หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – ก.วิทย์ฯ สวทช. ทีเซล วช. ผนึก สธ. นำร่อง 6 โรงพยาบาลทั่วประเทศหนุนใช้ “เดนตีสแกน 2.0” เครื่องแรกฝีมือคนไทย
ก.วิทย์ฯ สวทช. ทีเซล วช. ผนึก สธ. นำร่อง 6 โรงพยาบาลทั่วประเทศหนุนใช้ “เดนตีสแกน 2.0” เครื่องแรกฝีมือคนไทย ตอบโจทย์ทันตกรรมสามมิติ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย 29 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 2 กระทรวงสาธารณสุข: พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและสักขีพยานในการลงนามระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เพื่อร่วมผลักดันผลงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้มีสุขภาวะที่ดี ลดการสูญเสียเงินตราของประเทศ โดยมี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เข้าร่วมด้วย   ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัด สวทช. ได้ทุ่มเทแรงกายและใจเพื่อผลิตผลงานวิจัยเครื่องเดนตีสแกน 2.0 ด้านงานทันตกรรมแบบ 3 มิติ ช่วยให้ทันตแพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างช่องปากและขากรรไกรของผู้ป่วยแบบ 360  องศา ลดความผิดพลาดในการผ่าตัดในช่องปากของผู้ป่วยได้ ที่สำคัญคือ เป็น นวัตกรรมที่ผลิตได้โดยคนไทย และมี คุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล นอกจากนี้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยา ศาสตร์ (ทีเซล) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  สนับสนุนงบประมาณผลิตเครื่องเดนตีสแกน 2.0 จำนวน 6 เครื่อง โดยในปี 2560 นี้พร้อมนำไปติดตั้งและใช้ประโยชน์ในสถานพยาบาล 6 แห่ง  ได้แก่ สถาบันทันตกรรมกรมการแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รพ.แพร่ รพ.สกลนคร รพ.สุราษฎร์ ธานี และ รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ผู้ประกอบการที่ขอรับสิทธิอนุญาตผลิตใช้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5285-20170529-dentiiscan
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้รับทุนนักวิจัยหญิงออสเตรเลีย-เอเปค ประจำปี 2560
นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ได้รับทุนนักวิจัยหญิงออสเตรเลีย-เอเปค ประจำปี 2560 เพื่อพัฒนาวัคซีนรักษามะเร็งปากมดลูก ร่วมกับนักวิจัย ม.ควีนส์แลนด์  ดร.มัตถกา คงขาว นักวิจัยห้องปฏิบัติการนาโนเวชสำอาง หน่วยวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อชีวิตและสุขภาพ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับทุนนักวิจัยหญิงออสเตรเลีย-เอเปค ประจำปี พ.ศ. 2560 เพื่อทำวิจัยในหัวข้อ “An development of a new delivery system for HPV vaccine candidates against cervical cancer” หรือการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ในการรักษามะเร็งปากมดลูก จากรัฐบาลออสเตรเลีย (Australia-APEC Women in Research Fellowship) กำหนดสิงหานี้ เดินหน้าทำวิจัยร่วมกับศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งเป้าให้วิธีรักษามะเร็งโดยใช้วัคซีนเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษามะเร็งปากมดลูกต่อไป ดร.มัตถกา คงขาว เปิดเผยว่า “งานวิจัยที่ได้รับทุน คือเรื่อง “The development of a new delivery system for HPV vaccine candidates against cervical cancer” เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ในการรักษามะเร็งปากมดลูก เนื่องจากในปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่ก่อให้เกิดการตายของผู้หญิงทั่วโลกเป็นอันดับที่ 2 การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการผ่าตัดร่วมกับการให้เคมีบำบัดซึ่งเป็นวิธีรักษาทั่วไปของโรคมะเร็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อการรักษาต่ำ หรือแม้กระทั่งตอบสนองในช่วงแรกและเกิดการกลับมาใหม่ของมะเร็ง ดังนั้น การหาวิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกวิธีใหม่ จึงยังเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจของนักวิจัยด้านมะเร็ง โดยมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุเกือบ 100% มาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า HPV หรือ Human papilloma virus ฉะนั้น การรักษาโดยใช้วัคซีนเพื่อไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เพิ่มขึ้นเพื่อทำลายไวรัสเหล่านี้หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษามะเร็งประเภทนี้ นอกจากนี้ วัคซีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกที่มีอยู่ท้องตลาดขณะนี้เป็นวัคซีนที่ใช้ในการป้องกัน แต่ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการรักษาเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดมะเร็งเหล่านี้” “งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นการทำงานร่วมกับ Professor Istvan Toth จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ (The University of Queensland) ในการพัฒนาวัคซีนสำหรับการรักษามะเร็งปากมดลูก พร้อมทั้งออกแบบระบบนำส่ง เพื่อนำส่งวัคซีนที่ได้ไปยังเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส HPV ของมะเร็งปากมดลูกอย่างจำเพาะเจาะจง และยังเป็นการริเริ่มการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในการต่อต้านและรักษามะเร็งปากมดลูกอีกด้วย โดยมีกำหนดจะเดินทางไปทำวิจัยที่ออสเตรเลียในเดือนสิงหาคมนี้” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5276-20170524
