หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5 หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน
วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยพัฒนาและนำเสนอ “7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5” ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสืบหาต้นตอฝุ่นอย่างแม่นยำ การตรวจติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมชุดนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศของประเทศ ไม่เพียงเพื่อรับมือในระยะสั้น แต่เพื่อสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนในระยะยาว นวัตกรรมชุดแรกมุ่งเน้นการสืบหาต้นตอของฝุ่น PM2.5 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำ โดยนาโนเทค สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมควบคุมมลพิษ ได้พัฒนา "เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น NanoSampler" ภายใต้โครงการวิจัย "การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)" ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ซึ่งสามารถแยกและวิเคราะห์ฝุ่นได้ถึง 6 ระดับขนาด ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาจากไอเสียรถยนต์ และในกลุ่มฝุ่นจิ๋ว PM0.1 มีสัดส่วนจากไอเสียรถยนต์สูงถึงร้อยละ 65 ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างตรงจุด นอกจากนี้ นาโนเทคยังมีการพัฒนา “ระบบตรวจวัดและจำแนก PM2.5 ด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Nose)” ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Air Detector เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เอ็นเทคและเนคเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้พัฒนา "ระบบตรวจวัดควันดำแบบระยะไกล" โดยผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Computer Vision เปลี่ยนกล้อง CCTV ให้สามารถตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กระทบการจราจร นวัตกรรมชุดที่สองมุ่งลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเนคเทค สวทช. พัฒนา “ION Fresh เครื่องกรองฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคในอากาศ” ที่ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคด้วยแสง UVC เครื่องนี้รองรับการใช้งานภายในห้องขนาด 250 ตารางเมตร และสามารถถอดล้างส่วนดักจับฝุ่นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอบโจทย์ทั้งการลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและประหยัดค่าใช้จ่าย ในยุคที่มลพิษทางอากาศไม่ได้อยู่แค่ภายนอกอาคาร แต่แฝงตัวอยู่ภายในอาคารด้วย เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนา "เพียวแอร์ ยิปซัมบอร์ด (Pure Air Gypsum Board)" ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างภายในอาคารที่สามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ด้วยพันธะเคมี และเคลือบสีพิเศษที่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 หนักขึ้นแล้วตกลงสู่พื้น ลดการฟุ้งกระจายในอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้พลังจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติไบโอเทค สวทช. ได้วิจัยพัฒนา “กำแพงต้นไม้” เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) และการวิเคราะห์ด้วย LC-MS เพื่อค้นหาและระบุชนิดพืชที่เหมาะสมที่สุดในการจับฝุ่นบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น พืชที่มีลักษณะใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ อาทิ โมก กัลปพฤกษ์ จามจุรี ประดู่ และพะยูง เพื่อนำไปออกแบบการปลูกกำแพงต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มทางเลือกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปิดท้ายด้วย “อุตุน้อย (UtuNoi) สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเรียนรู้” โดยเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดจากบอร์ด KidBright ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพอากาศต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยังเว็บแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ข้อมูลจริง ฝึกทักษะด้าน Big Data และ IoT เพื่อสร้างรากฐานนักพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในอนาคต นวัตกรรมทั้ง 7 นี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤต PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรับมือในระยะสั้น แต่สร้างโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สัมมนา ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบาย การเงิน และนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
