หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สร้างความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทยสู่สากล ด้วยระบบ NQI โดย สวทช.
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary): สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI) ผ่านบริการวิเคราะห์ทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ยึดถือความเป็นกลาง (Impartiality) ในฐานะหน่วยงานที่สาม (Third-party) ภายใต้มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และ OECD GLP เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญให้ภาคธุรกิจใช้ยกระดับสินค้าและนวัตกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตามขอบข่ายการรับรองที่กำหนด ประเด็นสำคัญ (Key Points): ความเป็นกลางระดับสากล: ดำเนินงานโดยอิสระตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และ OECD GLP มั่นใจได้ในความถูกต้องและโปร่งใส ฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ: รายงานผลการทดสอบที่แม่นยำคือหลักฐานสำคัญในการพัฒนาและรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ การยอมรับตามขอบข่าย: ผลการทดสอบได้รับการยอมรับภายใต้ข้อตกลงและขอบข่ายการรับรองของแต่ละประเทศเป้าหมาย NQI คืออะไร? และทำไมจึงเป็น "หัวใจ" ของเศรษฐกิจไทย ในยุคที่มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Technical Barriers to Trade: TBT) มีความเข้มงวดมากขึ้น ระบบ NQI (National Quality Infrastructure) หรือ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ จึงเปรียบเสมือนกติกาสากลที่ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตาม NQI ไม่ใช่แค่เรื่องของห้องปฏิบัติการ แต่คือระบบนิเวศที่ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่: มาตรวิทยา (Metrology): การวัดที่เที่ยงตรงแม่นยำระดับชาติ การกำหนดมาตรฐาน (Standardization): การสร้างบรรทัดฐานคุณภาพร่วมกัน การตรวจสอบและรับรอง (Conformity Assessment): การพิสูจน์คุณภาพสินค้าผ่านการทดสอบจริง การรับรองระบบงาน (Accreditation): การรับรองความสามารถของหน่วยตรวจสอบ การกำกับดูแลตลาด (Market Surveillance): การคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย ประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้รับจากการใช้บริการ NQI ของ สวทช. การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการ NQI กับ สวทช. สร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างมหาศาล ดังนี้: ลดต้นทุนและเวลา (Cost & Time Efficiency): ไม่ต้องส่งตัวอย่างไปทดสอบที่ต่างประเทศ ซึ่งประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการออกสู่ตลาด (Time-to-Market) ก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้า (Overcome Trade Barriers): ผลการทดสอบจากศูนย์ฯ ของ สวทช. ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้น คุ้มครองผู้บริโภคและสร้างแบรนด์ (Trust & Safety): สินค้าที่มีใบรับรองมาตรฐาน ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ ต่อยอดนวัตกรรม (Innovation Catalyst): ข้อมูลจากการทดสอบช่วยให้วิศวกรและนักวิจัยนำไปปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมรุ่นต่อไปให้ดียิ่งขึ้น เจาะลึกความเชี่ยวชาญ 5 ศูนย์บริการ NQI ของ สวทช. การให้บริการวิเคราะห์ทดสอบของ สวทช. มุ่งเน้นการให้ข้อมูลความจริงทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงธุรกิจและการส่งออก โดยรายงานผลการทดสอบ (Test Report) จาก สวทช. เป็นที่ยอมรับตามขอบข่ายการรับรองและข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในแต่ละประเทศ เราเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมในหลากหลายมิติ: 1. PTEC: ผู้นำด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เน้นการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าและความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ 2. NCTC: วิเคราะห์ด้วยเครื่องมือขั้นสูง พร้อมบริการรวดเร็ว 24/7 ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC) ให้บริการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีระดับโมเลกุล ช่วยให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลเชิงลึกด้านวัสดุศาสตร์เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ซับซ้อน 3. CTEC: มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยในที่พักอาศัยและอาหาร ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) เชี่ยวชาญการทดสอบวัสดุก่อสร้าง เซรามิก และวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials) เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนักและความทนทานตามมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากล 4. TBES: ความปลอดภัยทางพิษวิทยาภายใต้มาตรฐานสากล OECD GLP ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) ให้บริการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ ด้วยวิธีทางเลือกทดแทนการใช้สัตว์ทดลอง (Alternatives to Animal Testing) ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ สร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานระดับสากล 5. NFED: การออกแบบและสร้างต้นแบบเชิงวิศวกรรม ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED) สนับสนุนการสร้างชิ้นงานต้นแบบที่มีความแม่นยำสูงด้วยเทคโนโลยี 3D Printing การวิเคราะห์ปัญหาทางวิศวกรรมด้วยวิธี Finite Element เพื่อลดความผิดพลาดก่อนการผลิตจริง และสนับสนุนการผลิต Low Volume ❓ FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ NQI และ สวทช. Q: การทดสอบที่ สวทช. จะได้รับการยอมรับในต่างประเทศหรือไม่? A: การยอมรับผลการทดสอบขึ้นอยู่กับ ขอบข่ายการรับรอง (Scope of Accreditation) ของแต่ละห้องปฏิบัติการ และข้อตกลง (Arrangement) ระหว่างหน่วยงานหรือประเทศปลายทางที่ท่านต้องการส่งออก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความต้องการของประเทศคู่ค้าควบคู่ไปด้วย Q: สวทช. สามารถช่วยวิเคราะห์สาเหตุหากผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านการทดสอบได้หรือไม่? A: ในบทบาทห้องปฏิบัติการทดสอบอิสระ (Third-party) เราต้องคงความเป็นกลางและรายงานผลตามมาตรฐานอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม สวทช. มีกลไกส่งเสริมอื่นๆ เช่น การร่วมวิจัยและพัฒนา หรือการให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยีผ่านโครงการเฉพาะทางเพื่อช่วยยกระดับนวัตกรรมไทย 📞 ช่องทางการติดต่อและขอรับบริการ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบข่ายการรับรองหรือขั้นตอนการขอรับบริการ สามารถติดต่อแต่ละศูนย์ได้โดยตรง: PTEC: 02-117-8600 ต่อ 8611-8614 | Email: sales@ptec.or.th | เว็บไซต์ PTEC NCTC: 02-564-6111 | Email: nctc@nstda.or.th | เว็บไซต์ NCTC CTEC: 02-564-6500 ต่อ 4215 หรือ 71960 | Email: ctec@nstda.or.th | เว็บไซต์ CTEC TBES: 02-564-7000 ต่อ 71701-71704 | Email: sales.tbes@nstda.or.th | เว็บไซต์ TBES NFED: 02-564-7000 ต่อ 1800-1801 | Email: nfed@nstda.or.th | เว็บไซต์ NFED 📍 ดูภาพรวมบริการทดสอบทั้งหมดของ สวทช.: https://www.nstda.or.th/home/services_post/testing-services/ (เรียบเรียงและภาพประกอบ โดย: ธเนศ ม่วงทอง | Co-created with AI)    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME จึงเป็นคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20 (วันที่ 22 เมษายน 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง ดร.พีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงโครงสร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับภาคธุรกิจ วันนี้การเลือกใช้พลังงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า "ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด" "จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน" "นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ สวทช. นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24, 27-28 เม.ย. 69 เวลา 9:00 - 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สภาดิจิทัลฯ ผนึก สวทช. และ AIT ลงนาม MOU ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ชู ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ พร้อมกางโรดแมปปี 69 ปั้นบุคลากร AI 1,000 ราย และนำร่องแก้วิกฤตน้ำ
 (22 เมษายน 2569) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพด้าน Data & AI และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เพื่อวางรากฐานความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ ผ่านการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงานในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้รับเกียรติจาก ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ Professor Pai-Chi Li อธิการบดี AIT เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นางเขมนรินทร์ รัตนาอัมพวัลย์ รองประธานสภาดิจิทัลฯ ดร.ชัย วุฒิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ Prof. Siddharth K. Jabade รองอธิการบดี AIT ณ Grand Hall ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (เวสต์) ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า การลงนามในวันนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของสภาดิจิทัลฯ ในการยกระดับทักษะบุคลากร (Upskilling/Reskilling) และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยสภาดิจิทัลฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน “สภาดิจิทัลฯ ต้องการลดช่องว่างด้านทักษะ และทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้สำหรับทุกธุรกิจค่ะ โดยสภาดิจิทัลฯ มีแผนผลักดันผ่าน Digital Skill Roadmap โดยร่วมกับพันธมิตรพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการใช้งานจริง (Practical AI) ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” ม.ร.ว. นงคราญ กล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงแค่ปริมาณการใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการสร้าง ปรับใช้ และกำกับดูแลเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความเป็นเลิศด้านการวิจัยให้กลายเป็นผลกระทบที่จับต้องได้ในสังคม  โดย สวทช. มุ่งเน้นการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและจัดการระบบ AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมและความต้องการของชาติในระยะยาว “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ลงทุนสร้างรากฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์อย่าง AI for Thai และ ปทุมมา (Pathumma) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) สำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการจัดตั้งมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเรากำลังสร้างเส้นทางลัดที่เชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว ขณะที่ Professor Pai-Chi Li อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เปิดเผยว่า AIT พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผ่าน AIT AI Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากลมาสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยมุ่งหวังให้การพัฒนา AI ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับโลกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียเพื่อขยายขอบเขตการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง “AIT ให้ความสำคัญกับ AI ในการเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต โดยทำให้เมืองปลอดภัย มีความยืดหยุ่น รวมถึงการใช้ AI และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงในเขตเมือง ซึ่งมีเป้าหมาย คือการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว” Professor Pai-Chi Li กล่าว ความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วม (Action Plan) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ภาคแรงงานและประชาชน ผ่านโครงการยกระดับทักษะ AI ที่ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพภาคประชาชน (AI Users) จำนวน 700 คน และนักพัฒนา (AI Developers) จำนวน 300 คน โดยจะจัดการอบรมแบบเข้มข้นทั้งในรูปแบบ Hybrid และ On-site ทั้งนี้จะนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ค้าปลีก (Retail), สุขภาพ (Health) และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) นอกจากนี้ ยังมีโครงการเชิงพื้นที่ที่สำคัญคือการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งจะดำเนินการนำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ และเกษตรอาหาร ผ่านกิจกรรม Innovation Matching เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยเข้ากับผู้ประกอบการและนักลงทุน ไปจนถึงการเตรียมสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลทักษะและผลงานวิจัย ตลอดจนผลักดันให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อต่อยอดระบบนิเวศ AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสธุรกิจไทยยุค AI” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) คุณสุทธิพงษ์ คุรุหงษา จาก Digital Dialogue คุณเอกราช ปัญจวีณิน จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณทนงเกียรติ สุขวัฒน์ จาก โกซอฟท์ และ ดร.อธิป อัศวานันท์ จากสภาดิจิทัลฯ  มาร่วมฉายภาพทิศทางนโยบาย การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและการพัฒนากำลังคน นอกจากนี้ ยังมีการเจาะลึกด้านการนำ AI มาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมี ศ. ดร. มงคล เอกปัญญาพงศ์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) คุณพลอยรวี เกริกพันธ์กุล จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มาร่วมนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยคุกคามสำหรับเด็กและกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกกำลัง มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน MU – NSTDA Researcher Visit สร้างเครือข่ายวิจัย ยกระดับความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “MU – NSTDA Researcher Visit ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศด้านการวิจัยระหว่างสองสถาบัน กิจกรรมนี้มีคณะผู้บริหารและนักวิจัยเข้าร่วมกว่า 60 คน เพื่อขานรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการบูรณาการความเชี่ยวชาญแบบข้ามหน่วยงาน และมุ่งผลักดันงานวิจัยไปสู่การแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา กล่าวต้อนรับและนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างสองหน่วยงาน โดย ดร.