ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 ประจำเดือน มิถุนายน 2559 (ฉบับที่ 15)
ข่าว
ไทย - เกาหลี เปิดความร่วมมือขับเคลื่อนนิคมนวัตกรรม
ก.การคลัง จับมือ ก.วิทย์ กระตุ้นการลงทุน ยกเว้นภาษีในธุรกิจเทคโนโลยี
โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต
4 องค์กร สานพลัง “เครือข่ายนวัตกรรมยางพารา”
ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวผู้อำนวยการคนใหม่
สวทช. ร่วมกับ สภาหอการค้าฯ 17 เอสเอ็มอีผักและผลไม้ไทย ในงาน THAIFEX2016
ก.วิทย์ สวทช. และออโต้เดสก์ ร่วมกันขยายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตดิจิทัล
35 หน่วยงานสานพลังประชารัฐเปิดเมืองนวัตกรรมอาหาร
สวทช. ผนึกกำลัง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ม.สงขลานครินทร์ และ จ.ตรัง ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลหาดหยงหลำและเกาะมุก
บทความ
ผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลในเวทีนานาชาติ
ปฏิทินกิจกรรม
สัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ เทคโนโลยีการฉีดขึ้นรูปพลาสติก (Plastic Injection Technology)
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การวิเคราะห์ความเสียหายงานโลหะ
การประชุมวิชาการ เรื่อง “การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 3
Download เอกสารฉบับเต็ม [16.5 MB]
.
จดหมายข่าว สวทช.
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – สวทช. ผนึกกำลัง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ม.สงขลานครินทร์ และ จ.ตรัง ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟื้นฟู
สวทช. ผนึกกำลัง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ม.สงขลานครินทร์ และ จ.ตรัง ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟื้นฟู ปกป้อง และจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลหาดหยงหลำ และเกาะมุก อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) โดยอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และจังหวัดตรัง จัดพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนา “โครงการบูรณาการทางวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน บริเวณหาดหยงหลำและเกาะมุก อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม” เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการวิจัยและการบริหารจัดการในพื้นที่หาดหยงหลำ เกาะมุก อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม จังหวัดตรัง โดยมีเป้าหมายในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญคือ หญ้าทะเล และสัตว์ป่าสงวนพะยูน รวมทั้งสัตว์หน้าดินต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างทรัพยากรธรรมชาติคงไว้ซึ่งความสมดุล เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลได้เหมาะสมเข้ากับบริบทของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าการลงนามครั้งนี้จะนำมาซึ่งแนวทางการจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล พะยูน และการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล ตลอดจนส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนทั้งปัจจุบันและในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไป ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) โดยอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และจังหวัดตรัง จัดพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนา “โครงการบูรณาการทางวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน บริเวณหาดหยงหลำและเกาะมุก อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม” เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการวิจัยและการบริหารจัดการในพื้นที่หาดหยงหลำ เกาะมุก อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม จังหวัดตรัง โดยมีเป้าหมายในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญคือ หญ้าทะเล และสัตว์ป่าสงวนพะยูน รวมทั้งสัตว์หน้าดินต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างทรัพยากรธรรมชาติคงไว้ซึ่งความสมดุล เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลได้เหมาะสมเข้ากับบริบทของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าการลงนามครั้งนี้จะนำมาซึ่งแนวทางการจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล พะยูน และการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล ตลอดจนส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนทั้งปัจจุบันและในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไป ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “โครงการบูรณาการทางวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน บริเวณหาดหยงหลำและเกาะมุก อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีเป้าหมายเพื่อใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมในลักษณะองค์รวม มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญ (แหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่ที่สุด) และสัตว์ป่าสงวน (พะยูนฝูงใหญ่ที่สุด) รวมทั้งสัตว์หน้าดิน (ปลิงทะเล ม้าน้ำ หอยตะเภา หอยมือเสือ) เพื่อให้โครงสร้างของทรัพยากรธรรมชาติมีความสมดุลและมีการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลให้เหมาะสมกับความต้องการของอุทยานฯ อย่างยั่งยืนกับบริบทของชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563) นอกจาก 4 หน่วยงานหลักที่ลงนามร่วมกันเพื่อทำงานในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ยังได้รับร่วมมือจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อร่วมกันนำเทคโนโลยีและวิธีการวิจัยใหม่ๆ มาใช้ในการวิจัยพื้นที่ทั้งในมิติของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากชุมชน ซึ่งผลจากความร่วมมือครั้งนี้ คาดว่าจะได้แนวทางการจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล พะยูน รวมทั้งการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล ตลอดจนส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/news/22014-2016-05-27-05-35-52
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – 35 หน่วยงานสานพลังประชารัฐเปิดเมืองนวัตกรรมอาหาร
35 หน่วยงานสานพลังประชารัฐเปิดเมืองนวัตกรรมอาหาร กระทรวงวิทย์ฯ เร่งสปีดเต็มสูบเมืองนวัตกรรมอาหาร รวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ ผนึก 9 หน่วยงานรัฐ 13 บริษัทเอกชน 12 มหาวิทยาลัย และ 1 สมาคม ปักธงเป็นรูปธรรมกลางปีนี้ พร้อมขยายปีกสู่ภูมิภาคในอนาคตอันใกล้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพหลักในการเดินหน้าโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู๊ดอินโนโพลิส (Food Innopolis) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยให้ประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สถาบันอาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดหาสิทธิประโยชน์และสิ่งจูงใจ รวมทั้งมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน เพื่อดึงดูดบริษัทอาหารชั้นนำของโลกมาลงทุนนวัตกรรมอาหารในประเทศไทย และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยได้มีการลงนามความร่วมมือดังกล่าว ณ สำนักงานประสานงานเมืองนวัตกรรมอาหาร อาคารอุทยานนวัตกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ฟู๊ดอินโนโพลิสวางเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมด้านอาหารที่สอดคล้องกับแนวโน้มและทิศทางของตลาดอุตสาหกรรมอาหารโลก ซึ่งครอบคลุมถึงอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารฟังก์ชั่น เช่น อาหารฟังก์ชั่นและโภชนเภสัชภัณฑ์ สารปรุงแต่งอาหารและสารสกัดทางโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ไขมันและน้ำมันเพื่อสุขภาพ ฯลฯ อาหารพิเศษเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารฮาลาล อาหารโคเชอร์ อาหารสำหรับผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคุณภาพสูงเพื่อเป็นวัตถุดิบอาหาร ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้คุณภาพสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ออร์กานิก ฯลฯ และกิจการสนับสนุนนวัตกรรมอาหารอย่างครบวงจร เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ การออกแบบและการพิมพ์ บริการที่ปรึกษานวัตกรรม ฯลฯ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือระหว่าง 3 ภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารในครั้งนี้ ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของการทำงานในรูปแบบที่อาศัยกลไกประชารัฐ ตามแนวทางของรัฐบาล และถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการจับมือกันระหว่างเอกชน รัฐ และสถาบันการศึกษาเพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ซึ่งหลังจากการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้คาดว่าจะเกิดความร่วมมือที่เป็น รูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นระหว่างหน่วยงานที่ร่วมลงนาม เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของเมืองนวัตกรรมอาหารให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ นอกจากนี้ยังมีการหารือเพื่อความร่วมมือกับบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศซึ่งจะมีการลงนามในโอกาสต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/news/22013-nstda-mou
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – ก.วิทย์ สวทช. และออโต้เดสก์ ร่วมกันขยายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตดิจิทัลในประเทศไทย
ก.วิทย์ สวทช. และออโต้เดสก์ ร่วมกันขยายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตดิจิทัลในประเทศไทย เน้นการนำระบบการออกแบบและซอฟต์แวร์ไปใช้ในวงกว้าง กรุงเทพฯ, 25 พฤษภาคม 2559 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และออโต้เดสก์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการขยายศักยภาพการแข่งขันด้านการผลิตของประเทศไทย โดยเน้นการนำเทคโนโลยี 3 มิติ และระบบการผลิตแบบดิจิทัลที่ล้ำสมัยไปใช้ในวงกว้างให้ครอบคลุมทั้งวงการอุตสาหกรรม ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 จะต้องเปลี่ยนผ่านจากโมเดลประเทศไทย 3.0 เป็น “โมเดลประเทศไทย 4.0” เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง ปรับเปลี่ยนจากประเทศ “รายได้ปานกลาง” เป็นประเทศ “รายได้สูง” โดยปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” กลไกหนึ่งที่จะขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจยุคประเทศไทย 4.0 นั้น คือ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมยุค 4.0 ซึ่งจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาในการผลิตสินค้าต่างๆ มากยิ่งขึ้น จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ สามารถเชื่อมความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง ทำให้โรงงานขนาดใหญ่ไม่ใช่จะได้เปรียบหรือมีข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการเสมอไป ปรากฏการณ์นี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งยิ่งใหญ่ "จากความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Autodesk กับ สวทช. ในครั้งนี้จะช่วยยกระดับ SME ไทยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบและผลิต รวมทั้งยกระดับความสามารถของบุคลากรไทยให้รองรับอุตสาหกรรมการผลิตในอนาคต นำไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สร้างมูลค่าตามแนวทางของรัฐบาล อาทิ อุตสาหกรรมทางชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมและการออกแบบ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิต และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อความเข้มแข็งของประเทศต่อไป" ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/news/22012-nstda
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – สวทช. ร่วมกับ สภาหอการค้าฯ เปิดตัวผลสำเร็จ 17 เอสเอ็มอีผักและผลไม้ไทย
สวทช. ร่วมกับ สภาหอการค้าฯ เปิดตัวผลสำเร็จ 17 เอสเอ็มอีผักและผลไม้ไทย พร้อมแข่งขันในตลาดเออีซีด้วย ThaiGAP ในงาน THAIFEX2016 งาน THAIFEX 2016 อิมแพ็ค เมืองทองธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดตัวผลสำเร็จการดำเนินโครงการความร่วมมือ “การยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการด้านสินค้าผักและผลไม้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC ด้วย ThaiGAP” นำเสนอผลงานของผู้ประกอบการจำนวน 17 รายที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริม และรับการผลักดันให้ได้รับมาตรฐาน ThaiGAP เพื่อเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน GlobalGAP และช่วยลดต้นทุน เนื่องจากมาตรฐาน ThaiGAP มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติและการตรวจรับรองที่ถูกกว่า โดยโครงการเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้เรื่องการปลูก การบรรจุ และการขนส่ง สำหรับสินค้าผักและผลไม้ที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียนและในตลาดสากล อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/news/22011-thaigap
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวผู้อำนวยการคนใหม่
ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวผู้อำนวยการคนใหม่ หวังผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรวิจัย ต่อยอดงานวิจัย ก้าวต่อไปอย่างบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานแถลงข่าวแนะนำ ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทคคนใหม่ ชูนโยบาย “ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรวิจัย ต่อยอดงานวิจัย ก้าวต่อไปอย่างบูรณาการ” ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง เข้าทำงานที่ไบโอเทค ในปี 2535 หลังจากจบปริญญาเอกด้าน Plant and Soil Science ที่ Montana State University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มงานวิจัยแรกเกี่ยวกับการศึกษายีนความหอมระดับโมเลกุลของข้าวหอมมะลิ ซึ่งต่อมาในปี 2543 ไบโอเทคได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี ขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดร.สมวงษ์ ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่จะนำเทคโนโลยีดีเอ็นเอไปช่วยเหลือภาคการเกษตรในการให้บริการการตรวจสอบความถูกต้องทางพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตขึ้น รวมทั้งความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ เพื่อเปิดบริการให้ภาครัฐและเอกชน ก่อนที่จะมีการโอนย้ายห้องปฏิบัติการฯ ไปเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2552 ซึ่งระหว่างนั้นในปี 2551 ไบโอเทค ได้จัดตั้งหน่วยวิจัยเทคโนโลยีจีโนม (ชื่อเดิม สถาบันจีโนม) ขึ้น ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และ ดร.