ผลการค้นหา :
สวทช. ผนึกกำลัง กรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
(วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม (มม.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงาน เกษตรกร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ
นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งจาก 3 หน่วยงานมาร่วมบูรณาการ โดยกรมหม่อนไหมมุ่งเน้นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลสู่หลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“ความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยกรมหม่อนไหมจะทำหน้าที่ชี้เป้าหมาย สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนด้านเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก” นายศรัญญู กล่าว
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลสำเร็จจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่มุ่งนำงานวิจัยลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน
“สวทช. นำเทคโนโลยีพร้อมใช้ด้านสิ่งทอเข้าไปถ่ายทอดให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชน และนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง” ดร.สมบุญ กล่าว
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ภารกิจสำคัญของ ธ.ก.ส. คือ การแก้โจทย์ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพผ่านนวัตกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร
“ธ.ก.ส. พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้นำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร เช่น A Product และ BAAC Matching โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และ จ.น่าน เพื่อให้เยาวชนและเกษตรกรสามารถสืบทอดอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานในเวทีการค้าโลก” นายฉัตรชัย กล่าว
ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอ การนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแฟชั่นโชว์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการยกระดับด้วย วทน. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัล ECO-Innovation Award ซึ่งเป็นการประกวดสุดยอดนวัตกรรมภาคการเกษตรจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งในหมวดระบบ IoT กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่เกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการเทคโนโลยีสู่เกษตรกร การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานและการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พร้อมทั้งอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
แพลตฟอร์ม Traffy Fondue สวทช. รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ค่าของแผ่นดิน” “อนุทิน” ยกย่อง เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
(วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ "ค่าของแผ่นดิน" พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน" โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการ "ค่าของแผ่นดิน" ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ จึงเห็นสมควรดำเนินการสรรหา และคัดเลือก บุคคล หน่วยงาน และโครงการ ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นผลงานที่ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกาศเกียรติคุณ "ค่าของแผ่นดิน"
โอกาสนี้ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ขึ้นรับมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประเภทโครงการ จากผลงานการพัฒนา Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
Traffy Fondue คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ที่เชื่อมระหว่างรัฐและประชาชน โดยเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งปัญหาเมืองได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการรับแจ้งเรื่องโปร่งใส และตรวจสอบได้ มีการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนแจ้งผ่านแพลตฟอร์มฯ ถือเป็นการช่วยยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ ในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง รางวัลนี้คือขวัญและกำลังใจให้กับทีมงานทุกคน และเป็นเครื่องยืนยันว่า เทคโนโลยีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมได้ หากเรามีเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ สวทช. และทีมงานทราฟฟี่ฟองดูว์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับประชาชนต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา ประเภทบุคคล ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า (เสียชีวิต) อดีตกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งในการเข้ารับรางวัลครั้งนี้ มีทายาทเป็นผู้รับมอบจากนายกรัฐมนตรี
สำหรับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า ถือเป็นบุคคลระดับตำนานในวงการวิทยาศาสตร์และการศึกษาไทย แม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลงานและรากฐานที่ท่านวางไว้ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ อาทิ เป็นปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์นวัตกรรมระดับแถวหน้าของประเทศ ที่ไม่ได้เพียงแค่สอน แต่ยังผลักดันการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาและสร้างนวัตกรรม จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง อดีตกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)
นอกจากนี้ในปี 2563 ได้รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งเป็นผู้บุกเบิกและปฏิรูปอุดมศึกษาไทย โดยเป็นผู้นำในการยกระดับมาตรฐานมหาวิทยาลัยไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ที่มุ่งเน้นการสร้าง "บัณฑิตที่มีทักษะปฏิบัติ" เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
ตลอดชีวิตการทำงานของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า ได้อุทิศตนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือรากฐานที่ยั่งยืนที่สุดของชาติ โดยมุ่งเน้นการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมไทย
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน" ว่า รางวัล “ค่าของแผ่นดิน” เป็นรางวัลประกาศเกียรติคุณแก่บุคคล หน่วยงาน/องค์กร ที่มีผลงานจากความมุ่งมั่น ตั้งใจใช้ความรู้ ความสามารถ ความอุตสาหะสร้างสรรค์ผลงาน ที่ควรค่าแก่การได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่สังคม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นแนวทางให้ผู้อื่นนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตลอดจนยังเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อคุณงามความดีแก่ลูกหลานในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานที่ยั่งยืนในสังคมไทยและประเทศชาติสืบไป
สำหรับรางวัล "ค่าของแผ่นดิน" ในครั้งนี้ มีบุคคล หน่วยงาน และโครงการผ่านการคัดเลือกจำนวน 18 ราย รวม 4 ด้าน โดยภายในงานมีการมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณรางวัลอื่น ๆ ดังนี้
ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล
-รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล
ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประมุข มุทิรางกูร
รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์พรชัย ราชตนะพันธุ์
ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 2 ราย ได้แก่
1.ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร และ 2. พลโท สรชัย นิตยพันธ์
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทหน่วยงาน จำนวน 2 หน่วยงาน คือ
1.โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
2. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
-รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทหน่วยงาน จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่
1.โรงพยาบาลป่าซาง 2.ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพระพุทธบาท และ 3. ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล ได้แก่
1.นางจิระพันธ์ วิคสันเทียะ 2.นายสุเทพ เท่งประกิจ
และ รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล ได้แก่
1.นางกัลยา มาลัย 2.นายดิษยุทธ์ บัวจูม และ 3.นายสมชาย สุขกรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครโครงการ FOREFOOD รุ่นที่ 6 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
เปิดรับสมัครโครงการ FOREFOOD รุ่นที่ 6 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
รายละเอียด 🚀 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
🍽️ Food Innopolis (เมืองนวัตกรรมอาหาร) โดย สวทช. (NSTDA)
เปิดรับสมัครทีมที่พร้อม
✨ เปลี่ยนงานวิจัยเป็นธุรกิจจริง
📈 หรือขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
🌟 ทำไมต้องเข้าร่วมโครงการนี้?
