ผลการค้นหา :
สวทช. โดย TCCA, นาโนเทค และ KCCUS ลงนามความร่วมมือด้านเทคโนโลยี CCUS ไทย–เกาหลี ขยายเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ดันไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
9 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในนามโครงการ ภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (TCCA) ลงนามความร่วมมือกับสมาคมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งเกาหลี (KCCUS) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ ครอบคลุมหลากมิติ ทั้งนโยบาย กฎระเบียบ ข้อกฎหมาย รวมถึงการร่วมสนับสนุนด้านการวิจัย พัฒนา รวมถึงบุคลากร หวังผลักดันกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ในนามโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) และสมาคมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งเกาหลี (Korea CCUS Association: KCCUS) โดยได้รับเกียรติจาก ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นผู้แทนลงนามฝ่ายประเทศไทย และ ดร. HoSeob Lee ผู้อำนวยการใหญ่ Korea CCUS Association เป็นผู้แทนลงนามฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลี โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ หัวหน้าโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรฯ ศาสตราจารย์ Hyundon Shin จาก Inha University และศาสตราจารย์ Yoonkyung Kim จาก Ewha Womans University ร่วมเป็นสักขีพยาน
ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง TCCA และ KCCUS ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage and Utilization: CCUS) ร่วมกัน เสริมความเข้มแข็งให้กับการวิจัยและพัฒนาด้าน CCUS ของทั้งไทยและเกาหลี รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
“ความร่วมมือในครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050 ของไทย, การส่งเสริมและพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) CCUS ทั้งสองประเทศ, การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านโครงการ CCUS ที่มีอยู่และโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น, การสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกรอบกฎหมายสำหรับการกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งเราจะได้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการทำงานด้านนี้ ด้วยบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี CCUS ในด้านความมั่นคงด้านพลังงานของโลก” ดร. ภญ.อุรชาชี้
ดร. HoSeob Lee ผู้อำนวยการใหญ่ Korea CCUS Association กล่าวว่า สาธารณรัฐเกาหลีและประเทศไทยมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยต่างต้องเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเทคโนโลยี CCUS เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือทวิภาคี และเป็นรากฐานของความร่วมมือที่จะเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ด้าน ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และหัวหน้าโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี CCUS เป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยภายใต้ NDC 3.0 โดยมี TCCA ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันการพัฒนา CCUS อย่างเป็นระบบ ความร่วมมือกับเกาหลีจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรไทย เพิ่มการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเร่งให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านวิชาการ นโยบาย และเทคโนโลยี CCUS ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำ Roadmap ด้าน CCUS ของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในอนาคตการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านวิชาการ นโยบาย และเทคโนโลยี CCUSระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการจัดทำ Roadmap ด้าน CCUS ของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในอนาคต
เกี่ยวกับสมาคม Korea CCUS Association (KCCUS)
Korea CCUS Association (KCCUS) เป็นองค์กรชั้นนำของสาธารณรัฐเกาหลีด้านการผลักดันการนำเทคโนโลยี CCUS ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อน CCUS ผ่านการวางแผนนโยบาย การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ KCCUS ดำเนินงานในรูปแบบองค์กรสมาชิกที่รวบรวมหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการ ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้าน CCUS ของประเทศเกาหลี
เกี่ยวกับภาคีเครือข่าย Thailand CCUS Alliance (TCCA)
ภาคีเครือข่ายด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance, TCCA) เป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือแบบพหุภาคีที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCUS ในประเทศไทย โดยภาคีฯ ทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานโยบาย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือด้านการลงทุน อันเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สุภาพ พลซักซ้าย
ผู้ประสานงานโครงการ TCCA
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทร: 095-187-9404
Email: Suphap.pho@ncr.nstda.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
นาโนเทค สวทช. บุกญี่ปุ่น โชว์นวัตกรรมเข็มจิ๋ว Microspike Technology ผลิตเร็วกว่าท้องตลาด 13.5 เท่า !
สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ สตาร์ตอัป สวทช. และพันธมิตรญี่ปุ่น โชว์นวัตกรรมเข็มขนาดไมโครเมตรมาตรฐานสากล ใน "Nano Tech 2026" ยกระดับความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงไทย-ญี่ปุ่น ผลักดันการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หยุดวิกฤตใบด่าง! สวทช. ส่งต่อนวัตกรรม 'ท่อนพันธุ์คุณภาพสูง' สร้างต้นแบบไร่มันพันธุ์ดีที่บ้านโป่ง
พลิกฟื้นอุตสาหกรรมมัน ใช้เทคนิค "เพาะเลี้ยงเยื่อ" ผลิตท่อนพันธุ์มันฯ ปลอดโรค 100% ขยายพันธุ์เร็วทันใจ จากห้องแล็บสู่แปลงปลูกจริง เพิ่มผลผลิตชาวไร่มัน >> อ่านต่อ
ESAN TECH TO GLOBAL ปลดล็อกทางรอดธุรกิจ: สวทช. โดยหน่วยงานภายใต้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์และนิคมวิจัยของประเทศ นำโดย ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำทีมนักวิจัยให้คำปรึกษาเชิงลึก ติดปีกผู้ประกอบการภาคอีสาน ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการค้าด้วยมาตรฐานวิเคราะห์ทดสอบระดับสากล ณ อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น ...>>อ่านต่อ
Click here
จดหมายข่าว สวทช.
ยกระดับนิเวศวิจัยไทย ผลผลิตความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo สวทช. มหิดล เปิดบ้านโชว์แล็บหุ่นยนต์-BCI รุกผลิตคนรุ่นใหม่ป้อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ (วันที่ 30 มกราคม 2569) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของภารกิจความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และคณะทำงานจากทั้งสองฝ่าย ได้เดินทางเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ณ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo หลักสูตร Biomedical Engineering and Artificial Intelligence
ทั้งนี้ คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการต้อนรับโดย รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ รศ.ดร.วรากร เจริญสุข หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ และ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร TAIST–Science Tokyo (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence) ซึ่งได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมบทบาทของคณะและภาควิชาในการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้จริงทางการแพทย์และอุตสาหกรรม
จากนั้น คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการใน อาคาร 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ Advanced Computing in Medicine Laboratory (AIM LAB) โดย ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ Advanced Molecular Diagnostics Laboratory (AMD LAB) และ Biosensors Laboratory โดย ผศ. ดร.จำรัส พร้อมมาศ และรศ. ดร.เบญจพร เลิศอนันตวงศ์ รวมถึง Laboratory for Biocompatibility Testing of Medical Devices (BioTesting LAB) โดย รศ. ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา ซึ่งได้ถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ระดับโมเลกุล เทคโนโลยีเซนเซอร์ชีวภาพ และการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพของอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ คณะได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการใน อาคาร 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ Center for Biomedical and Robotics Technology (BART LAB) โดย รศ. ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ Smart Motion Analysis and Rehabilitation Technology Laboratory (SMART LAB) โดย รศ. ดร.วรากร เจริญสุข และ Brain–Computer Interface Laboratory (BCI LAB) โดย ดร.เจษฎา อานิล ซึ่งสะท้อนศักยภาพด้านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิศวกรรม หุ่นยนต์ ระบบอัจฉริยะ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมนุษย์ และการพัฒนาเทคโนโลยี Brain–Computer Interface สำหรับการแพทย์และการดูแลสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ ภายหลังการเยี่ยมชมได้มีการสรุปภาพรวมของห้องปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยร่วมกันในอนาคต
การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ นับเป็นการปิดภารกิจความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo ระหว่างวันที่ 27–30 มกราคม 2569 อย่างสมบูรณ์ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากำลังคน งานวิจัย และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุนระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ Science Tokyo จัดงานประชุมวิชาการ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 เสริมแกร่งเทคโนโลยีการแพทย์ไทยให้ทันสมัยระดับสากล
วันที่ 29 มกราคม 2569 ต่อเนื่องจากภารกิจความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Institute of Science Tokyo ระหว่างวันที่ 27–28 มกราคม 2569 ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & Artificial Intelligence: The Cutting Edge of AI Applications in Medical-Engineering Collaboration” ณ โรงแรมเรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ โดยมีนักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ศิษย์เก่า และนักศึกษาจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง
ช่วงเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก Professor Hidetoshi Sekiguchi, Executive Vice President for Education, Institute of Science Tokyo และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการพัฒนาการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ จากนั้นเป็นการบรรยายปาฐกถาพิเศษ (Keynote Lecture) โดย Professor Jun-ichi Takada, Institute of Science Tokyo ในหัวข้อ “Institute of Science Tokyo: Reform for Vision-Driven, Cross-Disciplinary Research and Education” ซึ่งนำเสนอที่มา วิสัยทัศน์ และแนวทางการขับเคลื่อนการวิจัยและการศึกษาภายหลังการบูรณาการสถาบันชั้นนำของญี่ปุ่น พร้อมทั้งบทบาทของ Science Tokyo ในการขยายความร่วมมือมายังประเทศไทย
ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากศิษย์เก่าในหัวข้อ “Expectation for the New University” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุจิรา วโนทยาน มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิษย์เก่า Tokyo Institute of Technology) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทพญ.ภัคสินี กมลรัตนกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศิษย์เก่า Tokyo Medical and Dental University: TMDU) ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์และสะท้อนมุมมองต่อบทบาทของ Institute of Science Tokyo และความคาดหวังต่อความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนด้านการศึกษาและการวิจัยในอนาคต
จากนั้นมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ หลักสูตรใหม่ TAIST–Science Tokyo ด้าน Biomedical Engineering & AI โดยเริ่มจากการบรรยายหัวข้อ “Introduction of the TAIST–Science Tokyo New Course: Biomedical Engineering & AI” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อด้วยการเสวนากลุ่ม “From Curriculum Design to Real-World Impact: Advancing Biomedical & AI through the TAIST–Science Tokyo Partnership” ดำเนินรายการโดย Professor Nobuhiro Hayashi, Institute of Science Tokyo พร้อมผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ Professor Tohru Yagi และ Associate Professor Shin-ichiro Ogura, Institute of Science Tokyo รวมถึงผู้แทนจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ Asst. Prof. Apichon Witayangkurn, Sirindhorn International Institute of Technology Asst. Prof. Dr. Achara Pichetjamroen, Kasetsart University และ Mr.Chuwit Waisiriroaj, Managing Director, Bangkok DrugStore Co.,Ltd. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
จากนั้นเป็นการนำเสนอหัวข้อวิชาการภายใต้ช่วง Session I: AI, Data Science & Computational Medicine โดยมีการบรรยายหัวข้อ Cutting Edge Topics from the New Course “Biomedical Engineering & AI” โดย ดร.ปชญา สายลมุล นักวิจัยจากทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ (BES) สวทช. ในหัวข้อ “Biological Intelligence + Artificial Intelligence: Lessons for Computational Medicine” และการบรรยายหัวข้อ “Genomics Thailand Initiative: Transforming National Healthcare through Biomedical Data and AI” โดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ (IMBG) สวทช. Prof.Nobuhiro Hayashi หัวข้อ "AI Proteomics"
ในช่วงบ่าย การประชุมแบ่งออกเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการภายใต้ Session II: Application of Dental, Medical and Engineering Technologies โดยมีการบรรยายหัวข้อ “The Cutting Edge of Digital Dentures” โดย Professor Manabu Kanazawa, Institute of Science Tokyo “Dental Biomechanics: From Fundamentals to Industrial Application” โดย รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.ชลิดา ลิ้มจีระจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Biomechanical Simulation: Musculoskeletal Analysis and Optimization of Human Motion” โดย Professor Motomu Nakashima, Institute of Science Tokyo และ “Neural Interfaces” โดย Professor Tohru Yagi, Institute of Science Tokyo ซึ่งสะท้อนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมและชีวการแพทย์ในบริบทของการแพทย์สมัยใหม่
