ผลการค้นหา :
นาโนเทค สวทช. ชี้เป้าปัญหา PM2.5 อย่างแม่นยำ ดันเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม ยกระดับการแก้ไขมลพิษอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จัดงานสัมมนา “ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ–ติดตามแก้ไข PM2.5 ตรงจุด : ยกระดับเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม” ภายใต้การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี e-Nose โดยมี ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. กล่าวเปิดงานสัมมนา
ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมฉายภาพ “ภาพรวมการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษทางอากาศในประเทศไทย” โดยปัญหา PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีลักษณะสำคัญคือเป็น “ฝุ่นทุติยภูมิ” (Secondary PM) สูงถึงร้อยละ 70–80 ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซตั้งต้นในบรรยากาศ เช่น แอมโมเนียจากภาคเกษตร และซัลเฟตจากภาคอุตสาหกรรมและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้การระบุแหล่งกำเนิดทำได้ยาก และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในการวิเคราะห์เชิงลึก
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยี “Electronic Nose (e-Nose)” ผ่าน ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ที่นำเสนอในหัวข้อ “ระบบต้นแบบ e-Nose เพื่อการติดตามแหล่งกำเนิด PM2.5 ร่วมภาครัฐและเอกชน” โดยเป็นนวัตกรรมสำคัญที่สามารถตรวจวัดและวิเคราะห์กลิ่นในอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมสร้างแผนที่การกระจายตัวของมลพิษ (Odor Map) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ในขณะที่วงเสวนา ที่ประกอบด้วย ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์, ดร.ศักดา ตรีเดช, ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, คุณวิรัตน์ คำพรม และ คุณวิรัตน์ ทวีปิยมาภรณ์ ยังมีการสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหา PM2.5 ของประเทศไทยมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ โดยมีแหล่งกำเนิดจากทั้งภายในประเทศประมาณร้อยละ 60 และจากมลพิษข้ามพรมแดนประมาณร้อยละ 40 จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ
ในมิติของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง งานสัมมนาได้เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซตั้งต้น โดยเฉพาะจากภาคเกษตร การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อลดการเผา การเพิ่มมูลค่าชีวมวล รวมถึงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) เพื่อจัดการปัญหาอย่างครบวงจร
จากการเสวนาที่มีผู้เกี่ยวข้องหลากหลายมิติ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการควบคุมที่ปลายเหตุ ไปสู่การจัดการที่ต้นเหตุ ผ่านการใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง e-Nose และการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องและบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะ สตง. ศึกษาดูงานการตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทย
วันที่ 30 เมษายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับ ข้าราชการ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โครงการฝึกอบรม หลักสูตร “การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย ระดับต้น” จำนวน 75 คน นำโดย นายบัญชา ตรีศิลสัตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อเข้าศึกษาดูงานในหัวข้อ การตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทยของ สวทช. ในการนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์องค์กร สวทช. และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบริหารทั่วไป สวทช. ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้อง Auditorium อาคาร BIOTEC อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
สำหรับหัวข้อที่บรรยายประกอบด้วย
- การบริการนวัตกรรมไทยของ สวทช. บรรยายโดย คุณกฤตภาส คงรัตน์ งานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม
- การตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ บรรยายโดย คุณพิมพรรณ สุขเนตร์ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ กลุ่มห้องปฏิบัติการลักษณะเฉพาะทางกายภาพ
การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการประเมินและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ข้าราชการ สตง. ในการปฏิบัติงานตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการนวัตกรรมของคนไทย และสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2
🚨ขอเรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรม MU-NSTDA Knowledge Sharing ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2 ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. หัวข้อ “การผลักดันเครื่องมือแพทย์สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ด้วยกลไก MED Drive”
.
📅 วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา 9.30 – 12.00 น.
ในรูปแบบ hybrid
📍Onsite: ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท
🚩Online: อิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Zoom Link: https://zoom.us/j/94104231233?pwd=DjURbHPAlMBPla5mHePxnNKWF6az6H.1
Zoom Meeting ID: 941 0423 1233 Password: 11052026
.