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – ITAP สวทช. ร่วมกับ TCELS จัดสัมมนายกระดับผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์
ITAP สวทช. ร่วมกับ TCELS จัดสัมมนายกระดับผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ เตรียมความพร้อมด้านออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล 18 - 19 พฤษภาคม 2560 ณ โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 กรุงเทพฯ - โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS จัดสัมมนาเรื่อง “Design Control for Medical Devices” โดยเป็นหัวข้อสัมมนาครั้งที่ 3 ภายใต้ซีรีส์การสัมมนา “การยกระดับต่อยอดเครื่องมือทางการแพทย์ไทยในยุค Thailand 4.0 (The Transformation of Medical Device Industry for Thailand 4.0)” เพื่อให้ความรู้และรายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการทำ workshop และการนำ Design Control ไปประยุกต์ใช้จริง ตลอดจนรับคำปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดธุรกิจ แก่ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง กว่า 100 คนตลอด 2 วันเต็ม โดยมีผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. และรองผู้อำนวยการ TCELS กล่าวเปิดงานสัมมนา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5268-20170519-design-control-for-medical-devices
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. จัดสัมมนา Smart IT for Smart Industry
ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. จัดสัมมนา Smart IT for Smart Industry ใช้ไอทีแก้ปัญหาธุรกิจของผู้ประกอบการ ในงาน INTERMACH 2017 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ที่ศูนย์แสดงนิทรรศการและสินค้าไบเทค บางนา - ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจซอฟต์แวร์ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนาเรื่อง “Smart IT for Smart Industry” แก่ผู้ประกอบการที่สนใจการพัฒนาระบบไอทีเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจกว่า 50 คน โดยกิจกรรมสัมมนาเริ่มต้นด้วยการบรรยายหัวข้อเรื่อง “การใช้ซอฟต์แวร์ด้าน PLC, Sensor, SCADA, Microcontroller ที่ใช้ในระบบควบคุมอัตโนมัติ เพื่อรองรับกับยุค Industry 4.0” โดย ผศ.ดร.ชานินทร์ จูฉิม สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์, รองผู้อำนวยการสถาบันสหกิจศึกษาและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต่อด้วยการบรรยายหัวข้อเรื่อง “วิธีบริหารโครงการอุตสาหกรรมด้วย Delta Project Management” โดย คุณทีปกร ศิริวรรณ Senior Director บริษัท นิรมิตกรุ๊ป จำกัด จากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ซักถามในประเด็นที่ต้องการพัฒนาและแก้ไขในการดำเนินธุรกิจ พร้อมนี้ ซอฟต์แวร์พาร์ค พาผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ร่วมออกบูธนำเสนอซอฟต์แวร์ ในงาน INTERMACH 2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 20 พฤษภาคม 2560 ที่ไบเทค บางนา
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – นักเรียนไทยเจ๋ง! คว้ารางวัลเหรียญเงิน-ทอง จากเวทีโลก I-SWEEEP 2017 สหรัฐอเมริกา
นักเรียนไทยเจ๋ง! คว้ารางวัลเหรียญเงิน-ทอง จากเวทีโลก ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์นานาชาติ I-SWEEEP 2017 สหรัฐอเมริกา 10 พฤษภาคม 2560 : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 19 (Young Scientist Competition : YSC) เข้าประกวดแข่งขันโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ในงาน I-SWEEEP (The International Sustainable World (Engineering Energy Environment) Project Olympiad) ระหว่างวันที่ 3 – 8 พฤษภาคม 2560 ประเทศสหรัฐอเมริกา คว้ารางวัลเหรียญทอง-เงิน โดยมี ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี ผลจากการแข่งขันนักเรียนไทยที่ได้รางวัลเหรียญทอง จาก I-SWEEEP 2017 ได้แก่ โครงงานการศึกษาชนิดพืชอาหารที่มีผลต่อองค์ประกอบของเส้นใยพืชจากมูลช้าง และ สมบัติของเซลลูโลสบริสุทธิ์สกัด เพื่อพัฒนาเป็นชีววัสดุโครงร่างเลี้ยงเซลล์วิทยาศาสตร์พืช (The Users of the Elephant’s Feces and Its Digestive System to Reduce the Extraction Process and HAZARDOUS Chemicals Used in the Extraction and Adding the Feces’ Value by Developing to Biomedical Materials) ผู้พัฒนาคือ นายณัฐวัฒน์ กว้านสกุล นายพิมา องค์ทวีเกียรติ อาจารย์ที่ปรึกษา นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ ติ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน โครงงานการพัฒนาวัสดุชีวภาพจากเส้นใยไมซีเลียมของเห็ดสายพันธุ์ท้องถิ่นของไทย และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Development of Bio-Based Materials from Thai local mushroom Mycelium and Agricultural Wastes) สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ผู้พัฒนาได้แก่ นายเกษมสันต์ พงศ์สุวรรณ นางสาวจิราพัชร มูลศาสตร์ และ นางสาวเบญญาภา อยู่ออง อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาววรุณธร เชื้อบุญมี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต (วมว.มธ.สกร.)  นอกจากนี้โครงงานที่สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ให้การสนับสนุนได้รับรางวัลชมเชยสาขาพลังงาน ได้แก่ โครงการการสกัดน้ำมันไบโอดีเซลจากเมล็ดสำโรงเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ (Java Olive: Low Cost High-Yield Source for Biodiesel Production) ผู้พัฒนาได้แก่ นายพชร ศรีนวลขาว นายภาณุมาศ ศรีสุวรรณ์ นางสาวบุปผา พงศ์ชนะ อาจารย์ที่ปรึกษา นายทวี มุสิกะ โรงเรียนสทิงพระวิทยา
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ติวเข้มธุรกิจซอฟต์แวร์ หนุนสู่ไทยแลนด์ 4.0
ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. ติวเข้มธุรกิจซอฟต์แวร์ หนุนสู่ไทยแลนด์ 4.0 9 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค จ.นนทบุรี - ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ รุ่น 15 (SUCCESS2017) คว้าดาวเด่นวงการเข้าสังกัดเพียบ เตรียมแต่งตัวสตาร์ทอัพทั้งแนวลึกและแนวกว้าง เชื่อมต่อกับแหล่งทุนทุกระดับ นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. เปิดเผยว่า โครงการ Success ในปีนี้ เป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการธุรกิจซอฟต์แวร์และนวัตกรรมที่มีผลงานออกสู่ตลาดแล้ว จำนวน 57 ราย เพื่อเข้าร่วมบ่มเพาะธุรกิจ สร้างมิติใหม่ของการบ่มเพาะกลุ่ม start-up เบื้องต้น โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและวางรากฐานให้ธุรกิจยั่งยืน และเพิ่มมิติในด้านเงินทุน เพื่อทำให้โอกาสในการอยู่รอดมากขึ้นกว่าทุกปี โดยจะเป็นโครงการที่เกิดการร่วมทุนจากกองทุนทุกรูปแบบมากที่สุดในประเทศในปีนี้ หลังจากที่ก่อตั้งโครงการมาถึง 15 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5239-20170509-success2017
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.3 – สวทช. ส่งมอบเครื่องบิน Cozy Mark IV แก่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
สวทช. ส่งมอบเครื่องบิน Cozy Mark IV แก่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เสริมทักษะฝึกปฏิบัติซ่อมบำรุงอากาศยาน ตอบสนองนโยบายอุตสาหกรรมการบินเป้าหมายใหม่   8 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ส่งมอบเครื่องบิน Cozy Mark IV (โคซี่ มาร์ค โฟร์) ชนิด Composite (คอมโพสิท) 4 ที่นั่ง ให้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดย ดร.สาธิต พุทธชัยยงค์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ นับเป็นเครื่องบินลำแรกของประเทศไทยที่ประกอบโดยเยาวชนไทย และสามารถใช้งานจริงได้ ภายใต้โครงการวิศวกรรมการออกแบบและสร้างเครื่องบิน Cozy Mark IV Thailand ของ สวทช. ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 7 ปี โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ผศ.ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ และ ดร.สวัสดิ์ ตันติพันธุ์วดี ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการบิน ที่กำกับดูแลและควบคุมโครงการฯ ร่วมในพิธีส่งมอบ “เครื่องบิน Cozy Mark IV ชนิด Composite เป็นเครื่องบิน 4 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 360 แรงม้า สามารถรับน้ำหนักได้มากที่สุด 2,050 ปอนด์ ประกอบด้วยวัสดุ composite (คือ วัสดุที่ประกอบด้วยการรวมวัสดุมากกว่า 2 ประเภทเข้าด้วยกัน) โดยโครงการดำเนินการจนถึงขั้นเตรียมพร้อมนำไปทดสอบใช้งานจริง ได้แก่ ระบบน้ำมันเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้าเครื่องยนต์ ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง และทดสอบเครื่องยนต์พร้อมใบพัด รวมทั้งได้ทำการ taxi (ขับจริงบนถนน) แล้ว ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย นับเป็นเครื่องบินลำแรกของไทยที่ประกอบโดยเยาวชนไทยและใช้งานจริงได้ และเพื่อให้เครื่องบิน Cozy Mark IV มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้มีความสนใจนำเครื่องบินดังกล่าว ไปใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน ภาควิชาวิศวกรรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/5238-201760508-cozy-mark-iv  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม 2560
ข่าว ​ซอฟต์แวร์พาร์ค สวทช. จับมือผู้จัดงาน CommunicAsia 2017 ประเทศสิงคโปร์ ก.วิทย์ สวทช. โชว์ผลงานวิจัยบัญชีนวัตกรรม, EECi เอ็มเทค สวทช. จับมือ พพ. ขยายผลเทคโนโลยี H-FAME เพิ่มคุณภาพไบ​โอดีเซล ผู้เชี่ยวชาญ ตปท. ยก ไบโอเทค สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีชีวภาพ “กุ้งกุลาดำโอเมก้า” ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ   บทความ “KidBright” จากบอร์ดสมองกลฯ สู่ผลงานสร้างสรรค์...ผ่านจินตนาการวัยทีน   ปฏิทินกิจกรรม โครงการ YSTP เปิดรับไฟล์ข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนการศึกษาวิจัย โครงการ STEM Workforce เปิดรับใบสมัคร รอบสอง กิจกรรมฝึกอบรม กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์    Download เอกสารฉบับเต็ม [7.13 MB] NSTDA Newsletter ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม 2560 from National Science and Technology Development Agency (NSTDA) - Thailand
จดหมายข่าว สวทช.