ต่อเนื่องด้วย Session III: Advanced Therapeutics & Cancer Innovation ซึ่งมุ่งเน้นนวัตกรรมด้านการรักษาโรคขั้นสูง โดยมีการบรรยายหัวข้อ “Photodynamic Medicine for Cancer” โดย Associate Professor Shun-ichiro Ogura, Institute of Science Tokyo “Matrikine-Driven Tumor Progression and Diagnosis: Laminin-γ2 Monomer as a Biomarker” โดย Professor Naohiko Koshikawa, Institute of Science Tokyo และปิดท้ายด้วยการบรรยาย “From Bench to Bedside: Self-Folding Polymeric Gels for Brain Cancer Chemotherapy” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การประยุกต์ใช้ทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงปิดการประชุม ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวสรุปและแสดงความขอบคุณต่อผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้ร่วมเสวนา และผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่าน สำหรับการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตลอดการประชุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขสมัยใหม่ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศและการบูรณาการข้ามสาขาวิชา โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นภายใต้กรอบ TAIST–Science Tokyo ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงด้าน Biomedical Engineering & Artificial Intelligence เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคสังคมและอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งนี้ สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
การประชุม Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรและกำลังคนด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงและระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาใกล้บ้าน..ฟรี !?
เบื่อมั้ย..? แค่ไม่สบายนิดเดียว แต่ต้องลางาน ไปนั่งรอคิวนานที่โรงพยาบาลเพื่อรับยา
วันนี้…หากเจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงไปร้านยาใกล้บ้านที่มีเครื่องหมาย “ร้านยาคุณภาพของฉัน” แค่ยื่นบัตรประชาชนใบเดียว ก็รับยาได้ง่ายกว่าที่คิด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เพราะ A-MED สวทช. พัฒนาระบบเชื่อมร้านยา ช่วยให้การเบิกจ่ายยาสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง สามารถรับยาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
เหมียวฟิน ! “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” จับตัวเป็นก้อนใน 3 วินาที แห้งไว ไร้กลิ่น แมวกลบง่าย ทาสสบายใจ
ทรายแมวเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตทั้งของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของเป็นอย่างมาก ปัจจุบันการพัฒนาทรายแมวไม่เพียงเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยมลพิษด้วย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” ที่มีสมบัติเด่น คือ จับตัวเป็นก้อนหลังเปียกน้ำได้ใน 3 วินาที แห้งเร็ว นุ่มเท้า กลบสบาย มาพร้อมสมบัติด้านสุขอนามัยทั้งลดการเกิดเชื้อราและเก็บกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[caption id="attachment_80058" align="aligncenter" width="400"] ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า โจทย์ตั้งต้นการวิจัยและพัฒนามาจากบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เล็งเห็นถึงโอกาสในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยผ่านการนำข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีมากในภาคเหนือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทจับตัวเป็นก้อนหลังโดนน้ำที่มีความต้องการใช้งานทั้งภายในและต่างประเทศสูง เพื่อช่วยลดการกำจัดด้วยวิธีเผาในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และแก๊สเรือนกระจก
แม้ข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจะเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง และมีจุดแข็งเรื่องการมีรูพรุนสูง ดูดซับน้ำได้ดี แต่การนำมาผลิตทรายแมวที่มีสมบัติจับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังจากโดนน้ำถือเป็นโจทย์อันท้าทาย เพราะวัสดุทั้งสองชนิดนี้ไม่มีสมบัติเรื่องการจับตัว
ดร.สิทธิศักดิ์ อธิบายว่า ทีมวิจัยใช้เวลากว่า 1 ปีเลือกสรรวัตถุดิบเกรดสำหรับผลิตอาหารมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ พัฒนาและปรับปรุงสูตรการผลิต รวมถึงออกแบบและดัดแปลงอุปกรณ์ภายในเครื่องจักรให้แต่ละเครื่องผลิตได้ความเร็วสูงถึง 1 ตันต่อชั่วโมง เพื่อรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จ ทรายแมวที่พัฒนาได้มีสมบัติเด่นทัดเทียมกับทรายแมวเต้าหู้ที่จับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังโดนน้ำ และมีเนื้อสัมผัสดีทำให้แมวกลบทรายด้วยตัวเองหลังขับถ่ายง่าย รวมถึงเป็นทรายแมวที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเช่นเดียวกันด้วย
[caption id="attachment_80055" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวก่อนและหลังโดนน้ำ[/caption]
[caption id="attachment_80054" align="aligncenter" width="450"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวหลังโดนน้ำ[/caption]
“โดยผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาผ่านการทดสอบแล้วว่า หลังโดนน้ำสามารถจับตัวเป็นก้อนได้ภายใน 3 วินาที แห้งเร็ว เก็บกลิ่นยูเรียความเข้มข้น 10,000 ppm ในห้องทดสอบพื้นที่ปิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหลือกลิ่นรบกวน นอกจากนี้ทรายแมวที่เทออกจากบรรจุภัณฑ์แล้วยังอยู่ในสภาวะร้อนชื้นของประเทศไทยโดยไม่เกิดเชื้อราได้นานกว่า 1 เดือน
“ภายหลังการใช้งาน เจ้าของยังนำทรายแมวส่วนที่จับตัวเป็นก้อนไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อได้ด้วย เพราะในปัสสาวะของแมวมียูเรียซึ่งเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เหมาะแก่การบำรุงพืช นอกจากนี้ทรายแมวยังมีรูพรุนสูงจึงช่วยปรับโครงสร้างดิน เพิ่มความร่วนและความอุ้มน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่จุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวจากข้าวโพดให้แก่บริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนเตรียมการผลิตและจำหน่าย คาดว่าจะเริ่มวางขายได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ทั้งนี้ทีมวิจัยและผู้ประกอบการยังมีแผนจะร่วมวิจัยเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกันต่อไป
[caption id="attachment_80052" align="aligncenter" width="750"] ถุงต้นแบบผลิตภัณฑ์ทรายแมว[/caption]
ผลงานการวิจัยนี้ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีมุ่งเป้าตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญคือเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากวัสดุทางการเกษตรข้าวโพด ติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้ผ่าน www.vscthailand.com และติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวได้ที่ ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ อีเมล sitthisp@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4259 หรือ 09 9429 2772
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
TAIST-Science Tokyo-สวทช. เปิด Road Map ปี 69 ชูหลักสูตร ‘AI-ชีวการแพทย์’ บ่มเพาะยอดฝีมือป้อนอุตสาหกรรม 4.0
เมื่อเร็ว ๆ นี้ (วันที่ 28 มกราคม 2569) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ TAIST–Science Tokyo Executive Board ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. Hidetoshi Sekiguchi รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ร่วมเป็นประธานร่วม โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนากำลังคนทักษะสูงในระดับมหาบัณฑิต
ในการประชุมดังกล่าว ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอรายงานความก้าวหน้าซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การรับรองรายงานการประชุมในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา แผนการดำเนินงานและ Road Map ของโครงการฯ ตลอดจนการติดตามผลการศึกษาของนักศึกษาในโครงการระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาผลการดำเนินงานและระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (A2TE) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AIoT) ที่เน้นการสร้างโซลูชันด้านดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 หลักสูตรพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (SERE) และหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering & AI) ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในการยกระดับสาธารณสุขไทยด้วยเทคโนโลยี AI และ หลักสูตรประกาศนียบัตรระบบการขนส่งทางราง (RT) ที่มุ่งสร้างเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ โดยทุกหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือ TAIST-Science Tokyo นี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ (Cross-disciplinary Integration) และการลงมือปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลก เพื่อบ่มเพาะมหาบัณฑิตให้มีทักษะที่พร้อมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และสามารถสร้างผลงานวิจัยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมสูง ตอกย้ำความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสถาบันการศึกษาพันธมิตรในการสร้าง "ทุนมนุษย์" ที่เป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & Artificial Intelligence” ในวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความร่วมมือภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo นี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม การสร้างและบริหารผลิตภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (Productivity Management Course : PMC)
📣“ฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรม ด้วยองค์กรผลิตภาพ” สวทช. จัดอบรม การสร้างและบริหารผลิตภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (Productivity Management Course : PMC)
🗓 วันที่ 29 – 30 เมษายน 2569
⏰ เวลา 09.00 – 16.00 น.
📍โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
🌐Key Highlights
📌 ความหมายของผลิตภาพ (Productivity) และการเพิ่มผลิตภาพในบริบทต่างๆ ของธุรกิจ
📌วงจรชีวิตของธุรกิจ ตามหลัก Trilogy Quality ของ JURAN เพื่อนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน
📌หลักคิดการจัดการธุรกิจตามแนวคิด Big-Q เพื่อความยั่งยืน
• สมการแห่งความอยู่รอดของธุรกิจ
• แนวคิดการสร้างรายได้โดยยึดโยงกับสินค้าและลูกค้า ในมิติต่าง ๆ
• แนวคิดการลดความสูญเปล่า
• ข้อต้องปฏิบัติตามทฤษฎีของปรมาจารย์คุณภาพ และ Kano’s Model
📌 Total Quality Management (TQM) กับแนวคิดการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
• Key Concept ของ TQM
• แนวคิดการจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพด้วย TQM
📌 หลักคิดการบริหารผลิตภาพทั่วทั้งองค์กร (Company Wide Productivity Management-CWPM)
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
✅ผู้บริหาร
✅ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ
✅หัวหน้างาน
✅ผู้ให้การอบรมด้านคุณภาพ
✅ผู้สนใจทั่วไป
🔍รายละเอียดได้ที่ https://www.career4future.com/pmc/
👉 สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช.
☎️โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81901 (คุณปานทิพย์)
📩E-MAIL : bas@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
หลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (Root Cause Analysis: RCA)
หลักสูตร Root Cause Analysis (RCA) การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อธุรกิจยั่งยืน
ปัญหาเดิมๆ ในองค์กรที่วนเวียนกลับมาซ้ำซาก มักเกิดจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ที่ รากของปัญหา
สวทช. ขอแนะนำหลักสูตร การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business: RCA) หลักสูตรภาคปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ให้ผู้เข้าอบรมสามารถวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากเหง้า (Root Cause) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและขจัดปัญหาเดิมให้หมดไปอย่างถาวร
สิ่งที่จะได้รับจากการอบรม
เรียนรู้กระบวนการ วิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (Root Cause Analysis) และการใช้เครื่องมือแก้ปัญหาที่เหมาะสม
เทคนิคการตั้งคำถาม "ถามให้ถูก หยุดให้เป็น แก้ให้ตรงจุด" เพื่อไม่ให้หลงประเด็น
ฝึกปฏิบัติจริงผ่าน Workshop และกรณีศึกษาจากหน้างานจริง เพื่อให้เกิดความชำนาญ
กลุ่มเป้าหมาย
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ ผู้บริหาร หัวหน้างาน บุคลากรด้านคุณภาพ และผู้ที่ทำงานด้าน พัฒนาองค์กร ที่ต้องการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ที่ยั่งยืน
ข้อมูลการรับสมัคร
กำหนดการ: 24 - 25 มีนาคม 2569
สถานที่: โรงแรม เซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
ค่าลงทะเบียน: 9,900 บาท (มีโปรโมชั่นส่วนลดสำหรับการสมัครเป็นทีม)
สมัครออนไลน์: www.career4future.com/rca
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
