ผลการค้นหา :
สกสว. ผนึก สวทช. และเครือข่าย เปิดตัว “ศรีเตือนภัย (SRI Alert)” ยกระดับระบบจัดการภัยพิบัติอัจฉริยะ
โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (30 มีนาคม 2569) – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคีเครือข่าย เปิดตัวแพลตฟอร์ม “ศรีเตือนภัย (SRI Alert)” ระบบอัจฉริยะบูรณาการข้อมูลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและการตัดสินใจรับมือภัยพิบัติระดับประเทศ ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ชูจุดเด่น “SRI Alert” บูรณาการข้อมูลเพื่อความปลอดภัย
โครงการ SRI Intelligent System for Citizen Engagement in Emergency Management หรือ “ศรีเตือนภัย” ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ สกสว. ในการสนับสนุนการพัฒนาเพื่อบูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อผลักดันระบบเตือนภัยอัจฉริยะสู่การใช้งานจริงในระดับพื้นที่และระดับประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่:
Intelligence Platform: การบูรณาการข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐได้อย่างทันท่วงที
Lessons Learned: การถอดบทเรียนจากวิกฤตการณ์ในอดีต เพื่อพัฒนาระบบบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
Policy Expansion: การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากเครือข่าย เพื่อขยายผลการใช้งานในระดับนโยบายและพื้นที่จริงทั่วประเทศ
Network Synergy: การเชื่อมโยงนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน เพื่อสร้างระบบรับมือภาวะวิกฤตที่เข้มแข็ง
สวทช. ขับเคลื่อนนวัตกรรม เชื่อมต่อ Traffy Fondue
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการผลักดันระบบสู่การใช้งานจริง พร้อมด้วย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมเสวนาและสาธิตระบบ โดยชูจุดแข็งของการนำแอปพลิเคชัน Traffy Fondue มาต่อยอด
"สวทช. ได้พัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากภาคประชาชนสู่หน่วยงานวิจัยและเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การรายงานเหตุและการช่วยเหลือสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์"
การเปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
[caption id="attachment_82375" align="aligncenter" width="2048"] หน้าจอแดชบอร์ด (Dashboard) ของระบบ Traffy Fondue แพลตฟอร์ม “ศรีเตือนภัย (SRI Alert)[/caption]
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. ผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน-ประชาชน ขับเคลื่อนต่อเนื่อง “ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste SDG 12.3”
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ลดขยะอาหารคือโจทย์เชิงโครงสร้าง ย้ำความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน ประกาศเดินหน้าผนึกกำลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการลดขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste SDG 12.3” ภายใต้นโยบายประกาศให้ปี พ.ศ. 2568 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นขับเคลื่อนการลดขยะอาหารของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่อให้การลดขยะอาหารไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ ลาน Eden ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวเข้าร่วมโครงการ “ลดเหลือ ลดทิ้ง : Stop Food Waste SDG 12.3” โดยนำร้านอาหารภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์กว่า 300 ร้าน เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ ร้านค้าที่เข้าร่วมจะได้รับสติกเกอร์สัญลักษณ์ “ลดเหลือ ลดทิ้ง” เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบริหารจัดการขยะอาหารอย่างรับผิดชอบและร่วมสื่อสารแนวคิด “บริโภคอย่างพอดี” สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งจัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายผู้สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการจัดการขยะอาหาร โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน LookieWaste ที่เชื่อมโยงการดำเนินงานเชิงนโยบายเข้ากับการปฏิบัติจริงเพื่อผลักดันการลดขยะอาหารอย่างเป็นระบบ โดยได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบรรณารักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงาน
นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การลดขยะอาหารไม่ใช่เพียงมาตรการปลายทาง แต่คือการปรับระบบการผลิตและการบริโภคตั้งแต่ต้นทาง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยสามารถเร่งลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ และเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล”
การขับเคลื่อนโครงการ “ลดเหลือ ลดทิ้ง” ในภาคศูนย์การค้า ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีการบริโภคในปริมาณสูง นับเป็นต้นแบบสำคัญของการลดขยะอาหารในภาคธุรกิจบริการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างต้นแบบการจัดการขยะอาหาร ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนำไปสู่การลดขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่ภาคส่วนอื่นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดขยะอาหารในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดขยะอาหาร เริ่มต้นจากการบริโภคอย่างพอดี ลดเหลือ ลดทิ้ง เพื่อร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ลดขยะอาหาร และขับเคลื่อนสังคมไทยมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ต้อนรับคณะจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศทหาร กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในโอกาสเยี่ยมชมศึกษาดูงาน ThaiSC
วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ อาคาร INC2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ให้การต้อนรับ นาวาอากาศเอก จิตกษม สุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศทหาร กรมการสื่อสารทหาร และคณะข้าราชการของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีความสนใจองค์ความรู้ด้านการออกแบบและพัฒนาระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center) การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับการดำเนินงานศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ทางคณะฯ ยังมีความสนใจเข้าเยี่ยมชมเครื่อง LANTA Supercomputer และได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง โดยมี ดร.กริช นาสิงห์ขันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (ThaiSC) เป็นวิทยากรบรรยายในครั้งนี้ และมีเจ้าหน้าที่ ThaiSC ได้ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมทั้งนำชมเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และระบบ LANTA Supercomputer อีกด้วย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 30 มีนาคม 2569
อว. ผนึก พม. ลงนาม MOU
ดึงนวัตกรรม สวทช. เป็น “ทางลัด”
แก้ปัญหาสังคม-ดูแลกลุ่มเปราะบาง
สวทช. เดินหน้าเชื่อม 3 แพลตฟอร์ม ดูแลกลุ่มเปราะบางครบวงจร พร้อมหนุนนวัตกรรม - แพลตฟร์อม ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกมิติ ...
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
อว. ปลดล็อกศักยภาพ AI ไทย
เปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ใช้ได้จริง
ด้วย 24 บิ๊กโปรเจกต์
กระทรวง อว. ผนึกกำลัง วช. และ สวทช. โดย เนคเทค ปั้น 24 โปรเจกต์ผ่านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศ และ คลังข้อมูลงานวิจัย มุ่งเป้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายบุคลากร AI สายพันธุ์ใหม่กว่า 110 ชีวิต ... >> อ่านต่อ
ปลดล็อกนวัตกรรม AIการแพทย์ไทย สู่มาตรฐานสากล! : สวทช. โดย เนคเทค ร่วมกับ สทนว. ชูผลิตภัณฑ์ AI การแพทย์มาตรฐานสากลเพื่อยื่นขอการรับรองจาก อย. พร้อมผลักดันคุณภาพและมาตรฐานการแปลผล AI ภาพเอกซเรย์ทรวงอกร่วมกับรังสีวิทยาสมาคมฯ ในงาน"AISaMD Demo Day: The first step" ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพ ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
ประกาศผลผู้ได้รับทุน TGIST-Internship ประจำปี 2569
เรียน ทุกท่าน
ฝ่ายพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ขอขอบคุณทุกท่านที่สนใจสมัครเข้ารับทุน TGIST-Internship ประจำปี 2569
บัดนี้การพิจารณาคัดเลือกได้ดำเนินการเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
จึงขอประกาศผลผู้ได้รับทุน TGIST-Internship ประจำปี 2569
สำหรับนักศึกษาผู้ที่ผ่านการคัดเลือก โปรดดำเนินการดังนี้
กิจกรรมปฐมนิเทศรูปแบบออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569 ช่วงบ่าย (14:00 - 16:00 น.) และผู้ที่ได้รับทุนทุกคนโปรดลงทะเบียนเพื่อยืนยันการรับการสนับสนุนทุนและเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศทาง link (https://forms.gle/9gjfeyYG18okvoaX9)
ได้ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยขอให้กรอกรายละเอียดการติดต่อกลับ เช่น ไปรษณีย์อิเลกทรอนิกส์(อีเมล) เบอร์มือถือ ที่ติดต่อได้ให้ชัดเจน
นักศึกษาที่ระบุการเริ่มปฏิบัติงานในเดือน เมษายน 2569 ไว้ในข้อเสนอโครงการ สามารถดำเนินการติดต่อนักวิจัยและทีมวิจัยเพื่อเริ่มปฏิบัติงานวิจัย โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละศูนย์วิจัยแห่งชาติหรือห้องปฏิบัติการวิจัย (โปรดปรึกษานักวิจัย อาจารย์ และพิจารณาเรื่องความปลอดภัยในการเข้าปฏิบัติงานภายในอาคาร)
สัญญาการปฏิบัติงานวิจัยระยะสั้น ทางโครงการจะส่งไฟล์สัญญารับทุนทางอีเมล์หลังงานปฐมนิเทศ โดยจะแจ้งทางอีเมลของนักศึกษาให้ทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ และกิจกรรมปฐมนิเทศทางเว็บไซต์และอีเมล (โปรดเช็คอีเมลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง)
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนประจำปีการศึกษา 2569 คลิกดูรายชื่อ
หากท่านมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับทุนโปรดติดต่อสอบถามโครงการฯ ได้ที่ tgist_intern@nstda.or.th หรือ เบอร์โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 1424 (วารี), 77232 (น้อมจิตร์) และ 1425 (สุพัตรา)
ปฏิทินกิจกรรม
ไทย–ออสเตรเลีย ผนึกกำลังยกระดับการผลิตยาและวัคซีน มุ่งสู่ความมั่นคงสาธารณสุขในประเทศ และภูมิภาคอาเซียน
ปทุมธานี ประเทศไทย – 27 มีนาคม 2569 – ไทยและออสเตรเลียตอกย้ำความร่วมมือที่เข้มแข็งในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในภูมิภาค ผ่านโครงการ Biologics and Pharmaceuticals Manufacturing in Thailand for Equitable Access to Medicines (BPM-TEAM) ซึ่งได้นำเสนอในงานแถลงข่าวร่วม ณ ไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1.75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระยะเวลา 4 ปี จากโปรแกรม Partnerships for a Healthy Region ของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยมีองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งออสเตรเลีย (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ร่วมกับพันธมิตรสำคัญของไทย ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NBF) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทยในการผลิต ชีววัตถุ (Biologics) และ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients: API) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพ นวัตกรรม และการเข้าถึงยาที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม
ในโอกาสนี้ ดร. แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค พร้อมเน้นย้ำว่าการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตยาและวัคซีนภายในประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความมั่นคงทางสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ศาสตราจารย์ซูซี นิลส์สัน ผู้อำนวยการวิจัย โปรแกรมการผลิตชีวเวชภัณฑ์ (Biomedical Manufacturing Program), CSIRO และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่าความร่วมมือภายใต้โครงการได้ดำเนินมาถึงช่วงครึ่งระยะทางของแผนงานแล้ว และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนทั้งในส่วนของโครงการย่อยด้านสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) และด้านชีววัตถุ นับตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนธันวาคม 2567 CSIRO และหน่วยงานพันธมิตรจากประเทศไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในรูปแบบการวิจัย พัฒนาร่วม ซึ่งผสมผสานทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ และการพัฒนากระบวนการผลิตร่วมกัน โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ณ ห้องปฏิบัติการของ CSIRO ที่ออสเตรเลียหลายครั้ง ครอบคลุมทั้งด้าน API และชีววัตถุ ควบคู่กับการประชุมติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของทีมจากทั้งสองประเทศ
ในส่วนของโครงการย่อยด้าน API ศาสตราจารย์นิลส์สันกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตยาสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตได้จริง โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องในด้านการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ การใช้เครื่องมือ และการปรับกระบวนการผลิตให้เหมาะสม การนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องปฏิกรณ์แบบไหล (flow-reactor) และเคมีแบบไหลต่อเนื่อง (continuous-flow chemistry) มาใช้ ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถขยายขนาดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้หน่วยงานพันธมิตรของไทยได้นำวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้แล้ว ความสำเร็จในระยะแรกของยาต้นแบบตัวแรกยังนำไปสู่การขยายขอบเขตการพัฒนา API ไปสู่ยาสำคัญชนิดอื่นเพิ่มเติม รวมถึงยารักษาเอชไอวีและโรคเบาหวาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาการผลิตภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของโครงการย่อยด้านชีววัตถุ ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากตลอดห่วงโซ่การพัฒนาโมโนโคลนอลแอนติบอดีเพื่อการรักษา โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเซลล์ผลิตและกระบวนการผลิตต้นน้ำ หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในห้องปฏิบัติการได้ช่วยให้นักวิจัยไทยได้รับประสบการณ์ตรงด้านกระบวนการผลิตชีววัตถุ การออกแบบการทดลอง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่เหมาะสมด้านการจัดทำเอกสารและระบบคุณภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิต นอกจากนี้ การประชุมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอยังช่วยสนับสนุนการทบทวนข้อมูลแบบเรียลไทม์ การตัดสินใจร่วมกัน และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบสองทางอย่างต่อเนื่องระหว่าง CSIRO และทีมวิจัยไทย อีกทั้งในช่วงปลายปีนี้ยังมีแผนจัดการฝึกอบรมเพิ่มเติมในด้านกระบวนการปลายน้ำและการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับการผลิตชีววัตถุในระดับเต็มรูปแบบต่อไป
ศาสตราจารย์นิลส์สัน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผลลัพธ์ด้านวิชาการแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการโครงการ การดำเนินงานด้านความปลอดภัย และความพร้อมของหน่วยงานภายในระบบนิเวศการผลิตชีววัตถุของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญ ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติและขีดความสามารถในการดำเนินงาน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานไทยสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมในวงกว้างต่อไป ในระยะถัดไป CSIRO และพันธมิตรมีเป้าหมายที่จะขยายขนาดกระบวนการผลิต เพิ่มการแลกเปลี่ยนบุคลากร และต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงยาจำเป็นในระดับภูมิภาคต่อไป
ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โครงการนี้ได้สร้างผลกระทบที่สำคัญใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การผลิตเภสัชภัณฑ์และการพัฒนาชีววัตถุ โดยในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ ประเทศไทยยังคงนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) มากกว่าร้อยละ 95 ทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นักวิจัยไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมกันพัฒนาและขยายกระบวนการสังเคราะห์สาร API สำคัญได้สำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ abacavir hemisulfate ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี โดยสามารถพัฒนาได้ในระดับก่อนกึ่งอุตสาหกรรมด้วยผลผลิตและความบริสุทธิ์ในระดับสูง ทั้งยังมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการผลิตในถังปฏิกรณ์ขนาด 10 ลิตร ซึ่งสามารถผลิตยาเม็ดต้านเอชไอวีชนิดนี้ได้ประมาณ 2,000 เม็ด นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตยาที่จำเป็นได้จริง นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีการสังเคราะห์แบบไหลอย่างต่อเนื่องมาใช้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เอื้อต่อการขยายขนาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับการผลิตภายในประเทศและโอกาสในการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน
ในขณะเดียวกัน โครงการด้านชีววัตถุได้ช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุมูลค่าสูงได้ในอนาคต อาทิ โมโนโคลนอลแอนติบอดีสำหรับการรักษาโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ โดยโครงการมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านการพัฒนาเซลล์ผลิตแอนติบอดี การปรับกระบวนการผลิตต้นน้ำให้เหมาะสม การขยายกระบวนการสู่ไบโอรีแอคเตอร์ระดับนำร่อง ตลอดจนการพัฒนาระบบวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โดยนักวิจัยไทยได้รับการฝึกอบรมเชิงลึกจาก CSIRO ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตตามมาตรฐาน GMP
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านวิชาการแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสนับสนุนงานพัฒนาวัคซีนที่เป็นเรื่องสำคัญของ สวทช. โดยตรง โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ผ่านการเสริมความพร้อมในด้านสำคัญ เช่น การขยายกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตจริง ความก้าวหน้าเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและการนำไปใช้ประโยชน์จริง ช่วยให้วัคซีนต้นแบบสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตในระดับที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังแสดงความขอบคุณต่อทุนบพค.และทุนสวรส.ที่ช่วยสนับสนุนทางโครงการด้าน API ที่ช่วยให้มีนักวิจัยไทยมากขึ้นได้รับการเรียนรู้และปฏิบัติงานทางด้านการวิจัยผลิต API ร่วมกับโครงการนี้ ทั้งนี้ตัวโครงการความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเภสัชภัณฑ์และชีววัตถุของภูมิภาค
รองศาสตราจารย์ บุษยา บุนนาค ที่ปรึกษา โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (National Biopharmaceutical Facility: NBF) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวเน้นว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทยด้านการพัฒนาชีวเภสัชภัณฑ์ในระยะเริ่มต้น โดยการยกระดับศักยภาพดังกล่าวจะช่วยให้ NBF สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการนำผลงานวิจัยไปสู่การผลิตในระดับขยายขนาด (translational hub) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย เพื่อนำผลงานวิจัยที่มีศักยภาพจากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในระดับขยายขนาด (scale-up) และต่อยอดสู่การทดลองทางคลินิกในอนาคต
ความร่วมมือนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับระบบนิเวศด้านการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศแบบครบวงจร (end-to-end biomanufacturing ecosystem) อีกทั้งยังช่วยเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ ดึงดูดการลงทุนในอนาคต และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในภูมิทัศน์เทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาคอีกด้วย
ในฐานะหน่วยงานร่วมให้ทุน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (PMU-B, RCAD) สนับสนุนทุนโครงการ iAPI-NET เนื่องจากเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในการลดการพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา โครงการนี้บูรณาการความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญตลอดห่วงโซ่มูลค่า ได้แก่ สวทช. องค์การเภสัชกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เช่น CSIRO ตั้งแต่งานวิจัยจนถึงการผลิตระดับนำร่อง เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในภาคการผลิต นอกจากนี้ โครงการยังนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการสังเคราะห์แบบไหลอย่างต่อเนื่อง และ biocatalysis มาใช้ พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ
การผสมผสานระหว่างความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือที่เข้มแข็ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ของประเทศไทยในระยะยาว ความร่วมมือภายใต้โครงการ BPM-TEAM สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นกลไกสำคัญที่สามารถต่อยอดจากการวิจัยไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในภาคการผลิตจริง พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านสาธารณสุข โดยไทยและออสเตรเลียกำลังร่วมกันวางรากฐานสู่อนาคตที่ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงยาจำเป็นและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ดร.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวสรุป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. แอ่วเหนือ โชว์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการโครงการหลวง ประจำปี 2569
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรีและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการผลสำเร็จงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง – สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ (ต.แม่เหียะ) จังหวัดเชียงใหม่