🚨 ENTEC สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมฟังบรรยายในงานสัมมนาวิชาการ ในงาน NAC2026 🌏"ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบาย การเงิน และนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน" 🗓️ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ⏰️ เวลา 13.30 – 16.30 น. 🏪 ห้อง CC-309 ชั้น 3 📍 อาคาร ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี (https://maps.app.goo.gl/Ko5BcX6jfHFdgjVRA) หัวข้อบรรยาย ✅ "ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน: เส้นทางประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ✅ "ปลดล็อคระบบการเงินไทยสู่เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่ Net-Zero" ในมุมมองสำคัญ อาทิ 🍀ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ภาคอุตสาหกรรม 🍀บทบาทสถาบันการเงินกับพลังการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 🍀การจัดสรรเงินทุนและกลไกทางการเงินเพื่อความยั่งยืน 🍀นวัตกรรมการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างมูลค่าระยะยาวในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 🚩ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-01/ 👉 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎️ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4759 (คุณกุสุมาภรณ์) 📩E-mail: kusumaphorn.som@entec.or.th, omrs@entec.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดใจ ! ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ คว้ารางวัล For Women in Science
เปิดใจ! ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. ผู้คว้ารางวัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 จาก ลอรีอัล ประเทศไทย เผยความมุ่งมั่นการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) สายพันธุ์ไทย จนได้วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูง และมีความปลอดภัย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทดสอบในระดับฟาร์ม ก่อนผลักดันสู่การใช้งานจริงต่อไปซึ่งยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย เผยแรงบันดาลใจทุ่มเทวิจัยและพัฒนาวัคซีน มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรและเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมสุกรไทย https://youtube.com/shorts/S5UUgN0b-Fk?si=8nK92WXl29H5sbye
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. พร้อมจัดยิ่งใหญ่ ! งาน NAC2026
สวทช. ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 "NAC2026" ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” . วันที่: 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . พบกับ : Seminar: สัมมนากว่า 40 หัวข้อ เจาะลึกเทรนด์อนาคต Open House: เปิดบ้านชม 14 เส้นทางเทคโนโลยีสุดล้ำ STEM Education: กิจกรรมเยาวชน ปลุกพลังนักวิทย์รุ่นจิ๋ว NAC Market: “ชม ชิม ช็อป” ตลาดนัดสินค้านวัตกรรม Exhibition: นิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ กว่า 100 ผลงาน . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สืบจากกลิ่น ! “e-Nose” กับภารกิจตรวจจับ PM2.5 หาต้นตอฝุ่นจิ๋วด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ
  “ค่าฝุ่นพุ่ง !”, “เช้านี้ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน”, “เตือนภัย PM2.5 สีแดงหลายจังหวัด” และอีกหลายพาดหัวข่าวที่เตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังพิษภัยจากฝุ่น PM2.5 แต่ยังคงมีคำถามคาใจคือ “ฝุ่นมาจากไหน ?” มาจากการจราจรบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร การเผาในที่โล่งแจ้ง หรือทั้งหมดรวมกัน นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์หรือ “e-Nose” จะมาช่วยไขคำตอบด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้เกิดการคาดเดาที่คลาดเคลื่อน และให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับวางแผนแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เป็นประจำแทบทุกปี จนแทบจะเรียกได้ว่ามี “ฤดูฝุ่น” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งฤดูซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของหลายพื้นที่ในประเทศ “ค่าฝุ่นวันนี้เท่าไร” กลายเป็นคำถามที่ทุกคนต้องรู้ในแต่ละวันเพื่อเตรียมตัวป้องกันและดูแลตัวเอง แต่หากจะแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นให้เกิดผล จำเป็นต้องรู้ว่า “ฝุ่นเหล่านี้มาจากไหน” เพราะหากไม่รู้ต้นตอที่แท้จริง การแก้ไขก็อาจเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ   [caption id="attachment_81661" align="aligncenter" width="750"] ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยี e-Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สำหรับดมกลิ่นอากาศ พร้อมทั้งวิเคราะห์และแยกแยะองค์ประกอบของฝุ่นในอากาศ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสืบหาแหล่งที่มาและสาวไปให้ถึงต้นตอของฝุ่น PM2.5 ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ ทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า e-Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบการทำงานของจมูกมนุษย์ แต่เพิ่มความแม่นยำด้วยเทคโนโลยีที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ชุดเซนเซอร์สำหรับตรวจจับก๊าซและอนุภาคในอากาศ ระบบประมวลผลที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และอัลกอริทึมที่ใช้วิเคราะห์รูปแบบสัญญาณเพื่อจำแนกชนิดและแหล่งกำเนิด   [caption