ผลการค้นหา :
สวทช. เสริมพลังครูผู้สอน – ยกระดับทักษะโค้ดดิ้งให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก
สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะโค้ดดิ้งสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งเพื่อพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก” ระหว่างวันที่ 13–15 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จังหวัดปทุมธานี
การอบรมครั้งนี้มีครูจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก สังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. จาก 21 โรงเรียนทั่วประเทศ เข้าร่วมอบรมมากกว่า 60 คน
การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ปีที่ 1” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก มูลนิธินายห้างโรงปูนผู้หนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านโค้ดดิ้งให้แก่ครูผู้สอน เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
ทั้งนี้ ทักษะด้านโค้ดดิ้ง นับเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากช่วยเสริมความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม
สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก การเรียนรู้โค้ดดิ้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เพิ่มสมาธิและความจดจ่อ ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะทางสังคม การเรียนรู้ และการดำรงชีวิตประจำวัน
ภายในการอบรม คุณครูได้เรียนรู้แนวทางการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้งที่เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว ผ่านการบรรยายและการสาธิตโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการใช้ บอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright และการประยุกต์ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและส่งเสริมทักษะทางเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน
การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวพัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สวทช. เป็นประธานในพิธีเปิด โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่ม พร้อมมุ่งเน้นให้ครูนำความรู้ไปขยายผลสู่การปฏิบัติในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถือเป็นความก้าวหน้าในการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมในสังคมไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมหารือ เทศบาลนครเชียงใหม่ เร่งขยายผลจัดการเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่ ด้วยโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์
(16 ธันวาคม 2568) ณ สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ - นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นางนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือกับคณะจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก สวทช. และมูลนิธิ SOS ประกอบด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการธนาคารอาหาร ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ SOS นางณัฐชลธร ชยุตพงค์พันธุ์ นักวิชาการ สวทช. รวมถึงทีมนักวิจัยนโยบายจาก สวทช. และไบโอเทค ในโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank)
โดย สวทช. นำเสนอโครงการเพื่อลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ภายใต้ “โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand's Food Bank)” และ โครงการการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารสัตว์และผลิตปุ๋ย โดยเน้นย้ำแนวทาง Zero waste ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะอาหารและการสูญเสียอาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การร่วมมือกันระหว่างเทศบาลนครเชียงใหม่ สวทช. มูลนิธิ SOS และภาคีที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดขยะอาหารอย่างเป็นระบบ เพิ่มความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมนำผลจากงานวิจัยและเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. ผนึกพันธมิตร เปิดตัวโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ปลุกทักษะแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ สร้างโอกาสเท่าเทียม พร้อมได้รับประกาศนียบัตรระดับนานาชาติ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต AI E-Learning Platform โดยมี รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.จารุรินทร์ ภู่ระย้า ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขับเคลื่อนและพัฒนา อววน. สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) และ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และคณะผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจของกระทรวง อว. คือการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยให้ความสำคัญในเรื่องกำลังคนเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันมี Flagship หลัก ได้แก่ 1.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2.เซมิคอนดักเตอร์(Semiconductor) 3.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 4.วิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ล่าสุดทราบว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีความร่วมมือด้าน AI ในระดับสากล ซึ่งจะช่วยพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ นำไปสู่การสร้างผู้ประกอบการ SME รวมทั้งผลักดันบุคลากรไทยให้สามารถทำงานได้ทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2565 กระทรวง อว. ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ต่อคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 แผนดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Al และนี่เองคือจุดเริ่มต้นและรากฐานสำคัญของโครงการ Training Center เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ที่เรากำลังเดินหน้าในวันนี้
ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่กำลังเปิดตัว เป็นกลไกแรก ๆ ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้แรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือ Al ที่จำเป็นต่อการทำงานในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศใหม่ เพื่อรองรับการยกระดับทักษะของกำลังคนไทยอย่างเป็นระบบ โดยพันธมิตร มหาวิทยาลัยในเครือข่ายจะเข้ามาสนับสนุนให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้นี้ และต่อยอดเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในที่สุด
“การประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญ ที่จะต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI Training Center) อย่างครบวงจรในอนาคตอันใกล้” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว
รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI เพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งอนาคต เป็นผลผลิตสำคัญชิ้นหนึ่งภายใต้โครงการการสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการพัฒนาทักษะและยกระดับกำลังคนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ริเริ่มโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ให้แก่กลุ่มแรงงานทักษะสูงในภาคอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี-ปริญญาโท รวมถึงนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา หรืออุทยานวิทยาศาสตร์ ภูมิภาค ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือ AI ร่วมกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม อันเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทยสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถปรับตัวได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในระดับโลก โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออกแบบหลักสูตรพื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ และออกแบบหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์เฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง
รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ ที่เข้ามาเชื่อมต่อสู่เป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เข้ามาช่วยสร้างฐานผู้เรียน และต่อยอดเป็นระบบการสนับสนุนผู้ประกอบการและภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญครบวงจร
ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว การบรรยายหัวข้อ "Al Transformation: Preparing Peopleware for the Future" โดย รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "The Evolving Role of Al and Workforce Readiness in Driving Competitiveness" โดย Prof. Xiao Ma Professor and Director of Centre for Business Transformation Nottingham Business School
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เจาะลึก ‘EnPAT’ ‘น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ’ ตัดวงจรเสี่ยงไฟไหม้ ยกระดับความปลอดภัยเมืองกรุง
ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล "ไฟฟ้า" คือเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ทว่าภายใต้ 'หม้อแปลงไฟฟ้า' ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง กลับซ่อนความเสี่ยงจากน้ำมันหม้อแปลงแบบดั้งเดิมที่ผลิตจากปิโตรเลียม ซึ่งมีจุดติดไฟสูงและเสี่ยงลุกลามหากเกิดเหตุขัดข้อง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. หยิบเอาความท้าทายดังกล่าวนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมันให้กลายเป็น “EnPAT” (เอ็นแพท) นวัตกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก ที่ไม่เพียงช่วยตัดวงจรความเสี่ยงอัคคีภัยได้ แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของประเทศไทย
เมื่อ ‘ปาล์มน้ำมัน’ ถูกอัปเกรดโมเลกุล สู่เกราะกันไฟมาตรฐานสากล
ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. อธิบายว่า EnPAT มีจุดติดไฟที่สูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของน้ำมันแร่เดิม ทำให้น้ำมันชนิดนี้ติดไฟได้ยาก สามารถป้องกันการเกิดอัคคีภัยจากการระเบิดของหม้อแปลงได้
อีกทั้งผลทดสอบการเสื่อมสภาพทางความร้อนที่ 110 องศาเซลเซียส ต่อเนื่อง 6,000 ชั่วโมง ยืนยันว่า EnPAT คงสภาพฉนวนได้ดีและมีความชื้นต่ำ ช่วยยืดอายุหม้อแปลงได้นานกว่าน้ำมันแร่ อีกทั้งยังสามารถเติมทดแทนในหม้อแปลงเดิม (Retrofilling) ได้ทันทีโดยไม่แยกชั้น ทำให้เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ง่าย
และที่สำคัญแหล่งกำเนิดของนวัตกรรมนี้มาจาก "ปาล์มน้ำมัน" พืชเศรษฐกิจของไทย ทำให้ EnPAT เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และสามารถหมุนเวียนไปเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลได้ต่อ สร้างวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าสูงสุด ดังที่ ดร.บุญญาวัณย์ ได้กล่าวไว้ว่า "EnPAT ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญ ซึ่งจะทำให้ไทยพร้อมตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero และการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียวในภูมิภาค"
กฟน. เดินหน้านำร่องใช้ ‘ปกป้องมหานคร’ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
นวัตกรรมจะสร้างมูลค่าสูงสุด เมื่อมีผู้นำไปขยายผลใช้งานจริง ด้านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะผู้นำร่องใช้งานจริงในพื้นที่เมืองหลวงที่มีความหนาแน่นสูง โดย นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า กฟน. กล่าวว่า การนำร่องติดตั้งหม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ณ เขตลาดกระบัง เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความปลอดภัย แต่คือก้าวย่างสำคัญทางเศรษฐกิจ นายดิเรก ชี้ให้เห็นว่า "Green Electricity ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Green Data Center ในภูมิภาค ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพ" โดย กฟน. มีแผนที่จะขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบไฟฟ้าของมหานคร พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนวัตกรรมที่ปลอดภัย
การเดินหน้าของ กฟน. ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเจ้าของพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจจากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ว่าในปี พ.ศ. 2568 มีเหตุอัคคีภัยเกิดขึ้น 3,443 ครั้ง โดยมีสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจรถึง 1,243 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ การนำร่องใช้งาน EnPAT ในพื้นที่เขตลาดกระบัง จึงไม่ใช่แค่การทดสอบนำร่อง แต่คือการยกระดับความปลอดภัยของระบบสาธารณูปโภคเชิงรุกตามนโยบาย "ปลอดภัยดี" ของ กทม. เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์หม้อแปลงระเบิดที่อาจลุกลามเป็นอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก
สานต่อภารกิจความปลอดภัย จากต้นน้ำสู่ความมั่นคงทางพลังงาน
ความสำเร็จของ EnPAT เกิดจากการถักทอความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากพันธมิตร โดยเริ่มจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่นำร่องติดตั้งหม้อแปลง EnPAT เครื่องแรกที่จังหวัดชลบุรี มาตั้งแต่มีนาคม 2567 ซึ่งพิสูจน์ความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้ามากว่า 1 ปี 8 เดือน จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งไม้ต่อมายัง กฟน. เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่เมืองหลวง ภารกิจนี้ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องสู่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC กล่าวว่า EnPAT คือ ผลลัพธ์ของการรวมพลังใจจาก 9 หน่วยงานหลัก เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงระบบไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ที่ภูมิใจกับรางวัล PMUC Country First Award ของโครงการนี้ โดยชี้ให้เห็นว่า EnPAT คือ ก้าวย่างสำคัญที่พิสูจน์ว่างานวิจัยไทยสามารถสร้างทั้งโอกาสทางการค้าและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรปาล์มน้ำมันกว่า 400,000 ครัวเรือน ได้อย่างแท้จริง
ผนึกเอกชน สร้าง Value Chain ที่จับต้องได้
ลำพังงานวิจัยไม่อาจสร้างผลกระทบวงกว้างได้ หากขาดฟันเฟืองภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง การผนึกกำลังจึงขยายวงไปสู่ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้ดูแลต้นน้ำในการเตรียมวัตถุดิบปาล์มคุณภาพเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ส่งไม้ต่อให้กับ บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันหล่อลื่นที่เข้ามารับบทบาทปรุงสูตรและขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม และเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันหยดนี้จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด จึงเข้ามาดีไซน์และผลิตหม้อแปลงที่รองรับนวัตกรรมนี้โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีไทยสู่มาตรฐานสากล
EnPAT จึงเป็นมากกว่าน้ำมันในหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ แต่คือพลังแห่งความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน ที่สามารถยกระดับพืชผลเกษตรของชาวสวนกว่า 400,000 ครัวเรือน ให้กลายเป็นนวัตกรรมความปลอดภัยระดับสากลได้สำเร็จ ตอกย้ำภารกิจของ สวทช. ที่มุ่งมั่นสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
อว. โดยนาโนเทค สวทช. ส่งมอบเครื่องกรองน้ำนาโน 10 เครื่องให้ กปภ. สนับสนุนภารกิจบริการน้ำดื่มในพื้นที่อุทกภัยหาดใหญ่
วันที่ 16 ธ.ค.68 ณ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ส่งมอบเครื่องกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังการผลิต 250 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 10 เครื่อง ให้แก่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ชูจุดเด่นด้านระบบกรองที่ออกแบบตามองค์ประกอบของน้ำดิบ ใช้งานและบำรุงรักษาง่าย สามารถติดตั้งในพื้นที่เกิดเหตุการณ์ได้ทันที รวมถึงเคลื่อนย้ายได้ สนับสนุนภารกิจให้บริการน้ำดื่มแก่ผู้ประสบอุทกภัยหาดใหญ่ ขับเคลื่อน วทน. สู่การใช้ประโยชน์จริง ร่วมช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบในช่วงวิกฤต
ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ และปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานภายใต้แนวคิด "S&T Implementation for Sustainable Thailand" หรือ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน มุ่งเน้นเป้าหมายหลักใน 4 มิติ ได้แก่ การสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มการพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“ปัญหาและผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นวงกว้างในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้ที่ผ่านมา ประชาชนได้รับผลกระทบจากการเข้าถึงน้ำสะอาดและขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภค การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เล็งเห็นความสำคัญถึงปัญหาดังกล่าวและพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสะอาดอย่างทันท่วงที โดยนำโจทย์มาที่นาโนเทค และขับเคลื่อนการใช้ วทน. สู่การใช้งานจริงด้วยการนำนวัตกรรมกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพเพื่อสนับสนุนการให้บริการน้ำดื่มแก่ผู้ประสบอุทกภัยหาดใหญ่และผู้ประสบภัยพิบัติอื่น ๆ” ดร. วิยงค์กล่าว
นวัตกรรมกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพ กำลังการผลิต 250 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 10 เครื่อง ที่ถูกส่งมอบให้กับ กปภ. นั้น สามารถกรองกลิ่น สี รส ความขุ่น สารแขวนลอย สารอินทรีย์ โลหะ เช่น สารหนู ฟลูออไรด์ และเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมาในน้ำ ที่สำคัญ ตัวเครื่องถูกออกแบบให้ ใช้งานและบำรุงรักษาได้ง่าย สามารถติดตั้งในพื้นที่เกิดเหตุการณ์ได้ทันที และยังสามารถเคลื่อนย้ายได้ เหมาะกับการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของนักวิจัยนาโนเทค สวทช. ที่สามารถสนับสนุนภารกิจการจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกสถานการณ์
นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า กปภ.มีพันธกิจหลักในการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบริการประชาชนให้ได้มีน้ำสะอาดใช้ในการอุปโภคบริโภค แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติต่างๆ กปภ.มิอาจส่งน้ำ จ่ายน้ำให้กับประชาชนได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ส่งผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำสะอาด เราจึงได้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อจัดหาระบบกรองน้ำดื่ม สำหรับสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสะอาดใช้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด อีกทั้งเป็นการเสริมความพร้อมด้านศักยภาพของ กปภ. ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติต่างๆได้ในอนาคต
“กปภ. จะใช้พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ในการใช้งานเพื่อรองรับการผลิตน้ำดื่มฉุกเฉินในช่วงอุทกภัยหรือสาธารณภัยรูปแบบต่างๆ โดยจะนำข้อมูลการใช้งานจริงจากพื้นที่มาใช้ในการปรับปรุง พัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพระบบกรองน้ำร่วมกับ สวทช. ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างแท้จริง” นายจักรพงศ์ย้ำ
อว. โดย นาโนเทค สวทช. ที่ผ่านมานั้น สามารถเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดแก่ประชาชนมากกว่า 2,700 ครัวเรือน และ ในปี 2568 มากกว่า 24,000 ครัวเรือน และในอนาคตจะต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ สอดคล้องกับทิศทางการวิจัยของนาโนเทคหรือที่เรียกว่า strategic focus หรือเรือธงด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์และปัญหาที่สำคัญของประเทศ ซึ่งนวัตกรรมกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพ เป็นหนึ่งในความสำเร็จภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2569 และได้รับทุนอุดหนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม (แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปีงบประมาณ 2568
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ติดตามการดำเนินงานกระทรวง อว. พร้อมนำเสนอผลงาน ต้นแบบการเลี้ยงไข่ผำ ด้วยเทคโนโลยี IoT พร้อมองค์ความรู้ผลิตพืชอัจฉริยะ
(15 ธันวาคม 2568) ณ จังหวัดนครราชสีมา : ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัด อว. นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาการรองปลัด อว. คณะผู้บริหาร หน่วยงานในสังกัด พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของกระทรวง อว. ณ อำเภอห้วยแถลง และอำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ การเยี่ยมชมการขับเคลื่อนงานด้าน อววน. ยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านนิทรรศการนวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับเกษตรอัจฉริยะ และหน่วยให้บริการประชาชนด้านการตรวจสุขภาพ โดยมีนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานในพื้นที่ให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ สวทช. ได้นำต้นแบบการเลี้ยงไข่ผำ ด้วยเทคโนโลยี IoT มาร่วมจัดแสดง เพื่อให้เกษตรและชาวบ้านได้สัมผัสต้นแบบการเพาะเลี้ยง “ไข่ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูง สู่การผลิต “ไข่ผำพรีเมียม” ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร เพื่อขยายผลสู่ชุมชนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร
ไข่ผำเป็นพืชน้ำพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีปริมาณโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูงอย่างไรก็ตามการผลิตไข่ผำแบบดั้งเดิมยังประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การปนเปื้อน และขาดมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอาหารเฉพาะบุคคล Functional Food โดยความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตไข่ผำที่แตกต่างจากไข่ผำทั่วไปในท้องตลาด นำไปสู่การแบ่งเกรดและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. มอบ “7 กล่องของขวัญปีใหม่ อว. เพื่อประชาชน 2569” มอบทุนกว่า 1 หมื่นทุนการศึกษา
กระทรวง อว. มอบ “7 กล่องของขวัญปีใหม่ อว. เพื่อประชาชน 2569” มอบทุนกว่า 1 หมื่นทุนการศึกษา
- ตั้ง “ศูนย์บริการช่วยผู้ประสบอุทกภัย” กว่า 55 จังหวัด ใน 2,522 ตำบล/เทศบาล
- NIA, สทน., วศ., ปส., สวทช. ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดค่าบริการและให้บริการฟรี
- วช.มอบเตาเผาไบโอชาร์ ลดฝุ่น PM 2.5 ให้ 20 ชุมชนภาคเหนือ
- บพข.ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 กิโลวัตต์ ให้ 50 ชุมชนฟรี
- บพท. ร่วมกับ 24 มหาวิทยาลัย ส่งต่อ 100 เทคโนโลยี 85 โครงการต้นแบบสู่ 45 ชุมชน 34 จังหวัด
[caption id="attachment_78261" align="aligncenter" width="1440"] นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.[/caption]
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “ของขวัญปีใหม่ อว. เพื่อประชาชน 2569” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้บริหารหน่วยงานอื่น ๆ เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ อว. เพื่อประชาชน ปี 2569 ที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนและเยาวชน แบ่งออกเป็น 7 กล่อง ดังนี้
กล่องที่ 1: “ทุนการศึกษาเท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำ พร้อมสร้างคนรองรับอนาคตกว่า 1 หมื่นทุน” กระทรวง อว. จะมอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและความเสมอภาคทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กและเยาวชนพร้อมช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองกว่า 10,000 ทุน อาทิ
1. ทุนลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาส (7,900 ทุน) กลุ่มทุนนี้มุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง
ทุนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล 3,173 ทุน
ทุนปริญญาตรีในประเทศ (5 จชต.) 2,324 ทุน
ทุนคนพิการ 2,000 ทุน
ทุนสานฝันการกีฬา (จชต.) 355 ทุน
ทุนเรียนดีแต่ยากจน 80 ทุน
2. ทุนเด็กเรียนดีและกำลังคนเฉพาะทาง (2,800 ทุน) มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรและนักวิจัยเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
ทุนรัฐบาลด้าน ว. และ ท. 1,026 ทุน
ทุนโคเซ็น (KOSEN) 987 ทุน
ทุนสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) 523 ทุน
ทุนมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 261 ทุน
ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์ 7 ทุน
3. ทุนสาขาเร่งด่วนแห่งอนาคต สนับสนุนการพัฒนาทักษะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่:
Semiconductor & Advanced Electronics
AI & EV
Soft Power (อาหาร, ท่องเที่ยว, กีฬา)
กล่องที่ 2: “อว.แคร์ รวมพลังฟื้นฟูชุมชน” จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์บริการเพื่อชุมชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย” กว่า 55 จังหวัด ใน 2,522 ตำบล/เทศบาล โดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่จัดอบรม Upskill - Reskill ให้กับประชาชน, บริการ Fix It ที่จะให้บริการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซ่อมยานพาหนะ ซ่อมเครื่องจักรการเกษตร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า, บริการพิเศษชุมชน ทั้งการฟื้นฟูสุขภาพจิต และฟื้นฟูสุขภาพกาย คาดว่าจะมีประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์รวมกว่า 26,190 คน
กล่องที่ 3: “Upskill - Reskill เปลี่ยนความรู้เป็นอาชีพ เปลี่ยนทักษะเป็นอนาคต” จัดให้มีบริการวิชาการ/ฝึกอบรมหลักสูตร Upskill - Reskill ให้ประชาชนในพื้นที่ให้บริการของวิทยาลัยชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จัด Upskill - Reskill ให้กับผู้ว่างงาน บุคคลวัยทำงานนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป โดยเน้นหลักสูตร Future Skill หรือทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 กว่า 50 หลักสูตร
สอวช. ร่วมกับ BOI จัดทำหลักสูตรพัฒนาทักษะ STEM เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ และรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศ
ปส.: จัดอบรมการป้องกันภัยด้านนิวเคลียร์และรังสี
วศ.: จัดอมรมเทคนิคการใช้และดูแลอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
มว.: จัดอบรมการจัดการเครื่องมือวัดในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย
กล่องที่ 4: “ให้บริการทางวิทยาศาสตร์ทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดค่าบริการและให้บริการฟรี เพื่อผู้ประกอบการ”
NIA: จัดโครงการ AI คนละครึ่ง ช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการ AI 50% ที่พัฒนาโดยคนไทยให้กับบริษัทเจ้าของนวัตกรรมในเวลาไม่เกิน 1 ปี
สทน.:จัดโปรของขวัญปีใหม่: คลีนสมุนไพร ลดค่าบริการการใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีคุณภาพสูงตั้งแต่ 50% - 70%
วศ.: ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นขอรับการรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ 1,000 บาท
ปส.: เปิดให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดรังสีแบบพกพาสำหรับภาคอุตสาหกรรมและประชาชน ฟรี!
สวทช.: เปิดบริการประเมินระดับความพร้อมของโรงงานอุตสาหกรรมแบบออนไลน์ เพื่อยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมสู่ 4.0 ได้ฟรีทันที ที่ https://www.nstda.or.th/i4platform/
กล่องที่ 5: “เปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศฟรี”
NSM: เปิดเข้าชมฟรี Futurium ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต และส่วนลด 50% ค่าเข้าร่วมกิจกรรมใน Innovation World และ Job World วันที่ 31 ธ.ค. 68 - 4 ม.ค. 69
NARIT: เปิดเข้าชมนิทรรศการดาราศาสตร์ฟรี ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา วันที่ 31 ธ.ค. 68 - 4 ม.ค. 69
ม.ขอนแก่น: เข้าชมฟรี พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และร่วมกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ วันที่ 3 - 4 ม.ค. 69
GISTDA: แจกโปสการ์ดข้อมูลดาวเทียม THEOS - 2 ในรูปแบบออนไลน์ และแจกหนังสือ THEOS - 2 Earth Gallery ในรูปแบบดิจิทัลไฟล์
กล่องที่ 6: “วิจัย & พัฒนาเพื่อชุมชน”
วช.: มอบเตาเผาไบโอชาร์ ลดฝุ่น PM 2.5 ให้ 20 ชุมชนภาคเหนือ
บพข.: ร่วมกับภาคีเครือข่าย “ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 กิโลวัตต์ ให้ 50 ชุมชนฟรี พร้อมแถมแต้มบัตร The 1 (เดอะวัน)
บพท.: ร่วมกับ 24 มหาวิทยาลัย ส่งต่อ 100 เทคโนโลยี 85 โครงการต้นแบบสู่ 45 ชุมชน 34 จังหวัด แจกฟรีและมอบส่วนลดแก่ผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชน อาทิ ส่วนลด 40% เทคโนโลยีเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูง แจกฟรี เทคโนโลยีการแปรรูปสะตอสดแกะเมล็ด 20 กิโลกรัม หรือชุดเพาะเห็ด 2,000 ก้อน รวมถึงสอนสร้างโรงเรือนเพาะเลี้ยงเห็ดสำเร็จรูป 150 ครัวเรือน
กล่องที่ 7: “เปิดจุดบริการประชาชน พักกาย สบายใจ รับปีใหม่ 69”
ม.พิษณุโลก: เปิดจุดบริการประชาชน บริเวณถนนสายพิษณุโลก อ.วังทอง จ.พิษณุโลก/บริเวณหน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาพณิชยการพิษณุโลก
มรภ.กาญจนบุรี: เปิดจุดบริการประชาชน เส้นทางท่องเที่ยวกาญจนบุรี - ลาดหญ้า - ศรีสวัสดิ์,
วว.: เปิดจุดบริการประชาชนที่สถานีวิจัยลำตะคอง ถ.มิตรภาพ (หลักกิโลเมตรที่ 76) ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
มรภ.จันทรเกษม: เปิดบริการฝังเข็มเสริมสุขภาวะ สร้างสมดุลรับปีใหม่ให้ประชาชนฟรี ที่สถานพยาบาลการแพทย์แผนจีน
มรภ.จันทรเกษม: และเปิดบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษาและประชาชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาทั้งออนไลน์และออนไซต์
“นี่คือของขวัญปีใหม่ ที่กระทรวง อว.ตั้งใจมอบให้พี่น้องประชาชนและเยาวชนนิสิตนักศึกษา แม้จะไม่ได้เป็นของขวัญชิ้นใหญ่โตหรือมีมูลค่ามากมาย แต่ของขวัญทุกชิ้นล้วนมาจากความตั้งใจเพื่อสร้างโอกาส สร้างอนาคตและช่วยกันฟื้นฟูบ้านเมืองของเราให้น่าอยู่....สวัสดีปีใหม่ครับ” นายสุรศักดิ์ กล่าว
ในช่วงหลังการแถลงข่าว คณะผู้บริหารของกระทรวง อว. ข้าราชการและสื่อมวลชน ได้ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน โดยหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้นำผลงานวิจัยและพัฒนาที่สามารถสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมาปรุงอาหาร อาทิ ข้าวหอมสยาม 2 ผลงานของ ไบโอเทค สวทช. และ ไข่ไก่โอเมก้า - 3 สูง ผลงานของนาโนเทค สวทช. จัดปรุงเป็นข้าวหอมสยามราดไข่เจียวโอเมก้าสูง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โชว์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและอาหารมูลค่าสูง ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 25 จ.ร้อยเอ็ด
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมในงาน "เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 25" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–14 ธันวาคม 2568 ณ อ่างเก็บน้ำธวัชชัย ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด โดยงานดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายชัชวาลย์ เบญจสิริวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจังหวัด ร่วมเปิดงานเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของ ข้าวหอมมะลิ 105 ทุ่งกุลาร้องไห้ และส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล
[caption id="attachment_78243" align="aligncenter" width="2560"] นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงษ์[/caption]
ภายในงาน สวทช. ได้นำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ดังนี้
นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดย เนคเทค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการแปลงนาอย่างแม่นยำ ได้แก่:
ระบบ HandySense B-Farm: ระบบ เกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะที่ติดตั้งและใช้งานง่าย ช่วยให้เกษตรกรควบคุมสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง: การบริหารจัดการน้ำในนาข้าวที่ช่วยลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนแนวทางการลดภาวะโลกร้อนและตอบโจทย์ตลาดสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Line Bot ผู้ช่วยชาวนา: เครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยวินิจฉัยโรคข้าวเบื้องต้น เพียงเกษตรกรถ่ายภาพส่งเข้าระบบ จะได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
RiceFit: ระบบประเมินความเสี่ยงการปลูกข้าว ที่ช่วยวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่และฤดูกาล เพื่อลดความเสี่ยงด้านผลผลิต
นวัตกรรมอาหารและแปรรูป (Food Innovation) โดย ไบโอเทค
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร อาทิ:
ผงหมักเนื้อนุ่มนัว: นวัตกรรมการแปรรูปข้าวเหนียวอินทรีย์ด้วยกระบวนการหมักเชื้อราชั้นสูง (Koji) ได้เป็นผงหมักธรรมชาติที่ปราศจากผงชูรส ช่วยปรับเนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์ให้นุ่มและรสชาติกลมกล่อม โดยมีการสาธิตเมนู "ข้าวเจ้าไรซ์เบอร์รี่ 2 ทานคู่กับเนื้อทอดนุ่ม" ให้ผู้ร่วมงานได้ทดสอบคุณภาพ
นอกจากนี้ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ยังร่วมออกบูธเพื่อให้คำปรึกษาด้านการจัดการเทคโนโลยีแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
หลักสูตร นกส. รุ่นที่ 2 เยี่ยมชม สวทช. มุ่งเสริมสร้าง ‘สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้’ รับมือยุคดิจิทัล
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 คณะผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรนักบริหารนวัตกรรมการศึกษาขั้นสูง (นกส.) รุ่นที่ 2 วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นำโดย ดร.ธวัชชัย อุ่ยพานิช อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ อาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัย เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
[caption id="attachment_78212" align="aligncenter" width="2048"] ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช[/caption]
ในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมฯ พร้อมชื่นชมวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับสากล โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการศึกษาดูงานในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนา นวัตกรรมทางการศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรมบรรยายพิเศษด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สำหรับการเข้าเยี่ยมชมในครั้งนี้ สวทช. ได้จัดกิจกรรมการบรรยายพิเศษที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความรู้ยุคดิจิทัล ประกอบด้วย:
1. ห้องสมุดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสากล
บรรยายโดย อาจารย์บุญเลิศ อรุณพิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKS) และคณะทำงาน เพื่อนำเสนอแหล่งเรียนรู้และคลังข้อมูลวิจัยที่สำคัญ
2. AI ในชีวิตประจำวันและการเรียนรู้
บรรยายโดย คุณชัชวาลย์ สังคีตตระการ วิศวกรวิจัยอาวุโส จากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานฟอร์เมชั่นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (ATS) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อสร้างความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการศึกษา
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. ร่วมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเปิดงานกาชาด ประจำปี 2568
(11 ธันวาคม 2568) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานกาชาด ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจ ปวงประชาน้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย" ณ พลับพลาพิธี หน้าห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารในกระทรวง อว. เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ บูธกาชาด อว. สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ และทูลเกล้าฯ ถวายชุดเรเชล (Rachel) บอดีสูทพยุงกล้ามเนื้อสำหรับวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการเสริมความมั่นคงในการเคลื่อนไหว
นวัตกรรม “เรเชล”เป็นเทคโนโลยีเอ็กโซสูท (Exosuit) ที่วิจัยพัฒนา โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เพื่อตอบโจทย์การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตั้งแต่ปี 2565 เป้าหมายหลักคือการยืดช่วง Active Aging หรือช่วงเวลาที่ผู้สูงวัยยังมีความสุขกับการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตโดยอาศัยการดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเองนานที่สุด ก่อนจะเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์ให้กับบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) แล้ว
กระทรวง อว. ขอเชิญเที่ยวงานกาชาดประจำปี 2568 "ร้อยดวงใจ ปวงประชาน้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"
พบกับนิทรรศการและกิจกรรมมากมายภายในบูธกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
การจำหน่ายสินค้าคุณภาพมาตรฐานจากงานวิจัยและนวัตกรรม
กิจกรรมจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย ลุ้นรางวัลทองคำ
กิจกรรมสอยดาวและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม
พบกันที่บูธหมายเลข 3.22 (เข้าทางประตู 3 ติดถนนพระรามที่ 4)
ระหว่างวันที่ 11 - 21 ธันวาคม 2568
เวลา 11.00 - 22.00 น. ณ สวนลุมพินี
หรือร่วมงานรูปแบบ Online ที่ www.iredcross.org
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช.–กพร. เชิญชวนร่วมงานสัมมนา “Transform mining, Define the future: เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” ครั้งแรกของไทย ดันอุตสาหกรรมเหมืองแร่สู่ยุคเหมืองอัจฉริยะ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเหมืองแร่ และผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคดิจิทัล เข้าร่วมงานสัมมนา “Transform mining, Define the future: เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” เตรียมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยสู่ “เหมืองอัจฉริยะ” จัดขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00–13.00 น. ณ ห้อง Jubilee Ballroom ชั้น 11 โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ
งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเหมืองแร่ไทยสู่ยุคเหมืองดิจิทัล ผ่านมาตรฐานประเมิน Mining 4.0 Index ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับโรงงานเหมืองแร่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติขั้นสูง
Highlights สำคัญภายในงาน
บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0”
โดย ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.
