ผลการค้นหา :
สวทช. ต้อนรับผู้ว่าการ กนอ. หารือความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ EEC
วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ดร.สิทธิสุนทร สุโพธิณะ รองผู้อำนวยการ MTEC และ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้การต้อนรับ ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ กนอ. และคุณชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) ณ ห้องประชุมบุษกร อาคาร NECTEC อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ได้กล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ที่ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานจากการมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่การนำงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง “ผลกระทบ (Impact)” ต่อภาคอุตสาหกรรมและประชาชนในวงกว้าง สวทช. พร้อมทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิต ไปจนถึงการยกระดับสินค้าและซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายผลเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิด Smart Manufacturing ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC)
ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ กนอ. ถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่โรงงานและผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และซัพพลายเชนไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการลงทุนใหม่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ด้าน ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมชมครั้งนี้ว่า มีเป้าหมายเพื่อหารือและต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่ ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวคิดและกำหนดทิศทางความร่วมมือทางวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมใช้กลไกของ สวทช. และ SMC ในการช่วยลดช่องว่างด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และนวัตกรรมการผลิต ตลอดจนมุ่งสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระยะยาว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
ในช่วงแรกของการเยี่ยมชม คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชม Testbed ด้าน Modern Manufacturing ณ โรงงานต้นแบบ MTEC ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาของ MTEC ภายใต้แผนงาน Modern Manufacturing and Modern Transport & Road Safety โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ตลอดจนสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติในการผลิต อาทิ ระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อควบคุมคุณภาพในกระบวนการหล่ออะลูมิเนียม แพลตฟอร์ม PlateMon สำหรับกระบวนการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าที่ใช้ Machine Learning และ Data Analytics รวมถึง VULCAN AI เทคโนโลยีการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม โดยมี ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ, ดร.ต้องใจ ชูขจร, ดร.จอมขวัญ มั่นแน่ และ ดร.วรรษมน ภู่สกุลขจร นักวิจัย MTEC ร่วมนำเสนอผลงาน
นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชม Testbed ของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ณ โรงงานต้นแบบ NECTEC ซึ่งเป็นโรงงานจำลองเพื่อการเรียนรู้และทดสอบเทคโนโลยี Industry 4.0 อาทิ Digital Lean Learning Factory โรงงานจำลองที่สะท้อนสภาพแวดล้อมการผลิตจริง ระบบ IIoT Connectivity and Interoperability Testbed ระบบอัตโนมัติในโรงงานด้วย PLC และหุ่นยนต์ Collaborative Robots (COBOT) รวมถึง Testbed สำหรับการตรวจจับความผิดปกติของมอเตอร์และระบบส่งกำลัง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะของผู้ประกอบการไทย โดยมี ดร.เอกชาติ หัตถา, ดร.ธีรเชษฐ์ สูรพันธุ์, คุณชำนาญ ปัญญาใส, คุณสุรพันธ์ ทองรังสี นักวิจัยทีมระบบไซเบอร์-กายภาพ (CPS) NECTEC ร่วมนำเสนอผลงาน
หลังจากการเยี่ยมชม Testbed ทั้งสองแห่งแล้ว คณะผู้บริหาร กนอ. และ Thai Subcon ได้รับฟังการบรรยายภาพรวมด้าน Modern Manufacturing โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ MTEC รวมถึงบทบาทของศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของ สวทช. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสู่การผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรม 4.0 โดย ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล NECTEC
ในช่วงท้ายของกิจกรรม ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมสรุปผลการดำเนินงานและหารือแนวทางการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ EEC พร้อมมีแผนจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ยกระดับอุตสาหกรรม ‘เหมืองแร่ไทย’ ด้วย Mining 4.0 Index
