ผลการค้นหา :
“อ.เชน” ลั่นไทยต้องชนะ Tech War! ประกาศ 8 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชาติด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม
วันนี้ (10 เมษายน 2569) ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว. โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว. ในโอกาสนี้ ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนหน่วยงาน สวทช. เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง
8 ยุทธศาสตร์ อว. ขับเคลื่อนประเทศสู่รายได้สูง
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้กระทรวง อว. เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศไทยรวมทั้งยกระดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยมีแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ได้แก่
ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์
การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่
การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”
การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว
ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและการพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero
ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ
การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง
สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หนุนงานวิจัยและ Deep Tech
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศไทย โดย อว. จะทำ 2 เรื่อง คือ 1. การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน และ 2. การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย โดยเลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนการผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
“ที่สำคัญ อว. จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อสร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ผมเชื่อว่างานวิจัยดี ๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และผมยังมีความคิดที่จะเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว. โดยจะนัดหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
ยกระดับเศรษฐกิจด้วยเวลเนสและเทคโนโลยีล้ำสมัย
รมว.อว. ยังอธิบายต่อไปอีกว่า ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ เพราะประเทศไทยถือเป็นเบอร์ 1 ของโลกในด้านนี้ โดยเราจะเอาเรื่องของเวลเนสเป็นตัวนำ ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมไปถึงเรื่อง AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะเข้าไปช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และภาคบริการ
รมว. อว. กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดี แต่ประเทศไม่มีอธิปไตยก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ 7 การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล โดย อว. มุ่งจะทำใน 2 โครงการ 1. Open Thailand หรือ Open Data และ 2. Zero Corruption MHESI ACT/No COI ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยไร้คอร์รัปชัน และกระทรวง อว. จะต้องเป็นตัวอย่างให้กระทรวงอื่น ๆ ด้วย
และยุทธศาสตร์ที่ 8 การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก โดยกระทรวง อว. จะทำทั้งเรื่อง TCAS เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบ-จบได้งาน, การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ (นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก, AI for All และการสนับสนุนอาจารย์/นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน
“ผมมองว่าเราต้องชนะ Tech War โดยที่เราไม่ต้องลุยเองคนเดียวและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. ต้องเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
บรรยากาศการเข้ารับตำแหน่งและแสดงความยินดี
สำหรับบรรยากาศที่กระทรวง อว. ก่อนการแถลงกรอบนโยบาย ในช่วงเช้า ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อว. โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะ รมว.แรงงาน เข้าร่วม โดยในจุดแรก ศ. ดร.ยศชนัน เดินทางมายังกระทรวง อว. ถนนโยธี ไหว้ศาลพระภูมิ บริเวณหน้ากรมวิทยาศาสตร์บริการ จากนั้นสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์
ก่อนจะเดินทางไปยังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. อาคารอุดมศึกษา 2 ถนนศรีอยุธยา เพื่อไหว้ศาลพระภูมิ เสร็จแล้วเดินทางกลับมายังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 2 ซอยโยธี เข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ ห้องทำงานรัฐมนตรี
จากนั้นเปิดให้ผู้บริหารจากทุกหน่วยงาน นำโดย ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมแสดงความยินดี โอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. โดย สวทช. อวดโฉม 4 นวัตกรรม ฝ่าวิกฤตพลังงาน มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ผันผวนและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน ผนวกกับความท้าทายในการแก้ปัญหาโลกร้อนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นโจทย์สำคัญของทั้งโลก สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วทน. เสริมความเข้มแข็งของประเทศ มีการวิจัยและพัฒนาด้านนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ นำร่องที่ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่ลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอน, “NANO nCote” ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก, “SolaRE” แผงโซลาร์เซลล์ที่คำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง วางรากฐานพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน และ "วัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ หรือ MOFs" ที่หมุนเวียนวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ขวดน้ำดื่มพลาสติก หรือโลหะที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรม เป็นต้น
จากห้องทดลองสู่ทุ่งนาสีเขียว
