ผลการค้นหา :
สวทช. ปิดท้ายโรดโชว์พิจิตร นำคณะสำนักงบประมาณลงพื้นที่ “โพทะเล” ชูความสำเร็จสหกรณ์ต้นแบบ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคาร์บอนต่ำ “ไบโอเทค 1” สู่ตลาดพรีเมียม
(27 กุมภาพันธ์ 2569) จังหวัดพิจิตร - คณะผู้แทนจากสำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวสัมพันธ์ บัวสังข์ นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และทีมวิจัย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดพิจิตร และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการพหุเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG Model ต่อเนื่องในวันที่สอง ณ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวและการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน
ยกระดับการทำนาด้วย ข้าวคาร์บอนต่ำ พันธุ์ “ไบโอเทค 1”
การลงพื้นที่ในช่วงเช้าเริ่มต้นขึ้น ณ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคาร์บอนต่ำแปลงใหญ่ของ นางสาวธัศวัลย์ ภู่จำนงค์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการปลูกข้าวพันธุ์ “ไบโอเทค 1” ที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โดยแปลงนาแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้พันธุ์ข้าวที่รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลกร้อน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำนาคาร์บอนต่ำเพื่อยกระดับมูลค่าผลผลิต
เชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่เกษตรกรผ่านสหกรณ์ต้นแบบ
จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เพื่อศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างครบวงจร โดยได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานของสหกรณ์ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากนักวิจัยสู่เกษตรกร พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งผู้แทนฝ่ายการตลาดของสหกรณ์ฯ ได้แนะนำและอธิบายถึงขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เน้นการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์และมีมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการกระจายพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่ชุมชนเกษตรกร
“พิจิตรโมเดล” ต้นแบบความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน
ความสำเร็จของ “พิจิตรโมเดล” ในพื้นที่อำเภอโพทะเลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวเข้าสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ และยังตอกย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย (สวทช.) สถาบันการเงิน (ธ.ก.ส.) และภาคประชาสังคม (สหกรณ์การเกษตรโพทะเล) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานการผลิตข้าวของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ชี้เป้าต้นตอฝุ่น PM2.5 แม่นยำ! ด้วยนวัตกรรม “e-Nose”
สวทช. จัดงาน NSTDA x Press Interviews โชว์นวัตกรรม “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พัฒนาโดยนักวิจัยนาโนเทค สวทช. สามารถตรวจจับกลิ่น พร้อมจำแนกสารระเหยและก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของกลิ่นได้ โดย กรมควบคุมมลพิษ จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือสืบหาแหล่งต้นตอของฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ว่ามาจากแหล่งกำเนิดใด เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวล ฝุ่นจราจร ฝุ่นอุตสาหกรรม หรือฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของปุ๋ยไนโตรเจนในดิน จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดทำมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.
สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรม e-Nose เชิญมาร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการเสวนา ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ ด้วยนวัตกรรม e-Nose ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. NAC2026 วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. จับมือ ธ.ก.ส. พิจิตร และภาคีเครือข่าย นำคณะสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่พิจิตร โชว์พลัง “พิจิตรโมเดล” ขับเคลื่อน BCG ยกระดับการผลิตข้าวสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ
(26 กุมภาพันธ์ 2569) ณ จังหวัดพิจิตร - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดพิจิตร และหน่วยงานภาคีเครือข่าย นำคณะจากสำนักงบประมาณ นำโดย นางสาวสัมพันธ์ บัวสังข์ นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ “การใช้พหุเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อน BCG Model ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานการผลิตข้าวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 26 - 27 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อโชว์ศักยภาพการผลิตข้าวแนวใหม่ที่เน้นมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนปี 2568 เพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางในภาคการผลิตข้าว โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพผ่านกลไกความร่วมมือแบบ 4P (Public-Private-People-Professional partnership) ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรได้ถึง 2,700 คน (คิดเป็น 180% ของเป้าหมาย) ครอบคลุมทั้งการสร้างชุมชนต้นแบบนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
โดยวันแรกของการลงพื้นที่ เป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ พิธีการจัดขึ้น ณ วิทยาลัยชุมชนพิจิตร อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โดยช่วงแรก ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. ได้นำเสนอภาพรวมความสำเร็จของโครงการฯ ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวและเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร ต่อด้วยช่วงเวทีเล่าสู่กันฟัง “พหุเทคโนโลยีเพื่อชุมชนได้อะไรมากกว่าที่คิด” ซึ่งได้นำเสนอความสำเร็จของ “พิจิตรโมเดล” ที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการผ่านประสบการณ์จริงของเกษตรกร โดย คุณโชค โตจริง จาก ธ.ก.ส. จังหวัดพิจิตร ระบุว่า จังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่นำเทคโนโลยี เช่น ระบบแนะนำพันธุ์ข้าว RiceFit และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) มาใช้จริงเพื่อส่งเสริม “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้จริง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ กลุ่มเกษตรกรทับคล้อและบ้านรังนก ที่นำข้าวพันธุ์ใหม่ อาทิ หอมสยาม และหอมชลสิทธิ์ 2 มาทดลองปลูกจนได้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมถึง 1.5 - 2 เท่า พร้อมสร้างแบรนด์สินค้าชุมชนจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์