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดตัว Mining 4.0 Index เครื่องมือประเมินความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย ในการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานช่วยให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เห็นภาพรวมขององค์กร รู้จุดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสม มีต้นแบบ 6 บริษัทเหมืองแร่ นำร่องประเมินระดับความพร้อมด้วย Mining 4.0 Index พร้อมต่อยอดร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย สวทช. วางแผน Technology Roadmap อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “เหมืองอัจฉริยะ”
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
Piii2 x ITAP เปิดรับสมัครผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหาร สู่ Innovation-Driven Enterprises
โครงการ Piii2 x ITAP ความร่วมมือระหว่าง Food Innopolis และ ITAP (Innovation and Technology Assistance Program) ออกแบบมาเพื่อยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหาร ให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาศักยภาพในค่าย Bootcamp การจับคู่กับนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบ Co-funding 50:50
อย่าพลาดโอกาสพลิกธุรกิจด้วยนวัตกรรมรับสมัครเพียง 15 ธุรกิจเท่านั้น📅 วันนี้ – 15 มกราคม 2569
คุณสมบัติผู้สมัคร
เป็นธุรกิจนวัตกรรมอาหาร เช่น อาหารแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ Plant-based หรือ Food Tech
มีรายได้ตั้งแต่ 10 ล้านบาท/ปีขึ้นไป (นับจากปีก่อนหน้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการ)
พร้อมสมทบทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมให้กับบริษัท 50%
ผู้บริหารและทีมงานพร้อมทุ่มเทเต็มที่
มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
สิ่งที่คุณจะได้รับ
งบสนับสนุน 50% ตามหลักเกณฑ์ ITAP (สูงสุด 400,000 บาท/โครงการ)
นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จับคู่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ
Bootcamp พัฒนาศักยภาพ 2 ครั้ง เสริมกลยุทธ์ธุรกิจและทักษะด้านนวัตกรรม
KTP Core Team ติดตามดูแลตลอด 9 เดือน ผ่านระบบ OKRs
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ
นวัตกรรมใหม่พร้อมใช้งาน อย่างน้อย 1 รายการ
เพิ่มรายได้ 20–30% และส่งออก 20%+ ภายใน 3 ปี
ลงทุน R&D 3–5% ของรายได้ พร้อมทีมนวัตกรรมเป็นของตนเอง
มีทรัพย์สินทางปัญญา เป้าหมายมากกว่า 50% ของผู้เข้าร่วม
ขยายเครือข่ายธุรกิจ พันธมิตรเทคโนโลยี หรือธุรกิจใหม่อย่างน้อย 2 ราย
ระยะเวลาดำเนินโครงการ
มกราคม 2569 : คัดเลือกผู้ประกอบการ (15 ราย)
กุมภาพันธ์ 2569 : Bootcamp ครั้งที่ 1
มีนาคม – เมษายน 2569 : จับคู่ผู้เชี่ยวชาญ & Bootcamp ครั้งที่ 2
พฤษภาคม – กันยายน 2569 : ดำเนินโครงการวิจัยพัฒนา
กลไก ITAP : Co-funding 50:50
สนับสนุนงบประมาณ 50% (สูงสุด 400,000 บาท/โครงการ)
ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 9 เดือน
ผู้ประกอบการสำรองจ่ายล่วงหน้า และเบิกเงินคืนภายหลังเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์
ลงทะเบียนได้ที่ กดเพื่อลงทะเบียน
ปฏิทินกิจกรรม
สัมมนา “ถอดรหัสบัญชีนวัตกรรมไทย” – โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดภาครัฐ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ
ร่วมเจาะลึกแนวทางการนำผลิตภัณฑ์และบริการเข้าสู่ “บัญชีนวัตกรรมไทย” เพื่อสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจและรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมถึงไม่ควรพลาด? งานนี้จะช่วยให้ท่าน:
เข้าใจหลักเกณฑ์: ขั้นตอนและสิทธิประโยชน์ในการขึ้นทะเบียน
เขียนรายงานเป็น: เทคนิคการจัดเตรียมข้อมูลและรายงานวิจัยให้ผ่านการพิจารณา
เช็กมาตรฐาน: เจาะลึกเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยที่นวัตกรรมไทยต้องมี
📅 วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 🕘 เวลา 09.00 – 12.00 น. 📍
สถานที่: ห้องประชุม SD 601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ (12) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน
ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
รูปแบบการเข้าร่วม:
Onsite: รับจำนวนจำกัดเพียง 100 ท่าน
Online: ไม่จำกัดจำนวน
🔬 หัวข้อสัมมนา
กล่าวเปิดงาน: โดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์
(รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา)
บรรยาย "บัญชีนวัตกรรมไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทย": โดย คุณกฤตภาส คงรัตน์
(ผู้จัดการงานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สวทช.)
บรรยาย "เทคนิคการจัดเตรียมข้อมูลและเขียนรายงานการวิจัย": โดย ดร.สมบูรณ์ โอตรวรรณะ (นักวิจัย MTEC สวทช.)
เสวนา "คุณภาพและความปลอดภัยที่นวัตกรรมไทยต้องมี"
พบผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
กรมวิทยาศาสตร์บริการ นักวิจัย สวทช. และ PTEC สวทช.
