ผลการค้นหา :
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 เพื่อรับคำปรึกษา แบบ One on One โดยทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร
📆 วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
⏰เวลา 09.00 – 17.00 น.
⏳(บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด
ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA
ช่องทางการรับคำปรึกษา
💻 ระบบประชุมออนไลน์
📧 อีเมล : bd@foodinnopolis.or.th
📳 โทรศัพท์ : 09 4341 7111, 09 4340 4333, 09 4249 7333
📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก
📧 อีเมล : marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
‘กุ้งชฎา’ โอกาสใหม่ของผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ผลิตส่งออกญี่ปุ่น–จีน
กุ้งชฎา คือ ชื่อที่คนไทยนิยมใช้เรียกกุ้งขนาดเล็ก ความยาวลำตัว 3–6 เซนติเมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับกุ้งก้ามกราม (giant river prawn) พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืดของประเทศไทย แต่ยังไม่มีการระบุชนิด กุ้งชฎามีลักษณะภายนอกและรสชาติใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense) ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศญี่ปุ่นและจีน
[caption id="attachment_79450" align="aligncenter" width="450"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense)[/caption]
[caption id="attachment_79449" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นทอด อาหารญี่ปุ่น[/caption]
[caption id="attachment_79451" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นผัดซอสสไตล์เสฉวน อาหารจีน[/caption]
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสัตว์น้ำทางเลือกให้แก่เกษตรกร โดยกุ้งชนิดนี้มีจุดแข็งคือใช้เวลาเพาะเลี้ยงสั้น ราคารับซื้อดี และมีตลาดพร้อมรองรับชัดเจน ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และบริษัทเอเชีย พราวด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
[caption id="attachment_79448" align="aligncenter" width="450"] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นและจีนเริ่มประสบปัญหาผลิตกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะพ่อแม่พันธุ์มีเลือดชิดหรือมีรหัสพันธุกรรมใกล้กันจนลูกกุ้งมีขนาดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลไทยจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลิตกุ้งชฎา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นในระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นและจีนที่มีความต้องการสูง และพร้อมรับซื้อกุ้งชฎาจากประเทศไทย
จากนั้นเมื่อทีมวิจัยได้รับโจทย์ความต้องการจากภาคเอกชนไทยจึงได้เดินหน้าพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมทันที
ดร.สิรินาถ อธิบายว่า แม้กุ้งชฎาจะเป็นกุ้งที่พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศไทย แต่ปริมาณที่มีตามธรรมชาตินั้นไม่เพียงพอต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งในห้องปฏิบัติการ พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาสูตรอาหารในการเพาะเลี้ยง จนได้สูตรสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งภายในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การเตรียมแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนเข้าสู่ระยะลูกกุ้งวัยอ่อน (postlarva: PL) หรือที่นิยมเรียกว่าลูกกุ้ง PL ซึ่งพร้อมนำไปเลี้ยงในบ่อดินจนเป็นตัวเต็มวัย
“ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในช่วงขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตการวิจัยไปสู่เกษตรกรผู้ทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ การทำโรงเพาะฟัก การอนุบาลลูกกุ้ง และการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ เพื่อให้มีองค์ความรู้ที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตกุ้งในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ทีมวิจัยคาดว่าจะส่งมอบลูกกุ้งชฎาระยะ PL ให้เกษตรกรที่ร่วมทำวิจัยกระบวนการเพาะเลี้ยงในบ่อดินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569”
[caption id="attachment_79447" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption]
[caption id="attachment_79446" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption]
ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ยังได้ร่วมกับภาคเอกชนเดินหน้าสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา และโอกาสในการก้าวสู่การเป็นกุ้งเศรษฐกิจไทยชนิดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา
ดร.สิรินาถ เล่าทิ้งท้ายถึงการเดินหน้าให้ความรู้เกี่ยวกับกุ้งสายพันธุ์นี้ว่า ทีมวิจัยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง เพราะกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งพันธุ์นี้ใกล้เคียงกับกุ้งก้ามกราม ทำให้สามารถแบ่งบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่เดิมมาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะเลี้ยงมาก
“กุ้งชฎามีจุดแข็ง คือ เลี้ยงได้หนาแน่นกว่าและใช้ระยะในการเพาะเลี้ยงสั้นกว่ากุ้งก้ามกราม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 60– 90 วัน ขณะที่กุ้งก้ามกรามใช้เวลาเลี้ยงนาน 150–210 วัน ขณะที่ราคารับซื้อต่อกิโลกรัมของกุ้งทั้งสองชนิดนี้ใกล้เคียงกัน กุ้งชฎาจึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้หมุนเวียนเร็ว”
การพัฒนากุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสากล สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณชลลดา รุ่งอิทธิวงศ์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 หรืออีเมล chonlada.run@biotec.or.th