สมวงษ์ เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการหน่วยวิจัยเทคโนโลยีจีโนม โดยเป็นผู้ริเริ่มกลุ่มวิจัยที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Next Generation Sequencing ที่ทำงานได้รวดเร็วและทำการวิจัยในโครงการที่สำคัญของประเทศ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทคคนล่าสุด กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการไบโอเทคในวาระนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผมได้ทำงานที่ไบโอเทคมาทั้งในฐานะนักวิจัยและในระดับผู้บริหาร ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในทั้งสองฝ่าย และจะนำประสบการณ์เหล่านี้มาบริหารไบโอเทค อีกทั้งนักวิจัยไบโอเทคก็มีความสามารถและมีศักยภาพกันอยู่แล้ว ซึ่งระบบที่ผู้อำนวยการท่านก่อนๆ ได้วางไว้ เป็นการทำให้นักวิจัยสามารถขับเคลื่อนไบโอเทคไปได้ด้วยตัวเอง ในฐานะผู้อำนวยการผมจะส่งเสริมศักยภาพให้เพิ่มพูนขึ้นโดยการนำนักวิจัยมาทำงานบูรณาการร่วมกัน” สำหรับแนวทางและนโยบายในการบริหารงานไบโอเทค ภายใต้การวิสัยทัศน์ของ ดร.สมวงษ์ นั้น ยังคงเดินตามวิสัยทัศน์ของ สวทช. คือการเป็นพันธมิตรร่วมทางที่ดี สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจะมุ่งเน้นงานวิจัยที่สามารถต่อยอดมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล โดยอยากให้ไบโอเทคเป็นหน่วยงานที่ช่วยประเทศไทยขับเคลื่อน “เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” โดยการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพเข้าไปสร้างและส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น อาทิ งานวิจัยด้านไวรัสวิทยา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งไบโอเทคมีคลังชีววัสดุที่มีการรวบรวมชีววัสดุไว้หลากหลาย การวิจัยและพัฒนาด้านอาหาร ซึ่งเป็นการสอดรับกับโครงการ Food Innopolis ซึ่งเป็นหนึ่งใน super cluster ของรัฐบาล การใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่ามากที่สุด (Zero Waste) และนอกจากนี้ก็ยังที่จะไม่ลืมในการใส่ใจชุมชน โดยการจับมือกับพันธมิตร หรือองค์กรที่มีการดำเนินการอยู่ในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปช่วยส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ไบโอเทคมีความร่วมมือกับนานาชาติอย่างยั่งยืนแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2556 ประเภททีม จาก มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลเกียรติยศ “ผลงานเด่น สวก.” 2557 จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นต้น
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – 4 องค์กร สานพลัง “เครือข่ายนวัตกรรมยางพารา”
4 องค์กร สานพลัง “เครือข่ายนวัตกรรมยางพารา” ร่วมมือพัฒนายางพารารอบด้าน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ณ อาคาร 50 ปี การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “เครือข่ายนวัตกรรมยางพารา” ร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในรูปแบบของเครือข่ายระหว่างภาคส่วนหลักที่สำคัญ ของประเทศไทย ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคราชการ และภาคการศึกษา ที่มีบทบาทในการพัฒนาเกี่ยวข้องกับยางพาราในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านบุคลากร ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “เอ็มเทค สวทช. มีพันธกิจหลักในการพัฒนาและสร้างขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีวัสดุให้แก่ภาครัฐและภาคเอกชน โดยดำเนินการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รองรับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งเอ็มเทคได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านยางพารา โดยมีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะทางด้านยางธรรมชาติขึ้น มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนายางคอมพาวด์ การออกแบบและวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และเทคโนโลยีน้ำยาง เช่น เทคโนโลยีสารรักษาสภาพน้ำยางธรรมชาติไร้แอมโมเนีย (TAPS Technology) การพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบยางล้อรถ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งคุณภาพสูงระดับชุมชน เป็นต้น” รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา มุ่งเน้นการดำเนินการสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์จากยางพารา เทคโนโลยีการผลิตหรือแปรรูปยางพารา การวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมถึงมาตรฐานต่างๆ การบริหารจัดการและการผลิตยางพาราต้นน้ำและกลางน้ำ การเพาะปลูกและการดูแลสวนยางพารา การบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศด้านยางพารา และการเรียนการสอนและการผลิตบุคลากรด้านยางพารา โดยทั้ง 4 ฝ่ายจะปฏิบัติงานเป็นเครือข่ายตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งทาง ม.อ. โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ ม.อ. มีภารกิจและความรับผิดชอบหลักในด้านการสร้างนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาบุคลากร ทางด้านเทคโนโลยียางพาราให้มีคุณภาพสูง ทั้งในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น ร่วมกับ กยท. และหลักสูตรปกติ พร้อมกับสนับสนุนทางวิชาการตามความต้องการของอีก 3 ฝ่ายที่เหลือโดยใช้ศักยภาพของคณาจารย์ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา” นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีการขับเคลื่อนและส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพาราอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานและการพัฒนาด้านบุคลากร เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ ยางพาราในภูมิภาค แซงหน้าผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยในปี 2558 ประเทศไทยมีการผลิตยางพาราในประเทศ ประมาณ 4.47 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 1 แสนตัน และมีการปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ จำนวน 6 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 6 หมื่นตัน สำหรับการส่งออกยางพาราต้นน้ำ มีปริมาณ 3.74 ล้านตัน ลดลงจากปี 2557 จำนวน 3 หมื่นตัน ส่วนมูลค่าของการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของไทย ปี 2558 มีจำนวน 4.3 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นวัตถุดิบ 2 แสนล้านบาท และผลิตภัณฑ์ 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักที่ถือว่าเป็น Product Champion ของอุตสาหกรรมยางคือ ผลิตภัณฑ์ยางล้อ ที่มีมูลค่าในการส่งออก 1.2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิตและการส่งออกยางพารา ดังนั้น การส่งเสริมการดำเนินการเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาด้านบุคลากรและเทคโนโลยี จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยางของประเทศ” ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า “ข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา เป็นการร่วมมือกันระหว่าง 4 องค์กร ให้เกิดการวิจัยพัฒนายางพาราอย่างครบวงจร เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ยาง ด้านเทคโนโลยีการผลิตหรือการแปรรูปยางพารา ด้านการวิเคราะห์ทดสอบยาง และผลิตภัณฑ์ยางตามมาตรฐานสากล ทั้งในระดับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวมถึงข้อมูลสารสนเทศยางพารา และการพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมยางให้กับภาคเอกชน ซึ่งการบูรณาการดำเนินงานระหว่าง 4 องค์กร จะสามารถผลักดันให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปใช้เป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง กยท. มีภารกิจและความรับผิดชอบหลักในการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการและการผลิตยางพาราต้นน้ำ การเพาะปลูกและการดูแลสวนยางพารา เผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา ส่งเสริม สนับสนุนด้านวิชาการ งบประมาณเพื่อสร้างนวัตกรรมการผลิต นวัตกรรมการแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง โดย กยท. พร้อมผลักดันและสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพาราในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเรื่องการวิจัยพัฒนา การฝึกอบรม และการผลิตบุคลากรด้านยางพาราสู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร”
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – ก.การคลัง จับมือ ก.วิทย์ กระตุ้นการลงทุน ยกเว้นภาษีแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจเทคโนโลยี
ก.การคลัง จับมือ ก.วิทย์ กระตุ้นการลงทุน ยกเว้นภาษีแก่ธุรกิจเงินร่วมลงทุน และผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และกรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดแถลงข่าว “สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการเงินร่วมลงทุนและผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจเทคโนโลยี” เพื่อเปิดตัวสิทธิประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้มีความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าจากนวัตกรรมมากกว่าการใช้ ทรัพยากรเป็นปัจจัยการผลิตดังเช่นในอดีต ซึ่งจะต้องสนับสนุนให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจเทคโนโลยี มักจะประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทที่เน้นการผลิตแบบดั้งเดิม ทำให้การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจึงทำได้ยาก เพราะขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน อีกทั้งเทคโนโลยีที่เป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจนั้นประเมินมูลค่าได้ยาก ดังนั้น การร่วมลงทุนจากกิจการเงินร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) จึงเป็นกลไกที่สำคัญที่ประเทศอื่นๆ ใช้ในการสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 597 และฉบับที่ 602 พ.ศ. 2559 เพื่อยกเว้นภาษีให้แก่กิจการเงินร่วมลงทุนรวมถึงนักลงทุนในกิจการเงินร่วมลงทุน และผู้ประกอบการรายใหม่ การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุม 10 คลัสเตอร์เป้าหมายที่เป็น S-Curve ของประเทศ เพราะรัฐบาลต้องการให้แรงจูงใจแก่ธุรกิจ VC ในการเข้าไปมีส่วนสำคัญในการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน ตามแนวคิดประชารัฐ หรือ Public-Private Partnership ซึ่งจะช่วยสร้างและขยายขนาดของธุรกิจเงินร่วมลงทุนให้เกิดขึ้นและเป็นเครื่องมือสนับสนุนธุรกิจฐานเทคโนโลยีให้เติบโตในประเทศไทยอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/news/21987-s-curve