id="attachment_81662" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose ตรวจจับฝุ่น PM2.5[/caption]   “e-Nose แตกต่างจากเซนเซอร์วัดฝุ่นทั่วไปที่วัดได้เพียงเชิงปริมาณ แต่ e-Nose สามารถบอกได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นอกจากจะบอกได้ว่าฝุ่นมีปริมาณเท่าไร ยังสามารถบอกได้ว่ากลิ่นหรือสารระเหยที่เป็นเอกลักษณ์จากองค์ประกอบที่รวมอยู่ในฝุ่นมาจากแหล่งกำเนิดแบบไหน ความสามารถนี้ทำให้ e-Nose แตกต่างจากเครื่องวัด PM2.5 ในท้องตลาดอย่างชัดเจน ภายในตัวเครื่องไม่ได้มีเพียงเซนเซอร์วัดฝุ่น แต่ยังมีเซนเซอร์ตรวจวัดก๊าซหลายชนิด รวมถึงสถานีตรวจวัดสภาพอากาศขนาดเล็กที่วัดอุณหภูมิ ความชื้น และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อตัวของฝุ่น “เซนเซอร์วัดฝุ่นของ e-Nose สามารถตรวจวัดฝุ่นที่มีขนาดต่าง ๆ และบ่งชี้ปริมาณได้ ส่วนเซนเซอร์ตรวจวัดก๊าซจะช่วยแยกแยะชนิดและปริมาณก๊าซที่อยู่ในกลุ่มฝุ่นเหล่านั้น เมื่อประมวลผลข้อมูลทั้งหมดร่วมกันผ่านโมเดลวิเคราะห์ และเปรียบเทียบฐานข้อมูลที่มาจากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ทำให้ทราบได้ว่า กลุ่มฝุ่นที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้นมาจากแหล่งกำเนิดประเภทใดในสัดส่วนเท่าไหร่ เช่น มาจากการเผาไหม้ การจราจร หรือกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ โดยข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”   [caption id="attachment_81663" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose ตรวจจับฝุ่น PM2.5 แสดงผลแบบเรียลไทม์[/caption]   ดร.รุ่งโรจน์ย้ำว่า ในทางวิทยาศาสตร์ การพูดถึงกลิ่นหรือคุณภาพอากาศโดยอาศัยความรู้สึกของคนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความหอมมากหรือน้อยของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต้องมีสเกลที่ชัดเจน ตรวจสอบซ้ำได้ และอ้างอิงได้ e-Nose จึงเข้ามาช่วยลดข้อถกเถียง โดยเปลี่ยนประสบการณ์เชิงความรู้สึกให้กลายเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขและแบบจำลองที่อธิบายได้ กว่าจะมาเป็นสายลับจับฝุ่นที่ทรงประสิทธิภาพเช่นทุกวันนี้  e-Nose ผ่านการพัฒนาและใช้งานในเชิงพาณิชย์มาแล้วอย่างกว้างขวาง โดยนักวิจัยเริ่มบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยี e-Nose ขึ้นเพื่อดมกลิ่นกาแฟ และต่อยอดไปสู่กลิ่นต่าง ๆ เพื่อการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย จนกระทั่งมาสู่ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน   [caption id="attachment_81664" align="aligncenter" width="750"] เครื่อง e-Nose[/caption]   “ทำไมเราต้องควบคุมคุณภาพของกลิ่น ? ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้กลิ่นเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น น้ำหอม ความสม่ำเสมอของกลิ่นคือหัวใจของคุณภาพสินค้า หากใช้คนดมเพื่อตรวจสอบทุกวัน ย่อมกระทบต่อสุขภาพและความแม่นยำในระยะยาว จึงมีการพัฒนา e-Nose ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมนุษย์ สามารถตรวจวัดและควบคุมความคงที่ของกลิ่นได้มาตรฐานเดียวกันทุกล็อตการผลิต และให้ผลที่ตรวจสอบซ้ำได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการตรวจจับกลิ่นผิดปกติอย่างกลิ่นหืนที่อาจทำให้สินค้าตกมาตรฐานได้ “อีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้ e-Nose ดมกลิ่นกะเพราซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารไทย กะเพรามีหลายสายพันธุ์ และการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่อาจให้กลิ่นที่แตกต่างกัน e-Nose สามารถช่วยจำแนกและเปรียบเทียบลักษณะกลิ่น เพื่อสนับสนุนการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ได้อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ ข้าวล็อตไหนหอมที่สุดสามารถวัดและเปรียบเทียบได้ด้วย e-Nose อีกทั้งยังช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ว่าเป็นกลิ่นข้าวหอมมะลิแท้หรือไม่” ดร.รุ่งโรจน์อธิบาย   [caption id="attachment_81665" align="aligncenter" width="750"] ทดสอบให้เครื่อง e-Nose ดมกลิ่นปากกาเมจิก[/caption]   จากประสบการณ์และฐานข้อมูลกลิ่นที่สั่งสมมายาวนานนี้เอง ทำให้ e-Nose สามารถต่อยอดสู่การวิเคราะห์กลิ่นและองค์ประกอบของฝุ่นในอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยยังคงหลักการเดิม คือ เปลี่ยนความรู้สึกจากการดมให้เป็นข้อมูลเชิงตัวเลขและแบบจำลองที่ตรวจสอบได้ โดยที่ผ่านมานาโนเทค สวทช. ได้ร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง นำเทคโนโลยี e-Nose ไปติดตั้งใช้งานจริงในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อจำแนกและสืบหาต้นตอของฝุ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ   [caption id="attachment_81666" align="aligncenter" width="750"] ทดสอบให้เครื่อง e-Nose ดมกลิ่นควันธูป[/caption]   ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. ได้มีความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) แม่เมาะ จังหวัดลำปาง อยู่ระหว่างดำเนินการผลิตต้นแบบเครื่อง e-Nose จำนวน 100 เครื่อง และเตรียมกระจายไปติดตั้งในพื้นที่นำร่องที่เจอวิกฤตฝุ่น PM2.5 เพื่อสืบหาต้นตอของฝุ่นพิษและนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สนับสนุนการวางแผนนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศอย่างยั่งยืน ในวันที่ปัญหามลพิษทางอากาศซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีอย่างจมูกอิเล็กทรอนิกส์อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สังคมมองเห็นต้นเหตุได้ชัดเจนกว่าเดิม เพราะการรู้ว่าฝุ่นมาจากไหน ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลเชิงเทคนิค แต่คือพื้นฐานของการตัดสินใจที่แม่นยำและยั่งยืนสำหรับอนาคตของคุณภาพอากาศไทย   [caption id="attachment_81667" align="aligncenter" width="750"] สวทช.