สรุปผลดำเนินงาน Mining 4.0 และทิศทางพัฒนาในอนาคต เพื่อให้เหมืองไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
การเสวนา “การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ 0”
โดยผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่ประสบความสำเร็จ พร้อมแชร์ประสบการณ์จริง แนวปฏิบัติที่ทำได้ทันที และบทเรียนการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับ
เปิดตัว “เกณฑ์ประเมิน Mining 4.0 Index” ครั้งแรกของประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการรู้จุดแข็ง จุดอ่อน และวางแผนเทคโนโลยีให้เหมาะสม
เข้าถึง สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงโอกาสได้รับ ทุนสนับสนุนสูงสุด 50%
เยี่ยมชมบูธจากหน่วยงานสนับสนุน เช่น i4.0, ITAP, SMC, MTEC พร้อมคำปรึกษาเรื่อง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และ มาตรการภาษีเพื่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่
เข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนได้ที่: https://forms.gle/DgoQAUZFEv2vgpcA8
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 081-710-3831 (คุณชัยนันท์) / 085-878-3999 (คุณรุ่งนภา)
E-mail: ikd-kas@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. และเมืองนวัตกรรมอาหารร่วมงาน FoodX – Premiumization Day 2025 นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรมอาหาร ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน FoodX - Premiumization Day 2025 ที่เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network Thailand: RUN), สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI), สถาบันไทย–เยอรมัน (Thai-German Institute: TGI), บริษัท จีเอ็มทีเอ็กซ์ จำกัด (GMTX) และ LIKEME
ภายในงานประกอบไปด้วยการแสดง เทคโนโลยีด้านการผลิต บรรจุภัณฑ์ ดิจิทัลโซลูชัน และบริการด้านการตลาด พร้อมการประชุมเสวนาวิชาการสำคัญ อาทิ
- VISIONARY STAGE เวทีที่รวมผู้นำจากบริษัทอาหารชั้นนำของไทย ร่วมให้วิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทย
- MARTECH STAGE โดยผู้บริหารบริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรมอาหารร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การดำเนินธุรกิจสู่ความสำเร็จ
- TECH TALK เวทีพูดคุยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร ที่ช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารสู่ “Premiumization” รวมถึงแนวทางส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมอาหารอย่างยั่งยืน
ไฮไลต์พิเศษของงาน ได้แก่ กิจกรรมจาก Food Innopolis และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านช่วง HAPPY HOURS: THE PREMIUM CIRCLE AND SOFT POWER SYMPHONY พร้อมเสวนาเจาะลึกการบูรณาการเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับทุนวัฒนธรรม การยกระดับชีวมรดกท้องถิ่นสู่นวัตกรรมรสชาติ และการสร้างคุณค่าให้กับสินค้าพรีเมียม
นอกจากนี้ ยังมี กิจกรรมนำเสนอการเชื่อมโยงสุราไทยกับอาหาร (Canape’) การแสดงศักยภาพ Craft Spirit ผ่านเมนูสร้างสรรค์จากเชฟผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรม จับคู่กลิ่นกินได้กับสุราไทย โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Sensory Science
ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร นวัตกรรมอาหาร และผู้ที่สนใจธุรกิจอาหารเชิงนวัตกรรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการ ยกระดับอุตสาหกรรมนวัตกรรมอาหารของไทย เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


