแผนที่จะติดตั้งในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เขื่อนสิรินธร และในอนาคตอันใกล้จะมีการศึกษาการนำร่องใช้งาน EnPAT เพิ่มเติม ได้แก่
การใช้งานในหม้อแปลงแกนเหล็ก Amorphous
การใช้งานในหม้อแปลงเครื่องมือวัด
การใช้งานทดแทนน้ำมันแร่ในการซ่อมบำรุงหม้อแปลง
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตหม้อแปลงสัญชาติไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิคและความเชี่ยวชาญในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT โดยความร่วมมือเชิงรุกร่วมกับบริษัทผลิตหม้อแปลงต่าง ๆ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความต้องการเชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งความต้องการที่เริ่มต้นจากหน่วยงานภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถือเป็นการวิจัยที่ผลักดันการใช้งาน EnPAT เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก EnPAT จึงไม่ใช่แค่น้ำมันหม้อแปลงชีวภาพ แต่คือพลังแห่งความร่วมมือเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