เยี่ยมชมบูธผลงานวิจัยของ สวทช. โดยเนคเทค (NECTEC) ได้นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร อาทิ ระบบ "HandySense" เกษตรอัจฉริยะแม่นยำสูง ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ ในแปลงปลูกได้อย่างเบ็ดเสร็จผ่านสมาร์ทโฟน ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่ต้องรอพึ่งฟ้าพึ่งฝนเพียงอย่างเดียว มาพร้อมด้วย "LineBot โรคสตรอว์เบอร์รี" ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยให้การวินิจฉัยและดูแลโรคพืชเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรม "ชีวภัณฑ์" จากไบโอเทค (BIOTEC) ซึ่งเป็นสารสกัดธรรมชาติที่ตอบโจทย์เทรนด์เกษตรปลอดภัยในระดับสากล โดยการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สวทช. มุ่งหวังที่จะถ่ายทอดนวัตกรรมสมัยใหม่สู่พี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับวิถีเกษตรกรรมไทยในยุคดิจิทัล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ผนึก วว. – EXIM Bank – ไอแบงก์ เปิดโครงการ “HALAL BRIDGE Program 2026” ผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ปูทางผู้ประกอบการ-SME สู่ตลาดโลก
วันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้อง Le Lotus 1 โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดโครงการ “HALAL BRIDGE Program 2026” พร้อมจัดกิจกรรมสัมมนา HALAL BRIDGE to Global Market เพื่อยกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสินค้าฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และ ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BID) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดยมี ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช. ดร.รัชนีวรรณ กุลจันทร์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. นางสาวประเสริฐจิต ศรีนิลทา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า EXIM Bank และ นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมในพิธีเปิดโครงการ
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “HALAL BRIDGE Program 2026” เป็นโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยในอุตสาหกรรมฮาลาล ให้มีศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวและการแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทยในตลาดโลก
โครงการ “HALAL BRIDGE Program 2026” และการจัดสัมมนาในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ “โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้ประกอบการยุคใหม่เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการพิจารณาจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ให้เป็นโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติมาตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์หลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถขยายตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศโดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปแล้วมากกว่า 60 ราย
นางสาวประเสริฐจิต ศรีนิลทา ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กล่าวว่า ในโครงการ “HALAL BRIDGE Program 2026” EXIM Bank ได้พัฒนา “Export Co-Pilot” ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานเชิงรุก ที่จะเข้าไปเป็นคู่คิดทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจ การวางแผนเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ การให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบรายธุรกิจ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าและแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของ EXIM Bank ในโครงการนี้จึงครอบคลุมการสนับสนุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเสริมสภาพคล่อง รองรับการผลิต การพัฒนาสินค้า และการขยายตลาดต่างประเทศ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการค้า อาทิ การประกันการส่งออก การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ลดความไม่แน่นอนในการค้าระหว่างประเทศการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและโอกาสทางการตลาด ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่าย การทำ Business Matching และการเข้าถึงตลาดเป้าหมายใหม่ ๆ
นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กล่าวว่า โครงการ “HALAL BRIDGE Program 2026” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง ให้สามารถก้าวสู่ตลาดฮาลาลในระดับสากลได้อย่างมั่นใจและมีทิศทางที่ชัดเจน โดยโครงการนี้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ การจัดอบรมสัมมนาเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ การสนับสนุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก การสนับสนุนพื้นที่ออกบูทในงาน Grand Halal Bangkok 2026 รวมถึงการจัดทำ Global Market Research และ Business Matching กับผู้ซื้อต่างประเทศ ดังนั้นการสัมมนาในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการให้ข้อมูลเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงลึก ทั้งในด้านแนวโน้มตลาด กฎระเบียบ มาตรฐาน และกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สัมมนา จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง: เทคโนโลยีเอนไซม์และจุลินทรีย์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
🚀ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง: เทคโนโลยีเอนไซม์และจุลินทรีย์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้การประชุมประจำปี 2569 สวทช.
🚨ร่วมเจาะลึกแนวทางการเปลี่ยนของเสียและชีวมวล (อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน) ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ด้วยนวัตกรรมจาก BIOTEC ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม
🎯High-Impact Insights:
The Biorefinery Edge: พลิกโฉมการจัดการของเสียอินทรีย์และน้ำเสียอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์ที่ลดมลภาวะพร้อมลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
Waste-to-Value Transformation: เจาะลึกกระบวนการแปรรูปชีวมวลสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ Functional Sugars สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ และพลังงานชีวภาพ (Biogas)
Bridge to Industry: เวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงเทคนิคสู่ความต้องการของตลาด (Market-Driven Research) ผ่านกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจริง
Circular Decarbonization: วางรากฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดต้นทุนทรัพยากรและสร้าง New S-Curve ให้กับอุตสาหกรรมชีวภาพไทย
📌รายละเอียดการสัมมนา:
📅 วันที่: วันที่ 28 เม.ย. 2569 | เวลา 09:00 – 12:00 น.
📍 สถานที่: ห้องประชุม CC-404 อาคาร 14 (CC) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
🔗แผนที่: https://maps.app.goo.gl/veYYmqZSjCXg7vCJA
👉🏻ลงทะเบียน: https://www.nstda.or.th/nac/2026/seminar/nac-31/
📲ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (การลงทะเบียน):
งานสนับสนุนการพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
☎️โทร. 025646700 ต่อ 3379 – 3382
📩E-mail: rsd-bcd@biotec.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX เปิดตัว 2 โครงการหนุนสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้วยสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทย
เทรนด์สังคมสูงวัยที่ไม่ใช่แค่ความแก่ชรา แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ อายุยืนยาว และความสวยความงาม สวทช. โดย แผนงานนวัตกรรม PhytoEX เปิดตัว 2 โครงการ PhytoEX Celebrity Accelerator Program จับมือ 5 เซเลปสู่ 5 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสารสกัดสมุนไพรไทย และ PhytoEX Innovation Competition 2026 หนุน 10 บริษัทต่อยอดสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทยสู่ 10 ผลิตภัณฑ์ เพื่อค้นหาเอกชนชั้นนำ ทั้งในด้านยอดขาย การรับรู้ ตั้งเป้า 15 ผลิตภัณฑ์เพื่อการชะลอวัยและสุขภาพยืนยาวรุกตลาด Longevity ภายในปี 2569 คาดการณ์ผู้ใช้ประโยชน์ 650,000 คน สร้างมูลค่าผลกระทบเศรษฐกิจจากสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทยกว่า 500 ล้านบาท ดัน วทน. ติดปีกเอกชนไทยสู่เวทีเศรษฐกิจอายุยืนยาว
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สวทช. ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ “S&T Implementation for Sustainable Thailand” โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตัวชี้วัดความสำเร็จของงานวิจัย จึงไม่ใช่จำนวนผลงานตีพิมพ์เท่านั้น แต่คือการที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถถูกนำไปใช้ได้จริง เกิดสินค้าใหม่ เกิดธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ในบริบทของเศรษฐกิจอายุยืน หรือ Longevity Economy สวทช. มองเห็นโอกาสของไทยในการใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสมุนไพรไทย ผนวกเข้ากับวิทยาศาสตร์ขั้นสูง นั่นจึงเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของโปรแกรมวิจัย PhytoEX หรือ แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทย เพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว สวทช. มีความเชื่อมั่นว่า การผลักดันนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในตลาด Longevity ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรชีวภาพของประเทศ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และอุตสาหกรรมอนาคตของไทย พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการมองการมีชีวิตยืนยาวในเฉพาะมิติของอายุขัย สู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หรือ Longevity ซึ่งกลายมาเป็น Megatrend ที่จะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่ต้องการมีสุขภาพดีและสามารถคงคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด โดยการวิเคราะห์ของ Market Research Future คาดว่า ภายในปี 2035 อุตสาหกรรม Longevity จะมีมูลค่าอยู่ที่ 63.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่า 23.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 10.37% ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ “Bioactive Ingredients” จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้ผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