[caption id="attachment_79445" align="aligncenter" width="750"] นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม[/caption]
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ปฏิวัติ อ่อนพุทธา และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. โดยนาโนเทค จับมือพันธมิตร ปักธงขยายผล “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” ในภูเก็ต
21 มกราคม 2569 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขยายผล นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่การใช้ประโยชน์ ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/โรงพยาบาลในสังกัด 21 แห่ง ศูนย์การแพทย์ 4 แห่ง และโรงพยาบาล 4 แห่ง หวังคัดกรองประชาชนในพื้นที่ได้ทันท่วงที รับแนวคิดการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive care) เพื่อดูแลสุขภาวะของประชากรไทยอย่างยั่งยืน
ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. กล่าวว่า โครงการ“การนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต” เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมและขยายผลการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต ที่ต่อยอดงานวิจัย 'AL-Strip' โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพและส่งเสริมให้ประชาชนสามารถตรวจคัดกรองโรคไตได้ด้วยตนเอง
“จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ มีประชากรแฝงและแรงงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งโรคไต ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนสำคัญของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ดังนั้น เป้าหมายของกิจกรรมนี้คือการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต มาส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ผ่านการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ นาโนเทค สวทช. สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี, อบจ.ภูเก็ต ที่กำกับดูแล รพ.สต. ในพื้นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองไปใช้ใน รพ.สต. และหน่วยบริการในสังกัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองอย่างทั่วถึง ร่วมกับ สสจ. ภูเก็ตที่สนับสนุนด้านวิชาการและระบบบริการสาธารณสุขโดยรวม และสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ในการสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองโรคไตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานตรวจคัดกรองฯ สำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต” ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. ชี้
นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์คนไทยที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในปัจจุบันมีจำนวนสูงมาก คาดว่ามีผู้ป่วยรวมทุกกลุ่มโรคประมาณ 20–30 ล้านคน โดยโรค NCDs ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทย ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตราว 400,000 คน หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ โรค NCDs ยังสามารถพัฒนาไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมากกว่า 8 ล้านคน และมีผู้ป่วยที่เข้าสู่การบำบัดทดแทนไตราว 150,000 ราย ซึ่งใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาลจากทั้ง 3 กองทุนหลักของประเทศรวมกันประมาณ 19,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบต่อระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง
“สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคไตไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อสุขภาพร่างกาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ครอบครัว การงาน รายได้ และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้ขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่นำร่องในการรับมอบชุดตรวจคัดกรองโรคไต โดยจะดำเนินการจัดส่งชุดตรวจไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/โรงพยาบาลในสังกัด 21 แห่ง ศูนย์การแพทย์ 4 แห่ง และโรงพยาบาล 4 แห่ง เพื่อให้สามารถนำไปใช้คัดกรองประชาชนในพื้นที่ได้ทันที”
นพ.ดุษฎี คงตระกูลทรัพย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ในจังหวัดภูเก็ต ปี 2568 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 4,076 ราย เมื่อจำแนกตามระยะ (Stage) พบว่า ผู้ป่วย Stage 1 จำนวน 490 ราย Stage 2 จำนวน 958 ราย Stage 3 จำนวน 1,895 ราย Stage 4 จำนวน 431 ราย และ Stage 5 จำนวน 302 ราย จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในโครงการ “คนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต” จังหวัดภูเก็ตคัดกรองได้ 45.26 % (เป้าหมาย 51,317 คน ผลงาน 23,227 คน) โดยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง เราได้ส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ รวมถึงเตรียมความพร้อมในด้านการรักษา
"แม้ว่าจะมีการจัดระบบบริการรักษาไว้รองรับอย่างเพียงพอ ทั้งการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การให้บริการ CKD Clinic ซึ่งมีครอบคลุมเกือบทุกโรงพยาบาล การให้บริการ APD (ล้างไตช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ) CAPD (ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง) รวมถึงการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) แต่เราเชื่อว่า การป้องกัน ย่อมดีกว่าการรักษา นวัตกรรมชุดตรวจโรคไตนี้ สามารถคัดกรอง ค้นหากลุ่มเสี่ยงโรคไต และทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งตอบโจทย์ทางการแพทย์ได้ ในขณะเดียวกัน การป้องกันโรคไตเรื้อรังก็สามารถทำได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หันมาใส่ใจสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ" นพ.ดุษฎีกล่าว