เตรียมจัดงานเสวนา ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ - ติดตามแก้ไข PM2.5 ตรงจุด ยกระดับเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม วันที่ 27 เมษายน 2569[/caption]   ขอเชิญผู้สนใจนวัตกรรม e-Nose เข้าร่วมการเสวนา งานประชุมวิชาการประจำปี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NAC2026) เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยี e-Nose นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยยกระดับการติดตามและแก้ไขปัญหา PM2.5 จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ห้อง CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/nac/2026/ เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย วีรวรรณ เจริญทรัพย์ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 รอบ 8 เม.ย. 69
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 เพื่อรับคำปรึกษา แบบ One on One โดยทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร 📆⏰⏳ วันพุธที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA ช่องทางการรับคำปรึกษา 💻 ระบบประชุมออนไลน์ 📧 อีเมล 📳 โทรศัพท์ 📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
เปิดรับสมัครหลักสูตร RDI Manager for Commercialization รุ่นที่ 4
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรง "นวัตกรรม" ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดและกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน สวทช. ขอแนะนำ หลักสูตรการพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ (RDI Manager for Commercialization) รุ่นที่ 4 ที่พร้อม “พลิกกลยุทธ์ รู้ให้ลึก ทำได้จริง เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นโอกาสธุรกิจ สร้างผู้นำที่คิดต่างด้วย RDI-COM” หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อใคร? ผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการ ที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) หรือมีประสบการณ์บริหารงานวิจัยและนวัตกรรม นักวิจัย ที่มีประสบการณ์บริหารโครงการขนาดใหญ่ และต้องการนำผลงานไปต่อยอดเชิงธุรกิจ ผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (RDI Manager) บุคลากรด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และทรัพย์สินทางปัญญา ทำไมไม่ควรพลาดหลักสูตรนี้? มุ่งเน้นการ Upskill/Reskill การทำธุรกิจนวัตกรรม เพื่อต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ทันที เรียนรู้กลยุทธ์การเปลี่ยนต้นทุนและผลงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างรายได้จริง พร้อมเจาะลึก Business Model Canvas สำหรับนวัตกรรม สร้างเกราะป้องกันทางธุรกิจด้วยการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี (Technology Valuation) * ลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ด้วยทักษะการประเมินความพร้อมของนวัตกรรม (Technology Readiness Level - TRL) ก่อนตัดสินใจลงทุนเชิงพาณิชย์ โอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย 4 โปรแกรมหลัก ได้แก่: แหล่งทุน สิทธิประโยชน์ และมาตรการภาษี ศักยภาพการตลาดและการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน การลงทุน การบริหารจัดการงานวิจัยและการประเมินมูลค่าผลงาน ทักษะเพื่อการขับเคลื่อนผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ กำหนดการและรายละเอียด https://www.career4future.com/agenda-rdi2026-1 ระยะเวลาการอบรม: 7 พฤษภาคม - 10 กรกฎาคม 2569 เปิดรับสมัคร: วันนี้ - 24 เมษายน 2569 วิธีการสมัครและติดต่อสอบถามเพิ่มเติม https://www.career4future.com/rdi มาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมไปด้วยกัน
ปฏิทินกิจกรรม
 
อวท. ร่วมกับ Software Park และภาคเอกชน จัดสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI ยกระดับธุรกิจไทย ไม่มีค่าใช้จ่าย
