หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – ก.วิทย์ สวทช. มอบแอปดูแลสุขภาพด้วยตนเอง MyHealth Thailand ส่งความสุขปีใหม่ 2560
ก.วิทย์ สวทช. มอบแอปดูแลสุขภาพด้วยตนเอง MyHealth Thailand ส่งความสุขปีใหม่ 2560​ 30 ธันวาคม 2559 : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ส่งมอบแอปพลิเคชัน MyHealth Thailand โปรแกรมติดตามสุขภาพส่วนบุคคลสำหรับประชาชน ดาวน์โหลดใช้งานฟรี! เนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชาชนจึงควรมีโปรแกรมแบบง่ายๆ สำหรับการดูแลสุขภาพ และประเมินผลสุขภาพพร้อมคำแนะนำในเบื้องต้น สำหรับ MyHealth Thailand เป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการบันทึก ติดตาม และวิเคราะห์รายการที่ควรตรวจสุขภาพ พร้อมทั้งประเมินผลสุขภาพและ รับคำแนะนำเบื้องต้น สามารถติดตาม และวิเคราะห์สุขภาพส่วนบุคคลและใช้ เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน และผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบและสมาร์ทโฟน  ประกอบด้วย เป็นเครื่องมือติดตามและส่งเสริม สุขภาพส่วนบุคคล สามารถบันทึกและ แปลผลข้อมูลสุขภาพ จากผลการตรวจ สุขภาพ ผลการวัดขนาดรูปร่าง ผลการวัดองค์ประกอบในร่างกาย  แสดงกราฟเพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสรีระและสุขภาพ  วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นและส่งต่อให้กับผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลต่อไป  ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ภาพรวมสุขภาพของบุคลากรในองค์กรอีกด้วย แอปพลิเคชัน MyHealth Thailand นี้ได้นำไปขยายผลให้กับหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น โครงการ Happy Work Place โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ Play Store https://play.google.com/store/apps/details?id=th.in.myhealth
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – นักวิจัย มหิดล – มจธ. คว้าทุนนักวิจัยแกนนำ ปี 2559 จาก ก.วิทย์ฯ สวทช.
นักวิจัย มหิดล - มจธ. คว้าทุนนักวิจัยแกนนำ ปี 2559 จาก ก.วิทย์ฯ สวทช.  ด้วยโครงการวิจัย “การรักษามะเร็งด้วยวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน และเครือข่ายวิจัยนวัตกรรมอาหารและพลังงาน”​ 28 ธันวาคม 2559 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดแถลงข่าวประกาศผลผู้ได้รับทุนนักวิจัยแกนนำประจำปี 2559 พร้อมลงนามในสัญญามอบทุนกว่า 40 ล้านบาท ให้กับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิจัยในโครงการการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษามะเร็งด้วยวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในโครงการเครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการค้าและการผลิตอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแสวงหากลไกที่จะเอื้อให้นักวิจัยทำงานวิจัยและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้มีการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากยิ่งขึ้น สำหรับโครงการทุนนักวิจัยแกนนำของ สวทช. เป็นกลไกที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องในการให้ทุนวิจัยขนาดใหญ่ เพื่อให้นักวิจัยที่มีขีดความสามารถสูงทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ การดำเนินการของโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวเป็นแนวทางที่ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดแรงจูงใจและมีผลงานวิจัยที่มีผลกระทบสูงต่อทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคม และขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ตลอดจนผู้รับทุนนักวิจัยแกนนำและคณะเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งขอเชิญชวนให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมมือร่วมใจกันช่วยสนับสนุน ส่งเสริม กลุ่มนักวิจัยแกนนำนี้ ให้มีความคล่องตัวในการทำงาน เพื่อให้ทีมวิจัยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ ตลอดจนช่วยผลักดันกลุ่มวิจัยที่มีศักยภาพทั้งสองกลุ่มนี้ให้มีโอกาสแสดงผลงานและความสามารถ เพื่อก้าวจากนักวิจัยชั้นนำของประเทศ สู่การเป็นนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลก พร้อมทั้งช่วยสร้างบุคลากรวิจัยมืออาชีพและผลิตกำลังคนระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ให้กับประเทศต่อไป ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับทุนนักวิจัยแกนนำประจำปี 2559 จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ศ. นพ.สุรเดช หงส์อิง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษามะเร็งด้วยวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกัน” เป็นนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานวิจัยโดดเด่นทางด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา มีความสนใจการศึกษานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยแนวทางใหม่ๆ เพื่อพัฒนามาตรฐานการรักษาในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ภายใต้โครงการนี้ คณะผู้วิจัยจะพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ความรู้ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา เพื่อนำไปใช้จริงในทางคลินิกสำหรับรักษาโรคมะเร็งในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับงานวิจัย และมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย ให้มีคุณภาพในระดับสากล รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติด้วยการเปิดรับผู้ป่วยจากต่างประเทศที่จะเข้ามารักษาในประเทศไทยอีกด้วย   ผู้ที่ได้รับทุนอีกท่านหนึ่งคือ ศ. ดร.