ผลการค้นหา :
กมธ.อว. ลงพื้นที่เมืองนวัตกรรม EECi หารือผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน วทน. ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
21 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ
Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการและคณะฯ และ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการใช้ประโยชน์จากการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีกำหนดการเดินทางศึกษาดูงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำกับดูแลเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้การต้อนรับและนำเสนอสาระสำคัญในวิสัยทัศน์และพันธกิจของโครงการว่า “…EECi ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยถูกออกแบบให้มีระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โรงงานต้นแบบ โรงงานสาธิต ตลอดจนสนามทดลองและทดสอบเทคโนโลยี (Testbed) รวมถึงศูนย์วิเคราะห์ทดสอบมาตรฐานระดับสากล ที่สนับสนุนการดำเนินงานของภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษาได้อย่างครบวงจร...”
ในการนี้ นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานในครั้งนี้ว่า “…การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงมาดูว่า ที่นี่มีอาคาร ห้องปฏิบัติการ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อะไรบ้าง แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการอยากเรียนรู้ คือ เมื่อภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมขึ้นมาแล้ว ประเทศไทยได้รับอะไรกลับมาจากการลงทุนเหล่านั้น เราอยากเห็นตั้งแต่เหตุผลและความจำเป็นของการลงทุน การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน การนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้จริง การเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม การพัฒนากำลังคน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะสิ่งที่คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญมาก คือ การทำให้งานวิจัยไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถเดินต่อไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ...”
การลงพื้นที่เมืองนวัตกรรม EECi ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คุณอนุรักษ์ วงศ์เรือง หัวหน้าหน่วยบริหารโครงการนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมนำเสนอบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานของเมืองนวัตกรรม EECi และคุณสิริปพัฒน์ โอภาสประภากร กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสอาร์พี โพลีแพค จำกัด ภาคเอกชนที่มาใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานภายในเมืองนวัตกรรม EECi ตามลำดับ
ในโอกาสนี้ ได้นำคณะฯ เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของประเทศด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology Platform) และ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (Automation, Robotics and Intelligent Systems) ของเมืองนวัตกรรม EECi ดังนี้
• ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน : มีภารกิจหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่ Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน
• ห้องปฏิบัติการเซลล์เทคโนโลยีด้านพืชและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และยังช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาการผลิตพืชสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด
• โรงงานผลิตพืชและโรงเรือนอัจฉริยะ : ระบบปลูกพืชทั้งระบบปิดและระบบกึ่งปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับการให้น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
• ศูนย์ทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า : บริการเครื่องมือวิเคราะห์มอเตอร์ไฟฟ้าของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ให้บริการแท่นทดสอบวัดประสิทธิภาพมอเตอร์ไฟฟ้า และ แท่นทดสอบวัดคุณลักษณะมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
EECi หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่เยี่ยมชมของคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร และ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการใช้ประโยชน์จากการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงสนับสนุนที่จะผลักดันการพัฒนา EECi ให้เป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน”
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. คว้ารางวัลผลงานเครือข่ายโดดเด่นดีเยี่ยม “Best of the Best” จาก อย. เดินหน้ายกระดับความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่สังคม
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับรางวัลผลงานเครือข่ายโดดเด่นดีเยี่ยมระดับประเทศ (Best of the Best) ประจำปี 2569 สำหรับผลงานเครือข่ายดีเด่นด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในพิธีมอบรางวัลผลงานเครือข่ายต้นแบบ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยมี ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. เป็นผู้แทนหน่วยงานเข้ารับมอบรางวัล
พิธีมอบรางวัลดังกล่าวได้รับเกียรติจาก เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นประธานในพิธี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงป้องกัน มุ่งส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Health Product Literacy) ให้แก่ประชาชน รู้เท่าทันโฆษณา และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างถูกต้องปลอดภัย พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น ภายใต้เป้าหมาย "ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง"
ทั้งนี้ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน นับเป็นหนึ่งใน 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่เน้นการดำเนินงานเชิงรุกในชุมชนและการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม การมอบรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รางวัล "Best of the Best" ในปีนี้ มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากผลงานของเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 200 ผลงาน โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาคัดเลือกเหลือ 124 ผลงาน ที่ตอบโจทย์แนวคิด “ทำจริง เห็นผล ต่อยอดได้” ทั้งในมิติกระบวนการแก้ไขปัญหา ความเหมาะสมกับบริบทกลุ่มเป้าหมาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนศักยภาพในการขยายผล
ความสำเร็จจากการคว้ารางวัลในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในฐานะคณะทำงานภาคประชาชนของ อย. ที่ได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรม และถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพผ่าน นิตยสารสาระวิทย์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันทางปัญญา" ให้แก่สังคมไทย ซึ่งนับเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุน 1 ใน 7 นโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2568 ที่จะช่วยวางรากฐานและยกระดับระบบสาธารณสุขไทยสู่ความมั่นคง มุ่งสู่เป้าหมาย "ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง" อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย เอ็มเทค จับมือกรมพัฒนาที่ดิน ลงนาม MoU ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน เพื่อผนึกกำลังวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับการจัดการดิน ต่อยอด Biochar และสร้างประโยชน์สู่เกษตรกร