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผนึกกำลัง Software Park และผู้นำเทคโนโลยีภาคเอกชน จัดงานสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ขอเชิญผู้ประกอบการ SME และผู้บริหารระดับสูง ร่วมเจาะลึกกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรด้วย Artificial Intelligence (AI) ในงานสัมมนาครั้งสำคัญแห่งปี ภายใต้หัวข้อ “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI: นวัตกรรมพลิกโฉม SME” ยกระดับองค์กรจากแบบดั้งเดิมสู่การเป็น AI-Driven Organization ผ่านองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อ Optimized กระบวนการทำงานและสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Competitive Advantage) อย่างยั่งยืน พบกับ 4 ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่จะมาแบ่งปันแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เปิดมุมมอง “AI for SME 2026: จากผู้ตามสู่ผู้นำด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ” โดย ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC เผยเบื้องหลังเทคโนโลยี “Pathumma LLM: AI Technology Tailored to Thai Context and Culture” โดย ดร.ศราวุธ คงยัง หัวหน้าทีมวิจัยจาก NECTEC สวทช. ชวนเจาะลึก “AI Enterprise: เปลี่ยนองค์กรให้เป็นระบบอัตโนมัติ” โดย คุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท Sundae Solutions แชร์สูตรลับการทำงานยุคใหม่ “Work Smarter and Faster with AI” สูตรลับอัปเกรดงานประจำวันให้ “เป๊ะ”และ “ไว” โดย คุณอินทนนท์ ปัญญาโสภา ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI content creator ที่มียอด followers ใน TIKTOK มากกว่า 260,000 followers ไฮไลต์สำคัญภายในงาน: 2026 AI Roadmap: อัปเดตทิศทางและแนวโน้ม Emerging Technologies ที่จะเข้ามา Disrupt และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจในปี 2026 Operational Excellence: แนวทางการบูรณาการ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Insights) Digital Transformation for SMEs: พลิกโฉมขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยบนเวทีโลก ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม   อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานคือ Panel Discussion ที่เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วม ถอดบทเรียนการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และผลลัพธ์จากการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ กรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ได้แก่ The Salil Riverside Hotel โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงแรมให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมบริการในยุคดิจิทัล AUA Language Center สถาบันสอนภาษาของไทยที่ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน และการบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กร “ไม่ใช่แค่การปรับตัว แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจด้วยอัจฉริยภาพแห่งอนาคต” ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ได้รับโซลูชันการบริหารข้อมูล Collaboration & CRM (Bitrix24) ลุ้นรับ True AI Hub สำหรับธุรกิจ (มูลค่า 399 บาท) ได้รับ Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท เมื่อซื้อแพคเกจ Bitrix24 ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระหว่างการ Workshop ลุ้นรับระบบจัดการสมาชิก HubMember ฟรี 1 Account (มูลค่า 10,000 บาท) รับฟรี CRM Sales Pipeline Template (Blueprint) งานนี้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค 08.30 – 12.30 น. สัมมนา (Seminar) 13.00 – 16.00 น. Workshop (รับจำนวนจำกัด) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์: 081-854-1844 (คุณกฤษกรณ์), 081-949-6938 (คุณวัชรี) E-mail: bcd@nstda.or.th Facebook: Thailand Science Park Line OA: @Sundaesolutions  คลิก ด้วย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดทำแบบฟอร์มลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI: นวัตกรรมพลิกโฉม SME” ดังรายละเอียดนั้น ทั้งนี้ มีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อใช้ประกอบการบริหารจัดการ รวมถึงประสานงานในการเข้าร่วมงานสัมมนา และเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในอนาคต โดย อวท. จะดำเนินการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามประกาศ สวทช. เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ https://www.nstda.or.th/th/97-about-us/about-us/547-nstda-privacy-policy
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมกับ กทม. ติวเข้มเจ้าหน้าที่ ชูมาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับ BKK Food Bank สู่ความยั่งยืน
(10 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุม ชั้น 5 โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) - กรุงเทพมหานคร โดย สำนักพัฒนาสังคม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิ SOS จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “BKK Food Bank ส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการบริหารจัดการสวัสดิการสังคม โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุดก่อนถึงมือประชาชนกลุ่มเปราะบางในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดการฝึกอบรม และมีเจ้าหน้าที่เขตของ กทม. เข้าร่วมฝึกอบรมมากกว่า 100 คน จาก 50 เขต ในช่วงเช้าของการอบรม ดร.