ผลการค้นหา :
สัมมนา “Medical Device Technologies Provide Added Value in Patient Care and in Economic Development”
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา 📢
📌"Medical Device Technologies Provide Added Value in Patient Care and in Economic Development"
------------------------
🗓วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568
🕜 เวลา 10.00 – 11.30 น.
📍 ห้องประชุม ห้องบุษกร ชั้น 1 อาคารเนคเทค
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
------------------------
📌สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
Sirorat Boonrattanakul
02 564 6500 #4414 siroratb@mtec.or.th
ลงทะเบียนได้ที่: https://lnkd.in/gMsfYdCj
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช.ขอเชิญชวนสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต สมัครเข้ารับรางวัล
🔷 สวทช.ขอเชิญชวนสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต สมัครเข้ารับรางวัล
🏆 Industry 4.0 Recognition Awards 2025 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้กับสถานประกอบการที่มีความโดดเด่น ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมไปใช้เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)
📌 คุณสมบัติผู้สมัคร
✅ ผ่านการประเมิน Thailand i4.0 Index : i4.0 CheckUp (Self-assessment ผ่านระบบออนไลน์) หรือ Full Assessment จาก สวทช.
✅ สถานประกอบการมีความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่ Industry 4.0 อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านกระบวนการผลิต ระบบดิจิทัลอัตโนมัติ พัฒนาทักษะแรงงาน และการจัดการอย่างยั่งยืน
✅ ผลการประเมิน Thailand i4.0 Index ผ่านเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ สวทช. กำหนด
📅 กำหนดการ
🗓 รับสมัครถึง : 15 ส.ค. 2568
📣 ประกาศผล : 25 ส.ค. 2568
🎉 มอบรางวัล : 3 ก.ย. 2568 เวลา 18.00 น.📍 ณ โรงแรมคาร์ลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ
📥 สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติม:
🔗 https://www.nstda.or.th/i4platform
📞 สอบถาม:
คุณภูวดล ☎️ 0 2564 7000 ต่อ 1350 ✉️ phuvadol.harntaepin@nstda.or.th
คุณจาณิวรรณ ☎️ ต่อ 71557 ✉️ janiwan@nstda.or.th
กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช.
🔗 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับรางวัลเกียรติยศอันทรงเกียรติ Industry 4.0 ของไทย
🚀 ยกระดับองค์กรสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน
#Industry4RecognitionAwards2025 #SmartFactory #i4Index #i4platform #NSTDA
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. เปิดตัว “NSTDA ChatAI (ชาไทย)” แพลตฟอร์ม Generative AI ปลอดภัย ใช้งานง่าย ตอบโจทย์องค์กร
21 กรกฎาคม 2568 – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัว “NSTDA ChatAI” หรือ “ชาไทย” แพลตฟอร์ม Generative AI ประสิทธิภาพสูงเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรภายในองค์กร โดยเน้นความสะดวกในการใช้งานและความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสำคัญ
NSTDA ChatAI (ชาไทย) ถือเป็นผลงานต่อยอดจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้าน Generative AI ในระดับองค์กรโดยเฉพาะ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับฐานข้อมูลเอกสารภายในองค์กร โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานโมเดล AI ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT (OpenAI), Claude (Anthropic) หรือ Pathumma LLM ซึ่งพัฒนาโดย NECTEC สวทช. อีกทั้งยังสามารถติดตั้งโมเดลใหม่ ๆ เพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย
คุณสมบัติสำคัญของแพลตฟอร์ม “ชาไทย” ได้แก่
โต้ตอบสนทนาแบบ Generative AI ทั่วไป รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
สอบถามข้อมูลจากเอกสารที่อัปโหลด วิเคราะห์ภาพถ่าย ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ และให้ระบบเลือกใช้งานชุดข้อมูลเฉพาะ (Collection) ประกอบการตอบคำถาม ด้วยเทคนิค Retrieval Augmented Generation (RAG) ที่ช่วยให้คำตอบอ้างอิงจากฐานข้อมูลขององค์กร
มีมาตรการรักษาความปลอดภัย และควบคุมสิทธิ์เข้าใช้งานตามระดับผู้ใช้ในระบบองค์กร
โดยในการเปิดตัวครั้งนี้ สวทช. ได้เปิดให้บุคลากรกว่า 1,300 คน ทดลองใช้งานแพลตฟอร์มชาไทย และวางแผนขยายไปยังบุคลากรทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2568
โอกาสนี้ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้แนะนำแนวทางการใช้ Generative AI อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเทคนิคการเขียน Prompt การทำความเข้าใจ AI Hallucination วิธีการตรวจสอบและนำผลลัพธ์ AI ไปใช้ให้ถูกวิธี ทั้งในงานวิจัยและงานสนับสนุน ตอกย้ำความมุ่งมั่นและนโยบายในการผลักดันเทคโนโลยี AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในองค์กร
NSTDA ChatAI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ สวทช. จะเดินหน้าพัฒนาและขยายศักยภาพ NSTDA ChatAI อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน พร้อมเปิดใช้งานในวงกว้างอย่างเต็มศักยภาพในอนาคตอันใกล้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค สวทช.–UNIDO ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าเตรียมความพร้อมจัดการสาร POPs เพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืน
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ: ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการและการประชุมรับฟังความเห็น ในหัวข้อ “จากอนุสัญญาสตอกโฮล์มถึงกฎหมายไทย: อัปเดตสาร POPs และเตรียมความพร้อมจัดการ PFAS และ POPs ให้สอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการที่เอ็มเทค ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจาก องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และดำเนินรายการโดย ดร.วิชชุดา เดาด์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์กว่า 100 คน และผ่านระบบออนไลน์ มากกว่า 300 คน
นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า การสัมมนาและประชุมรับฟังความคิดเห็น “จากอนุสัญญาสตอกโฮล์มถึงกฎหมายไทย: อัปเดตสาร POPs” ที่จัดขึ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) สอดคล้องกับอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ที่มีเป้าหมายสำคัญในการลดและเลิกการผลิต การใช้ และการปลดปล่อยสาร POPs โดยกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภายในประเทศ การจัดสัมมนาในวันนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และ UNIDO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ ครั้งที่ 12 นำเสนอแผนดำเนินงานของไทย และรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสาร POPs โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดทิศทางการจัดการสารเคมีและของเสียให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต เพื่อลดและเลิกการใช้สาร POPs ตามเป้าหมายของอนุสัญญาสตอกโฮล์มต่อไป
อัปเดตข้อมูลจากการประชุมภาคีสมาชิกครั้งที่ 12 (COP-12) ของอนุสัญญาสตอกโฮล์ม
นางสาวปิยนันท์ อุดมแตง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ส่วนสารอันตราย กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอ ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ครั้งที่ 12 ซึ่งมีข้อมติสำคัญ ได้แก่ การขึ้นบัญชีสาร POPs ชนิดใหม่ และ ข้อยกเว้น (SC 12/9-15), การลดและขจัดการปลดปล่อยจากขยะ (SC 12/6) และแผนการดำเนินงานของ Compliance Committee ช่วงปี ค.ศ. 2026-2027 (12/22) “อนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ มีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีอันตราย โดยลด เลิก และควบคุมการผลิต การใช้ และการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีรายชื่อสาร POPs ภายใต้อนุสัญญาฯ รวม 37 รายการ ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 12 (SC COP-12) มีมติบรรจุสาร POPs ชนิดใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ Chlorpyrifos, MCCPs และ Long-chain PFCAs ในบัญชี Annex A เพื่อห้ามผลิตและใช้ พร้อมข้อยกเว้นพิเศษบางกรณี และปรับข้อยกเว้นของสาร UV-328 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจัดการของเสีย POPs และติดตามการปฏิบัติตามอนุสัญญา โดยไทยในฐานะภาคีสมาชิก ต้องเตรียมดำเนินมาตรการควบคุมและบริหารจัดการตามพันธกรณี”
แนวทางการควบคุม POPs ภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย
นางสาวจณัญญา อ่อนศรี ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตราย กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม บรรยายถึงแนวทางการควบคุมสาร POPs ภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย “ปัจจุบัน พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ได้แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ประเภท ตามระดับความเสี่ยงและรูปแบบการควบคุม ได้แก่ ประเภทที่ 1 ต้องแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริง ประเภทที่ 2 ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบ ประเภทที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาต และ ประเภทที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือครอบครองโดยเด็ดขาด ขณะที่บัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2568) ได้ปรับปรุงข้อมูลครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสาร POPs ที่อยู่ระหว่างขยายรายการควบคุมเพิ่มเติม เน้นย้ำผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผ่านระบบหารือเคมีภัณฑ์ออนไลน์ ที่ http://haz3.diw.go.th/hazvk/”
การจัดการกากของเสียที่ปนเปื้อนสาร POPs
นางนุชนาถ สุพรรณศรี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีการกำจัดและการจัดการกากอุตสาหกรรม กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบายถึงแนวทางการจัดการกากของเสีย และประเด็นการคัดแยกและกำจัดของเสียที่มีสาร POPs “การจัดการกากของเสียที่ปนเปื้อนสาร POPs เป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางไม่ใช่แค่การกำจัดของเสีย แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแยกประเภท การเก็บรวบรวม การขนส่ง การกำจัด ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารอันตรายและลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนอย่างยั่งยืน การดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมระบบกำกับติดตามที่มีประสิทธิภาพ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อประเภทของเสีย และการตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ก่อให้เกิดของเสีย ผู้ขนส่ง ผู้รับกำจัด ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้กระบวนการจัดการของเสียเป็นไปอย่างปลอดภัย ครบถ้วน และลดผลกระทบในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม”
ก้าวแรกสู่แผนปฏิบัติการระดับชาติ
นางสาวประไพศรี อาสนรัตนจินดา ผู้อำนวยการส่วนสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขึ้นทะเบียน“ข้อยกเว้นพิเศษ” สำหรับสาร POPs กลุ่ม MCCPs “ภายใต้อนุสัญญาสตอกโฮล์ม เพื่อให้ประเทศไทยมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านการใช้สารทดแทนหรือกระบวนการผลิตเพื่อเลิกการใช้สารกลุ่ม MCCPs โดยกระบวนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนจำเป็นที่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคผู้ประกอบการในการให้ข้อมูลในรายการข้อยกเว้นพิเศษสำหรับการผลิตและการใช้สารกลุ่ม MCCPs พร้อมแนวทางควบคุมการปลดปล่อยสารออกสู่สิ่งแวดล้อม การป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และการเฝ้าระวังการปนเปื้อน เพื่อเสนอคณะกรรมการภายในประเทศ พิจารณาก่อนแจ้งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ โดยระยะเวลาข้อยกเว้นไม่เกิน 5 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี หากมีเหตุผลจำเป็นและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐภาคี”
ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส เอ็มเทค สวทช. นำเสนอร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสาร POPs ให้สอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศ “แผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการและกำจัดวัสดุที่ปนเปื้อนสารมลพิษตกค้างยาวนาน โดยเน้นสารในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น decaBDE, PFAS, และ MCCPs ที่พบในอุปกรณ์ไฟฟ้า โฟมดับเพลิง และในพลาสติกบางประเภท แผนปฏิบัติการนี้ มุ่งยกระดับทั้งด้านกฎหมาย การควบคุมการผลิต การนำเข้า การวางตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีสาร POPs ห้ามการรีไซเคิลวัสดุที่มีการปนเปื้อนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการในประเทศ พร้อมส่งเสริมมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้การจัดการสาร POPs มีประสิทธิภาพทั้งระบบ ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์หลัก เช่น การเสริมโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมการหมุนเวียนวัสดุ การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”
การรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม
ตลอดการสัมมนา ผู้เข้าร่วมได้รับฟังข้อมูลสำคัญและร่างแผนปฏิบัติการฯ อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในช่วงสรุปอย่างสร้างสรรค์ ข้อเสนอแนะเหล่านี้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนฯ ให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความพร้อมของไทยในการบำบัดและกำจัดสาร POPs อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ POPs และเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ที่ www.mtec.or.th/smartcircular DE4CE@mtec.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึกพันธมิตรรวม 10 หน่วยงาน ร่วมมือพัฒนา “ฐานข้อมูลและตัวชี้วัด” หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นำไทยสู่ Net Zero แข่งขันเวทีโลก
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ: ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ร่วมกับผู้บริหารจาก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.)