ความผันผวนของราคาพลังงานโลกส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้น เกษตรกรชาวนาไทยจึงต้องแบกรับ ภาระในทุกรอบการผลิต ขณะที่นาข้าวมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพต่ำ การใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้น้ำเกินความจำเป็น ไบโอเทค สวทช. จึงได้พัฒนากระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการ “พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะเหมาะสมกับระบบการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง และมีการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งจาก การวัดผลด้วยวิธีการที่แม่นยำ พบว่ามีพันธุ์ข้าวพร้อมใช้ “พันธุ์ไบโอเทค 1” ที่ตอบสนองต่อระบบนี้ได้อย่างโดดเด่น ทั้งในด้านการให้ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้นเและสามารถปรับตัวได้ดีเยี่ยมในระบบการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ทำให้ต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ถึงร้อยละ 46 เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกแบบปกติ มีค่าคาร์บอนฟุตพรินต์พรินต์ ประมาณ 1.14 กิโลกรัม CO2e ต่อข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในระดับสากล
ในขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรกรรมสำหรับพืชเศรษฐกิจอย่างข้าว อ้อย ข้าวโพด ก็ช่วยโลกได้ โดย นาโนเทค สวทช. พัฒนา “NANO nCote (นาโน เอ็นโคต)” ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย ด้วยเทคโนโลยีการเคลือบสารนาโนคอมพอสิตจากพอลิเมอร์ฐานชีวภาพบนเม็ดปุ๋ย โดยสารเคลือบดังกล่าวมีลักษณะเป็นเสมือนฟิล์มห่อหุ้มเม็ดปุ๋ย จึงสามารถช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารได้อย่างต่อเนื่อง จากสมบัติที่ละลายน้ำเร็วเกินไปของปุ๋ยเคมีทั่วไปทำให้พืชดูดซึมใช้งานไม่ทัน ก่อให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหาร และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น การระเหิดของปุ๋ยเป็นหนึ่งในตัวการของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 265 รวมถึงปรากฏการณ์สาหร่ายบานสะพรั่งจนส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ซึ่งนวัตกรรมนอกจากจะช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยังช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการแปลงปลูกได้ง่ายขึ้น กล่าวคือ สามารถออกแบบให้ควบคุมการปลดปล่อยได้ยาวนานมากกว่า 6 เดือน จึงสามารถใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียวต่อระยะการปลูก โดยผ่านการพิสูจน์ระดับภาคสนามจากการปลูกอ้อย ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น จึงสามารถลดต้นทุนค่าแรงงาน ลดอัตราการใส่ปุ๋ยให้กับเกษตรกรได้ อีกทั้งปัจจุบันเกษตรกรของไทยกำลังเผชิญวิกฤติปุ๋ยแพง และแรงงานที่หายากมากขึ้น นวัตกรรมนี้จึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์และช่วยเหลือเกษตรกรไทยได้ รวมถึงกระแสของประชาคมโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และภาคการเกษตรของไทยที่ต้องเตรียมความพร้อมรับมือในอนาคตอันใกล้
นวัตกรรมช่วยโลก ช่วยเรา
เมื่อโลกหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการจัดการขยะแผงโซลาร์เซลล์ เอ็นเทค สวทช. จึงได้พัฒนา “SolaRE (โซลาร์รี)” เทคโนโลยีการผลิตโซลาร์เซลล์ชนิดแยกส่วนประกอบได้ง่ายหลังปลดระวาง ที่ช่วยให้การถอดแยกส่วนประกอบภายในแผงหลังหมดอายุการใช้งานเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มชั้นฟิล์มโปร่งแสงชนิดพิเศษที่ผลิตได้เองในประเทศเข้าไปในโครงสร้างแผง ตอนนำไปกำจัดจึงถอดแยกวัสดุแต่ละชั้นไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี ความร้อน และเครื่องจักรเฉพาะทางในการแยกชิ้นส่วน เพิ่มโอกาสในการรีไซเคิลวัสดุได้มากขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 85–95 หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบจากร้อยละ 90 ให้เหลือเพียงร้อยละ 5–15 ด้วย ลดต้นทุนการรีไซเคิล นำไปสู่การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามมาด้วยวัสดุนาโนที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงหลังคว้าโนเบลเคมี 2025 กับ "มอฟส์" (metal-organic frameworks: MOFs) ที่นาโนเทค สวทช. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ การผลิต MOFs โดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การย่อยสลายขวดน้ำดื่มพลาสติกเพื่อนำมาใช้แทนสารอินทรีย์ลิแกนด์ เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสังเคราะห์ MOFs หลายชนิดรวมถึงการสังเคราะห์ MOFs จากโลหะที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรม เช่น mill scale จากอุตสาหกรรมเหล็ก และโลหะจากน้ำยากัดแผงวงจรพิมพ์ พร้อมออกแบบการขึ้นรูป MOFs ในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้จริงในอุตสาหกรรม เช่น การขึ้นรูปเป็นเม็ด การเคลือบบนวัสดุรองรับ (support) และการขึ้นรูปเป็นเมมเบรนในลักษณะแผ่นหรือท่อกลวง ซึ่งช่วยให้ MOFs สามารถนำไปใช้งานได้สะดวก มีความทนทาน และมีประสิทธิภาพในการดูดซับหรือกรองสารปนเปื้อนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งสำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, สารระเหยอินทรีย์ (VOC ) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)ซึ่งเป็นก๊าซมลพิษสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ รวมถึง การดูดซับยาปฏิชีวนะ โลหะหนัก และการกำจัดสาร dichloroacetic acid (DCAA) เป็นต้น
4 นวัตกรรมเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ สวทช. นี้ เป็นเพียงน้ำจิ้ม ยังมีงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทั้งของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย ที่พร้อมให้มาร่วมรับชม รับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันขับเคลื่อนโลกให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ในงานประชุมวิชาการประจำปี (NAC) ประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology)
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Emerging Micropollutants in the Environment: Landscape, Technologies, and Integrated Solutions for Sustainable Management
🚨Emerging Micropollutants in the Environment: Landscape, Technologies, and Integrated Solutions for Sustainable Management
(as part of Brainstorming Meeting on Collaborative Development of Technologies and Innovations for Monitoring and Removal of Emerging Micropollutants)
.
🎯Key Highlight:
✅ Global Challenge of Emerging Micropollutants
✅ STI as a Key Driver of Sustainable Development in Thailand
✅ Thai Case Study: Nature-Based Living Wall Systems for Water Security
📅 24 April 2026
⏰ 13:30 – 15:30 (GMT+7)
💻 Virtual Event: Cisco Webex Webinars
.
🧑🏻💻Keynote Speakers:
1. Prof. Kenneth Leung, Director of Sustainability/Net-Zero Office, The Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)
2. Assoc. Prof. Dr.Sucharit Koontanakulvong, National Research Council of Thailand (NRCT) Targeted Research Program Director on Water Security and Faculty of Engineering, Chulalongkorn University
3. Assoc. Prof. Tatchai Pussayanavin, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University and Researcher, Global Water & Sanitation Center (GWSC), Asian Institute of Technology (AIT) (Thailand)
.
🔗 Register
📍please click link:
https://meeting-nstda.webex.com/weblink/register/r6342078403703903cf0f270e923482da
---------------------
👉For more information please contact:
Ms.Penpailin Udomratana
📧 Email: penpailin.udo@mtec.or.th
📞 Tel. 0 2564 6500 ext. 4403
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
อบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 2
ขอเชิญร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) ครั้งที่ 2
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยนเรศวร ขอเชิญชวนนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity) เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและยกระดับมาตรฐานการดำเนินการวิจัยของประเทศ
รายละเอียดการอบรม
กำหนดการ: วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 08.30 - 16.00 น.
สถานที่: มหาวิทยาลัยนเรศวร และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์)
ค่าธรรมเนียม: ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม
ผู้เข้าอบรมที่มีเวลาเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 80% และผ่านแบบทดสอบหลังการอบรม (Post-test) จะได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานการอบรมด้านมาตรฐานการวิจัย เพื่อประกอบการยื่นขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของ วช. ได้ (หมายเหตุ: ไม่สามารถใช้ประกอบการยื่นขอรับการพิจารณาโครงการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์)
การลงทะเบียน
เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์: https://forms.gle/KGp5uByDufJmrJU96
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช. โทร. 02-564-7000 ต่อ 71834 (คุณรัตนพรรณ) หรือ 71839 (คุณณัฐนันท์)
ผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. 096-7799853 (คุณสิรกานต์ มุ่ยจินดา)
ปฏิทินกิจกรรม
ITAP – NECTEC จัดสัมมนาหนุนผู้ประกอบการ ปลดล็อกขีดความสามารถฟาร์มไทย ชู HandySense ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตการเกษตรด้วยข้อมูลแม่นยำ
(วันที่ 3 เมษายน 2569) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) ร่วมกับ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Smart Farm for Business ยกระดับฟาร์มไทยด้วย IoT จากเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน” โดยมี ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวต้อนรับและชี้แจงภาพรวมความร่วมมือ ITAP - NECTEC รวมถึงแนวโน้มการยกระดับภาคการเกษตรสู่ Smart Farm
ดร. นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า “ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันสูง เทคโนโลยี Smart Farm จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ ITAP ร่วมกับ เนคเทค สวทช. จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี HandySense ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้เกษตรกร มีการบริหารจัดการฟาร์มแม่นยำ ด้วยการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง เน้นการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต วางแผนการผลิตได้แม่นยำ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สามารถสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจเกษตรในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การบูรณาการงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเกษตรกรรมไทยให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการดำเนินธุรกิจเกษตรได้อย่างยั่งยืน”
ภายในงานสัมมนามีการบรรยาย หัวข้อ “รู้จัก HandySense : เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะจาก NECTEC” โดย นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช. และมีการเสวนา หัวข้อ “ฟาร์มจริงเล่าเอง: เส้นทางสู่ Smart Farm ด้วย HandySense” แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการที่นำเทคโนโลยี HandySense ไปใช้ในฟาร์ม พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักวิจัยผู้พัฒนาเทคโนโลยี ถึงแนวทางการประยุกต์ใช้ Smart Farm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับการบริหารจัดการฟาร์ม โดย นางสาวรัตนาภรณ์ ทูคำมี จาก บริษัท ภักดีบดินทร์ฟาร์ม จำกัด นายพุฒิพงศ์ สุขรัตน์ จาก บริษัท กรีนเซนส์ อินโนเวชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด และ นายนริชพันธ์ เป็นผลดี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัลด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบและเครือข่ายอัจฉริยะ เนคเทค สวทช.
นอกจากนี้ สัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Smart Farm for Business ยกระดับฟาร์มไทยด้วย IoT จากเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน” ยังมีบูธจัดแสดงเทคโนโลยี Smart Farm พร้อมเปิดคลินิกเทคโนโลยีให้คำปรึกษากับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยทีมนักวิจัย NECTEC รวมถึงมีกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการ Smart Farm และขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยเจ้าหน้าที่จาก ITAP
การจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ITAP และเนคเทค เพื่อเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านงานวิจัย ให้เข้ากับกลไกเพื่อสนับสนุนภาคเอกชน และผลักดันเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ ร่วมกับอุปกรณ์ไอโอที สู่อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และสัตว์ มีระบบจัดเก็บข้อมูลต่างๆ รวมถึงการประเมินปริมาณผลผลิต เพิ่มคุณค่าผลผลิต รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต สามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาศึกษาและสรุปเป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรรุ่นต่อไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ปัจจุบัน เทคโนโลยี HandySense ได้ถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรจริงอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถยกระดับธุรกิจเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการสำรวจข้อมูลป่าไทย เพื่อการอนุรักษ์เชิงรุกและประเมินคาร์บอนเครดิต
สรุปใจความสำคัญ
เก็บข้อมูลภาคสนามด้วยแบบฟอร์มดิจิทัล Tree Census บันทึกละเอียด คำนวณแม่นยำ และซิงก์ข้อมูลขึ้นคลาวด์แบบ real-time เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต
ลดระยะเวลาเก็บและประมวลผลข้อมูลภาคสนาม จาก 1 ปี เหลือเพียง 6 เดือน
ผสานเทคโนโลยี LiDAR และ AI ยกระดับการสำรวจป่าไทยให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ข้อมูลเชิงลึกใช้วิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) และมวลชีวภาพ (biomass) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลที่ได้มีศักยภาพที่จะรองรับการวางแผนนโยบายอนุรักษ์เชิงรุก งานวิจัย และการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ รวมถึงการประเมินคาร์บอนเครดิต
การนำเสนอข้อมูลประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่าเขตร้อนในประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ยังมีไม่มาก เนื่องจากหน่วยงานด้านการสำรวจและประเมินพื้นที่ป่ายังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน อันส่งผลอย่างยิ่งต่อการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในประเทศให้มีประสิทธิภาพและทันการณ์
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา Tree Census (ทรี เซนซัส) แบบฟอร์มดิจิทัลสำหรับเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม ที่ผสานการใช้ Light Detection and Ranging (LiDAR) หรือไลดาร์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการสำรวจป่า โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (Institut de Recherche pour le Développement: IRD), มูลนิธิ BNP Paribas (BNP Paribas Foundation) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
จากสมุดจดสู่แบบฟอร์มดิจิทัลที่เก็บข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ
วิธีการทั่วไปที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการสำรวจและเก็บข้อมูลพรรณไม้ในป่า คือ การกำหนดพิกัดของแปลงสำรวจจากแผนที่ขนาดใหญ่ รังวัดพื้นที่แปลง ก่อนทำการเก็บข้อมูลของต้นไม้แต่ละต้น เช่น ข้อมูลชนิด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น พิกัดของต้นนั้น ๆ โดยจดบันทึกข้อมูลลงกระดาษ ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัลภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจภาคสนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลต้องใช้เวลานานเทียบเท่ากับเวลาที่ใช้ในการสำรวจภาคสนามแต่ละครั้ง นอกจากนี้การจัดเก็บข้อมูลภายหลังยังเสี่ยงต่อการบันทึกข้อมูลผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงด้วย
[caption id="attachment_82689" align="aligncenter" width="450"] อนุตตรา ณ ถลาง นักวิจัย ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. (ขวา)[/caption]
อนุตตรา ณ ถลาง นักวิจัย ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำประสบการณ์ตรงจากการสำรวจพื้นที่ป่าในประเทศไทยเพื่อการทำวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์มาพัฒนาแบบฟอร์มดิจิทัลเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลป่าในชื่อว่า Tree Census
“Tree Census เกิดขึ้นจากการนำแอปพลิเคชัน JotForm (จอตฟอร์ม) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูลทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ มาออกแบบใหม่เพื่อให้ทีมวิจัยหรือเจ้าหน้าที่สำรวจเก็บข้อมูลภาคสนาม (ground truth data) ด้วยสมาร์ตโฟนแทนการจดบันทึกลงกระดาษได้สะดวก โดยฟังก์ชันการใช้งานครอบคลุมทั้งการบันทึกข้อมูลชนิดพรรณพืช ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น การคำนวณพิกัดของต้นไม้อัตโนมัติ และการจัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน
“ภายหลังผู้สำรวจเดินทางออกจากพื้นที่ภาคสนามและสามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้แล้ว แอปพลิเคชันจะส่งข้อมูลทั้งหมดขึ้นเก็บบนคลาวด์โดยอัตโนมัติ ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยหากผู้สำรวจพบว่ามีข้อมูลส่วนใดตกหล่น ก็เข้าไปจัดเก็บข้อมูลต่อได้ทันทีตั้งแต่ช่วงที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สำรวจ”
อนุตตรา อธิบายต่อเรื่องการลดระยะเวลาการทำงานโดยยกตัวอย่างว่า หากสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนขนาด 9 เฮกตาร์ (0.09 ตารางกิโลเมตร) ด้วยวิธีเดิม อาจต้องใช้เวลาสำรวจและบันทึกข้อมูล ประมาณ 1 ปี แต่เมื่อใช้แพลตฟอร์ม Tree Census จะช่วยลดเวลาให้เหลือเพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยขณะที่ผู้สำรวจยังคงปฏิบัติงานภาคสนาม ผู้ควบคุมการสำรวจก็สามารถเข้าถึงแดชบอร์ดที่นำเสนอผลการสำรวจพื้นที่ป่าเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการทำงานในภาคสนามได้อย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องรอให้การดำเนินงานสำรวจทั้งหมดเสร็จสิ้นด้วย
ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังใช้แบบฟอร์มนี้สำรวจพื้นที่ป่าชายเลนที่อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง และอยู่ระหว่างขยายขอบเขตการสำรวจไปยังพื้นที่ป่าบกในจังหวัดพัทลุงและสุโขทัย เพื่อพัฒนาโมเดลการสำรวจให้ครอบคลุมความหลากหลายของระบบนิเวศป่าไทยมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยี AI กับ LiDAR เพื่อการประเมินพื้นที่ป่าขนาดใหญ่
หลังจากได้ข้อมูลการสำรวจภาคสนามที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมสำหรับใช้ในการประเมินโครงสร้างป่า
อนุตตรา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นการสแกนวัตถุด้วยแสงเลเซอร์จากอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนอากาศยาน เช่น โดรนหรือเครื่องบินมาใช้สำรวจพื้นที่ป่า เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับสร้างภาพโครงสร้างป่าในรูปแบบสามมิติที่ระบุความสูงและลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างแม่นยำ
“ข้อมูลการสำรวจภาคสนามและข้อมูลที่ได้จาก LiDAR ที่จัดเก็บในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อเทรนโมเดล AI ให้เรียนรู้ลักษณะโครงสร้างของป่า และชนิดพันธุ์ต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ได้ โดยขั้นตอนการทำงานเริ่มจากการเทรนโมเดล AI ให้รู้จักต้นไม้จากข้อมูล Ground truth จากนั้นจึงใช้ AI ประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพ โดยใช้ข้อมูลจาก LiDAR ร่วมในการประมวลผล
“เทคนิคการประมวลผลรูปแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ เพราะสามารถนำโมเดลพื้นฐานที่พัฒนาจากข้อมูล LiDAR นี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาโมเดล AI เพื่อประเมินโครงสร้างป่าและปริมาณมวลชีวภาพจากภาพถ่ายดาวเทียม ทดแทนการเก็บข้อมูลภาคสนามและการสแกนพื้นที่ป่าด้วย LiDAR ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาโมเดล AI นี้มีชื่อว่า Biomass Prediction Portal (BPP) ปัจจุบันกระบวนการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มนี้อยู่ในขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาคสนามร่วมกับข้อมูลที่ได้จาก LiDAR เพื่อใช้เทรนโมเดล AI”
จากข้อมูลสู่การตัดสินใจ เครื่องมือสนับสนุนการอนุรักษ์และนโยบาย
ข้อมูลพื้นที่ป่าที่ได้จากการสำรวจภาคสนาม, การเก็บข้อมูลด้วย LiDAR และการประมวลผลภาพรวมทั้งพื้นที่ป่าด้วย AI นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งการวางแผนการอนุรักษ์ และการกำหนดนโยบายการใช้งานพื้นที่ป่าในมิติเศรษฐกิจและสังคม
อนุตตรา อธิบายว่า ข้อมูลการสำรวจพื้นที่ป่าโดยละเอียดนำมาใช้ประเมินความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ป่าได้ทันที เช่น จำนวนชนิดพรรณพืช ความหนาแน่น และการกระจายตัวของพืชแต่ละชนิดในแต่ละแปลงสำรวจ โดยข้อมูลเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการวางแผนการใช้งานพื้นที่ป่าอย่างรอบคอบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในมิติของการเป็นแหล่งอาหาร การเป็นปราการป้องกันภัยธรรมชาติ รวมถึงการเป็นพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพให้แก่ผู้อยู่อาศัยในละแวกพื้นที่ป่า
“ข้อมูลที่ได้ยังใช้ประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าเพื่อการจำหน่ายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โดยเมื่อมีการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ป่าทั้งหมดเข้าสู่ระบบกลาง จะช่วยให้ผู้ดำเนินงานด้านการกำหนดนโยบายนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลในระดับภาพรวมประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“นอกจากนี้ข้อมูลพื้นที่ป่าที่ได้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การคัดเลือกพื้นที่เพื่อศึกษาจุลินทรีย์ในดิน (microbiome) ที่สัมพันธ์กับชนิดพรรณพืช การวิจัยดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อระบุพื้นที่สำคัญเชิงระบบนิเวศ การวิจัยเพื่อวางแผนการฟื้นฟูป่าอย่างเหมาะสม”
จะเห็นได้ว่าการผสานข้อมูลภาคสนามเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่เพียงเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานให้สะดวกและรวดเร็ว แต่ยังเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลป่าไม้ของประเทศที่มีความละเอียดและแม่นยำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบเชิงรุก รวมไปถึงการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการใช้งานพื้นที่ป่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
สำหรับหน่วยงานที่สนใจงานแบบฟอร์ม Tree Census ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nationalbiobank.in.th/ หรืออีเมล nbt.pr@nstda.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ (AI-generated illustration)
ภาพประกอบโดย ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ไทยผงาดต้นน้ำชิปโลก! อว.-สวทช.-ม.มหานคร จับมือ “Lumentum” ยักษ์โฟโตนิกส์สหรัฐฯ ปั้น Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รองรับยุค AI
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้อนรับซีอีโอ Lumentum ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากซิลิคอนวัลเลย์ ลงนามความร่วมมือประวัติศาสตร์กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (ม.มหานคร) วางรากฐานอุตสาหกรรม "โฟโตนิกส์" ในไทย มุ่งสร้างกำลังคนทักษะสูงและห้องแล็บอัจฉริยะ หวังดันไทยเป็น “ผู้ออกแบบชิป” ระดับโลก ไม่ใช่แค่โรงงานรับจ้างผลิต!
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ ระหว่าง 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ บริษัท Lumentum ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์โฟโตนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โดยมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. นายไมเคิล เฮอร์ลิสตัน ประธานบริษัทและกรรมการผู้จัดการ Lumentum ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโส และ Chief of Staff (COS) Lumentum - NSTC ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ รศ. ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ศ. ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Lumentum ครั้งนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกระทรวง อว. ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากการเป็นเพียงฐานการผลิตขั้นปลาย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและกำลังคนระดับสูงในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของโลก
“หัวใจสำคัญของนโยบายเราคือการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ยั่งยืน ผ่านกลไก หรือ Triple Helix ที่เชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวง อว. มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปการพัฒนากำลังคน (Manpower Development) ในสาขาโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงผ่านโปรแกรมการผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูง และการ Upskill/Reskill แรงงานในระบบ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI และ Cloud Infrastructure”
“นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องปฏิบัติการของ TMEC และศูนย์ฝึกอบรมระดับชาติที่ ม.มหานคร ให้กลายเป็น Sandbox ในการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง (Applied Research) ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรม Made in Thailand ให้ไปปรากฏอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของโลกอย่างภาคภูมิใจ” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
นายไมเคิล กล่าวว่า Lumentum ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ระดับโลก มีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างประสบการณ์จริงผ่านโครงการอุตสาหกรรมและการฝึกงาน (Internship) เพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเลเซอร์และอุปกรณ์แสงขั้นสูงที่ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมระดับสากล
ดร.ปรอง กล่าวว่า "จุดเด่นของความร่วมมือนี้ภายใต้กรอบการดำเนินงาน คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบบูรณาการ เราจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรทางวิชาการทั้งในระดับปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) ที่เน้นเฉพาะทางด้านโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเตรียม Workforce Training ให้พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการคนเก่งเข้าไปเติมเต็มในระบบเศรษฐกิจ"
ศ. ดร.ชูกิจ ย้ำถึงบทบาทด้านงานวิจัยว่า "สวทช. โดยศูนย์ TMEC จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Microelectronics และการวิจัยประยุกต์เพื่อเชื่อมโยงภาคนโยบายเข้ากับภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือกับ Lumentum จะช่วยยกระดับให้ไทยขยับจากผู้รับจ้างประกอบ (Assembly) ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศในยุค Digital Economy"
ขณะที่ รศ. ดร.ภานวีย์ ระบุว่า "ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการผลิตกำลังคนผ่านศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (MUT-NSTC) เราพร้อมนำองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การทำ Applied Research และการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัย (Lab Enhancement) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตจริงของโลก"
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับรางวัลองค์กรเครือข่ายดีเด่นพิเศษ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายผู้สูงอายุ ประจำปี 2569
วันที่ 8 เมษายน 2569 กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัว ประจำปี 2569 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายในงานได้มีการมอบ “รางวัลบุคคล องค์กรเครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569” โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้มอบรางวัล ในโอกาสนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับรางวัลระดับดีเด่นพิเศษ ซึ่งหมายถึง รางวัลที่มอบให้องค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุมาไม่น้อยกว่า 5 ปี จากผลงานระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for Community” ซึ่งสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนขึ้นรับมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ
แพลตฟอร์ม “นิรันดร์” (Nirun for Community) ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย
สวทช. พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสําหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ Nirun for Community หรือเรียกว่า ระบบ “นิรันดร์” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วยผู้บริบาลใช้เป็นเครื่องมือในการทํางาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนํากิจกรรมที่ผู้บริบาลต้องทํา บันทึกการลงไปทํางาน นําไปสู่การสรุปผลการทํางานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนําไปใช้กําหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านการลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสําหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AIC: Accessible Information and Communication Platform) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สวทช., นางสาวพรทิพา โชคสูงเนิน วิศวกร, นายพิรุณ พานิชผล วิศวกรอาวุโส, นางสาวจันทกานต์ มากมา ผู้ช่วยวิจัย, นางสาวชมภัช ชาญเที่ยงธรรม ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย และ นางสาววชิรกาญจน์ เสือบัว ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย
เดินหน้าใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน
การได้รับรางวัลระดับดีเด่นพิเศษในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการดําเนินงานที่เป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ แก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม โดยที่ผลงานยังเกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง สวทช. พร้อมเดินหน้าพัฒนาและขยายผลระบบ “นิรันดร์” ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั่วประเทศ และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. จัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569
วันที่ 8 เมษายน 2569 ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและร่วมสืบสานประเพณีไทย
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สวทช. ได้แก่ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ, ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช, ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช., รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และ ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวเพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – กฟผ. มุ่งยกระดับความร่วมมือ พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 5 ศูนย์แห่งชาติ
วันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโอกาสเยี่ยมชมศักยภาพศูนย์แห่งชาติ ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน เทคโนโลยี ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา ในฐานะประธานกรรมการร่วม คณะกรรมการความร่วมมือ กฟผ. - สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารศูนย์แห่งชาติ ได้แก่ ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ให้การต้อนรับ นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. และคณะ เข้าเยี่ยมชมศักยภาพห้องปฏิบัติการและนิทรรศการ ผลงานวิจัย จากศูนย์ต่าง ๆ ของ สวทช.
ศักยภาพและผลงานวิจัยจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ สวทช.
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC): นิทรรศการผลงานวิจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเทคโนโลยีตรวจวัดฝุ่นละออง นำเสนอโดย ดร.สินีนาฏ ไทยบุญรอด, ดร.เสาวลักษณ์ เฉลียวเลิศอำพล และ ดร.รัฐพร แสนเมืองชิน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC): ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยด้านเซลล์เทคโนโลยีพืช และนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร (APFT) นำเสนอโดย ดร.อนุตตรา ณ ถลาง, ดร.ปัญญาวุฒิ อัมพุชินทร์ และ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC): ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน นำเสนอโดย ดร.จิราวรรณ มงคลธนทรรศ และ ดร.เปรียว เอี่ยมละมัย
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC): นิทรรศการ NECTEC and Elex (EGAT): Net Zero Smart EV Solar, Power System Stabilizer และ Energy Sharing นำเสนอโดย ดร.จิตติวุฒิ สุวัตถิกุล, นายมนตรี ชาติพจน์ และ ดร.ณัชพงศ์ หัตถิ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC): ห้องปฏิบัติการทดสอบทางกลเพื่อรองรับโรงผลิตไฟฟ้า และผลงานวิจัยการใช้เถ้าลอยถ่านหิน/ชีวมวลพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรามิกและวัสดุฉนวน นำเสนอโดย ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์, ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล และนางสาววันวิศา ฐานังขะโน
ผู้บริหารระดับสูงจากหลายฝ่ายของ กฟผ. ได้ร่วมศึกษาศักยภาพของ สวทช. ในสาขาที่สอดคล้องกับภารกิจด้านพลังงาน การผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือเชิงลึก โดยในอนาคตจะร่วมกัน วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูง ให้ตอบโจทย์ อุตสาหกรรมพลังงานไทย สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ
ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศรับข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย ประจำปี 2569 ภายใต้ โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างเครือข่ายการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ มุ่งต่อยอดไอเดียสู่งานวิจัยที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตั้งแต่บัดนี้ – 29 พฤษภาคม 2569 ภายในเวลา 16.00 น.
คุณสมบัติที่สำคัญ
หัวหน้าโครงการวิจัยเป็นนักวิจัยความสามารถสูงระดับรองศาสตราจารย์ (คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล) หรือนักวิจัยระดับ PG17 (นักวิจัยของ สวทช.) ขึ้นไป
หัวหน้าโครงการต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญตรงตามสาขาที่ดำเนินการ และไม่เป็นผู้ติดค้างต่อการส่งงานตามสัญญาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนแห่งใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
คณะวิจัยประกอบด้วยบุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน
การส่งข้อเสนอโครงการ
หัวหน้าโครงการหลักจัดส่งแบบข้อเสนอโครงการร่วมวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ในรูปแบบเอกสาร จำนวน 5 ชุด (ต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 4 ชุด) และในรูปแบบ Microsoft Word (.docx) และ PDF ผ่านผู้ประสานงานของหน่วยงานต้นสังกัดภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ภายในเวลา 16.00 น.
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดเอกสารได้ที่
กองบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล https://op.mahidol.ac.th/ra/2026/04/07/20260529_mu-nstda/
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
รู้ทันโรค! กุ้งติดเชื้อ EHP ด้วยชุดตรวจ ATK ใช้ง่าย-รู้ผลไว
รู้ทันโรคกุ้งติดเชื้อ EHP ด้วยนวัตกรรมชุดตรวจเชื้อ EHP แบบรวดเร็ว "EHP Test Kit" พัฒนาโดยนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งป้องกันความเสียหายจากกุ้งติดเชื้อ EHP ได้อย่างทันท่วงที โดยเปลี่ยนวิธีการตรวจในห้องแล็บที่ต้องใช้เวลา มาเป็นการใช้ชุดตรวจภาคสนามแบบ ATK เกษตรกรตรวจได้ด้วยตัวเอง ใช้งานง่าย รู้ผลเร็วภายใน 25 นาที ทำให้คัดกรองกุ้งติดเชื้อได้ตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งไทยได้อย่างยั่งยืน
.
พบกับชุดตรวจโรคกุ้งติดเชื้อ EHP และทีมนักวิจัยได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์