นิภา โชคสัจจะวาที นักวิจัยอาวุโสจากทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร  ไบโอเทค ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Guideline) โดยเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการส่งต่ออาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงการส่งมอบให้ถึงมือผู้รับเท่านั้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสุขอนามัยที่ดีด้วย เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการคัดแยก การบรรจุ ไปจนถึงระบบการขนส่งที่รัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและรักษาคุณค่าทางโภชนาการของอาหารจากต้นทางสู่ปลายทางอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของไบโอเทคได้สาธิตการใช้ชุดคัดกรองการเสื่อมเสียของอาหารในการทดสอบตัวอย่างอาหารบริจาค และได้แจกจ่ายชุดคัดกรองจำนวน 50 ชุดให้เจ้าหน้าที่เขตของ กทม. นำไปทดลองใช้ในกระบวนการเข้ารับและกระจายอาหารส่วนเกิน ขณะที่ภาคบ่ายได้เปลี่ยนผ่านสู่มิติด้านการจัดการข้อมูล โดยมี ดร.นันทพร รติสุนทร จากทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค นำคณะผู้เข้ารับการอบรมเข้าสู่ช่วงฝึกปฏิบัติการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสในการกระจายทรัพยากร ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกและติดตามสถานะการรับ-ส่งมอบอาหารได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งความแม่นยำของข้อมูลนี้เองที่เป็นฟันเฟืองหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบายและการกระจายอาหารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เข้มแข็งให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. และคณะนักวิจัย ร่วมผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือถาวรในการดูแลสวัสดิการสังคม ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่กลุ่มเปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนสืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว.- สวทช. Kick Off 8 หลักสูตรพัฒนาบุคลากรรับอุตสาหกรรม EV พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์
วันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Kick Off ชุดกิจกรรมการอบรมพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 8 หลักสูตร พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ (Advanced Commercial EV Learning Space) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา   ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย มีความสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy Model และเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นอุตสาหกรรมอนาคตที่สร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยกระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการทักษะใหม่ ๆ ทั้งในด้านวิศวกรรม ระบบพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล การควบคุมขั้นสูง และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นค กิจกรรมอบรมทั้ง 8 หลักสูตรภายใต้โครงการนี้ครอบคลุมองค์ความรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นฐานของระบบแบตเตอรี่ ระบบควบคุมการชาร์จ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีในระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจทั้งในด้านเทคนิคและการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ นอกจากนี้แหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง (Advanced Commercial EV Learning Space) ยังถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และทดลองจริง (Hands-on Learning) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวง อว. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้บุคลากรสามารถพัฒนาทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ทันเวลา และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว “ขอแสดงความชื่นชมต่อ สวทช. และพันธมิตรทุกหน่วยงาน ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช. เป็น 1 ใน 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” โดย EECi มีโครงสร้างพื้นฐานคือ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เป็นส่วนหนึ่งของเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะ (ARIPOLIS) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ มีภารกิจส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนากำลังคนอุตสาหกรรม เสริมทักษะศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย Test Bed ต่าง ๆ ที่ให้บริการงานทดสอบและทดลองที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ Motor Testbed , Battery Safety Testing Module ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการเปิดอบรมในวันนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย ซึ่งมีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ ในอาคาร Pilot Plant ในพื้นที่สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นการเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมขีดความสามารถและเร่งเติบโตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต ดร.ชินะ เพ็ญชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. กล่าวว่า ในบริบทของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า TECE สวทช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการนำไปใช้ โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาตามนโยบาย “อว for EV” ซึ่งกิจกรรมอบรมภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สวทช. จะมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการจัดเตรียมชุดกิจกรรมการอบรมพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 8 หลักสูตร ได้แก่ 1.การออกแบบระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System : BMS) และทดสอบด้วยวิธีการจำลองฮาร์ดแวร์เสมือนจริง (Hardware-in-the-Loop : HIL) 2.การทดสอบและวิเคราะห์ระบบประจุอัดไฟฟ้าทั้งแบบกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) 3.การใช้งานเครือข่ายควบคุมการสื่อสาร (Controller Area Network Bus : CAN Bus) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 4.การประเมิน Carbon Footprint จากข้อมูล CAN Bus ภายในยานยนต์ไฟฟ้า สู่การขอรับรอง Carbon Credit 5.การออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 6.การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 7.การออกแบบชุดควบคุมมอเตอร์ (Motor Controller) และทดสอบด้วยวิธีการจำลองฮาร์ดแวร์เสมือนจริง (Hardware-in-the-Loop : HIL) และ 8.การออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาด้วยเทคโนโลยีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณทางวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering : CAE) นอกจากนี้ยังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้วยการเปิด “แหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์”  (Advanced Commercial EV Learning Space) เพื่อสนับสนุนบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้มีการเชื่อมโยงต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรในระดับท้องถิ่น ในอนาคตจะพัฒนาบุคลากรระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศ รวมถึงการวิจัยนวัตกรรม และการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ภายหลังพิธีเปิด ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล ได้พาแขกผู้มีเกียรติ ได้แก่ นายฐานวัฒน์ บวรอนันตโรจน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ นายพงษ์ศิริ กิตติกรเศรษฐ์ กรรมการหอการค้าจังหวัดระยอง เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ EV Learning Space ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตนวัตกรรม EECi เพื่อรับฟังแนวทางการพัฒนาและโอกาสความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของพื้นที่จังหวัดระยองในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจอบรมในหลักสูตรภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02 564 7000 ต่อ 85142 (คุณปวีณา) หรือ อีเมล์ eeci-ahd@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับ วช. ปฐมนิเทศนักเรียน ม.ปลาย-ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน ปี 2569
(10 มีนาคม 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคนของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม “ปฐมนิเทศ: ยินดีต้อนรับสู่ สวทช.” โครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2569 ให้แก่นักเรียนและครูในโครงการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนไปเริ่มฝึกทักษะการทำวิจัยในแต่ละห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. โดยมีนักวิจัย สวทช. เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำ ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สานพลังพันธมิตร มุ่งพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายพิเศษ การฝึกอบรม กิจกรรมค่าย และการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝน เรียนรู้ และทำวิจัยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทย และบ่มเพาะเยาวชนเหล่านี้สู่เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต จึงได้ริเริ่มโครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน โดยได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 9 “ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา เป็นโอกาสที่ดี ทาง สวทช. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญของประเทศอีกหน่วยงาน คือ วช. ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาร่วมเป็นพันธมิตรและให้การสนับสนุนทุนในการดำเนินงานโครงการ นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ 2 ที่ทางโครงการได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนจากห้องเรียนโครงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของ สพฐ. รวมทั้งได้เปิดโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้สมัครเข้าร่วมโครงการอีกด้วย ความร่วมมือภาคเอกชน เพื่อเสริมทักษะการปฏิบัติงานจริง ในระยะต่อมาได้ขยายความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนโดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการเปิดโอกาสการเรียนรู้ทักษะสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานและทักษะทางสังคม ด้วยหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ของธนาคารฯ เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวชนของชาติและบุคลากรทางการศึกษาคุณภาพสูงสู่สังคมต่อไป โครงการฯ ได้ดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีนักเรียนและครูเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยรวมแล้วมากกว่า 700 คนที่ได้รับการพัฒนาทักษะวิจัยและส่งเสริมศักยภาพในทุกมิติ และได้เปิดมุมมองให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต” ผู้เข้าร่วมโครงการปี 2569 และศูนย์วิจัยแห่งชาติที่รองรับ สำหรับในปี 2569 นี้ มีนักเรียนจากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 243 คน ครู 17 คน โดยมีนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกและยืนยันเข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน 103 คน และมีครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมโครงการ 113 คน จาก 49 โรงเรียนทั่วประเทศ นักเรียนและครูจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักวิจัย สวทช. ซึ่งจะเป็นพี่เลี้ยงหลักดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครู จำนวน 29 คน และมีผู้ช่วยวิจัยร่วมดูแลเพิ่มเติม จากศูนย์วิจัยแห่งชาติของ สวทช. ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กิจกรรมในวันปฐมนิเทศครั้งนี้ มีผู้บริหารและนักวิจัยมาร่วมต้อนรับและบรรยายหัวข้อ “ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพวิจัย” โดย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และยังมีกิจกรรม “ปรับตัว เปิดใจ พบเพื่อนใหม่เส้นทางสายวิทยาศาสตร์” และ “แนะนำสถานที่ กฎระเบียบการเข้าพักบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนได้ทำความรู้จักและสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรตลอดระยะเวลา 2 เดือน นอกจากนี้ มีนักเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัย ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยและประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ ด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจัดนิทรรศการ ในกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ภาคตะวันออก
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ สวนผลไม้สุภัทราแลนด์ ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง: นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “ทุเรียน มังคุด ผลิตอย่างรู้ ปลูกอย่างเท่าทัน บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ (Growing Smarter, Managing Better)” โดยมีเกษตรกรจาก 7 จังหวัดภาคตะวันออกเข้าร่วมทั้งสิ้น 554 คน ทั้งนี้ภาคตะวันออก เป็นแหล่งผลิตทุเรียนและมังคุดสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำชุดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและบริหารจัดการสวนผลไม้คุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ได้แก่ ระบบบริหารจัดการ Smart farm ระบบรักษ์น้ำ สารชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูผลไม้และจุลินทรีย์หมักเปลือกผลไม้เป็นอาหารสัตว์ จาก สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) นวัตกรรมถุงห่อผลไม้ Magik Growth ผลิตจากเทคโนโลยีการขึ้นรูปแบบนอนวูฟเวน ทำให้มีสมบัติพิเศษ คือถ่ายเทน้ำและอากาศได้สะดวก สามารถคัดเลือกช่วงแสงที่ผลไม้ต้องการ ทำให้สร้างสารสำคัญ เช่น แป้ง น้ำตาล วิตามิน ได้ดี งานวิจัยจาก ศูนย์เทคโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดยบริษัท Salee Color รวมทั้งอุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow2) ในทุเรียนแบบพกพา ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ส่งออกทุเรียนไทย ด้วยการใช้งานง่าย สะดวก มีความแม่นยำสูง และรู้ผลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและลดเวลาให้กับเกษตรกรในการคัดกรองผลผลิตเบื้องต้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนส่งออกของไทยในตลาดโลก ผลงานวิจัยจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อคัดกรองสารปนเปื้อน ยกระดับความปลอดภัยผลไม้ของเกษตรกรและผู้บริโภค  นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยรุ่นใหม่ กลุ่มนวัตกรรมนวัตกรรมชีวกระบวนการอุตสาหกรรม เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ได้มีโอกาสเก็บข้อมูลสถานการณ์ชีวมวลภาคเกษตร บริบทความต้องการในพื้นที่ ประเด็นท้าทายต่าง ๆ รวมทั้งโอกาสในการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า อุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรีภายใต้ โครงการการสำรวจชีวมวลในพื้นที่ EEC และจังหวัดจันทบุรี เพื่อใช้ในโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี EECi จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้ามากิจกรรมในงาน Field Day ในครั้งนี้อีกด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์