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด "S&T Implementation for Sustainable Thailand" โดยมีสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน” มีบทบาทด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก (GHGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี พ.ศ.2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593
“การลงนามความร่วมมือในวันนี้ สวทช. จะมีบทบาทเป็นเลขานุการเครือข่ายร่วมกับ สอวช. และเป็นหน่วยงานวิจัยที่ร่วมดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำฐานข้อมูล และตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สำคัญต่อประเทศ สนับสนุนกระบวนการทำงานและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตลอดจนร่วมผลักดันโจทย์วิจัยที่เกี่ยวข้องและร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นของสมาชิกเครือข่ายฯ เพื่อให้สามารถผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
นางสาววรรณภา คล้ายสวน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ ที่สามารถนำไปใช้ในการประเมินระดับการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เช่น ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ถูกกำหนดเป้าหมายไว้ในหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 อีกทั้งเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการของสหภาพยุโรป CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ดังนั้นการมีข้อมูลและตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการพัฒนาตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator, GEl) ซึ่งสอดรับกับความร่วมมือระหว่าง 10 หน่วยงานในวันนี้ โดยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศต่อไป โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเรือธงของยุทธศาสตร์ สอวช. ที่ตั้งเป้าหมายสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) กล่าวว่า มสท. จะร่วมสนับสนุนและเสนอแนะข้อมูลความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเศรษฐกิจการค้าและความยั่งยืน พร้อมเสนอโจทย์งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้คำปรึกษาทางวิชาการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเสริมกับศักยภาพของ สวทช. ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอนในภาคส่วนต่าง ๆ จะช่วยยกระดับการใช้ฐานข้อมูลและองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำหนดนโยบาย และการผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า สผ. มีภารกิจจัดทำนโยบาย แผน มาตรการ กลไก รวมถึงการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติบนพื้นฐานบูรณาการข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลและตัวชี้วัด ความร่วมมือในวันนี้จะเป็นการวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนประเทศที่สอดรับทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเป้าหมายสากลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส.อ.ท. กล่าวว่า สอท. จะมีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลความต้องการและความเร่งด่วนของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และให้การสนับสนุนทั้งด้านความร่วมมือและองค์ความรู้จากเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กสอ. กล่าวว่า กสอ. มีบทบาทในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมขีดความสามารถทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs นำแนวคิด BCG มาปรับใช้ในธุรกิจ พร้อมส่งเสริมด้านการปรับปรุงกระบวนปารผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยึดมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมโดยรอบ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการลดก๊าซเรือนกระจก สู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม
นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสถิติของประเทศ จะร่วมพัฒนาและบริหารจัดการฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการสร้างสถิติทางการที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการติดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับชาติและสากล สสช. จะเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพในอนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า อบก. เป็นหน่วยงานรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐานสากล มีบทบาทสำคัญในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งในการลงนามครั้งนี้ อบก. จะร่วมบริหารจัดการเครือข่าย ให้คำแนะนำการจัดทำข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทไทย และสนับสนุนกิจกรรมของภาคีเครือข่าย เพื่อให้รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ มุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2065
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนโยบายและมาตรการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมลงนาม MOU พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเชิงนโยบาย เสนอโจทย์วิจัยและเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและงบประมาณ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย นาโนเทค จับมือ คพ. หนุนใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นำร่องลุ่มน้ำกก-ฝุ่น PM2.5
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) และคุณภาพน้ำ นำร่องใช้นวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ ร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้เข้าถึงประชาชน แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด "S&T Implementation for Sustainable Thailand" หรือ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน มุ่งเน้นเป้าหมายหลักใน 4 มิติ ได้แก่ การสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มการพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนพันธกิจการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไปสู่การใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ทำให้งานวิจัยเข้าถึงประชาชนและถึงผู้ใช้ประโยชน์จริงจากนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือนี้ไม่เพียงรวมทรัพยากรของสองหน่วยงาน แต่ยังเสริมพลังซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้ความรู้และนวัตกรรมเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสองหน่วยงาน” ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจย้ำ
ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. โดยนาโนเทค ได้ร่วมประชุมกับกองจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (นำโดยดร. ชานัน ติรณะรัต ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพน้ำ) กำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเด็นคุณภาพน้ำ จากวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. โดย นาโนเทค และเอ็มเทค (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ) นำสู่การทำงานร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ หรือ สคพ. ในการตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคสำหรับชุมชนภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างปี 2566-2567 เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดมากกว่า 2,700 ครัวเรือน ในปี 2568 มากกว่า 24,000 ครัวเรือน และจะขยายวงกว้างในพื้นที่อื่นในอนาคต โดยอาศัยนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ กิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางการวิจัยของนาโนเทคหรือที่เรียกว่า strategic focus : น้ำและสิ่งแวดล้อม ที่ตอบโจทย์และปัญหาที่สำคัญของประเทศ
“โครงการที่เราทั้งสองหน่วยงานคาดว่า จะดำเนินการร่วมกันภายใต้ความร่วมมือฯ นี้ คือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ เพื่อสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำกกในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ สคพ. 1 เชียงใหม่ ในการเก็บตัวอย่างน้ำในลุ่มน้ำกก เพื่อนำไปวิเคราะห์ด้วยเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าตรวจวัดโลหะหนัก หรือ Chem Sense ที่เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนัก ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู” ดร. อุรชากล่าว
ผลจากการตรวจด้วยนวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าของนาโนเทคนั้นพบว่า สอดคล้องกันกับผลจากวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า เครื่องมือนี้สามารถนำไปขยายผลเป็นเครื่องมือคัดกรอง ที่สามารถรู้ผลทันที สำหรับการเฝ้าระวังในพื้นที่ และดำเนินการป้องกัน-แก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่ครอบคลุมการต่อยอดใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ของนาโนเทคอีกด้วย
เช่นเดียวกับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) ก็เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ที่ สวทช. พร้อมจะทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้ขยายผลเพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป
นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีความรุนแรง ซับซ้อน และแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ในการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านนาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโลหะวัสดุ และเทคโนโลยีด้านพลังงาน
“ที่ผ่านมา สวทช. ได้สนับสนุนเครื่องมือตรวจวัดโลหะหนักที่สำคัญ ๆ เช่นเครื่อง Chem Sense เครื่องเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า สำหรับตรวจวัดโลหะหนัก ซึ่งสามารถตรวจวัดเบื้องต้นในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งสามารถสนับสนุนการทำงานของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนามาตรฐานและ มาตรการการจัดการมลพิษ รวมถึงการกำกับ ดูแลและบังคับใช้กฎหมายในการจัดการมลพิษทั้งด้านน้ำ อากาศ เสียง กากของเสียและสารอันตราย ดังนั้น การบูรณาการในครั้งนี้จึงเป็นเพื่อการร่วมกันพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ อากาศ กากของเสีย สารเคมีหรือสารมลพิษต่าง ๆ และสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันในอนาคตต่อไปนี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่เป็นการบูรณาการหลายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าว
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษชี้ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่เราจะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน และตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยดีขึ้น ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘N-sense’ อุปกรณ์คัดกรอง BY2 ตกค้างในทุเรียน รับมือวิกฤตส่งออกจีน
Basic Yellow 2 หรือที่นิยมเรียกกันในชื่อ BY2 คือ สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและกระดาษ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์บางประเภท โดยสารชนิดนี้อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (พบการก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีผลการทดสอบทางคลินิก)
ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศนำสารชนิดนี้มาย้อมเปลือกทุเรียน เพื่อให้เปลือกมีสีเหลืองทอง น่ารับประทาน สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้เดือนมกราคมที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศ โดยผู้ส่งออกต้องแนบเอกสารใบรับรองการตรวจสอบสาร BY2 ว่าไม่มีสารปนเปื้อนที่เปลือก (หรือมีไม่เกิน 2 ppb) กรมวิชาการเกษตร ประเทศไทย จึงได้ออกมาตรการ Set Zero หรือห้ามไม่ให้มีการใช้สาร BY2 กับทุเรียนส่งออกทันที โดยหากตรวจพบ ผู้ประกอบการจะโดนระงับการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชที่ต้องใช้แนบประกอบการส่งออก และอาจนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานได้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา N-sense อุปกรณ์วิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 แบบพกพา ใช้งานง่าย รู้ผลใน 20 นาที
[caption id="attachment_71191" align="aligncenter" width="750"] ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ตั้งแต่มีการประกาศถึงอันตรายจากการใช้งานสาร BY2 ในอุตสาหกรรมทุเรียนทั้งในไทยและต่างประเทศ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งพัฒนาอุปกรณ์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองปริมาณสารตกค้าง เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเครื่องมือง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น
“สาร BY2 เป็นสารเคมีชนิดละลายน้ำได้ มีความทนทานต่อแสงและความร้อน สารชนิดนี้จึงมีโอกาสตกค้างในพื้นที่ที่ใช้งานได้นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของสาร ดังนั้นแม้สถานประกอบการจะหยุดใช้สารชนิดนี้ก่อนจัดเก็บผลผลิตทุเรียนชุดใหม่แล้ว ก็อาจยังมีสารตกค้างอยู่ตามลัง พื้นที่โรงคัดบรรจุ หรือกระทั่งเสื้อผ้าและถุงมือของแรงงาน ซึ่งจะปนเปื้อนทุเรียนที่เข้ามาใหม่ได้
“ทั้งนี้หากการตรวจหาปริมาณสาร BY2 ตกค้าง เพื่อออกเอกสารรับรองสำหรับส่งออก พบการปนเปื้อนแม้เพียงผลใดผลหนึ่งจากการสุ่มตรวจทั้งหมด ทุเรียนในลอตนั้นจะโดนตีกลับทั้งหมดทันที โดยทั่วไปตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ บรรจุได้ประมาณ 2,000-4,000 ผล หรือน้ำหนักประมาณ 15-18 ตัน ซึ่งผู้ประกอบการหรือกลุ่มเกษตรกรไทยส่งออกลอตละ 1-50 ตู้ต่อรายต่อวันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลได้”
จากข้อมูลล่าสุด ณ เดือนเมษายน ประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการ 10 แห่ง ที่ได้รับการรับรองจากกรมศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และอยู่ภายใต้การรับรองของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจและออกใบรับรองการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 ปนเปื้อนในเปลือกทุเรียนว่าไม่เกิน 2 ppb โดยใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงต่อลอต และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อชุดตัวอย่างที่สุ่มตรวจ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อ 1 ตู้คอนเทนเนอร์
[caption id="attachment_71190" align="aligncenter" width="750"] ดร.อรรณพ คล้ำชื่น ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย นาโนเทค สวทช.[/caption]
ดร.อรรณพ คล้ำชื่น ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงความปลอดภัยและสารสนเทศ นาโนเทค สวทช. ทีมวิจัยผู้พัฒนา N-sense อุปกรณ์วิเคราะห์ปริมาณสาร BY2 แบบพกพา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีเซนเซอร์และการวิเคราะห์ระดับนาโนขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุปกรณ์ชนิดนี้ โดยอุปกรณ์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ขั้วเซนเซอร์เคมีไฟฟ้าที่มีความจำเพาะกับสาร BY2 และเครื่องอ่านและประมวลผลแบบพกพา
“N-sense ใช้งานง่าย ผู้ใช้งานเพียงตัดเปลือกทุเรียนจากผลที่ต้องการสุ่มตรวจมาปั่นละเอียด แล้วนำเปลือกที่ปั่นแล้วปริมาณ 1 กรัม ไปผสมกับแอลกอฮอล์ปริมาณ 5 มิลลิลิตรในหลอดทดลอง เขย่าสารให้เข้ากันแล้วตั้งทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใช้หลอดดูดเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลวมาหยดลงบนขั้วของเซนเซอร์ที่เสียบไว้กับเครื่องอ่านผล เพียงเท่านี้ก็จะทราบผลการวิเคราะห์เป็นตัวเลขปริมาณสาร BY2 ที่ตรวจพบได้ภายใน 1-2 นาที หรือใช้เวลาตรวจรวมไม่เกิน 20 นาที ทุกขั้นตอนทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตรวจและอ่านผล”
เทคโนโลยี N-sense ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นตรวจวัดปริมาณสาร BY2 ได้ที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.56 ppb มีความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 85 มีอัตราการคลาดเคลื่อนของปริมาณสารที่ตรวจวัดได้ต่ำ อย่างไรก็ตามอุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองเพื่อออกเอกสารประกอบการส่งออกได้
[caption id="attachment_71198" align="aligncenter" width="750"] สมาน พรหมมา ประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนวังจันทร์ จ.ระยอง[/caption]
สมาน พรหมมา ประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนวังจันทร์ จ.ระยอง ในฐานะตัวแทนกลุ่มเกษตรที่มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 300 ไร่ เล่าว่า หลังจากมีการออกมาตรการตรวจสอบสาร BY2 ในทุเรียนที่จะส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต่างต้องเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสารนี้ และดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผลทุเรียนมี BY2 ตกค้างหรือปนเปื้อน
“การที่นักวิจัยจากนาโนเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีคัดกรองที่ใช้ตรวจง่าย รู้ผลเร็ว และมีราคาจับต้องได้ ซึ่งถูกกว่าการตรวจโดยห้องปฏิบัติการประมาณ 10 เท่ามาช่วยเหลือ มีส่วนช่วยทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในกลุ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะการได้สุ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่ต้นด้วยตัวเองก่อนเตรียมการส่งออกผลผลิต จะช่วยลดโอกาสความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายมหาศาลได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบันทีมวิจัยนาโนเทค สวทช. กำลังวางแผนร่วมกับสมาคมทุเรียนไทยและสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย เพื่อขยายผลการทดสอบใช้งานอุปกรณ์ N-sense เพิ่มเติมในจังหวัดระยอง จันทบุรี และชุมพร โดยได้ผลิตอุปกรณ์เตรียมไว้แล้วประมาณ 50 ชุด นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนขอความร่วมมือไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิชาการเกษตรในการสอบเทียบมาตรฐานอุปกรณ์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ที่งานพัฒนาธุรกิจ นาโนเทค สวทช. อีเมล์ bdis-bdv@nanotec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ประกาศผล ‘ทีมซินแท็กซ์ไวยากรณ์’ คว้าแชมป์ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6 เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันระดับนานาชาติ
(15 กรกฎาคม 2568) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) และหน่วยงานพันธมิตร ประกาศผลการแข่งขัน “โครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge” โดยทีมซินแท็กซ์ไวยากรณ์ (Syntax Waiyakorn) คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ในภารกิจแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศแอสโตรบี (Astrobee) ที่ปฏิบัติงานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ให้ปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมรอบชิงแชมป์นานาชาติที่ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมกับแจ็กซา และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกันจัดแข่งขันโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ทั้งนี้ สวทช. เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีโจทย์ภารกิจเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระบบจำลองหรือ Simulation ควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ให้ค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งทีมที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดจากผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 208 ทีมทั่วประเทศ จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติต่อไป
“ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมซินแท็กซ์ไวยากรณ์ ซึ่งมีสมาชิก 4 คน ประกอบด้วย นายจิรายุ ถ่องโชติช่วง (หัวหน้าทีม) นายปรมะ วัฒนไกร ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นายธนกร บุณยเสนา ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายธานัท ทองวานิช ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากนี้ทีมซินแท็กซ์ไวยากรณ์จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ในรายการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge ร่วมกับตัวแทนเยาวชนอีก 11 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาล ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568”
ดร.จุฬารัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมคิดไม่ออก (KidMaiOK) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมมาเล่นแต่เอาจริง (Ma len tae ao jing) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรางวัลทีมนำเสนอดีเด่น ได้แก่ ทีมเส้นสวย (SENSUAY) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมโรโบตา (Robota) จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
“ปีนี้เรามีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันถึง 208 ทีม ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในบรรดาประเทศผู้จัดทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 23 ทีม มัธยมศึกษาตอนปลาย 145 ทีม และระดับมหาวิทยาลัย 40 ทีม การแข่งขันครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะแบบบูรณาการ ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ การเขียนโปรแกรม รวมถึงทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม เราเชื่อมั่นว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต”
นายทาเคฮิโระ นากามูระ (Takehiro Nakamura) ผู้อำนวยการองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทั้ง 208 ทีมว่า เป็นเรื่องน่าประทับใจอย่างยิ่งที่จำนวนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทุกทีมในการพัฒนาโค้ดเพื่อพิชิตโจทย์การแข่งขันภายใต้แนวคิดการทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ ขอแสดงความยินดีกับทุกทีมที่ได้รับรางวัล และขอต้อนรับทีมผู้ชนะเลิศสู่การแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและการทำงานของเยาวชนไทยในอนาคต
ด้าน นายวสันชัย วงศ์สันติวนิช ผู้บริหาร บริษัท เดลว์ แอโรสเปซ จำกัด ผู้ร่วมสนับสนุนโครงการแข่งขันในปีนี้ กล่าวเสริมว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมตัวแทนประเทศไทย เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนเยาวชนไทยในการแข่งขันครั้งสำคัญนี้ การตอบรับอย่างดีจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ภารกิจด้านอวกาศมีความท้าทายและต้องการบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง ทั้งการคิดวิเคราะห์เชิงระบบและความรู้แบบสหวิทยาการ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ เราขอส่งกำลังใจให้ทีมตัวแทนไทยในการแข่งขันที่ญี่ปุ่น และขอเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนทุกคนที่มีความฝันด้านการบินและอวกาศ เราเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของพวกเขาในวันนี้ คือรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศไทยในอนาคต”
ขณะที่ นายจุติวัฒน์ เสงี่ยมศักดิกร รองกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาธุรกิจ บริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด ผู้ร่วมสนับสนุนโครงการแข่งขันในปีนี้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทขอแสดงความยินดีกับเยาวชนผู้เข้าแข่งขันทุกคนในโครงการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge และขอชื่นชมทีมซินแท็กซ์ไวยากรณ์เป็นพิเศษที่คว้ารางวัลชนะเลิศในปีนี้ และได้รับโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมแข่งขันที่ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแสดงความสามารถบนเวทีด้านอวกาศระดับนานาชาติ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถและรักในเทคโนโลยี การสร้างประสบการณ์ให้พวกเขาในเวทีระดับโลก คือการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศให้พร้อมสำหรับเทคโนโลยีในอนาคตอย่างยั่งยืน”
สำหรับทีมตัวแทนประเทศไทยจะได้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ The 6th Kibo Robot Programming Challenge รอบชิงแชมป์นานาชาติ ที่ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้เยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขันจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนักบินอวกาศญี่ปุ่น และได้สัมผัสกับประสบการณ์ล้ำค่าในศูนย์อวกาศสึกุบะซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นสถานที่หลักสำหรับปฏิบัติการโครงการวิจัยอวกาศของญี่ปุ่น และฝึกฝนนักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานีอวกาศนานาชาติ นับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและจะจุดประกายความฝันให้เยาวชนไทยต่อไป
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวและร่วมส่งกำลังใจให้ทีมไทยในโครงการ Kibo Robot Programming Challenge ครั้งที่ 6 ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation หรือเฟซบุ๊ก NSTDA SPACE Education
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรมนำเสนอผลงานวิจัยใช้ได้จริงจากความร่วมมือรัฐ-เอกชน สนับสนุน 9 โครงการวิจัยในอุตสาหกรรมยา มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 9.1 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 4
(2 กรกฎาคม 2568) – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (RNS) จัดงาน Pharma ConneX 2024 Showcase ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อแสดงผลงานจาก 9 โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ Pharma ConneX 2024 มูลค่ารวมกว่า 9.1 ล้านบาท ครอบคลุมการพัฒนาใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนายากลุ่ม Modified Released Dosage Form การวิเคราะห์สารสำคัญและการตรวจสอบสารปนเปื้อนในยา และการศึกษาคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์ใน ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพร
เวที Showcase ครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัย แบ่งปัน Lesson Learn และถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกันตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนายานวัตกรรมกลุ่ม Modified Released Dosage Form การพัฒนาวิธีวิเคราะห์เพื่อยกระดับคุณภาพยา ช่วยให้นักวิจัยได้เข้าใจบริบทภาคการผลิต และภาคเอกชนได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถใช้ได้จริง
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “Pharma ConneX ไม่เพียงแต่เป็นเวทีของการจับคู่โจทย์วิจัย แต่คือพื้นที่กลางแห่ง ‘การลงมือทำร่วมกันจริง’ ระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริงในภาคการผลิต ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปีนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของภาคการวิจัยควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางสุขภาพ และมีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดโลก”
เบื้องหลังความสำเร็จ: โมเดลการทำงาน Pharma ConneX
Pharma ConneX ไม่ใช่แค่การการสนับสนุนทุนวิจัย แต่คือ “กระบวนการร่วมสร้าง” ที่ออกแบบอย่างเป็นระบบผ่าน 4 ขั้นตอน:
1-on-1 Matching
ผู้ประกอบการได้พูดคุยกับทีมนักวิจัยแบบตัวต่อตัว เพื่อระบุปัญหาและหาแนวทางพัฒนางานวิจัยร่วมกันอย่างตรงจุด
Pitching
จับมือร่วมกันจัดทำข้อเสนอโครงการและนำเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุน โดยสนับสนุนสูงสุด 50% ของงบประมาณโครงการ (ไม่เกิน 400,000 บาทสำหรับงานวิจัยทั่วไปด้านยา และสุขภาพการแพทย์ ไม่เกิน 1,000,000 บาทสำหรับงานวิจัยยานวัตกรรม)
Co-development
ทีมวิจัยและเอกชนร่วมลงมือพัฒนา ทดสอบ และปรับปรุงกระบวนการร่วมกันจากหน้างานจริง
Showcase
ปิดท้ายด้วยเวทีแสดงผลงานที่ไม่เพียงสะท้อนคุณภาพงานวิจัย แต่ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
เข้าสู่ปีที่ 4: สานต่อความสำเร็จ ต่อยอดสู่อนาคต
โครงการ Pharma ConneX เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2566 และได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรมยาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ในช่วงการดำเนินโครงการปีที่ 3 (Pharma ConneX 2025) ด้วยผลตอบรับที่ดี ทางโครงการเตรียมเปิดรับสมัครข้อเสนอโครงการจากภาคเอกชนในปีที่ 4 เร็ว ๆ นี้ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่มยา สุขภาพ และการแพทย์ได้เข้าร่วมพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมร่วมกับนักวิจัย สวทช. อย่างต่อเนื่อง
ติดตามข่าวการเปิดรับสมัครและกิจกรรมอื่น ๆ ได้ที่:
🌐 เว็บไซต์: www.nstda.or.th/pharmanetwork
📱 Facebook Page: NSTDA - สวทช.
Line OA: NSTDA Pharma Network
📞 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:
คุณศศิวรรณ เลาหสินณรงค์ 📧 sasiwan.lao@nstda.or.th | im.health@nstda.or.th ☎ 0 2564 7000 ต่อ 1468
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ยกระดับการเรียนรู้ AI ในโรงเรียน ด้วยแพลตฟอร์ม LEAD Education
เนคเทค สวทช. โชว์ผลงานการพัฒนา LEAD Education (LEarning analytics of ADaptive Education) แพลตฟอร์มบริการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ภายใต้โครงการ Adaptive Education Platform เพื่อยกระดับการเรียนการสอนในโรงเรียนให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล พร้อมโชว์ตัวอย่างการนำแพลตฟอร์มไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียนนำร่อง โดยร่วมกับ สพฐ. และ สสวท. นำแพลตฟอร์มไปให้ครูใช้เป็นเครื่องมือจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโรงเรียน
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
สวทช. – SCB เปิดปฐมนิเทศนักเรียนทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 และ JSTP-SCB รุ่นที่ 7 เฟ้นหา ‘นักเรียน’ สายวิทย์ฯ สู่วิชาชีพ ‘นักวิทยาศาสตร์’
(วันที่ 14 กรกฎาคม 2568): ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย คุณศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม และทีมผู้บริหารจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีเปิดปฐมนิเทศและแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 จำนวน 7 คน และ JSTP-SCB รุ่นที่ 7 จำนวน 5 คน ที่ได้รับคัดเลือก โดยมีนักเรียนทุนในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ทุนระยะยาว รุ่นที่ 27 โครงการ JSTP-SCB ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 7 และนักเรียนทุนต่อเนื่องในโครงการฯ เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project : JSTP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านการพัฒนากำลังคนของ สวทช. มีเป้าหมายในการเฟ้นหาและคัดเลือกเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย เข้ามารับการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน โดยจัดหานักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงคอยดูแลและให้คำแนะนำ เพื่อให้เด็กและเยาวชนแสดงศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก เพื่อพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมต่อไปในอนาคต”
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ กล่าวต่อว่า “ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ JSTP ระยะยาว รุ่นที่ 27 จากจำนวนที่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 507 คน ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการระยะสั้น 40 คน ซึ่งเยาวชนมีความมุ่งมั่นดำเนินโครงงานวิทยาศาสตร์ ภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่าง ๆ ของโครงการฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกผู้มีแววอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเข้ารับการส่งเสริมในระยะยาว จำนวน 7 คน ซึ่งเยาวชนทั้ง 7 คนจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาและการทำวิจัย เพื่อก้าวสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์/นักวิจัยต่อไปในอนาคต”
นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม และทีมผู้บริหารจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เห็นความสำคัญของการวางรากฐานความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการ JSTP-SCB เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนได้รับการบ่มเพาะผ่านการอบรมและพัฒนาทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมุ่งหวังให้เยาวชนเติบโตไปสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักเทคโนโลยี และนักนวัตกรรมที่มีคุณภาพและมีจริยธรรม สามารถปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากเยาวชนในโครงการ JSTP ทุนระยะยาว รุ่นที่ 27 แล้ว การปฐมนิเทศในวันนี้ ยังมีเยาวชนในโครงการการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงเพื่อรับการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่อาชีพวิจัย ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (โครงการ JSTP-SCB ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 7) ซึ่งคัดเลือกจากเยาวชนในโครงการ JSTP-SCB ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการสัมภาษณ์คัดเลือกให้รับทุน จำนวน 5 คน เพื่อเข้าสู่การรับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับปริญญาตรี รวมทั้งเชื่อมโยงและส่งต่อการรับทุนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
โอกาสนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ได้รับฟังการ “แนะนำทุนการศึกษา A*STAR ประเทศสิงคโปร์ และทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง “การแนะนำทุนการศึกษา TAIST Tokyo Tech” รวมถึง การแนะนำโครงการ Lindau GYSS DESY ภายใต้งานด้านพัฒนากำลังคนทาง วทน.
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
‘ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ’ วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
ปัจจุบันผู้คนอาจเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Big Data Analysis หรือการนำข้อมูลปริมาณมหาศาลมาสกัดเอาส่วนสำคัญไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น ใช้พัฒนาเทคโนโลยี Generative AI อย่าง Chat GPT และ Gemini, พยากรณ์อากาศ, วางแผนการตลาดของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่างานด้านเทคโนโลยีชีวภาพก็มีการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาลมาสกัดเพื่อใช้ประโยชน์เช่นกัน ทั้งเพื่อสร้างองค์ความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้ง ‘ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ’ ขึ้นในปี 2563 เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอมิกส์ที่ทันสมัยที่สุดของประเทศไทย สำหรับขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมชีวภาพ พร้อมทั้งให้บริการวิจัย พัฒนา และทดสอบระดับโมเลกุล ในหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม แบบครบวงจร (one-stop service) เพื่อเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้ภาครัฐและเอกชน
‘โอมิกส์’ คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อเทคโนโลยีชีวภาพ
[caption id="attachment_71248" align="aligncenter" width="750"] ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า โอมิกส์ (Omics) คือ คำที่ใช้เรียกเทคโนโลยีและการศึกษาทางชีววิทยาในระดับโมเลกุลอย่างเป็นระบบและครอบคลุม โดยคำว่าโอมิกส์มาจากคำต่อท้ายของศาสตร์ย่อย เช่น จีโนมิกส์ (genomics) การศึกษารหัสพันธุกรรมในระดับจีโนม, ทรานสคริปโตมิกส์ (transcriptomics) การศึกษาการแสดงออกหรือการทำงานของยีน, โปรตีโอมิกส์ (proteomics) การศึกษาหน้าที่และการทำงานร่วมกันของโปรตีน และเมตาโบโลมิกส์ (metabolomics) การศึกษาการสร้างและการเปลี่ยนแปลงของสารเมตาบอไลต์หรือสารออกฤทธิ์
“หากอธิบายให้เข้าใจง่าย เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเบื้องหลังของเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและออกแบบปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย กุ้งกุลาดำในระดับรหัสพันธุกรรม, การสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เช่น ปะการัง โกงกาง เสือโคร่ง, การวิเคราะห์และประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชสมุนไพร เช่น กระชายดำ กะเพรา กัญชง กัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและการแพทย์, การวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของโปรตีนเพื่อการผลิตสารฟังก์ชัน เช่น เพปไทด์ คอลลาเจน
“ไบโอเทค สวทช. ได้ก่อตั้งศูนย์โอมิกส์แห่งชาติขึ้นในปี 2563 เพื่อดำเนินพันธกิจด้านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ พร้อมนำโครงสร้างพื้นฐานในระดับสากลนี้มาให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชนไทยแบบครบวงจร ทั้งบริการด้านการวิจัย พัฒนา และทดสอบ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนากำลังคนและการสร้างความร่วมมือในระดับสากล เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และขยายผลการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีด้วย”
เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
[caption id="attachment_71249" align="aligncenter" width="750"] ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. เล่าถึงหนึ่งในตัวอย่างผลงานเด่นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลสำหรับตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมด้วยดีเอ็นเอ หรือ DNA-based purity testing for F1 hybrid seeds ขึ้น เพื่อให้บริการสุ่มตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายว่ามาจากพ่อ-แม่พันธุ์ที่ต้องการหรือไม่ โดยใช้เวลาตรวจเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น (ตรวจได้มากถึง 10,000 ตัวอย่างต่อวัน) แตกต่างจากวิธีการดั้งเดิมที่ต้องใช้การสุ่มปลูกจริงเพื่อรอดูผลซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก
“การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ได้เร็วจะช่วยให้เกษตรกรได้รับค่าตอบแทนภายใน 2 สัปดาห์ มีเงินทุนไปใช้ผลิตรอบใหม่ทันที สามารถเพิ่มรอบการผลิตจากปีละ 1-2 รอบ เป็น 3-4 รอบหรือมากกว่าได้ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ส่งออกเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงได้เร็วขึ้น ช่วยให้เมล็ดพันธุ์มีอัตราการงอกที่ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการเก็บมานานแล้ว ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้
“ขณะนี้ประเทศไทยมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์มูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทหรือเป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากจีนและญี่ปุ่น หากผู้ประกอบการหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้นก็อาจสร้างมูลค่าการส่งออกได้มากขึ้นแบบเท่าตัว”
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปให้บริการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ลูกผสมครอบคลุมพืชเศรษฐกิจแล้วหลายชนิด เช่น ข้าวโพด มะเขือเทศ พริก แตงโม แตงกวา เมลอน มะระ ฟัก ฟักทอง บวบ มะเขือยาว นอกจากนี้ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติยังได้รับงบประมาณแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อให้บริการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลที่ใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสม สำหรับสร้างฐานข้อมูลดีเอ็นเอพ่อ-แม่พันธุ์ในประเทศให้แก่ SMEs ไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับตัวอย่างผลงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ดร.วิรัลดา เล่าว่า ที่ผ่านมาศูนย์โอมิกส์แห่งชาติได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ศึกษาและพัฒนาฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของปะการังชนิดที่เติบโตในน่านน้ำไทย เพื่อเฝ้าระวังการเสี่ยงสูญพันธุ์ รวมทั้งใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ทีมวิจัยยังกำลังศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้ปะการังแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่อการฟอกขาวแตกต่างกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์ปะการังในน่านน้ำไทย
“ทีมวิจัยยังร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สร้างฐานข้อมูลลายนิ้วมือทางพันธุกรรมหรือ DNA fingerprint เพื่อใช้ระบุตัวเสือโคร่งทั้ง 6 ชนิดย่อย ประกอบด้วยเสือโคร่งไซบีเรีย เสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งอินโดไชนีส เสือโคร่งสุมาตรา เสือโคร่งจีนใต้ และเสือโคร่งมลายู เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ระบุรหัสพันธุกรรมของเสือแต่ละตัวได้อย่างจำเพาะเจาะจง ไม่ต่างกับการตรวจลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมสัตว์ป่าแล้ว และในอนาคตอาจขยายผลไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของเสือโคร่งในไทยต่อไป”
ผลงานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ผลงานจากที่ทีมวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ได้หยิบยกมาเล่าด้วยจุดประสงค์สำคัญคือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการให้บริการด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพด้วยเทคโนโลยีโอมิกส์ รวมถึงการให้บริการอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานระดับชั้นนำของเอเชีย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยได้ใช้ประโยชน์จากความพร้อมเหล่านี้ยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลผลงานวิจัยและขอรับบริการด้านการวิจัย พัฒนา และทดสอบ รวมถึงบริการด้านอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน ติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. โทร 0 2564 7000 ต่อ 71441 หรืออีเมล noc.th@nstda.or.th และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.nstda.or.th/noc
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