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.2 – ปฏิทินกิจกรรม
โครงการ YSTP หรือโครงการสร้างปัญญาวิทย์ ผลิตนักเทคโน เปิดรับไฟล์ข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนการศึกษาวิจัยเพื่อปริญญานิพนธ์ (Senior Project) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายที่มีความประสงค์ที่จะฝึกวิจัยใน สวทช. ภายใต้การดูแลให้คำแนะนำของนักวิจัย สวทช. และมีโอกาสได้ใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการของ สวทช. เพื่อเป็นนักวิจัยคุณภาพในอนาคต โดยนักศึกษาผู้ขอรับทุนและอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีโครงการความร่วมมืองานวิจัยกับนักวิจัยสวทช. อย่างแท้จริง และนักวิจัย สวทช. เท่านั้นที่จะเป็นผู้ส่งใบสมัครให้นักศึกษาได้ โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2560 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.nstda.or.th/ystp​ และส่งไฟล์ใบสมัครได้ที่ piyawat@nstda.or.th    โครงการ STEM Workforce หรือโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร STEM (Science, Technology Engineering, and Mathematics) เพื่อการวิจัย​และพัฒนาสำหรับภาค อุตสาหกรรม เปิดรับใบสมัคร รอบสอง สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่สนใจทำงานวิจัยหรือแก้ไขโจทย์ปัญหาในภาคเอกชนเป็นเวลา 6-12 เดือน โดยในระหว่างทำวิจัยจะได้รับทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือนตามระยะเวลาที่ทำงานวิจัย โดยดูรายละเอียดโครงการได้ที่ http://www.nstda.or.th/stemworkforce เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 (ประกาศผลเดือนมิถุนายน 2560)   กิจกรรม HRD knowledgesharing ครั้งที่ 8  “Subject Sciece learning activities and education system in Finland” โดย ดร.เอวา ลิซา เนมิเนน (Eeva-Liisa Nieminen)  นักการศึกษาและอาจารย์จากสถาบันลูมา ประเทศฟินแลนด์ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.00-11.00 น. ณ ห้องบรรยาย 1 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.   กิจกรรมนำเสนอผลงานความก้าวหน้า กิจกรรมปฐมนิเทศผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2560 ณ จ.เชียงใหม่ กิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทางเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรหัวข้อ “มหัศจรรย์สารพันธุกรรมดีเอ็นเอขั้นพื้นฐาน” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทย์ฯ รุ่นที่ 16 : ระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จัดโดยฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ร่วมกับหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ศช.   กิจกรรมอบรมครูหลักสูตร Investigating Wind Energy ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.   กิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทางเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรหัวข้อ “การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขั้นพื้นฐาน (ไม้ดอกไม้ประดับ)” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทย์ฯ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จัดโดยฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ร่วมกับหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ศช.   กิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทางเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรหัวข้อ “การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เบื้องต้น” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทย์ฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จัดโดยฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ร่วมกับหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ศช.   กิจกรรมเตรียมความพร้อมครั้งที่ 3 การพัฒนาศักยภาพทักษะภาษาอังกฤษในการนำเสนองานวิจัย โครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซีและโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเซิร์น ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี   กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นักเรียนที่ได้เหรียญรางวัลโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2559 วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.   ค่ายสนุกคิดกับกิจกรรมวิทย์สู่การคิดโครงงาน (From fun science activities to science projects) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช.   กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รุ่นที่ 20 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง  