แชบเบียร์ กีวาลา บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากโครงการวิจัย เรื่อง “เครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการค้า และการผลิตอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน” เป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ และมีผลงานซึ่งได้รับการยอมรับในด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร โครงการที่ได้รับทุนนี้ คณะผู้วิจัยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านอาหารและพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน โดยใช้หลักการประเมินความยั่งยืนตลอดวัฏจักรชีวิตที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการผลิตการค้า และการส่งออกของภาคอุตสาหกรรม โดยการสร้างเครือข่ายวิจัยที่บูรณาการความเชี่ยวชาญของนักวิจัย ในหลากหลายสาขาวิชา รวมถึงผลักดันผลการวิจัยไปสู่นโยบายภาครัฐ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทนได้อย่างแท้จริง  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5120
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – มหกรรมไม้สักและของดีเมืองแพร่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2559
มหกรรมไม้สักและของดีเมืองแพร่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2559​ “Phrae Furniture City 2016”     23 ธันวาคม 2559 เวลา 19.00 น. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เข้าเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้สักคุณภาพสูง ณ วิทยาลัยชุมชนแพร่ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ที่เป็นศูนย์สาธิตการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้สักร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยมีการจัดแสดงผลงานเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ที่ได้นำเอาอัตลักษณ์การทำไม้ของจังหวัดแพร่ที่ได้รับการถ่ายทอดจากในอดีตนำมาผสมผสาน สร้างจุดเด่นในชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์งานไม้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0   งานมหกรรมไม้สักและของดีเมืองแพร่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2559 “Phrae Furniture City 2016” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ถึง 1 มกราคม 2560 ณ บริเวณย่านการค้า น้ำทอง - ค่างาม อำเภอสูงเม่น - อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ตามยุทธศาสตร์เมืองแห่งไม้สัก Furniture City ของจังหวัดแพร่
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – ก.วิทย์ฯ โดย นาโนเทค สวทช. เดินหน้าผลักดันนวัตกรรม เพื่อธุรกิจสิ่งทอไทยสู่สากล
ก.วิทย์ฯ โดย นาโนเทค สวทช. เดินหน้าผลักดันนวัตกรรม เพื่อธุรกิจสิ่งทอไทยสู่สากล​ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “NANOVATION นวัตกรรมเพื่อธุรกิจสิ่งทอไทย” ร่วมกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ผ้าเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เสื้อผ้า เครื่องประดับ และสิ่งทอพื้นบ้าน เพื่อรวบรวมข้อมูลทางการตลาดและโอกาสในการผลักดันนวัตกรรมไปสู่ธุรกิจสิ่งทอไทยให้เติบโตในระดับชาติและนานาชาติได้อย่างยั่งยืน คาดจะส่งผลให้เกิคความร่วมมือเป็นโครงการในรูปแบบต่างๆ หรือใช้บริการของเครือข่ายโรงงานต้นแบบสิ่งทอ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่งต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/4990-nanovation
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายฯ จัดการประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ MSAT-9
เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายฯ จัดการประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ MSAT-9 เพื่อแลกเปลี่ยนและร่วมมือด้านงานวิจัยเทคโนโลยีวัสดุ​ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ สมาคมวิจัยวัสดุ ชมรมทันตชีววัสดุแห่งประเทศไทย สมาคมการกัดกร่อนโลหะและวัสดุไทย และสมาคมการสึกหรอและการหล่อลื่นไทย จัดการประชุมวิชาการนานาชาติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ ครั้งที่ 9 หรือ MSAT-9  ในวันที่ 14-15 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ มีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมจำนวนกว่า 600 คน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ทำให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัย ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การวิจัยในสาขาเทคโนโลยีวัสดุ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยปาร์คเกอร์ไรซิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จํากัด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/4991-msat-9
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – ก.วิทย์ฯ สวทช. อพวช. ร่วมจัดประชุม “เครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่” ครั้งแรกในเอเชีย
ก.วิทย์ฯ สวทช. อพวช. ร่วมจัดประชุม “เครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่”​ ครั้งแรกในเอเชีย   15 ธันวาคม 59 ณ อาคารจามจุรีสแควร์ - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดย สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ของกลุ่มประเทศในเอเชีย 1th Asian National Young Academy Meeting “Advancing Synergies in Asian NYAs” ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559 โดยมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธาน ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าวว่า การจัดงานนี้มีคณะผู้แทนเครือข่ายบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ในเอเชีย 13 ประเทศ และทีมบริหารขององค์การเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นรุ่นใหม่ของโลก Global Young Academy (GYA) อีก 11 ประเทศ รวม 24 ประเทศ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ของกลุ่มประเทศในเอเชีย 1th Asian National Young Academy Meeting “Advancing Synergies in Asian NYAs” ปัจจุบันการทำงานวิจัยไม่มีพรมแดน การได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากบุคลากรวิจัยจากหลายศาสตร์และหลายประเทศ จึงเป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่ง ในการที่บุคลากรวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วโลกจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมโอกาสในการทำงานร่วมกับบุคลากรวิจัยที่มาจากต่างศาสตร์ความเชี่ยวชาญได้ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างองค์ความรู้และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรวิจัยในภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับภูมิภาคและนานาชาติต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/4981-nyas
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.10 – สวทช., สมอ., สถานทูตญี่ปุ่น, Tokyo Tech, ITS Thailand ร่วมจัดงาน ITS Symposium
สวทช., สมอ. สถานทูตญี่ปุ่น, Tokyo Tech, ITS Thailand ร่วมจัดงาน ITS Symposium​ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านมาตรฐานการขนส่งและจราจรอัจฉริยะ หวังสร้างประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาของประเทศ   13 ธันวาคม 2559 ณ สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย – รัฐบาลประเทศญี่ปุ่น โดย สถานฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกับ Japan Society of Authomotive Engineering (J-SAE) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว (Tokyo Tech) สมาคมระบบขนส่งอัฉจริยะไทย (ITS Thailand) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงาน “The Symposium on ITS Standardization (ITS Symposium)” ขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2559 ณ สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของมาตรฐานด้านการขนส่งและจราจรอัจฉริยะหรือที่เรียกกันว่า Intelligent Transport System (ITS)  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/4982-its-symposium
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 2 ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ธันวาคม 2559 (ฉบับที่ 21)
ข่าว ​ไอแทป สวทช. นำผู้ประกอบการ โชว์นวัตกรรม “สร้างสุข ที่ปลายทาง” ​โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยดึงวิทยากรฟินแลนด์มอบความรู้แนวคิดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กไทย ​สวทช. จัดกิจกรรมทำความดีถวายพ่อหลวง“นวัตกรรมทำเองได้ DIY Spacer อุปกรณ์พ่นยาโรคหืด” จำนวน 99 อัน ​นาโนเทค/สวทช. สมาคมนาโนฯ มทส. พร้อมเครือข่าย ร่วมเปิดการประชุมนาโนไทยแลนด์ 2016   บทความ สวทช. หนุนพัฒนา 2 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้วยฐานเทคโนโลยีชีวภาพสู่ผู้บริโภค กลุ่มสตาร์ทอัพไทย กวาดรางวัลการประกวดนวัตกรรมที่กรุงโซล   ปฏิทินกิจกรรม อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ สวทช. เปิดรับสมัครนักศึกษารับทุน TAIST-Tokyo Tech​    Download เอกสารฉบับเต็ม [2.01 MB] NSTDA Newsletter ปีที่ 2 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนธันวาคม 2559 (ฉบับที่ 21) from National Science and Technology Development Agency (NSTDA) - Thailand
จดหมายข่าว สวทช.
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.9 – ปฏิทินกิจกรรม
อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการสร้าง Infographic อย่างมืออาชีพ สถาบันวิทยาการ สวทช. (NSTDA Academy) ขอเชิญผู้สนใจเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “คิดและสร้าง Infographic แบบมืออาชีพ” จากบริษัท Infographic Thailand บริษัท Creative Infographic เบอร์ 1 ของเมืองไทย โอกาสสำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับ Infographic และ Designer จะได้รับประสบการณ์จากทีมงานมืออาชีพ   รุ่นที่ 12  ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม 2560 (กรุงเทพฯ) รุ่นที่ 13  ระหว่างวันที่ 22-23 มีนาคม 2560 (กรุงเทพฯ) รุ่นที่ 14  ระหว่างวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2560 (กรุงเทพฯ) รุ่นที่ 15  ระหว่างวันที่ 19-20 กรกฏาคม 2560 (กรุงเทพฯ) รุ่นที่ 16  ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน 2560 (กรุงเทพฯ) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstdaacademy.com/info สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center: 0 2644 8150 ต่อ 81907 (คุณทินกร) email : bas@nstda.or.th   สวทช. เปิดรับสมัครนักศึกษารับทุน TAIST-Tokyo Tech   สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการ TAIST-Tokyo Tech ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดรับสมัครนักศึกษาที่จบปริญญาตรีหรือกำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้ายจากคณะและสาขาที่เกี่ยวข้อง รับทุนการศึกษาระดับมหาบัณฑิต จำนวน 3 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อระบบสมองกลฝังตัว และหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมขั้นสูงและยั่งยืน แต่ละหลักสูตรรับเพียง 30 ทุน โดย สวทช. เป็นผู้ให้การสนับสนุนทุน รวมทั้งสิ้น 90 ทุน   ทุกหลักสูตรสอนโดยคณาจารย์จาก Tokyo Tech ประเทศญี่ปุ่น และการเรียนการสอนทั้งหมดอยู่ที่ สวทช. พร้อมนักศึกษาจะได้ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัย สวทช. หรือภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี เป็นกำลังสำคัญในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยให้กับภาครัฐและเอกชนในอนาคต สมัครได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ดูรายละเอียดวันปิดรับสมัครแต่ละหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ http://www.nstda.or.th/taist_tokyo_tech/ หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2564 8016-8 อีเมล taist@nstda.or.th  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.9 – บทความ กลุ่มสตาร์ทอัพไทย กวาดรางวัลการประกวดนวัตกรรมที่กรุงโซล
กลุ่มสตาร์ทอัพไทย กวาดรางวัลการประกวดนวัตกรรมที่กรุงโซล สวทช. และ สสว. นำผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพไทย 18 บริษัท เข้าร่วมประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับสากล ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และคว้ารางวัล Grand Prize 1 รางวัล พร้อมกับ 5 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 5 เหรียญบรอนซ์ และ Special เมื่อวันที่ 1-4 ธันวาคม 2559 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) นำผู้ประกอบการไทย 18 บริษัท กับ 19 ผลงาน เข้าร่วมการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับสากลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในงาน “Seoul International Invention Fair 2016” (SIIF 2016)  ผลการประกวดปรากฏว่า ผลงานจากประเทศไทยสามารถคว้าสุดยอดรางวัล Grand Prize 1 รางวัล พร้อมกวาดอีก 5 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 5 เหรียญบรอนซ์ และ Special Prize 3 รางวัล จากเวที ชี้ผลงานสตาร์ทอัพไทยได้เป็นอย่างดีว่าได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีศักยภาพนำสู่ตลาดสากล   เวทีการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ระดับสากล “Seoul International Invention Fair 2016” (SIIF 2016) นี้ จัดขึ้นโดย The Korea Invention Promotion Association (KIPA) โดยการประกวดผลงานครั้งนี้ โครงการ Startup Voucher เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเช่าพื้นที่บูธแสดงผลงาน ค่าที่พัก ค่าเดินทางระหว่างที่พักและที่จัดงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ค่าโปสเตอร์ตกแต่งบูธเพื่อให้เป็นรูปแบบทิศทางเดียวกัน ให้แก่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย และที่สำคัญ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีได้ใช้ความเชี่ยวชาญมากว่า 14 ปี ในการให้คำแนะนำในการประกวดแก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดสากล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ผลงานนวัตกรรมของสตาร์ทอัพไทย ประสบความสำเร็จและได้แสดงศักยภาพที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลงานเป็นที่ยอมรับในเวทีและตลาดระดับสากล พร้อมกันนี้ยังตอบโจทย์ของรัฐบาลอีกด้วย ทั้งนี้ ภายในงานมีนักวิจัย และนักประดิษฐ์จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นานาประเทศส่งผลงานเข้าร่วมประกวดและแสดงผลงานจำนวน 639 ผลงาน จาก 31 ประเทศ โดยผู้ประกอบการไทยทั้ง 18 ราย 19 ผลงานในโครงการ Startup Voucher ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานรวมทั้งสิ้น 21 รางวัล จาก 18 ผลงาน โดยผลงานไฮไลต์ ได้แก่ รางวัล Grand Prize 1 รางวัล ของบริษัท สยามโนวาส จำกัด กับผลงานน้ำเชื้อแช่แข็งคัดเพศ เพื่อใช้ในการผสมเทียมโคนมและโคเนื้อเพื่อเพิ่มจำนวนลูกโคเพศเมีย ส่วนรางวัลอื่นๆ มีดังนี้  เหรียญทอง 5 รางวัล ได้แก่ 1. บริษัท ดีไลฟ์ ซินเนอร์จี้ จำกัด ผลงานน้ำยาป้องกันการเกิดฝ้าจากสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ 2. บริษัท ทีดีเอช เพรสทิจเจียส เดอร์มาโทโลจิ จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ชนิดแรกและชนิดเดียวในโลกที่ใช้อนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต 3. บริษัท โปร-ทอยส์ จำกัด ผลงานระบบ MATRIX BROADCAST ถ่ายทำวิดีโอคุณภาพสูง 360  4. บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสุกรช่วยประสิทธิภาพของแม่สุกรในเล้าคลอด เพิ่มน้ำหนักครอกเฉลี่ยของลูกสุกร (ADLWG) 5. บริษัท วินน์ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด ผลงานเครื่องประดับจากไข่มุกที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยกระบวนการแสงซินโครตรอน เหรียญเงิน 7 รางวัล ได้แก่ 1. บริษัท วายเอ็มเอ็มวาย จำกัด ผลงาน QueQ ระบบการจองคิวแบบใหม่ผ่าน Mobile Application จองได้ไม่ต้องไปหน้าร้าน 2. บริษัท จีไอบี เทรดดิ้งจำกัด ผลงานวัคซีนพืช ที่เป็น Green Product ผลิตจากฮิวมัสและสาหร่ายใช้ได้กับพืชทุกชนิด ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม 3. บริษัท ดรีมมิโอ จำกัด ผลงานระบบในการจัดการบริหารงานอีเวนท์ ที่เน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้จัดงานและผู้ออกบูธ 4. บริษัท ไพอาร์สแควร์ ผลงานระบบบริหารจัดการคิวออนไลน์ ร้านค้าหรือบริการที่ติดตั้งระบบ QHappy สามารถเปิดให้จองคิวออนไลน์ ผ่าน mobile application 5. บริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด ผลงานฟีนูแคป พลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยเพิ่มน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด เเละยังช่วยบรรเทาอาการในโรคของระบบทางเดินอาหาร 6. บริษัท ไอเว็ท (ประเทศไทย) จำกัด #1 ผลงานชุดกายอุปกรณ์อเนกประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง วีลแชร์ และชุดช่วยพยุงน้ำหนักช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของหรือสถานพยาบาลสัตว์ 7. บริษัท เพียวแอลอีดี จำกัด ผลงาน Pure LED Smart Wireless Network Lighting Control ระบบควบคุมแสงสว่าง สามารถปรับค่าความสว่างให้เหมาะสมกับเวลา ความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เหรียญบรอนซ์ 5 รางวัล ได้แก่ 1. บริษัท เลนส์ แอนด์ สมาร์ทคลาสรูม จำกัด ผลงานอุปกรณ์ที่เปลี่ยนให้กล้องของสมาร์ทโฟนถ่ายรูปเห็นรายละเอียดขนาดเล็กเหมือนกล้องจุลทรรศน์ 2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรีนกู๊ดดีส์ โปรดักท์ ผลงานโลชั่นทำความสะอาดผลิตจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีการปรับโครงสร้างทางเคมีให้มีคุณลักษณะพิเศษทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการกำจัดคราบหนักต่างๆ  3. บริษัท ไอเว็ท (ประเทศไทย) จำกัด #2 ผลงานลู่วิ่งในน้ำ IVET Aqua Treadmill เป็นลู่วิ่งสายพานที่สามารถทำงานในน้ำได้ สำหรับการกายภาพบำบัดสัตว์  4. บริษัท ดิจิโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผลงานบริการรับชำระค่าสินค้า และบริการ ผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต รูดบัตรได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต 5. บริษัท ไพร์ม นาโนเทคโนโลยี จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์สเปรย์เพื่อการขจัดและป้องกันกลิ่นเหม็นอับในกางเกนยีนส์ สเปรย์ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีนาโนซิลเวอร์   Special Prize 3 รางวัล ได้แก่ 1. บริษัทโปร-ทอยส์ จำกัด ผลงานระบบ MATRIX BROADCAST ถ่ายทำวิดีโอคุณภาพสูง 360 ได้รับ Special Prize จากประเทศเวียดนาม 2. บริษัท ทีดีเอช เพรสทิจเจียส เดอร์มาโทโลจิ ผลงานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดไวส์เซ่ ชนิดแรกและชนิดเดียวในโลกที่ใช้อนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ได้รับ Special Prize จากประเทศรัสเซีย 3. บริษัท วินน์ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด ผลงานเครื่องประดับจากไข่มุกที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยกระบวนการแสงซินโครตรอน ได้รับ Special Prize จากประเทศมาเลเซีย งาน SIIF เป็นงานแสดงและประกวดสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในงานประกอบด้วยส่วนแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์งานจากสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนแสดงสินค้าของบริษัทเอกชน และส่วนแสดงผลงานจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัล SIIF Prize สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ลงทะเบียนประกวดในงานอีกด้วย โดยงาน SIIF 2016 ใช้ COEX Hall A เป็นพื้นที่ในการจัดแสดง 639 ผลงาน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมแสดงในงานทั้งสิ้น  31 ประเทศ การประกวดผลงานแบ่งเป็น 16 ประเภท อาทิ ประเภท Mechanics / Engines / Machinery / Tools / Industrial process / Metallurgy ประเภท Computer science / Software / Electronics / Electricity Methods of Communication หรือประเภท Building / Architecture / Civil Engineering /Construction / Materials / Woodwork เป็นต้น
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
บทความ
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.9 – บทความ สวทช. หนุนพัฒนา 2 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้วยฐานเทคโนโลยีชีวภาพ สู่ผู้บริโภค
สวทช. หนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้วยฐานเทคโนโลยีชีวภาพสู่ผู้บริโภค ประเดิมหนุน 2 นวัตกรรม สูตรน้ำไล่ยุงชนิดไมโครแคปซูล และสารสกัดโปรตีนจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นผลิตภัณฑ์ความงาม ต่อยอดเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยการสนับสนุนของโปรแกรม ITAP ได้จัดงานแถลงข่าว “Biotechnology Lab to Market ตอน เทคโนโลยีชีวภาพ สู่นวัตกรรมไล่ยุง และผลิตภัณฑ์ความงาม” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ที่เป็นการสกัดสารสกัดจากพืช ได้แก่ สมุนไพร และข้าว ให้ออกมาเป็นรูปแบบของนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นวัตกรรมสูตรน้ำไล่ยุงชนิดไมโครแคปซูล โดยบริษัท บาริแคร์ จำกัด และนวัตกรรมสารสกัดโปรตีนจากข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นผลิตภัณฑ์ความงาม โดยบริษัท เบลลิส บิวตี้ จำกัด ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของ SMEs ให้มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูงขึ้น ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยใช้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การร่วมงานกับ ITAP เปรียบเสมือน SMEs ได้มีหน่วยวิจัยและพัฒนา (R&D) เฉพาะกิจ และมีผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเทคโนโลยีช่วยบริหารโครงการวิจัยให้ พร้อมทั้งเสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและหัวข้อที่ต้องการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรม รวมทั้งมีเงินทุนสนับสนุนการทำวิจัย ทำให้ SMEs ลดความเสี่ยงในการทำโครงการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ITAP สวทช. ได้ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีด้วยการส่งมอบ Technology Solution ให้แก่ SMEs ไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3,000 ราย ช่วยเหลือผู้ประกอบการยกระดับเทคโนโลยีทั้งในระดับรายบริษัท และระดับกลุ่มอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมชุมชนด้วย และในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทคโนโลยีเพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่ สวทช. ให้ความสำคัญเสมอมา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs แล้ว นักวิจัย และ ITAP จะสนับสนุนและให้คำปรึกษาเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงการผลิต การสร้างมาตรฐานและการทดสอบ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการเทคโนโลยีที่จะช่วยส่งเสริมให้ SMEs สามารถวิจัยและพัฒนาพร้อมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จนประสบสำเร็จ ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยกระดับการแข่งขันของประเทศ” หนุน SMEs พัฒนานวัตกรรม PASAR เพิ่มประสิทธิภาพการไล่ยุง สวทช. โดยโปรแกรม ITAP สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญคณะวิจัย ประกอบด้วย ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค), รศ. ดร.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยค้นคว้าและพัฒนายา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.อภิวัฏ ธวัชสิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, และ ผศ. ดร.สมชาย เจียจิตต์สวัสดิ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และบริษัทบาริแคร์ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสูตรน้ำไล่ยุงชนิดไมโครแคปซูล ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรม Polymer assisted a sustained and release (PASAR : พาซาร์) เพื่อใช้เป็นวัสดุฉลาดในการช่วยควบคุมการปลดปล่อยสารสกัดจากธรรมชาติและวิตามินอย่างยั่งยืน นับเป็นการใช้องค์ความรู้ด้านไบโอเทคโนโลยีการสกัดสารสกัดจากพืชสมุนไพรให้ออกมาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไล่ยุง โดยผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยห้องปฏิบัติการเคมีอินทรีย์ชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า “ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้น้ำมันหอมระเหยเป็นผลิตภัณฑ์ไล่ยุงคือ ความเสถียรของน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากเกิดการระเหยได้ง่าย ซึ่งเป็นผลทำให้ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไล่ยุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยมีประสิทธิภาพลดลงตามอายุการใช้งาน จึงได้ร่วมกับ ดร.อภิวัฏ ธวัชสิน และ ผศ. ดร.สมชาย เจียจิตต์สวัสดิ์ พัฒนา “นวัตกรรม PASAR สำหรับน้ำมันหอมระเหย” ด้วยการสร้างไมโครเอนแคปซูเลชั่นที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร (185 นาโนเมตร) ช่วยในการกักเก็บสารสกัดที่สำคัญในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเสถียรของน้ำมันหอมระเหยให้มีความเสถียรสูง ไม่ให้ระเหยง่าย และสามารถปลดปล่อยสารสกัดในน้ำมันหอมระเหยออกอย่างช้าๆ และเป็นระยะเวลานาน ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของน้ำยาไล่ยุง โดยนวัตกรรมสูตรน้ำไล่ยุงดังกล่าวเป็นกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชั่นของสารสกัดจากธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ลาเวนเดอร์ และยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงในการไล่ยุง ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เชื้อ Staphylococcus และเชื้อ E.coli รวมทั้งไม่สะสมในร่างกายของผู้ใช้เมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ สารสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้ช่วยในการไล่ยุงโดยตรงเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่กำบังกลิ่นที่เป็นตัวล่อยุงให้เข้ามากัด อย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกรดแลคติก ซึ่งมีการสร้างขึ้นในร่างกายคนเพื่อทำให้ยุงรู้ตำแหน่งของเหยื่อด้วย” ด้าน คุณชัยรัฐ หอณรงค์ศิริ ประธานกรรมการบริษัท บาริแคร์ จำกัด กล่าวว่า “การต่อยอดผลงานวิจัยจนมาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไล่ยุง เกิดจากความตระหนักถึงภัยที่มียุงเป็นพาหะ และการหาวิธีป้องกันแต่ไม่ “ฆ่า” จึงได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้านในการหาวิธีป้องกันยุง จนได้นวัตกรรมน้ำยาไล่ยุงซึ่งนอกจากจะมีสารสกัดจากธรรมชาติแล้ว ยังมีการเติมสารในกลุ่มไพรีทรอยด์ (สารเลียนแบบโครงสร้างของสารสกัดจากดอกเบญจมาศขาว) เพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการไล่ยุง โดยใช้ร่วมกับเครื่องสร้างไอน้ำขนาดอนุภาคระดับนาโนเพื่อการไล่ยุงในรัศมีวงกว้าง (15 ตารางฟุต) เหมาะสำหรับการใช้ป้องกันยุงในการมีกิจกรรมตามที่โล่งแจ้ง โดยทางบริษัทและคณะวิจัยมีแผนริเริ่มโครงการ “เชียงใหม่ปลอดยุง” เพื่อเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการดังกล่าว โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากเดิมให้สามารถใช้ในโรงพยาบาลและห้องนอนได้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำยาให้สามารถฆ่าเชื้อโรคในอากาศได้ และพัฒนาเป็นสเปรย์ไว้พกพาสำหรับคนที่ใช้เดินทางและใช้ป้องกันยุงในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าด้วย” หนุน SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม สวทช. โดยโปรแกรม ITAP สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญนักวิจัยไทย ผศ.ดร.สมชาย เจียจิตต์สวัสดิ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการพัฒนานวัตกรรมสารสกัดโปรตีนจากข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นผลิตภัณฑ์ความงามครีมมาร์คหน้า และสบู่จากสารสกัดข้าว ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และเพิ่มความกระจ่างใสแก่ผิวหน้า ร่วมกับ บริษัทแอดวาเทค จำกัด ภายใต้การทำการตลาดของบริษัทเบลลิส บิวตี้ จำกัด นับเป็นการใช้องค์ความรู้ด้านไบโอเทคโนโลยีในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ของชุมชน ให้ออกมาเป็นรูปแบบของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง รวมทั้งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวและรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยได้ด้วย ผศ. ดร.สมชาย เจียจิตต์สวัสดิ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้เชี่ยวชาญโครงการ กล่าวว่า “นวัตกรรมสารสกัดโปรตีนจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ เกิดจากความตระหนักถึงการตกต่ำของราคาข้าวไทย จึงมีแนวความคิดในการต่อยอดเพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย โดยเลือกข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นข้าวชนิดแรกในโครงการนี้ เนื่องจากข้าวไรซ์เบอร์รี่อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง โดยการสกัดสารสำคัญจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ด้วยวิธีใช้เอนไซม์ ทำให้ได้สารแอนโทไซยานิน และโปรตีนสกัดจากข้าวที่มีคุณสมบัติเมื่อทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่า มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง และโปรตีนสกัดที่ได้จากข้าวไรซ์เบอร์รี่เมื่อไปผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) เพื่อให้เป็นโปรตีนสายสั้นแล้วนั้น จะยังมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าด้วย สำหรับน้ำที่ผ่านกระบวนการสกัด นอกจากจะมีสารแอนโทไซยานินปริมาณสูงแล้ว ยังมีเอนไซม์ที่ช่วยในการสกัดโปรตีนออกจากคาร์โบไฮเดรตในข้าวไรซ์เบอร์รี่ซึ่งช่วยในการขัดผิวและเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของอาสาสมัครอีกด้วย จึงเป็นที่มาของการต่อยอดนวัตกรรม ผนวกกับตัวเองได้ทำงานกับวิสาหกิจชุมชนที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่สามารถควบคุมการผลิต การปลูก ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ และผ่านมายังส่วนของนวัตกรรมการสกัดสารสำคัญในข้าวที่เป็นกลางน้ำ ตลอดจนมีบริษัทเอกชนนำไปต่อยอดทางการตลาดที่เป็นปลายน้ำ เรียกได้ว่าเป็นการผลักดันงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้มีกำลังใจในการปลูกข้าวด้วย” ดร.สรวง สมานหมู่ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการวิจัยกล่าวเสริมว่า “โครงการวิจัยนี้เป็นโครงการวิจัยที่ดี ช่วยส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และใช้จุดเด่นของความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของข้าวหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะข้าวสีที่มีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavanoids) จำนวนมาก ซึ่งต่างจากข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ในต่างประเทศ หากผู้ประกอบการกับนักวิจัยสามารถตอบโจทย์จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้ ต่อไปอาจจะสามารถส่งข้าวในราคาที่เป็นกรัมแทนเกวียนออกไปขายยังต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีจุดขายที่โดดเด่นในตลาดของเครื่องสำอางและอาหารเสริมของโลกได้ ทั้งนี้ อนาคตตนอยากเห็นการต่อยอดนวัตกรรมการสกัดสารจากข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นผลิตอื่น และมีการสร้างเรื่องราวของงานวิจัยสารสกัดจากข้าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง เหมือนกับโสมของประเทศเกาหลี ซึ่งทั้งรัฐบาลและเอกชนให้ความร่วมมือ และถือเป็นความภูมิใจของเกาหลี หากโครงการการนำสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่สามารถทำได้แบบโสมนับเป็นเรื่องน่ายินดี เกาหลีมีโสม ประเทศไทยมีข้าว ชาวต่างชาติที่เข้ามาจะได้รู้สึกชื่นชมข้าว ไม่เพียงแต่ใช้กินเป็นอาหารประจำวันเท่านั้น แต่ข้าวไทยยังมีคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ มากเช่นกัน” ด้าน คุณเบญญาภา ใจบุญมา กรรมการผู้จัดการบริษัท แอดวาเทค จำกัด กล่าวว่า “นวัตกรรมการสกัดสารสำคัญในข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริษัทส่งเสริม เนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย สามารถช่วยให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นบุคคลที่เราถูกสอนมาแต่เด็กในการรู้คุณความเหนื่อยยากจากการปลูกข้าว ข้าวไทยมีคุณสมบัติที่เด่นกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าว “สี” ของไทย ซึ่งมีสารสำคัญทางธรรมชาติอยู่จำนวนมาก หากสามารถนำสารสกัดสำคัญนั้นออกมาได้ จะสามารถขายข้าวในปริมาณที่เป็นกรัมแต่มีมูลค่าเท่ากับที่ขายเป็นเกวียนได้ ทั้งนี้ บริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตรการสกัดสารสำคัญในข้าวสีสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดเป็นอาหารเสริมและเครื่องสำอาง เพื่อป้องกันต่างชาติเข้ามาลอกเลียนนำข้าว “สี” สายพันธุ์ต่างๆ ไปยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศตัวเองและส่งกลับมาขายคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของข้าวอย่างแท้จริง โดยบริษัทได้มอบหมายให้ บริษัท เบลลิส บิ้วตี้ จำกัด ซึ่งนำโดย คุณศิณัฐมณฑ์ รัฐวราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ทำการตลาดในนวัตกรรมสารสกัดจากข้าวในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และอาหารเสริมในรูปแบบต่างๆ” คุณศิณัฐมณฑ์ รัฐวราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบลลิส บิ้วตี้ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ทำภายใต้แบรนด์สินค้าเบลลิส มี 2 ชนิด ได้แก่ ครีมมาร์คหน้าเพิ่มความกระจ่างใสและลดริ้วรอย และสบู่ฟื้นฟูสภาพผิว ซึ่งเร็วๆ นี้ บริษัทมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมอีก 3 ชนิด ได้แก่ 1) น้ำมันรำข้าวผสมสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีคุณสมบัติในการชะลอวัย 2) เซรั่มจากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวหน้า เพิ่มความกระจ่างใส และลดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) สบู่ธรรมชาติที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่และองุ่นแดง ซึ่งช่วยในการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และคืนความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยอยากมีส่วนในการผลักดันให้เกิดศูนย์วิจัยข้าวขึ้นในประเทศไทย หรือไรซ์เซ็นเตอร์ (RICE Center) ที่ทำให้ข้าวที่เป็นทรัพย์สมบัติของคนไทย มีผลิตภัณฑ์มากมายที่มาจากข้าวที่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าจากข้าวได้อีกมากมาย”
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
บทความ
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 2 ฉ.9 – ​นาโนเทค สวทช. สมาคมนาโนฯ มทส. พร้อมเครือข่าย ร่วมเปิดการประชุมนาโนไทยแลนด์ 2016
​นาโนเทค/สวทช. สมาคมนาโนฯ มทส. พร้อมเครือข่าย ร่วมเปิดการประชุมนาโนไทยแลนด์ 2016   พร้อมบริษัทยักษ์ใหญ่-กุนซือ มากกว่า 10 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านนาโนฯ    27 พฤศจิกายน 2559- ณ โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ. นครราชสีมา : ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี ครั้งที่ 5 (NanoThailand 2016) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2559 ภายใต้กรอบแนวคิด “นาโนเทคโนโลยี ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน”    ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวเปิดงานว่า ศูนย์นาโนเทค สวทช. สมาคมนาโนเทคโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านนาโนเทค ร่วมกันดำเนินการจัดประชุมวิชาการนาโนไทยแลนด์มาเป็นครั้งที่ 5 โดย ศูนย์นาโนเทค สวทช. ให้ความสำคัญกับนาโนเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็น “เทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่” ในศตวรรษที่ 21 ที่นับวันจะมีบทบาทและความสำคัญต่อสังคมโลกมากขึ้น ทั้งในภาคการศึกษา อุตสาหกรรม การแพทย์ และอื่นๆ สำหรับการประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี ครั้งที่ 5 นี้ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งการนำความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศไปประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการวิจัยนาโนเทคโนโลยีให้กับนักวิจัยในสาขาต่างๆ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจระบบแสดงมาตรฐานด้านนาโนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์นาโนให้กับผู้ประกอบการ และคาดหวังว่าการจัดประชุมครั้งนี้ จะช่วยให้งานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีในประเทศไทย เติบโต ก้าวหน้า และนำมาประยุกต์ใช้ ตลอดจนสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น     สำหรับศูนย์นาโนเทค ได้นำผลงานซึ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (ด้านเศรษฐกิจ) ประจำปี 2559  "ไข่ออกแบบได้” มาร่วมโชว์ผลงานในการประชุมนานาชาติครั้งนี้ ในความร่วมมือของ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยห้องปฏิบัติการนวัตกรรมนาโนเพื่อผลิตภัณฑ์อาหารและเกษตร (NAF) หน่วยวิจัยเกษตรนาโนและสิ่งแวดล้อม (NAE)    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5116
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย