หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กพร. ผนึกกำลัง สวทช. เปิดตัวครั้งแรก “Mining 4.0 Index” ดัชนีชี้วัดเหมืองแร่อัจฉริยะของไทย ชู 6 บริษัทต้นแบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจนำร่องสู่เหมืองแร่ยุคดิจิทัล
(23 ธันวาคม 2568) โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ – กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาใหญ่ภายใต้แนวคิด “Transform mining, Define the future: เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” ภายในงานมีการเปิดตัวเครื่องมือประเมินระดับความพร้อมดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมเผยโฉม 6 บริษัทต้นแบบที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสากล นายอานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เป็นต้นน้ำให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เซรามิก ปิโตรเคมี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน หากภาคเหมืองแร่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศโดยตรง เพื่อให้ก้าวทันกระแสโลก เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะในสายการผลิตระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรที่เชื่อมต่อข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data แพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI เหล่านี้ คือมาตรฐานสำคัญของ Mining 4.0 ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องก้าวให้ทัน เพื่อสร้างความปลอดภัย เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างยั่งยืน ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า บทบาทหลักของ สวทช. คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการเหมืองแร่กว่า 50 ราย เข้าร่วมประเมินความพร้อมผ่านแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งการประเมินดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระจกสะท้อนองค์กร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของตนเองในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ความพร้อมในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้รองรับยุคดิจิทัล จาก Thailand i4.0 Index สวทช. ได้ร่วมกับ กพร. พัฒนาเป็น Mining 4.0 Index ที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมแร่ (เหมืองแร่ โรงโม่ โรงแต่งแร่) เป็นครั้งแรกของไทย จากการดำเนินงานภายใต้ MOU ความร่วมมือระหว่าง กพร. และ สวทช. ได้มีการคัดเลือก 6 ผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นและมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อเข้ารับคำปรึกษาและวางแผนงานเทคโนโลยี (Technology Roadmap) อย่างเข้มข้น ได้แก่ บริษัท สิรินิธิ จำกัด, บริษัท ครีเอทีฟ มิเนอรัล จำกัด, บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ช.นิยม จำกัด, บริษัท เหมืองแร่ลิวง จำกัด และบริษัท พิพัฒน์กร จำกัด ซึ่งทั้ง 6 บริษัทได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการประกอบการของตนเอง รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถพัฒนาแผนงานที่เหมาะสมกับสภาพการผลิตจริงของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม “ความสำเร็จของ Mining 4.0 Index ในครั้งนี้ จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ภาครัฐนำไปต่อยอดกำหนดมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเหมืองแร่ไทยสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสังคม” นายอานันท์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกความร่วมมือ คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา ขับเคลื่อนโครงการ CWIE มุ่งพัฒนากำลังคนวิจัยศักยภาพสูงสู่ภาคอุตสาหกรรม
วันที่ 20 ธันวาคม 2568, จังหวัดชลบุรี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล (HRSS) และงานสรรหาคัดเลือก เข้าร่วมกิจกรรม "CWIE DAY 2025 ครั้งที่ ๓" ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมวางรากฐานการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) และเตรียมความพร้อมนิสิตสู่โลกการทำงานจริงในยุคนวัตกรรม กิจกรรมในครั้งนี้ สวทช. ได้รับเกียรติร่วมหารือและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับ รองศาสตราจารย์ ดร.อุษาวดี ตันติวรานุรักษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรการศึกษากับโจทย์วิจัยและทักษะที่จำเป็นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติงานในโครงการวิจัยระดับประเทศของ สวทช. ผ่านระบบสหกิจศึกษาที่มีมาตรฐาน การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นการสร้างความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้เห็นเส้นทางอาชีพ (Career Path) ในสายงานวิจัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การสัมผัสประสบการณ์ทำงานจริงในห้องปฏิบัติการระดับมาตรฐานสากล จะช่วยให้ สวทช. สามารถดึงดูดกลุ่มผู้มีศักยภาพ (Talent) และเตรียมความพร้อมว่าที่นักวิจัยรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน" นอกจากนี้ ทีมงานสรรหาคัดเลือกยังได้ร่วมจัดบูธนิทรรศการแนะนำเส้นทางอาชีพ (Career Path) และโอกาสการร่วมงานในตำแหน่งนักวิจัยและบุคลากรสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งได้รับความสนใจจากนิสิตและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างดี พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการวิจัยที่น่าสนใจ และการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานอย่างมืออาชีพในห้องปฏิบัติการระดับสากล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: งานสรรหาคัดเลือก ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล สวทช. โทรศัพท์: 0-2564-7000 เว็บไซต์: www.nstda.or.th 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย ลดเสี่ยงไฟไหม้ ลดปล่อยคาร์บอน สนับสนุนไฟฟ้าสีเขียว