วันที่ 19 สิงหาคม 2569ณ อาคารศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของทั้งสองหน่วยงาน สำหรับนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับการจัดการทรัพยากรดินของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และบุคลากรจากกรมพัฒนาที่ดิน สวทช. และ MTEC โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ MTEC กล่าวต้อนรับ และมี ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม MTEC นำเสนอภาพรวมโครงการความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน ก่อนเข้าสู่พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงและการหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดแข็งจากการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงาน โดยกรมพัฒนาที่ดินมีองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านทรัพยากรดิน การจัดการดิน และการดำเนินงานในพื้นที่จริง ขณะที่ MTEC มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ถ่านชีวภาพ (Biochar) การบูรณาการองค์ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสามารถนำไปทดลอง ขยายผล และถ่ายทอดสู่เกษตรกรได้
ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานด้านการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูล ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านถ่านชีวภาพ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกร อีกทั้งจะร่วมพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับการสะสมคาร์บอนในดินจากการผลิตและการใช้ถ่านชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของประเทศไทย
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะต่อยอดไปสู่กิจกรรมและผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันต่อ ได้แก่
1.การพัฒนา Biochar Index
ร่วมกันพัฒนาแนวทางและฐานข้อมูลสำหรับใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านคุณลักษณะและการใช้ประโยชน์ของถ่านชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการประเมินและการนำ Biochar ไปใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของดินและภาคการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อการวิจัย การพัฒนา และการขยายผลในอนาคต
2.การเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร
มุ่งต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการจัดการดินให้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพัฒนาแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่
3.การพัฒนา Test Kit สำหรับตรวจวิเคราะห์ดิน
ร่วมกันพัฒนาชุดตรวจดิน (Test Kit) เพื่อสนับสนุนการประเมินสภาพและคุณสมบัติของดินในเบื้องต้น โดยมุ่งให้เกิดการทำงานที่ ไม่ซ้ำซ้อน แต่เสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ระหว่างองค์ความรู้และเครื่องมือที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการทำงานในพื้นที่และการให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4.การศึกษาความมีชีวิตของดิน (Soil Respiration) ร่วมกับ FAO
ผลักดันการศึกษาด้าน Soil Respiration ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับสะท้อนกิจกรรมและความมีชีวิตของระบบดิน โดยเชื่อมโยงกับความร่วมมือกับ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการประเมินสุขภาพและคุณภาพดินที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย
5.การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์เพื่อแก้ไขปัญหาวัชพืช
บูรณาการความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เข้ามาร่วมพัฒนาแนวทางการใช้จุลินทรีย์เพื่อควบคุมหรือกำจัดวัชพืช ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของความร่วมมือจากการจัดการดินไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดการพิธีลงนามมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจาก BIOTEC ด้านเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพและปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตรเข้าร่วมด้นี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของสองหน่วยงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี การทดลองในพื้นที่จริง ไปจนถึงการถ่ายทอดและขยายผลสู่ผู้ใช้งานและเกษตรกร สอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือที่จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วย ยกระดับการจัดการดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. นำ Pathumma LLM คว้ารางวัล ในเวที GDCC Gov Cloud Awards 2569 ตอกย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อน AI ไทย
21 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดงานและมอบรางวัล GDCC Gov Cloud Awards ประจำปี 2569 ในงานสัมมนา GOV Cloud 2026 Digital Infrastructure for the Government of the Future จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ในปีนี้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมทีมวิจัย นำโดย ดร.ศราวุธ คงยัง นักวิจัย และทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. คว้ารางวัล GDCC กับการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน จากผลงาน “Pathumma LLM” รางวัลนี้ มอบให้แก่ หน่วยงานภาครัฐที่นำบริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) ที่มีความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรองรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ของประเทศ
โครงการ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Cloud First และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ รองรับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของไทยในการบูรณาการข้อมูลและบริการภาครัฐทั้งหมดให้อยู่บนคลาวด์กลาง มุ่งเน้นการพัฒนา Digital Infrastructure รองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI, Data Analytics และ Open Data เพื่อให้หน่วยงานรัฐบริการประชาชนได้รวดเร็วและปลอดภัย เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนำ Solution ด้านคลาวด์จากผู้ให้บริการชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนมาประยุกต์ใช้จริงในระบบราชการ โดยจัดการประกวดในปี 2569 แบ่งเป็น 2 หมวดรางวัลใหญ่ รวมทั้งสิ้น 29 รางวัล
หมวดรางวัล GDCC Gov Cloud Awards มอบให้กับระบบงานหรือบริการดิจิทัลที่รันบนระบบคลาวด์ GDCC โดยประเมินและคัดเลือกผลงานที่โดดเด่น ในมิติสำคัญ ได้แก่
มิติการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน: เช่น ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Advanced Metering Infrastructure: AMI) การประปาส่วนภูมิภาค, ระบบการเฝ้าระวังโรคดิจิทัล Digital Disease Surveillance (DDS) กรมควบคุมโรค และ “Pathumma LLM: GDCC กับการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน” สวทช.
มิติด้านการพัฒนากำลังคน: เช่น ระบบฝึกอบรมออนไลน์ DSD Online Training กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตยุคใหม่ แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตอบการลงทุนภาคการผลิตและภาคบริการ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
มิติด้านการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล: เช่น ระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (National Research and Innovation Information System: NRIIS) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางทะเลและชายฝั่ง (Marine Map) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และระบบยื่นคำร้องอิเล็กทรอนิกส์ กรมบังคับคดี
มิติด้านการขับเคลื่อนความเชื่อมั่นและความปลอดภัย: เช่น ระบบรับรองวัคซีนดิจิทัล (INTERVAC): การผสานเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัย เพื่อความเชื่อมั่นในระดับสากล กรมควบคุมโรค และระบบ Eagle Claw สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
มิติด้านการขับเคลื่อนสังคม: เช่น แพลตฟอร์มสมุดบันทึกสุขภาพผู้สูงอายุ กรมอนามัย, ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจน (PPPConnext) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ (SRA DSS) เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล (DMS Telemedicine) กรมการแพทย์
มิติด้านเศรษฐกิจ: เช่น ระบบบันทึกข้อมูลนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นตามมาตรฐาน (TISI-NSW) สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม, แอปพลิเคชัน ALLRice กรมการข้าว และ Thai Health Pass on GDCC Cloud: นวัตกรรมบูรณาการข้อมูลสุขภาพและตรวจคนเข้าเมือง ยกระดับความปลอดภัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย กรมควบคุมโรค
สำหรับ Pathumma LLM เป็นผลงานที่สะท้อนการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ของภาครัฐมาใช้สนับสนุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Large Language Model (LLM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ ในการพัฒนาและผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้เกิดการใช้งานบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ตลอดจนสะท้อนแนวทางการทำงานของ เนคเทค สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ รัฐบาลดิจิทัลและ Government of the Future ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลคลาวด์ และเทคโนโลยี AI
สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ มุ่งขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น AI, Big Data, Cloud Infrastructure และแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสังคมไทยโดยรวม รางวัลดังกล่าวตอกย้ำว่า การพัฒนา Pathumma LLM ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จาก Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานสำคัญสู่อนาคตที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐ และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน “Pathumma LLM: GDCC กับการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน” เป็นภาพสะท้อนของการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยี AI กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานสู่อนาคตที่เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับบริการภาครัฐ และสร้างโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา สวทช. ร่วมถวายรายงานความก้าวหน้าเทคโนโลยีถั่วเขียวคุณภาพ KUML และนำนวัตกรรมเอ็มเทคหนุนเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสมาชิกโครงการผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ พระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” ณ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา ตำบลสำโรงทาบ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ในโอกาสการนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.), คณะทำงานจากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. และนักวิจัยเอ็มเทค กราบบังคมทูลรายงานเรื่อง “การขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต” และ “การออกแบบพัฒนาชุดลูกนวดเมล็ดถั่วเขียวขนาดเล็กสำหรับการเก็บถั่วแบบปลิดฝัก การเก็บเกี่ยวแบบตัดต้น และการพัฒนาชุดอุปกรณ์คัดแยกสิ่งเจือปนและคัดขนาดเมล็ดถั่วเขียวโดยใช้ตะแกรงคัดแยกทรงกระบอกร่วมกับการเป่าลม”การขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. เป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการดำเนินงาน ประกอบด้วย คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด และสมาชิกกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ พระราชทานฯ โดยมุ่งยกระดับการผลิตถั่วเขียวคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งของระบบผลิตเมล็ดพันธุ์และเครือข่ายชุมชนส่วนการออกแบบพัฒนาชุดลูกนวดเมล็ดถั่วเขียวขนาดเล็กสำหรับการเก็บถั่วแบบปลิดฝัก การเก็บเกี่ยวแบบตัดต้น และการพัฒนาชุดอุปกรณ์คัดแยกสิ่งเจือปนและคัดขนาดเมล็ดถั่วเขียวโดยใช้ตะแกรงคัดแยกทรงกระบอกร่วมกับการเป่าลม โดยเอ็มเทค สวทช. เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่เหมาะสมกับบริบทการใช้งานของเกษตรกรรายย่อย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนวด การคัดแยก และการยกระดับคุณภาพผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวสวทช. ร่วมสนองแนวพระราชดำริ ขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพ สร้างโอกาสเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในครั้งนี้สะท้อนการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การผลิตจริงในพื้นที่ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และมุ่งสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต “ผำซูเปอร์ฟังก์ชัน” โปรตีน-วิตามิน B12 สูงตลอดปี พร้อมผลักดันสินค้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ เตรียมเข้าโมเดิร์นเทรดไทย
(เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน ภายใต้หัวข้อ สวทช. ชูเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ พร้อมสูตรผลิต “ผำซูเปอร์ฟังก์ชัน” โปรตีน-วิตามิน B12 สูงตลอดปี เชื่อม Ecosystem สู่ผลิตภัณฑ์ซูเปอร์ฟู้ดเชิงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวเปิดกิจกรรมถึงบทบาทของเนคเทค สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและเทคโนโลยีดิจิทัล “จากงานวิจัยหิ้งสู่ห้าง” สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทค สวทช. พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเซนเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และผลักดัน “งานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ดังตัวอย่างความสำเร็จของ “ผำซูเปอร์ฟังชัน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผำไทยและอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
สวทช. สร้างสูตรผลิต “ผำ” เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทยต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ผำ คือ พืชน้ำท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงในฐานะอาหารแห่งอนาคต เพราะเป็นโปรตีนทางเลือกที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การจะผลิตผำในระดับอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะผู้ผลิตต้องเผชิญความท้าทายทั้งกระบวนการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปให้ได้มาตรฐานสูงคงที่ ด้วยเหตุนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผำแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ การพัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยง ไปจนถึงเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอตลอดปี พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตผำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มโอกาสการนำผำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกมูลค่าสูง
ตั้งแต่ปี 2567 ทีมวิจัยได้ร่วมกับ ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. และบรรจงฟาร์ม พัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยงผำในแต่ละฤดูกาล พร้อมระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) โดยใช้ HandySense B-Farm ในการควบคุม การตรวจวัดสภาพน้ำและสภาวะอากาศที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ และแสดงผลข้อมูลผ่านเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงให้สอดคล้องกับแต่ละสภาพอากาศได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์
“ผลที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้คงที่ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการนำไปแปรรูปให้มีคุณภาพคงที่ต่อไป ปริมาณการผลิตไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่หน้าผิวน้ำขนาด 1 ตารางเมตร ต่อรอบการผลิต 7 วัน และคุณภาพผำที่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัม ต่อ 100 กรัมผำอบแห้ง
“นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงกรณีที่ผำได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ในระหว่างวันไม่มากพอ ด้วยการใช้ไฟ LED ฉายแสงในพื้นที่เพาะเลี้ยงตอนกลางคืน โดยเลือกใช้แสงที่มีสเปกตรัม (สีของแสง) และระดับความเข้มที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณผลผลิตให้คงที่ แต่ยังช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองใช้ Agrivoltaic ชนิด Color Solar Cell ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ ร่วมกับทีมวิจัยของ ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค มาใช้ในการเพาะเลี้ยงผำด้วย ซึ่งมีผลที่น่าสนใจทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ”
ติดอาวุธ 10 ฟาร์มด้วย “นาโนโอโซนและเตาอบสเปกตรัมแสง”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีการขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform แล้วอีก 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดย สวทช. ได้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการผลิต
ดร.ศุภนิจ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวจำนวน 2 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.กระบวนการล้างผำด้วยระบบนาโนโอโซน ที่พัฒนาร่วมกับบุคลากรวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ระบบนี้เป็นเครื่องมือล้างผำที่สามารถฆ่าเชื้อก่อโรคตามมาตรฐานพืชอาหารได้ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงาน ผำที่ผ่านการล้างด้วยวิธีนี้ นอกจากจะสะอาดปลอดภัยพร้อมบริโภคแล้ว ยังมีความสด และมีปริมาณไนเตรตต่ำกว่าทั่วไป เหมาะแก่การใช้เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ
และ 2.เทคโนโลยีการอบเพื่อแปรรูปผำสดเป็นผำแห้ง ด้วยเตาอบอุตสาหกรรมที่ผ่านการดัดแปลงให้ฉายแสงในสเปกตรัมและความเข้มที่เหมาะสมในระหว่างการอบได้ การอบด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณสารสำคัญไม่ให้ลดลง แต่ยังช่วยให้ผำอบแห้งมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง มีสีเขียวสด กลิ่นหอม และรสชาติดี เหมาะแก่การใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม”
ที่ผ่านมา สวทช. ยังได้ทำหน้าที่ช่วยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนปลายน้ำ เพื่อนำร่องการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมผำแบบครบวงจรด้วย
ปลดล็อกข้อจำกัดผำแปรรูป พร้อมเชื่อมภาคเอกชนปั้นตลาดซูเปอร์ฟู้ดไทยโตยั่งยืน
นางสาวสุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด อธิบายว่า ตั้งแต่บริษัทตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์อาหารเลือกเพื่อสุขภาพจากผำ บริษัทได้เดินหน้าสำรวจวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่งในประเทศไทย ก่อนตกลงทำสัญญารับซื้อผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตของ สวทช. เนื่องจากวัตถุดิบที่ได้ไม่เพียงมีคุณภาพสูง แต่ยังมีความคงที่ในทุกรอบการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
“ผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิด ของบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมขึ้นทะเบียนกับทาง อย. คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนใส สำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มชาเขียวชนิดไม่มีคาเฟอีน สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่ผู้บริโภคทุกวัย ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการ รสชาติ และเนื้อสัมผัส สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ทาง Line @grandwolffia”
นางปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด อธิบายเสริมผ่านมุมมองของบริษัทที่ผลิตสินค้าสำหรับวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดว่า บริษัทได้ทำการประเมินผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศไทยแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดได้ดีในประเทศไทยและอาจมีศักยภาพที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตผำคุณภาพสูงผ่านโครงการ IDA Platform ของ สวทช. เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำด้วยตนเอง โดยหลังจากนี้หากมีความต้องการวัตถุดิบที่สูงขึ้น ก็จะใช้มาตรฐานของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในปัจจุบันนี้เป็นข้อกำหนดในการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายอื่นต่อไป
“ผลิตภัณฑ์จากผำที่บริษัทกำลังจะวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดของไทยภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) ในอนาคตอันใกล้นี้ คือ ผลิตภัณฑ์ผำอบกรอบ โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพในรูปแบบแผ่น ที่มีให้เลือกรับประทานถึง 4 รสชาติ ทุกรสชาติผ่านการทดลองตลาดแล้วว่าอร่อยถูกใจทุกช่วงวัย สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายได้ผ่านเฟซบุ๊กเพจ GIN Happy Snacks”
ดร.ศุภนิจ กล่าวเสริมว่า นอกจาก 2 บริษัทข้างต้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้ตัดสินใจเลือกนำผลิตภัณฑ์ผำที่ควบคุณการผลิตด้วยเทคโนโลยีจาก สวทช. ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะทุกบริษัทต่างเชื่อว่า การจะผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ต้องเริ่มต้นจากการมีวัตถุดิบที่ดี มีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเครื่องมือตรวจวัดตามมาตรฐานตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดการรับซื้อขายของภาคธุรกิจ ความท้าทายต่อไปของอุตสาหกรรมผำ คือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผำพรีเมียมที่ผลิตโดยคนไทยและเทคโนโลยีไทยที่ทั้งรสชาติดีและมีคุณค่าทางโชนาการสูง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำย้อนกลับมาสร้างงาน สร้ายรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป โดยผู้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ทั้งจากภาครัฐและเอกชนต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่งผำจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยได้สำเร็จ”
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm เพื่อการผลิตผำ ผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตอุปกรณ์ล้างและอุปกรณ์แปรรูปผำอบแห้ง ติดต่อสอบถามได้ที่ นายปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทร 0893111235 อีเมล pakorn.sup@nectec.or.th และสำหรับผู้ที่สนใจติดตามการเปิดอบรมกระบวนการผลิตผำติดตามได้ที่ SMC Academy เว็บไซต์: https://www.nectec.or.th/smc/smc-academy/ อีเมล smc-academy@nectec.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะนายทหารนักเรียน โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก โชว์ศักยภาพนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุขที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ ผู้บริหาร คณาจารย์ และนายทหารนักเรียนหลักสูตรบริหารงานสายแพทย์ทหาร รุ่นที่ 14 นำโดย พันเอก ฐิติศักดิ์ กิจทวีสิน รองผู้บัญชาการโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ในโอกาสเดินทางมาเข้าศึกษาดูงานด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อเปิดมุมมองและยกระดับศักยภาพด้านการบริหารงานสายแพทย์ทหาร โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต้อนรับการบรรยายและจัดแสดงผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การบรรยายหัวข้อ “การพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ผ่าน MEDDrive Platform” โดย ดร.พสุ สิริสาลี นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) นอกจากนี้ คณะผู้ศึกษาดูงานยังได้เข้าชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของ สวทช. อย่างใกล้ชิด ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง อาทิ:ชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ โดย ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC)นวัตกรรมแผ่นแปะช่วยซึมซาบด้วยเข็มจิ๋วขนาดไมโครเมตร (N-JOINT) โดย ดร.กิตติพงษ์ ตันติสันติสม นักวิจัย NANOTECเครื่องมือตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง (SERS-TB) โดย ดร.ศักย์ศรณ์ ลิ้มวิเชียร นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจาง (A point-of-care anemia screening system) โดย ดร.วิศรุต ศรีพุ่มไข่ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และ ดร.น้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัย NECTECแบบจำลองเต้านมเพื่อฝึกหัตถการการเก็บชิ้นเนื้อด้วยอัลตราซาวนด์ โดย ดร.บริพัตร เมธาจารย์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและต่อยอดความร่วมมือในช่วงท้ายของกิจกรรม คณะนายทหารนักเรียนได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการผลิตกายอุปกรณ์เสริมด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็ม ณ อาคาร MTEC Pilot Plant และห้องปฏิบัติการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสวมใส่ ณ อาคาร MTEC โดยมี ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์ และ ดร.มนัสวีร์ ยิ้มแย้ม พร้อมด้วยทีมวิจัย ร่วมนำชมห้องปฏิบัติการและให้ข้อมูลงานวิจัย ตามลำดับ ซึ่งทำให้คณะฯ ได้เห็นถึงศักยภาพกระบวนการวิจัยและการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมการศึกษาดูงานในครั้งนี้ นับเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านบริหารงานนวัตกรรมทางการแพทย์ให้กับนายทหารนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อและบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ กรมแพทย์ทหารบก เพื่อร่วมกันยกระดับระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ของประเทศให้มีความก้าวหน้า แข็งแกร่ง และยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – CSIRO ต่อยอดความร่วมมือ “ชีววัตถุ-อาหารยั่งยืน” เปิดทางวิจัยใหม่สู่เกษตร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 – ภายหลังการเยือนองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) ณ กรุงแคนเบอร์รา และนครเมลเบิร์น เครือรัฐออสเตรเลีย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้สรุปผลการหารือและการสำรวจศักยภาพความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมร่วมกับ CSIRO โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงแนวทางการต่อยอดความร่วมมือในสาขายุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศไทยในระยะต่อไป
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการหารือเชิงลึกกับหน่วยงานวิจัยชั้นนำระดับโลกอย่าง CSIRO เพื่อสำรวจศักยภาพการทำงานร่วมกันในสาขาที่สามารถสร้างผลกระทบสูงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน โดยจากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประชุมร่วมกับนักวิจัย และการเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานวิจัยสำคัญของ CSIRO พบว่ามีหลายสาขาที่ควรได้รับการผลักดันและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาขาความร่วมมือที่ควรเร่งสนับสนุนและต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ด้านยาชีววัตถุ และนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นสองสาขาที่ทั้ง สวทช. และ CSIRO มีฐานความเชี่ยวชาญที่เข้มแข็ง และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการพัฒนากระบวนการผลิตชีววัตถุและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางยาและสุขภาพของประเทศ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต และระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังมีสาขาที่น่าสนใจสำหรับการหารือเพิ่มเติมในระยะต่อไป ได้แก่ เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการเกษตร (Advanced Technology for Agriculture) ซึ่งต่อยอดจากองค์ความรู้และเครื่องมือวิจัยของ CSIRO โดยเฉพาะงานด้านดิน การสำรวจเพื่อวางแผนการเพาะปลูก และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากร และการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในอีกมิติหนึ่ง สวทช. ยังมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานด้านดินและสิ่งแวดล้อมของ CSIRO ไปสู่การประยุกต์ใช้ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของไทย โดยเฉพาะการต่อยอดความเชี่ยวชาญของนักวิจัย CSIRO สู่การพัฒนาระบบติดตาม ตรวจวัด และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ เช่น PM2.5 ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ และต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเซนเซอร์ ข้อมูลภาคสนาม การสำรวจระยะไกล และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเข้าด้วยกัน
ด้านพลังงาน ทั้งฝ่ายไทยและออสเตรเลียยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นถึงโอกาสความร่วมมือในประเด็น เทคโนโลยีพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคต อาทิ เทคโนโลยีไฮโดรเจน (Hydrogen Technology) ตั้งแต่การผลิต การกักเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม รวมถึง เทคโนโลยีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ (Battery Recycling) และการจัดการวัสดุและทรัพยากรที่มีคุณค่าจากแบตเตอรี่ใช้แล้ว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีโอกาสหารือในประเด็น CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสาขาอื่นที่มีศักยภาพ โดยทั้งสองฝ่ายจะหารือเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อกำหนดโจทย์และสาขาที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นความร่วมมือวิจัยร่วมในลำดับถัดไป
ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จสำคัญของการเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับนโยบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างนักวิจัยของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะถัดไป สวทช. และ CSIRO จะร่วมกัน จับคู่ (match) นักวิจัย ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและแก้ไขโจทย์วิจัยร่วม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสู่โครงการความร่วมมือที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและความท้าทายร่วมของภูมิภาคในอนาคต
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทสำคัญขององค์กรวิจัยอย่าง สวทช. และ CSIRO ในการสนับสนุนให้นักวิจัยทำงานวิจัย ทั้งในมิติของการวิจัยที่มุ่งสร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่ผลกระทบเชิงรูปธรรมต่อประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกกำลัง กรมธุรกิจพลังงาน เปิดตัว “DOEB FuelCheck” พลิกโฉมการกำกับดูแลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย AI และ Big Data ดันมาตรฐานพลังงานไทยสู่ยุคดิจิทัล
(วันที่ 19 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กระทรวงพลังงาน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการกำกับดูแลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง "DOEB FuelCheck" ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลังข้อมูลอัจฉริยะ (Big Data) มายกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบและบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศแบบครบวงจร สร้างความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน (STIST) ของ สวทช.โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาแพลตฟอร์ม DOEB FuelCheck ให้เป็นนวัตกรรมดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศแบบทันการณ์ (Real-time Reporting) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยง การตัดสินใจเชิงนโยบาย ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง
ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การผสานศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ สวทช. โดยการสนับสนุนจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานภาครัฐสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมเป็นต้นแบบในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและพลังงานไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
ด้านนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า แพลตฟอร์ม DOEB FuelCheck จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกลไกการกำกับดูแลของภาครัฐให้มีความแม่นยำ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด ยกระดับความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานพลังงาน และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
พิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. โดยโครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) ซึ่งคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างระบบนิเวศดิจิทัลด้านพลังงานของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ กรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ปักหมุด จ.มหาสารคาม จัดงาน “SilkPro Innovation Day” ชูนวัตกรรมเอนไซม์ลอกกาวไหม ยกระดับผ้าไหมทุ่งกุลา สู่ผ้าไหมรักษ์โลกมาตรฐานสากล
(19 สิงหาคม 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “SilkPro Innovation Day: From Heritage to High Value จากภูมิปัญญาผ้าไหมไทย สู่คุณค่าแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรมเอนไซม์เพื่อยกระดับผ้าไหมทุ่งกุลาสู่อนาคต” ณ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม หนึ่งในแหล่งเรียนรู้และชุมชนต้นแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม “SilkPro” เอนไซม์โปรติเอสที่จำเพาะต่อโปรตีนกาวไหม ลดการใช้สารเคมี ลดพลังงานและเวลาผลิต ประยุกต์ใช้กับน้ำประปาในพื้นที่และอุปกรณ์เดิมของชุมชนได้ทันที พร้อมคงเส้นใยให้นุ่ม มันวาว แข็งแรง และย้อมสีธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น มุ่งยกระดับสิ่งทอทุ่งกุลาร้องไห้สู่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมรักษ์โลกมาตรฐานสากล ยกระดับพื้นที่ตามแนวทาง ‘ทุ่งกุลาม่วนชื่น’ ของ สวทช. อย่างยั่งยืน
นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ประธานในพิธี กล่าวว่า พื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัยในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ การพัฒนาในปัจจุบันจำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาผสานกับทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการบูรณาการระหว่าง สวทช. โดยไบโอเทค, กรมหม่อนไหม, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่ร่วมกันผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลองค์ความรู้ ยกระดับผ้าไหมไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง และสร้างรายได้ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดยไบโอเทค ร่วมกับ กรมหม่อนไหม ธ.ก.ส. และเครือข่าย พัฒนาเทคโนโลยีลอกกาวไหมทุ่งกุลา ภายใต้กรอบ “ทุ่งกุลาม่วนชื่น” โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพ ซึ่งนำโดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ นักวิจัยอาวุโส ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. และทีมวิจัย ได้พัฒนาเทคโนโลยี SilkPro อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คัดเลือกเอนไซม์โปรติเอสที่จำเพาะต่อโปรตีนกาวไหม พัฒนาสูตรผสม สภาวะการใช้งาน การผลิตระดับขยายขนาด จนถึงทดสอบร่วมกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ นวัตกรรมนี้ช่วยลดการใช้สารเคมี ความร้อน และเวลาผลิต ได้เส้นไหมนุ่ม แข็งแรง ย้อมติดสีดี และใช้น้ำประปาในพื้นที่ได้ทันที โดยในปี 2569 ไบโอเทค ได้ร่วมกับ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลให้กับวิสาหกิจชุมชน 11 แห่ง ใน 5 จังหวัด รวม 299 คน และสร้างเครือข่ายนวัตกรพร้อมศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 3 แห่ง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง เกิดการสร้างเครือข่ายนวัตกรชุมชนพัฒนาผ้าไหมไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าในตลาด
นายจิรศักดิ์ สุยาคำ ผู้อํานวยการสำนักพัฒนา SME และ Startup ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า ธ.ก.ส. ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นกลไกในการยกระดับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจฐานราก โดยนวัตกรรม SilkPro เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมไทย ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนการขยายผลเทคโนโลยีให้เข้าถึงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ผ่านการสนับสนุนแหล่งเงินทุน การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ และการพัฒนาตลาด เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืน
กิจกรรม “SilkPro Innovation Day” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จจากการนำนวัตกรรมเอนไซม์ลอกกาวไหมไปประยุกต์ใช้จริงในภาคสนาม ให้แก่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเครือข่ายผู้ผลิตผ้าไหมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด (ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ สุรินทร์ และยโสธร) รวมกว่า 150-200 คน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูง นำมาช่วยยกระดับกระบวนการผลิต ลดการใช้สารเคมีและพลังงาน ตลอดจนเปิดเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยรักษ์โลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และเติบโตได้ในตลาดโลก
สำหรับเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สนใจเทคโนโลยีนวัตกรรมเอนไซม์ลอกกาวไหม “SilkPro” เพื่อการยกระดับการผลิตผ้าไหมรักษ์โลก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. โทรศัพท์ 0-2564-7000 หรือไบโอเทค โทรศัพท์ 0-2564-6700 อีเมล: kanok.won@ncr.nstda.or.th (ดร.กนก วงศ์รัฐปัญญา)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จัดประชุมคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม มุ่งสู่ Seed Hub แห่งเอเชีย
🌱 สวทช. ชวนร่วมขับเคลื่อน “คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย” สู่ Seed Hub แห่งเอเชีย
ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ แต่การก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของเอเชีย จำเป็นต้องอาศัยพลังจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม
📣 สวทช. ขอเชิญร่วม ประชุมคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ไทย
📅 27 สิงหาคม 2569
⏰ 08.30–15.00 น.
📍 ห้องประชุม Auditorium ชั้น 1 ไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ภายในงานพบกับ
🔹 การบรรยายและนำเสนอผลงานวิจัยที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์
🔹 เสวนา “จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชีย: ทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็น Seed Hub ที่แข่งขันได้ในตลาดโลก”
🔹 นิทรรศการและกิจกรรม Open House
🔹 ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการจับคู่ความร่วมมือ
มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอโจทย์วิจัย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับ งานวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก 🌏🌱
🎟️ ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมฟรี! จำนวนจำกัด
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2564 7000 ต่อ 6432
📧 jutatip.pha@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
จับตา “ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1” พลิกสมุนไพรพื้นบ้านสู่ “พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง”
ไบโอเทค สวทช. ปั้นสมุนไพรพื้นบ้านสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง วิจัยและพัฒนาพันธุ์ “ฟ้าทะลายโจร ราชบุรี BT-1” ชูจุดเด่นผลผลิตสูง เก็บเกี่ยวเร็ว และมีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีการปลูกอัจฉริยะครบวงจร ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ แปลงปลูก ไปจนถึงการจัดการหลังเก็บเกี่ยว ยกระดับวัตถุดิบสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยาและการส่งออก
[caption id="attachment_89722" align="aligncenter" width="563"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]
“ฟ้าทะลายโจร” เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านสรรพคุณทางยา และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยต้องเผชิญมาโดยตลอด คือ การผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ มีสารสำคัญสูงในระดับมาตรฐานที่อุตสาหกรรมต้องการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงวิจัยและพัฒนายกระดับการผลิตฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต
[caption id="attachment_89720" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ปลูกในโรงเรือน Smart Greenhouse ที่ EECi จ.ระยอง[/caption]
ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสูง สารสำคัญสูง
ดร.ประเดิม วนิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า การพัฒนาสมุนไพรให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จำเป็นต้องเริ่มจากการมีพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและมีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสม ซึ่งทีมวิจัยมีเป้าหมายต้องการยกระดับฟ้าทะลายโจรให้เป็นมากกว่าสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงได้นำฟ้าทะลายโจรจากแหล่งต่าง ๆ มาทดลองปลูก วิจัยพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ จนกระทั่งได้พันธุ์ที่เหมาะสม คือ ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์รับรองจากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว
[caption id="attachment_89716" align="aligncenter" width="750"] ดร.ประเดิม วนิชชนานันท์[/caption]
“ลักษณะเด่นของฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 คือ ทรงต้นปานกลาง กิ่งก้านเล็ก มีใบใหญ่และมีใบจำนวนมาก ออกดอกเร็ว ทำให้เก็บเกี่ยวได้เร็ว สามารถเก็บเกี่ยวได้ 4–5 ครั้งต่อปี โดยอาจให้ผลผลิตสูงถึง 5,000–6,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับรอบในการเก็บเกี่ยว) และใช้เวลาเพียง 90–110 วันหลังเพาะเมล็ดก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ที่สำคัญที่สุดคือ มีปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ (AP1) สูงถึง 40 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง หรือประมาณ 4% ซึ่งแอนโดรกราโฟไลด์เป็นสาร “ตัวชี้วัด” มาตรฐานคุณภาพของฟ้าทะลายโจร ที่ต้องระบุปริมาณในผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพร เพื่อให้ได้มาตรฐานความเข้มข้นที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อการใช้รักษา และมีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั่วโลก”
[caption id="attachment_89719" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ปลูกในโรงเรือน Smart Greenhouse ที่ EECi จ.ระยอง[/caption]
โรงเรือนอัจฉริยะ-โรงงานผลิตพืชช่วยเพิ่มผลผลิต 2–3 เท่า
แม้จะมีพันธุ์พืชที่ดี แต่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมยังส่งผลต่อคุณภาพของสมุนไพรโดยตรง ทีมวิจัยจึงนำฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 มาพัฒนาและทดสอบการผลิตภายใต้ “โรงเรือนอัจฉริยะ” (Smart Greenhouse) ในเมืองนวัตกรรมชีวภาพ EECi Biopolis อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง และ “โรงงานผลิตพืช” (Plant Factory) ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ภายในระบบดังกล่าวสามารถควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น และการให้น้ำได้อย่างแม่นยำผ่านระบบอัตโนมัติ ช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการปลูกแบบทั่วไปถึง 2–3 เท่า
[caption id="attachment_89718" align="aligncenter" width="750"] ต้นอ่อนฟ้าทะลายโจร[/caption]
“การควบคุมสภาพแวดล้อมการปลูกช่วยให้ได้ผลผลิตฟ้าทะลายโจรที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถรักษาระดับสารสำคัญให้ใกล้เคียงกันทุกล็อตการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการมากที่สุด อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญคือ สามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี ทำให้การจัดหาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับฤดูกาล” ดร.ประเดิม กล่าว
[caption id="attachment_89717" align="aligncenter" width="750"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 ออกดอกเร็ว ทำให้เก็บเกี่ยวได้ไว[/caption]
พัฒนาองค์ความรู้การผลิตฟ้าทะลายโจรครบวงจร
นอกจากการพัฒนาพันธุ์และระบบโรงเรือน ทีมวิจัยยังได้พัฒนาองค์ความรู้การผลิตฟ้าทะลายโจรแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะเมล็ด การเตรียมแปลง การให้ปุ๋ย การจัดการน้ำ การควบคุมแสงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยมีการขยายผลสู่การปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนอกโรงเรือนร่วมกับการใช้ระบบเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น วอเทอร์ฟิต (WaterFIT) ระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ แฮนดี้เซนส์ (HandySense) ระบบเกษตรแม่นยำสำหรับติดตามสภาพแวดล้อมการปลูกแบบเรียลไทม์ และเค็มเซนส์ (Chem Sense) เทคโนโลยีตรวจการปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีอื่นๆ ในดินและน้ำ ตลอดจนการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพสูงสุดพร้อมส่งออก
[caption id="attachment_89724" align="aligncenter" width="750"] เมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรคัดพิเศษ[/caption]
ขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชน
เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ไบโอเทค สวทช. และ EECi ได้ร่วมมือกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดระยอง ในการขยายผลแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรราชบุรี BT-1 สู่เกษตรกร ตลอดจนการให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรผู้ผลิตฟ้าทะลายโจรคุณภาพสูงซึ่งถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาแผนไทย
[caption id="attachment_89721" align="aligncenter" width="750"] เมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรคัดพิเศษ[/caption]
หนึ่งในตัวอย่างการใช้ประโยชน์ฟ้าทะลายโจรที่เห็นผลอย่างชัดเจน คือ ความร่วมมือกับโรงพยาบาลวังจันทร์ ที่นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ราชบุรี บีที-1 มาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาปรุงเฉพาะรายของคลินิกแพทย์แผนไทย เช่น เจลสมุนไพรพอกเข่า สมุนไพรสูตรเย็นสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าอักเสบชนิดมีความร้อน ยาพอกลดปิตตะและลดไข้ รวมทั้งผลิตฟ้าทะลายโจรอบแห้งและแคปซูลสมุนไพรเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลวังจันทร์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเครือข่ายอำเภอวังจันทร์อีก 7 แห่ง
[caption id="attachment_89723" align="aligncenter" width="563"] ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]
นอกจากนี้ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้นำเมล็ดพันธุ์จำนวน 2,250 เมล็ด ไปเพาะและขยายต้นกล้าเพื่อปลูกในพื้นที่ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร รวมทั้งขยายผลการกระจายต้นกล้าร่วมกิจกรรมในโครงการต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย ขณะที่โรงพยาบาลห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำผลผลิตจากระบบโรงเรือนอัจฉริยะใน EECi Biopolis ไปผลิตเป็นยาสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล
[caption id="attachment_89725" align="aligncenter" width="750"] ต้นอ่อนฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1[/caption]
ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี BT-1 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ “สมุนไพรไทย” จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่โอกาสใหม่บนเวทีโลก
ผู้ที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีติดต่อได้ที่ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th
เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย EECi และ ไบโอเทค สวทช.
ข่าว
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