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.3 – ไทย – เกาหลี เปิดความร่วมมือขับเคลื่อนนิคมนวัตกรรม
ไทย - เกาหลี เปิดความร่วมมือขับเคลื่อนนิคมนวัตกรรม ประเดิมสองโครงการหลัก ฟู้ดอินโนโพลิสและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดบ้านอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ต้อนรับนายชอย ยาง ฮี (Choi Yang Hee) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ไอซีที และการวางแผนอนาคตแห่งสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานใน “พีธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการบริหารอุทยานวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส” ระหว่าง มูลนิธิอินโนโพลิส (Innopolis Foundation) สาธารณรัฐเกาหลี โดย นาย ชา ดอง คิม ประธานมูลนิธิ กับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) โดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ รองผู้อำนวยการ สวทน. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งฟู้ดอินโนโพลิส เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็น 9% ของจีดีพี มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ สร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ของประเทศ โดยกำหนดพื้นที่แรก กว่า 60,000 ตารางเมตรภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อรองรับการจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมของภาคเอกชน และให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์” ด้าน นายชอย ยาง ฮี (Choi Yang Hee) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ไอซีที และการวางแผนอนาคตแห่งสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า “ประเทศเกาหลีอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ ไอซีที เพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทยที่กำลังขับเคลื่อนในเรื่องสตาร์ทอัพเช่นกัน โดยทางเกาหลีวางแผนที่จะเผยแพร่ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการต่างๆ ให้กับประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ การให้คำปรึกษา การฝึกอบรมของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศจนอาจเกิดเป็นความร่วมมือขึ้นมาได้”
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.2 – บทความ รู้จักกับศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์
รู้จักกับศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์
สวทช.จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ของประเทศไทย พร้อมเป็นฐานองค์ความรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพ และสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อยอดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์มีความต้องการใช้จุลินทรีย์ และผลิตภัณฑ์ที่จุลินทรีย์ผลิตมากขึ้น โดยเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นการพัฒนาจุลินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การขาดโครงสร้างพื้นฐานในการวิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม สำหรับประเมินความเป็นไปได้ก่อนการผลิตจริง และก่อนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้การต่อยอดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ใช้ระยะเวลานาน ส่งผลให้เอกชนขาดความเชื่อมั่น และภาคอุตสาหกรรมของประเทศสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์" ขึ้น ณ อาคารนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยการบูรณาการความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกไบโอเทคให้อยู่ที่จุดเดียว โดยมีฐานเทคโนโลยีสำคัญประกอบด้วย ฐานความรู้และข้อมูลด้านทรัพยากรชีวภาพ เทคโนโลยีกระบวนการทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ และการบูรณการด้านคุณภาพและความปลอดภัยในอาหาร รวมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมเพื่อการประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
ในการดำเนินงานของ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่
1. การวิจัยและพัฒนา ใช้เทคโนโลยีชีวภาพสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อโจทย์และความต้องการของภาคเอกชน ทั้งการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการพัฒนาต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ที่ได้ พัฒนาขึ้นแล้วไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยมีแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นงานวิจัยและ พัฒนาด้านเทคโนโลยีจุลินทรีย์ต้นเชื้อบริสุทธิ์ // การค้นหาเอนไซม์ที่มีศักยภาพเพื่อประยุกต์ใน อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ // การวิจัยด้านการผลิตสารมูลค่าสูง // และการใช้ประโยชน์โปรตีนจากวัสดุเศษเหลือจากกระบวนการแปรรูปอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ // ทั้งนี้เป็นการทำงานวิจัยแบบก้าวกระโดด โดยนำเทคโนโลยีฐานและความสามารถของนักวิจัยมาใช้ในการตอบโจทย์ภาคเอกชนอย่างแท้จริง
2. การทดสอบและพัฒนาระบบการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม จนได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการทดลองในภาคสนามและการประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ซึ่งจะผลักดันผลงานวิจัยให้สามารถถ่ายทอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
3. การจัดหาและรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สร้างพันธมิตรวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ เป็นตัวกลางจัดหาและปรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการในไทย
4. การให้บริการทางวิชาการในด้านการเป็นที่ปรึกษา การให้บริการด้านเทคนิค การให้บริการเช่าเครื่องมือสำหรับภาครัฐและเอกชน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการฝึกอบรมเฉพาะทางให้กับบุคลากร เพื่อยกระดับความสามารถทางเทคนิคของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญและทักษะเพิ่มขึ้น ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณ เพื่อกำหนดเกณฑ์ควบคุมความปลอดภัยในอาหารตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางการผลิต
จากความพร้อมทั้งองค์ความรู้พื้นฐาน และความสามารถทางเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป ประกอบกับการสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรวิจัย ทำให้ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์มีงานวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องและสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ อันเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมระดับโลกต่อไป
ชมคลิปวิดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=2MisERWWqFs
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
บทความ
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม 2559 (ฉบับที่ 14)
ข่าว
ไบโอเทค สวทช. เปิดศูนย์นวัตกรรมและอาหารสัตว์ ยกระดับผู้ประกอบการแข่งขันทางธุรกิจ
ซอฟต์แวร์พาร์ค นำผู้ประกอบการไอซีทีไทย 13 ราย ร่วมเป็นตัวแทนแสดงสินค้าและบริการในงาน CommunicAsia 2016
Thailand Tech Show ครั้งที่ 1/2559 ภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่
ก.วิทย์ฯ สวทช. จับมือ ท็อปส์เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ " Active PAKTM ถุงหายใจได้" ผักอร่อยสดนานยิ่งขึ้น
มหกรรมยิ่งใหญ่ ครั้งแรกในประเทศไทย “Startup Thailand 2016” รวมพลังสตาร์ทอัพเติบโตแบบก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทย
บทความ
รู้จักกับศูนย์นวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์
ปฏิทินกิจกรรม
การฝึกอบรมเรื่อง การเก็บรักษาจุลินทรีย์ในระยะยาวด้วยเทคนิคการระเหยแห้งในสภาวะสุญญากาศ
Download เอกสารฉบับเต็ม [8.9 MB]
.
จดหมายข่าว สวทช.
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.2 – ปฏิทินกิจกรรม
การฝึกอบรมเรื่อง การเก็บรักษาจุลินทรีย์ในระยะยาวด้วยเทคนิคการระเหยแห้งในสภาวะสุญญากาศ จัดโดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยความร่วมมือของ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วันที่จัด ภาคบรรยาย 18 พฤษภาคม 2559 (0.5 วัน) ภาคบรรยายและปฏิบัติการ 18 – 19 พฤษภาคม 2559 (1.5 วัน) สถานที่ อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี วัตถุประสงค์ 1. เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ นักวิจัย นักศึกษา ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ และผู้สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับหลักการเก็บรักษาจุลินทรีย์ 2. เพื่อถ่ายทอดวิธีการเก็บรักษาจุลินทรีย์ด้วยเทคนิคการระเหยแห้งในสภาวะสุญญากาศแก่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ คุณสมบัติของผู้สมัคร เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย หรือเก็บรักษาการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ ค่าลงทะเบียน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อาหารกลางวันและอาหารว่าง วัสดุวิทยาศาสตร์ และเอกสารประกอบการอบรม) - ภาคบรรยาย 500 บาท - ภาคบรรยายและปฏิบัติการ 1,500 บาท ปิดรับสมัคร วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ติดต่อ/สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ หน่วยฝึกอบรม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ 113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3379 – 3382 โทรสาร 0 2564 6574 E-mail: TrainingUnit@biotec.or.th
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย


