หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
อวท. ร่วมกับ Software Park และภาคเอกชน จัดสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI ยกระดับธุรกิจไทย ไม่มีค่าใช้จ่าย
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผนึกกำลัง Software Park และผู้นำเทคโนโลยีภาคเอกชน จัดงานสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ขอเชิญผู้ประกอบการ SME และผู้บริหารระดับสูง ร่วมเจาะลึกกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรด้วย Artificial Intelligence (AI) ในงานสัมมนาครั้งสำคัญแห่งปี ภายใต้หัวข้อ “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI: นวัตกรรมพลิกโฉม SME” ยกระดับองค์กรจากแบบดั้งเดิมสู่การเป็น AI-Driven Organization ผ่านองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อ Optimized กระบวนการทำงานและสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Competitive Advantage) อย่างยั่งยืน พบกับ 4 ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่จะมาแบ่งปันแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เปิดมุมมอง “AI for SME 2026: จากผู้ตามสู่ผู้นำด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ” โดย ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC เผยเบื้องหลังเทคโนโลยี “Pathumma LLM: AI Technology Tailored to Thai Context and Culture” โดย ดร.ศราวุธ คงยัง หัวหน้าทีมวิจัยจาก NECTEC สวทช. ชวนเจาะลึก “AI Enterprise: เปลี่ยนองค์กรให้เป็นระบบอัตโนมัติ” โดย คุณนาวิก นำเสียง CEO บริษัท Sundae Solutions แชร์สูตรลับการทำงานยุคใหม่ “Work Smarter and Faster with AI” สูตรลับอัปเกรดงานประจำวันให้ “เป๊ะ”และ “ไว” โดย คุณอินทนนท์ ปัญญาโสภา ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI content creator ที่มียอด followers ใน TIKTOK มากกว่า 260,000 followers ไฮไลต์สำคัญภายในงาน: 2026 AI Roadmap: อัปเดตทิศทางและแนวโน้ม Emerging Technologies ที่จะเข้ามา Disrupt และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจในปี 2026 Operational Excellence: แนวทางการบูรณาการ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Insights) Digital Transformation for SMEs: พลิกโฉมขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยบนเวทีโลก ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม   อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานคือ Panel Discussion ที่เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วม ถอดบทเรียนการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กร พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และผลลัพธ์จากการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ กรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ได้แก่ The Salil Riverside Hotel โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงแรมให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมบริการในยุคดิจิทัล AUA Language Center สถาบันสอนภาษาของไทยที่ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน และการบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กร “ไม่ใช่แค่การปรับตัว แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจด้วยอัจฉริยภาพแห่งอนาคต” ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ได้รับโซลูชันการบริหารข้อมูล Collaboration & CRM (Bitrix24) ลุ้นรับ True AI Hub สำหรับธุรกิจ (มูลค่า 399 บาท) ได้รับ Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท เมื่อซื้อแพคเกจ Bitrix24 ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระหว่างการ Workshop ลุ้นรับระบบจัดการสมาชิก HubMember ฟรี 1 Account (มูลค่า 10,000 บาท) รับฟรี CRM Sales Pipeline Template (Blueprint) งานนี้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค 08.30 – 12.30 น. สัมมนา (Seminar) 13.00 – 16.00 น. Workshop (รับจำนวนจำกัด) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์: 081-854-1844 (คุณกฤษกรณ์), 081-949-6938 (คุณวัชรี) E-mail: bcd@nstda.or.th Facebook: Thailand Science Park Line OA: @Sundaesolutions  คลิก ด้วย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดทำแบบฟอร์มลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “AI Unleashed: Innovation Transforming SME” ปลดปล่อยพลัง AI: นวัตกรรมพลิกโฉม SME” ดังรายละเอียดนั้น ทั้งนี้ มีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อใช้ประกอบการบริหารจัดการ รวมถึงประสานงานในการเข้าร่วมงานสัมมนา และเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในอนาคต โดย อวท. จะดำเนินการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามประกาศ สวทช. เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ https://www.nstda.or.th/th/97-about-us/about-us/547-nstda-privacy-policy
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมกับ กทม. ติวเข้มเจ้าหน้าที่ ชูมาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับ BKK Food Bank สู่ความยั่งยืน
(10 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุม ชั้น 5 โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) - กรุงเทพมหานคร โดย สำนักพัฒนาสังคม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิ SOS จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “BKK Food Bank ส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการบริหารจัดการสวัสดิการสังคม โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุดก่อนถึงมือประชาชนกลุ่มเปราะบางในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดการฝึกอบรม และมีเจ้าหน้าที่เขตของ กทม. เข้าร่วมฝึกอบรมมากกว่า 100 คน จาก 50 เขต ในช่วงเช้าของการอบรม ดร.นิภา โชคสัจจะวาที นักวิจัยอาวุโสจากทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร  ไบโอเทค ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Guideline) โดยเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการส่งต่ออาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงการส่งมอบให้ถึงมือผู้รับเท่านั้น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของสุขอนามัยที่ดีด้วย เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการคัดแยก การบรรจุ ไปจนถึงระบบการขนส่งที่รัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและรักษาคุณค่าทางโภชนาการของอาหารจากต้นทางสู่ปลายทางอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของไบโอเทคได้สาธิตการใช้ชุดคัดกรองการเสื่อมเสียของอาหารในการทดสอบตัวอย่างอาหารบริจาค และได้แจกจ่ายชุดคัดกรองจำนวน 50 ชุดให้เจ้าหน้าที่เขตของ กทม. นำไปทดลองใช้ในกระบวนการเข้ารับและกระจายอาหารส่วนเกิน ขณะที่ภาคบ่ายได้เปลี่ยนผ่านสู่มิติด้านการจัดการข้อมูล โดยมี ดร.นันทพร รติสุนทร จากทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ เนคเทค นำคณะผู้เข้ารับการอบรมเข้าสู่ช่วงฝึกปฏิบัติการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการบริจาคอาหารส่วนเกิน แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสในการกระจายทรัพยากร ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกและติดตามสถานะการรับ-ส่งมอบอาหารได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งความแม่นยำของข้อมูลนี้เองที่เป็นฟันเฟืองหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบายและการกระจายอาหารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เข้มแข็งให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. และคณะนักวิจัย ร่วมผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือถาวรในการดูแลสวัสดิการสังคม ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่กลุ่มเปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนสืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว.- สวทช. Kick Off 8 หลักสูตรพัฒนาบุคลากรรับอุตสาหกรรม EV พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์
วันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Kick Off ชุดกิจกรรมการอบรมพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 8 หลักสูตร พร้อมเปิดแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ (Advanced Commercial EV Learning Space) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา   ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย มีความสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy Model และเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นอุตสาหกรรมอนาคตที่สร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยกระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการทักษะใหม่ ๆ ทั้งในด้านวิศวกรรม ระบบพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล การควบคุมขั้นสูง และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นค กิจกรรมอบรมทั้ง 8 หลักสูตรภายใต้โครงการนี้ครอบคลุมองค์ความรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นฐานของระบบแบตเตอรี่ ระบบควบคุมการชาร์จ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีในระดับเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจทั้งในด้านเทคนิคและการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ นอกจากนี้แหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง (Advanced Commercial EV Learning Space) ยังถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และทดลองจริง (Hands-on Learning) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวง อว. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้บุคลากรสามารถพัฒนาทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ทันเวลา และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว “ขอแสดงความชื่นชมต่อ สวทช. และพันธมิตรทุกหน่วยงาน ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง ถือเป็นต้นแบบที่ดีของการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า EECi ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช. เป็น 1 ใน 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” โดย EECi มีโครงสร้างพื้นฐานคือ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) เป็นส่วนหนึ่งของเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะ (ARIPOLIS) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ มีภารกิจส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนากำลังคนอุตสาหกรรม เสริมทักษะศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย Test Bed ต่าง ๆ ที่ให้บริการงานทดสอบและทดลองที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ Motor Testbed , Battery Safety Testing Module ที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ สำหรับการเปิดอบรมในวันนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย ซึ่งมีการจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์ ในอาคาร Pilot Plant ในพื้นที่สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นการเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมขีดความสามารถและเร่งเติบโตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต ดร.ชินะ เพ็ญชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. กล่าวว่า ในบริบทของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า TECE สวทช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการนำไปใช้ โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาตามนโยบาย “อว for EV” ซึ่งกิจกรรมอบรมภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สวทช. จะมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการจัดเตรียมชุดกิจกรรมการอบรมพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 8 หลักสูตร ได้แก่ 1.การออกแบบระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System : BMS) และทดสอบด้วยวิธีการจำลองฮาร์ดแวร์เสมือนจริง (Hardware-in-the-Loop : HIL) 2.การทดสอบและวิเคราะห์ระบบประจุอัดไฟฟ้าทั้งแบบกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) 3.การใช้งานเครือข่ายควบคุมการสื่อสาร (Controller Area Network Bus : CAN Bus) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 4.การประเมิน Carbon Footprint จากข้อมูล CAN Bus ภายในยานยนต์ไฟฟ้า สู่การขอรับรอง Carbon Credit 5.การออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 6.การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 7.การออกแบบชุดควบคุมมอเตอร์ (Motor Controller) และทดสอบด้วยวิธีการจำลองฮาร์ดแวร์เสมือนจริง (Hardware-in-the-Loop : HIL) และ 8.การออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาด้วยเทคโนโลยีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณทางวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering : CAE) นอกจากนี้ยังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้วยการเปิด “แหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์”  (Advanced Commercial EV Learning Space) เพื่อสนับสนุนบุคลากรอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้มีการเชื่อมโยงต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรในระดับท้องถิ่น ในอนาคตจะพัฒนาบุคลากรระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศ รวมถึงการวิจัยนวัตกรรม และการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ภายหลังพิธีเปิด ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล ได้พาแขกผู้มีเกียรติ ได้แก่ นายฐานวัฒน์ บวรอนันตโรจน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ นายพงษ์ศิริ กิตติกรเศรษฐ์ กรรมการหอการค้าจังหวัดระยอง เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ EV Learning Space ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตนวัตกรรม EECi เพื่อรับฟังแนวทางการพัฒนาและโอกาสความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของพื้นที่จังหวัดระยองในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจอบรมในหลักสูตรภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02 564 7000 ต่อ 85142 (คุณปวีณา) หรือ อีเมล์ eeci-ahd@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับ วช. ปฐมนิเทศนักเรียน ม.ปลาย-ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน ปี 2569
(10 มีนาคม 2569) ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคนของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม “ปฐมนิเทศ: ยินดีต้อนรับสู่ สวทช.” โครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2569 ให้แก่นักเรียนและครูในโครงการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนไปเริ่มฝึกทักษะการทำวิจัยในแต่ละห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. โดยมีนักวิจัย สวทช. เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำ ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สานพลังพันธมิตร มุ่งพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายพิเศษ การฝึกอบรม กิจกรรมค่าย และการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝน เรียนรู้ และทำวิจัยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทย และบ่มเพาะเยาวชนเหล่านี้สู่เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต จึงได้ริเริ่มโครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน โดยได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 9 “ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา เป็นโอกาสที่ดี ทาง สวทช. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญของประเทศอีกหน่วยงาน คือ วช. ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาร่วมเป็นพันธมิตรและให้การสนับสนุนทุนในการดำเนินงานโครงการ นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ 2 ที่ทางโครงการได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนจากห้องเรียนโครงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของ สพฐ. รวมทั้งได้เปิดโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้สมัครเข้าร่วมโครงการอีกด้วย ความร่วมมือภาคเอกชน เพื่อเสริมทักษะการปฏิบัติงานจริง ในระยะต่อมาได้ขยายความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนโดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนทรัพยากรและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการเปิดโอกาสการเรียนรู้ทักษะสำคัญที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานและทักษะทางสังคม ด้วยหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ของธนาคารฯ เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวชนของชาติและบุคลากรทางการศึกษาคุณภาพสูงสู่สังคมต่อไป โครงการฯ ได้ดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีนักเรียนและครูเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยรวมแล้วมากกว่า 700 คนที่ได้รับการพัฒนาทักษะวิจัยและส่งเสริมศักยภาพในทุกมิติ และได้เปิดมุมมองให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ในอนาคต” ผู้เข้าร่วมโครงการปี 2569 และศูนย์วิจัยแห่งชาติที่รองรับ สำหรับในปี 2569 นี้ มีนักเรียนจากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 243 คน ครู 17 คน โดยมีนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกและยืนยันเข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน 103 คน และมีครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมโครงการ 113 คน จาก 49 โรงเรียนทั่วประเทศ นักเรียนและครูจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักวิจัย สวทช. ซึ่งจะเป็นพี่เลี้ยงหลักดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครู จำนวน 29 คน และมีผู้ช่วยวิจัยร่วมดูแลเพิ่มเติม จากศูนย์วิจัยแห่งชาติของ สวทช. ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กิจกรรมในวันปฐมนิเทศครั้งนี้ มีผู้บริหารและนักวิจัยมาร่วมต้อนรับและบรรยายหัวข้อ “ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพวิจัย” โดย ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และยังมีกิจกรรม “ปรับตัว เปิดใจ พบเพื่อนใหม่เส้นทางสายวิทยาศาสตร์” และ “แนะนำสถานที่ กฎระเบียบการเข้าพักบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนได้ทำความรู้จักและสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรตลอดระยะเวลา 2 เดือน นอกจากนี้ มีนักเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัย ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยและประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ ด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจัดนิทรรศการ ในกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ภาคตะวันออก
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ สวนผลไม้สุภัทราแลนด์ ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง: นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “ทุเรียน มังคุด ผลิตอย่างรู้ ปลูกอย่างเท่าทัน บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ (Growing Smarter, Managing Better)” โดยมีเกษตรกรจาก 7 จังหวัดภาคตะวันออกเข้าร่วมทั้งสิ้น 554 คน ทั้งนี้ภาคตะวันออก เป็นแหล่งผลิตทุเรียนและมังคุดสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำชุดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและบริหารจัดการสวนผลไม้คุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ได้แก่ ระบบบริหารจัดการ Smart farm ระบบรักษ์น้ำ สารชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูผลไม้และจุลินทรีย์หมักเปลือกผลไม้เป็นอาหารสัตว์ จาก สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) นวัตกรรมถุงห่อผลไม้ Magik Growth ผลิตจากเทคโนโลยีการขึ้นรูปแบบนอนวูฟเวน ทำให้มีสมบัติพิเศษ คือถ่ายเทน้ำและอากาศได้สะดวก สามารถคัดเลือกช่วงแสงที่ผลไม้ต้องการ ทำให้สร้างสารสำคัญ เช่น แป้ง น้ำตาล วิตามิน ได้ดี งานวิจัยจาก ศูนย์เทคโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดยบริษัท Salee Color รวมทั้งอุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 (Basic Yellow2) ในทุเรียนแบบพกพา ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ส่งออกทุเรียนไทย ด้วยการใช้งานง่าย สะดวก มีความแม่นยำสูง และรู้ผลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและลดเวลาให้กับเกษตรกรในการคัดกรองผลผลิตเบื้องต้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานความปลอดภัยทุเรียนส่งออกของไทยในตลาดโลก ผลงานวิจัยจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อคัดกรองสารปนเปื้อน ยกระดับความปลอดภัยผลไม้ของเกษตรกรและผู้บริโภค  นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยรุ่นใหม่ กลุ่มนวัตกรรมนวัตกรรมชีวกระบวนการอุตสาหกรรม เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ได้มีโอกาสเก็บข้อมูลสถานการณ์ชีวมวลภาคเกษตร บริบทความต้องการในพื้นที่ ประเด็นท้าทายต่าง ๆ รวมทั้งโอกาสในการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า อุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรีภายใต้ โครงการการสำรวจชีวมวลในพื้นที่ EEC และจังหวัดจันทบุรี เพื่อใช้ในโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี EECi จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้ามากิจกรรมในงาน Field Day ในครั้งนี้อีกด้วย  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สวทช. ปักหมุด 24-28 เม.ย. นี้ จัดงาน NAC2026 ชูแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”
(วันที่ 9 มีนาคม 2569) ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวง อว. พญาไท กรุงเทพฯ:  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology) ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยมีผู้บริหาร คณะนักวิจัย สวทช. คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และพันธมิตรเข้าร่วมแถลงข่าว ซึ่งงานประชุมวิชาการ สวทช. พร้อมเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนฟรีตั้งแต่วันนี้ (9 มีนาคม 2569) วิทยาศาสตร์ คือทางรอด: มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. แถลงว่า ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของโลก และไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด และวิทยาศาสตร์คือ “เครื่องมือสำคัญที่สุด” ที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง โดยมีตัวอย่างของทีมวิจัย สวทช. ดำเนินการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนแมลงและสารเคมี เพื่อส่งกะเพราไทยสู่ตลาดโลก ด้วยการปลูกและควบคุมคุณภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก นอกจากนี้ในเรื่องของ ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ‘CBAM’ (‘Carbon Border Adjustment Mechanism’) ที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดขึ้นเพื่อมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป ในเรื่องนี้ สวทช. โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม และเหล็ก เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ และช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการจัดทำรายงาน CBAM เพื่อฝ่ากำแพงภาษียุโรปได้อย่างยั่งยืน สวทช. จึงจัดงาน NAC2026 เป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ (Ready-to-use) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในทุกมิติ พร้อมทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้จริง ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน หรือ S&T Implementation for Sustainable Thailand มุ่งพาประเทศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 งาน NAC2026 จะเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศในการเชื่อมโยงและถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของ สวทช. และพันธมิตรวิจัยสู่ทุกภาคส่วน รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนนักเรียนนักศึกษาและคณาจารย์ไว้ในที่เดียว พร้อมนำเสนอประสบการณ์ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญเรื่อง “ความยั่งยืน” โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือกลไกหลักในการขับเคลื่อนและเป็นตัวเปลี่ยนเกม เพราะประเทศที่มีเทคโนโลยี คือประเทศที่กำหนดกติกา องค์กรที่มีนวัตกรรมคือองค์กรที่อยู่รอดและธุรกิจที่ปรับตัวก่อนคือธุรกิจที่ชนะ” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า ทั้งนี้ สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2569 ของ สวทช. วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 9.00 น. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สวทช. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน NAC2026 ในครั้งนี้ที่ไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แต่คือ “ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่” ที่จะชวนทุกคนมาร่วมนำงานวิจัยไทยไปใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ชูวิจัยเด่น: นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. นำผลงานเด่นจาก 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติมาเป็นไฮไลต์ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ได้แก่ 1. แพลตฟอร์มบริหารจัดการบัญชีคาร์บอนแบบอัตโนมัติ (Acamp) ที่ปลดล็อกความยุ่งยากในการทำบัญชีคาร์บอนจากไฟล์ Excel แบบเดิม มาสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT (Zcarbon Box) ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมและ SMEs เห็นจุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีแบบเรียลไทม์ พร้อมวางแผนลดการปล่อยก๊าซได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล 2. นวัตกรรมชุดตรวจเชื้อ EHP แบบรวดเร็ว (EHP Test Kit) สำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้ง ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเปลี่ยนการตรวจโรคในห้องแล็บที่ล่าช้า มาเป็นชุดตรวจภาคสนามที่รู้ผลไวภายใน 25 นาที คัดกรองกุ้งแคระแกร็นได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลจากโรคระบาดได้อย่างทันท่วงที 3. ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า สามารถเติมในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้ในราคาต้นทุนที่เหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 4. SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน สู่ยุคการบินคาร์บอนต่ำ โดยเอ็มเทค สวทช. พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของ SAF ให้สอดคล้องกับมาตรการ ICAO CORSIA เพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมการบินไทยรับมือกฎระเบียบสากลในปี พ.ศ. 2570 พร้อมต่อยอดการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด 80% และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานการบินสะอาดของอาเซียน และ 5. MOFs กับการพัฒนานวัตกรรมวัสดุเพื่อสังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนตํ่า ที่เปลี่ยนของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกใช้แล้ว สนิมเหล็ก หรือน้ำยากัดแผงวงจร ให้กลายเป็นวัสดุนาโนรูพรุนมูลค่าสูง สำหรับกักเก็บก๊าซมีเทน ดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และก๊าซ NOx ต้นตอของฝุ่น PM2.5 รวมถึงฆ่าเชื้อจุลชีพ ด้วยกระบวนการผลิตต่อเนื่อง ปริมาณมาก ต้นทุนต่ำ ตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยกว่า 100 ผลงาน ที่จะนำเสนอในงานประชุมวิชาการ สวทช. ผ่านนิทรรศการนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน งาน NAC2026 นำเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจตลอด 5 วัน โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ สัมมนาวิชาการ ที่รวบรวมกว่า 40 หัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และทิศทางเศรษฐกิจยั่งยืนของโลก สัมมนาที่ไม่ควรพลาดได้แก่ “การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. รวมถึงหัวข้ออื่นที่น่าสนใจ อาทิ จากนโยบายสู่การจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ, ถอดรหัสวิกฤตไมโครพลาสติกไทย, 'เซมิคอนดักเตอร์' พลังขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน และชี้เป้าฝุ่นแม่นยำติดตามแก้ไข PM2.5 อย่างตรงจุดด้วย e-Nose นอกจากนี้ยังมี Special Talk: Net Zero: Beyond the Environment – Shaping Lives and Economies บนเวที NAC2026 x Techsauce ที่สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้กระทบเพียงสิ่งแวดล้อม แต่กำลังพลิกโฉมวิถีชีวิตและโครงสร้างเศรษฐกิจโลก มีวิทยากรชั้นนำร่วมแบ่งปันมุมมอง อาทิ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหาร UNGCNT ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อน SDGs ในภาคธุรกิจ, Dr. Jane Zhang, Head of Southeast Asia/Singapore จาก Breakthrough Energy Fellows และ ดร.บุญสม อุรานุกูล ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Terra Oleo สตาร์ตอัปเทคโนโลยีชีวภาพผู้พัฒนานวัตกรรมน้ำมันทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กิจกรรมเปิดบ้าน สวทช. (Open House) เปิดพื้นที่ให้เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศวิจัยมาตรฐานสากลผ่าน 14 เส้นทางเทคโนโลยี พร้อมแสดงศักยภาพในการสนับสนุนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงใน 5 กลุ่มนวัตกรรมและบริการ ได้แก่ นวัตกรรมเกษตรฟื้นฟูและอาหารแห่งอนาคต, พลังงานไร้คาร์บอนและโซลูชันการกักเก็บ, อุตสาหกรรมอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ, บริการ NQI เพื่อความยั่งยืนและ Net Zero รวมถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร กิจกรรมเยาวชน (Youth & STEM) มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับทักษะแห่งอนาคต ผ่านกิจกรรม STEM Education กว่า 15 หัวข้อ อาทิ Carbon Footprint, Wind-Tech Maker และ Closing the Loop พร้อมเวิร์กช็อปประกอบหุ่นยนต์ที่เยาวชนสามารถนำกลับบ้านได้จริง พร้อมเพลิดเพลินไปกับการ “ชม ชิม ช็อป” สินค้านวัตกรรมในพื้นที่ ตลาดนัดนวัตกรรม (NAC Market) ที่ขนสินค้านวัตกรรมมาเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้านวัตกรรมรักษ์โลกจากผู้ประกอบการไทยที่ใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจเข้าร่วมงาน NAC2026 ได้ตลอดทั้ง 5 วันตั้งแต่วันที่  24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สามารถลงทะเบียนได้ฟรีเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/nac ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 0-2564-8000
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวง อว. ประกาศความสำเร็จงาน One Stop Open House 2026 ผู้เข้าร่วมทะลุ 2 แสนคน ชี้เยาวชนไทยตื่นตัวพัฒนาทักษะรับโลกอนาคต เตรียมลุยต่อ “งาน อว.แฟร์” ส.ค. นี้
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศความสำเร็จงาน One Stop Open House 2026 โดยมี นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ปรีชา เกียรติกิระขจร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. คณะผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา สถาบันอาชีวศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมทั้งคณาจารย์ นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เข้าร่วม ณ Hall 1-2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มุ่งสร้างพื้นที่แห่งโอกาส เชื่อมโยงการศึกษาและนวัตกรรม ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า งาน One Stop Open House 2026 ตลอดทั้ง 3 วัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้าง "พื้นที่แห่งโอกาส" ให้กับเยาวชนไทย การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ On-site และ Online รวมกว่า 200,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในพื้นที่จัดงานกว่า 11,000 ตารางเมตร และบูทกิจกรรมกว่า 70 บูท เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และค้นพบเส้นทางการศึกษาและอาชีพในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมอวกาศ ธุรกิจนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนโอกาสทางการศึกษาและทุนการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของเยาวชนไทยต่อการเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคต ที่จะทำให้การเรียนรู้ไม่เหมือนเดิม เปิดกว้างการเรียนรู้เข้าถึงได้ทุกคน ทุกวัย ต่อเนื่องไม่จบแค่ช่วงวัยเรียน และต่อยอดเชื่อมสู่ทักษะอาชีพและรายได้ ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีนโยบายสำคัญในการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคตที่เรียนควบคู่กับประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ที่ต้องเรียน ฝึกงาน และทำงานร่วมกับเอกชน ชุมชน และสังคม ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่สะท้อนถึงการสร้างระบบนิเวศใหม่ของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง การศึกษา นวัตกรรม และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสู่โลกอนาคต “ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แรงบันดาลใจและความรู้จากงานนี้จะเป็นก้าวแรกในการสร้างอนาคตของน้อง ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพของประเทศไทยต่อไป และขอเชิญชวนทุกคนเตรียมพบกับมหกรรม อว.แฟร์ ซึ่งจะเป็นงานใหญ่ของทางกระทรวง อว. ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว สวทช. ร่วมขับเคลื่อนกำลังคนแห่งอนาคต งาน One Stop Open House 2026 สวทช. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเท่าเทียม และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่การเป็น “กำลังคนแห่งอนาคต” เปิดโอกาสให้ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน ที่สนใจพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มองหางานที่ท้าทาย หรือหาทุนเพื่อต่อยอดความรู้ ระดับปริญญาโท-เอก อาทิ TAIST-Science Tokyo, TGIST หรือทุนวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoc) รวมถึงเปิดรับบุคลากรหลายตำแหน่ง ในสายงานสนับสนุน และสายงานวิจัย วิศวกร นวัตกร (IT/Data/AI) หรือนักศึกษาฝึกงานไฟแรง หากสนใจ ร่วมงานกับ สวทช. โดยได้รับความสนใจจากเยาวชน ประชาชน และผู้ประกอบการจำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และเผยแพร่นโยบายของกระทรวง อว. ไปสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 9 มีนาคม 2569
9 องค์กรผนึกกำลัง ขับเคลื่อนองค์กรไทยสู้ศึกยุค AI สวทช. ร่วมลงนามหนุนกรอบ "AITIF" โดย สดช. ปูทางใช้นวัตกรรม AI อย่างรับผิดชอบและปลอดภัย พร้อมยกระดับบุคลากรไทยรับกรอบอาเซียน ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569 ชู “พิจิตรโมเดล” ต้นแบบข้าวคาร์บอนต่ำด้วยนวัตกรรม สวทช.-ธ.ก.ส.พิจิตร และภาคีเครือข่าย โชว์ศักยภาพการผลิตข้าวแนวใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ จัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และพันธุ์ข้าวทนโลกร้อน "หอมสยาม-หอมชลสิทธิ์2" เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ... >> อ่านต่อ ฟื้นนิเวศชายฝั่งทะเล: สวทช. – กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อตั้งเป้านำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม บริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แจ้งวัฒนะ กทม. ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
‘สถาปนิกนวัตกรรมวัคซีน’ ดร.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ คว้ารางวัลประกาศเกียรติคุณจาก Bangkok Post Women of the Year 2026 ตอกย้ำพลังหญิงขับเคลื่อนความมั่นคงทางด้านวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์
(วันที่ 8 มีนาคม 2569) เนื่องในโอกาส วันสตรีสากล (International Women’s Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ทั่วโลกต่างร่วมเฉลิมฉลองบทบาทของสตรีผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง ล่าสุด วงการวิทยาศาสตร์ไทยได้รับข่าวดีเมื่อ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. )ได้รับการประกาศเกียรติคุณจาก Bangkok Post Women of the Year 2026 ในฐานะหนึ่งใน “Architects of New Power” (พลังสถาปนิกผู้วางรากฐานอำนาจใหม่) สะท้อนภาพลักษณ์สตรีไทยยุคใหม่ที่ใช้สติปัญญาและงานวิจัยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กอบกู้ลมหายใจเกษตรกรด้วย ‘วัคซีน ASF’ ผลงานที่ทำให้ ดร.ฌัลลิกา ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบสตรีผู้ทรงอิทธิพลในปีนี้ คือการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนา “วัคซีนต้นแบบป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF)” จากสายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่เคยสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมสุกรไทยมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท ดร.ฌัลลิกา และทีมวิจัยไบโอเทค ไม่เพียงแต่สร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังออกแบบ “แพลตฟอร์มพื้นฐาน” สำหรับการพัฒนาวัคซีนสัตว์เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือการพยายามคืนความหวังให้แก่ “เกษตรกรรายย่อย” ที่สูญเสียต้นทุนชีวิตจากโรคระบาด ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน "การทำวิจัยโรค ASF คือความท้าทายที่โลกยังหาคำตอบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะสู้ เพื่อให้วัคซีนนี้เป็นเกราะป้องกันทางชีวภาพที่จะคืนอาชีพและลดความเหลื่อมล้ำในภาคปศุสัตว์" ดร.ฌัลลิกา ระบุ สตรีในงานวิทยาศาสตร์: พลังขับเคลื่อนโลก การได้รับรางวัลในครั้งนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของวันสตรีสากล ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความเสมอภาคและยกย่องความสำเร็จของสตรี ดร.ฌัลลิกา ถือเป็นต้นแบบของนักวิทยาศาสตร์หญิงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “เพศสภาพไม่ใช่อุปสรรคต่อการแก้โจทย์ระดับชาติ” งานวิจัยของเธอไม่ใช่เพียงสูตรทางเคมีหรือรหัสพันธุกรรมในห้องแล็บ แต่คือ “สถาปัตยกรรมแห่งความมั่นคงทางการป้องกันโรคระบาด’ ที่จะปกป้องคนและสัตว์จากวิกฤตการณ์ทางชีวภาพในอนาคต นอกจากรางวัล Women of the Year 2026 แล้ว ก่อนหน้านี้เธอยังการันตีความสามารถด้วยรางวัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 จากลอรีอัล ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ต่อเนื่อง ปัจจุบัน วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ของทีมวิจัยมีประสิทธิผลสูงถึง 70–100% ในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังเร่งผลักดันสู่การทดสอบในระดับฟาร์มจริงภายใต้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมจากฝีมือ "นักวิจัยไทย" กลายเป็นมรดกทางปัญญาที่ส่งต่อให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
18 ปี การแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อทุกชีวิต ประกาศเจตนารมณ์ มุ่งขับเคลื่อนการแพทย์ฉุกเฉินสู่โครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้ายกระดับระบบดิจิทัลเต็มพิกัด เพื่อประชาชนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย
วันที่ 7 มีนาคม 2569 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ครบรอบ 18 ปี โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการอบรม CPR เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การมอบปีกกิตติมศักดิ์ เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน (Executive HEMS Thai Sky Doctor) การมอบรางวัลผู้ปฏิบัติงานดีเด่นของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ประจำปี 2569 มูลนิธิธนาคารกรุงศรีอยุธยามอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการปฏิบัติภารกิจด้านอื่นๆ ของ สพฉ. จำนวนสองล้านบาท กิจกรรม Open house นวัตกรรมและความก้าวหน้าการแพทย์ฉุกเฉินไทย การเปิดตัวระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (National Digital Emergency Medical Service Platform: NDEMS) อย่างเป็นทางการ และการเสวนา "อดีตสู่ปัจจุบัน การแพทย์ฉุกเฉินไทย ไปถึงไหน?" โดย ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ. นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และ นพ.ประจักษวิช เล็บนาค อดีตรองเลขาธิการ สพฉ. คนที่ 1 โดยในวาระครบรอบ 18 ปีนี้ สพฉ. ตั้งเป้าขับเคลื่อนการแพทย์ฉุกเฉินสู่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ร่วมกับการพัฒนาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศภายใต้การขับเคลื่อนของ สพฉ. มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งในที่นี้ต้องขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล พาราเมดิก พี่น้องอาสาสมัคร และมูลนิธิต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ และอุทิศตน เป็นกำลังสำคัญในฐานะผู้ปฏิบัติการด่านหน้า ช่วยชีวิตประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน และขอขอบคุณภาคีเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติด้วยดีเสมอมา และขอฝากความหวังให้ สพฉ. และภาคีเครือข่าย ร่วมบูรณาการเพื่อพัฒนามาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเข้มแข็งในทุกระดับ เพื่อให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป ด้าน ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา สพฉ. มุ่งมั่นพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ ทั้งการสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้แก่ภาคประชาชน ผ่านการฝึกอบรมการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้านการแพทย์ฉุกเฉินยังทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานผู้ปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการ และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์มกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ NDEMS ที่ สพฉ. พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงและให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที ลดอัตราการเสียชีวิตและพิการได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในวาระของการครบรอบ 18 ปี สพฉ. มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนยกระดับให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินแก่ประชาชนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันท่วงทีสืบต่อไป ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ร่วมเป็นเกียรติในงาน รับมอบปีกกิตติมศักดิ์เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน ร่วมนำเสนอและสาธิตระบบ NDEMS (National Digital Emergency Medical Services) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะด้านการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่พัฒนาโดย สพฉ. ร่วมกับ สวทช. เพื่อยกระดับการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ผ่านระบบ 1669 เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยแบบ Real-time, ใช้ VDO Call ประเมินอาการจากที่เกิดเหตุ และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ความสำเร็จแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” หนุน กทม. บริหารจัดการเมืองดิจิทัล โปร่งใส ตรวจสอบได้
(4 มีนาคม 2569) – นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยความก้าวหน้าการประยุกต์ใช้ แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ในการแก้ไขปัญหาเมือง โดยการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีไทยในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลระบุว่า มีเรื่องร้องเรียนสะสมผ่านระบบจำนวน 1,231,758 เรื่อง โดยดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ 1,002,604 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 81 อยู่ระหว่างดำเนินการ 82,418 เรื่อง (ร้อยละ 7) ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 89,001 เรื่อง (ร้อยละ 7) และรอรับเรื่อง 617 เรื่อง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันดูแลเมือง ควบคู่กับประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานที่สามารถติดตาม ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ในด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า ประชาชนพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหา 326,636 เรื่อง (ร้อยละ 81) และไม่พึงพอใจ 77,882 เรื่อง (ร้อยละ 19) โดยประชาชนสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเปิดเผยสถิติอย่างโปร่งใส แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ได้รับการพัฒนาโดย ทีมนักวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเป็นเครื่องมือกลางในการรับแจ้งปัญหาเมือง อาทิ ถนนชำรุด ไฟฟ้าดับ น้ำท่วมขัง ขยะตกค้าง ต้นไม้กีดขวาง และปัญหาด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุพร้อมแนบภาพถ่ายและพิกัด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและเข้าดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2565 ที่กรุงเทพมหานครนำระบบไปใช้อย่างเป็นทางการ ได้มีการปรับกระบวนงานราชการจากรูปแบบสั่งการตามลำดับชั้นแบบเดิม สู่ระบบดิจิทัลที่ลดขั้นตอนการประสานงาน เพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน หลายประเภทเรื่องสามารถแก้ไขแล้วเสร็จภายใน 1–3 วัน จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อีกทั้งข้อมูลเชิงสถิติจากระบบยังช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์แนวโน้มปัญหา และนำไปพัฒนานโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ Traffy Fondue จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาเชิงระบบ หากยังเป็น “สะพานเชื่อม” ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา เสนอแนะ และติดตามผลด้วยตนเอง ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยในระดับเมือง ที่ประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการพัฒนาและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ สวทช. ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศในการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมสนับสนุนการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต ในงาน One Stop Open House 2026 ภายใต้แนวคิด Open Mind, Open Future
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ‘One Stop Open House 2026’ ภายใต้แนวคิด "Open Mind, Open Future" มุ่งทลายกำแพงการศึกษา สร้างความเท่าเทียม และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่การเป็น “กำลังคนแห่งอนาคต” (Future Workforce) โดยมี ดร.พิมพ์พร ชีวานันท์  เลขานุการ รมว. อว. ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในโอกาสนี้ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดงานดังกล่าว เพื่อแสดงความร่วมมือของ สวทช. ในการสนับสนุนกิจกรรมของกระทรวง อว. ที่มุ่งเผยแพร่บทบาท ภารกิจ และผลงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณชน สวทช. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเท่าเทียม และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่การเป็น “กำลังคนแห่งอนาคต” เปิดโอกาสให้ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน ที่สนใจพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มองหางานที่ท้าทาย หรือหาทุนเพื่อต่อยอดความรู้ ระดับปริญญาโท-เอก อาทิ  TAIST-Science Tokyo TGIST  หรือทุนวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoc) รวมถึงเปิดรับบุคลากรหลายตำแหน่ง ในสายงานสนับสนุน และสายงานวิจัย วิศวกร นวัตกร (IT/Data/AI)  หรือนักศึกษาฝึกงานไฟแรง หากสนใจ ร่วมงานกับ สวทช. สามารถพก Resume มายื่นเพื่อพิจารณาและสัมภาษณ์เบื้องต้น ฝ่ายบริการทรัพยากรบุคคล สวทช.  ก็พร้อมให้ข้อมูลตำแหน่งงานที่น่าสนใจและขั้นตอนการสมัครแบบครบจบที่บูธ พบกับ สวทช. ในโซน C : Open Opportunities (เปิดโอกาสสู่อนาคต)  สานพลังส่งเสริมการศึกษา  ในงาน ‘One Stop Open House 2026’ เข้าร่วมงานฟรี! ระหว่างวันที่ 6 – 8 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 1–2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://aimevent.co/One-stop-open-house-2026
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์