  ‘หม้อแปลงระเบิด ไฟไหม้ลุกลามบ้านเรือนประชาชน’ คือ หนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ่อยครั้ง และหลายครั้งนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนา EnPAT (เอ็นแพท) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพที่มีอุณหภูมิจุดติดไฟ (fire point) สูง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าสีเขียว (green electricity) อย่างยั่งยืนของประเทศไทย EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จากปาล์มน้ำมันไทย โดยทั่วไปในหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีการบรรจุน้ำมันแร่ซึ่งผลิตจากปิโตรเลียมเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าและระบายความร้อน แต่น้ำมันแร่มีจุดอ่อนเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิด มีโอกาสที่น้ำมันจะลุกติดไฟ และลามไปสู่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน [caption id="attachment_78495" align="aligncenter" width="750"] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี มาใช้ในการแปรรูปน้ำมันจากผลปาล์มให้เป็นน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าในชื่อ EnPAT โดยผลิตภัณฑ์นี้มีจุดแข็งเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันแร่ 2 เท่าหรือสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุไฟไหม้จากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดได้เป็นอย่างดี ในกรณีเกิดเหตุที่ทำให้น้ำมันรั่วไหล EnPAT จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เพราะมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบสูงถึงร้อยละ 97 ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า หากมีการใช้งานน้ำมัน EnPAT ในปริมาณ 33 ล้านลิตรต่อปี หรือมีการใช้งานทั่วประเทศไทย จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 38 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2 eq) ต่อปี หรือใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนมากถึง 4 ล้านต้น ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้งาน EnPAT แทนน้ำมันแร่ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ได้เป็นอย่างดี “นอกจากนี้เมื่อ EnPAT หมดอายุการใช้งานยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซลสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญได้ด้วย” ใช้จริงแล้ว 10 จังหวัด เตรียมขยายผลสู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวทั่วไทย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2567 เอ็นเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการนำร่องติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT แล้วใน 9 จังหวัดครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เอ็นเทค สวทช. ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำร่องใช้งานในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อีกจุดหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้งาน EnPAT ไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานร่วมกับหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องใหม่เท่านั้น เพราะทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบแล้วว่า EnPAT มีความเข้ากันได้กับน้ำมันแร่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ทดสอบใช้งาน EnPAT ในสภาวะเร่งภายในห้องปฏิบัติการ โดยจำลองการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าในสภาวะอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เพื่อศึกษาการเสื่อมสภาพของน้ำมันรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ภายในหม้อแปลงแล้วด้วยผลการทดสอบพบว่า EnPAT มีแนวโน้มช่วยยืดอายุการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ “ผลจากการทดสอบนี้ทำให้เอ็นเทค สวทช. กำลังเตรียมขยายผลการดำเนินงานร่วมกับ กฟภ. และ กฟน. ในการใช้ EnPAT ทดแทนน้ำมันแร่สำหรับการซ่อมบำรุงหม้อแปลงไฟฟ้า รวมไปถึงการใช้ EnPAT กับหม้อแปลงเครื่องมือวัดทั้งชนิดหม้อแปลงวัดกระแสไฟฟ้า (CT) และหม้อแปลงวัดแรงดันไฟฟ้า (VT)” นอกจากการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอ็นเทค สวทช. และพันธมิตร ยังมีแผนจะนำ EnPAT ไปใช้ในภารกิจพลังงานสะอาดด้วย ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า นอกจากหม้อแปลงทั่วไปที่ใช้แกนเหล็กซิลิกอนแล้ว ในระบบจำหน่ายไฟฟ้ายังมีหม้อแปลงที่แกนเหล็กทำจากโลหะอะมอร์ฟัส (amorphous) โดยหม้อแปลงชนิดนี้มีจุดแข็งคือลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในช่วงไม่มีโหลด (no-load) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเหมาะแก่การใช้งานในระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ โดยทีมวิจัยได้ทดสอบแล้วว่า EnPAT มีคุณสมบัติที่เข้ากันได้อย่างดีกับโลหะอะมอร์ฟัส “ดังนั้นหากมีการนำ EnPAT ที่ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไปใช้ร่วมกับหม้อแปลงอะมอร์ฟัสที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นคู่หูที่พร้อมขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน “นอกจากนี้ ปัจจุบัน เอ็นเทค สวทช. ยังมีแผนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการใช้ EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เขื่อนสิรินธร เพื่อประเมินการขยายผลไปสู่การใช้งานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำหรือ Floating solar ของ กฟผ. ต่อไป” จากพลังความร่วมมือ สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ความสำเร็จของการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ EnPAT ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และขยายผลการใช้งานในวงกว้างได้เช่นนี้ เป็นเพราะพลังแห่งการผลักดันเชิงรุกจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย [caption id="attachment_78496" align="aligncenter" width="750"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า EnPAT ประสบความสำเร็จเช่นวันนี้ได้ เพราะแรงผลักดันจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัทเจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนด้านการทดสอบตามมาตรฐานสากล รวมไปถึงการสนับสนุนการติดตั้งใช้งานจริงมาโดยตลอด “การที่ทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินงานเชิงรุก ทำให้วันนี้ผลลัพธ์เริ่มผลิดอกออกผล มีการนำ EnPAT ไปใช้ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสีเขียวในประเทศไทยแล้วถึง 10 จังหวัด โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคครัวเรือนได้ใช้งานไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล” “นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีมูลค่าสูง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์ EnPAT ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรไทยกว่า 4 แสนครัวเรือนเป็นผู้ผลิต” ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย EnPAT คือ หนึ่งในผลงานวิจัยไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชาชน อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานรองรับการเติบโตของประเทศไทยในแต่ละมิติอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เอ็นเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ผอ.สวทช. ชี้ทางรอดวิศวกรยุคใหม่ ไม่ต้องแข่งเทคโนโลยี แต่ต้องใช้ให้เป็น หนุนโมเดล WBL ของปัญญาภิวัฒน์ สร้าง ‘นักวิจัยปฏิบัติการ’ รับมืออุตสาหกรรม 4.0
(วันที่ 22 ธันวาคม 2568) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ในหัวข้อการปรับตัวของนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่า วิศวกรยุค Industry 4.0 ต้องปรับตัวดึง AI เสริมศักยภาพการทำงาน เนื่องจากเทคโนโลยีไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือเครื่องทุ่นแรงสู่ความสำเร็จ พร้อมชูรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเป็นกุญแจสำคัญสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์อนาคต ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ เปิดเผยว่า ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน วิศวกรยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องพยายามเอาชนะหรือแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่หัวใจสำคัญคือการรู้จักนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปรียบเสมือนการใช้รถยนต์เป็นพาหนะเพื่อให้ถึงจุดหมายได้รวดเร็วขึ้น แทนที่จะพยายามวิ่งให้เร็วกว่าเครื่องยนต์ “เช่นเดียวกันนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเห็นผลทันทีในวันนี้ แต่คือการเตรียมความพร้อมในเชิงองค์ความรู้ สิ่งที่เราคิดและวิจัยในปัจจุบันอาจกลายเป็นทางรอดหลักของอุตสาหกรรมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า” ผอ.สวทช. ระบุ นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมระบบการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง หรือ Work-Based Learning (WBL) ของ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM ว่าเป็นจุดแข็งที่แตกต่าง เนื่องจากช่วยให้นักศึกษาได้สัมผัสหน้างานจริงก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สร้างทักษะวิชาชีพ แต่ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่ค้นพบความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับตนเอง จนกลายเป็น "วิศวกรที่พร้อมทำงาน" (Ready to Work) และเข้าใจบริบททางธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ในช่วงท้ายของการเสวนา ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้สนับสนุนให้นักศึกษาพัฒนาตนเองสู่การเป็น “นักวิจัยปฏิบัติการ” โดยการนำปัญหาหรือประสบการณ์จากการฝึกงานมาเชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับประเทศ โดยเฉพาะในมิติด้านความยั่งยืนและการเข้าถึงทรัพยากรเทคโนโลยี เพื่อให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเข้มข้น นักศึกษาได้ร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนความเห็น สะท้อนถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีวิสัยทัศน์จากผู้นำ สวทช. เป็นเข็มทิศสำคัญในการก้าวสู่เส้นทางอาชีพวิศวกรในโลกอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ มูลนิธิ SOS ลงพื้นที่ “เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน” ขยายผลโมเดลธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย กู้วิกฤตขยะอาหารสู่ชุมชนเปราะบาง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เดินหน้ายกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “การขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand's Food Bank)” โดยล่าสุด (15-19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา) คณะทำงานโครงการฯ ได้ลงพื้นที่ภาคเหนือ ครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เพื่อหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) และประยุกต์ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. สนับสนุนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ในการช่วยแก้ปัญหาการเกิดขยะอาหารและการสูญเสียอาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเปราะบาง พร้อมเก็บข้อมูลเชิงลึกในกระบวนการบริจาคอาหาร รวมถึงลงพื้นที่ในชุมชนที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลโครงการฯ อย่างน้อย 30 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในปี 2571 ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการจัดตั้งธนาคารอาหารที่มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และด้านการพัฒนาสังคมด้วยการสนับสนุนให้อาสาสมัครในท้องถิ่นมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงในการกอบกู้อาหารส่วนเกินคุณภาพดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในจังหวัดเชียงใหม่ คณะทำงานฯ ได้มุ่งเน้นการศึกษาต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูง โดยศึกษาการเชื่อมโยงระบบขนส่งและการกระจายอาหารจากผู้ประกอบการโรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปสู่ศูนย์พักพิงและกลุ่มเปราะบางในเขตเมือง เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการทรัพยากรอาหารให้สอดคล้องกับสภาพสังคมเมืองที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินจำนวนมากในแต่ละวัน โดยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ คณะทำงานฯ ได้เข้าพบนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นางนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะทำงานฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคธุรกิจเข้าร่วมประชุมหารือ ณ โรงแรมเวียงลคอร เพื่อวางแนวทางดึงภาคเอกชนและเครือข่ายผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบธนาคารอาหาร โดยมีนายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการในพื้นที่ และจิตอาสาจำนวน 27 คน โดยได้แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการอาหารส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่การคัดแยก การรวบรวม การกระจาย/ส่งต่อ ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนจังหวัดลำปางสู่การลดการสูญเสียอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกันนี้ยังได้ลงพื้นที่ร่วมกับอาสาสมัครรักษ์อาหารจังหวัดลำปาง เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการรับและแจกจ่ายอาหารให้แก่กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชุมชนบ้านสามขา และบ้านแม่ทะ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของอาสาสมัครในระดับชุมชน และในจังหวัดลำพูน คณะทำงานฯ ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน โดยมี นายรุ่งโรจน์ สุนทร ท้องถิ่นจังหวัดลำพูน ร่วมประชุม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางขยายผลร่วมกับเครือข่ายตัวกลางในพื้นที่ ณ โรงแรมแกรนด์ปา แอนด์ รีสอร์ท โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และเครือข่ายจิตอาสามากกว่า 15 คน ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในการกอบกู้อาหารจากห้างสรรพสินค้า เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชนบ้านขว้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบนายนพดา อธิกากัมพู ประธานหอการค้าจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยผู้ประกอบการท้องถิ่นเพื่อหารือความร่วมมือการขยายผลโครงการ โดยในเบื้องต้นผู้ประกอบการในพื้นที่ได้แสดงความจำนงบริจาคอาหารส่วนเกินแล้วจำนวน 4 ราย ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวเสริมว่า ข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่หารือความร่วมมือและขยายผลโครงการ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูนครั้งนี้ จะถูกนำไปพัฒนาโมเดลการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะอาหารแต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างทั่วถึง โดย สวทช. และภาคีเครือข่ายจะมุ่งมั่นดำเนินโครงการนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย เพื่อให้เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดปริมาณขยะอาหาร และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารสืบไป ขณะที่ นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ SOS กล่าวถึงหลักการทำงานของ SOS ว่า ทาง SOS จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้บริจาคกับอาสาสมัครเพื่อจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ โดยอาสาสมัครทุกคนต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยทางอาหารและการลงข้อมูลอย่างเข้มงวด ซึ่งมีเทคโนโลยีจาก สวทช. มาช่วยในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพอาหารที่พร้อมส่งต่อสู่ชุมชนผู้เปราะบาง ได้แก่ Food Safety Guideline โดยไบโอเทค แพลตฟอร์มดิจิทัลจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ โดยเนคเทค และแพลตฟอร์มคำนวณ Carbon Footprint โดยเอ็มเทค ซึ่งมูลนิธิ SOS จะมีการทำงานร่วมกับ สวทช. อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งต่ออาหารส่วนเกินและร่วมกันสร้างการเติบโตของเครือข่ายธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทยในอนาคต ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) คลิก https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชวนมอบ Rachel (เรเชล) บอดีสูทเสริมการเคลื่อนไหว เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ผู้สูงอายุ
  ตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าในอีกทศวรรษข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ที่มีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ชวนคนไทยส่งมอบ Rachel (เรเชล) รุ่น Everyday ชุดบอดีสูท (bodysuit) เสริมการเคลื่อนไหวให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้สูงอายุ เพื่อแทนคำขอบคุณและสื่อสารข้อความจากใจว่า ‘ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อยู่กับลูกหลานไปยาวนาน’ Rachel เสริมการเคลื่อนไหว เพิ่มความมั่นใจให้ผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประสบเหตุพลัดตกหกล้มหลักล้านครั้งต่อปี หลายครั้งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือกระทั่งเสียชีวิต สาเหตุสำคัญมาจากผู้สูงอายุมีมวลกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดน้อยลง ทำให้ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้ไม่มั่นคง [caption id="attachment_78467" align="aligncenter" width="750"] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาบอดีสูท Rachel รุ่น Everyday ขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุรวมถึงวัยทำงานได้สวมใส่เพื่อปรับร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูก และช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ทั้งส่วนหลัง สะโพก และต้นขา ช่วยให้ลุกยืน เดิน ยกของ และออกกำลังกายได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น “ชุด Rachel ผ่านการออกแบบให้เนื้อผ้ามีความตึงกระชับพอเหมาะกับกล้ามเนื้อแต่ละส่วน เพื่อให้ผู้ใส่รับรู้ตำแหน่งของข้อต่อได้ดีขึ้น โดยแรงดึงยืดและแรงกดเบา ๆ จากเนื้อผ้าจะช่วยเสริมการเคลื่อนไหวในการทำกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากผู้สวมใส่นั่ง ยืน หรือเคลื่อนไหวด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมจะเกิดแรงต้านและแรงผลักเบา ๆ ที่ชุด เพื่อให้ผู้ใส่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถสู่ท่าทางที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติด้วย” ในการวิจัยและพัฒนา Rachel รุ่น Everyday เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการเทคโนโลยีศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อออกแบบชุดให้เหมาะกับสรีระและการเคลื่อนไหว รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน หนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่ทำให้บอดีสูท Rachel ออกสู่ตลาดได้จริงแล้วในวันนี้ คือ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)   [caption id="attachment_78473" align="aligncenter" width="750"] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)[/caption] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งในการร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งทอและชุดชั้นในกว่า 55 ปี มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผลจากความร่วมมือตั้งแต่ปี 2567 ทำให้ในวันนี้บริษัทพร้อมจำหน่ายชุด Rachel รุ่น Everyday แล้วในรูปแบบชุดที่รองรับทั้งสรีระผู้หญิงและผู้ชาย (unisex) จำนวน 7 ขนาดตั้งแต่ M ถึง 5XL รอบใต้อกตั้งแต่ 27–40 นิ้ว “Rachel รุ่น Everyday ผลิตด้วยผ้าเส้นใยไนลอนผสมสแปนเด็กซ์ เนื้อผ้านุ่ม ยืดหยุ่นสูง และระบายอากาศดี ไม่อับชื้น มีช่องเปิดสำหรับทำธุระในห้องน้ำได้สะดวก หลังผ่านการใช้งานสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้เหมือนชุดชั้นในทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานใส่ชุด Rachel ได้อย่างสะดวกสบายในทุกฤดูกาล” นวัตกรรมไทย ผลิตในประเทศไทย เพื่อคนไทย การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นความท้าทายอย่างยิ่งของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย เพราะการที่ผู้สูงวัยมีสุขภาพแข็งแรงและมีสุขภาพจิตดี ไม่เพียงช่วยยกระดับมวลรวมความสุขของคนในประเทศ แต่ยังนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในระยะยาว และช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศด้วย [caption id="attachment_78471" align="aligncenter" width="750"] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)[/caption] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า สวรส. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยชุดบอดีสูท Rachel แก่เอ็มเทค สวทช. ตั้งแต่ปี 2565 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแบบเชิงรุก ส่งเสริมให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม รวมไปถึงการลดความเสี่ยงการเป็นโรคกลุ่ม NCDs เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง “การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์ และมีศักยภาพที่จะผลิตด้วยตนเองภายในประเทศ จะนำไปสู่การเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ หลังจากนี้ สวรส. ยังตั้งใจที่จะสนับสนุนการผลักดันให้บอดีสูท Rachel เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกได้มากขึ้นด้วย” การพัฒนาบอดีสูท Rachel จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่วมให้ข้อมูลประกอบการทำวิจัยและสนับสนุนการทดสอบใช้งาน [caption id="attachment_78472" align="aligncenter" width="750"] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.[/caption] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของ สวทช. ต้องขอขอบพระคุณ สวรส., สกสว., บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยของเอ็มเทค สวทช. มาโดยตลอด จนสามารถขับเคลื่อน ‘From Lab to Market’ หรือต่อยอดผลงานจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การจำหน่ายจริง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกนี้ “สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ Rachel รุ่น Everyday ปัจจุบันบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดจำหน่ายในรูปแบบสั่งซื้อล่วงหน้า (pre-order) แล้วที่ Wacoal Body Clinic อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ถนนพระราม 3 ซอย 23 และจะเปิดจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 2 สาขา ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ Wacoal Body Clinic แผนกชุดชั้นใน ชั้น 4 เซ็นทรัลลาดพร้าว และที่ Wacoal Body Clinic โรงพยาบาลเวชธานี ผู้ที่สนใจทดลองสวมใส่และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ทั้ง 3 สาขา พิเศษ ! ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนตุลาคม ปี 2569 บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) มีจัดโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโปรโมชันได้ที่ไลน์ไอดี (Line ID): @bodyclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2689 8484 ผู้ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา • นายกนกลักษณ์ ดูการณ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม แพ็ทเทิร์น ไอที • รศ. ดร.วีรวัฒน์ ลิ้มรุ่งเรืองรัตน์ อาจารย์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล • ผศ. นพ.บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล • ดร.เมธนียา ปิลันธนานนท์ อาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล • นายพิชิตพล เกิดสมนึก นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ภาพประกอบโดย วลัยลักษณ์ คงพระจันทร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึกกำลัง Changan-Shanghai Edrive รับมอบเทคโนโลยี E-Drive ต่อยอดสู่ฮับ EV อาเซียน
วันที่ 18 ธันวาคม 2568, กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (TECE) ร่วมกับ  ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)  จัดพิธีรับมอบ "ชุดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (E-Drive Assembly)" จาก บริษัท Shanghai Electric Drive และ บริษัท Changan Auto Southeast Asia เพื่อเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยเทคโนโลยี จำลองสถานการณ์เสมือนจริง หรือ Hardware-in-the-Loop (HIL) พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคาร สวทช. (โยธี) ถนนพระรามที่ 6 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ TECE และผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. เป็นผู้รับมอบ ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากพันธมิตร ได้แก่ คุณอิ้ง หง เลี่ยง (Mr. Ying Hongliang) รองประธาน บริษัท Shanghai Electric Drive ผู้ผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าชั้นนำ และ คุณกวน ซิน (Mr. Guan Xin) รองประธาน บริษัท Changan Auto Southeast Asia ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ (TAI) ร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล เปิดเผยว่า การรับมอบชุด E-Drive Assembly ในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากความสำเร็จในความร่วมมือทางเทคนิคระหว่าง สวทช. และภาคเอกชน โดยที่ผ่านมาทีมวิจัย TECE ได้ดำเนินการทดสอบและรับรองมาตรฐานซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว (Embedded Software) ด้วยเทคโนโลยี HIL จนประสบความสำเร็จ เริ่มต้นจากชุดระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ของรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น Deepal S05 ที่ผลิตในประเทศไทย และขยายผลมาสู่ชุดควบคุมมอเตอร์ (Inverter/MCU) ในปัจจุบัน "ชุด E-Drive ที่ได้รับมอบในวันนี้ เปรียบเสมือน 'หัวใจและสมอง' ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทาง สวทช. จะนำไปใช้เป็นครุภัณฑ์สำคัญในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงใช้เป็นสื่อการสอนจริงในกิจกรรมฝึกอบรม (Workshop) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการทดสอบ HIL ให้แก่วิศวกรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Local Content และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล" ดร.สุมิตรา กล่าว ด้านผู้บริหารจาก Changan Auto และ Shanghai Electric Drive ได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพทางเทคนิคของทีมวิจัยไทย และยืนยันความตั้งใจที่จะสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางการผลิตและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน (EV Hub of ASEAN)" อย่างเต็มภาคภูมิ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: งานประชาสัมพันธ์ สวทช. โทรศัพท์: 0-2564-6500 เว็บไซต์: www.entec.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มบริษัท เมืองไฟฟ้าวิศวกรรม
เมื่อนวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนคเทค สวทช. โดยสถาบันประเมินและรับรองเทคโนโลยีดิจิทัล (DTEC) ได้รับเกียรติจาก นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการเนคเทค มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ในขอบข่ายบริการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา ระบบดับเพลิงด้วยน้ำ ตามมาตรฐาน NFPA 25 ให้กับกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าเมืองวิศวกรรม โดยมีนายสมเกียรติ ประทุมมินทร์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำหรับกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในงานด้านวิศวกรรมความปลอดภัยงานบริการตรวจสอบอาคาร ระบบดับเพลิง ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ซึ่งการได้รับการรับรองจาก DTEC นี้ เป็นการยืนยันความสามารถในการให้บริการ ทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญของบุคลากร ความพร้อมของเครื่องมือวัด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ รวมถึงมีการดำเนินงานตามวิธีการ ขั้นตอนที่สอดคล้องตามมาตรฐาน และข้อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ DTEC กำหนด  โดยบริษัทที่ผ่านการรับรองประกอบด้วย 4 บริษัท ดังนี้ 1) บ.เมืองไฟฟ้า โรจนะวิศวกรรม จำกัด 2) บ.เมืองไฟฟ้า กรุงเทพวิศวกรรม จำกัด 3) บ.เมืองไฟฟ้า อมตะนครวิศวกรรม จำกัด 4) บ.เมืองไฟฟ้า อิสเทิร์นซีบอร์ด จำกัด และกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นรายแรกที่ได้รับการรับรองจาก DTEC ในขอบข่าย บริการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา ระบบดับเพลิงด้วยน้ำ   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ DTEC  สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.nectec.or.th/dtec/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ขอเชิญนักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการวัสดุและเครื่องมือแพทย์ไทย เข้าร่วมรับบริการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพและการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์