🚀พบกับกิจกรรมบรรยาย การขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย ดังนี้
✅ แนะนำแพลตฟอร์มการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ (MED Drive) สวทช.
✅ แนะนำบริการวิเคราะห์ทดสอบ Biocompatibility test และโครงการสนับสนุนการทดสอบ 80% สำหรับเครื่องมือแพทย์
✅ การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ไทย
✅ Exclusive Consulting โดยทีม Pre Battle สวทช. : MED DRIVE (เฉพาะ Onsite)
.
🎯กลุ่มเป้าหมาย/ผู้เข้าร่วมประชุม
บุคลากรจากมหาวิทยาลัยมหิดล บุคลากร สวทช. เครือข่ายพันธมิตรของ สวทช. รวมทั้งผู้ที่สนใจทั่วไป ที่ประสงค์ยกระดับผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ไทยไปสู่การใช้งาน ส่งเสริมการเข้าสู่เชิงพาณิชย์ของผลงานวิจัย/ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์
.
👉ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ผ่าน URL ด้านล่างนี้
https://forms.gle/UjEh1yRqQ3WgFdGc8
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
“ยศชนัน” มอบนโยบาย สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ”
“ศ.ดร.ยศชนัน” ประเดิมประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรก มอบนโยบาย สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ตั้งเป้าปี 2570 สร้างผลงานวิจัยและผลิตนวัตกรรมเข้าถึงประชาชน 10 ล้านคน สร้างผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. เชิญร่วมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมในงาน สถาปนิก’69 (Architect’69) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญร่วมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมในงาน สถาปนิก’69 (Architect’69) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
พบกับไฮไลต์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและคุณภาพชีวิต อาทิ
- Nano Coating Tech สตาร์ตอัปด้าน Deep Tech จาก NANOTEC
- นวัตกรรมทรายแมวจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
- นวัตกรรม EM Powder จุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ละลายไว
- คอนกรีตรักษ์โลก
- ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการประเมินการกัดกร่อนในบรรยากาศ และแผนที่การกัดกร่อน จาก MTEC
- รถวีลแชร์ไฟฟ้าแบบ Pushrim Activated จาก NECTEC
📍 จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2569
ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
มูลนิธิชัยพัฒนา เยี่ยมชมงานวิจัยของ สวทช. ในงานประชุมวิชาการ NAC2026 มุ่งเป้าใช้เทคโนโลยีชีวภาพ สู่เกษตรยั่งยืน
(26 เมษายน 2569) ณ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค) จ.ปทุมธานี: คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของ สวทช. และห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เนื่องในโอกาสงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (The 21st NSTDA Annual Conference: NAC2026) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากศูนย์วิจัยแห่งชาติ ของ สวทช. ได้แก่ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิชัยพัฒนา ได้แก่ พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ.ทรงวุฒิ จิตตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการทหารพันธุ์ดี ผศ. ฉันทนา วิชรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์พืชของมูลนิธิชัยพัฒนา ม.ร.ว.เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการพิเศษของมูลนิธิชัยพัฒนา นายณัฐพล เจริญสุข ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานโครงการ และ พ.อ.หญิง พรธวัช จารุกลัส ผู้ประสานงานที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการเกษตร ที่มุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของไทยตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีของ สวทช. ที่นำไปใช้ในงานตามพระราชดำริ และโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา ผ่านกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก Training Hub ของ สวทช. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้
โดยมีการบรรยายพร้อมนำเยี่ยมชมเกี่ยวกับ เทคโนโลยีควบคุมทางชีวภาพ การใช้ “ชีวภัณฑ์” ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่มีความปลอดภัยต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค การวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ชมกระบวนการเก็บรวบรวมและจำแนกจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและปรับปรุงบำรุงดิน โรงงานผลิตไวรัสเอ็นพีวี เยี่ยมชมกระบวนการผลิตไวรัสสายพันธุ์เฉพาะสำหรับกำจัดหนอนศัตรูพืช ซึ่งเป็นนวัตกรรมกำจัดศัตรูพืชแบบชีววิธีที่มีประสิทธิภาพสูง นวัตกรรมด้านพันธุศาสตร์และสรีรวิทยาพืช หรือ Plant Phenomics ในการเก็บข้อมูลลักษณะปรากฏของพืชแบบแม่นยำสูง นอกจากนี้คณะฯยังได้เยี่ยมชม Plant Factory ระบบโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการปลูกพืชได้ทั้งหมด และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ที่มีระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ ทั้งธนาคารพืช ธนาคารจุลินทรีย์ และระบบธนาคารข้อมูล เพื่อความมั่นคงทางชีวภาพของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้แก่ เครื่องจักรสำหรับถั่วเขียว เครื่องนวดถั่วเขียว และเครื่องคัดแยกสิ่งเจือปนและคัดขนาด ของทีมวิจัยงานพัฒนาเครื่องจักรกล ที่ไปทดสอบในกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" มูลนิธิชัยพัฒนา บ้านเกาะเเก้ว ตำบลเกาะเเก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
การเยี่ยมชมในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา อีกทั้งแสดงถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมการเกษตรของ สวทช. ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความยั่งยืนตามแนวพระราชดำริต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา ถอดรหัสวิกฤตไมโครพลาสติกไทย: ตรวจวัดให้ชัด จัดการให้จริง เจาะลึกสถานการณ์ ผลกระทบสู่มาตรฐานการตรวจวัดแห่งอนาคต ในประชุมประจำปี NAC2026
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จัดเสวนา “ถอดรหัสวิกฤตไมโครพลาสติกไทย: ตรวจวัดให้ชัด จัดการให้จริง เจาะลึกสถานการณ์ ผลกระทบสู่มาตรฐานการตรวจวัดแห่งอนาคต” ภายใต้การประชุมประจำปี NAC2026 ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม CC-308 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยรับมือกับปัญหาไมโครพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค ในการกล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตามด้วยการบรรยายสถานการณ์ไมโครพลาสติกและการตรวจวัดในประเทศไทย โดย คุณเผ่าเทพ เชิดสุขใจ จากกรมทรัพยการทางทะเลชายฝั่ง ต่อด้วยการนำเสนอผลกระทบของไมโครพลาสติกระบบนิเวศทางทะเลและห่วงโซ่อาหาร โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำและภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยการบรรยายเกี่ยวกับไมโครพลาสติกในระบบประปา ความเสี่ยงและการควบคุมคุณภาพน้ำ โดย คุณอังกูร บุญญะ จากการประปานครหลวง
นอกจากนี้ได้จัดเวทีเสวนาในประเด็น “ไทยรู้ทันไมโครพลาสติก มาตรฐาน การตรวจวัด ความท้าทายและนวัตกรรม พลิกสู่โอกาส Thailand Microplastic Roadmap” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ดร.จริยา บัวเจริญ จากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ดร.โอบเอื้อ อิ่มวิทยา จากสถาบันห้องปฏิบัติอ้างอิงแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วยทีมนักวิจัยศูนย์นาโนเทค ดร.จันทร์เพ็ญ ครุวรรณ์ และ ดร.จิตาภา สำราญจิตต์ ดำเนินรายการโดย ดร.สุพักตร์ โยไธสง ศูนย์นาโนเทค ภายใต้กิจกรรมนำไปสู่ประเด็นที่สำคัญ อาทิ มาตรฐานการตรวจวัดไมโครพลาสติกในน้ำดื่มของไทยอยู่ระหว่างจัดทำและคาดว่าจะมีการประกาศใช้ภายใน ปี 2030 รวมทั้งหากประเทศไทยจะตั้งเป้าหมายเพื่อการจัดการไมโครพลาสติก จำเป็นต้องกำหนดนโยบายและมาตรฐานการตรวจวัดเป็นอันดับแรก ควรมีเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม และงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการสร้างพื้นที่ Sandbox ในการดำเนินการ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ปราศจากพลาสติก รวมถึงการสร้างกลไกด้านแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน และประเด็นสำคัญคือการจัดการไมโครพลาสติกที่ต้นทาง ได้แก่ การจัดการขยะ การปลูกฝังจิตสำนึก และการสร้างความตระหนักให้ภาคสังคม ช่วงท้ายของกิจกรรม ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน ศูนย์นาโนเทค ได้กล่าวสรุปและขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมในฐานะหัวหน้าคณะจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งในห้องประชุมและระบบออนไลน์ ประมาณ 200 คน
การสัมมนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาระบบตรวจวัดไมโครพลาสติกที่แม่นยำ มีมาตรฐาน ตอบโจทย์ทิศทางการกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐในการจัดการไมโครพลาสติก และยกระดับแพลตฟอร์มการวิจัยพัฒนาสู่การบริการและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทยในการรับมือกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะเกิดความร่วมมือและแพลตฟอร์มด้านการวิจัยพัฒนาและตรวจวัดไมโครพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนาออนไลน์ “THE FUTURE OF FUNCTIONAL INGREDIENTS: TRENDS AND OPPORTUNITIES FOR 2026”
📣📣📣 Special Food Talk 2026 ✨✨✨
📍📍📍สวทช. โดย Functional Food & Ingredients Platform, Food Innopolis ขอเชิญผู้ประกอบการอาหาร อาจารย์ นักวิจัย และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาออนไลน์สุดพิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลความรู้ด้านอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น
ในหัวข้อ “THE FUTURE OF FUNCTIONAL INGREDIENTS: TRENDS AND OPPORTUNITIES FOR 2026”
โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น
1. ศาสตราจารย์ ดร. ภาวิณี ชินะโชติ President-elect of IUFoST (International Union of Food Science and Technology), Chair of FIRN
2. คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช./ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Food Innopolis
💡💡Key Points ⭐️⭐️
1️⃣ ความสำคัญของส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น
2️⃣ หลักการต่อยอดธุรกิจจากส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น
3️⃣ กลไกสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม
4️⃣ อัปเดตเทรนด์ส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น
🎯🎯🎯 เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาสุดพิเศษ!! ครั้งนี้พร้อมกันผ่านไลฟ์สด Facebook: FoodInnopolis
📅 วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569
⏰เวลา 09.00 – 12.00 น.
👉🏻👉🏻ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม https://forms.gle/gwsXEfKvzZtMqbmA6
พิเศษ!! เตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ Functional Food & Ingredients หลังจากจบการบรรยาย
ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณมารุต ใจหลัก
☎️โทร. 025647000 ต่อ 71618
📧อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ENTEC สวทช. ร่วมโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ผลักดันการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์อย่างคุ้มค่าและทิ้งอย่างถูกต้อง
วันที่ 28 เม.ย. 2569 ณ ห้องหว้ากอ 1-2 บพข. จัตุรัสจามจุรี ชั้น 14: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายการใช้นวัตกรรมและการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการจัดการวิกฤติ PM 2.5 และพลังงาน พร้อมเปิดตัวโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง นวัตกรรมพร้อมใช้ Ecosystem พร้อมรับ “เศษวัสดุเหลือทิ้งต้องมีค่า”
โครงการ "PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ชวนเกษตรกรลดการเผา เปลี่ยนซากการเกษตรให้มีมูลค่า แลกน้ำมันไบโอดีเซล-แผงโซลาร์เซลล์มือสอง-แผ่นคลุมดินจากชีวมวล เริ่มนำร่องเชียงใหม่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
โครงการดังกล่าว ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองและติดตามแผงโซลาร์เซลล์ หรือ โซลาร์ชัวร์ และมาตรฐานการตรวจความพร้อมใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มศอ.1011-2565 ผลงานจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. ที่ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก บพข. มาใช้ในส่วนการตรวจคัดกรองแผงโซลาร์เซลล์มือสอง และจะมีการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดวิธีการตรวจแผงให้อาชีวะและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะด้านนี้ต่อไป
ในโอกาสนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้ว ว่า เมื่อมีการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน การวางระบบรองรับการจัดการแผงโซลาร์เซลล์เมื่อหมดอายุการใช้งานจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน และความปลอดภัยของชุมชน แพลตฟอร์ม “โซลาร์ชัวร์” ที่ ENTEC พัฒนาขึ้น จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ คัดกรอง และติดตามสถานะของแผงโซลาร์เซลล์ตลอดวงจรชีวิต ช่วยให้สามารถนำแผงที่ยังมีศักยภาพกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็สามารถจัดการแผงที่เสื่อมสภาพได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดของเสียอันตรายในอนาคต
นอกจากนี้ ENTEC สวทช. ยังมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรในระดับพื้นที่ ผ่านการฝึกอบรมให้กับสถาบันอาชีวศึกษาและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะด้านการตรวจสอบและจัดการแผงโซลาร์เซลล์ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ UTAC ปั้น “Advanced Packaging” รับกระแสเซมิคอนดักเตอร์โลก หนุนนโยบาย อว. ยกระดับวิศวกรไทย-จ่อดึง TMEC ร่วมทำแผนขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI
สวทช. โดยศูนย์ TMEC ผนึกกำลัง "ยูแทค ไทย" ยักษ์ใหญ่ Chip Packaging ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตรขั้นสูง เชื่อมโยงความรู้ "ต้นน้ำ" (Wafer Fabrication) สู่ "นวัตกรรมขั้นสูง" (Advanced Packaging) หวังแก้ Pain Point วิศวกรหน้างาน พร้อมชูบทบาท TMEC หนุนเอกชน วางกลยุทธ์การลงทุนยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI ขับเคลื่อนไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
(วันที่ 28 เมษายน 2569) ณ ห้องประชุมสราญวิทย์ SD601 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด (UTAC) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ "โครงการความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนาเพื่อการพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำของประเทศ
ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนากำลังคนระดับสูงเพื่อรองรับกระแสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดย สวทช. มุ่งหวังที่จะใช้ศักยภาพของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ในการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
"นอกจากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแล้ว TMEC ยังมีความพร้อมที่จะสนับสนุน UTAC ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน โดยเฉพาะการจัดทำรายละเอียดทางเทคนิคและข้อเสนอโครงการเพื่อยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ด้วยความเชี่ยวชาญในด้าน Wafer Fabrication และความเข้าใจในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างลึกซึ้ง เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนในเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.ภัทราวดี กล่าว
นายบัวฉัตร ศรีคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงงาน บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม Chip Packaging เนื่องจากปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกระบวนการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) และกระบวนการประกอบชิป (Packaging) ซึ่งส่งผลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพในสายการผลิต
ทั้งนี้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เราจะมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ 1. การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาหน้างานจริง 2. การต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งเป็นทิศทางหลักของโลก และ 3. การผสานความเชี่ยวชาญของ TMEC และ UTAC เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะที่ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ TMEC กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา TMEC และ UTAC ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างการรับรู้ในกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงลึกให้กับวิศวกร โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานระดับ Wafer-level ที่ TMEC มีความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจาก Chip Packaging แบบดั้งเดิม ไปสู่ Advanced Packaging ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากรที่มีความเข้าใจระบบอย่างเป็นองค์รวม
อย่างไรก็ดีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง Ecosystem ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทยให้ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนระดับนโยบาย เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NAC2026 ชี้จุดตายอุตสาหกรรมไทย และทางรอดผ่านกลไก ‘ทุนนิยมสีเขียว’ เมื่อ GDP ไทยเสี่ยงวูบ 44% ในยุคโลกเดือด