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.2 – “KidBright” จากบอร์ดสมองกลฯ สู่ผลงานสร้างสรรค์…ผ่านจินตนาการวัยทีน
“KidBright” จากบอร์ดสมองกลฯ สู่ผลงานสร้างสรรค์...ผ่านจินตนาการวัยทีน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นทำให้ “โลกโซเชียล”เข้ามาเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ส่งผลให้หลายสิ่งในการใช้ชีวิตง่ายขึ้น ทั้งในแง่ของการสื่อสารระหว่างกัน การเรียนรู้เทคโนโลยีจากทั่วทุกมุมโลกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่หลากหลาย แต่คงจะดีไม่น้อยหากใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี มาส่งเสริมการเรียนรู้ให้เยาวชนได้ต่อยอดจินตนาการไปสู่ความจริงได้ ซึ่งล่าสุด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมหน่วยงานพันธมิตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของการคิดเชิงระบบและการคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นระบบการคิดที่สำคัญและจำเป็นในการปลูกฝังให้กับเยาวชนโดยเฉพาะในช่วงวัยเรียน จึงจัด โครงการบัวหลวงเพื่อ KidBright มอบชุด KidBright ให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งจัดประกวดการประยุกต์ใช้บอร์ด KidBright ในหัวข้อ "ตามรอยพ่อแบบพอเพียง ด้วย KidBright" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร โครงการดังกล่าว มีการอบรมเชิงปฏิบัติการบอร์ดส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์สมองกลฝังตัว (KidBright Board) โดย ดร.อภิชาติ อินทรพานิชย์ และทีมนักวิจัย รวมทั้งยังมีการบรรยาย“สร้างแรงบันดาลใจ...สู่การสร้างต้นแบบ” จาก ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เนคเทค และนักวิจัยอีกหลายท่าน เพื่อให้น้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับฟังพร้อมกับสร้างสรรค์ผลงานนำมาแสดงในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. 2560 (ครั้งที่ 13) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เนคเทค กล่าวว่า KidBright คือระบบสมองกลฝังตัวผ่านบอร์ด ที่หน่วยปฏิบัติการวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ ร่วมมือกับ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและถ่ายทอดเทคโนโลยี เนคเทค สวทช. พัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นศักยภาพการคิดเชิงระบบ และเชิงสร้างสรรค์ในเด็กวัยเรียนผ่านการเรียนรู้แบบ “เรียนและเล่น” หรือ "Learn and Play" บอร์ดถูกออกแบบให้มีการแสดงผลและเซนเซอร์แบบง่าย ซึ่งจะทำงานสอดคล้องกับชุดคำสั่งควบคุมการทำงาน โดยผู้เรียนสามารถออกแบบและสร้างชุดคำสั่งแบบ Block-structured programing ผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ภายใต้ระบบปฎิบัติการ Android รองรับการทำงานแบบ Event-driven programming & Multitasking รวมทั้งการเชื่อมต่อเซนเซอร์ที่หลากหลาย โดยชุดคำสั่งถูกส่งไปยังบอร์ดสมองกลฝังตัวผ่านเครือข่ายไร้สาย ทำให้ใช้งานได้ง่ายไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับโรงเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยงานส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และนักเรียนที่สนใจ นับเป็นการเปิดโลกการเรียนรู้ที่เยาวชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยง่าย สำหรับผลการประกวดนั้น รางวัลที่ 1 ได้แก่ ผลงาน “เก็บหอมรอมริบ” (กระปุกออมสินอัตโนมัติ) จากน้องๆ โรงเรียนราชินี ซึ่ง “น้องแพรวา” ด.ญ. กัลยลักษณ์ ฉิมโฉม อายุ14 ปี นักเรียน ม.2 ตัวแทนทีม กล่าวว่า ด้วยสังคมยุคปัจจุบัน ผู้คนฟุ่มเฟือยในการใช้เงิน ทีมจึงมีการพูดคุยกันว่า ควรหาวิธีออกแบบเครื่องออมเงินอัติโนมัติ เพื่อกระตุ้นการออมเงิน “หลักการทำงาน คือ ใช้บอร์ด KidBright ที่มีเซนเซอร์แจ้งเตือนอย่างง่าย ใช้ในการแจ้งเตือนยอดการออมเงินตามที่ตั้งเป้าไว้ เมื่อหยอดเงินเข้าไปในกระปุกออมสินอัตโนมัติ USB ที่เชื่อมต่อกับ LED จะทำงานแจ้งเตือนเมื่อหยอดเงินได้ตรงตามยอดที่ตั้งเป้าการออมไว้ และยังช่วยสำรองไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรีสำรองได้อีกด้วย” นอกจากนี้โรงเรียนราชินี ยังคว้ารางวัลที่ 3 มาครองอีกรางวัล จากผลงานเซนเซอร์แยกขยะ โดย “น้องตาหวาน” ด.ญ.