📢 ลงทะเบียนฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย 👉 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 8 มกราคม 2569
👉 สแกน QR Code บนโปสเตอร์เพื่อลงทะเบียน หรือ กดที่ link
ลงทะเบียนแบบ Onsite https://www.nstda.or.th/r/DAxKa
ลงทะเบียนแบบ Online https://www.nstda.or.th/r/BZYoq
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
📞 งานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ (INS) โทร. 02-564-7000 ต่อ 1342, 1471, 71387-71396, 71812
ปฏิทินกิจกรรม
โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2569 เร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ
🔥 โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช.
ขอเชิญร่วม โครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA) 2569โครงการเร่งการเติบโตของธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้พร้อมลุยตลาดอย่างมั่นใจ 🚀
โครงการนี้มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาจาก สวทช. เพื่อเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
✨ สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ
เร่งการเติบโตของผลิตภัณฑ์ ด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดที่แข่งขันได้
ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการสนับสนุนอย่างครบวงจร
ปิดช่องว่างด้านทักษะ ทั้งนวัตกรรม การบริหาร และการตลาด
เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุน
สร้างเครือข่ายพันธมิตร กับนักวิจัย นักลงทุน และคู่ค้าธุรกิจ
💸 สิทธิประโยชน์จากโครงการ
เงินสนับสนุนการขยายตลาดแบบ Matching Fund สูงสุด 500,000 บาทต่อราย
คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
การอบรมพัฒนาทักษะด้าน Digital Technology
โอกาสเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ
📌 คุณสมบัติผู้สมัคร
เป็นผู้ประกอบการไทย (Startup / SMEs) ที่ได้รับอนุญาตใช้สิทธิจากทรัพย์สินทางปัญญาของ สวทช.
เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม อาหาร เกษตร การแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน พร้อมออกสู่ตลาด
มีระยะเวลาเหลือในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ มากกว่า 1 ปี
สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการได้ตลอดระยะเวลาโครงการ
🗓️ ระยะเวลารับสมัคร
ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2568
📩 สมัครออนไลน์ได้ที่:https://forms.gle/99SKTJgLCFdFpweg8
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโครงการ After-Licensing Acceleration Program (ALA)ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. (BID)โทร. 0 2564 7000 ต่อ 71749, 71768อีเมล: ala@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
EECi ร่วมพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series
(18 ธันวาคม 2568) จังหวัดระยอง– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นำโดย ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และคุณปิยะฉัตร ใคร้วานิช เบอร์ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาพื้นที่และกำลังคน EECi ได้ติดตามการขยายผลงานวิจัยวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ณ บริษัท เอสเคพี ไบโอแม็กซ์ จำกัด ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่นวัตกรรมเกษตรรอบๆเมืองนวัตกรรม เพื่อให้เกิดกิจกรรมการเชื่อมโยงเกษตรกรสู่งานอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ EECi Biopolis ด้วยการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมพร้อมปรับแปลงตามความต้องการและบริบทงานเกษตรกรรมในพื้นที่ เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า และร่วมพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบ ที่ใช้และได้ประโยชน์จากเมืองนวัตกรรม A Hub of Smart Farm Demonstration Site
ดร.ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีนวัตกรรมวัสดุเกษตรอัจฉริยะ สำหรับโรงเรือนที่ทำจากวัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืช ด้วยหลักการสำคัญคือ การคัดเลือกช่วงแสงสีแดงที่ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์แสง การทำงานของฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของพืชให้แข็งแรง รวดเร็วขึ้น สามารถเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของพืช รวมทั้งช่วยลดการรบกวนจากแมลง เนื่องจากดวงตาแมลงไม่สามารถมองเห็นในช่วงแสงสีแดงได้วัสดุโพลิเมอร์คุณภาพสูงสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย
โดยตาข่ายพรางแสงสีแดง (shed net/insect net) จะช่วยคัดเลือกช่วงคลื่นแสงที่เหมาะสม และป้องกันไม่ให้แมลงรบกวนพืชได้ มีการปรับขนาดของรู สีของตาข่าย และทดสอบการเข้าทำลายของแมลง ตาข่ายสีแดงลดการเข้าทำลายของแมลงได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับตาข่ายสีขาว
ภายในโรงเรือนยังมีแผ่นปูพื้นคลุมแปลงสีแดง (reflective mulch) สะท้อนแสงสีแดงช่วยเพิ่มการกระจายแสง และสะท้อนแสงเข้าใต้ใบ ช่วยให้พืชได้รับแสงทั่วถึง และระบายน้ำได้ดี
รวมทั้ง ถุงปลูกสีแดง(pot bag) ที่ช่วยกระตุ้นปลายราก ติดผลดก ผลโต ปกป้องผักและผลไม้ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี ทั้งยังสามารถใช้ซ้ำได้ 3-4 ปี
ฝ่ายพัฒนาพื้นที่และกำลังคน EECi เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้ประสานการขยายผลการทดสอบ วัสดุนวัตกรรม ครบวงจรชุดนี้ ในพื้นที่เกษตรกรรมจริงๆ ในการใช้ปลูกพืชมูลค่าสูง เมล่อน ในโรงเรือน ของบริษัท เอสเคพี ไบโอแม็กซ์ จำกัด ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง
นอกจากนวัตกรรมด้านวัสดุ ที่นำมาร่วมทดสอบขยายผล ในการใช้ติดตั้งโรงเรือนสีแดงนี้แล้ว ยังมีการใช้ระบบ Smart Farm – WaterFIT Simple งานวิจัยจากเนคเทค ในการควบคุมการให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมแก่เมล่อน แบบอัตโนมัติ ตั้งค่าเปิดปิดวาล์วน้ำตามเวลาที่ตั้งค่าผ่านสมาร์ทโฟน ทดสอบในโรงเรือนที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ในโรงเรือน Magik Greenhouse
ผลการร่วมทดลองใช้ Magik GreenHouse ในโรงเรือนปลูกเมล่อน ร่วมกับระบบให้น้ำ WaterFIT Simple
คุณธนัต อินเกตุ ผู้ดูแลโรงเรือน กล่าวว่า “เราได้ทำการจดบันทึกและเก็บข้อมูลน้ำหนักของผลเมล่อนอย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบระหว่างการปลูกด้วยวัสดุทั่วไปกับการปลูกโดยใช้วัสดุ Magik GreenHouse พบว่า เมล่อนที่ปลูกด้วยวัสดุทั่วไปมีน้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อผล ขณะที่เมล่อนที่ปลูกโดยใช้วัสดุ Magik GreenHouse มีน้ำหนักผลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 กิโลกรัมต่อผล ใช้วัสดุ Magik GreenHouse แล้ว เมล่อนลูกใหญ่ขึ้น หนักขึ้น เห็นผลชัดเจน เราก็ได้ผลผลิตดีขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงในการปลูกเมล่อนในโรงเรือนได้ครับ”
คุณ กิตติกร สอนไม้ รองผู้จัดการ อุทยานกอล์ฟวังจันทร์ กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ สวทช. มาใช้ ช่วยให้การทำฟาร์มทำงานง่ายขึ้น เป็นระบบมากขึ้น ดูแลพืชได้ตรงจุด ทั้งเรื่องอากาศ น้ำ และการจัดการในโรงเรือน ส่งผลให้ผลผลิตออกมาดี ผลสวย คุณภาพสม่ำเสมอ และเป็นที่พอใจมาก
สิ่งนี้ถือเป็นแรงช่วยสำคัญที่ทำให้การทำเกษตรพัฒนาไปได้ไกลขึ้น ไม่ใช่แค่ได้ผลผลิตดีขึ้น แต่ยังช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีใหม่ๆ ในการทำเกษตรสมัยใหม่อีกด้วย โดยทางอุทยานกอล์ฟวังจันทร์ก็ยินดีเปิดพื้นที่ทำเป็นโรงเรือนต้นแบบ ที่ใช้วัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน เกษตรกร และคนในพื้นที่ที่สนใจ อยากมาดู มาศึกษา และนำไปปรับใช้กับสวนหรือฟาร์มของตัวเองได้จริง”
วัสดุพิเศษ Magik Greenhouse Series จากห้องวิจัย สู่การใช้งานจริงและเป็นแหล่งเรียนรู้ ด้าน นวัตกรรมเกษตร ที่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าถึง และปรับใช้ เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยง เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่
หนึ่งของการเชื่อมโยง เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Tech Accelerator for Resilience (STAR))
🔶 ขอเชิญสมัครเข้าร่วม
“โครงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน"
(Sustainable Tech Accelerator for Resilience (STAR)) 🎊🎊🎊
สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ
✅ สัมมนา / อบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
✅ ประเมินและวินิจฉัยธุรกิจ วางแผนธุรกิจสู่การเร่งเติบโต
✅ ให้คำปรึกษาเชิงลึก แบบ 1 ต่อ 1
✅ กิจกรรมเปิดตลาดใหม่ เช่น การออกบูธ จับคู่ธุรกิจ
✅ ทุนสนับสนุนรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ
✅ เพิ่มขีดความสามารถด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
🎯 กลุ่มเป้าหมาย
Clean Energy
Circular Products
Green Technology
Food
Healthcare
📌 กรอกแบบฟอร์มสมัครเข้าร่วมโครงการ และดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการ ได้ที่
👉 https://www.nstda.or.th/r/aWVSU
📧 เปิดรับสมัครถึง วันที่ 14 มกราคม 2569 เท่านั้น!
📞 สอบถามเพิ่มเติม:
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการฯ สวทช. (BID)
โทร 0 2564 7000 ต่อ 71746, 71386, 71768
Email : star@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
เนคเทค สวทช. พัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย
อย่าวางใจ ! กับภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน เพราะนอกจากส่งผลให้เด็กมีภาวะตัวซีด อ่อนเพลียง่าย และพัฒนาการล่าช้าแล้ว ยังมีผลต่อระดับไอคิวและการเรียนรู้ในระยะยาว ปัจจุบันการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องด้วยขั้นตอนและวิธีการตรวจยังมีข้อจำกัด ดังนั้นการพัฒนาระบบตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกัน จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก
[caption id="attachment_78681" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช.[/caption]
นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ภาวะโลหิตจางพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากได้รับ “ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ” ปัจจุบันขั้นตอนที่ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังมีข้อจำกัด เช่น การเก็บตัวอย่างเลือดทำได้ยาก ยิ่งเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะใช้หลอดแก้วคาปิลลารีในการเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วประมาณ 50-70 ไมโครลิตร แล้วจึงอุดปลายหลอดด้านหนึ่งด้วยดินน้ำมันซึ่งการเก็บและเตรียมตัวอย่างด้วยการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีมีขั้นตอนยุ่งยาก ไม่เหมาะกับการให้บริการตรวจคัดกรองผู้รับบริการจำนวนมากในหน่วยบริการชุมชน
[caption id="attachment_78682" align="aligncenter" width="732"] นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.[/caption]
“อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้าง คือ การเตรียมตัวอย่างเลือดต้องอาศัยเครื่องปั่นตกตะกอนความเร็วรอบสูง โดยเครื่องมีขนาดใหญ่ ทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายหรือพกพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ต้องเก็บตัวอย่างเลือดกลับมาตรวจในห้องปฏิบัติการซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ระหว่างกระบวนการมักพบอุบัติเหตุจากดินน้ำมันอุดปลายหลอดหลุดรั่ว หรือหลอดแก้วแตกหักจากการปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง ทำให้เกิดการสูญเสียตัวอย่าง ที่สำคัญการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้รับบริการจำนวนมากยังติดฉลากหรือเขียนระบุตัวตนบนหลอดได้ยาก ทำให้เกิดปัญหาสลับตัวอย่างได้ง่าย ความยุ่งยากของกระบวนการดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถทำได้ทั่วถึงในหมู่ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียน ดังนั้นแนวทางควบคุมภาวะโลหิตจางที่ผ่านมาจะใช้วิธีแจกธาตุเหล็กรับประทานเพื่อป้องกันไว้ก่อน เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไปอาจไม่ได้มีภาวะโลหิตจาง ขณะที่เด็กมีภาวะโลหิตจางไม่ได้รับยาอย่างเหมาะสม กลายเป็นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด”
[caption id="attachment_78683" align="aligncenter" width="750"] ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย (อุปกรณ์ต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ)[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) พัฒนา ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแล “สุขภาพเด็ก” และสนับสนุนเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีเครืองมือตรวจคัดกรองที่ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางในกลุ่มประชากรได้มากขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
[caption id="attachment_78684" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า มีคิวอาร์โค้ดระบุตัวตนคนไข้ได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด[/caption]
[caption id="attachment_78703" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า จึงใช้ได้กับเข็มเจาะเลือดขนาดเล็กสุดโดยไม่ต้องบีบเค้นเลือด[/caption]
นางสาวน้ำฝนอธิบายว่า แบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด และเครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต (Hematocrit) โดยแผ่นเก็บตัวอย่างเลือดพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิก (microfluidic) ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ออกแบบให้ใช้งานง่าย ใช้สำหรับเก็บเลือดจากปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เก็บตัวอย่างเลือดในการตรวจเพียง 5 ไมโครลิตร ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า ดังนั้นจึงสามารถใช้เข็มเจาะเลือดขนาดเล็กไปจนถึงเข็มเจาะเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด (ขนาด30G/0.32 mm) โดยไม่จำเป็นต้องบีบเค้นให้เลือดออกมากขึ้น ทำให้เก็บเลือดได้สะดวกรวดเร็ว ลดความเจ็บปวดจากการเก็บเลือด เหมาะกับการตรวจในเด็กเล็ก อีกทั้งบนแผ่นเก็บเลือดยังมีคิวอาร์โค้ดเพื่อระบุตัวตนของเด็กหรือผู้ป่วยได้ ช่วยให้ระบุตัวตนได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด
[caption id="attachment_78685" align="aligncenter" width="750"] เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด สำหรับปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา[/caption]
“เมื่อได้ตัวอย่างเลือดแล้วต้องนำมาเข้าเครื่องปั่นตกตะตอนเม็ดเลือด ซึ่งทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ลดการสูญเสียตัวอย่างจากการแตกหักของอุปกรณ์ อีกทั้งยังทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการนำไปใช้งานกับหน่วยบริการเคลื่อนที่และหน่วยบริการปฐมภูมิ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่หน่วยบริการปฐมภูมิ ลดภาระงานของผู้ชำนาญการ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มประชากร นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดค่าฮีมาโตคริตอัตโนมัติที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตัวอย่างเลือดที่ผ่านการปั่นตกตะกอนแล้วนำมาเข้าเครื่องตรวจวัดได้ทันที สามารถตรวจได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน และไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล อีกทั้งระบบยังออกรายงานผลพร้อมการบันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล สามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เพิ่มเติม” ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในการทดสอบประสิทธิภาพของต้นแบบระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยเปรียบเทียบกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีมาตรฐานพบว่า ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยให้ผลการตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ
[caption id="attachment_78686" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต วัดผลได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน บันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล[/caption]
ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยจนได้อุปกรณ์ต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการ และอยู่ระหว่างเตรียมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นแบบที่ผลิตในห้องปฏิบัติการอาจมีบางชิ้นส่วนหรือกระบวนการที่ยังไม่เหมาะสมกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบการผลิตร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากภาคอุตสาหกรรมสำหรับส่งทดสอบความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดและการทดสอบความปลอดภัยต่าง ๆ ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ก่อนการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และขออนุญาตผลิตเพื่อการจำหน่าย จ่ายแจก เพื่อให้ผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขแบบเคลื่อนที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือโรงพยาบาลเอกชนต่อไป จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวจึงทำให้มั่นใจได้ว่าต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความพร้อมในการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการวิจัยและพัฒนาของโครงการ
[caption id="attachment_78687" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดสามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที[/caption]
เทคโนโลยีคัดกรองภาวะโลหิตจางไม่เพียงเป็นความหวังในการดูแลสุขภาพเด็กไทยให้ได้รับการตรวจคัดกรองและได้รับการดูแลรักษาที่ทันการณ์ แต่เทคโนโลยีทั้งหมดผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีในประเทศ จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงของประเทศด้วย
“ทีมวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบบคัดกรองโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อยจะมีส่วนช่วยให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น และหากสามารถผลักดันให้เป็นนโยบายด้านสาธารณสุขในการนำไปใช้คัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญและแนวทางมาตรฐานในการส่งเสริมการดูแล “สุขภาพในทุกช่วงวัย” โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ช่วงอายุ 6–12 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีพัฒนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศในการผลิตเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศอย่างยั่งยืน”
ภาคเอกชนที่สนใจร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยงานที่สนใจร่วมทดสอบและให้ข้อมูลเพื่อการวิจัยพัฒนา สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 อีเมล business@nectec.or.th
เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
กระทรวง อว. – สวทช.ผนึก STARS และ 4 มหาวิทยาลัย ปั้น ‘STARS Co-Lab’ สร้างบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ ยกระดับไทยสู่ฮับอิเล็กทรอนิกส์โลก
(23 ธันวาคม 2568) ชั้น 2 อาคาร W District พระโขนง กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมงาน ฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทที่เติบโตจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย สู่ผู้เล่นระดับสากล โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรไทย “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ร่วมกับ 5 พันธมิตรหลัก ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อยกระดับงานวิจัย เทคโนโลยี และทักษะบุคลากรไทยด้านวิศวกรรมขั้นสูง โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. และทีมวิจัย สวทช. เข้าร่วมงาน
นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การก้าวสู่ปีที่ 30 ของสตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ไม่เป็นเพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่คือการวางหมุดหมายใหม่ในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยสู่อนาคต ผ่านวิสัยทัศน์ Unleashing Thai Innovation. Transforming Smarter Humanity. พร้อมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านโครงการดังกล่าว ภายใต้แนวคิดบูรณาการความเป็นเลิศ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”
ทั้งนี้โครงการ “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow” ครอบคลุมการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการร่วม, โครงการสหกิจศึกษา, หลักสูตรเชิงปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัย, การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดเสวนา “Integration for Sustainable Technology” นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยียั่งยืน การเตรียมกำลังคนยุคใหม่ และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงห้องเรียน ห้องวิจัย และโรงงานจริงเข้าด้วยกัน รวมถึงโซน Networking & Innovation Showcase เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณะผู้บริหาร วิศวกร ของ SMT, สวทช. และพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่ง พร้อมทั้งเยี่ยมชมนวัตกรรมและศักยภาพด้านการผลิตที่รองรับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ “STARS Co-Lab: Engineering Tomorrow” ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการภาครัฐ อุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมเชิงลึกด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศในการยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และผลักดันศักยภาพของบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และขอแสดงความยินดีกับ บริษัท STARS Microelectronics ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพในระยะยาว ซึ่งโครงการความร่วมมือ “STARS CO-LAB – ENGINEERING TOMORROW” และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมโยงพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย การต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยีโลกยุคใหม่ ซึ่งภายใต้โครงการ STARS Co-Lab นี้ สวทช. พร้อมนำศักยภาพของ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศด้านการออกแบบและผลิตวงจรรวม (Wafer Fabrication) มาร่วมผนึกกำลังกับภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย
“เราไม่ได้มีเพียงเครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย แต่เรามีทีมนักวิจัยและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางและบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูง (High-skilled Talent) ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในโรงงานต้นแบบ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม สวทช. เชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงระหว่าง ห้องวิจัยของ TMEC เข้ากับสายการผลิตของ STARS และองค์ความรู้จาก 4 มหาวิทยาลัย จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปิดช่องว่างด้านกำลังคน และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยให้ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเวทีสากล” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับพันธมิตรและเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งขยะกลับบ้าน สัญจร
ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ร่วมกับบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายผู้ปกครอง จัดกิจกรรม “ส่งขยะกลับบ้าน สัญจร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการคัดแยกขยะภายในประชาคม อวท. และภายในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง โดยรับขยะมูลฝอยไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมรวบรวมขยะที่สามารถแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้กว่า 860 กิโลกรัม รวมขยะรีไซเคิล อาทิ ขวด PET พลาสติกประเภทอื่น ๆ โลหะ กระดาษ กล่องนม รวม 37.70 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำขยะรีไซเคิลทั้งหมดนี้เข้ากระบวนการแปรรูปอย่างเหมาะสมจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 141.74 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ (จากสูตรคำนวณจาก Low Emission Support Scheme (Less) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)) เทียบเท่า (kg CO2 eq) ขยะกำพร้าเข้ากระบวนการ RDF จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1,995.20 (อ้างอิง 2006 IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories –Volume 5: Waste) กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kg CO2 eq) เมื่อเทียบกับการอยู่ในกองขยะแบบตื้น
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
จดหมายข่าว สวทช. ฉบับพิเศษ
แบบที่ 1
อว.-สวทช.-สวรส. และ 'ไทยวาโก้' จับมือ เปิดตัว "เรเชล (Rachel)" ออกแบบเพื่อคนไทย 'ยุคสังคมสูงวัย' โดยเฉพาะสวมปุ๊บ... ยืนหยัด ปลอดภัย ไม่หกล้ม!ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ทำให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้มั่นคงและอิสระ ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้มสวรส. เร่งผลักดันให้ "เรเชล" เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้อย่างเท่าเทียม>> อ่านเพิ่มเติม
ปีที่ 1 ฉบับที่ 1วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ!หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว.' ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก 'สุเทพ' ดันครูใช้จุดแข็งเครือข่ายตำบลยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช. 'เกศทิพย์' ลั่นติดอาวุธทางปัญญา สู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้าน สวทช.เปิดตัว "Thai School Lunch-LEAD Platform" นำร่องติดอาวุธครู
จุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม.