👩🏫 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
• สร้าง Startup / Spin-off จากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก
• พัฒนางานวิจัยสู่ตลาดจริง
• กลยุทธ์การระดมทุนและการสร้างพันธมิตร
🌍 เชื่อมตรงกับแหล่งทุนระดับสากล
• เข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ
• รับการแนะนำโปรแกรมและโอกาสธุรกิจระดับโลก
• สนับสนุนต่อเนื่องตลอดโครงการและหลังจบโครงการ
🤝 สร้างเครือข่ายระดับประเทศ
• เชื่อมต่อระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารไทย
• พบปะผู้ประกอบการและนักวิจัยที่มีเป้าหมายเดียวกัน
🗓️ กำหนดการสำคัญ
📝 การสมัคร
• รับสมัคร: วันนี้ – 6 มีนาคม 2569
• ประกาศรายชื่อสัมภาษณ์: 8 มี.ค. 69
• สัมภาษณ์: 11 มี.ค. 69
• ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก: 12 มี.ค. 69
🏕️ Bootcamp (3 ครั้ง)
• Bootcamp #1: 2–5 เมษายน 2569
• Bootcamp #2: 25–28 มิถุนายน 2569
• Bootcamp #3: 26–30 สิงหาคม 2569
💰 เรื่องค่าใช้จ่าย (โปรดทราบ)
🎯 โครงการรับผิดชอบ
• ค่าเรียนและค่าวิทยากร
• ค่าอาหารระหว่าง Bootcamp
👤 ผู้เข้าร่วมรับผิดชอบเอง
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พัก
👩🔬👨💼 เหมาะกับใคร?
นักวิจัยและผู้ประกอบการที่
• มีงานวิจัย Deep Tech ด้านอุตสาหกรรมอาหาร
• พร้อมอุทิศเวลาและความตั้งใจสร้างธุรกิจจริง
• ต้องการเข้าถึงโอกาสและเครือข่ายระดับสากล
• มุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย
👉 สมัครเลย!
📝 ลิงก์สมัคร:
https://docs.google.com/forms/d/1bF5yegsVdr-HCMOa4cAljLMeq0uYDkp4vmkQuAynh2s/edit
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณจิรัชญากรณ์ หล่ายสอง (อ้อ)
Tel: 098 955 8826
Email: foodinnopolis.accelerator@gmail.com
📣 ติดตามข่าวสาร
ForeFood Accelerator
🔗 https://www.facebook.com/profile.php?id=100089248777634
ปฏิทินกิจกรรม
WildGuardTH เมื่อนักอนุรักษ์สวมบท “พ่อสื่อ” สแกนโปรไฟล์พันธุกรรม เพื่อหา “คู่แท้” ให้สัตว์ใกล้สูญพันธุ์
ปัญหาของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ไม่ได้มีเพียงแค่การล่า หรือพื้นที่ป่าที่หายไป แต่ยังมีภัยเงียบที่เกิดจากสัตว์ป่าที่มีเหลืออยู่น้อยจนต้องจับคู่กันเองในเครือญาติ ก่อให้เกิดการส่งต่อความอ่อนแอทางสายเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์อย่างถาวร โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้รายงานสถานการณ์ความเสี่ยงสูญพันธุ์ของสัตว์โลกในบัญชีแดงปี 2567 ว่า มีสัตว์มากกว่า 47,000 ชนิดที่กำลังอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา WildGuardTH (ไวลด์การ์ดไทยแลนด์) แพลตฟอร์มจับคู่สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อัตโนมัติ เพื่อลดเวลาวิจัยและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการดำเนินงานอนุรักษ์ เป็นเกราะป้องกันชิ้นใหม่ที่จะช่วยลดแรงกดดันที่ทั่วโลกกำลังต้องเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้
จุดเริ่มต้นจากการอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย”
[caption id="attachment_80598" align="aligncenter" width="400"] ละมั่งสายพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) ภาพถ่ายโดยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์[/caption]
ละองหรือละมั่ง (Eld’s deer) เป็นสัตว์พื้นเมืองของไทยในวงศ์กวาง (Cervidae) มีลำตัวขนาดกลาง ขนตามลำตัวสีน้ำตาลอมแดงไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ตัวผู้มีเขาโค้งยาว ตัวเมียไม่มีเขา ปัจจุบัน IUCN จัดให้ละมั่งพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอนุสัญญาไซเตส (CITES) จัดให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย หรือเพาะพันธุ์
[caption id="attachment_80221" align="aligncenter" width="400"] ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2566 ไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ละมั่งพันธุ์ไทย โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) ไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรม และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ไบโอเทค สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมหรือจีโนมมาวิเคราะห์เลือกคู่ผสมพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงความเลือดชิด เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมนำไปสู่โอกาสรอดที่สูงกว่าเมื่อปล่อยสู่แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ
ในการผสมพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอยู่ในเขตอนุรักษ์เดียวกัน จำเป็นต้องป้องกันการผสมในเครือญาติใกล้ชิดหรือเลือดชิด (inbreeding) เพราะการผสมพันธุ์กับคู่ที่มีเลือดชิดจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการจับคู่ของยีนด้อยซึ่งทำให้สัตว์อ่อนแอลง และมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น
ดร.พงศกร อธิบายถึงกลไกการทำงานของแพลตฟอร์มว่า เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศวิเคราะห์จับคู่รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนตำแหน่งแบบพบกันทุกตัว เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของรหัสพันธุกรรม และคัดเลือกพ่อและแม่พันธุ์ที่มีความต่างทางพันธุกรรมในระดับที่ยอมรับได้
“โปรแกรมนี้จะแสดงผลข้อมูลการจับคู่ให้เห็นเป็นเฉดสีจากอ่อนไปเข้ม หรือจากความแตกต่างทางพันธุกรรมมากไปน้อย เพื่อให้ผู้ดำเนินงานด้านการขยายพันธุ์นำผลไปใช้ต่อสะดวก โดยทีมวิจัยได้พัฒนาโปรแกรมจนเสร็จสิ้นและส่งมอบชุดข้อมูลผลวิเคราะห์การจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทยให้แก่ผู้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แล้วตั้งแต่ปี 2567”
[caption id="attachment_80225" align="aligncenter" width="750"] กราฟแสดงผลข้อมูลการจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทย ที่มาภาพ Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, et al. Comparative genomics and genome-wide SNPs of endangered Eld's deer provide breeder selection for inbreeding avoidance. Sci Rep. 2023;13(1):19806. Published 2023 Nov 13. doi:10.1038/s41598-023-47014-x[/caption]