พลอยชมพู ศรีสกุลวิวัฒน์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม. 2 ตัวแทนทีม กล่าวว่า ใช้บอร์ด KidBright โดยอาศัยเซนเซอร์แยกขยะโลหะออกจากขยะอื่นๆ ซึ่งทีมได้แนวคิดมาจากการเห็นขยะประเภทกระป๋องน้ำอัดลม บริเวณโรงเรียนอยู่เป็นประจำ จึงคิดว่าควรนำโลหะจากกระป๋องน้ำอัดลมมารีไซเคิล “ลักษณะการทำงาน เซนเซอร์จะทำหน้าที่แยกโลหะออกจากขยะประเภทอื่นๆ เมื่อมีการทิ้งขยะจะมี 2 ช่องในการแยกขยะโลหะ กับขยะประเภทอื่นๆ โดยเซนเซอร์จะตรวจจับโลหะจากการทิ้งขยะ เช่น กระป๋องน้ำอัดลม เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้จะยกไม้กั้นขึ้นเพื่อนำขยะโลหะไปยังภาชนะรองรับ” น้องตาหวาน กล่าวว่า อยากให้เนคเทค ช่วยพัฒนาบอร์ด KidBright ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์ได้อีกขั้นหนึ่งในอนาคต สำหรับ รางวัลที่ 2 ได้แก่ ผลงาน “การควบคุมระบบพ่นหมอกในโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าด้วย KidBright” จากโรงเรียนชิตใจชื่น โดย “น้องตอง” ด.ญ.จิตราภร จิตกุล อายุ 14 นักเรียนชั้น ม.2 ตัวแทนทีม อธิบายว่า ผลงานมีการประยุกต์ใช้ เซนเซอร์วัดความชื้นที่ใส่เข้าไปในโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า เพื่อทำการตรวจจับค่าความชื้น และส่งมาที่บอร์ด KidBright ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูล จากนั้นสั่งการมาที่อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หากความชื้นไม่เพียงพอ ก็สั่งการแบบอัตโนมัติมาที่ปั๊มน้ำ เพื่อทำหน้าที่เปิด-ปิดน้ำ ทำให้ผู้พัฒนาได้เรียนรู้ว่า หากค่าความชื้นไม่ถึง 80 % จะมีการสั่งการให้พ่นน้ำไปยังโรงเรือนเพาะเห็ดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อุปกรณ์ดังกล่าวเหมาะกับระบบเกษตรที่หลากหลาย ที่ต้องมีการรดน้ำต้นไม้โดยอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามชนิดของต้นไม้ นอกจากนั้นแล้วยังประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงสัตว์ ทั้งการเลี้ยงสุกร การเลี้ยงโคนม ได้อีกด้วย น้องตอง ยังบอกว่า นอกจากผลงานที่ได้รางวัลที่ 2 ซึ่งเป็นกำลังใจให้กับการศึกษาหาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ต่อไปแล้ว ยังมีความประทับใจกับการร่วมโครงการนี้อย่างมากจนทำให้เปลี่ยนทัศนคติตนเองไปอย่างสิ้นเชิง “ตอนแรกก่อนเข้าร่วมโครงการนี้ หนูไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเลย คิดแต่ว่า อุ้ย! คนจะสร้างเทคโนโลยีต้องเก่งระดับเทพเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่เมื่อเข้าร่วมอบรมแล้ว พี่ๆ นักวิจัยมีการให้ความรู้เทคโนโลยี ปูพื้นฐานให้เราซึ่งเมื่อรับฟังแล้วมันไม่ยากเลย ขอแค่เรามีความตั้งใจทุกคนก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้” น้องตอง เล่าความประทับใจทิ้งท้าย การส่งเสริมการเรียนรู้เยาวชน ผ่านเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ จึงเป็นการเปลี่ยนจินตนาการสู่ผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งน้องๆ ยังได้พิสูจน์สมมุติฐานด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สู่ผลงานที่ใช้ได้จริงอีกด้วย
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
บทความ
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.2 – “กุ้งกุลาดำโอเมก้า” ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ
“กุ้งกุลาดำโอเมก้า” ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ หลายๆ คนคงเคยได้ยินหรืออาจจะรับประทานอาหารเสริมที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีชื่อว่าโอเมก้า-3 และ โอเมก้า-6 มาแล้ว ซึ่งกรดไขมันกลุ่มนี้มีสรรพคุณในด้านการมองเห็น การพัฒนาเซลล์ประสาทและสมองของมนุษย์ นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และควบคุมระดับไขมันในเลือด และยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงเป็นไขมันที่มีประโยชน์ในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจ  ปัจจุบันในท้องตลาดมีผลิตภัณฑ์กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้าในรูปแบบอาหารเสริมเป็นจำนวนมาก เช่น น้ำมันตับปลา หรือน้ำมันสกัดจากเมล็ดพืชอย่างอีฟนิ่งพริมโรส เรฟซีด ซึ่งนอกจากจะมีการนำมาใช้เป็นสารเสริมในอาหารมนุษย์ เช่น การเติมดีเอชเอ (DHA; Docosahexaenoic acid) หรือ อีพีเอ (EPA; Eicosapentaenoic acid) ลงไปในนมผงเด็ก ยังมีการนำไปใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ เช่น ปลาแซลมอน หรือ ไก่ไข่ ทำให้มีการสะสมโอเมก้าในเนื้อสัตว์หรือในไข่ไก่ เพื่อเป็นการเสริมสารอาหารให้แก่ผู้ที่รับประทาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีคลังจุลินทรีย์ที่เก็บรวบรวมจุลินทรีย์จากแหล่งต่างๆ ไว้มากกว่า 80,000 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัยด้านต่างๆ ได้ ตลอดจนการให้บริการจุลินทรีย์และชีววัสดุที่มีการบริหารจัดการชีววัสดุ ข้อมูล และกฎหมายชีวภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน เพื่อสร้างเสริมศักยภาพที่สำคัญของประเทศในการเป็นผู้นำอาเซียนในด้านทรัพยากรชีวภาพ ดร.พนิดา อุนะกุล นักวิจัยห้องปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพของรา หน่วยวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและชีววัสดุ ไบโอเทค กล่าวว่า “เชื้อ Aurantiochytrium limacinum เป็นจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบริเวณป่าโกงกางและป่าชายเลน ซึ่งนักวิจัยไปเก็บตัวอย่างและนำมาเก็บรวบรวมและรักษาไว้ที่คลังจุลินทรีย์ของไบโอเทค โดยจุลินทรีย์ชนิดนี้สามารถผลิตกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่าง DHA และ EPA ได้ในปริมาณมาก ซึ่งจากการพิสูจน์แล้ว พบว่าเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันกับที่ใช้ผสมในนมผงทารก และใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ ซึ่งถ้านำมาทดแทนการนำเข้ากรดไขมันโอเมก้า-3 จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย” คุณนุชจรี พิสมัย นักวิชาการฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สถาบันการจัดการเทคโนโลยี และนวัตกรรมเกษตร สวทช. เสริมว่า “ที่ผ่านมา สวทช. ได้มีการนำงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านต่างๆ ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรมาโดยตลอด ซึ่งจากงานวิจัยจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตกรดไขมันโอเมก้า-3 นี้ก็มีแนวคิดที่จะนำมาเป็นสารเสริมในอาหารเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เพื่อทำให้กุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้าที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งก็ได้บริษัท ภูเก็ตกรีนชริมป์ จำกัด ร่วมนำไปทดสอบผสมกับอาหารเพื่อใช้สำหรับเลี้ยงกุ้งในฟาร์ม”  ด้าน คุณศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ และเจ้าของไอทีฟาร์ม กล่าวว่า “บริษัท ภูเก็ตกรีนชริมป์ จำกัด  เป็นผู้ดูแลด้านการตลาดให้กับฟาร์มในกลุ่มไอทีฟาร์มในจังหวัดภูเก็ต พังงา ซึ่งได้ร่วมนำเอาจุลินทรีย์สร้างกรดไขมันโอเมก้า-3 มาผสมกับอาหารเลี้ยงกุ้งในสัดส่วนจุลินทรีย์ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แล้วนำไปให้กุ้งกินก่อนการจับกุ้งจากบ่อเป็นเวลา 45 วัน พบว่าสัดส่วนของ DHA และ EPA ในตัวกุ้งมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่ากุ้งที่กินอาหารปกติ” คุณศักดิ์สหกรณ์ ให้ข้อมูลต่อไปว่า “การประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำนั้น ปัจจัยสำคัญนอกจากการคัดเลือกอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้ว การบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ การเตรียมบ่อที่ดี และการเลือกใช้พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพต้านทานโรคก็มีความสำคัญเช่นกัน” ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยเลี้ยงกุ้งขาวเป็นหลัก ตลาดกุ้งกุลาดำจึงปรับตัวไปเป็นตลาดพรีเมี่ยม เนื่องจากคุณลักษณะในด้านรสชาติ และเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากกุ้งขาว จึงยังมีความต้องการบริโภคของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศอยู่ ซึ่งปัจจุบันกุ้งกุลาดำที่ขายปลีกในประเทศไทยมีน้อยมาก การสร้างจุดเด่นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกุ้งกุลาดำนับเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น “กุ้งกุลาดำโอเมก้า” นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับการผลิตกุ้งพรีเมี่ยมซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบริโภคกุ้งของกลุ่มผู้รักสุขภาพ
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปี 3 ฉ.2 – ผู้เชี่ยวชาญ ตปท. ยก “ไบโอเทค-สวทช.” เป็นผู้นำเทคโนโลยีชีวภาพ แนะสร้างเครือข่ายวิจัยลุ่มน้ำโขง เพื่อเป็นผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์
ผู้เชี่ยวชาญ ตปท. ยก ไบโอเทค-สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีชีวภาพ แนะสร้างเครือข่ายวิจัยลุ่มน้ำโขง เพื่อเป็นผู้นำด้านเมล็ดพันธุ์ เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ฌ็อง-มาร์แซล ริโบท์ (Dr.Jean-Marcel Ribaut) อดีตผู้อำนวยการ Generation Challenge Program (GCP) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Integrated Breeding Platform (IBP) จากประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมประชุม International Advisory Board กับคณะผู้บริหารศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ในโอกาสนี้ ดร.ฌ็อง-มาร์แซล ริโบท์ กล่าวถึง ไบโอเทค สวทช. ว่า เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ไม่เพียงทำงานวิจัยและพัฒนาได้ดีในระดับเอเชียเท่านั้น แต่คุณภาพของงาน ยังสามารถเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพในระดับโลกด้วย เนื่องจากไบโอเทค สวทช. มีแนวคิดในการใช้งานวิจัยประยุกต์เชิงพาณิชย์ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ไบโอเทค สวทช. ควรใช้โอกาสนี้แสดงความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพให้มากขึ้น โดยปรับการวิจัยให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นับเป็นโอกาสที่จะแสดงศักยภาพในการวิจัย ซึ่งเชื่อมั่นว่าไบโอเทค สวทช. ทำได้และจะส่งผลดีต่อเป้าหมายการวิจัยในปีต่อๆ ไปด้วย  สำหรับโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเทคโนโลยีเครื่องหมายดีเอ็นเอสำหรับประเทศลุ่มน้ำโขง โดยหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว (หน่วยวิจัยร่วมระหว่างไบโอเทคกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ที่ได้ริเริ่มดำเนินโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยเทคโนโลยีเครื่องหมายดีเอ็นเอสำหรับประเทศลุ่มน้ำโขง (Molecular Rice Breeding Program for the Mekong Region) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สหภาพเมียนมาร์ และ ประเทศไทย นั้น ดร.ฌ็อง-มาร์แซล ริโบท์ ได้แสดงทัศนะ ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนจากองค์กรนานาชาติ Generation Challenge Programme (ตั้งแต่ปี 2550-2555) ประมาณ 10 ล้านบาท แก่ ไบโอเทค สวทช. ว่า ขอชื่นชม ไบโอเทค สวทช. และพันธมิตรวิจัยในประเทศไทย ที่ผลักดันโครงการดังกล่าว จนประสบผลสำเร็จอย่างมาก โดย ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยไบโอเทค ได้พัฒนาโครงการต่อเนื่องกับ 3 ประเทศนี้ (ลาว กัมพูชา พม่า) ทั้งการทำวิจัยปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง การทดสอบพันธุ์ และการอบรมให้ความรู้กับนักวิจัยในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากขึ้น ซึ่งการจัดฝึกอบรมแบบปฏิบัติจริงนี้ ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ที่ได้รับการอบรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โมเลกุลเครื่องหมายดีเอ็นเอในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างแท้จริง สามารถนำไปปฏิบัติได้ และขณะเดียวกันได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของแต่ละประเทศของผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้นๆ “เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นผู้สนับสนุน เนื่องจากโครงการนี้ตอบสนองความต้องการในหลายๆ ด้าน ด้านหนึ่งคือการสร้างชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) แม้การฝึกอบรมจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้โมเลกุลเครื่องหมายดีเอ็นเอในการคัดเลือกให้นักปรับปรุงพันธุ์ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง แต่เนื่องจากประเทศลาว กัมพูชา และพม่า ยังขาดความพร้อมด้านเครื่องมือ และห้องปฏิบัติการด้านดีเอ็นเอ ดังนั้นประเทศไทยถือเป็นพี่ใหญ่ในด้านการวิจัยและพัฒนาที่มีองค์ความรู้ในภูมิภาคนี้ การเผยแพร่ความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องทำ และผมคิดว่านี่เป็นอีกกลยุทธ์ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติด้วย” ดร.ฌ็อง-มาร์แซล ริโบท์ กล่าวย้ำด้วยว่า ก้าวต่อไปของโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวในเขตแม่น้ำโขง น่าจะเป็นการสนับสนุนด้าน Bio-infomatic เพื่อทำข้อมูลเป็นดิจิทัล ซึ่งเป็นการบูรณาการ platform วิจัยพันธุ์ หรือ Integrated Breeding Platform ที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยนักวิจัยพันธุ์พืช ให้มีระบบการบริหารงานวิจัยพันธุ์ (Breeding Management System: BMS) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เก็บข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถบันทึกลงบนเซิร์ฟเวอร์และระบบคลาวด์ ทำให้คนในพื้นที่เพาะปลูกใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยเข้าไปช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยและ นักวิจัยพันธุ์พืช เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบุคลากรในองค์กร สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งด้านเมล็ดพันธุ์ และยังเป็นการปฏิวัติด้านการเกษตรด้วยดิจิทัล ซึ่งจะส่งเสริมให้การใช้โมเลกุลเป้าหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การจะทำเช่นนั้นได้ต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรของประเทศไทยด้วย ต้องคำนึงถึงทรัพยากรในเรื่องการบริหารข้อมูล (Data Management) และเรื่องอื่นๆ ซึ่งต้องมีเพียงพอและเหมาะสม ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักวิจัยและสำหรับประเทศไทย
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย