หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. ขยายผล “ท่อนพันธุ์สะอาด” สู่ไร่มันสำปะหลัง ในบ้านโป่ง สร้างต้นแบบพื้นที่ หยุดวิกฤตใบด่างด้วยพันธุ์ดี
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอาเซียนในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์คุณภาพสูงมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้มีการขยายผลองค์ความรู้นี้สู่ไร่มันสำปะหลังในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการหยุดยั้งวิกฤตโรคระบาดด้วยการใช้พันธุ์ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบให้ชุมชนสามารถผลิตและกระจายท่อนพันธุ์สะอาดได้เองในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง เป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ พร้อมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาดและการตรวจคัดกรองโรคใบด่าง กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนวัตถุดิบ โครงการวิจัยจะเป็นการนำเอานวัตกรรมการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและต้นพันธุ์สะอาด ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยไบโอเทคและพันธมิตร คือ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) โดยมีการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง (ELISA และ Immunochromatographic Strip Test) ประกอบในกระบวนการผลิตและการติดตามโรคในแปลงเพื่อตัดวงจรการระบาดที่มักติดไปกับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (LMCS) ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังให้ยั่งยืนครอบคลุมทั้งภูมิภาค ในการนำเทคโนโลยีไปปฏิบัติจริง โครงการได้ร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด โดยเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การให้คำแนะนำจัดตั้งห้องปฏิบัติการ การจัดซื้ออุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแปลงสาธิตการผลิตต้นพันธุ์สะอาด สายพันธุ์พิรุณ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตและคุณภาพของต้นพันธุ์ระหว่างการปลูกจากต้นเนื้อเยื่อ การปลูกแบบ Mini-stem และการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติที่เกษตรกรปลูกทั่วไป (Stem cutting) จากการติดตามผลโดย นายปรมี ปลื้มจิตร เจ้าหน้าที่ดูแลแปลงวิจัย พบว่า อัตราการรอดชีวิตในสภาพแปลงปลูกของต้นเนื้อเยื่อ และ Mini-stem cutting มากกว่า 95% ซึ่งไม่แตกต่างจากการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งที่ดีไม่แตกต่างกันทั้ง 3 วิธี แต่วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีแนวโน้มให้จำนวนกิ่งพันธุ์ที่มากกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม การปลูกจากต้นเนื้อเยื่อต้องมีการดูแลเป็นพิเศษในช่วง 1-2 เดือนแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นเนื้อเยื่อกำลังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก ในเชิงเทคนิค ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา นักวิจัย และทีมวิจัยธนาคารเนื้อเยื่อพืช ไบโอเทค กล่าวว่า เทคโนโลยี Tissue Culture เป็นนวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชในสภาพปลอดเชื้อ โดยการนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอดของมันสำปะหลังมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เทคโนโลยีนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การตัดวงจรโรคระบาด เนื่องจากช่วยให้สามารถผลิตต้นแม่พันธุ์สะอาด ที่ปราศจากเชื้อไวรัสใบด่างได้แบบ 100% ทั้งยังสามารถทวีคูณจำนวนต้นพันธุ์ได้มหาศาลอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอฤดูกาล ซึ่งต้นพันธุ์ที่ได้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ และมีความสม่ำเสมอทุกต้น พร้อมสำหรับกระบวนการอนุบาลและขยายจำนวนสู่มือเกษตรกรในสเกลที่ใหญ่ขึ้นต่อไป และอีกหนึ่งเทคนิค ดร.วรากร รัตนอารีกุล นักวิจัยร่วมในโครงการ หัวหน้าศูนย์วิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยี​พระ​จอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี กล่าวว่า เทคโนโลยี Mini-stem Cutting เป็นกลไกสำคัญในการเร่งขยายปริมาณท่อนพันธุ์สะอาด โดยนำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดเชื้อมาตัดแบ่งขนาด 10-15 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ได้จำนวนท่อนพันธุ์มากกว่าการตัดท่อนพันธุ์แบบปกติ 2-3 เท่า และอนุบาลในโรงเรือนประมาณ 14 วันก่อนลงปลูกจริง ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณท่อนพันธุ์สะอาดได้อย่างรวดเร็ว ด้าน นายกิตติ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ไบโอเทค สวทช. ช่วยให้บริษัทตั้งห้องปฏิบัติการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคได้จริง แม้การเตรียมการในช่วงแรกจะมีความซับซ้อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร เมื่อเกษตรกรมีกำไรและเกิดแรงจูงใจในการปลูกอย่างต่อเนื่อง โรงงานย่อมมีความมั่นคงในการมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตอย่างสม่ำเสมอ “ความสำเร็จของโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาด คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชนในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเริ่มต้นจากความแข็งแรงของต้นทางคือการมีท่อนพันธุ์สะอาด ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตโรคระบาดไปได้ในระยะยาว” ดร.แสงสูรย์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวปิดท้าย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดอบรมผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 9 ปั้นนักข่าวดิจิทัลรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมสู่มืออาชีพ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์” รุ่นที่ 9 (Young Digital News Providers 2025) เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านสื่อสารมวลชน และเตรียมความพร้อมก้าวสู่วงการข่าวอย่างมืออาชีพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง Auditorium บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จังหวัดปทุมธานี โดยมีนิสิต นักศึกษา 12 สถาบัน รวม 60 คน เข้าร่วมโครงการ ในโอกาสนี้ คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. กล่าวต้อนรับว่า กิจกรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเติบโตของสังคมในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และอยู่ภายใต้กติกาที่สังคมยอมรับร่วมกัน นักข่าว นักสื่อสารมวลชน และนักประชาสัมพันธ์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลอย่างถูกต้อง รอบด้าน และสร้างสรรค์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ขณะเดียวกันสื่อที่มีคุณภาพยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานวิจัย เทคโนโลยี และสังคม ทำให้องค์ความรู้สามารถเข้าถึงประชาชน และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดกิจกรรมว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของวงการสื่อมวลชนไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากสื่อดั้งเดิมสู่สื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถรายงานเหตุการณ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้สื่อข่าวมืออาชีพจำเป็นต้องมีทักษะที่ลึกซึ้งกว่า ทั้งด้านกฎหมายสื่อ การตรวจสอบข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็น และจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตข่าวที่มีคุณภาพ โครงการอบรมดังกล่าวไม่เพียงมอบความรู้และทักษะด้านวิชาชีพให้กับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่าย มิตรภาพ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ หรือใช้เป็นทักษะชีวิตในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต ตลอดการอบรมทั้ง 3 วัน การนำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากองค์กรผู้ผลิตข่าวออนไลน์ หน่วยงานภาคเอกชน และสวทช. ร่วมนำเสนอเรื่อง “ข้าวหอมสยาม 2” โดย ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัย /ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec)  และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ จริยธรรมและกฎหมายสื่อดิจิทัลในยุค AI: ข้อควรระวังในการใช้ AI และการรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ โดย อาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ Prompt Engineering for Journalists: การใช้เครื่องมือ AI/Gen AI เพื่อการงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และประสิทธิภาพ โดย คุณธนภณ เรามานะชัย Media Consultant Workshop: การทำ Fact-Checking โดย คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. Branding for News Organizations: การสร้างภาพลักษณ์ของนักข่าว และองค์กรสื่อที่ "น่าเชื่อถือ" บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดย คุณชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ ThaiPBS Cyber Claims ในยุค AI: ทำไม Responsible AI คือรากฐานใหม่ของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกรณีศึกษา: True CyberSafe โดย คุณมนตรี สถาพรกุล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) Beyond the Hype: การตามรอยและวิเคราะห์ประเด็นจากอินฟลูเอนเซอร์ โดย คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวของ PPTV HD36 และคุณกิตติพัฒน์ เกษมโสภณ Content Creator รายการ SPRiNG สรุปให้ The True North of Journalism: การวางแผนกลยุทธ์การผลิตข่าว และกระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการ โดย คุณธีรยุทธ ชุนหบดี บรรณาธิการ Post Toda   ในวันสุดท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอผลงาน Final Project พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ คุณเอกพล บรรลือ อุปนายกด้านพัฒนาเนื้อหา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ คุณอรพิน เหตระกูล เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และคุณธีรยุทธ ชุนหบดี บรรณาธิการ Post Today ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนที่ ร.ต.จตุพร สุวรรณรัตน์ กรรมการบริหาร สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จะกล่าวปิดโครงการ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ ปีที่ 9 (Young Digital News Providers 2025) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้ผลิตข่าวดิจิทัลยุคใหม่ ให้มีความรู้และทักษะด้านการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัล การนำเสนอข่าวสารอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนการใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์หรือภาควิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานด้านสื่อสารมวลชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพ ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน และผลิตสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
ปั้น Gen ใหม่ หัวใจวิทย์4 พันธมิตร ร่วมยกระดับเยาวชน'วิทยาศาสตร์พลังสิบ'เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สวทช. นำทีมภาคีเครือข่าย ปั้น "นวัตกรรุ่นเยาว์" ผ่านการลงมือทำจริง พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายการศึกษาทั่วไทย สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กมัธยม ...>> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 Bootcamp LLM สัญชาติไทย สร้างต้นแบบระบบสืบค้น AIใช้งานจริง สวทช. ผนึกกำลัง วช. และ 24 หน่วยงานพันธมิตร เปิดติวเข้ม Bootcamp ดึงศักยภาพโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สร้างระบบสืบค้นอัจฉริยะเพื่อคนไทย  ... >> อ่านต่อ โชว์นวัตกรรม ในงาน ‘อย. Expo 2026’ - สวทช. ขนงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมแสดงในงาน “มหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ” สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมแข่งขันในระดับสากล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
“วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมเยาวชนไทย คว้าเหรียญทองระดับประเทศ พร้อมเดินหน้าปั้น “คนเก่ง คนดี” สู่เวทีโลก
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ปิดงาน ประชุมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิด “รวมพลังสิบ..บ่มเพาะเยาวชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ท่ามกลางความสำเร็จของเยาวชนและครูกว่า 500 คน พร้อมประกาศผลรางวัลสุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ และรางวัลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน โชว์ศักยภาพเด็กไทยยุค AI พัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 แอปฯ ภาษามือเพื่อผู้พิการ พร้อมยกย่องครูต้นแบบผู้นำการเปลี่ยนแปลงห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ก่อนเข้าสู่ช่วงพิธีปิดและประกาศรางวัล ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักเทคโนโลยีและนักวิจัยจาก MIT Media Lab สหรัฐอเมริกา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “AI x Humanity: Creative and Smarter Together” โดยได้เปิดมุมมองใหม่แก่เยาวชนและครูผู้สอนว่า เทคโนโลยีและ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่มีไว้เพื่อให้มนุษย์ฉลาดขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น พร้อมฝากแนวคิดสำคัญ 3 ประการสำหรับการศึกษายุคใหม่ คือ 1. การเรียนรู้แบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Learning) ที่เชื่อมโยงความสนใจของเด็กเข้ากับบทเรียน 2. การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) และ 3. การมองโลกเทคโนโลยีแบบ Critical Optimism คือการมีความหวังอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันทั้งประโยชน์และโทษของ AI เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี ภายหลังประกาศผลรางวัล ผู้แทนจาก 4 หน่วยงานได้ร่วมกันกล่าวถึงผลสำเร็จและก้าวต่อไปของโครงการฯ โดยเริ่มจากอาจารย์จตุภรณ์ สวัสดิ์รักษา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า งานในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ทุกคนตระหนักว่าวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่ในชีวิตประจำวัน ขอให้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปบูรณาการเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป ดร.สมเกียรติ ยังจีน ผู้ชำนาญ ฝ่ายพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สสวท. กล่าวว่า โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบมีเจตนารมณ์สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยผลงานที่ปรากฏในวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเยาวชนไทยไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด ล้วนมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนวัตกรได้หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมฝากให้คุณครูนำโมเดลความสำเร็จนี้กลับไปขยายผลในพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืน สอดคล้องกับ ดร.เสกสรร สรรสรพิสุทธิ์ สสวท. ที่กล่าวเสริมว่า รางวัลที่แท้จริงไม่ใช่โล่รางวัล แต่คือประสบการณ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ซึ่งทางหน่วยงานส่วนกลางเองก็จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนไปปรับปรุงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับประเทศเช่นกัน คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการวิชาการฯ สวทช. ได้กล่าวให้โอวาททิ้งท้ายแก่เยาวชนและคุณครูผู้ร่วมกิจกรรมว่า “ขอให้ทุกคนนำพลังที่ได้รับจากค่ายนี้ ทั้งพลังกายที่แข็งแรง พลังใจที่มุ่งมั่น และพลังแห่งความรักในการดูแลตนเองและแบ่งปันผู้อื่น กลับไปขับเคลื่อนความฝันและสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคม” ดร.ชลฤทัย ทวีแสง รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. ได้กล่าวสรุปความสำเร็จว่า “วันนี้เราทุกคนคือ ครอบครัวพลังสิบ สิ่งที่น้องๆ ได้รับมากกว่ารางวัล คือมิตรภาพและเครือข่ายเพื่อนจากต่างโรงเรียนทั่วประเทศ ขอฝากให้นักเรียนทุกคนตระหนักเสมอว่า ‘คนเก่ง ต้องเป็นคนดี’ เพราะหากประเทศมีคนเก่งที่เป็นคนดี ประเทศชาติก็จะพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” พิธีมอบรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของนักเรียนและครูโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ พิธีมอบรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของนักเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบในปีนี้มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่โดดเด่นและคว้ารางวัลในแต่ละสาขา มีดังนี้ รางวัลโครงงานนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามสาขาโครงงาน ได้แก่ ประเภทโครงงานนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องถังแยกขยะอัตโนมัติ (Auto PM Bin) โดย โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไต โดย โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เหรียญทอง: โครงงานเรื่อง Moth Lure X: ระบบดักจับผีเสื้อกลางคืนอัจฉริยะแบบผสมผสานการประยุกต์ใช้แสงไฟร่วมกับกากน้ำตาลเพื่อการควบคุมแมลงศัตรูพืชทางการเกษตร โดย โรงเรียนสตรีศรีน่าน รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากเปลือกกล้วยอบแห้งผสมนาโนซิงค์ออกไซด์เพื่อดูดซับกลิ่นแอมโมเนีย โดย โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ประเภทโครงงานการเรียนรู้ตามความสนใจ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการประยุกต์ใช้กลไกจากเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตเหลือใช้สู่เครื่องลับคมมีดอัตโนมัติ โดย โรงเรียนนางรอง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องเส้นสด "ครามมี่" โดย โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เหรียญทอง: โครงงานเรื่อง AquaSense: ระบบอัจฉริยะตรวจวัดความขุ่นของน้ำเพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ประเภทโครงงานบูรณาการสหวิชา รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องผงปรุงรสจากเปลือกกุ้ง โดย โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องตุ้มตอนจากชานอ้อย โดย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี รางวัลโครงงานนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามสาขาโครงงาน สาขาละ 3 รางวัล ได้แก่ 1. ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์กายภาพ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชัน MelodyMelonTap เพื่อวัดระดับการสุกและระดับความหวานของแตงโมผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดย โรงเรียนนครพนมวิทยาคม รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการศึกษาคุณสมบัติทางกลและกายภาพของอิฐประสานจากวัสดุเหลือทิ้ง ในการแปรรูปมะขามร่วมกับมูลสัตว์สำหรับการพัฒนาชุดแปลงปลูกผักที่มีความสามารถในการจัดการความชื้นและมีกำลังอัดต่ำ โดย โรงเรียนเพชรพิทยาคม รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการสังเคราะห์และศึกษาประสิทธิภาพของเส้นใยนาโนพอลีไวนิลแอลกอฮอล์ผสมซิลเวอร์ไนเทรต ด้วยเทคนิคการปั่นด้วยไฟฟ้าสถิตในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa โดย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2.ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สุขภาพและการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาทรายแมวจากผักตบชวาเพื่อการตรวจคัดกรองสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะในแมวด้วยเทคนิคการบ่งชี้สี โดย โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องเครื่องประคบเย็นแบบควบคุมอุณหภูมิคงที่สำหรับลดอาการปวดฟัน โดย โรงเรียนขุนยวมวิทยา รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องผลของอัตราส่วนหัวอาหารและแหนแดงต่ออัตราการเจริญเติบโตอัตราการแลกเนื้อและอัตราการรอดชีวิตของกุ้งก้ามกรามในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดย โรงเรียนอนุกูลนารี 3.ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับคาดการณ์ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ระยะสั้นเฉพาะพื้นที่ โดย โรงเรียนปทุมวิไล รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่อง Smart Dye Lab: ระบบอัจฉริยะช่วยวิเคราะห์และควบคุมสีย้อมธรรมชาติลำพูนด้วย GoGo Board และ AI โดย โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการพัฒนานวัตกรรมบำบัดน้ำทิ้งจากการย้อมผ้าในชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยนาโนคอมโพสิตชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์ โดย โรงเรียนเบญจมราชูทิศ 4.ประเภทโครงงานวิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องเทคโนโลยีการแปลภาษามือสำหรับผู้พิการทางการได้ยินในรูปแบบแอปพลิเคชัน โดย โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการพัฒนาเครื่องวัดความเข้มสีของสารละลายบนพื้นฐานไมโครคอนโทรลเลอร์ร่วมกับการใช้รีเอเจนต์ชีวภาพจากเปลือกทับทิมสำหรับวิเคราะห์ปริมาณเฟอริกไอออนในน้ำ โดย โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์เสียงไฟดับเพื่อประยุกต์เป็นอุปกรณ์ดับไฟด้วยคลื่นเสียง โดย โรงเรียนศรียานุสรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลผลงานวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกย่องครูผู้นำนวัตกรรมมาแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม รายละเอียดรางวัล ดังนี้ การนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทละ 1 รางวัล  ได้แก่ ประเภทผลงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบบ้านอัจฉริยะ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ SOLVER Model ผ่านระบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์ม Nextathon สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ประเภทผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและการรู้สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชาวิทยาศาสตร์พลังสิบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดย โรงเรียนพะเยาพิทยาคม ประเภทงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving) รายวิชา Smart home for smarter living ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โดยใช้การเรียนรู้แบบ Active Learning และการเรียนรู้แบบร่วมมือ ควบคู่กับกิจกรรม Sen Auto for Kids โดย โรงเรียนวิเชียรมาตุ การนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประเภทผลงานสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน (รางวัลชนะเลิศ ผลงานดีเด่น) ผลงานเรื่องกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอนสอนคิดแบบ STEM เรื่อง ผู้พิทักษ์ชายหาด เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาเสริมสมรรถนะวิทยาศาสตร์พลังสิบ โดย โรงเรียนระยองวิทยาคม ผลงานเรื่องบอร์ดเกมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับธรณีพิบัติภัย วาตภัย และการรับมือภัยพิบัติ โดย โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) ผลงานเรื่องพัฒนา GADIP-R Model สำหรับออกแบบกระบวนการเรียนรู้ “การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหา ลดการสร้างคาร์บอน” โดย โรงเรียนปทุมวิไล ด้าน นายวายุ แสนจุ้ง ตัวแทนทีมเยาวชนจากโรงเรียนปทุมวิไล เจ้าของผลงานรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง โครงงานเรื่อง “การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับคาดการณ์ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ระยะสั้นเฉพาะพื้นที่” กล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จว่า เกิดจากการบริหารจัดการเวลาและความทุ่มเทอย่างหนักของสมาชิกในทีมทั้ง 3 คน โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากคุณครูที่ปรึกษา การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเก็บเกี่ยวผลงานและประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในขณะที่ นางสาวศรัณย์ภัทร แก้วมณี นักเรียนจากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง ตัวแทนเยาวชนผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า “เวทีนี้ช่วยปลดล็อกขีดความจำกัดของตัวเอง จากความกดดันในช่วงแรกเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความมั่นใจเมื่อได้นำเสนอผลงานจริง สิ่งสำคัญที่ได้รับกลับไปคือทักษะ การกล้าแสดงออก ความขยันหมั่นเพียร และมิตรภาพใหม่ๆ จากเพื่อนต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน” สำหรับมุมมองของครูผู้สอน ว่าที่ ร.ต.ยุทธพงศ์ ชนะศึก จากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง เจ้าของรางวัลชนะเลิศ เหรียญทองการนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน สะท้อนความรู้สึกที่มีต่อโครงการว่า “โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเท่าเทียมทางการศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้จริง โครงการนี้มอบโอกาสให้นักเรียนห้องเรียนปกติ ซึ่งอาจไม่มีกำลังทรัพย์สูง ได้เข้าถึงเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเทียบเท่าห้องเรียนพิเศษ นอกจากนี้ ตัวหลักสูตรยังออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ลดความซับซ้อน ทำให้แม้แต่ครูศิลปะอย่างผม ก็สามารถผันตัวมาเป็นครูวิทย์ฯ ที่พาเด็ก ๆ สร้างสรรค์นวัตกรรมได้สำเร็จ” ทั้งนี้ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพครูและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สู่การเป็นนักวิจัยและบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของไทยในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ต้อนรับคณะ สศก. ศึกษาดูงานนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและบูรณาการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานของ สวทช. พร้อมรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญในหลายมิติ ได้แก่ (1) ภาพรวมเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล และ Regenerative Agriculture โดย คุณสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล NECTEC (2) แนวทางการสร้างเกษตรยั่งยืน: จากงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสู่การประยุกต์ใช้จริง โดย ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) (3) สารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะ (Herbal Health & Wellness) โดย ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) (4) การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคการเกษตรในชุมชน โดย คุณกิตติ พงศ์กิตติวัฒนา นักวิเคราะห์ งานบริหารโครงการยุทธศาสตร์  NECTEC ผู้แทนของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. หลังจากนั้น คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศก. ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ ประกอบด้วย ผลงานวิจัย HandySense B-Farm (เกษตรลดคาร์บอน), Alternate Wet&Dry ระบบตรวจวัดในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง, ปรุงแสงให้แม่นยำเหมือนปรุงปุ๋ยด้วยการใช้เครื่อง PPFD, ไลน์บอทโรคพืช และระบบตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนไทย (Durian Trace) ของ NECTEC นวัตกรรมราและเห็ดเพื่อการเกษตรและสารชีวภัณฑ์ รวมถึงโรงงานผลิตพืช Plant Factory ของ BIOTEC ผลงานด้านพลังงานทดแทนและน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ เช่น EnPAT, Palm Grease, น้ำมันจุดถ่าน, H-FAME ของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ผลิตภัณฑ์จากโรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง ของ NANOTEC เพื่อศึกษาแนวทางการนำงานวิจัยไปขยายผลในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม การเยี่ยมชมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการจัดทำแผนนโยบายระดับประเทศ ซึ่งทาง สศก. สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปร่วมใช้ในการวางกรอบการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญเข้าร่วมอบรม “จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Subject Protection)
หลักสูตร “จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Subject Protection)” ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ชมรมจริยธรรมการวิจัยในคนในประเทศไทย (FERCIT) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมหลักสูตร “จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (Human Subject Protection)” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวปฏิบัติ และข้อกำหนดด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อย่างถูกต้อง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบงานวิจัย การคุ้มครองอาสาสมัคร การจัดทำเอกสารขอความยินยอม ตลอดจนประเด็นด้านกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดการอบรม วันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 รูปแบบ ออนไลน์ผ่านระบบ Webex อบรม ครบ 2 วัน และผู้เข้าร่วมจะได้รับ ประกาศนียบัตร จาก สวทช. และ FERCIT หัวข้อการอบรมโดยสังเขป Introduction (history, guideline, responsible conduct of research) Research Ethics Committees and Investigator’s Roles and Responsibilities Vulnerability (การวิจัยในอาสาสมัครกลุ่มเปราะบาง) Informed Consent (กระบวนการขอความยินยอม) Ethical Consideration in Social Studies Enhancing Subject Recruitment, Subject Compliance, and Subject Retention Privacy and Confidentiality / Conflict of Interest Personal Data Protection Act: The Update – Legal Aspect Risk and Benefit Assessment Interesting Issues and Q&A การลงทะเบียนและรายละเอียดเพิ่มเติมเว็บไซต์: www.career4future.com/hsp69(รับจำนวนจำกัด) ติดต่อสอบถามฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI)อีเมล: QRI@nstda.or.thโทร: 02 564 7000 ต่อ 71843 (คุณธาริกา) หรือ 71844 (คุณณัฐพัชร) ด้านลงทะเบียนอีเมล: arisara.sri@nstda.or.thโทร: 02 644 8150 ต่อ 81889 (คุณอริสรา)
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. โดย นาโนเทค เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานชั้นนำ เสริมทัพวิจัยไทยในงาน nano tech 2026
28-29 มกราคม 2569 - สวทช. นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. นำคณะผู้บริหารและนักวิจัยเยี่ยมชมผลงาน/นิทรรศการของหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชน ที่ร่วมนำเสนอศักยภาพและความก้าวหน้าด้านนาโนเทคโนโลยี ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ (The 25th International Nanotechnology Exhibition and Conference: nano tech 2026) ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติโตเกียว (Tokyo Big Sight) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในการนี้ คณะฯ ได้เข้าชมนิทรรศการผลงานจากหน่วยงานพันธมิตรในญี่ปุ่น อาทิ NIMS หรือ National Institute for Materials Science สถาบันวิจัยด้านวัสดุศาสตร์แห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานวิจัยและพัฒนาขั้นสูงที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุใหม่ นาโนเทคโนโลยีและวัสดุอัจฉริยะ โดยนำ AI และ Materials Informatics มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวัสดุชนิดใหม่, RIKEN สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลญี่ปุ่น ปีนี้เน้นการนำเสนอ Quantum Technology Innovation Hub คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ให้ความแม่นยำในระดับนาโน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเทคโนโลยีรุ่นถัดไป, AIST หรือ The Nation Institute of Advanced Industrial Science and Technology เน้นนำเสนอวัสดุคอมโพสิตใหม่ที่มีฟังก์ชั่นการดักจับก๊าซเสียและบำบัดน้ำเสีย ตลอดจน NEDO องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่เน้นโชว์แผนยุทธศาสตร์ Carbon Neutrality และเทคโนโลยี CCUS ที่เปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นพลังงาน นอกจากนี้ ยังได้ชมความก้าวหน้าทางนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีของภาคเอกชนของญี่ปุ่น อย่างบริษัท HIRANO TECSEEDที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีเพอร์รอฟสไกต์ พร้อมหารือแลกเปลี่ยนร่วมกับทีมนักวิจัยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน งาน nano tech 2026 เป็นเวทีนิทรรศการและการประชุมวิชาการนานาชาติที่ได้รวบรวมทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีนาโนในระดับโลก โดยเฉพาะแนวโน้มของเทคโนโลยีที่มุ่งตอบโจทย์การลดการปล่อยคาร์บอน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีในด้านสุขภาพ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทโลก และเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยของไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรมโยธาธิการและผังเมืองมอบโล่เกียรติคุณแก่ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. และ ดร.สุภาพร วันสม นักวิจัยเอ็นเทค สวทช. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญร่วมสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคาร สตง. แห่งใหม่พังถล่ม
วันที่ 28 มกราคม 2569 กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง เกิดเหตุพังถล่ม อันเนื่องมาจากผลกระทบของแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมนริศรานุสรณ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง ในโอกาสนี้ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และดร.สุภาพร วันสม นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมปฏิบัติงานในคณะทำงานสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพังถล่ม ดร.เอกรัตน์ และทีมผู้เชี่ยวชาญจากเอ็มเทค ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน วิศวกรรมวัสดุ วัสดุก่อสร้างเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ (Failure Analysis) การทดสอบสมบัติเชิงกลของคอนกรีตและเหล็กเสริม รวมถึงการประเมินพฤติกรรมของวัสดุภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว มาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพและความสอดคล้องตามมาตรฐานของวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโครงการ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ด้าน ดร.สุภาพร นักวิจัยเอ็นเทค ได้นำองค์ความรู้ด้านการวิเคราะห์วัสดุ การทดสอบคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพเชิงลึก รวมถึงเทคนิคการตรวจสอบเชิงวิเคราะห์ขั้นสูง มาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพและความสอดคล้องตามมาตรฐานของวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคาร เพื่อประเมินปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความแข็งแรงและความทนทานของโครงสร้างภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว การได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของเอ็มเทคและเอ็นเทค สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมวัสดุ มาสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศ ตลอดจนตอกย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานวิจัย ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านงานก่อสร้างและวิศวกรรมโครงสร้างของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นาโนเทค สวทช. จับมือสไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ และพันธมิตรญี่ปุ่น ร่วมเปิดนิทรรศการ “Microspike Technology Pavilion” ในงาน nano tech 2026
 วันที่ 28 มกราคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับ "สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์" บริษัทดีปเทคสตาร์ตอัปภายใต้ สวทช. และ Furutaka Electronics Co., Ltd. พันธมิตรญี่ปุ่น จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “Microspike Technology Pavilion” พร้อมชูนวัตกรรมอนาคตด้านวัสดุนาโนขั้นสูงอย่างผลงานการพัฒนาเข็มขนาดไมโครเมตรที่สามารถประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ สุขภาพ และความงาม ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ (The 25th International Nanotechnology Exhibition and Conference: nano tech 2026) ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติโตเกียว (Tokyo Big Sight) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด "nano tech" เป็นงานนิทรรศการและการประชุมนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยีระดับโลก จัดขึ้นเป็นประจำ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยเน้นการจัดแสดงนวัตกรรมวัสดุใหม่ วัสดุนาโน เทคโนโลยีการวัดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้ งาน nano tech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 30 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด Bridge to Future Business คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 47,000 คน นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กล่าวว่า นิทรรศการ“Microspike Technology Pavilion” ในวันนี้ ของ สวทช. โดย นาโนเทค บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด และ Furutaka Electronics Co., Ltd. เป็นหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทย–ญี่ปุ่น ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ จนเกิดเป็นพาวิลเลียนแห่งนี้ขึ้นในงาน nano tech 2026 “นี่คือก้าวสำคัญที่บริษัทสตาร์ตอัปไทย สามารถจับมือกับภาคธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นการประกาศศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างชัดเจนว่าไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก” ท่านเอกอัครราชฑูตกล่าว ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในสาขานี้และจะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีร่วมกันอย่างต่อเนื่อง หลังช่วงการชะลอตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การกลับมาร่วมงาน nano tech 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาจัดแสดงผลงานอีกครั้งเท่านั้น แต่เป็นการกลับมาพร้อมกับพันธมิตรบนเวทีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ภายใต้ Microspike Technology Pavilion ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการและความก้าวหน้าของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม "การเข้าร่วมงาน nano tech 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยสามารถสร้างผลงานที่นำไปสู่ความร่วมมือและการลงทุนในระดับจากนานาชาติได้อย่างแท้จริง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นที่มีต่อศักยภาพของนักวิจัยไทย รวมถึงหน่วยงานสำคัญอย่างสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้การสนับสนุนภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในประเทศญี่ปุ่นมาโดยตลอด ความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยไทย ให้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนการสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งสอดรับกับพันธกิจสำคัญของ นาโนเทค และ สวทช." ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้ ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ภายในงานนี้ นาโนเทคได้ร่วมนำเสนองานวิจัยการพัฒนาเข็มขนาดไมโครเมตร ผ่าน Microspike Technology Pavilion ร่วมกับบริษัทสตาร์ตอัป นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำผลงานวิจัยต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาทิ เทคโนโลยีไมโครนีดเดิลสำหรับการทดสอบภูมิแพ้ผ่านผิวหนัง การเก็บตัวอย่างของไหลระหว่างเซลล์ใต้ผิวหนัง การนำส่งสารและแสงผ่านผิวหนัง แพลตฟอร์มนาโนพอร์สำหรับการตรวจวัดสิ่งบ่งชี้ทางชีวภาพ พร้อมกันนี้ยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์จาก บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด ดีปเทคสตาร์ตอัป สวทช. ที่ได้นำงานวิจัยต่อยอดไปสู่ “เทคโนโลยีไมโครสไปก์” และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น บริษัท Furutaka Electronics Co., Ltd. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างงานวิจัยกับโอกาสทางธุรกิจ "การร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จของนาโนเทค สวทช. ในการพัฒนางานวิจัยที่มีศักยภาพให้ต่อยอดไปสู่ ดีปเทคสตาร์ตอัปอย่างบริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตร Furutaka Electronics Co., Ltd ที่ให้ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีไมโครสไปก์และร่วมกันผลักดันให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพและความงามที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก” ดร.ภญ. อุรชาเผย พร้อมชี้ว่า ปัจจุบัน บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยของ สวทช. ไปแล้วกว่า 12 ผลงาน อีกทั้งสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตได้เร็วกว่าบริษัทที่มีเทคโนโลยีเดียวกันในต่างประเทศถึง 13.5 เท่า ซึ่งลดปัญหาคอขวดเรื่องการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า นวัตกรรมที่พัฒนาจากงานวิจัยของไทยมีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ นาโนเทค สวทช. ยังได้นำเสนอผลงานวิจัยบนเวที Asia Nano Forum ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้งาน nano tech 2026 โดยได้นำเสนอผลงาน “วัสดุผสมนาโนนำไฟฟ้า” (Soft nanocomposite conductive platform) พร้อมทั้งการบรรยาย Keynote Presentation ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ the ANF Commercialization Workshop  ภายใต้หัวข้อ “Innovative Nanohybrid Materials Toward Sustainable Commercialization” รวมไปถึงกิจกรรมการหารือความร่วมมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำและหน่วยงานภาคธุรกิจในการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาวัสดุนาโนขั้นสูงและการแพทย์แม่นยำ  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นาโนเทค สวทช. เยี่ยมชมธุรกิจนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านวัสดุนาโนขั้นสูงบนเวที Asia Nano Forum (ANF)
วันที่ 27 มกราคม 2569 ณ ประเทศญี่ปุ่น - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและคณะนักวิจัย ได้เข้าเยี่ยมชมและหารือความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อผลักดันการนำงานวิจัยไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและศึกษาความก้าวหน้าด้านเคมีภัณฑ์และวัสดุสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย โดยเริ่มจากศูนย์การบ่มเพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง Incubation CANVAS TOKYO (artience incubation center) หน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพและการบ่มเพาะนวัตกรรม รวมถึงการหารือร่วมกันในการแลกเปลี่ยนงานวิจัย การจัดกิจกรรม และโครงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น     จากนั้น ได้เข้าเยี่ยมชม Shimadzu Tokyo Innovation Plaza ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาชั้นนำของ ประเทศญี่ปุ่น ที่รวบรวมเทคโนโลยีวิเคราะห์ขั้นสูง (Analytical Excellence) ที่มุ่งเน้นการสร้าง Co-creation เพื่อการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมในอนาคตโดยมีคุณพูศักดิ์ หิรัณยตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไซแอนติฟิค จำกัด และอุปนายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับ นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปยัง Mitsui Chemicals Sodegaura Center (Vision Hub™ Sodegaura) ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทเคมีภัณฑ์ในญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนาในด้านวัสดุและโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การดูแลสุขภาพ (Healthcare) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และยานยนต์ (Mobility)  รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Science) ในขณะเดียวกัน บนเวที Asia Nano Forum (ANF) ภายในงาน Nanotech Japan 2026 ดร.ชุลีกร โชติสุวรรณ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ Innovative Nanohybrid Materials Toward Sustainable Commercialization ทางด้านวัสดุผสมที่นำไฟฟ้ารวมถึง วัสดุโปร่งแสง เช่น ฟิล์มและเจล (Transparent Materials Flim and Gel) เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย และหารือถึงโอกาสในการทำวิจัยร่วมกันระหว่างตัวแทนจากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และอิหร่าน โดย ANF commercialization Workshop ที่จัดขึ้นโดย Asia Nano Forum (ANF) นั้น มุ่งเน้นไปที่เสาหลักสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรม ทางด้านกลยุทธ์การนำผลงานออกสู่เชิงพาณิชย์, โครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ และการพัฒนาวัสดุที่พร้อมสำหรับการใช้งานในตลาดจริง และยังได้ร่วมกับ ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน นาโนเทค เยี่ยมชมและหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืน ณ Mitsubishi Materials Corporation (MMC)  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอเชิญสมัครเข้าร่วมโครงการ C-HV SMEs 2026 โครงการที่จะช่วยคุณก้าวข้ามช่องว่างจาก “งานวิจัย” สู่ “ธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง”
กับโครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่จากผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม (C-HV SMEs 2026) โครงการ C-HV SMEs 2026 มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถต่อยอดผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การพัฒนาเป็น ธุรกิจที่สร้างมูลค่าและเติบโตได้จริง พร้อมก้าวสู่การเป็น SME มูลค่าสูง (High Value SME) ด้วยการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โครงการนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่าง “งานวิจัย” กับ “การทำธุรกิจเชิงพาณิชย์” ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร 💰 สิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ทุนสนับสนุนสูงสุด 500,000 บาท (Matching Fund) สำหรับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรม การจัดทำและพัฒนาแผนธุรกิจ การวิเคราะห์ ทดสอบ และขอรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ที่ปรึกษาเชิงลึกแบบรายบริษัท จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ โอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และนำเสนอเทคโนโลยีต่อพันธมิตรทางธุรกิจและนักลงทุน การพัฒนาครบวงจร ตั้งแต่การต่อยอดเทคโนโลยีไปจนถึงการนำออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ 🎯 คุณสมบัติผู้สมัคร เป็น นิติบุคคลไทย (SME หรือ Startup) และมีอายุธุรกิจไม่เกิน 5 ปี มีแผนการใช้เทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐหรือมหาวิทยาลัย(เทคโนโลยีมีความพร้อมระดับ TRL 6 ขึ้นไป) ได้รับสิทธิในการใช้เทคโนโลยีแล้ว แต่ ยังไม่มีรายได้เชิงพาณิชย์จากเทคโนโลยีนั้น หรือมีรายได้เชิงพาณิชย์ไม่เกิน 1 ปี 📌 รับสมัครจำนวนจำกัดเพียง 15 บริษัทเท่านั้น 📅 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ 2569📍 สมัครออนไลน์ได้ที่: https://urlkub.co/q/a27p0m 📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (BID) สวทช.โทรศัพท์: 02-564-7000 ต่อ 1475 (คุณเอกชัย) ต่อ 71748 (คุณนันทัชพร) ต่อ 1340 (คุณศุภรัตน์)อีเมล: C-HVSMES@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. จับมือ กรมควบคุมโรค ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับระบบป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของประเทศ
[27 มกราคม 2569 – นนทบุรี] สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อวางกรอบการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและการบริหารจัดการภัยสุขภาพอย่างยั่งยืน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์องค์กร สวทช. ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ณ ห้องประชุมธวัช จายนียโยธิน ชั้น 4 อาคาร 10 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เพื่อกำหนดทิศทางการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานด้านสาธารณสุขของไทย การบูรณาการ "นวัตกรรม" สู่ "นโยบายสุขภาพ" โดยการประชุมดังกล่าวมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์ และร่วมกำหนดกรอบแนวคิด แนวทางการดำเนินงาน และกลไกความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับภารกิจการป้องกัน ควบคุมโรค และการจัดการภัยสุขภาพของประเทศ รวมถึงการวางแผนจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและนวัตกรรม และต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ คือก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพด้านการวิจัยของ สวทช. เข้ากับภารกิจหน้าด่านของกรมควบคุมโรค เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางสาธารณสุขที่เข้มแข็งให้แก่ประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์