ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.2 – Face Shield From FabLab “หน้ากากบังใบหน้า” ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
Face Shield From FabLab “หน้ากากบังใบหน้า" ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เรียบเรียง: อาทิตย์ ลมูลปลั่ง ใบหูเทียม หัวใจเทียมจากเนื้อเยื่อมนุษย์ คือผลงานความสำเร็จอันน่าทึ่งจากเทคโนโลยี “การพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing" นวัตกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ของโลก ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดว่าจะสามารถสร้างขึ้นได้จริงในห้องปฏิบัติการ แต่ในขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ผลิต 'หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield' เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันนักรบเสื้อกาวน์ให้ปลอดภัยจากไวรัสมรณะ FabLab สร้าง Face Shield อุปกรณ์สำคัญที่ช่วยหยุดยั้ง ป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19 นอกจากหน้ากาก N95 และหน้ากากอนามัยแล้ว หน้ากากชนิดบังใบหน้า หรือ Face Shield เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างมากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันการฟุ้งกระจายของสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือ FabLab สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทั้งส่วนกลางที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และเครือข่าย FabLab ภูมิภาค รวมถึงเครือข่ายนักประดิษฐ์หรือ Maker ได้ร่วมกันใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในโครงการ FabLab เร่งผลิต Face Shield ที่มีความแข็งแรง ทนทานและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า เมื่อปี 2561 คณะรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบประมาณให้ สวทช. ดำเนินโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรมเพื่อพัฒนาทักษะความเป็น นวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย หรือ FabLab ทางโครงการฯ ได้ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้ 'โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabLab)' ในสถานศึกษาทั้งโรงเรียนที่มีการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและวิทยาลัยเทคนิค รวมจำนวน 150 แห่ง กระจายใน 68 จังหวัดในประเทศ เพื่อให้เยาวชนมีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องตัดเลเซอร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม “ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทาง FabLab บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษา และมหาวิทยาลัย พี่เลี้ยง 17 แห่ง ได้รวมพลังใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ที่มีในโครงการฯ มาสร้างสรรค์อุปกรณ์และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Face shield จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ, กล่องป้องกันฟุ้งกระจาย (Aerosol), ต้นแบบเครื่องกดเจลล้างมืออัตโนมัติ, ส่วนประกอบเคาน์เตอร์คัดกรองผู้ป่วย เป็นต้น เพื่อส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อตรวจคัดกรองและรักษาผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรค COVID-19 3D printing พิมพ์ Face Shield การพิมพ์ 3 มิติ เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการสร้างโมเดลเสมือนจริงหรือการขึ้นรูปชิ้นงานซึ่งทำได้ด้วยวัสดุหลากหลายแบบ ทั้งพลาสติก ยาง โลหะ ไนลอน อัลลอย จุดเด่นของเทคโนโลยีนั้นอกจากสร้างสิ่งที่คิดให้เป็นจริงได้แล้ว การสร้างชิ้นงานยังมีความยืดหยุ่น และมีความจำเพาะเจาะจงต่อผู้ใช้ได้ ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนา Face Shield มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ ผู้ใช้งานอย่างมากด้วย ปริญญา ผ่องสุภา วิศวกรประจำโครงการ FabLab ฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. กล่าวว่า อุปกรณ์ Face shield ที่ผลิตขึ้นเพื่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ทีมวิศวกรได้ต่อยอดแบบการขึ้นรูป Face shield จากเมกเกอร์ Prusa Protective Face Shield Model : RC2 ที่ส่งแบบมาพิมพ์ต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ FabLab โดยมีการปรับแก้ไขแบบและพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ได้รูปแบบที่ใช้งานได้สะดวกและรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่เป็นระยะเวลานาน “ในการพัฒนาได้มีการเขียนแบบและพัฒนาต้นแบบโมเดล 3 มิติจากนั้นนำมาแบ่งโมเดลออกเป็นชั้นๆ เพื่อทำการแปลงให้เป็น G-Code หรือภาษาสำหรับการสั่งงานเครื่องจักรให้เคลื่อนที่ไปตามตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนนำไปพิมพ์ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยที่ FabLab เป็นวิธิการฉีดเส้นพลาสติกที่เรียกว่า FDM หรือ Fused Deposition Modeling เป็นเทคนิคการพิมพ์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีราคาถูกกว่าการพิมพ์ด้วยเทคนิคอื่นๆ สามารถสร้างชิ้นงานที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หรือชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง เนื่องจากวัสดุมีความแข็งแรง มีวัสดุการพิมพ์ให้เลือกใช้หลายแบบ และวัสดุพิมพ์มีราคาถูกเมื่อเทียบกับวัสดุของเครื่องประเภทอื่น เช่น เรซิน ผงไนล่อน หรือผงเหล็ก" สำหรับ Face Shield ที่ออกแบบขึ้นนั้น ปริญญา อธิบายว่า ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนหลัก ได้แก่ กระบังด้านหน้า (Visor) แผ่นพลาสติกใส (Clear plastic sheet) และสายรัดศีรษะ (Elastic head band) โดยที่แผ่นพลาสติกใสและสายรัดศีรษะ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ชิ้นส่วนกระบังด้านหน้านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ อีกทั้งยังเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก เพราะจะต้องสัมผัสกับผู้ใช้งานโดยตรง เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรง คงทนและยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับศีรษะของผู้สวมใส่แต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังได้คำนวณระยะห่างระหว่างแผ่นใสกับใบหน้าให้มีตำแหน่งที่เหมาะสม เนื่องจากต้องคำนึงถึงผู้ที่สวมแว่นตาหรือแพทย์พยาบาลที่ต้องสวมแว่นตาทางการแพทย์ซ้อนทับอีกชั้นหนึ่งด้วย รวมทั้งยังพัฒนา Face Shield ให้สามารถถอดเปลี่ยนแผ่นพลาสติกใส เมื่อต้องการที่ความสะอาดหรือเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ โดยขณะนี้ FabLab ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สามารถผลิต Face shield ได้วันละ 50 ชิ้น "Face Shield ที่ผลิตออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทุกชิ้นจะมีการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ทั้งการลบคม การปรับแต่งอุปกรณ์ให้สวมใส่สบาย ปรับแต่งแผ่นใสให้มีความมน ไม่แหลมคม ซึ่งจะเป็นอันตรายในการสวมใส่" Face Shield เพื่อนักรบเสื้อกาวน์ ตลอดระยะเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 โครงการฯ FabLab ได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ผลิต Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาและคัดกรองผู้ป่วย COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ดร.อ้อมใจ กล่าวว่า โครงการฯ FabLab ได้ส่ง Face shield ให้บุคลากรทางการแพทย์แล้วจำนวน 9 โรงพยาบาล จำนวนรวม 599 ชุด เช่น รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รพ.ปทุมธานี รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน รพ.ราชวิถี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.เสรีรักษ์ รพ.สามโคก (ปทุมธานี) แผนกการแพทย์ กองบริการ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน และโครงการฯ ยังเตรียมการผลิตต่อเนื่องเพิ่มอีก 680 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานีตามที่ทีมแพทย์และพยาบาลแจ้งความประสงค์เข้ามา นอกจากนี้ยังได้มีการอัพโหลดไฟล์ Face Shield ต้นแบบโมเดล 3 มิติ ไว้ในระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ thingiverse (www.thingiverse.com/thing:4260273) เพื่อนำมาเป็นแบบสำหรับแจกจ่ายให้กับเครือข่าย FabLab และหน่วยงานที่สนใจร่วมกันนำไปผลิตหรือพัฒนาต่อยอดวิธีการผลิตขึ้นรูป เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึงปัจจุบันมียอดผู้ดาวน์โหลดมากกว่า 300 ครั้ง “นอกจากนี้เครือข่าย FabLab ในสถานศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ยังได้ดำเนินการผลิตและจัดทำอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ FabLab วิทยาลัยเทคนิคปัตตานีผลิตและจัดทำกล่องป้องกันฟุ้งกระจาย จำนวน 70 กล่อง, Face shield จำนวน 200 ชิ้น ส่งมอบให้โรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ หน่วยกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และมอบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปัตตานี เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดทำต้นแบบเครื่องกดเจลล้างมืออัตโนมัติ ส่งมอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการจำนวน 5 เครื่อง เป็นต้น” ล่าสุด บริษัท XYZprinting Thailand ได้สนับสนุนโครงการ FabLab มอบเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพิ่มเติมให้กับบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรจำนวน 5 เครื่อง และมอบให้กับโรงเรียน วิทยาลัยเทคนิค และมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอีก 15 เครื่อง เพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส COVID-19 ปนัดดา มักสัมพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดัดดรุณี จังหวัดฉะเชิงเทรา เครือข่ายโครงการ FabLab กล่าวว่า FabLab เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ฝึกให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์มีความเป็น 'นักนวัตกร' ซึ่งโรงเรียนมีการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จะมารวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโครงการฯ 'ชุมนุมนักนวัตกรรม' เพื่อให้นักเรียนครูและวิศวกรผู้ช่วยได้นำไอเดียมาร่วมกันสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เป็นชิ้นงานนวัตกรรมเพื่อใช้ในเชิงสาธารณประโยชน์ “โดยในสถานการณ์การระบาด COVID-19 ครั้งนี้ แม้ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคปิดกั้นความคิดของเหล่านวัตกรที่ได้อาสามาระดมสมองผ่านการประชุมออนไลน์ เพื่อคัดเลือกไอเดียที่ดีที่สุดมาออกแบบเป็นโมเดล และส่งต่อให้วิศวกรผู้ช่วยดำเนินการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติออกมาเป็นชิ้นงาน นักเรียนบางคนที่อยู่ใกล้โรงเรียนก็มากับผู้ปกครองเพื่อรับอุปกรณ์ไปทำที่บ้าน ขณะที่ครูและลูกจ้างช่วยกันประกอบชิ้นงานและนำไปส่งมอบตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งนักเรียนทุกและบุคลากรทุกคนต่างก็ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน" เช่นเดียวกับ ปริญญา ที่ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มีโอกาสร่วมพัฒนา Face shield ครั้งนี้ว่า การที่พวกเราได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มาประดิษฐ์ Face shield และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากๆ ยิ่งเมื่อได้ยินคุณหมอและพยาบาลแจ้งว่า Face shield ใช้งานได้ดี สวมใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคืองกับผิวเมื่อต้องสวมใส่เป็นเวลานาน ลดการเกิดฝ้าบริเวณแผ่นพลาสติกได้ดี ทำให้ยิ่งรู้สึกดีใจมากที่พวกเราซึ่งแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ยังพอมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวก ลดความเสี่ยงติดเชื้อให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ในยามที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาด นับเป็นโอกาสที่เหล่า 'นวัตกร' จะได้ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมเพื่อร่วมฝ่าฟัน พิชิตไวรัส COVID-19
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.2 – ปฏิทินกิจกรรม-1
สวทช. ขอเชิญร่วมบริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อจัดทำโครงการ
“การขยายผลการใช้ประโยชน์หน้ากากอนามัย Safie Plus เพื่อบุคลากรทางการแพทย์"
หน้ากากอนามัย Safie Plus ผลงานวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช.
เทคโนโลยี
-แผ่นชั้นกรองที่เคลือบคอมพอสิทของไฮดรอกซี่อาปาไทต(HA) และไททาเนียมไซด์ (Ti) สามารถป้องกันฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็ก เช่น PM2.5 และป้องกันสารพิษ เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ สามารถฆ่าเชื้อโรค ย่อยสลายสารหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ (ไวรัสแบคทีเรีย) เมื่ออยู่ภายใต้แสง UV
มาตรฐานการรับรอง
-ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการกรอง PM2.5 ระดับ 99% โดย TUV SUD สิงค์โปร์
-ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อไวรัส H1N1 (Influenza A Virus) โดย ม.มหิดล
-ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการกรองไวรัส (Viral filtration efficiency: VFE) ระดับ 99% โดย Nelson Laboratory สหรัฐอเมริกา
ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาอุทยานวิทยาศาสตร์ ชื่อบัญชี "เงินบริจาคกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 080-0-13324-1 หรือเช็คสั่งจ่าย "เงินบริจาคกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ตั้งแต่วันนี้ - 29 พฤษภาคม 2563
กรุณาส่งหลักฐานการบริจาคเพื่อขอรับใบเสร็จรับเงินฉบับจริงทาง email: sararee.cha@nstda.or.th ใบเสร็จรับเงินสามารถลดหย่อนภาษีได้
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.nstda.or.th/th/13146-covid19-donation-for-medical-mask-safie-plus
สอบถามติดต่อ: คุณสรารี ชาญอุไร โทร. 02 564 7000 ต่อ 71818, 086 789 8223 email: sararee.cha@nstda.or.th
ITAP สวทช. เปิดโครงการ Fast Track ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในสถานการณ์ Covid-19 หนุน ผู้ประกอบการ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) เปิด “โครงการสนับสนุนการทดสอบผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในสถานการณ์ COVID-19 (Fast Track: Medicine and Medical Device Fight COVID-19)" เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพได้มีโอกาสในการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาใสมบูรณ์โดยเร็ว โดยครอบคลุมก“รสนับสนุนในส่วนการทดสอบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในผลงานวิจัยว่าสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาให้กับประเทศได้ทันสถานการณ์ ปลอดภัยในการใช้งานและมีประสิทธิภาพ และเป็นฐานรากของงานวิจัยด้านการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในระยะยาวต่อไป โดย ไอแทป สวทช. จะสนับสนุนงบประมาณสูงสุดถึง 70% แต่ไม่เกิน 400,000 บาทต่อโครงการ
https://www.nstda.or.th/th/news/13152
โครงการยกระดับทักษะวิชาชีพบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
ขอเชิญชวนบุคลากรไอทีใน 8 สาขาอาชีพ ประกอบด้วย 1) IT Programmer 2) Network Engineer 3) IOT Maker 4) Data Scientist 5) Computer Engineer 6) Engineer/IT Technician 7) Web Design/Developer และ 8) Cyber Security Analyst ใช้เวลาในช่วงนี้กับหลักสูตรออนไลน์การอบรมเชิงปฏิบัติการสดผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ (Zoom/ Microsoft Teams/ Google Classroom), การฝึกภาคปฏิบัติ โดยการ Remote เข้ามาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันฯ ตลอดจนการทบทวนบทเรียนด้วย VDO Clip หลังจบบทเรียน ฯลฯ
https://www.nstdaacademy.com/webnsa/index.php/in-house-training/depa-eec2020-1
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
นักวิจัยไทยพัฒนา “วิธีสกัด RNA – ชุดตรวจโควิด-19”
เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา
ทะลุ 19 ล้านรายแล้ว สำหรับตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ขณะที่ประเทศไทยแม้ตอนนี้จะยังคงสถิติไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นเวลากว่า 60 วัน ก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า โควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดระลอกสองอีก
สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาและเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเดินหน้าพัฒนาชุดตรวจโควิด-19 ปัจจัยสำคัญในการควบคุมการระบาด เพื่อป้อง กันปัญหาขาดแคลนชุดตรวจและน้ำยาซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) จากตัวอย่างแบบง่าย และ ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว" ได้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติในการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดคือความมั่นคงด้านสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมายังต้องนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดตรวจ และยา ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ดังเช่น การระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานเชิงรุกได้อย่างรวดเร็ว "นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 (จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา) รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยในการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR เป็นจำนวนกว่า 420,000 ตัวอย่าง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,261 ล้านบาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะเดียวกันในภาวะที่ทั่วโลกต่างต้องตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อจำนวนมาก สารสกัดสารพันธุกรรมหรืออาร์เอ็นเอเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 มีไม่เพียงพอ จนกลายเป็นปัญหาคอขวดในการคัดกรองโรค ดังนั้นในอนาคตหากมีการระบาดระลอกสอง หรือมีความต้องการตรวจเชิงรุก การที่นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอและชุดตรวจโควิด-19 ที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำได้เองในประเทศจะช่วยสนับสนุนการคัดกรองโรคโควิด-19 ได้มาก"
ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 นั้น จะต้องมีการสกัดสารพันธุกรรม หรือ อาร์เอ็นเอของไวรัสจากสิ่งส่งตรวจของของกลุ่มเสียง ซึ่งที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดคือต้องใช้น้ำยาสกัดสารพันธุกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่จากความร่วมมือของนักวิจัยไทยทำให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ" ก่อโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า วิธีสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างแบบง่าย พัฒนาขึ้นโดย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center : NOC) สวทช. นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ เป็นวิธีการสกัดอาร์เอ็นเอด้วยเทคนิค Magnetic Bead ที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และจากการทดสอบการใช้งานร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีประสิทธิภาพในการสกัดอาร์เอ็นเอเทียบเท่าชุดสกัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญในการสกัดอาร์เอ็นเอยังใช้สารเคมีและอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนชุดตรวจราคาไม่แพง ช่วยลดต้นทุนในการตรวจและวินิจฉัยโรคได้มาก อีกทั้งวิธีการนี้ยังนำไปใช้สกัดอาร์เอ็นของไวรัสก่อโรคได้ทุกชนิดทั้งในมนุษย์ พืชและสัตว์ด้วย ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนจำนวน 2 บริษัท สนใจพร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว
เมื่อสกัดอาร์เอ็นเอของไวรัสได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจยืนยันเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ซึ่ง ไบโอเทค สวทช. นำโดย นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีว‘ศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนา "ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว (COVID-19 XO-AMP colorimetric detection kit)" เพื่อใช้คัดกรอง คัดแยกเฉพาะตัวอย่างที่น่าสงสัยก่อนนำไปตรวจโดยใช้วิธี RT-PCR ถือเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐจากเดิมที่ต้องส่งตรวจทุกตัวอย่างด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งมีราคาแพง
ดร.วรรณพ กล่าวว่า ชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการตรวจเชิงรุก เนื่องจากมีความจำเพาะ 100% ความไว 92% และมีความแม่นยำ 97% สามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ได้ผลเร็วกว่าวิธี RT-PCR ถึง 2 เท่า สามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ตรวจง่ายในขั้นตอนเดียวโดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ โดยสังเกตได้จากสีของน้ำยา หากเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลืองแสดงว่ามีอาร์เอ็นเอของไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาเพียง 10,000 บาท ถูกกว่าวิธี RT-PCR ถึง 100 เท่า นอกจากนั้นแล้วต้นทุนน้ำยาเทคนิคแลมป์ที่ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาขึ้นราคาต่ำกว่าน้ำยาที่ใช้กับ RT-PCR ถึง 3 เท่า และยังราคาถูกกว่าชุดตรวจแลมป์ที่นำเข้า 1.5 เท่า
อย่างไรก็ดี การพัฒนาชุดตรวจนี้ได้รับความอนุเคราะห์ตัวอย่างสารพันธุกรรมจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของชุดตรวจ ปัจจุบันไบโอเทคได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเมินเทคโนโลยี โดยทาง อย. กำลังพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคแลมป์ โดยชุดตรวจนี้มีบริษัทเอกชนได้แสดงความสนใจที่จะขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วเช่นกัน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะเวชศาสตร์เขตร้อน คือสถาบันทางการแพทย์ที่มีทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัย การรักษา และป้องกันโรค ที่มีห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านโรคเขตร้อน ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายที่ผ่านการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ สำหรับการตรวจหาสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้วย สวทช. มีงานวิจัยหลายด้านที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งการตรวจวินิจฉัย และป้องกันโรคได้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ สวทช. จึงได้ทางานร่วมกันอย่างเข้มข้นจนสามารถพัฒนาต่อ ยอดทั้ง 2 งานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง
"การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและผลิตชุดสกัดอาร์เอ็นเอ และชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรคอุบัติใหม่ และถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถวงการวิจัยและสาธารณสุขไทยจากการเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้ผลิตเพื่อใช้เองและส่งออกไปต่างประเทศในอนาคต"
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการใน จ.อุดรฯ และใกล้เคียง ร่วมสัมมนา 2 หลักสูตร พัฒนานวัตกรรมด้านเกษตร
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และผู้สนใจในพื้นที่ จ.อุดรธานี และใกล้เคียงในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมสัมมนาฟรี 2 หลักสูตร ได้แก่ “หลักสูตรการยกระดับผักและผลไม้ไทยสู่มาตรฐานสากล” ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 เพื่อทราบถึงมาตรฐาน ThaiGAP กับการสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดระดับบน สมัครได้ที่ https://forms.gle/uyaZEjEGkY6YETaL6 และ “หลักสูตรการพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม 4.0” ในวันที่ 27 มีนาคม 2563 เพื่อทราบถึงแนวทางพัฒนาเป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการเก็บรักษาและขนส่ง สมัครได้ที่ https://forms.gle/b4Segqji2Jo3ENij7 โดยทั้งสองหลักสูตรกำหนดจัดเวลา 08.30 - 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์อุดรธานี ด่วน! รับจำนวนจำกัด 50 ท่านต่อหลักสูตร เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลเท่านั้น ภายใน 23 มีนาคม นี้ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1300, 063 915 6656 (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
เอ็มเทค-สวทช. จับมือ ซีพี ออลล์ ปั้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
For English-version news, please visit : MTEC-NSTDA and CP All embark on innovative food packaging 11 มีนาคม 2563 ที่อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด หน่วยงานวิจัยอาหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใส่ใจถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลงานทางวิชาการไปใช้ต่อยอดการประยุกต์ใช้บรรจุภัณฑ์อาหารในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเชีย โดยมี นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ ผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ พร้อมกันนี้ยังมีทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ เอ็มเทค สวทช. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมในเรื่องการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับใส่อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
9 ข้อควรรู้ “โควิด-19” จากบทสรุป 25 ผู้เชี่ยวชาญ WHO
9 ข้อน่ารู้ จากบทสรุปของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เข้าไปสืบสวนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศจีน และรายงานสรุปผลจนถึงวันที่ 19 ก.พ. 63 อ่านบทความฉบับเต็ม แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/13061-who-china-joint-mission การติดต่อ : 78-85% ติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านหรือในช่วงแรกที่ยังไม่มีประกาศการระบาด อัตราการป่วย : 80% ผู้ป่วยอาการไม่หนัก การใช้เครื่องช่วยหายใจ : 5% ใช้เครื่องช่วยหายใจ 15% ใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง ระยะเวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยหนัก 3-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยไม่มาก 2 สัปดาห์ การแสดงอาการ : คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการในที่สุด ช้าเร็วต่างกัน อาการคัดกรอง : อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล อัตราการเสียชีวิต : ผู้ป่วยโควิด-19 ที่จีนมีอัตราการเสียชีวิต 3.4% ปัจจัยการเสียชีวิต : ขึ้นกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และระบบสุขภาพที่รับมือโรค อ้างอิง: https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/who-china-joint-mission-on-covid-19-final-report.pdf (16-24 February 2020) ข้อมูลเพิ่มเติม covid-19
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. จับมือ จุฬาฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงสู่ SMEs ไทยสร้างศักยภาพในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจฐานความรู้เดินหน้าโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เน้นการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ตั้งเป้าสนับสนุน SMEs
For English-version news, please visit : NSTDA and Chulalongkorn University to promote technology utilization in SMEs 10 มีนาคม 2563 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ“การดำเนินงานเครือข่ายของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” (Innovation and Technology Assistance Program: ITAP) โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและบริหารจัดการ (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เปิดรับสมัครนักศึกษารับทุน 2 ประเภท (TGIST และ YSTP) ประจำปี ’63
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งมั่นเป็นหนึ่งในหน่วยงานสนับสนุนการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคม ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ขอรับทุนการศึกษาใน “โครงการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Thailand Graduate Institute of Science and Technology: TGIST)” ประจำปี 2563 เพื่อการศึกษาวิทยานิพนธ์ภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์มหาวิทยาลัยร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติของ สวทช. ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ www.nstda.or.th/tgist/ ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม 2563 และอีกทุนคือ ประกาศรับสมัครนักศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังจะขึ้นชั้นปีสุดท้าย เพื่อขอรับทุนการศึกษาวิจัยเพื่อปริญญานิพนธ์ ปี2563 ใน “โครงการสร้างปัญญาวิทย์ ผลิตนักเทคโน (Young Scientist and Technologist Programme: YSTP)” เพื่อโอกาสรับประสบการณ์เพิ่มเติม พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนคติการเป็นนักวิจัยอาชีพ และพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง ดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ www.nstda.or.th/ystp/ ตั้งแต่ 1 - 31 พฤษภาคม 2563
ข่าวประชาสัมพันธ์
SCI UPDATE: ‘อุปกรณ์ตัดสับปะรด’ เครื่องมือช่วยเกษตรกรตัดและเก็บสับปะรดในขั้นตอนเดียว
พอกันที ‘ตัดสับปะรดแล้วได้แผล’ สับปะรดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องประสบปัญหาขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่มีต้นทุนการจ้างแรงงานถึง 2 ขั้นตอน เพราะในการเก็บสับปะรด เกษตรกรต้องใช้มีดหรือตะขอพร้าตัดก้านของผลสับปะรด แล้วใช้แรงงานคนนำตะกร้อมาเดินเก็บใส่เข่งยกขึ้นรถอีกทอด ที่สำคัญหลายครั้งเมื่อเกษตรกรเข้าไร่ไปตัดผลสับปะรด มักได้บาดแผลจากการถูกหนามใบสับปะรดตำ ถูกมีดบาด และถูกสัตว์ที่ซ่อนตัวอยู่ในพงทำร้าย ทำให้การหาแรงงานภาคเกษตรในการเก็บสับปะรดค่อนข้างยาก (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. เยี่ยมชมผลงานนักเรียน FabLab รร.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 ฉะเชิงเทรา ชี้โครงการฯ หนุนความรู้สะเต็มศึกษา ช่วยสร้างนวัตกรให้ประเทศ
For English-version news, please visit : Fabrication Lab: Creating the next generation of innovators สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนิน “โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab)” เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย ด้วยการส่งเสริมให้มีพื้นที่เรียนรู้ “โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab)” ในสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโครงงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 จ.ฉะเชิงเทรา นำโดย ดร.อ้อมใจ ไทรเมฆ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และคณะ เพื่อให้เห็นถึงทักษะความเป็นนวัตกรของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งมี 4 ผลงานโดดเด่นที่เดินสายกวาดรางวัลระดับประเทศมาแล้วภายใต้โครงการ FabLab ร่วมจัดแสดง ได้แก่ เครื่องวัดปริมาณออกซิเจนละลายน้ำด้วยแสง เครื่องตรวจจับควันบุหรี่อัจฉริยะ เครื่องช่วยเหลือผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง และรถตัดหญ้าไฮเทค โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้ดูแลห้องปฏิบัติการ FabLab ครูพี่เลี้ยงจากมหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงตัวแทนนักเรียนที่ได้รับรางวัลนำเสนอโครงงานสิ่งประดิษฐ์ (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม (TechBiz Starter) ประจำปี 2563
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ขอเชิญผู้ประกอบการใหม่/นักวิจัย ที่สนใจจะสร้างธุรกิจหรือขยายธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนผู้สนใจที่มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบและต้องการจัดตั้งธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรม สมัครเข้าร่วม “โครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยนวัตกรรม "(TechBiz Starter)" ประจำปี 2563 เพื่อเสริมสร้างทักษะและสมรรถนะที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยแนวคิดนวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจทั้งด้านการตลาด การเงิน วางแผนธุรกิจ การบริหารจัดการ และเพิ่มความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจเริ่มต้นในช่วงก่อตั้งกิจการ (3 ปีแรก) ให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีทิศทางและสร้างโอกาสขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดาวน์โหลดข้อมูลโครงการ TechBiz Starter ดาวน์โหลดใบสมัครโครงการ TechBiz Starter ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและส่งมาที่อีเมล techbiz.starter@nstda.or.th ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการฯ สวทช. โทร. 0 2564 7000 ต่อ 81490 (คุณพลอย) และ 71746 (คุณปาทินันท์) (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช.-ม.แม่โจ้ ร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ
For English-version news, please visit : Technology demonstration and showcase of smart farming technologies at Maejo University ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในโครงการ “การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน” โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และ ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดี ม.แม่โจ้ ร่วมลงนามภายในงานสวทช.-วิทย์สัญจร จ.เชียงใหม่ ประจำปี 2563 เพื่อร่วมพัฒนาองค์ความรู้ หลักสูตร แหล่งเรียนรู้ และความร่วมมือวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรไทย พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ ม.แม่โจ้ สัมผัสตัวอย่างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่แปลงวิจัยลำไย และทดสอบการใช้เทคโนโลยีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเกษตร และระบบการให้น้ำอัตโนมัติสำหรับพืชไร่และพืชสวน ผ่าน Smart IoT รวมถึงเยี่ยมชมแปลงทดสอบผลิตมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ของ สวทช. ในระบบเกษตรอินทรีย์ (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์