นพ.บัญชา ค้าของ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตเป็นหน่วยงานท้องถิ่นมีหน้าที่บริหารจัดการบริการสาธารณะ ที่เป็นปัญหาและความต้องการของประชาชนในจังหวัดภูเก็ตอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรับถ่ายโอน รพ.สต.ทั้งจังหวัด 21 แห่งมาแล้วนั้น ทำให้สมรรถนะการดูแลประชาชนด้านสุขภาพสามารถทำได้อย่างเข้มแข็ง และกระจายการดูแลได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น หลังการรับมอบชุดตรวจคัดกรองไตในครั้งนี้ จะดำเนินการจัดบริการคัดกรองผ่านสถานบริการ รพ.สต.ในสังกัดทั้งหมด 21 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต. เป็นกำลังสำคัญ
"เราจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนอายุตั้งแต่ อายุ35 ปีเป็นต้นไป เข้ารับบริการตรวจคัดกรองภาวะไตเสื่อม โดยใช้ชุดตรวจจากปัสสาวะ ซึ่งใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ประชาชนชาวภูเก็ตสามารถขอรับบริการตรวจคัดกรองนี้ได้ทุก รพ.สต. ใกล้บ้าน ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าชุดตรวจจะหมด กิจกรรมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนนี้ ตอบภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตในการให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชน โดยเปิดกว้างให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพผ่านการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานวิชาการวิจัยที่เชี่ยวชาญ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตจะนำความใส่ใจผ่านอุปกรณ์และเครื่องมือทางเทคโนโลยี ไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้สูงสุด"
ดร. เดือนเพ็ญ ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. ย้ำว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ และร่วมกันสร้างจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตเป็นประจำทุกปีอย่างเท่าเทียม และหากมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จะสามารถขยายผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการคัดกรองโรคไตในระยะเริ่มต้นด้วยตนเองได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ปลุก SME ไทยข้ามคลื่น AI ‘ชูกิจ’ ชี้จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก-แนะใช้ 3 เครื่องมือ ‘LANTA-OpenThaiGPT-กลไก ITAP’ อัปเกรดการผลิต-ลดต้นทุนจม
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติจากสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association: TMA) ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ "AI & The Next Decade - Closing the Gaps That Holding Back Thai SMEs" เพื่อถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ต่อภาคการผลิตและ SME ไทย สำหรับการยกระดับและโอกาสที่จำเป็นต้องเร่งพัฒนา
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมเปิดแผนยุทธศาสตร์ปิดจุดอ่อนผู้ประกอบการไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและกลไกสนับสนุนที่รัฐลงทุนเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว ซึ่ง SME ที่ปรับตัวใช้ AI จะมีการเติบโตเร็วกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากประเทศไทยไม่เร่งปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี เราอาจเสียโอกาสมหาศาล โดยปัจจุบันดัชนีความพร้อมด้าน AI (Government AI Readiness Index 2023) ของไทยอยู่อันดับที่ 37 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน ซึ่งยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Infrastructure) เมื่อเทียบกับประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์
หาก SME ไทย สามารถใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ในระดับก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพอย่างจริงจังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือวางแผนธุรกิจ จะช่วยลดช่องว่างและส่งผลสำคัญต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในยุคที่ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ AI คือเครื่องมือหนึ่งในความอยู่รอดในอนาคต ซึ่งจากกรณีศึกษาในภาคอุตสาหกรรมพบว่าการเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็น AI สามารถลดเวลาเครื่องจักรหยุดทำงานได้ 30-50% ตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้แม่นยำกว่า 99% และลดปริมาณสินค้าคงคลังจมทุนได้ถึง 20-30%
ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำว่า สวทช. พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรและฐานสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัด และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก พร้อมชู 3 เครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลเองที่รัฐเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (LANTA) รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้ SME สามารถเข้าถึงพลังการประมวลผลระดับโลกได้ OpenThaiGPT ซึ่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่พัฒนาเพื่อเข้าใจบริบทภาษาและวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนานวัตกรรม โดยภาครัฐจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของโครงการ โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุน SME ไปแล้วกว่า 19,000 ราย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Food Talks 2026 “FLAVOR INNOVATION TRENDS 2026”
🌊✨ สัปดาห์นี้ Food Talks 2026 ชวนคุณมาอัปเดตโลกของ “กลิ่นและรส” ที่กำลังเขย่าอุตสาหกรรมอาหาร!
📍 เมืองนวัตกรรมอาหาร สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ ร่วมเจาะลึกองค์ความรู้ด้านกลิ่น รส และประสาทสัมผัส ตั้งแต่เทรนด์สู่การพัฒนาไอเดีย และการต่อยอดเชิงธุรกิจ ในหัวข้อ “FLAVOR INNOVATION TRENDS 2026”
*📅 วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569
* *🕙 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป* *
📍 Live สดผ่าน Facebook Page: FoodInnopolis*
📌 Key points ที่ห้ามพลาด - อัปเดตเทรนด์ Flavor & Sensory ปี 2026 กลิ่นรสที่มาแรง แนวโน้มวัตถุดิบ สารให้กลิ่นรส และทิศทางนวัตกรรมที่ยกระดับศักยภาพ การแข่งขันของธุรกิจอาหาร - การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม ด้านกลิ่นและรส ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและต่อยอดเชิงพาณิชย์
🎤 *โดยคุณธนากร เกียรติธนากร* Head of Flavour Research & Development Department, Thai - China Flavours and Fragrances Industry Co., Ltd.
📲 ลงทะเบียนเลยที่: https://forms.gle/9aqdLQw5VchjpLzA8 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
📬 ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ไบโอเทค สวทช. เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหาร มจธ. เสริมสร้างความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
(19 ม.ค. 69) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการไบโอเทค และคณะนักวิจัย ให้การต้อนรับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พร้อมคณะผู้บริหาร มจธ. ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและหารือความร่วมมือ ณ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
สำหรับการหารือในครั้งนี้ ไบโอเทคได้นำเสนอแผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ซึ่งเป็นแนวทางการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้จริงเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทย ภายใต้กลุ่ม Battle ที่เน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ และ Pre-Battle ที่เน้นการวิจัยเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโจทย์ในอนาคต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งร่วมกันพิจารณาทิศทางการจัดทำแผนการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมชีวเคมีและโรงงานต้นแบบ (BEC) และศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและการใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (ECoWaste) เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างไบโอเทค สวทช. และ มจธ. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร มจธ. ยังได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยของไบโอเทค เริ่มจากการเข้าชมโครงสร้างพื้นฐานการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ณ อาคารไบโอเทค จากนั้นได้เดินทางไปยังอาคารนวัตกรรม 2 (INC2) เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (TBRC) ต่อด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไบโอรีไฟเนอรีและการเพิ่มมูลค่าชีวมวลแบบบูรณาการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน โดยมีหัวหน้าทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมบรรยายสรุปข้อมูล ซึ่งการเยี่ยมชมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับ สคพ.6 และ จ.พระนครศรีอยุธยา ขับเคลื่อนแนวคิด “ธนาคารอาหาร” (Food Bank) เปลี่ยนอาหารส่วนเกินสู่ผู้เปราะบาง มุ่งเป้าลดขยะอาหารและก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน
(16 มกราคม 2569) ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 (สคพ.6) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการประชุมสร้างเครือข่ายในการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อผลักดันโมเดลการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบผ่านโครงการ “ส่งต่ออาหารส่วนเกินสู่ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” หรือธนาคารอาหาร (Food Bank) มุ่งเน้นการใช้กลไกตัวกลางเชื่อมโยงทรัพยากรจากผู้บริจาคสู่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลน
ดร.รวมทรัพย์ คะเนะดะ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 พร้อมด้วย นายบรรพต ทองนาค ผู้อำนวยการส่วนการจัดการกากของเสียและสารอันตราย ร่วมด้วย ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. พร้อมด้วยทีมวิจัยนโยบายจาก สวทช. และไบโอเทค ได้ร่วมกันเปิดเวทีหารือ ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 40 แห่ง และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องรวม 85 คน เข้าร่วมเพื่อรับทราบแนวทางปฏิบัติภายใต้ “แผนปฏิบัติด้านการจัดการขยะอาหาร ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 - 2570)” ของประเทศไทย
โครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ภายใต้การดำเนินงานของ สวทช. เป็นการนำองค์ความรู้และการบริหารจัดการเชิงระบบมาใช้จัดการกับ “อาหารส่วนเกิน (Surplus Food)” ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงคุณภาพดีและปลอดภัยแต่ไม่ถูกจำหน่าย โดยโครงการจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการสร้างกลไกรับบริจาคอาหารจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ส่งต่อผ่านระบบตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกระจายไปยังเครือข่ายผู้รับอาหารหรือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างทั่วถึง
การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้แก่สังคม แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร โดยการเปลี่ยนมุมมองว่าอาหารส่วนเกินไม่ใช่ขยะ แต่คือ “ทรัพยากรที่ยังมีคุณค่า” ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่สถานที่กำจัด ลดภาระงบประมาณในการจัดการขยะของท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดคือการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเน่าเสียของอาหารในหลุมฝังกลบ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจระดับโลกตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)
สวทช. และภาคีเครือข่าย เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลระบบธนาคารอาหารไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการบริโภค การแบ่งปัน และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดภายใต้การขยายผลโครงการฯ อย่างน้อย 30 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในปี 2571
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
“สร้างความคิดแบบผู้ชนะ – มองไกลให้ถึงดวงจันทร์” สวทช. เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปลุกพลังนักวิจัยรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ไทยให้ก้าวทันโลก
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ "แรงบันดาลใจจากผู้นำ สู่อนาคตนักวิจัยรุ่นใหม่" (Inspiring the Future of Young Researchers) ณ Co - Working Space สวทช. โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรปาฐกถาพิเศษ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติ สวทช. เข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง
งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยงานพัฒนาบุคลากร ฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร สวทช. มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดมุมมองการทำงาน เติมพลังความคิด และสร้างอนาคตงานวิจัยอย่างมีเป้าหมายให้กับบุคลากร ซึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่นักวิจัยรุ่นใหม่ควรตระหนัก 5 ประการ ดังนี้:
เปลี่ยน Mindset จาก "ผู้แก้ปัญหา" สู่ "ผู้สร้างผลงาน" ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำและนักวิจัยต้องไม่ติดกับดักการเป็นเพียง "ผู้แก้ปัญหา" เพราะปัญหาจะไม่มีวันหมดไป แต่ต้องมุ่งเน้นการ "สร้างผลงานและโอกาส" ที่ยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่อง "ความพร้อม" ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความพร้อมที่สมบูรณ์แบบ แต่เกิดจาก "ใจที่สู้" และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ
กลยุทธ์ "งัดข้อ" บริหารงบประมาณอย่างชาญฉลาด ในประเด็นทรัพยากร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เสนอแนวคิดให้นักวิจัยมองข้ามข้อจำกัดของงบประมาณภาครัฐที่มีจำกัด แต่ให้ใช้เงินจำนวนนี้ไปดึงดูดเม็ดเงินวิจัยมหาศาลจากภาคเอกชน เข้ามาร่วมลงทุน โดยเฉพาะการจับมือกับธุรกิจรายใหญ่ ที่มีศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของประเทศได้ทั้งระบบ
จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลกและ "ทางลัด" ทางวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนขั้ว ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก แนะนำให้ไทยใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ โดยหันมาสร้างความร่วมมือกับชาติเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง เช่น จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น และต้องกล้าใช้ "ทางลัด" ในการทำโครงการที่ยากและท้าทาย เพื่อให้ไทยก้าวทันโลกได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
คิดให้ใหญ่แบบ Moonshot Mindset หนึ่งในไฮไลท์ของการบรรยายคือการปลุกความกล้าที่จะฝันใหญ่ เช่น โครงการส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ หรือโครงการวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพื่อทำลายกำแพงความไม่เชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย และเปลี่ยนความคิดจากประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นชาติที่มีความสามารถระดับโลก
ผสาน "ศาสตร์และศิลป์" สื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สังคม ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก ย้ำว่างานวิจัยไม่ควรแห้งแล้ง แต่ต้องนำ "มนุษยศาสตร์และศิลปะ" (Soft Power) เข้ามาช่วยในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงจิตใจผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง
กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการจุดประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ของ สวทช. ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 19 มกราคม 2569
www.nstda.or.th
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
สวทช. โชว์ศักยภาพวิจัยไทย !
กวาด 42 รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 69
ท็อปฟอร์ม ! ทัพนักวิทย์ฯ สวทช. พาเหรดคว้ารางวัลวิจัยระดับประเทศ ชูนวัตกรรม ‘ชุดตรวจโรคไต-เซนเซอร์ตรวจฉี่แบบพกพา' ผลักดันงานวิจัยใช้ได้จริง
อ่านต่อ >
ปั้น ‘AI ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ’ พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย รับยุคดิจิทัล! อว. สั่งลุย! สวทช.-DPU ลงนามเดินหน้า ‘AI เพื่อการศึกษา’ปั้นแพลตฟอร์มติวเตอร์ไฮเทค-อัปสกิลอาจารย์ทั่วประเทศ ยกระดับเรียนรู้ตลอดชีวิต สู่โลกอนาคต อ่านต่อ > อว. เสิร์ฟ Quick Win ส่งตรงถึงประชาชน: ปลัด อว. ควงแขน สวทช. ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา นำวิทย์ฯ เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ผ่าน 5 บิ๊กโปรเจกต์ ได้แก่ งานวิจัยกินได้, วิทย์กู้ภัย, มหาวิทยาลัย Net Zero, อัปสกิลแรงงาน และทางลัดอนาคตด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง พลิกโฉมท้องถิ่นให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ อ.จักราช จ.นครราชสีมาอ่านต่อ >
จดหมายข่าว สวทช.
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ค.ศ. ๒๐๒๖ (GYSS 2026)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก ค.ศ. ๒๐๒๖ (Global Young Scientists Summit – GYSS 2026) เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙ ณ หอประชุมของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) สาธารณรัฐสิงคโปร์
การประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลก จัดขึ้นโดย National Research Foundation (NRF) แห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากทั่วโลกกับนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก รูปแบบการประชุมประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ (Plenary Lectures) การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การอภิปรายเชิงลึกในกลุ่มย่อย กิจกรรมพบปะอย่างใกล้ชิดระหว่างนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกกับนักวิทยาศาสตร์เยาวชน รวมถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมมุมมองสหสาขาวิชา และการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาของโลกในอนาคต ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมที่ผ่านมา GYSS ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากร อาทิ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิทยาศาสตร์รางวัลเหรียญฟิลด์ส (Fields Medal) ด้านคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลทูริ่ง (Turing Award) ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลมิลลิเนียมเทคโนโลยี (Millennium Technology Prize) รวมถึงนักวิทยาศาสตร์รางวัลและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติอีกหลายสาขา
การประชุม GYSS 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕–๙ มกราคม ๒๕๖๙ มีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจำนวน ๒๒ คน เข้าร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านเคมี ๓ คน ด้านฟิสิกส์ ๕ คน ด้านสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ๓ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลทูริ่ง ๓ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลมิลลิเนียมเทคโนโลยี ๒ คน นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลด้านวิทยาการคำนวณของสมาคมคอมพิวเตอร์เอซีเอ็ม (The ACM Prize in Computing) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลสต็อคโฮล์มวอเทอร์ (The Stockholm Water Prize) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัลนากาโซเนะ (HFSP Nakasone Award) ซึ่งมอบโดยโครงการ Human Frontier Science Program (HFSP) ๑ คน นักวิทยาศาสตร์รางวัล Breakthrough Prize in Life Sciences ๑ คน และนักวิทยาศาสตร์รับเชิญซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก ๒ คน สะท้อนถึงความหลากหลายและความเป็นเลิศทางวิชาการของการประชุมครั้งนี้
สำหรับปี ๒๕๖๙ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม GYSS 2026 จำนวน ๒๐ คน และนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์เยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์เยาวชนโลกครบทั้ง ๑๔ ครั้ง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๑๓๕ คน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์. ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินการจัดสัมภาษณ์ให้คณะกรรมการกลั่นกรองคุณสมบัติ และการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการและการเข้าร่วมงาน GYSS ของนักวิทยาศาสตร์เยาวชนไทย ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ได้กล่าวว่า เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เยาวชนไทยได้ปฏิบัติหน้าที่สมกับได้รับโอกาสที่สำคัญ จึงได้เตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปฐมนิเทศการเข้าร่วมกิจกรรม จัดทำรายงานผลงานและประวัติของวิทยากรที่มาบรรยายในงาน GYSS 2026 การพัฒนาทักษะการสื่อสารในการแนะนำงานวิจัยให้กับผู้อื่น การสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันในการทำงานในอนาคต และการวางแผนในการนำประสบการณ์และความรู้ของเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือสังคม เช่น การบรรยายพิเศษและจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและครู
นักวิทยาศาสตร์เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit 2026 (GYSS 2026) ดังนี้
นายเสฏฐวุฒิ บัวดี นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ผมรู้สึกประทับใจ ดีใจ และตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ GYSS 2026 โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผมได้พบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล (laureates) รวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการจากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งในสายงานเดียวกันและต่างสาขา ผมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองใหม่ ข้อคิด และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและการพัฒนาตนเอง
นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการยังช่วยให้ผมได้สร้างมิตรภาพและเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับผู้แทนประเทศไทยและผู้เข้าร่วมจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการและการทำงานร่วมกันในอนาคต”
ขณะที่ นายภูมิรพี เอี่ยมทอง นักศึกษาปริญญาโทควบเอก ชั้นปีที่ 6 สาขาวิศวกรรมชีวโมเลกุล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิรินเมธี กล่าวว่า “การได้เข้าร่วมการประชุม GYSS 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดและเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของผมให้กว้างไกลยิ่งขึ้น การได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด รับฟังทัศนคติ และสร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผมตระหนักว่าโลกของวิทยาศาสตร์นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ความสนุก และยังมีองค์ความรู้อีกมากมายที่รอให้เราไปค้นหา ประสบการณ์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการจุดประกายไฟแห่งการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดสู่งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในอนาคต”
นายภูมิรพี ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงคำกล่าวที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sir Tim Hunt ว่า “New discoveries always come from stupid mistakes” หรือ “การค้นพบใหม่ ๆ มักเกิดจากข้อผิดพลาดที่ดูเหมือนไม่สำคัญ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ได้
สุดท้ายนี้ “กระผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระเมตตาและทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์เยาวชนของประเทศไทยมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ให้การสนับสนุนและมอบโอกาสอันล้ำค่าให้พวกเราได้เข้าร่วมกิจกรรมระดับโลกครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นแรงผลักดันให้ผมไม่หยุดพัฒนาตนเอง และมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยต่อไป”
นางสาวธนกานต์ ปลัดกอง นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับผู้ที่มีความรักและความมุ่งมั่นในวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน จากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์
สิ่งที่ทำให้ GYSS 2026 มีความโดดเด่นและแตกต่างจากการประชุมวิชาการทั่วไป คือการเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างแท้จริง ทั้งกับนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดคือการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล (Nobel Laureates) ซึ่งประสบการณ์และข้อคิดที่ได้รับจากท่านเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียน
บรรยากาศของการประชุมได้รับการออกแบบให้มีความอบอุ่น เป็นกันเอง แม้จะเป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจำนวนมากก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนี้ช่วยจุดประกายไฟแห่งการเรียนรู้ และทำให้ข้าพเจ้าเห็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพในอนาคต
ความสำเร็จและโอกาสอันทรงคุณค่านี้จะไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการสนับสนุนอย่างดียิ่ง ข้าพเจ้าขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และขอขอบพระคุณ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะผู้จัดงานและทีมงานทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนและดูแลผู้แทนประเทศไทยเป็นอย่างดี จนทำให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ระดับโลกอันทรงคุณค่าในครั้งนี้”
ดร.ประภัสสร นำเกียรติสกุล นักวิจัย กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า
“ประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ GYSS 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับการทำงานวิจัย เนื่องจากได้เรียนรู้แนวคิดและวิธีคิดจากนักวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา ซึ่งช่วยให้เห็นภาพรวมของการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จุดเด่นของโครงการนี้คือบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และความสนใจในวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ทำให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ผู้เข้าร่วมจะมาจากต่างสาขาวิชา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจากเวทีวิชาการทั่วไป
นอกจากนี้ การได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึงการได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
สุดท้ายขอขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ที่กรุณาสละเวลาแลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ ในฐานะพนักงาน สวทช.ที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งในคำแนะนำด้านแนวคิดการทำงานวิจัยและพัฒนา การทำงานเป็นทีม และการคำนึงถึงเป้าหมายสูงสุดที่จะให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากงานวิจัย ตลอดจนการต่อยอดองค์ความรู้จากเวทีนานาชาติสู่การสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ Global Young Scientists Summit (GYSS) ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน (ASI) สวทช. โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77206 หรือทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/GYSSTH
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. และ อวท. เปิดบ้านต้อนรับคณะ TechNet รุ่นที่ 1 โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมจากหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต (Technology & Innovation Networking for Future Industries) TechNet รุ่นที่ 1” โดย สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม ภายใต้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(กวทช.) ประธานหลักสูตรฯ ร่วมเป็นเกียรติในการศึกษาดูงาน โอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมกล่าวต้อนรับ
ทางคณะฯ ได้รับฟังบรรยายแนะนำบริการและโครงสร้างพื้นฐาน สวทช. สนับสนุนภาคเอกชน โดยคุณสุจินดา ทองศรี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ และแนะนำ Industry 4.0 โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม หลังจากนั้นได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและบริษัทผู้เช่าใน อวท. ได้แก่ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NSTDA Characterization and Testing Service Center: NCTC) ศูนย์เร่งพัฒนาต้นแบบรวดเร็ว TD-X Center บริษัท SMS Corporation ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังดัดแปร บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด สารเคมี ประเภทสารเคลือบทุกชนิด รับจ้างเคลือบ พื้นผิวเครื่องจักร (Startup จาก NANOTEC) และบริษัท Essential Studio จำกัด
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผนึกกำลังไทย–สิงคโปร์ ยกระดับ AI และนวัตกรรมการแพทย์ มุ่งสร้างกำลังคนทักษะสูง เสริมแกร่งระบบนิเวศ วทน. สู่ระดับสากล
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569: ณ อาคาร Fusionopolis One-North Business Park ประเทศสิงคโปร์ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. หารือร่วมกับผู้บริหารของ Agency for Science, Technology and Research (A*STAR) เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.แอนดี้ ฮอร์ รองประธานกรรมการบริหาร A*STAR ให้การต้อนรับ
สวทช. และ A*STAR ในฐานะหน่วยงานวิจัยระดับชาติ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปยังการยกระดับขีดความสามารถในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยาและวัคซีน นวัตกรรมการแพทย์ เกษตรและอาหารสมัยใหม่ พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.แอนดี้ ฮอร์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ A*STAR ในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงงานวิจัยด้านการแพทย์สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง ผ่านการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มวิจัยที่ทันสมัยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบภายใต้กรอบจริยธรรมที่เหมาะสม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการวินิจฉัยและการพัฒนายาในอนาคต นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการจัดระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างโอกาสแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการเร่งการพัฒนา AI ทางการแพทย์ และยินดีทำงานร่วมกับ A*STAR อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการวิจัยร่วม การพัฒนาบุคลากร และการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ โดย A*STAR ได้ขานรับ และร่วมวางกรอบความร่วมมือเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยาและนวัตกรรมการแพทย์ การเป็น focal point เชื่อมโยงระหว่าง A*STAR กับมหาวิทยาลัยไทยที่มีศักยภาพด้านการวิจัยเฉพาะทาง และการร่วมกันพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่”
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ตัวอย่างความสำเร็จเชิงรูปธรรม ภายใต้โครงการ NSTDA–SINGA ในช่วงปี พ.ศ. 2567–2568 ซึ่งเป็นทุนการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์ ได้แก่ NUS, NTU และ SUTD โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนในสาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิทยาการข้อมูล (Data Science) และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 ราย นับเป็นโครงการที่ช่วยบ่มเพาะและวางรากฐาน พร้อมทั้งเป็นการเสริมศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในเวทีนานาชาติเพื่อการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ ตัวอย่างความสำเร็จของเยาวชนไทยในเวทีโลกที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าว คือ “ผลงานวิจัยด้าน 3D Computer Vision และ Physical Artificial Intelligence” โดย นางสาวรมย์รวินทร์ ชุมภู นักศึกษาปริญญาเอกชั้นปีที่ 1 สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ณ National University of Singapore (NUS) ซึ่งได้รับทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ A*STAR ผ่านนักศึกษาทุนภายใต้โครงการ NSTDA–SINGA ซึ่งเป็นการสะท้อนผลลัพธ์ด้านการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม โดยงานวิจัยนี้ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางฟิสิกส์เข้ากับเทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติ รวมถึงการพัฒนา Spatial Intelligence เพื่อให้ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้และเข้าใจโลกทางกายภาพผ่านแบบจำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการประยุกต์ใช้ในสาขา Computer Vision และ Robotics และการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงได้
นางสาวรมย์รวินท์ กล่าวว่า “การได้รับทุนดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย และได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำในเวทีนานาชาติ ซึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ทางวิชาการของตนเอง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคต”
ความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ A*STAR ในครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพลิกโฉมระบบสุขภาพ ตั้งแต่การพัฒนายาไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำ ภายใต้กรอบจริยธรรมและการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสเชิงรูปธรรมในการบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่และกำลังคนทักษะสูง ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