นอกจากการวิเคราะห์ความห่างของรหัสพันธุกรรม โปรแกรมที่ NBT พัฒนาขึ้นยังตอบโจทย์การดำเนินงานอนุรักษ์อีก 2 ด้าน
ดร.พงศกร อธิบายต่อว่า ด้านแรกคือการวิเคราะห์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่าเป็นพันธุ์แท้หรือพันธุ์ผสม สำหรับใช้ยืนยันจำนวนตัวแทนประชากรและวางแผนการอนุรักษ์ตามสายพันธุ์ และด้านที่สองคือการสืบย้อนหาเครือญาติของสิ่งมีชีวิต โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสายพันธุกรรม และใช้สังเกตลักษณะเด่นและด้อยที่ปรากฏให้เห็นและมีการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนผสมพันธุ์
“เดิมทีแม้ความร่วมมือนี้จะตอบโจทย์เรื่องการใช้เทคโนโลยีจีโนมในการช่วยวางแผนการจับคู่การผสมพันธุ์สัตว์ที่ประยุกต์ใช้ได้กับสัตว์หายากทุกชนิด แต่การดำเนินงานยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศที่ต้องใช้เวลาในการประมวลและแปลผลรวมยาวนานกว่าครึ่งปี แต่สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ที่มีความเสี่ยงสูญพันธุ์สูงระยะเวลาที่ยาวนานนี้อาจทำให้การอนุรักษ์ทำได้ไม่ทันการณ์ ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการวิเคราะห์กว่า 20 โปรแกรมย่อย จนได้เป็นแพลตฟอร์มที่ประมวลผลได้อัตโนมัติ เพื่อเปิดให้นักอนุรักษ์ใช้งานได้ด้วยตนเองแม้ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศเป็นทุนเดิมก็ตาม แพลตฟอร์มนี้มีชื่อว่า WildGuardTH โดยได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2568”
“WildGuardTH” แพลตฟอร์มจับคู่อัตโนมัติในเวลา 5 นาที
จะดีกว่าหรือไม่ หากผู้ดำเนินงานหลักด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เข้าถึงการใช้งานแพลตฟอร์มการประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัวได้สะดวก ใช้เวลาประมวลผลสั้น และคว้าโอกาสทองในการอนุรักษ์สัตว์พันธุ์แท้ สายพันธุ์ดี ที่กำลังจะหายไปจากโลกใบนี้ได้ทัน
[caption id="attachment_80227" align="aligncenter" width="750"] คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. (คนที่ 4 จากซ้ายมือ)[/caption]
คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาหลักอธิบายว่า WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 2 โมดูลหลัก คือ โมดูลสำหรับตรวจสอบคุณภาพและจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสพันธุกรรม (DNA sequencing) และโมดูลสำหรับประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัว
“แพลตฟอร์มประมวลผลข้อมูล 5 ด้านหลัก คือ ความสัมพันธ์ของสัตว์แต่ละตัว ว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมอย่างไรบ้าง, การแบ่งกลุ่มประชากรสัตว์ ว่าสัตว์แต่ละตัวมาจากกลุ่มหรือถิ่นกำเนิดเดียวกันหรือไม่, การผสมระหว่างกลุ่มสัตว์ เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ย่อยหรือไม่, ความเป็นมาและความเชื่อมโยงในเชิงวิวัฒนาการ เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์แต่ละตัวเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษอย่างไร และการวิเคราะห์ประวัติประชากรและการผสมเลือดชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านพันธุกรรมและสุขภาพของประชากรสัตว์อย่างแม่นยำ การประมวลผลทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 5–10 นาทีเท่านั้น โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงผลในรูปแบบกราฟและแดชบอร์ดที่ง่ายต่อการเข้าใจและนำข้อมูลไปใช้งานต่อ”
ปัจจุบัน NBT เปิดให้เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม WildGuardTH ได้แบบสาธารณะผ่าน https://wildguard.nbt.or.th/ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ทีมวิจัย NBT ยังขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ไปสู่การอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น เสือลายเมฆ เก้งหม้อ พญาแร้ง นกกะเรียนไทย โดยเป็นการดำเนินงานความร่วมมือกับทั้งพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
[caption id="attachment_80220" align="aligncenter" width="750"] เสือลายเมฆ[/caption]
[caption id="attachment_80603" align="aligncenter" width="750"] เก้งหม้อ ภาพถ่ายโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[/caption]
[caption id="attachment_80226" align="aligncenter" width="450"] พญาแร้ง[/caption]
[caption id="attachment_80222" align="aligncenter" width="450"] นกกะเรียนไทย[/caption]
ดร.พงศกร กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัยคาดหวังให้ WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานอนุรักษ์แบบแม่นยำ ทำได้สะดวก รวดเร็ว และทันการณ์ยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบเชิงรุก ที่ดูแลและติดตามสุขภาพทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดได้ตั้งแต่ยังไม่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาความร่ำรวยสินทรัพย์ทางชีวภาพอันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั้งนี้การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ให้มีประสิทธิภาพสูงและเป็นไปอย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือ "หลักประกัน" ของอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับลูกหลานเรา
WildGuardTH เข้าใช้งานได้แล้วที่ https://wildguard.nbt.or.th/ และสำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อสอบถามได้ที่ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช. เว็บไซต์ www.nationalbiobank.in.th, เฟซบุ๊ก National Biobank of Thailand, อีเมลคุณอลิษา วิลันโท alisa.wil@biotec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6602
คณะทำงานหลักนำโดย
- คณะทำงานหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีมัลติโอมิกส์ นำโดย รศ. สพ.ญ. ดร.กรรณาภรณ์ สุริยผล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
กลุ่มนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ประกอบด้วย
- กลุ่มถอดรหัสจีโนมอ้างอิง (Reference Genome) นำโดย ศ. นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ. ดร.ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- กลุ่มวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี RADseq นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ไบโอเทค สวทช.
- กลุ่มวิเคราะห์พันธุศาสตร์ประชากรและชีวสารสนเทศ นำโดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ไบโอเทค สวทช.
- กลุ่มโปรตีโอมิกส์ นำโดย ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล ไบโอเทค สวทช.
ผลผลิตจากโครงการ
- ดุษฎีบัณฑิต จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ สพ.ญ. ดร.วิชญาณี ภูมิพิทักษ์กุล และ น.สพ. ดร.วรรณพล บุทเสน
- นิสิตระดับปริญญาเอก (กำลังศึกษา) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ น.สพ.ปัณณวัฒน์ สุภาพรรณชาติ, สพ.ญ.มนสิชา นิจรัญ และ น.สพ.ธนภณ โชติกประคัลภ์
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, NBT ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
เปิดใจ ! “ดร.มัตถกา คงขาว” คว้ารางวัล For Women in Science
เปิดใจ ! "ดร.มัตถกา คงขาว" นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ผู้คว้ารางวัล "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" (For Women in Science) ประจำปี 2568 จาก ลอรีอัล ประเทศไทย เผยเบื้องหลังความสำเร็จและแรงบันดาลใจ ในการทุ่มเททำงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิวเพื่อนำส่งยาอย่างจำเพาะเจาะจง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคไขมัน ตลอดจนโรคมะเร็ง ช่วยลดปริมาณการใช้ยาของผู้ป่วย และลดผลข้างเคียงของยา ซึ่งปัจจุบันผ่านการทดลองในระดับ pre-clinic เป็นนวัตกรรมการแพทย์ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. ต้อนรับคณะสำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาดูงานระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานบุคลากร
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและข้าราชการจาก สำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำโดย ดร.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสมาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานระบบสารสนเทศของ สวทช. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและแนวทางการให้บริการบุคลากรภาครัฐ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
แลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชม พร้อมกล่าวถึงบทบาทของ สวทช. ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรและส่งเสริมการทำงานวิจัยอย่างมีระบบ
จากนั้น ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ ได้บรรยายภาพรวมหัวข้อ “ระบบสารสนเทศ สวทช. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบุคลากร” เพื่อแบ่งปันแนวทางการบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ให้สนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์กรสาธิตนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรสวทช. ได้มีการนำเสนอและสาธิตการใช้งานระบบงานสำคัญขององค์กร ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่:ระบบ NSTDA ERP (PABI) และกระบวนการเบิกจ่าย พร้อม ระบบ Line KhunSe (คุณซี) ผู้ช่วยส่วนตัว โดย คุณชุมชัย แซ่โง้ว ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลสารสนเทศระบบบริหารโครงการ myProject โดย คุณญาณวรรณ สินธุภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารระบบ NSTDA ChatAI (ชาไทย) โดย คุณวรวุฒิ ขุนครอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัล
กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และก้าวทันยุคดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบาย รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Government) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรและระบบดิจิทัลเพื่อบริการสาธารณะอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขอรับรองโครงการฯ ตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
สวทช. จัดอบรมเทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขอรับรองโครงการฯ ตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
🗓 12 พฤษภาคม 2569
📍 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
🌟 Key Highlights
✅สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการยกเว้นภาษี 200%
✅การยื่นขอรับรองและการคำนวณค่าใช้จ่ายของโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
✅เทคนิคการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเรียนรู้จากตัวอย่างข้อเสนอโครงการจริง
✅ฝึกปฏิบัติการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
🔎 รายละเอียดเพิ่มเติม
👉 https://www.career4future.com/tax200
📞 สอบถามรายละเอียด
☎️โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81890 (ศุภกัญญา)
📩E-MAIL : psc@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อบรม ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO 13485:2016 และการตรวจประเมิน ISO 19011:2018
สวทช. จัดอบรม ข้อกำหนดระบบคุณภาพ ISO 13485:2016 และการตรวจประเมิน ISO 19011:2018 เสริมความรู้ระบบคุณภาพและการตรวจประเมินเครื่องมือแพทย์
29 – 30 เมษายน 2569
โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
Key Highlights
ข้อกำหนด ISO 13485:2016 ภาพรวมและขอบเขตของระบบการจัดการคุณภาพ ISO 13485
ข้อกำหนด ISO 19011:2018 การตรวจประเมินคุณภาพภายใน
ฝึกปฏิบัติการจัดทำเอกสารเพื่อการตรวจประเมิน ISO 13485 และทำแบบทดสอบหลังการอบรม
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.career4future.com/ISO13485
สอบถามรายละเอียด
โทรศัพท์: 0 2644 8150 ต่อ 81890 (ศุภกัญญา)
E-MAIL : psc@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
ปลัด อว. ระดมกูรูจัดทัพมหาวิทยาลัยไทย เปิดแผน AI อาวุธใหม่การศึกษาไทย ชู “ABDUL Uni” ปูพรมใช้สอนระดับอุดมศึกษา เคลื่อนนโยบายลดช่องว่างไอที
(วันที่9 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว. อาคารพระจอมเกล้า ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) โดยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทาง กลยุทธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” (Pedagogy & AI in Higher Education) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและนักนโยบาย 25 ราย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อกระทรวง อว. ซึ่งการอบรมครั้งนี้ สป.อว. จับมือร่วมกับศูนย์เทคโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เพื่อเปิดเวทีระดับนโยบาย ดึงกูรูด้านการศึกษาและนักไอทีชั้นนำร่วมกำหนดทิศทาง “Pedagogy & AI” หวังสร้างแนวปฏิบัติใหม่ในการเรียนการสอนรับประกาศกระทรวงฯ พ.ศ. 2568 การประชุมดังกล่าวมี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเทคเทค สวทช. ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้บริหารและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เปิดเผยว่า การขยับตัวครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประกาศกระทรวง อว. เรื่องแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโลกปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายุคนนี้เป็นยุคทอง Generative AI จึงต้องต้องเร่งเสริมสมรรถนะนักศึกษาเพื่อลดช่องว่างเทคโนโลยีและก้าวทันสถานการณ์และเทคโนโลยีโลก
“ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา Generative AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดด การประชุมครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างในการออกแบบการเรียนรู้และการประเมินผลแบบใหม่ ซึ่งต่างจากรูปแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เรามองถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสมรรถนะนักศึกษาอย่างแท้จริง” ปลัด อว. กล่าว
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในฐานะผู้ดำเนินการจัดประชุม กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการสร้างความตระหนักรู้การใช้ AI ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “ABDUL Uni” ร่วมกับเครือข่าย เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา
“เราไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่เรากำลังสร้างกลไกที่ใช้งานได้จริง ปัจจุบันเราเดินสายอบรมคณาจารย์ไปแล้วกว่า 473 คนทั่วประเทศ การระดมสมองจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับ Policy Maker ในวันนี้ จะนำไปสู่การตั้ง ‘หน่วยให้คำปรึกษาด้าน AI’ และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่จำแนกตามความเชี่ยวชาญของแต่ละกลุ่มสาขาวิชา ทั้งสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้การใช้ AI ในมหาวิทยาลัยเกิดผลสัมฤทธิ์ในวงกว้าง” ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าว
ด้าน ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนา และสาธิตแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ABDUL Uni ว่า แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นมากกว่าแค่แอปพลิเคชันทั่วไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ (Learning Infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ โดยหัวใจของ ABDUL Uni คือการทำให้ AI เป็นเรื่องที่จับต้องได้สำหรับอาจารย์และนักศึกษาทุกคณะ ไม่ใช่แค่เด็กคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี ABDUL Uni ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบเปิด (Open Environment) ที่เน้นบริบทไทย และที่สำคัญคือเน้นความปลอดภัยข้อมูล 'Data Privacy' ข้อมูลการเรียนการสอนและงานวิจัยของอาจารย์ไทยจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย ไม่ถูกนำไปใช้เทรนโมเดลของบริษัทข้ามชาติโดยที่เราไม่ยินยอม
“ทีมวิจัยเทคเทค สวทช. ออกแบบมาให้เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ช่วยให้อาารย์สามารถสร้างบทเรียนร่วมกับ AI ได้อย่างปลอดภัย (Safe Sandbox) ข้อมูลไม่รั่วไหล และที่สำคัญคือการมี 'Thai Context' หรือความเข้าใจบริบทภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ AI ต่างชาติ ดังนั้นการใช้ ABDUL Uni จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันและติดอาวุธให้สถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณและเต็มประสิทธิภาพ” ดร.ศวิต ระบุ
สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้น 2 วัน (9-10 กุมภาพันธ์ 2569) โดยวันแรกเน้นการประยุกต์ใช้ AI ในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, สุขภาพ, สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ส่วนวันที่สองจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสาขาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์ และวิทยาการข้อมูล เพื่อสรุปเป็นแผนยุทธศาสตร์เสนอต่อภาครัฐต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ประกาศผลโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 คว้าชัย YSC 2026 รับถ้วยพระราชทานฯ “กรมสมเด็จพระเทพฯ”
(วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมพันธมิตร จัดกิจกรรมประกาศผลการตัดสินรางวัลและรางวัลพิเศษ โครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 (YSC 2026) ซึ่งได้มีการนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมรับชมการประกวดพร้อมพูดคุยให้กำลังใจเยาวชนอย่างใกล้ชิด สำหรับพิธีประกาศผลรางวัลได้รับเกียรติจาก ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหาร สายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หัวหน้าศูนย์ประสานงานโครงการ YSC ทั้ง 6 แห่ง คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ ตลอดจนนักเรียน อาจารย์ที่ปรึกษา เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเราให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับต้นน้ำผ่านการส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีในการแข่งขันและแสดงศักยภาพเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ในอนาคตการเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ สวทช. ได้ริเริ่มโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และบูรณาการองค์ความรู้สู่การสร้างสรรค์โครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาโครงงานในสาขาที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงจาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเครือข่ายคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่อาจต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการนำ วทน. มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า งานในวันนี้ สวทช. ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเครือข่ายศูนย์ประสานงานภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดพิธีประกาศผลรางวัล และปิดการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition: YSC) ครั้งที่ 28 หรือ YSC 2026 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งโครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ พร้อมทั้งคัดเลือกผู้แทนเยาวชนไทยไปแข่งขันในเวทีระดับโลก อาทิ งาน Regeneron ISEF 2026 ณ เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา และการประกวดโครงงาน และนวัตกรรมระดับนานาชาติอื่น ๆ
สำหรับโครงการ YSC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 28 ในปีนี้ มีโครงงานส่งเข้าประกวดถึง 2,625 โครงงาน จากนักเรียน 7,972 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1,555 คน จาก 380 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศทั่วประเทศ
ทั้งนี้สาขาการประกวด ครอบคลุม 9 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ 1.ชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ 2. เคมี 3. คณิตศาสตร์และสถิติ 4.วิศวกรรมศาสตร์ 5.วิทยาการคอมพิวเตอร์ 6. วัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ 7. วิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม 8.ฟิสิกส์ พลังงานและดาราศาสตร์ และ 9. วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมการแพทย์ ซึ่งจากการแข่งขันที่เข้มข้นผ่านรอบข้อเสนอโครงการและรอบนำเสนอผลงานระดับภูมิภาค ได้คัดเลือกโครงงานที่โดดเด่นที่สุดจำนวน 64 โครงงาน จาก 36 สถาบันการศึกษา เข้าสู่การประกวดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อชิงรางวัลชนะเลิศในสาขาต่าง ๆ รวมถึงรางวัลพิเศษ (Special Awards) อีก 18 รางวัล จากหน่วยงานพันธมิตรและภาคเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ยังมีความพิเศษผ่านกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ได้แก่ รางวัล Mentor-Mentee Innovation Synergy Award: การประกวดที่เน้นความร่วมมือระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและนักเรียน เพื่อต่อยอดโครงงานไปสู่ผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริงในด้าน Climate Action, Clean Air & Health และ Circular Economy
นอกจากนี้ ในรอบชิงชนะเลิศนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม YSC Education Outreach Day รวมถึงการได้เชิญศิษย์เก่าหรือ YSC Alumni กลับมาถ่ายทอดประสบการณ์ คุณวิศรุต ชาลี บริษัท รีเวสเทค จำกัด ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การเปลี่ยนโครงงานเป็นธุรกิจ” ซึ่งแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความต่อเนื่องในเส้นทางสายอาชีพนักวิจัย และพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนว่า YSC ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการประกวดที่จบลงในวันเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างรากฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย
“ความสำเร็จในวันนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเครือข่าย คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้ความสำคัญและมาร่วมเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครูผู้เสียสละทั่วประเทศ และการสนับสนุนหลักสูตรฝึกอบรมที่เข้มข้นจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงความทุ่มเทของคณะกรรมการ อาจารย์ที่ปรึกษา และนักเรียนทุกคน” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
สำหรับ รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน SOFTAX: การพัฒนาระบบคัดแยกปูนาระยะพร้อมลอกคราบจากพฤติกรรมการรวมกลุ่ม (thigmotaxis) เพื่อใช้ผลิตปูนานิ่มเชิงพาณิชย์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
2.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน ONCORE: นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ผล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำรังสีรักษาสําหรับโรคมะเร็งเกรดสูง โดยวิเคราะห์ภาพก้อนเนื้อสามมิติ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
3.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสำหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
รางวัลที่ 1 จำนวน 7 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน SOFTAX: การพัฒนาระบบคัดแยกปูนาระยะพร้อมลอกคราบจากพฤติกรรมการรวมกลุ่ม (thigmotaxis) เพื่อใช้ผลิตปูนานิ่มเชิงพาณิชย์ จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
2.สาขาเคมี ได้แก่
ผลงานการสังเคราะห์เซ็นเซอร์เปลี่ยนสีและเรืองแสงของอนุพันธ์โรดามีนสำหรับการตรวจวัดไอออนปรอทในแหล่งน้ำ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
3.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน ONCORE: นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ผล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำรังสีรักษาสําหรับโรคมะเร็งเกรดสูง โดยวิเคราะห์ภาพก้อนเนื้อสามมิติ โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
4.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงานการพัฒนาวัสดุหุ้มเมล็ดพันธุ์เลียนแบบโครงสร้างของผลประดู่ (Pterocarpus macrocarpus) เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในกระบวนการกระจายเมล็ดพันธุ์ทางอากาศ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.เลย
5.สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ ได้แก่
ผลงาน การหาผลเฉลยในรูปทั่วไปของสมการไดโอเเฟนไทล์เชิงเส้น n ตัวเเปร ด้วย Smith Normal Form เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขนส่ง จากโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
6.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสำหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
7.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่อการเคลื่อนที่ขณะร่วงหล่นของเมล็ดพวงคราม จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลที่ 2 จำนวน 6 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน การวิเคราะห์พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าหลายมิติและการสร้างแบบจำลองภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกับดักกาวในการควบคุมแมลงหวี่ในฟาร์มนกกระทา จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
2.สาขาเคมี ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาชุดตรวจวัดปริมาณทริปโตเฟน ด้วยการตรวจวัดเชิงสีจากพลาสมา เพื่อประยุกต์ใช้ในการตรวจหาความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้า จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
3.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน RADIA: นวัตกรรมการจำลองแบบสามมิติของหลอดลมเพื่อการติดตาม วิเคราะห์ และฟื้นฟูสุขภาพปอด โดยบูรณาการเทคนิคการแปลงสัญญาณเสียง MFCC (Mel-Frequency Cepstral Coefficients) ปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องฟังเสียงปอดดิจิทัล ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงจากฝุ่นละออง PM2.5 และระบบฝึกหายใจเพื่อการบำบัดอย่างเป็นระบบ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
4.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงาน ระบบบำบัดน้ำทิ้งสีย้อมของกลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงด้วยอนุภาคนาโนเหล็กออกไซด์คอมโพสิทไคโตซาน จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
5.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่
ผลงาน การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากแบคทีเรียลเซลลูโลสร่วมกับแอนโทไซยานินผสมวัสดุโครงข่ายโลหะ - อินทรีย์ชนิด ZIF-8 เพื่อตรวจสอบความสดของอาหารประเภทเนื้อสัตว์สด จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี
6.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน การศึกษาการเคลื่อนที่ของลูกตุ้มหน่วงแรงแม่เหล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแรงสั่นสะเทือนในระบบจูนแมสแดมเปอร์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลที่ 3 จำนวน 11 รางวัล ได้แก่
1.สาขาชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่
ผลงาน PhytoPatch: ชุดตรวจโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนด้วยเทคโนโลยี Colorimetric LAMP-Microneedle จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา
สาขาเคมี (2 รางวัล) ได้แก่
2.ผลงาน การศึกษาการตรวจวัดความเข้มข้นของไนไตรต์ในปัสสาวะผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเพื่อคัดกรองภาวะติดเชื้อในระบบปัสสาวะ จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา
3.ผลงาน การสังเคราะห์อนุภาคทองคำนาโนที่ห่อหุ้มด้วยโมเลกุลของ L-Tyrosine เพื่อตรวจจับสัญญาณทางชีวภาพของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากขั้นเบื้องต้น จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย
4.สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้แก่
ผลงาน การประยุกต์ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคัดกรองและระบุสารประกอบศักยภาพสูงสำหรับยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส NS2B/NS3 ของไวรัสเดงกี จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
5.สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่
ผลงาน ODEX: การออกแบบและพัฒนาระบบปลดปล่อยด้วยโดรนสำหรับไมโครแคปซูลอัลจิเนต-ผงขี้ผึ้ง บรรจุ Rhodococcus erythropolis ร่วมกับ Bacillus เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมันปนเปื้อนและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
6.สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
ผลงาน ระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอัจฉริยะ: การตรวจวัดไมโครพลาสติกในน้ำแบบอัตโนมัติด้วยการประมวลผลภาพเชิงโพลาไรเซชันและแมชชีนเลิร์นนิง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ (2 รางวัล) ได้แก่
7.ผลงาน การเข้ารหัสด้วยเส้นโค้งเชิงวงรีรูปเเบบพิเศษในหลายมิติ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
8.ผลงาน การพัฒนารูปแบบการจัดเส้นทางการรับ-ส่งสินค้าภายใต้กรอบเวลาที่ยืดหยุ่น จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
9.สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมการแพทย์ ได้แก่ ผลงาน การพัฒนาโคบอทเคาะปอดแบบพกพาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเสมหะและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
10.สาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ ได้แก่ ผลงาน การประเมินและศึกษาประสิทธิภาพในการส่งผ่านสารของแผ่นแปะไมโครนีดเดิลต่างรูปทรงเข็ม จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (โครงการ วมว.)
11.สาขาฟิสิกส์ พลังงาน และดาราศาสตร์ ได้แก่ ผลงาน การสร้างแบบจำลองและศึกษากลไกคลื่นการเดินของกิ้งกือภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน จากโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล
รางวัลพิเศษ สนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จำนวน 4 รางวัล คือ
1.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ได้แก่ ผลงาน การสังเคราะห์สารประกอบโลหะ-อินทรีย์เพื่อการสกัดโลหะอย่างยั่งยืนจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
2.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ ได้แก่ ผลงาน แก้ปัญหาสิวด้วยภูมิปัญญาไทย: แผ่นแปะจากเส้นใยกล้วยและสารสกัดมังคุดต้านแบคทีเรียสิว จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
3.รางวัลพิเศษนวัตกรรมรักษ์โลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ผลงาน การพัฒนาสารละลายน้ำมันชีวภาพที่มีคุณสมบัติซูเปอร์พาราแมกเนติกและระบบอัตโนมัติสำหรับการแยกไมโครพลาสติก จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม
4.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ ผลงาน การสกัดโปรตีนพืชทางเลือกจากหญ้าหวานอิสราเอลเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของเส้นบุกสุขภาพ จากโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ (Special Award) เงินรางวัลจากผู้สนับสนุน พร้อมเกียรติบัตร อีก 14 รางวัล ได้แก่
1.รางวัลพิเศษนวัตกรรมด้านการแก้ปัญหาร่วมสมัย สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้แก่ การเข้ารหัสด้วยเส้นโค้งเชิงวงรีรูปแบบพิเศษในหลายมิติ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
2.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อสังคม สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้แก่ การศึกษาประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความแข็งแรงทางโครงสร้าง และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าลอยเพื่อใช้ในการพัฒนาขอบคันหินพรุน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
3.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืน สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ได้แก่ Bio-Litter: นวัตกรรมทรายแมวชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน จากโรงเรียนบ้านม่วงพิทยาคม
4.รางวัลพิเศษนวัตกรรมดีเด่น สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้แก่ การพัฒนาโคบอทเคาะปอดแบบพกพาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเสมหะและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
รางวัลพิเศษเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่น สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (2 รางวัล) ได้แก่
5. การสกัดไลเปสจากเครื่องในปลานิลเพื่อนำไปเพิ่มประสิทธิภาพของไฮโดรเจลในการบำบัดน้ำเสีย จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
6. ฟาร์มอัจฉริยะระบบ Recirculating Aquaculture System สำหรับการเพาะเลี้ยงหอยนางรมพันธุ์ตะโกรมกรามขาว จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง
7.รางวัลพิเศษนวัตกรรมเพื่อโลกยั่งยืน สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยนเรศวร
ได้แก่ ODEX: การออกแบบและพัฒนาระบบปลดปล่อยด้วยโดรนสำหรับไมโครแคปซูลอัลจิเนต-ผงขี้ผึ้ง บรรจุ Rhodococcus erythropolis ร่วมกับ Bacillus เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมันปนเปื้อนและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
8.รางวัลพิเศษนักคิดเพื่ออนาคต สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยนเรศวร
ได้แก่ การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาต่อการเคลื่อนที่ขณะร่วงหล่นของเมล็ดพวงคราม จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์
รางวัลพิเศษเทคโนโลยีเพื่อการส่งเสริม SDGs สนับสนุนโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2 รางวัล ได้แก่
9. การผลิตน้ำปลาโซเดียมต่ำโดยใช้จุลินทรีย์ Virgibacillus sp. SK37 จากโรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
10. การพัฒนาอนุภาคนาโนลิพิดบรรจุไดไฮโดรไอโซรามเนทินจากเปลือกลังแข (Baccaurea macrophylla) สำหรับยับยั้งเอนไซม์ COX-1 และ COX-2 เพื่อทดแทนยาต้านการอักเสบในกลุ่ม NSAIDs จากโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
11.รางวัลพิเศษสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะ สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด
ได้แก่ การออกแบบจำลองเชิงคำนวณเพื่อพัฒนาไบโอเซนเซอร์จากแอนติบอดีที่ปรับลาดับกรดอะมิโน พร้อมการเติมซิสเทอีนที่ปลายสายโซ่ของแอนติบอดีเพื่อการตรึงบนทองคำ สำหรับการตรวจวินิจฉัยโปรตีน Tau ที่เกิดภาวะ Hyperphosphorylation ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชีวภาพของโรคอัลไซเมอร์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
12.รางวัลพิเศษนวัตกรรมมุ่งสู่ NET ZERO สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด ได้แก่
การสังเคราะห์สารประกอบโลหะ-อินทรีย์เพื่อการสกัดโลหะอย่างยั่งยืนจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม
13.รางวัลพิเศษนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อขับเคลื่อนอนาคต สนับสนุนโดย บริษัท รีเวสเทคจำกัด
ได้แก่ การพัฒนาฟิล์มคอมโพสิตชีวภาพจากเซลลูโลสฟางข้าวและไคโตซานโอลิโกแซ็กคาไรด์เสริมซิงค์ออกไซด์
นาโนเพื่อการดูดซับเอทิลีนสาหรับการยืดอายุของผลไม้ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
14.รางวัลนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัยและเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนโดย บริษัท ศุภลักษณ์ พร๊อพเพอตี้ จำกัด
ได้แก่ ฟิล์มไม่ชอบน้ำยิ่งยวดจากพอลิเมอร์ผสมอนุภาคนาโนซิลิกาสำหรับการทำความเย็นโดยไม่ใช้ไฟฟ้า จากโรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม (โครงการ วมว.-ม.ทักษิณ)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Algae Innovation : Wellness Lab ปลดล็อกพลังธรรมชาติ เสกผิวสวยด้วยสาหร่าย [กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน]
อัปเกรดความรู้สู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางรุ่นเยาว์ ใน Wellness Lab ตอน เรียนรู้สาหร่าย สร้างสุขภาพผิว เปลี่ยนห้องแล็บสาหร่ายให้เป็นห้องแล็บความงาม มาสกัดความลับจาก 'สาหร่าย' สู่ผิวสวยด้วยมือเรา
กิจกรรมนี้ออกแบบมา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และเปิดมุมมองสู่การศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับอุดมศึกษา
เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่อยากรู้ว่า “วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่อยู่ในตำรา แต่สร้างคุณค่าได้จริง” ทั้งกับสุขภาพ ความงาม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 🌱🧪
หัวข้อทิจทรรมที่น่าสนใจ
1. ภารกิจลับในห้องแล็บสกัด "สารสีฟ้า" และ "เจลใส" จากธรรมชาติ
2. Workshop เปลี่ยนสาหร่ายให้เป็นสกินแคร์สุดปัง
ไฮไลต์ในกิจกรรม
Level Up Your Portfolio
Exclusive Real Lab Experience and DIY Skincare Workshop from the Experts and Professional Venue
ได้รับเกียรติบัตรเมื่อผ่านการเข้าร่วมกิจกรรม
วันที่ 2-3 เมษายน 2569
ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
วิทยาทร ทีมวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
คุณสมบัติผู้สมัคร : นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน
วันรับสมัคร : วันนี้ - 15 มีนาคม 2569
ชำระค่าลงทะเบียน : ภายใน 15 มีนาคม 2569
วันประทาศรายชื่อ : 20 มีนาคม 2569
ค่าลงทะเบียน : 4,280 บาท/คน (รวม Vat 7%)
ประกอบด้วยค่าวิทยากร ค่าวัสดุอุปกรณ์สารเคมี อาหารกลางวัน 2 มื้อ
และอาหารว่าง 4 มื้อ ไม่รวมที่พัทและไม่รวมค่าเดินทาง
ลงทะเบียนออนไลน์ : https://forms.gle/WWcWJjGJwi34bywY7
กำหนดการ
.
ปฏิทินกิจกรรม
Tiny Plants,Big Mission [กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน]
Tiny Plants, Big Mission
Explore the future of human space missions through the fastest-growing plant on Earth. Design a plant cultivation concept for Mars and prepare for group pitching.
The students will learn about the smallest flowering plant in the world and the fastest-growing plant, both of which have garnered global attention as potential food sources for space exploration missions. The session will begin with a general lecture on plant biology, followed by the division of students into two or three groups.
March 6, 2026
Sirindhorn Science Home,
National Science and Technology Development Agency
Lecturer
Dr. Tatpong Tulyananda and research team
Gravitational & Space Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Registration Fee
3,210 Baht/Person (7% Vat included)
The fee includes: all lectures, Laboratory materials and chemicals, 3 meals
Online application form : https://forms.gle/r5wzWsKNSAE8D2Z4A
Agenda
พืชจิ๋วกับภารกิจยิ่งใหญ่ สู่อนาคตมนุษยชาติในอวกาศ
ชวนเยาวชนก้าวออกจากห้องเรียน มาสำรวจโลกของชีววิทยาอวกาศ
เรียนรู้บทบาทของ “พืชขนาดเล็กที่สุดในโลก” ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญของภารกิจมนุษย์บนดาวอังคาร
ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลองจริง
ตั้งแต่การสังเกตพืชภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การวิเคราะห์สารสำคัญ
ไปจนถึงการออกแบบแนวคิดระบบเพาะปลูกเพื่อการดำรงชีวิตในอวกาศ
กิจกรรมนี้จัดขึ้น
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
และสร้างเส้นทางสู่การศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับอุดมศึกษา
ถ้าคุณเคยคิดว่า “วิทยาศาสตร์เปลี่ยนโลกได้จริงไหม”
งานนี้คือคำตอบ 🌍✨
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569
ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ผู้บรรยาย: ดร.ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ และทีมวิจัย
สาขาชีววิทยาเชิงแรงโน้มถ่วงและอวกาศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ค่าลงทะเบียน:
3,210 บาท/คน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว)
ค่าลงทะเบียนประกอบด้วย: ค่าวิทยากร, ค่าวัสดุอุปกรณ์สารเคมี, อาหาร 3 มื้อ
ปฏิทินกิจกรรม