“นาโนเทค สวทช. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนแผนงานแพลตฟอร์ม PhytoEX มุ่งยกระดับสมุนไพรไทยสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง โดยพัฒนาเทคโนโลยีครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาสารสกัดมาตรฐาน การเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี ไปจนถึงการผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ที่จะช่วยสร้างโอกาสและผลักดันอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจ Longevity อย่างเต็มรูปแบบ”
“เราคาดว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี โครงการนี้จะสามารถสร้างผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 650,000 คน และก่อให้เกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งานวิจัยไทยสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้” ดร. ภญ.อุรชากล่าว
ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทย โดยมีพันธกิจสำคัญคือ แปรรูปสมุนไพรไทยสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูงระดับโลก แม้ไทยเรามีสมุนไพรที่หลากหลายและมีศักยภาพ แต่มีการนำเข้าสารสกัดมากกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ PhytoEX จึงเข้ามาเป็นกลไกที่จะเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยจากวัตถุดิบสู่ “สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง” ตั้งแต่การสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ได้สารสำคัญในปริมาณสูง การกักเก็บห่อหุ้มระดับนาโน (Nano-encapsulation) ไปจนถึงแพลตฟอร์มการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทั้งระดับเซลล์ เนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ สัตว์ทดลอง การทดสอบทางคลินิก รวมถึงการทดสอบด้าน Longevity โดยเฉพาะ “ภาคเอกชนจะเป็นพันธมิตรหลัก และเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยให้การส่งต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปถึงมือผู้ใช้จริง ผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ PhytoEX Celebrity Accelerator Program และ PhytoEX Innovation Competition ที่จะนำสารออกฤทธิ์ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สามารถวางจำหน่ายและแข่งขันได้ในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าสารออกฤทธิ์เหล่านี้ไม่ได้ดีแต่ในห้องแล็บ แต่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว” ดร.ธวิน กล่าว
PhytoEX Celebrity Accelerator Program เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้บุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงและมีความสนใจด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้ามาร่วมสร้างนวัตกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพจากสารสกัดภายใต้แพลตฟอร์ม PhytoEX โดยมี Celebrity Innovators จำนวน 5 ทีม ได้แก่ คุณเจมส์ เรืองศักดิ์ และคุณนัชชา ลอยชูศักดิ์, คุณอิ๊ง ชยธร กิติยาดิศัย, คุณตูน สุภัชชา ปิตินันท์ ,คุณอั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ และคุณจุ๋ย วรัทยา นิลคูหา กับคุณพุฒิ พุฒิชัย เกษตรสิน โดยจับมือร่วมกับผู้ผลิต OEM ชั้นนำอย่างบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน), บริษัท โทฟูสกินแคร์ จำกัด, บริษัท เอ็ม.วาย.อาร์.คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด และ บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสารสกัดสมุนไพรไทยมูลค่าสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถออกสู่ตลาดได้จริง
สำหรับ PhytoEX Innovation Competition เป็นโปรแกรมการแข่งขันสำหรับ 10 ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่มองเห็นศักยภาพของสารสกัดมูลค่าสูงจากแพลตฟอร์ม PhytoEX และต้องการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อออกสู่ตลาด ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะคัดเลือกสารสกัดไปต่อยอดเป็นสินค้าเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมดำเนินกลยุทธ์การตลาดในเชิงพาณิชย์ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการ Coaching อย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมโอกาสในการต่อยอดการสนับสนุนด้านเงินทุนและงานวิจัย และการนำเสนอสินค้าบนเวทีระดับนานาชาติ โดยจะมีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการที่มียอดขายสูงสุด (Top Seller Award), ยอดการเข้าถึงสูงสุด (Top Viewers Award) และนวัตกรรมโดดเด่นที่สุด (Top Innovation Award) “เราคาดหวังจะเห็นสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทยสู่ 15 ผลิตภัณฑ์ในปี 2569 เพื่อรุกตลาด Longevity ร่วมกันกับผู้ประกอบการไทย สร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับนวัตกรรมไทยและเอกชนไทย ในขณะเดียวกัน ก็ตั้งเป้าจะขยายสู่ตลาดโลกผ่านการพัฒนา Longevity Actives สร้างความร่วมมือกับแบรนด์ระดับนานาชาติ และส่งออกสารออกฤทธิ์ผ่าน Ingredient traders ภายในปี 2572” ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX สวทช. ย้ำ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือพันธมิตร ยกระดับเหมืองแร่ไทยสู่ “Green Industry 4.0” มุ่งเป้าเติบโตยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
(วันที่ 26 มีนาคม 2569) ณ โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “ความเข้าใจข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียว” เพื่อให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เข้าใจแนวทางการยกระดับธุรกิจสู่ "เหมืองแร่สีเขียว"และ "อุตสาหกรรม 4.0" ให้เท่าทันข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงคำปรึกษาเฉพาะทางจากโปรแกรม ITAP (สวทช.) ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปปรับใช้จริงในสถานประกอบการ
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช.กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดระดับสากล ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน “การยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล”
ทางด้าน โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. พร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ซึ่ง สวทช. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ ITAP ว่าสามารถสนับสนุนได้ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การวิเคราะห์ปัญหาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการเชิงลึกรายบริษัท
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่คือ “แนวทางที่ผู้ประกอบการจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ทั้งในด้านการลดต้นทุน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ดร.นันทิยา กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ จากการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ Expo 2025 Osaka Kansai
วันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสัมพุทธเมตตาประชารักษ์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดนิทรรศการชั่วคราว (Temporary Exhibition) และพิธีเปิดห้องแสดงนิทรรศการถาวร เกี่ยวกับอาคารนิทรรศการไทย (Thai Pavilion) ในงาน Expo 2025 Osaka Kansai และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมจัดนิทรรศการ ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม 2568
ในการนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานกลยุทธ์องค์กร เป็นผู้แทนเข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการชั่วคราว จาก นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ ที่ปรึกษาอาคารนิทรรศการไทย และอดีตอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
[caption id="attachment_82194" align="aligncenter" width="640"] ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
โชว์ศักยภาพนวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทย
สวทช. ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน “World Expo 2025 Osaka Kansai” ณ พื้นที่ Thailand Pavilion โซนนิทรรศการหมุนเวียน ภายใต้หัวข้อ “Future of Community and Mobility” ระหว่างวันที่ 15 – 26 พฤษภาคม 2568 นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และระบบสุขภาพที่ ออกแบบ พัฒนา และผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศแล้ว ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและทั่วถึง
นวัตกรรมที่นำไปจัดแสดงได้สะท้อนความสามารถของนักวิจัยไทยในการนำ องค์ความรู้พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มาสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมไทย เช่น:
• “พลิกระบบการจัดการปัญหาเมืองจากระบบร้องเรียน เป็นระบบร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่” (Traffy Fondue)
• เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติและเอกซเรย์สองมิติสำหรับงานทันตกรรม (DentiiScan Trio)
• เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนย้ายได้ (MobiiScan)
• เครื่องจ่ายออกซิเจนแบบฉุกเฉิน (KMITL EMERGENCY OXYGEN HIGH FLOW)
• เครื่องช่วยหายใจ (KNIN-X )
• หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วย UV-C (RAIBO-X)
• ห้องความดันลบ (NEGATIVE PRESSURE ROOM)
• เครื่องผลิตออกซิเจนการแพทย์กำลังสูง (MOBILE HIGH-FLOW OXYGEN CONCENTRATOR)
• กล่องฆ่าเชื้อด้วย UV-C (UV-C SATIRIZER)
• ปุ่มกดลิฟต์ ไร้สัมผัส (NON-TOUCH ELEVATOR BUTTONS)
• เครื่องฆ่าเชื้อโรคระบบปิด (OZONE STERILIZER)
• ตู้จำหน่ายยา (DRUG DISPENSING MACHINE)
• ระบบผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยโรคด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI DOCTOR)
• อุปกรณ์ช่วยฟังเสียงหัวใจและ เสียงปอดแบบดิจิตอล (DIGITAL STETHOSCOPE)
• อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพแบบพกพา (PORTABLE VITAL SIGNS MONITORING DEVICE)
• 3D STEROGRAPHIC COLPOSCOPE
การได้รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ สวทช. ที่ได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก ณ งาน Expo 2025 Osaka Kansai ประเทศญี่ปุ่น โดย สวทช. ยังคงมุ่งมั่นที่จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