สมบุญ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรการวิจัยรูปแบบสหวิทยาการ (MU - NSTDA Interdisciplinary Research Consortium) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้แบ่งปันมุมมองและหล่อหลอมความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบสนองความท้าทายของประเทศได้อย่างตรงจุด ในขณะที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย เพื่อเปิดโอกาสให้พบปะ แลกเปลี่ยนทรัพยากร และตั้งโจทย์วิจัยที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้จริงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประเทศ ภายในงาน ดร.วงศกร พูนพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม สวทช. ได้บรรยายถึงทิศทางการขับเคลื่อนความร่วมมือ พร้อมประกาศเปิดรับสมัคร “โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ประจำปี 2569” ซึ่งเปิดให้การสนับสนุนโครงการร่วมวิจัยไม่เกิน 3 โครงการต่อปี ด้วยงบประมาณสูงสุด 4 ล้านบาทต่อโครงการ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ คุณสุจินดา ทองศรี รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการนวัตกรรมและคีย์แอคเคานต์ สวทช. ยังได้ร่วมให้ข้อมูลการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานของอุทยานวิทยาศาสตร์ สวทช. อีกด้วย อีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญคือ การที่คณะนักวิจัยได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพและห้องปฏิบัติการวิจัยจาก 5 ศูนย์แห่งชาติ สวทช. ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) จากนั้นในช่วงบ่ายได้เปิดพื้นที่ระดมสมอง (Brainstorming) ให้นักวิจัยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันระบุโจทย์ปัญหาและแนวทางความร่วมมือ การจัดกิจกรรม MU – NSTDA Researcher Visit ในครั้งนี้ นับเป็นการทลายข้อจำกัดด้านการวิจัยรูปแบบเดิม ด้วยการนำจุดแข็งของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำและหน่วยงานวิจัยระดับชาติมาสอดประสานกันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการเปิดพื้นที่ระดมสมอง แลกเปลี่ยนไอเดีย และการสร้างเครือข่ายอย่างใกล้ชิด จะนำไปสู่การพัฒนา Virtual Research Group หรือ Cluster ในสาขาวิชาต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดการตั้งโจทย์วิจัยที่สำคัญและการต่อยอดนวัตกรรมร่วมกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. โดย สวทช. ผนึก บพข. ปลดล็อกนวัตกรรมไทยสู้ศึกการค้าโลก ดันโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ฯ “NQI” จุดพลุ IDEs ขยายผลงานวิจัยสู่ตลาดจริง
สวทช. จับมือ บพข. และกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที “Thailand Standards & Quality Forum 2026” ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs) ชูหัวใจสำคัญ “มาตรฐานสากล” คือใบเบิกทางนำเทคโนโลยี Deep Tech ออกจากห้องแล็บสู่การใช้งานจริง ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน (วันที่ 21 เมษายน 2569) ณ ห้องประชุมโฟร์ริเวอร์ส โรงแรม รามาดา พลาซา บาย วินด์ แฮม แบงคอก แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ ถ.เจริญกรุง กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน Thailand Standards & Quality Forum 2026 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ผ่านมาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 21- 22 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ภายใต้การจัดการของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสากล และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย สู่ตลาดโลก ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า งาน Thailand Standards & Quality Forum 2026 จัดขึ้นเพื่อรวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน NQI เพื่อร่วมกันอัปเดตเทรนด์มาตรฐานสากล พร้อมทั้งถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง ในการก้าวข้ามข้อกําหนดและด่านมาตรฐานต่าง ๆ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติในรูปแบบ workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถนําไอเดียมาต่อยอด สู่ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานได้จริง ทั้งนี้ด้วย สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และพบความท้าทายว่างานวิจัยที่ดีจะก้าวไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างไร ซึ่งคำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “คิดค้น” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี หรือ Technology Readiness Level (TRL) จากแนวคิดไปสู่ความพร้อมใช้งานจริง ดังนั้น “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ต้องพิสูจน์ได้ และเชื่อถือได้ สวทช. จึงวางบทบาทสนับสนุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ หรือ National Quality Infrastructure (NQI) ทั้งในด้าน Lab Testing, Certification และ Sandbox เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ โดยมีเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยง Ecosystem ตั้งแต่นักวิจัยไปจนถึงผู้ใช้งานจริง ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยที่ดี สามารถก้าวออกจากห้องทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้เร็วยิ่งขึ้น ด้าน ผศ. ดร.วิรัชญา จันพายเพ็ชร ผู้อำนวยการแผนงานพัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศ เพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่ (Innovation Driven Enterprises : IDEs) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงาน รวพ. กล่าวว่า การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ IDEs ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย บพข. มุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยที่ไม่ได้มองแค่ความใหม่ของนวัตกรรม แต่วัดจากความเชื่อมั่นที่สร้างได้ในทุกขั้นตอน การส่งเสริมเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และการทำงานผ่านหน่วยงานตัวกลาง (Intermediary) จะเป็นตัวเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อสร้างอนาคตของนวัตกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โอกาสนี้ ม.ล.ภาสกร อาภากร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ“เจาะลึกมาตรฐานโลก 2026: วิสัยทัศน์และเทรนด์การค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรู้” ให้ทัศนะต่อทิศทางการค้าโลกในปี 2026 โดยระบุว่า มาตรฐานในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางเทคนิคหรือระเบียบปฏิบัติทั่วไป แต่คือ “ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ” ที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจแบบครบวงจรเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดสากล ซึ่งหัวใจของการยกระดับจาก Local To Global คือการเปลี่ยนนวัตกรรมจากระดับแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดทั่วโลกให้การยอมรับ โดยต้องอาศัยการทดสอบและการรับรองมาตรฐานสากลเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความเชื่อมั่น ม.ล.ภาสกร ยังย้ำว่าเทรนด์การค้าในอนาคตจะมุ่งเน้นการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพอย่างเข้มงวดมากขึ้น การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ หรือ NQI จึงถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้า และช่วยให้สินค้าไทยสามารถขยายผลสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความเชื่อมั่นที่สร้างขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตตามกรอบมาตรฐานสากล ทั้งนี้ภายในงาน “Thailand Standards & Quality Forum 2026” เต็มไปด้วยความเข้มข้นของเนื้อหาที่ผสานทั้งมุมมองเชิงกลยุทธ์ กฎระเบียบและการอบรมเชิงปฏิบัติการไว้อย่างครบวงจร โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เวทีเสวนา “Innovation Compliance Synergy” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ทดสอบชั้นนำของ สวทช. ทั้งด้านการวิเคราะห์ทดสอบ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้าน พิษวิทยา และงานวิศวกรรม มาร่วมถ่ายทอดกรณีศึกษาในการปลดล็อกนวัตกรรมไทยให้ฝ่าด่านมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับกิจกรรม “Quality-Driven Innovation Workshop” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้นำไอเดียมาลงมือปฏิบัติจริงพร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงวิธีการทำให้สินค้าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDEs) ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. หนุนเด็กไทยโชว์ศักยภาพระดับเอเชีย JAXA นำ 2 ไอเดียทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS
สรุปใจความสำคัญ เยาวชนไทย 2 ทีม ผู้ผ่านเข้ารอบจากการนำเสนอแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เดินทางไปรับชมการถ่ายสดการทดลองโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ที่ห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น 2 หัวข้อที่ผ่านเข้ารอบ คือ การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ และการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ นักบินอวกาศ NASA เป็นผู้ทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยเยาวชนไทยได้รับโอกาสในการสื่อสารกับนักบินอวกาศขณะทำการทดลองด้วย เยาวชนไทยสะท้อนการได้รับชมการทดลองและสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ช่วยให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งนำไปใช้ต่อยอดการทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคตได้ รองผู้อำนวยการ สวทช. สะท้อน ประสบการณ์ที่ดีเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและนำมาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต วงการวิทยาศาสตร์ยินดี 2 ทีมเยาวชนไทย JAXA นำไอเดีย "ฮาร์มอนิก-สะพานของเหลว" ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ร่วมกับไอเดียของเยาวชนอีก 8 ชาติ จากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีนักบินอวกาศนาซาเป็นผู้ทดลอง สวทช.-เอกชน ปลื้มหนุนเยาวชนด้านเทคโนโลยีอวกาศ [caption id="attachment_82915" align="aligncenter" width="750"] นายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์, นายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล, นายชนกันต์ เฉยสอาด,นายกฤติน เกตานนท์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และนายธนกฤต โพธิปักขิย์[/caption] เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พาเยาวชนไทย 6 คน (2 ทีม) เข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ณ ประเทศญี่ปุ่น หลังแนวคิดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำของเยาวชนไทย 2 หัวข้อได้รับคัดเลือกไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ร่วมกับอีก 9 หัวข้อโดยเยาวชนจากออสเตรเลีย บังกลาเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ [caption id="attachment_82900" align="aligncenter" width="350"] ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช.[/caption] ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 11 แล้วที่ สวทช. ร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศแก่เยาวชนไทยผ่านโครงการ Asian Try Zero-G ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเสนอหัวข้อการทดลองวิทยาศาสตร์ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) พร้อมสมมติฐานและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คณะกรรมการจากทาง JAXA คัดเลือกหัวข้อที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่องค์ความรู้ใหม่ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยในครั้งนี้ ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ (Christopher L. Williams, Ph.D.) นักบินอวกาศจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เป็นผู้ทำการทดลอง "สำหรับไอเดียการทดลองจำนวน 2 เรื่องที่ได้ขึ้นไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ได้แก่ การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Studying the behavior of simple harmonic motion in the spring and rope in microgravity conditions) นำเสนอโดย นายธนกฤต โพธิปักขิย์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และนายกฤติน เกตานนท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา และการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Dynamics of liquid bridge in microgravity) นำเสนอโดยนายชนกันต์ เฉยสอาด และนายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์ นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ "ตัวแทนเยาวชนไทยทั้ง 6 คน ได้เข้าชมการถ่ายทอดสดการทดลอง ณ ห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 15.00-19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเยาวชนได้มีโอกาสพูดคุย นำเสนอแนวคิดการทดลองกับนักบินอวกาศนาซาโดยตรง และได้ลุ้นผลการทดลองที่ตนเองได้ตั้งสมมติฐานไว้ รวมทั้งยังได้เห็นแนวคิดและผลการทดลองจากเพื่อนๆ ชาติอื่น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก หวังว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและนำมาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต” นายธนกฤต โพธิปักขิย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ตัวแทนทีมเสนอไอเดียการศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ กล่าวว่า การได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความภูมิใจของตนและเพื่อน ๆ ในทีมอย่างมาก ที่ได้นำแนวคิดการทดลองวิทยาศาสตร์มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักบินอวกาศทั้งจาก NASA และ JAXA รวมถึงเพื่อน ๆ จากนานาชาติ [caption id="attachment_82911" align="aligncenter" width="750"] นายธนกฤต โพธิปักขิย์ (กลาง) และทีม นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์[/caption] “การทดลองที่ทีมเรานำเสนอเป็นการผูกเส้นเชือกไว้ที่กึ่งกลางของสปริงที่ตั้งในแนวตั้ง โดยนักบินอวกาศจะใช้มือข้างหนึ่งจับเส้นเชือกแบบหลวม ๆ ให้มีลักษณะเหยียดตรงออกไปในแนวขนานกับพื้น ขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงสปริงให้ยืดขึ้นแล้วปล่อยลง เพื่อดูว่าแรงสั่นของสปริงจะส่งต่อไปยังเส้นเชือกอย่างไรบ้าง โดยทีมตั้งสมมติฐานว่า ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำแรงสั่นจากสปริงจะทำให้เกิดคลื่นในเส้นเชือกที่ปรากฏแนวคลื่นให้เห็นชัดเจนกว่าบนโลก ซึ่งผลที่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย คือ เส้นเชือกมีการเคลื่อนกลับเข้าหาสปริง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ผล ก่อนนำเสนอผลการทดลองต่อคณะกรรมการในเดือนพฤษภาคมนี้” [caption id="attachment_82898" align="aligncenter" width="750"] ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ ทำการทดลองเรื่อง “การศึกษาการสั่นแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของสปริงและเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Studying the behavior of simple harmonic motion in the spring and rope in microgravity conditions)”[/caption] [caption id="attachment_82910" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายในห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ขณะเยาวชมรับชมภาพการทดลองที่ถ่ายสดจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption] ด้าน นายชนกันต์ เฉยสอาด นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนทีมเสนอไอเดียการศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ กล่าวว่า การได้รับชมการทดลองหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ และสื่อสารกับนักบินอวกาศแบบเรียลไทม์ร่วมกับเพื่อน ๆ อีก 10 ทีม ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างมาก อีกทั้งการได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดการทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต [caption id="attachment_82912" align="aligncenter" width="750"] นายชนกันต์ เฉยสอาด (ซ้าย) และทีม นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์[/caption] “สำหรับหัวข้อการทดลองที่ทีมนำเสนอ เป็นการหยดน้ำลงบนวัตถุชิ้นหนึ่ง จากนั้นนำวัตถุอีกชิ้นมาแตะที่ด้านบนของหยดน้ำ แล้วค่อย ๆ ยกขึ้น เพื่อสังเกตว่าหยดน้ำจะสามารถยืดตัวโดยไม่ขาดจากกันได้ไกลเพียงใด ทั้งนี้มีการแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้วัตถุทั้งสองชิ้นเป็นอะลูมิเนียม ส่วนครั้งที่สองใช้การหยดน้ำลงบนวัตถุที่เป็นอะลูมิเนียม แล้วใช้วัตถุที่เป็นไม้ในการแตะหยดน้ำเพื่อทดสอบการยืดตัว ผลจากการทดลองทั้งสองครั้งพบว่าหยดน้ำสามารถยืดตัวได้มากกว่าบนพื้นโลก แต่ยังไม่มากเท่ากับที่คำนวณและตั้งสมมติฐานไว้ ทั้งนี้ทีมจะนำผลไปวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว เพื่อสรุปผลต่อไป” [caption id="attachment_82899" align="aligncenter" width="750"] ดร.คริสโตเฟอร์ แอล. วิลเลียมส์ ทำการทดลองเรื่อง “การศึกษาพฤติกรรมของสะพานของเหลวภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Dynamics of liquid bridge in microgravity)”[/caption] [caption id="attachment_82909" align="aligncenter" width="750"] บรรยากาศภายในห้องบังคับการ (Mission control room) ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น ขณะเยาวชมรับชมภาพการทดลองที่ถ่ายสดจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption] อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการเข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 เยาวชนไทยทั้ง 6 คน ยังได้เข้าเยี่ยมชม Space Dome ของ JAXA ซึ่งเป็นศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีและภารกิจด้านอวกาศที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการเยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยีต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งการได้เปิดโลกการเรียนรู้และได้แลกเปลี่ยนกับบุคลากรไทยที่ปฏิบัติงานในองค์กรระดับโลกเช่นนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองต่อเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศให้แก่เยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่สนใจร่วมติดตามข้อสรุปผลการทดลองครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรมดี ๆ ในโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education [caption id="attachment_82913" align="aligncenter" width="500"] คุณมาซากิ ชิราคาวะ (Mr. Masaki Shirakawa) ผู้อำนวยการศูนย์การใช้ประโยชน์คิโบ แจ็กซา, นายกฤติน เกตานนท์, นายธนกฤต โพธิปักขิย์, นายยศพนธ์ สุขสว่าง และ ดร.โนริชิเงะ คานาอิ (Norishige Kanai, M.D.) นักบินอวกาศแจ็กซา[/caption] [caption id="attachment_82914" align="aligncenter" width="500"] คุณมาซากิ ชิราคาวะ (Mr. Masaki Shirakawa) ผู้อำนวยการศูนย์การใช้ประโยชน์คิโบ แจ็กซา, นายณัฐดนัย พึ่งแสงจันทร์, นายชนกันต์ เฉยสอาด, นายพิพัฒน์พล สิริโพธิกุล และ ดร.โนริชิเงะ คานาอิ (Norishige Kanai, M.D.) นักบินอวกาศแจ็กซา[/caption] [caption id="attachment_82902" align="aligncenter" width="500"] เยาวชนจากนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 ณ ศูนย์อวกาศสึกุบะ ประเทศญี่ปุ่น[/caption] [caption id="attachment_82901" align="aligncenter" width="500"] ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ Asian Try Zero-G 2025 จากนานาชาติ ที่นำเสนอหัวข้อการทดลองและสมมติฐานของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ผ่านทางออนไลน์[/caption] [caption id="attachment_82906" align="aligncenter" width="500"] Space Dome ศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีและภารกิจด้านอวกาศที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น[/caption] [caption id="attachment_82907" align="aligncenter" width="500"] บรรยากาศในโมดูล Kibo (คิโบะ) จำลอง ห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption] [caption id="attachment_82908" align="aligncenter" width="500"] บรรยากาศในโมดูล Kibo (คิโบะ) จำลอง ห้องทดลองด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)[/caption] [caption id="attachment_82905" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption] [caption id="attachment_82904" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption] [caption id="attachment_82903" align="aligncenter" width="500"] เยี่ยมชมบริษัท ispace จำกัด (มหาชน) รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทีมงานคนไทย[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, JAXA และ Thai PBS
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน พลังขับเคลื่อนการบินคาร์บอนต่ำ
มาร่วมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการบินคาร์บอนต่ำ ด้วย SAF (Sustainable Aviation Fuel) เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเร่งเดินหน้าพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของ SAF ให้สอดคล้องกับมาตรการ ICAO CORSIA เพื่อเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมการบินไทยรับมือกฎระเบียบสากลในปี พ.ศ. 2570 พร้อมพัฒนาพลังงานสะอาดใหม่ เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานการบินสะอาดของอาเซียน . พบกับทีมวิจัยและการสัมมนาที่เกี่ยวกับการพัฒนา SAF ได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 20 เม.ย. 2569
ร้อนไม่ไหว! นาโนเทค สวทช. เปิด 3 นวัตกรรมลดใช้พลังงานสู้ร้อน "โซลาร์เซลล์วัสดุเบา - น้ำยาเคลือบแผงโซลาร์กันฝุ่น - สีและสารเคลือบลดความร้อน” ช่วยลดใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero ประเทศไทย  ... >> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569 ปลดล็อกขีดความสามารถฟาร์มไทย ITAP และ เนคเทค สวทช. จัดสัมมนาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี HandySense ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ตัวช่วยเกษตรกร บริหารจัดการฟาร์มแม่นยำจากข้อมูลจริง เน้นการใช้ทรัพยากรคุ้มค่า-ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต   ... >> อ่านต่อ สวทช. คว้ารางวัลดีเด่นพิเศษด้านขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ปี 69 : ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นตัวแทนองค์กรเข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ “รางวัลบุคคล องค์กรเครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569” จากปลัดกระทรวง พม. จากผลงาน“Nirun for Community” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี   ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
H-FAME ไบโอดีเซลพรีเมียม เพื่อการขนส่งคาร์บอนต่ำ
นักวิจัยเอ็นเทค สวทช. พัฒนา ไบโอดีเซลพรีเมียม H-FAME เพื่อการขนส่งคาร์บอนตํ่า สามารถเติมในรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรกลที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ เป็นการใช้เชื้อเพลิงที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหมาะกับภาคการขนส่งที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม . พบกับ H-FAME พร้อมทีมนักวิจัยได้ที่ NAC2026 งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี . ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี 👉 www.nstda.or.th/nac
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
“MOF” วัสดุแห่งอนาคต จากของเสียสู่วัสดุมูลค่าสูง
สรุปใจความสำคัญ MOF วัสดุแห่งอนาคต ออกแบบโครงสร้างได้ในระดับนาโน นักวิจัย สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีผลิต MOF ต้นทุนต่ำจากของเสีย ใช้งานได้ทั้ง อุตสาหกรรมพลังงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และเพื่อสุขภาพและการแพทย์ มุ่งสู่ ไทยทำ ไทยใช้ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ   “ถ้าเราสามารถสร้างวัสดุขึ้นมาใหม่โดยกำหนดได้ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างไปจนถึงสมบัติทางเคมีในระดับนาโนเมตร เราจะใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นได้มากขนาดไหน” นี่คือแนวคิดจุดตั้งต้นของการพัฒนา Metal-Organic Framework หรือ MOF (มอฟ) วัสดุผสมระหว่างโลหะกับสารอินทรีย์ที่ออกแบบโครงสร้างและสมบัติให้มีความจำเพาะได้ ที่นักวิจัยในหลายประเทศทั่วโลกพัฒนากันมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) จนทุกวันนี้มีนวัตกรรมวัสดุ MOF ที่หลากหลาย ทั้งเพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ยกระดับอุตสาหกรรมพลังงาน หรือกระทั่งใช้เป็นวัสดุทางด้านสุขภาพและการแพทย์ แต่ก็ยังมีอุปสรรคสำคัญ คือ “ต้นทุนการผลิตที่สูงเกินกว่าจะใช้ประโยชน์วัสดุนี้ในระดับอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต MOF ในเครื่องปฏิกรณ์แบบไหลต่อเนื่อง (continuous flow reactor) และเทคโนโลยีการผลิต MOF จากของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้ง มุ่งตอบโจทย์ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) [caption id="attachment_82821" align="aligncenter" width="500"] ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม นาโนเทค สวทช.[/caption] ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า MOF เป็นวัสดุผสมระหว่างโลหะกับสารอินทรีย์ โดยโลหะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อม (node) ขณะที่สารอินทรีย์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม (linker) ระหว่างโลหะแต่ละจุด ทำให้วัสดุมีลักษณะเป็นโครงข่ายสามมิติที่มีรูพรุนจำนวนมาก โดยในการผลิตหากเลือกใช้โลหะ สารอินทรีย์ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้วัสดุมีสมบัติต่างกันไปด้วย “แม้ MOF จะเป็นวัสดุนวัตกรรมที่มีสมบัติโดดเด่นและมีศักยภาพสูงในหลายอุตสาหกรรม แต่การนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมยังไม่แพร่หลายนัก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต ที่โดยทั่วไปนิยมใช้การสังเคราะห์แบบเป็นรอบ (batch synthesis) ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและการควบคุมกระบวนการ ทำให้เมื่อผู้ผลิตพยายามเพิ่มขนาดการผลิตมักเกิดปัญหาการควบคุมอุณหภูมิและสภาวะปฏิกิริยา ส่งผลให้อัตราผลผลิต (yield) ลดลงจากระดับสูงร้อยละ 90–98 เหลือเพียงประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น” เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตรูปแบบใหม่โดยใช้ continuous flow reactor ซึ่งเป็นระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่ควบคุมการไหลของสารตั้งต้นและสภาวะปฏิกิริยาได้อย่างสม่ำเสมอขึ้น ดร.ชลิตา อธิบายเพิ่มเติมว่า จุดเด่นสำคัญของการสังเคราะห์แบบ continuous flow คือ การควบคุมการถ่ายเทความร้อนและอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้อย่างแม่นยำ กล่าวคือแม้วิธีการนี้จะมีอัตราการผลิตต่อหน่วยเวลาอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่การที่ผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีอัตราผลผลิตสูงถึงร้อยละ 98 จะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตจากหลักกรัมต่อชั่วโมงเป็นระดับกิโลกรัมต่อชั่วโมงได้อย่างมีเสถียรภาพ “เทคโนโลยีการผลิตดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่นสูง ประยุกต์ใช้กับการผลิต MOF สูตรต่าง ๆ ได้หลากหลาย ที่สำคัญเป็นระบบเครื่องจักรที่พัฒนาและผลิตได้ภายในประเทศ จึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรราคาแพงจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรมในอนาคตได้เป็นอย่างดี” นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดด้านการผลิต ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้พัฒนาสูตรการผลิต MOF ที่เหมาะแก่การผลิตด้วยเทคนิค continuous flow reactor อีกหลายชนิด โดยสิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การลดต้นทุนวัตถุดิบ และการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีมากและหาได้ง่ายในประเทศไทย ดร.ชลิตา เล่าถึงผลงานแรกที่ทีมวิจัยพัฒนาว่า เป็น MOF ที่ผลิตจากขยะขวดพลาสติกประเภท PET เพราะในพลาสติกชนิดนี้มีกรดเทเรฟทาลิก (terephthalic acid) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่นำมาใช้ในการผลิต MOF ได้ โดยทีมวิจัยผลิต MOF ได้ 2 สูตร คือ MIL-53 (มิล-53) และ UiO-66 (ยูไอโอ-66) ที่มีสมบัติในการกักเก็บสารมีเทนได้อย่างปลอดภัย เหมาะแก่การใช้เป็นวัสดุในถังบรรจุเชื้อเพลิงสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี “อีกตัวอย่างเด่น คือ การผลิต MOF โดยใช้เศษออกไซด์ของเหล็กที่เป็นของเสียจากกระบวนการรีดเหล็กร้อน ในอุตสาหกรรมเหล็ก โดย MOF ที่ทีมวิจัยผลิตได้ คือ MIL-100 (มิล-100) ที่มีสมบัติในการดูดซับ VOCs ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีระเหยง่ายที่มักพบในสีทาบ้านและเฟอร์นิเจอร์ โดยหากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่สูดดม VOCs เข้าไปในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ MIL-100 จึงเป็น MOF ที่เหมาะแก่การประยุกต์ใช้งานกับเครื่องกรองอากาศและเครื่องปรับอากาศ “นอกจากนี้ MIL-100 ยังมีสมบัติเร่งปฏิกิริยาเพื่อเปลี่ยนกลุ่มแก๊สอันตรายอย่างไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ให้เป็นแก๊สไนโตรเจนที่มีอยู่ทั่วไปในอากาศได้ด้วย ทั้งนี้ไนโตรเจนออกไซด์เป็นแก๊สอันตรายเพราะสามารถทำปฏิกิริยากับสารต่าง ๆ ในอากาศแล้วแปรสภาพไปเป็นฝุ่น PM2.5 ได้ MIL-100 จึงเหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้งานกับระบบบำบัดมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม” [caption id="attachment_82819" align="aligncenter" width="500"] UiO-66 (ยูไอโอ-66) มีสมบัติในการกักเก็บสารมีเทนได้อย่างปลอดภัย[/caption] นอกจากตัวอย่าง MOF เพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยยังได้พัฒนา MOF ชนิด Copper-BDC (คอปเปอร์-บีดีซี) เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ด้วย ดร.ชลิตา เล่าว่า ผลงานนี้เกิดขึ้นจากการนำทองแดงที่ตกค้างในน้ำยากัดแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกรดเทเรฟทาลิกจากขวดพลาสติก PET มาใช้ในการผลิต Copper-BDC ที่มีสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยใช้ไอออนของทองแดงในการทำลายโครงสร้างของเชื้อ MOF ชนิดนี้จึงเหมาะแก่การใช้ผลิตเป็นฟิล์มเคลือบพื้นผิวจุดที่มีการสัมผัสบ่อยในพื้นที่สาธารณะ เช่น ปุ่มกดลิฟต์ โดยที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ Copper-BDC ไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อก่อโรคที่มีความรุนแรงสูงแล้ว 2 ชนิด คือ ไวรัสโคโรนาและไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสซึ่งเป็นไวรัสก่อโรคมือ เท้า ปาก อีกหนึ่งทิศทางสำคัญที่ทีมวิจัยกำลังผลักดัน คือ การพัฒนา MOF สำหรับดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ดร.ชลิตา อธิบายว่า ทีมวิจัยได้นำ MOF ชนิด CALF-20 ซึ่งมีการพัฒนาสูตรการผลิตขึ้นในต่างประเทศมาวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยมุ่งพัฒนาสูตรให้ผลิตได้รวดเร็ว อัตราผลผลิตสูง และขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง ปัจจุบันกำลังร่วมกับบุคลากรวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการพัฒนาเครื่องต้นแบบระบบดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) “ในระยะต่อไปทีมวิจัยยังมีแผนมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต MOF ไปสู่ระดับการใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อการนำ MOF ไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพและการแพทย์ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จาก MOF อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต MOF ทุกสูตรดังที่กล่าวถึงข้างต้น และเทคโนโลยีการผลิต MOF ด้วยเทคนิค continuous flow reactor แล้ว” ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ MOF รวมถึงรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ชลิตา รัตนเทวะเนตร อีเมล chalita@nanotec.or.th หรือพูดคุยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากนักวิจัยได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ซึ่งจะจัดขึ้น ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในวันที่ 24–28 เมษายนนี้ เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย นาโนเทค สวทช. และภาพจาก Freepik
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 13 เม.ย. 2569
"อ.เชน" ลั่น ไทยต้องชนะ Tech War!      กาง 8 ยุทธศาสตร์อัปเกรดนวัตกรรมดัน "เวลเนส" เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ชูระบบนิเวศนวัตกรรม เชื่อม "นักคิด-นักปฏิบัติ" ดึง deep Tech สร้างรายได้สูง  ...>> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569 อว. ลงนามความร่วมมือประวัติศาสตร์ดึง Lumentumวางรากฐาน "โฟโตนิกส์" ครบวงจร      พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย สวทช. - ม.มหานคร ผนึกกำลัง Lumentum ปั้นห้องแล็บอัจฉริยะและกำลังคนทักษะสูง เลิกเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิต แต่มุ่งเป้าเป็นฮับนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์  ... >> อ่านต่อ สวทช. รับเข็ม "เสมาคุณูปการ" ชูระบบ Thai School Lunch ยกระดับโภชนาการเด็กไทย : ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ. สวทช. รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” ปี 2569 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ หัวหน้าทีมผู้พัฒนาระบบ Thai School Lunch เพื่อขับเคลื่อนโภชนาการเด็กไทย  ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
นาโนเทค สวทช. ชูนวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน ลดใช้ไฟ-เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสะอาด รับมือสภาพอากาศร้อนจัด
ท่ามกลางสถานการณ์อากาศร้อนจัดที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศแตะระดับสูงสุดต่อเนื่อง และความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย นาโนเทค สวทช. ต่อยอดนวัตกรรมตอบโจทย์วิกฤตอย่าง สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร, น้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น และเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ ในฐานะเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ สร้าง “ทางเลือกเชิงเทคโนโลยีเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน” ที่มุ่งลดการใช้ไฟฟ้าจากต้นทาง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตพลังงานสะอาดในระยะยาว ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้อย่างรวดเร็ว คือทางออกที่สามารถดำเนินการได้ด้วยศักยภาพของนักวิจัยไทย เพื่อสร้าง “ทางเลือกเชิงเทคโนโลยี” ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน “ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาโนเทคพร้อมนำผลงานวิจัยที่พร้อมใช้มาต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน นาโนเทคได้มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยในกลุ่ม Water and Environment Solutions ครอบคลุมทั้งการจัดการน้ำ คุณภาพอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ผู้อำนวยการ นาโนเทค สวทช. ชี้ ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน (HMNP) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า เมษายนเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายด้านพลังงานมากที่สุดของปี ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้เครื่องปรับอากาศทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ในขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้ายังต้องเจอแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยีภายใต้กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโนของนาโนเทค อย่างเทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nanocoating) สามารถช่วยลดภาระระบบไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ “หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ คือ การลดความต้องการใช้พลังงาน (Energy Demand) โดยตรง ผ่านสีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อน ซึ่งออกแบบให้มีการสะท้อนรังสีอาทิตย์สูงและการคายความร้อนสู่ภายนอกได้ดี ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิภายในอาคารลดลง ช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ จากผลการทดสอบพบว่าสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวอาคารได้สูงสุด 3-4 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด และลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศได้สูงสุด 15%” ดร.พิศิษฐ์กล่าว พร้อมชี้ว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะกับการใช้งานในอาคารที่มีภาระการทำความเย็นสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย อีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับการผลักดันคือ เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cells) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุสารกึ่งตัวนำโครงสร้างเพอรอฟสไกต์เป็นชั้นดูดกลืนแสง โดยจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้เมื่อเทียบกับโซลาร์เซลล์ซิลิกอนแบบดั้งเดิม คือใช้วัสดุน้อยกว่า ผลิตได้ด้วยกระบวนการอุณหภูมิต่ำกว่า มีน้ำหนักเบา และมีสมบัติกึ่งโปร่งแสง อีกทั้งสามารถออกแบบให้เป็นแผ่นโค้งงอ ทำให้ใช้งานได้บนพื้นผิวที่หลากหลาย กลายเป็นโอกาสใหม่ในการต่อยอดใช้ประโยชน์ ซึ่งในอนาคต อาจจะเห็นกระจกอาคารสูงหรือบ้านเรือนทั่วไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์เซลล์แบบมือถือที่น้ำหนักเบาจนพกไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ทุกที่ หรือผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่น (flexible electronics) และอุปกรณ์พลังงานต่ำที่ต้องการแหล่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เช่น เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อม หรืออุปกรณ์ไร้สายภายในอาคาร  รวมถึงการพัฒนาเป็น เซลล์แสงอาทิตย์แบบแทนเด็ม (Tandem Solar Cells) ร่วมกับซิลิกอน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้นอีกขั้น อย่างไรก็ตาม ดร.พิศิษฐ์ชี้ว่า การพัฒนาเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้างยังต้องเร่งยกระดับความเสถียรต่อความร้อน ความชื้น แสง และอายุการใช้งานระยะยาว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา นาโนเทคยังพัฒนาน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น (Anti-Dust Nano Coating for Solar Panels) เพื่อช่วยลดการเกาะของฝุ่นและสิ่งสกปรกบนพื้นผิวแผง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ soiling effect ที่ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในสภาวะใช้งานจริง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีค่าการส่องผ่านแสงสูง สามารถเคลือบได้โดยตรงบนผิวแผงโดยไม่ต้องเตรียมพื้นผิวล่วงหน้า และสามารถล้างหรือขัดออกได้โดยไม่ทำลายพื้นผิวหรือกระทบต่อเงื่อนไขการรับประกันของผู้ผลิตแผง จากข้อมูลการทดสอบพบว่า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 3-30% ขึ้นอยู่กับระดับการสะสมของฝุ่นและสภาพแวดล้อม โดยในสภาวะใช้งานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยราว 5% อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการทำความสะอาดและลดการใช้น้ำในระบบโซลาร์ฟาร์มได้อย่างมีนัยสำคัญ “ทีมวิจัยมีโครงการนำร่องภายใต้ชื่อ Nanocoating Solutions for Energy-Resilient Government Infrastructure หรือนาโนโค้ตติ้งโซลูชันเพื่อโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งมุ่งผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอดและพร้อมทดสอบภาคสนามในหน่วยงานที่มีการใช้พลังงานสูงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร และน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์จะทำหน้าที่เป็นฐานเทคโนโลยีสำหรับระบบผลิตไฟฟ้ารุ่นใหม่ในอนาคต โดยสารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นเริ่มมีการทดสอบภาคสนามรวมถึงการใช้งานจริงแล้ว ส่วนสีและสารเคลือบลดความร้อนอยู่ระหว่างการขยายผลสู่ระดับนำร่อง (pilot scale) และการทดสอบภาคสนามระยะยาว ซึ่งนวัตกรรมทั้งคู่อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนผลิตเชิงพาณิชย์” ดร.พิศิษฐ์เผย นวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงานของนาโนเทค สวทช. สามารถลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มความคุ้มค่าของระบบพลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ ที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด ดีปเทคสตาร์ทอัปภายใต้ สวทช. แล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่า หากมีการติดตั้งในระดับ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยภายในปี 2030 หรือประมาณ 2.5 กิกะวัตต์ จะสามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้ราว 197.1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 700-800 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 90,000 ตันต่อปี ขณะที่สีและสารเคลือบลดความร้อนจะช่วยลดภาระการใช้พลังงานของอาคารตั้งแต่ต้นทาง ในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยให้คนไทยได้รับประโยชน์โดยตรงจากการอยู่อาศัยและทำงานในอาคารที่ร้อนน้อยลง ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีโอกาสลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนจัดที่ครัวเรือนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง การวิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้วิกฤตพลังงานนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานด้วยองค์ความรู้ของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบโจทย์ทั้งมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและ Net Zero ของประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์