นอกจากนี้ คณะผู้แทนได้เข้าเยี่ยมชมการแปรรูปข้าวสู่นวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นำโดย อ.สุรพล ใจวงศ์ษา และ อ.กัญญณัช ศิริธัญญา ได้แก่ วิปครีมจากข้าว ไรซ์โยเกิร์ต กราโนล่า (Granola) ข้าวก่ำพอง และแป้งข้าวเหนียวสำหรับอาหารโมเลกุล รวมถึงร่วมชมนิทรรศการแสดงนวัตกรรมเด่น เช่น ระบบ RiceFit สำหรับแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม แอปพลิเคชัน Linebot ตรวจวินิจฉัยโรคข้าว และเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวพร้อมใช้จากทีมวิจัย สวทช. ได้แก่ พันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 พันธุ์ไบโอเทค 1 พันธุ์หอมสยาม พันธุ์หอมสยาม 2 และพันธุ์หอมนาคา ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูปนวัตกรรม
จากนั้น คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมที่ บริษัท ทรี โอ้ส์ ทรี อะกริคัลเจอร์ จำกัด ซึ่งได้รับซื้อข้าวเหนียวพันธุ์ “หอมนาคา” มาแปรรูปเป็นข้าวคั่วและน้ำจิ้มแจ่วส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ก่อนปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วยการลงพื้นที่แปลงนาอำเภอสามง่าม เพื่อเยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ ที่มีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) การใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ IoT และข้าวพันธุ์ทนทานสภาวะโลกร้อนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เกษตรกรไทยยุคใหม่ที่พร้อมปรับตัวรับความท้าทายจากสภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับ 2 รางวัล จากงาน DCT Digital Policy Conference
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ True Digital Park West อาคาร Unicorn ชั้น 3 ห้อง Grand Hall ภายในงานประชุม DCT Digital Policy Conference ซึ่งจัดโดยสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ DCT Digital Ecosystem Partner Awards 2026 ในด้าน Digital Policy Maker เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้มอบหมายให้ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค และ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้านสารสนเทศ เป็นผู้แทนขึ้นรับมอบรางวัล สำหรับรางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการให้ความร่วมมือกับสภาดิจิทัลฯ ในการผลักดันพันธกิจและขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลมาโดยตลอด
การประชุม DCT Digital Policy Conference เป็นเวทีนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล 6 ภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย (Infrastructure / Hardware / Software / Digital Content / Digital Services / Smart Devices) เพื่อนำเสนอนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่
1. วางรากฐานกำลังคนดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์
2. เสริมขีดความสามารถแพลตฟอร์มไทยและอธิปไตยทางด้านดิจิทัลของไทย
3. จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI และเร่งการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัป
4. ส่งเสริมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม
5. ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัล
โดยทั้ง 5 นโยบายมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เป็นวาระแห่งชาติ พลิกโฉมจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาและลงทุนด้านดิจิทัล” ในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ภายในงานได้จัดให้มีการแสดงปาฐกถาพิเศษในด้านนโยบาย การสนับสนุน ความจำเป็นในระดับยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล นำโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล ในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายด้านดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกำลังคน สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง และในส่วนหัวข้อปาฐกถาอื่น ๆ ประกอบด้วย
- DCT Digital Industry Highlights ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล
โดย ผู้แทนจาก 6 ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล
- DCT Move Thailand Forward: Driving Thailand's Digital Future
โดย ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุช
ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย
- Digital Policy Support (Funding, Talent, Regulation) ปลดล็อกข้อจำกัดทางนโยบาย พลิกโฉมดิจิทัลไทยสู่สากล
โดย ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์
เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
- Global Tech Investment การลงทุนดิจิทัล Data Center และ AI: ต่างชาติอยากได้อะไรจากประเทศไทย ?
โดย คุณสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล
รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
การได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังช่วยสร้างรากฐานของระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลให้เข้มแข็งและยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ENTEC สวทช. และ TESTA เปิดเวทีอบรม BESS ระดับอาเซียน ยกระดับศักยภาพนักพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด หนุนเป้า APAEC 2026–2030
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ร่วมกับ สำนักเลขาธิการอาเซียน จัดเวทีการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Capacity Building Workshop on Battery Energy Storage Systems (BESS) for Clean Energy Project Developers in ASEAN” ภายใต้ความร่วมมือของสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ Technical Assistance Facility to the Green Team Europe Initiative (TAF-GTEI) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคนิค การเงิน และการพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (BESS) ให้กับผู้พัฒนาโครงการพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน ตอบโจทย์การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้แผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) 2026–2030 ที่มุ่งส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) โดยเล็งเห็นว่าเทคโนโลยี BESS เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้ารองรับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนและสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 40 คน จากประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วยผู้พัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและวางแผนพลังงาน โดยเนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ การออกแบบและบูรณาการระบบ การใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Utility-scale, Behind-the-meter และ Microgrid ไปจนถึงการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Techno-economic Evaluation) การวิเคราะห์ CAPEX/OPEX การคำนวณ NPV, IRR และระยะเวลาคืนทุน