แบบที่ 2
www.nstda.or.th
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
เปิดตัว "เรเชล (Rachel)"
ชุดบอดี้สูทสุดล้ำออกแบบเพื่อ 'สังคมสูงวัย' ลดเสี่ยงหกล้ม!
ทีมวิจัย สวทช. ผนึกรัฐ-เอกชน เปิดตัวชุดบอดี้สูทเสริมการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้ม สวรส. เล็งดันเข้าสิทธิบัตรทองให้ถึงมือผู้ใช้
อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ! หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว." ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก-สู่สังคนการเรียบรู้ตลอดชีวิต ด้าน สวทช. เชื่อม "Thai School Lunch-LEAD Platform" ติดอาวุธครูจุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม.
แบบที่ 3
เปิดตัว "เรเชล (Rachel)"
ชุดบอดี้สูทสุดล้ำออกแบบเพื่อ 'สังคมสูงวัย'
ลดเสี่ยงหกล้ม!
ทีมวิจัย สวทช. ผนึกรัฐ-เอกชน เปิดตัวชุดบอดี้สูทเสริมการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงพลัดตกหกล้ม สวรส. เล็งดันเข้าสิทธิบัตรทองให้ถึงมือผู้ใช้
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
อว. ผนึก สกร. ทุ่มปั้น "ครูนวัตกร" ทั่วประเทศ! หวังเป็น 'สะพานเชื่อม' องค์ความรู้-นวัตกรรมสู่ชุมชน'ปลัด อว." ชี้ช่องเติมเต็มเศรษฐกิจฐานราก-สู่สังคนการเรียบรู้ตลอดชีวิต ด้าน สวทช. เชื่อม "Thai School Lunch-LEAD Platform" ติดอาวุธครูจุดประกายไฟฟ้าสีเขียว: กฟน. ร่วม สวทช. และพันธมิตร จุดประกาย "เครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว" ในกรุงเทพฯ โดย สวทช. ผลิตนวัตกรรม EnPAT จากน้ำมันปาล์มไทย นำร่องใช้หม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ในพื้นที่เขตลาดกระบัง (แขวงคลองสองต้นนุ่น) กรุงเทพฯ เพื่อลดเสี่ยงอัคดีภัย เพิ่มความปลอดภัยให้คนเมือง พร้อมทั้งตอบเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 และวิสัยทัศน์ไฟฟ้าสีเขียว (Green Electicity) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ กฟน. (สำนักงานใหญ่) คลองเตย กทม.
จดหมายข่าว สวทช.
VINFO: สร้างสรรค์ Video Infographic สุดปัง ด้วย Canva & AI Tools!
🎯เปิดลงทะเบียนแล้ว!!! 🎬 VINFO: สร้างสรรค์ Video Infographic สุดปัง ด้วย Canva & AI Tools! 🚀
🌐สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมอบรมหลักสูตร การสร้างสือวีดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 8, 9 และ 10
✨ ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้? (Key Hilight)
ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการการคิดและสร้างสรรค์ ตั้งแต่ Direction concept จนถึงในการนำเสนอและสร้างสื่อวิดีโอให้มีประสิทธิภาพ
โดยใช้การนำเสนอในรูปแบบ Infographic ด้วย Canva Pro โปรแกมอันดับหนึ่งที่มีคนใช้เยอะที่สุด เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีคุณภาพ ทันสมัยด้วยเครื่องมือออนไลน์
ตอบโจทย์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การสร้างวีดีโอของคุณเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นมืออาชีพ
⭐️รุ่นที่ 8 : 10-11 กุมภาพันธ์ 2569
⭐️รุ่นที่ 9 : 9-10 มีนาคม 2569
⭐️รุ่นที่ 10 : 9-10 มิถุนายน 2569
(index pointing right)*ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:* → www.career4future.com/vinfo
🔥 โปรโมชันสุดพิเศษ!
มาเป็นคู่ ถูกกว่า! ลดทันที 10% สำหรับการสมัคร 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน
ค่าลงทะเบียน: เพียง 9,900 บาท เท่านั้น! (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
สำหรับหน่วยงานภาครัฐ 9,252.34 บาท
***ราคานี้รวมอาหารว่าง อาหารกลางวัน***
📲สอบถามเพิ่มเติม: คุณใหม่ โทร. 085-289-2669 | LINE ID: maiys19
ปฏิทินกิจกรรม