📢 โอกาสพิเศษสำหรับ นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการวัสดุและเครื่องมือแพทย์ไทย   เอ็มเทค สวทช. เปิดรับสมัครเข้ารับบริการ 🔬 ทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพ 🧫 ทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์   ✨ สมัครวันนี้ – 30 ก.ย. 2569 👉 รับการสนับสนุนค่าทดสอบสูงสุด 80%   💡บริการของเอ็มเทคในการทดสอบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือ MED Drive ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ สวทช. ในการผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรมร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง โดยผนึกกำลังทั้งในด้านเทคนิค การบริหารจัดการ และส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับการสร้างนวัตกรรม   🚨โดย สวทช. มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการวิจัย ห้องปฏิบัติการ อีกทั้งบุคลากรมีความเชี่ยวชาญในการประสานกับเครือข่ายเฉพาะด้าน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อมุ่งสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ   สอบถาม:คุณปิยวรรณ ปนิทานเต 0 2564 500 ต่อ 4782 piyawas@mtec.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student Science Fair 2025 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
วันนี้ (17 ธ.ค. 68) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 (TJ - SSF 2025) ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายธวัช บัวพิทักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี พล.ต.สิฐิจักษ์ ร่มโพธิ์ชี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นางชฎานุช มีเพียร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี ดร. สมร ปาโท ผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้ารับเสด็จ ในการนี้ เมื่อเสด็จมาถึงยังอาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ได้เสด็จประทับพระราชอาสน์ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา โอกาสนี้ ได้ทอดพระเนตรวิดีทัศน์แนะนำการประชุมวิชาการฯ การแสดงในพิธีเปิด ในชุด “นาฏยนิรมิตวิพิธทัศนา” และรับฟังการนำเสนอผลงานโครงงานนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกของนักเรียนญี่ปุ่น 1 โครงงาน และของนักเรียนไทย 1 โครงงาน รับฟังการบรรยายพิเศษของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชาวญี่ปุ่น และชาวไทย ทอดพระเนตรการนำเสนอโครงงานรูปแบบโปสเตอร์ของนักเรียนญี่ปุ่นและนักเรียนไทย จำนวน 5 โครงงาน ทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระมหากรุณาธิคุณในการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2533 - 2568” และเสวยพระกระยาหารกลางวัน ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการจัดงานฯ และผู้บริหารหน่วยงานญี่ปุ่น ได้เวลาสมควร เสด็จพระราชดำเนินกลับ การประชุมวิชาการ Thailand-Japan Student Science Fair (TJ - SSF) จัดขึ้นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2558 ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กับโรงเรียน Super Science High School และสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยให้อยู่ในระดับเดียวกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความสนใจได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยในการนำเสนอผลงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยในปีการศึกษา 2568 นี้ กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จัดโครงการประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 (TJ - SSF 2025) ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 17 - 19 ธันวาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรม มีโรงเรียนที่เข้าร่วมงานรวม 75 โรงเรียน จากประเทศญี่ปุ่น 37 โรงเรียน และโรงเรียนในประเทศไทย จำนวน 38 โรงเรียน นำเสนอโครงงานจำนวน 177 เรื่อง ภาพ/ข่าว โดย ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการนาโนเทค ในโอกาสเข้ารับรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พ.ศ. 2568
วันที่ 17 ธันวาคม 2568: มหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดงานพิธี “สืบทอดปณิธาน อุดมการณ์มอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พ.ศ. 2568” พิธีนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้สึกรำลึกถึงสถาบันที่ให้ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแสดงความขอบคุณคณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนบทบาทหน้าที่ของบัณฑิตในฐานะผู้มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในบทบาทของการเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น พิธีดังกล่าวยังได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติ ศิษย์เก่าดีเด่น และ ศิษย์เก่าเกียรติยศ ในสาขาต่าง ๆ โอกาสนี้ ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ ด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคม ประจำปี พุทธศักราช 2568 ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย เป็นศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีเภสัช รุ่นที่ 12 และเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 30 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประวัติการศึกษา * ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Pharmacy) University of Nottingham สหราชอาณาจักร * ปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต เทคโนโลยีเภสัชกรรม (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยขอนแก่น  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
12 องค์กร สานพลังส่งเสริมการพัฒนาเนื้อหาและบริการดิจิทัล ให้ “คนพิการ-ผู้ด้อยโอกาส” เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม
(16 ธันวาคม 2568) ที่ห้องแมนดาริน C โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า ระหว่าง สวทช. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ความร่วมมือเพื่อการเข้าถึงดิจิทัลอย่างเท่าเทียม  การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างทั่วถึงสำหรับคนพิการและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ การผลักดันให้เกิดเนื้อหาและบริการดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามแนวทางปฏิบัติของ Web Accessibility Initiative (WAI) ขององค์กร World Wide Web Consortium (W3C) ที่เป็นคณะทำงานกำหนดมาตรฐานระดับสากล การสร้างเอกสารสนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันตามมาตรฐาน การสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการในการพัฒนาการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้าที่ครอบคลุมกลุ่มคนพิการและกลุ่มเปราะบางทุกประเภท สร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายคนพิการและกลุ่มเปราะบางในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล การผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล สวทช. กับบทบาทการขับเคลื่อน Web Accessibility ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวทช. ดำเนินโครงการแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงบริการสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐตามระบบราชการ 4.0 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและให้คำปรึกษาในการปรับปรุงเว็บไซต์ตามมาตรฐาน Web Content Accessibility Guidelines หรือ WCAG ของ W3C เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบบริการภาครัฐให้เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรต่อประชาชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการนี้ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร ได้ผลักดันให้มาตรฐาน “แนวทางการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้” ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน WCAG 2.2 ได้รับการประกาศเป็นมาตรฐานศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ แนวทางการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ มศอ. 80002-2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 สำหรับให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงในการยกระดับให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.nectec.or.th/standard/2025/12/12/   เครื่องมือและการอบรมเสริมศักยภาพหน่วยงานรัฐ สวทช. ยังได้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์ที่เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า (ศึกษารายละเอียดได้ที่ https://webcheck.aaa.in.th/ ) และร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า 5 หน่วยงานเดิม ได้แก่ สวทช., กสทช., สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่สนใจ สามารถพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ได้ตามมาตรฐาน WCAG เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐได้ จากการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน โครงการสามารถพัฒนา ปรับปรุง และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับบริการสารสนเทศ ทั้งในด้านมาตรฐานข้อมูล การเข้าถึงสำหรับคนพิการ การบริการดิจิทัลที่สอดคล้องกับแนวทางราชการ 4.0 และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก และเข้าถึงได้“ความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การร่วมกันผลักดันให้เว็บไซต์ภาครัฐมีความ “เข้าถึงได้” ตามมาตรฐานสากล WCAG ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของการให้บริการออนไลน์ยุคใหม่ การที่หน่วยงานต่าง ๆ มุ่งมั่นปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับผู้ใช้งานทุกประเภท โดยเฉพาะคนพิการนั้น ไม่เพียงช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสารและการรับข้อมูลข่าวสาร แต่ยังช่วยให้ประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ความสำเร็จเกิดขึ้นจากความร่วมมืออันเข้มแข็งของทั้ง 42 หน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน WCAG อย่างจริงจัง ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวไม่ใช่เพียงการยกระดับคุณภาพงานดิจิทัลของหน่วยงาน เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การต่อยอดบริการภาครัฐที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเข้าถึงได้อย่างแท้จริงและที่สำคัญคือการสร้างความเสมอภาคทางดิจิทัลให้กับคนพิการ และสร้างประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทุกคนอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว ก้าวต่อไปของความร่วมมือ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ที่มีหน่วยงานเข้าร่วมเพิ่มเติมอีก 7 หน่วยงาน จะขยายความร่วมมือในการผลักดันให้เว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันเป็นช่องทางสาธารณะที่ทุกคนควรเข้าถึงได้เพื่อความเท่าเทียมทางด้านโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และบริการสาธารณะ โดยจะผลักดันข้อกำหนดและมาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้ยกระดับเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ต่อไป เพื่อให้เป็นแนวทางในการสร้างเนื้อหาและบริการดิจิทัลบนเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า เพื่อสร้างความตระหนักและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการในการพัฒนาเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น และเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายคนพิการ รวมถึงการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์