คุณอนันต์ บูชาบุพพาจารย์
ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน Productivity Improvement
ปฏิทินกิจกรรม
ITAP ยกระดับอุตสาหกรรมไทย เปิดตัวหลักสูตร สร้างผู้ประเมินมืออาชีพ ขับเคลื่อนสู่ Thailand i4.0
(วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต: ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เปิดงานอบรมสัมมนา “Certified Assessor Program: หลักสูตรสำหรับผู้ประเมิน Thailand i4.0 Index” มุ่งปั้น New Assessor เสริมทัพ SME ไทยให้แข็งแกร่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการ ITAP สวทช. กล่าวเปิดสัมมนาว่า ในยุคที่เทคโนโลยี AI, ระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูล (Supply Chain Integration) เข้ามามีบทบาทสำคัญ การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนในเครื่องจักร แต่คือการพัฒนา "คน" และ "กระบวนการ" อย่างเป็นระบบ ดังนั้นผู้ประเมิน หรือ Assessor คือกลไกสำคัญที่จะช่วยชี้เป้าความพร้อมและแนวทางพัฒนาที่ตรงจุดให้กับสถานประกอบการ ITAP จึงมุ่งสร้างผู้ประเมินที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ เพื่อเป็นกำลังหลักในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระดับสากล"
สำหรับ ไฮไลท์หลักสูตรเข้มข้น 5 วัน สู่การเป็นผู้ประเมินมืออาชีพ หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในภาคอุตสาหกรรม โดยผ่านโครงการระบบอัตโนมัติหรือซอฟต์แวร์ที่สำเร็จแล้ว มาเติมเต็มทักษะการประเมินรอบด้าน ประกอบด้วย 1.การประเมิน 6 ข้อหลัก ครอบคลุมทั้งด้าน Production, Enterprise, Facility, Market & Customer, Human Capital และ IT System/Organization 2.เรียนรู้จากตัวจริง โดยถ่ายทอดประสบการณ์โดยทีมที่ปรึกษาอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญจาก ITAP และ 3.การทดสอบมาตรฐานสูง ซึ่งมีทั้งการสอบทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์ และการสอบภาคสนาม (On-the-Job Exam) เพื่อรับรองความสามารถจริงก่อนลงพื้นที่สนับสนุน SME และการสร้างผู้ประเมินมาตรฐาน Thailand i4.0 Index อย่างไรก็ตามการอบรมในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
📣 การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
🗓 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
⏰ เวลา 8.30-16.00 น.
🌐 ณ ห้อง Auditorium (306) สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
🎥 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🆓 ไม่มีค่าใช้จ่าย
📝 เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้ที่ :
https://forms.gle/h88wVVoLVtsBLMzGA
วัตถุประสงค์
🔸เพื่ออบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักด้านจริยธรรมการวิจัยให้แก่บุคลากรด้านการวิจัยในทุกระดับ
🔸เพื่อสร้างระบบสนับสนุนและมาตรการป้องกันการประพฤติมิชอบทางการวิจัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมในการทำวิจัยที่ดี
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📍ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช.
โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์) หรือ 71834 (คุณรัตนพรรณ)
E-mail QRI@nstda.or.th
📍ฝ่ายมาตรฐานการวิจัยและศูนย์สัตว์ทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
02 579 5557 (คุณรัตนาภรณ์ ไชยแสน)
📌 ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร ใช้เป็นหลักฐานการอบรมด้านมาตรฐานการวิจัย และใช้ประกอบการยื่นขอรับทุนอุดหนุนวิจัย ของ สำหนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับคณะสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ร่วมขับเคลื่อนโครงการ TAIST-Tokyo Tech พัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Biomedical Engineering & AI และวิจัย AI ทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณาจารย์จาก Institute of Science Tokyo นำโดย Professor Tohru Yagi และ Associate Professor Shunichiro Ogura รวมทั้งคณะทำงานจาก Science Tokyo ANNEX Bangkok ได้แก่ Mr. Tatsuya Mizukoshi ผู้จัดการ, Ms. Samanan Wattanapan และ Mr. Ayaki Hakamata ในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม NSTDA Laboratory Visit 2026 ณ ห้องบุษกร อาคารเนคเทค กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & AI” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการสร้างและขยายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างเครือข่ายพันธมิตร ตลอดจนการต่อยอดสู่การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักศึกษาในระดับปริญญาโทภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo ได้มีโอกาสดำเนินงานวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดหลักสูตรใหม่ “Biomedical Engineering & AI” ซึ่งมีกำหนดเปิดรับสมัครในปี 2026
ในโอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของระบบสุขภาพในอนาคต จากนั้น ดร.หงลดา เทอดเกียรติกุล ได้บรรยายภาพรวมบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างการดำเนินงานของ สวทช. เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมขององค์กร
ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้านนาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีชีวภาพ เริ่มจาก Nanocatalysis, Adsorption, and Simulation Research Group ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) โดย ดร.สัญชัย คูบูรณ์ ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยด้านวัสดุนาโน การจำลองเชิงคอมพิวเตอร์ และการประยุกต์ใช้ในงานชีวการแพทย์ ต่อด้วยการเยี่ยมชม Nanoencapsulation and Biodelivery Systems Research Group โดย ดร.มัตถกา คงขาว ที่นำเสนอเทคโนโลยีการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งสารชีวภาพเพื่อการรักษาและการวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยระหว่างการรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัย Professor Tohru Yagi ได้แสดงความเห็นว่า งานวิจัยของ สวทช. และ Institute of Science Tokyo มีความสอดคล้องและสามารถบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันได้อย่างมีศักยภาพ จากนั้นเป็นการเยี่ยมชม Medical Molecular Biotechnology Research Group โดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ซึ่งนำเสนอผลงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานวิจัยทางการแพทย์และจีโนมิกส์ ได้รับความสนใจจากคณะผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก
ในช่วงบ่าย มีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เริ่มจากหัวข้อ Human Behavior Analytics Research Projects โดย ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล จากทีมวิจัย Human Behavior Analytics ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสนับสนุนงานด้านสุขภาพและการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อด้วยการนำเสนอโครงการ Young Fit โดย ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ จากทีมวิจัย Biomedical Electronics and Systems ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และระบบอัจฉริยะ จากนั้นเป็นการบรรยายหัวข้อ Advances in BCI-AI Research at BES โดย ดร.อภิชย์ เหมาคม จากทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ (BES) ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Brain–Computer Interface ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ภายหลังการบรรยาย คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชม Medical Imaging System Research Team (MIS) โดยมี ดร.เสาวภาคย์ ธงวิจิตรมณี เป็นผู้นำเสนอ ณ อาคาร NECTEC Pilot Plant พร้อมสาธิตงานวิจัยด้านระบบถ่ายภาพทางการแพทย์ การประมวลผลภาพ และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค ช่วงสุดท้ายของกิจกรรมเป็นการเยี่ยมชม Biofunctional Materials and Devices Research Group โดย ดร.ภาสกร เทศะวิบุล จากทีมวิจัย Innovative Orthotic Design and Manufacturing ณ อาคาร MTEC Pilot Plant ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพ อุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์ รวมถึงการออกแบบออร์โธติกส์และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
กิจกรรม NSTDA Laboratory Visit 2026 ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของห้องปฏิบัติการของ สวทช. และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย โดยเฉพาะภายใต้ความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo Program ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรด้าน Biomedical Engineering and AI และการสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนางานด้านการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