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. เปิดเผยในโอกาสกล่าวเปิดงานว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage Systems: BESS) กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า และการรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน เวทีอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายตามแผนความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (APAEC 2026–2030) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น โดย BESS ถือเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะหน่วยงานแกนกลางด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ ENTEC สวทช. มุ่งขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงไปสู่การใช้งานจริง ผ่านงานวิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม เราทำงานใกล้ชิดกับภาคีเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงเทคนิคกับมิติด้านนโยบายและตลาด ขณะเดียวกัน สมาคมเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) โดยมี ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมฯ และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. มีบทบาทสำคัญในการประสานภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานของไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากการพัฒนาและติดตั้งระบบ BESS ทั้งในระดับยูทิลิตี้ ระดับอุตสาหกรรม (behind-the-meter) และระบบไมโครกริด สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาค
ดร.สุมิตรา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนในลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากร หน่วยงานกำกับดูแล และภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาค ให้สามารถปรับตัวต่อบริบทพลังงานโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นคง การบูรณาการความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน ความปลอดภัย กลไกทางการเงิน และนโยบายสนับสนุนจากทั้งสองภูมิภาค จะช่วยเร่งให้เกิดความก้าวหน้าเชิงรูปธรรม นำไปสู่ระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยงถึงกัน และยั่งยืนในระยะยาว พร้อมรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ThaiSC ให้บริการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “LANTA” ปลดล็อกข้อจำกัดด้านเวลา ต้นทุน และความปลอดภัยของข้อมูลในการวิจัย
สรุปใจความสำคัญ
ThaiSC สวทช. ปลดล็อกการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับประเทศ “LANTA (ลันตา)” ลดข้อจำกัดด้านเวลา ต้นทุน และความปลอดภัยของข้อมูล
LANTA มีสมรรถนะสูงสุด 8.15 PFLOPS ลดเวลาพัฒนา LLM จากศูนย์จากมากกว่า 20 ปี เหลือเพียง 87 วัน
ในปี 2565 LANTA ติดอันดับ TOP500 อันดับที่ 70 ของโลก และ GREEN500 อันดับที่ 24 ของโลก และเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในอาเซียน
LANTA เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไทยที่ใช้ระบบ Water Cooling ในการระบายความร้อน ลดการใช้พลังงานได้ถึง 33%
ภาครัฐและเอกชนใช้ LANTA ขับเคลื่อนงานวิจัยมากกว่า 690 โครงการ ครอบคลุม Thai LLM, Medical AI และการพยากรณ์ PM2.5 สร้างมูลค่าผลกระทบรวมกว่า 6,900 ล้านบาท
ThaiSC ให้บริการซูเปอร์คอมพิวเตอร์แก่ภาครัฐ เอกชน และนานาชาติ พร้อมสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการทำ Proof of Concept (PoC) และงานวิจัยขั้นสูง
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เนื่องจากโจทย์วิจัยมักต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ การพยากรณ์สภาพอากาศและมลพิษทางอากาศ การจำลองทางวิศวกรรมศาสตร์และวัสดุศาสตร์ การประมวลผลข้อมูลชีวสารสนเทศ
หากประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณสมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) เป็นของตัวเองก็จะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากต่างชาติ ทำให้เกิดข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุนการวิจัย ความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงความต่อเนื่องในการใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ส่งผลให้การวิจัยและการตัดสินใจเชิงนโยบายทำได้ล่าช้าหรือไม่ทันการณ์
ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ปี 2562 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับประเทศ ผ่านศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) เพื่อให้บริการเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA (ลันตา) แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทย รวมถึงผู้ใช้บริการจากต่างประเทศ
[caption id="attachment_80992" align="aligncenter" width="700"] LANTA[/caption]
LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไทย เร็ว แรง แค่ไหน ?
LANTA คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบ Heterogeneous HPE Cray EX มีสมรรถนะการประมวลผลสูงสุดที่ 8.15 PFLOPS (เพตะฟล็อปส์) หรือ 8.15 พันล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีระบบประกอบด้วยโหนดประมวลผล (compute nodes) จำนวน 346 โหนด, หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) รวม 31,744 คอร์, การ์ดจอประมวลผลกราฟิกสมรรถนะสูง (GPU) NVIDIA A100 จำนวน 704 การ์ด ทำให้ LANTA รองรับการคำนวณทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์ การคำนวณเชิงคณิตศาสตร์และการจำลองทางวิศวกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการประมวลผลแบบขนานที่ต้องใช้พลังการคำนวณสูง มีระบบเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายความเร็วสูง HPE Slingshot ความเร็ว 200 Gbps (จิกะบิตต่อวินาที) และมีระบบจัดเก็บข้อมูลแบบขนานขนาด 10 PB (เพตะไบต์) เพื่อรองรับการประมวลผลบิกเดตา
สมมติว่านักวิจัยมีโจทย์ที่จะพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเอไอแบบรู้สร้าง (Generative AI) ขนาด 8 พันล้านพารามิเตอร์โดยเริ่มต้นจากศูนย์ (from scratch) หากใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่มี GPU เพียง 1 การ์ด จะต้องใช้เวลาประมวลผลยาวนานถึง 60,833 วันหรือมากกว่า 160 ปี หากใช้เวิร์กสเตชันที่มีการ์ด GPU จำนวน 8 การ์ด จะต้องใช้เวลา 7,604 วันหรือมากกว่า 20 ปี ขณะที่หากใช้ LANTA ซึ่งประมวลผลแบบขนานด้วย GPU ประมาณ 700 การ์ดพร้อมกัน จะใช้เวลาเพียง 87 วันเท่านั้น
LANTA ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากการจัดอันดับสมรรถนะการประมวลผลของเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ TOP500 โดยได้อันดับที่ 70 ของโลกในปี 2565 และอันดับที่ 199 ในปี 2568 ส่วนการจัดอันดับ The Green500 ซึ่งวัดผลด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LANTA ได้อันดับที่ 24 ของโลกในปี 2565 และอันดับที่ 91 ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (liquid cooling) ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในการระบายความร้อนได้ถึงร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานกันทั่วไป โดย LANTA เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทยที่มีการใช้งานระบบระบายความร้อนรูปแบบนี้ นอกจากนี้ในปี 2565 เครื่อง LANTA ยังเคยเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนทั้งในด้านสมรรถนะการประมวลผลและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
[caption id="attachment_80991" align="aligncenter" width="700"] LANTA[/caption]
ThaiSC อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการไหนบ้าง ?
ThaiSC มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ของประเทศหลายโครงการ ตัวอย่างแรก คือ นักวิจัยเนคเทค สวทช. และพันธมิตรได้ใช้ LANTA ในการพัฒนา Pathumma LLM ซึ่งเป็นระบบ Generative AI สัญชาติไทยที่เปิดให้บริการแบบโอเพนซอร์ซ ตั้งแต่ปี 2568 โดยเนคเทค สวทช. และพันธมิตรยังใช้ LANTA พัฒนา ThaiLLM ซึ่งเป็น Foundation Model หรือโมเดลโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทย เพื่อเป็นรากฐานในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาโมเดล AI ที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของแต่ละองค์กร สนับสนุนให้เกิดการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและศักยภาพการเรียนรู้ของประชาชนไทย โดยทีมวิจัยได้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
ตัวอย่างทางด้านการแพทย์ คือ Medical AI Consortium ซึ่งนำโดยกรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, เนคเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้ใช้ LANTA ในการขับเคลื่อน Medical AI Data Platform เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศในการผลิตโมเดล AI สำหรับวินิจฉัยโรค อีกโครงการ คือ DMIND (ดีมายด์) แอปพลิเคชันคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วย AI ที่พัฒนาโดย AIMET จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการสนับสนุนจากกรมสุขภาพจิต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งทีมวิจัยได้ใช้ LANTA พัฒนาโมเดล AI ที่ให้บริการจริงแล้วในแอปพลิเคชันหมอพร้อม
ด้านสิ่งแวดล้อม LANTA คือเบื้องหลังของการช่วยเพิ่มศักยภาพการพยากรณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ โดยเปลี่ยนจากการพยากรณ์ 3 วัน ที่ต้องใช้เวลาประมวลผลถึง 22 ชั่วโมง เป็นการพยากรณ์ 7 วัน โดยใช้เวลาเพียง 45 นาที ส่งผลให้วางแผนแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันการณ์ยิ่งขึ้น อีกตัวอย่างเด่น คือ การสนับสนุนสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศแบบละเอียดระดับตารางกิโลเมตรล่วงหน้า 6 เดือน เพื่อวางแผนการทำเกษตรแม่นยำ
ThaiSC ไม่เพียงอยู่เบื้องหลังนานาความสำเร็จของโครงการวิจัยสำคัญระดับประเทศ แต่ยังเป็นทีมวิจัยและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของประเทศไทยด้วย ตัวอย่างสำคัญ คือ การสนับสนุนการดำเนินโครงการ Super AI Engineer ที่จัดโดย AIAT และหน่วยงานพันธมิตร มาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังเปิดให้หน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศเข้าเรียนรู้เรื่องระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการประกอบเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ให้มีศักยภาพตอบโจทย์การดำเนินงานแต่ละประเภทด้วย
มีอัตราค่าบริการและระบบสนับสนุนอย่างไรบ้าง ?
ThaiSC ให้บริการเครื่อง LANTA แก่นิติบุคคลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยคิดค่าบริการตาม Service Node-Hour (SHr) ซึ่งมีอัตราค่าบริการแตกต่างกันตามประเภททรัพยากรที่เลือกใช้ อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 5,000 บาทต่อโครงการ มีโปรแกรมสำหรับคำนวณและประมวลผลในเครื่อง และมีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำวิธีใช้งานเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์
สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ ThaiSC มีเปิดให้ขอรับการสนับสนุนการทำ Proof of Concept (PoC) หรือการทดสอบสมมติฐานงานวิจัย และมีโปรแกรม Voucher หรือการสนับสนุนทรัพยากรซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อการทำวิจัยที่จะเปิดให้ขอรับการสนับสนุนเป็นระยะด้วย
ผู้ที่สนใจใช้บริการติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://thaisc.io/ และเฟซบุ๊ก ThaiSC
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ThaiSC เนคเทค สวทช.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผลงานวิจัยเด่น
งานวิจัยไทยด้านเทคโนโลยีแอนติบอดี-อนุภาคนาโนเพื่อรักษาโรคไข้เลือดออก ได้รับการคัดเลือกภายใต้กรอบทศวรรษสากลแห่งวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเนสโก
โครงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอนุภาคนาโนสำหรับนำส่งแอนติบอดีเพื่อการรักษาโรคไข้เลือดออกของไทย ได้รับการคัดเลือกภายใต้กรอบทศวรรษสากลแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การยูเนสโก (UNESCO’s International Decade of Sciences for Sustainable Development) สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพระดับโลก พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ
(24 กุมภาพันธ์ 2569) ณ อาคารวิจัยโยธี สวทช. - ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง นักวิจัยจากทีมวิจัยชีววิทยาโมเลกุลของไวรัสเด็งกี่และฟลาวิไวรัส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “การนำส่งแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสเด็งกี่เข้าสู่เซลล์โดยใช้อนุภาคนาโนชนิดโพลีเมอร์ (Investigation of Dengue-infected Cells Treated with Antibody-Nanoparticles: Host and Viral Views)” พร้อมด้วย ผศ.ดร.นิสา ปฏิการมณฑล นักวิจัยร่วมในโครงการ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัย โดยงานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบอนุภาคนาโนชนิดโพลีเมอร์สำหรับนำส่งแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสเด็งกี่เข้าสู่เซลล์มนุษย์โดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการรักษาโรคไข้เลือดออก
ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง กล่าวว่า โรคไข้เลือดออกยังคงเป็นความท้าทายสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในช่วงปี 2567 - 2568 ยังคงมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 74,000 รายในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สะท้อนถึงการระบาดตามฤดูกาลที่สร้างผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในทุกปี งานวิจัยของเรามุ่งเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ภายในประเทศไทยเพื่อพัฒนาแนวทางการรักษาที่มีความจำเพาะและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวของประเทศไทย
การศึกษานี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด (proof-of-concept) ในการใช้อนุภาคนาโนห่อหุ้มแอนติบอดีเพื่อป้องกันการสลายตัวจากเอนไซม์ภายนอกเซลล์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งเข้าสู่เซลล์ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อนุภาคนาโนที่บรรจุแอนติบอดีสามารถเข้าสู่เซลล์ที่ติดเชื้อเด็งกี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสทั้งภายในและภายนอกเซลล์ นอกจากนี้ยังพบว่าอนุภาคนาโนดังกล่าวสามารถลดการตายของเซลล์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดร.ร่มฉัตร กล่าวต่อว่า การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังช่วยวางรากฐานสำหรับการพัฒนาทางเลือกใหม่สำหรับการรักษาโรคไข้เลือดออกที่มีความแม่นยำในอนาคตโดยขับเคลื่อนด้วยศักยภาพของนักวิจัยไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมความพร้อมในการรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำได้ในอนาคต
นอกเหนือจากความสำคัญเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว โครงการนี้ยังสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศไทยโดยตรง ผ่านการยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยโรคติดเชื้อ นวัตกรรมการรักษา และเทคโนโลยีชีวการแพทย์ขั้นสูง ความสามารถในการพัฒนาและประเมินแนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกภายในประเทศช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เร่งการรับมือต่อการระบาด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขต่อโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศเขตร้อนมากกว่าภูมิภาคอื่น
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน Alliance of International Science Organizations for the Belt and Road Regions (ANSO) ภายใต้รหัสโครงการ ANSO-CR-PP-2021-08 และดำเนินงานร่วมกับภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยวิจัยไข้เลือดออก โรงพยาบาลศิริราช และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมการสนับสนุนทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีนและสเปน สะท้อนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
“การได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้กรอบทศวรรษสากลแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเนสโก คาดว่าจะช่วยเสริมศักยภาพของโครงการในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์เจ้าบ้านกับไวรัสในระดับเซลล์ และนำองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ นอกเหนือจากการรักษาโรคไข้เลือดออก งานวิจัยนี้ยังอาจต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีความสำคัญด้านสาธารณสุข สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โครงการคาดว่าจะก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ การยื่นขออนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีอนุภาคนาโน การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ การพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือวิจัยระดับนานาชาติ การที่งานวิจัยของนักวิจัยไทยได้รับการบรรจุภายใต้กรอบทศวรรษสากลแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเนสโก ตอกย้ำบทบาทสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศไทยและประชาคมโลก” ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง กล่าวปิดท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวง อว. โดย สทนว.- NIA-สวทช. ผนึกกำลังบุก ‘ดูไบ’ ดัน 14 นวัตกรรมไทยปักธงตลาด MENA ชู ‘Life Sciences Fast Track’ โชว์ศักยภาพเมดิคัลฮับ เชื่อมเครือข่ายสุขภาพโลก
อว. รุกคืบยุทธศาสตร์ Soft Power การแพทย์ นำทัพ 14 ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย โชว์ในงาน WHX Dubai 2026 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ "จัดระเบียบ" นวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐานสากล ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Medical Innovation Hub อย่างเป็นรูปธรรมตามหมุดหมายของรัฐบาล
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานภาคีของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ( NIA ) และ
สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ”สทนว.“ หรือ "TILSNA" (TCELS เดิม) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการนำ 14 ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยด้านธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ ร่วมแสดงสินค้า และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กิจกรรมสัมมนา และกิจกรรมศึกษาดูงาน ในงาน WHX Dubai 2026 ณ Expo City Dubai นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 9 – 13 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยสู่ตลาดสากล โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวนิภา นิรันดร์นุต กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ พร้อมทั้ง ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศ. ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ศ. ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ”สทนว.“ หรือ "TILSNA" (TCELS เดิม) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นางสาวรัชชภรณ์ ศรีสว่าง อุปทูตรักษาการ ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี นายปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน
โอกาสนี้ ศ. ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมคณะและร่วมบรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Life Sciences Fast Track: The Infrastructure to Build, Validate, and Go-to-Market ” ภายในงานสัมมนา “ Thailand The Next Global Medical Innovation & Healthcare Market Potential” จัดโดยสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ”สทนว.“ หรือ "TILSNA" (TCELS เดิม) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Alif Multipurpose Hall, Expo City Dubai โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมการบรรยายได้แก่ ศ. ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ”สทนว.“ หรือ "TILSNA" (TCELS เดิม) ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ภก.ธนพล วงศ์แก้ว หัวหน้างานเครื่องมือแพทย์สำหรับวินิจฉัยภายนอกร่างกาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ คณะกรรมการบริหาร (Board of Directors) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ประเทศไทย และ คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (Informa Markets)
นอกจากนี้ สวทช. เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน Dubai Visit for Study เพื่อพาคณะผู้บริหารและผู้ประกอบการ ศึกษาดูงาน Dubai Healthcare City (DHCC) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี (Free Zone) ด้านสุขภาพแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติในด้านการบริการทางการแพทย์ การศึกษา และการวิจัย โดยมี Mr. Rashed Mohammad Al Awadhi, Director of Property Management ให้การต้อนรับคณะและร่วมบรรยาย อีกทั้งตอบข้อซักถามของคณะผู้เข้าเยี่ยมชม ทั้งนี้การได้เยี่ยมชม DHCC ทำให้คณะผู้บริหารและผู้ประกอบการ ได้เรียนรู้ ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแสวงหาโอกาสความร่วมมือร่วมกันต่อไป
สำหรับกิจกรรมการออกแสดงสินค้าของพื้นที่ Thailand Pavilion ภายในงาน WHS Dubai2026 มีผลงานของผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ 14 ราย เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายภาคี ในการประชาสัมพันธ์และการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาโดยผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์ การลงทุน การทดสอบทางคลินิก และการขยายตลาดในระดับสากล หลายผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานรับรองในระดับสากล และมีประสบการณ์ใช้งานจริงในสถานพยาบาลทั้งในและต่างประเทศ
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมไทยในการแสดงศักยภาพสู่เวทีโลก สร้างโอกาสเชื่อมต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยกับโรงพยาบาล นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสุขภาพจากทั่วโลก พร้อมเปิดประตูสู่ตลาด MENA ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตของเทคโนโลยีการแพทย์สูง อีกทั้งยังยกระดับการรับรู้แบรนด์และความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมไทย เพื่อต่อยอดเป็นการขยายตลาดและพันธมิตรเชิงพาณิชย์ในระยะยาวต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมควบคุมโรค – สวทช. ผนึกกำลังพลิกโฉมสาธารณสุขไทย! ยกระดับการป้องกันควบคุมโรคด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
2 องค์กรสร้างความร่วมมือแบบข้ามกระทรวง ดึงนวัตกรรม ‘AI-ชุดตรวจอัจฉริยะ’ สกัดโรคอุบัติใหม่ ยกระดับ ‘Smart Community Health’ รับมือภัยสุขภาพโลก
(วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569) ณ โถงแถลงข่าว สวทช. อาคารวิจัยโยธี ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมควบคุมโรค และ สวทช. เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับงานด้านสาธารณสุข มุ่งเป้าสร้างระบบเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำและทันสมัยที่สุดในภูมิภาค
กรมควบคุมโรค ประกาศพร้อมมุ่งสู่ ‘องค์กรนวัตกรรม’ โดยจะร่วมกับ สวทช. องค์กรวิจัยระดับประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันควบคุมโรคด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สร้างกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านการควบคุมโรค เสริมศักยภาพองค์กรและบุคลากรภาครัฐ และสนับสนุนความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเผชิญความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน กรมควบคุมโรคจึงต้องเร่งขับเคลื่อนสู่การเป็น "องค์กรแห่งนวัตกรรม" (Innovation Organization) โดยความร่วมมือกับ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลด้านการควบคุมโรคของประเทศ รวมถึงสร้างเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน
“การร่วมมือกับ สวทช. คือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการเชิงรุก เราจะใช้ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลและงานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อสุขภาวะของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ ระบุ
ในอดีต สวทช. ร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนา ไปใช้ในภารกิจสำคัญ อาทิ
1. ทันระบาด แพลตฟอร์มสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกเชิงรุก
2. รู้ทัน แอปพลิเคชันภาคประชาชนสำหรับแจ้งเตือนภัยสุขภาพที่อยู่รอบตัว
3. IAAM แพลตฟอร์มสำหรับการยืนยันตัวตนและบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงภายใต้แนวคิด Zero Trust ที่รองรับการกำหนดนโยบายความปลอดภัยการเข้าใช้งานเว็บแฟลตฟอร์มและข้อมูลได้อย่างละเอียดเพื่อรองรับการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารโรคติดต่ออย่างปลอดภัย
4. BigStream แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับ Big Data และ Open Data รวมถึง IoT เพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพ
5. INTERVAC ระบบ “วัคซีนพาสปอร์ต” สำหรับออกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนแบบดิจิทัล เริ่มใช้ช่วง
โควิด19
6. DDC-Care Platform แพลตฟอร์มติดตามสุขภาพผู้เสี่ยงโรคติดต่อ ใช้เฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด19 และโรคปอดอักเสบ
7. INTERVAC TUC ระบบบันทึกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนหลายชนิดที่เดินทางระหว่างประเทศ พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของระบบ
8. โครงการพัฒนาระบบจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้งานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการกับศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยืนยันตัวตนดิจิทัล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัย
9. NCD Public BP / Health Station ระบบสถานีดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคความดันและเบาหวาน
สำหรับความร่วมมือในอนาคต สวทช. พร้อมส่งมอบผลงานวิจัย โดยนำร่องแพลตฟอร์มเฝ้าระวัง ‘Traffy Fondue’ เพื่อเสริมทัพงานสาธารณสุข
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ย้ำถึงเจตนารมณ์ในการ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันสู้วิกฤตอย่างโรคโควิด 19 และโรคเมอร์สมาแล้ว และความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะขยายผลไปสู่เทคโนโลยีที่ใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น
สวทช. มุ่งมั่นที่จะใช้ขีดความสามารถด้านวิจัยและแพลตฟอร์มข้อมูลมาสนับสนุนกรมควบคุมโรค อาทิ
Traffy Fondue: ระบบรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ ติดตามการรายงานปัญหาในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อโรค ประโยชน์คือช่วยให้ประชาชนสามารถรายงานปัญหาสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทันที ทำให้หน่วยงานสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว
OV-ATK: ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 นาที พัฒนาโดยคนไทยและผลิตในประเทศ ประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการตรวจ
Digital Healthcare Platform: แพลตฟอร์มบริการด้านการแพทย์ดิจิทัล ร่วมพัฒนากับ สปสช. และหน่วยบริการสาธารณสุขในชุมชน ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย ได้แก่ A-MED, iDEMS และ ThaiSook ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยระยะไกล
Genomics Thailand: การวิจัยทางการแพทย์จีโนมิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและคลินิกของคนไทย ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนแนวทางการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล
Biomarker Sensor: การพัฒนาเซนเซอร์ตรวจสารชีวภาพ เช่น อัลบูมิน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงโรคจากสัญญาณชีวภาพ ประโยชน์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติในร่างกายได้รวดเร็ว และช่วยลดค่ารักษาในระยะยาว
ระบบคุณภาพการให้บริการ EnvOcc: เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โครงการติดตามสุขภาพคนทำงาน ตั้งเป้า 2,000 โรงพยาบาล รายงานผลของแรงงานกว่า 500,000 คนต่อปี ประโยชน์ในการช่วยให้สามารถติดตามและป้องกันโรคจากการทำงานได้แม่นยำ ปกป้องสุขภาพแรงงานไทย
โดยในวันนี้ได้มีการนำแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” มาปรับใช้รับแจ้งเหตุและเฝ้าระวังสุขภาพคนเมือง รวมถึงการพัฒนาชุดตรวจโรคที่รู้ผลไวและแม่นยำ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สุขภาพชุมชนอัจฉริยะ’ (Smart Community Health) อย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล (Big Data) ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนา “ศักยภาพบุคลากร” ของทั้งสองกระทรวงให้มีทักษะข้ามสายงาน (Cross-functional Skills) เพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะเป็นโมเดลสำคัญของการบูรณาการข้ามกระทรวง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม – กระทรวงสาธารณสุข) ที่จะช่วยยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยเน้นการใช้ “นวัตกรรมนำหน้า” เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. พัฒนากิจกรรม “สวนสนุกหมุนเวียนโลหิต” ห้องเรียนวิทย์ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร พาเด็กไทยเรียนรู้สุขภาพอย่างมีความหมาย
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับชาติที่เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะสะสมและกลายเป็นความเสี่ยงร้ายแรงในระยะยาว จากข้อมูลของ World Health Organization และกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และในกลุ่มนี้ โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะอ้วน การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเวลานาน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยกำหนดทิศทางเชิงนโยบายผ่านแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งเน้นการป้องกันโรคและการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้กับประชาชนตั้งแต่วัยเยาว์
ด้วยเป้าหมายดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้ และกิจกรรมสะเต็มศึกษาเรื่อง “สวนสนุกหมุนเวียนโลหิต” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ระบบหัวใจและระบบหมุนเวียนโลหิตอย่างสนุก เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร
นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สวทช. กล่าวว่า “หลักสูตรดังกล่าวพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสะเต็มศึกษาและเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ด้านการแพทย์ โดยออกแบบกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสมรรถนะในการดูแลสุขภาพตนเอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง มีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 1,000 คน”
เปลี่ยนห้องเรียนวิทย์เป็นสวนสนุกแห่งการเรียนรู้หัวใจ
หลักสูตร “สวนสนุกหมุนเวียนโลหิต” ออกแบบในรูปแบบเรื่องเล่าและสถานีจำลองระบบหัวใจและระบบหมุนเวียนโลหิต เด็ก ๆ ได้ทดลองสร้างแบบจำลองเม็ดเลือด เรียนรู้บทบาทของเม็ดเลือดแดงในฐานะ “พนักงานขนส่งออกซิเจน” และเข้าใจความสำคัญของธาตุเหล็กต่อการดำรงชีวิต
พวกเขาได้สังเกตการไหลของของเหลวในท่อปกติและท่อที่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อเห็นภาพของภาวะหลอดเลือดตีบตันอย่างเป็นรูปธรรม ได้สร้างแบบจำลองหัวใจสี่ห้อง ทดลองแรงบีบ และค้นพบความสำคัญของ “ลิ้นหัวใจ” ในการควบคุมทิศทางการไหลของเลือด นอกจากนี้ ยังได้วัดชีพจรของตนเอง เปรียบเทียบก่อนและหลังการเคลื่อนไหว เพื่อเชื่อมโยงว่าทุกจังหวะการเต้นของหัวใจสัมพันธ์กับการลำเลียงออกซิเจนอย่างไร
กิจกรรมทั้งหมดถูกออกแบบตามแนวคิดการเรียนรู้แบบบันไดเวียน (Spiral Learning) ผู้เรียนกลับมาพบแนวคิดเดิมซ้ำอีกครั้งในระดับที่ลึกขึ้น จากการเข้าใจโครงสร้าง สู่การเข้าใจกลไก จากกลไกสู่การเชื่อมโยงกับโรค และจากโรคสู่การตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
ประสบการณ์จริง สู่ความเข้าใจที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 70 คน จากโรงเรียนโยธินบูรณะ เข้าร่วมกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์หนึ่งวัน ณ ห้องบรรยาย 2 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมี ร.ต.อ.หญิง แพทย์หญิงอติพร เทอดโยธิน จากโรงพยาบาลตำรวจ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและการตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้น นักเรียนได้เรียนรู้โครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่การทำงานของห้องหัวใจ ลิ้นหัวใจ ไปจนถึงเส้นทางการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ผ่านการสาธิตและการลงมือทดลองจริง
“หนูไม่เคยคิดว่าการเรียนเรื่องหัวใจจะสนุกขนาดนี้ค่ะ พอได้เห็นของจริงแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมเลือดต้องไหลเวียนแบบนี้” นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้น
เด็กคนหนึ่งสะท้อนความรู้สึกหลังจบกิจกรรมว่า “หนูเพิ่งเข้าใจว่าทำไมต้องออกกำลังกาย เพราะหัวใจต้องทำงานตลอดเวลา”
คำตอบสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนักด้านสุขภาพได้จริง
หลักสูตร “สวนสนุกหมุนเวียนโลหิต” เป็นหนึ่งในกิจกรรมสะเต็มศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนของ สวทช. ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตั้งแต่วัยเรียนผ่านค่ายวิทยาศาสตร์ ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดต่อ ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน (ASI) สวทช. โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 77206-7, 77215 และ 77228
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กนอ. ผนึกกำลัง สวทช. นำวิทย์-เทคฯ-นวัตกรรม ‘ติดปีก’ ในนิคมฯ ทั่วประเทศ ดัน AI-Automation ยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยสู่ Smart Factory อย่างยั่งยืน
(24 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องประชุม A20-1 ชั้น 20 อาคาร A การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย–กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) การพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตมีความก้าวหน้าและทันสมัยอย่างมาก มีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation System) หุ่นยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดต้นทุนการผลิต. กนอ. ในฐานะผู้กำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานกว่า 5,700 แห่ง จึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยมุ่งสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง SMEs กับผู้ประกอบการรายใหญ่ (MNC) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป นอกจากนี้ นายสุเมธ ยังได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ IEAT Academy หรือสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม. โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep Skill) เพื่อให้แรงงานก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม และทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างสถาบันพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.กล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานวิจัยระดับชาติกับหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการใช้ “พลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม" เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับความท้าทายจาก Technology Disruption และแรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก
“การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไป ‘ติดปีก’ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านสู่ ‘อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’ (Innovation-Driven Industry) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ยังระบุถึงแนวทางการดำเนินงานว่า สวทช. มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานวิจัย บุคลากร และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ ที่จะร่วมกับ กนอ. ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยในระยะเริ่มต้นจะปูพรมกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกและการจับคู่ธุรกิจใน 4 นิคมอุตสาหกรรมนำร่อง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง, นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม หลักสูตร การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 9
=
เปิดรับสมัครด่วน รุ่นที่ 9 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญเข้าร่วมฝึกอบรม หลักสูตร การสร้างสื่อวิดีโอ Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นที่ 9
ทำไมต้องเรียนหลักสูตรนี้? (Key Highlights) ท่านจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดและสร้างสรรค์ ตั้งแต่การกำหนดทิศทางและแนวคิด (Direction Concept) ไปจนถึงการนำเสนอและสร้างสื่อวิดีโอให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้การนำเสนอในรูปแบบ Infographic ด้วย Canva Pro ซึ่งเป็นโปรแกรมยอดนิยม เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีคุณภาพและทันสมัย ด้วยเครื่องมือออนไลน์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การสร้างวิดีโอของคุณเป็นเรื่องง่ายและมีความเป็นมืออาชีพ
รุ่นที่ 9 : วันที่ 9-10 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 - 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ
ลงทะเบียนและดูตัวอย่างผลงานผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นที่ผ่านมาได้ที่ www.career4future.com/vinfo (รับจำนวนจำกัด 30 ท่าน)
โปรโมชั่นสุดพิเศษ มาเป็นคู่ ถูกกว่า! รับส่วนลดทันที 10% สำหรับการสมัครตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน ค่าลงทะเบียน: 9,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ: 9,252.34 บาท (หมายเหตุ: ราคานี้รวมอาหารว่างและอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: คุณใหม่ โทร. 085-289-2669 | LINE ID: maiys19
ปฏิทินกิจกรรม