ถอดรหัสทางรอดของประเทศไทยในยุคโลกเดือด เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้ GDP ไทยหายไปถึง 44% ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่บีบรัดด้วยกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) และข้อบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยจะเอาตัวรอดอย่างไร
สรุปสาระสำคัญจากหัวข้อสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ เวทีงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่จะพาไปเจาะลึกการทลายอุปสรรคทางกฎหมายที่ล้าหลัง และการดึงกลไกทุนนิยมสีเขียวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ราคาที่ต้องจ่าย หากไทยละเลยความเสี่ยงระดับโลก
วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050
ความเปราะบางนี้ไม่ได้วัดเพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที แต่ต้องพิจารณาจากขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ดร.พิรุณ ชี้ให้เห็นตัวชี้วัดสำคัญว่า หากพื้นที่หรือธุรกิจใดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติแล้วไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้ภายใน 1 ปี ระบบเศรษฐกิจนั้นจะถูกประเมินว่าขาดความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง ต้นทุนที่แท้จริงคือความสูญเสียสะสมที่ไทยต้องจ่ายไปทุกปีหากยังขาดระบบพยากรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่แม่นยำพอ
ในมุมมองของ คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) เปิดเผยโมเดลความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายอาจพุ่งทะลุไปถึง 44% ของ GDP ไทย การรับมือกับความท้าทายนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเกินกว่างบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ กลยุทธ์สำคัญจึงต้องใช้เงินรัฐเป็นสารเร่ง (Catalytic Provider) ตามแนวทาง 4x Multiplier ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมในสัดส่วน 1 ต่อ 4 เท่า เพื่อปิดช่องว่างทางการเงินและขับเคลื่อนไปสู่เทคโนโลยีที่เหมาะสม
แรงกระเพื่อมจากภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษี
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ระบุว่าปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะข้อจำกัดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นทันที
กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการผลิต ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา "อุตสาหกรรมสกรู" ที่ถูกลูกค้าระงับออร์เดอร์ตั้งแต่เดือนมกราคม สาเหตุมาจากความกังวลเรื่องภาษีคาร์บอน (CBAM) ที่อาจพุ่งถึง 230 ยูโรต่อตันสินค้า อันเป็นผลมาจากการนำเข้าวัตถุดิบต้นทางจากต่างประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มบังคับใช้มาตรฐาน RE100 ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่า แรงกดดันนี้อาจทำให้เกิดการย้ายคำสั่งซื้อไปยังเวียดนาม การสูญเสียส่วนแบ่งเพียง 30% จะทำให้เม็ดเงินละลายหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยถึง 2.3 ล้านล้านบาท
จัดระเบียบเงินทุนด้วย Thailand Taxonomy และสกัดการฟอกเขียว
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ของ SME ไทย การแก้ปัญหาความสับสนในนิยามธุรกิจสีเขียวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอทางออกผ่าน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน, ขนส่ง, เกษตร, ก่อสร้าง, การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะ โดยการกำหนด "สีเหลือง" สำหรับกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จะช่วยเปิดโอกาสให้ SME ประเมินตนเองและพูดคุยกับธนาคารได้ง่ายขึ้น ภาคการเงินยังได้ปรับบทบาทเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร (Total Solution) นำร่องช่วยกลุ่มโรงแรมที่ภูเก็ตตั้งแต่ให้ความรู้ไปจนถึงการขอใบรับรอง
ทางด้านกลไกตลาดทุน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ชี้ให้เห็นสัญญาณบวกจากยอดการออกตราสารหนี้ ESG ที่แตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท ก.ล.ต. เตรียมออกหลักเกณฑ์ Transition Bond ภายในปีนี้ พร้อมขยับสู่การบังคับรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ตามกรอบเวลาที่ชัดเจน เริ่มต้นจากกลุ่ม SET ปี 2571 ขยายไปสู่ SET100 ปี 2572 และครอบคลุมบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดในปี 2573 จนถึงกลุ่ม MAI ในปี 2574 การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing)
ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและกลไกตลาด
การปรับตัวของภาคธุรกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากยังมีกฎระเบียบที่ล้าหลัง ดร.สุวิทย์ ชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องของกฎหมายปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเกิน 1 เมกะวัตต์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และห้ามตั้งในพื้นที่สีเขียว ในขณะที่กังหันลม 5 เมกะวัตต์กลับดำเนินการได้ทันที การเร่งผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation) จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที
ภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่ คุณพิพิธ เสนอให้ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงจะถูกประเมินลดมูลค่าลง (Discount) ส่วนธุรกิจที่ปรับตัวจะได้ผลตอบแทนจูงใจ (Green Premium) ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ในระบบบัญชี ทำให้ระบบทุนนิยมทำงานด้วยตัวเองในการคัดกรองธุรกิจ
พ.ร.บ. สภาพภูมิอากาศคือกฎหมายเศรษฐกิจ
การสร้างเกราะป้องกันให้ภาคธุรกิจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด ดร.พิรุณ เน้นย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงกฎหมายลดโลกร้อน แต่คือกฎหมายเศรษฐกิจที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้ประเทศไทย ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การวิ่งตามกติกาโลก แต่คือการบูรณาการกฎหมายและระบบนิเวศทางการเงินให้แข็งแกร่งจากภายใน
ติดตามชมบันทึกการสัมมนาย้อนหลังได้ที่ www.nstda.or.th/NAC
หมายเหตุ: เนื้อหาและภาพประกอบบางส่วนได้รับการสนับสนุนโดย AI
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย อวท. ลงนามความร่วมมือ Cyberport (ฮ่องกง) ผลักดันสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดต่างประเทศ
วันที่ 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี: อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือ (MoU) กับ Cyberport (ไซเบอร์พอร์ต) Science Park ชั้นนำของฮ่องกง ที่มุ่งส่งเสริมสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสาขา Digital Tech, AI, FinTech และ Smart City เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านนวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง
การลงนามครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และคุณเอริก ชาน (Ir Eric Chan), Chief Public Mission Officer ของไซเบอร์พอร์ต (Cyberport) เป็นผู้ลงนาม ขณะที่ คุณไซมอน ชาน (Mr Simon Chan) ประธานกรรมการ Cyberport และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากลไกสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถขยายตลาดระหว่างประเทศ ทั้งการเข้าสู่ตลาดใหม่ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการพัฒนาโครงการทดลองใช้เทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งการเติบโตในระดับภูมิภาค โดยที่ผ่านมา อวท. และ Cyberport ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมสตาร์ตอัป โดยหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญ คือการผลักดัน Nano Coating Tech สตาร์ตอัปไทยที่พัฒนานวัตกรรมสารเคลือบนาโนสำหรับงานบริการเคลือบอุตสาหกรรมและแผงโซลาร์เซลล์ จนเข้าร่วมและได้รับทุนจาก Cyberport Incubation Programme ซึ่งถือเป็นสตาร์ตอัปไทยรายแรกที่ได้เข้าร่วมโปรแกรม รับเงินทุนสูงสุดถึง HK$500,000 อีกทั้งโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับโลก การพัฒนาศักยภาพธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงการขยายตลาด ตลอดจนโอกาสในการเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการแข่งขันในเวทีโลก
ด้าน ดร.จุฬารัตน์ กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ อวท. เตรียมต่อยอดความร่วมมือผ่าน TSP Scale X Landing Program ซึ่งเป็นโปรแกรมสนับสนุนสตาร์ตอัปทั้งไทยและต่างประเทศ โดยออกแบบให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและการทดสอบเพื่อได้รับมาตรฐานในการขยายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ
จุดเด่นของโครงการคือการช่วย ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการทดลองตลาดในประเทศไทย และเร่งการพัฒนาธุรกิจผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่แล้ว สามารถต่อยอดและเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยโครงการมีแผนจะเปิดรับสมัครสตาร์ตอัปในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: www.sciencepark.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


