หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. ร่วมโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ผลักดันการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์อย่างคุ้มค่าและทิ้งอย่างถูกต้อง
วันที่ 28 เม.ย. 2569 ณ ห้องหว้ากอ 1-2 บพข. จัตุรัสจามจุรี ชั้น 14: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายการใช้นวัตกรรมและการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการจัดการวิกฤติ PM 2.5 และพลังงาน พร้อมเปิดตัวโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง นวัตกรรมพร้อมใช้ Ecosystem พร้อมรับ “เศษวัสดุเหลือทิ้งต้องมีค่า” โครงการ "PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ชวนเกษตรกรลดการเผา เปลี่ยนซากการเกษตรให้มีมูลค่า แลกน้ำมันไบโอดีเซล-แผงโซลาร์เซลล์มือสอง-แผ่นคลุมดินจากชีวมวล เริ่มนำร่องเชียงใหม่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โครงการดังกล่าว ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ได้นำแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองและติดตามแผงโซลาร์เซลล์ หรือ โซลาร์ชัวร์ และมาตรฐานการตรวจความพร้อมใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มศอ.1011-2565 ผลงานจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. ที่ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก บพข. มาใช้ในส่วนการตรวจคัดกรองแผงโซลาร์เซลล์มือสอง และจะมีการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดวิธีการตรวจแผงให้อาชีวะและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะด้านนี้ต่อไป ในโอกาสนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ใช้แล้ว ว่า เมื่อมีการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน การวางระบบรองรับการจัดการแผงโซลาร์เซลล์เมื่อหมดอายุการใช้งานจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน และความปลอดภัยของชุมชน  แพลตฟอร์ม “โซลาร์ชัวร์” ที่ ENTEC พัฒนาขึ้น จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ คัดกรอง และติดตามสถานะของแผงโซลาร์เซลล์ตลอดวงจรชีวิต ช่วยให้สามารถนำแผงที่ยังมีศักยภาพกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็สามารถจัดการแผงที่เสื่อมสภาพได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดของเสียอันตรายในอนาคต นอกจากนี้ ENTEC สวทช. ยังมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรในระดับพื้นที่ ผ่านการฝึกอบรมให้กับสถาบันอาชีวศึกษาและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะด้านการตรวจสอบและจัดการแผงโซลาร์เซลล์ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ UTAC ปั้น “Advanced Packaging” รับกระแสเซมิคอนดักเตอร์โลก หนุนนโยบาย อว. ยกระดับวิศวกรไทย-จ่อดึง TMEC ร่วมทำแผนขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI
 สวทช. โดยศูนย์ TMEC ผนึกกำลัง "ยูแทค ไทย" ยักษ์ใหญ่ Chip Packaging ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตรขั้นสูง เชื่อมโยงความรู้ "ต้นน้ำ" (Wafer Fabrication) สู่ "นวัตกรรมขั้นสูง" (Advanced Packaging) หวังแก้ Pain Point วิศวกรหน้างาน พร้อมชูบทบาท TMEC หนุนเอกชน วางกลยุทธ์การลงทุนยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI ขับเคลื่อนไทยสู่ห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก (วันที่ 28 เมษายน 2569) ณ ห้องประชุมสราญวิทย์ SD601 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด (UTAC) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ "โครงการความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนาเพื่อการพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำของประเทศ ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนากำลังคนระดับสูงเพื่อรองรับกระแสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดย สวทช. มุ่งหวังที่จะใช้ศักยภาพของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ในการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม "นอกจากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแล้ว TMEC ยังมีความพร้อมที่จะสนับสนุน UTAC ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน โดยเฉพาะการจัดทำรายละเอียดทางเทคนิคและข้อเสนอโครงการเพื่อยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ด้วยความเชี่ยวชาญในด้าน Wafer Fabrication และความเข้าใจในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างลึกซึ้ง เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนในเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.ภัทราวดี กล่าว นายบัวฉัตร ศรีคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงงาน บริษัท ยูแทค ไทย จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม Chip Packaging เนื่องจากปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกระบวนการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) และกระบวนการประกอบชิป (Packaging) ซึ่งส่งผลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพในสายการผลิต ทั้งนี้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เราจะมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ 1. การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาหน้างานจริง 2. การต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งเป็นทิศทางหลักของโลก และ 3. การผสานความเชี่ยวชาญของ TMEC และ UTAC เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ TMEC กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา TMEC และ UTAC ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างการรับรู้ในกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงลึกให้กับวิศวกร โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานระดับ Wafer-level ที่ TMEC มีความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจาก Chip Packaging แบบดั้งเดิม ไปสู่ Advanced Packaging ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและบุคลากรที่มีความเข้าใจระบบอย่างเป็นองค์รวม อย่างไรก็ดีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง Ecosystem ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทยให้ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนระดับนโยบาย เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NAC2026 ชี้จุดตายอุตสาหกรรมไทย และทางรอดผ่านกลไก ‘ทุนนิยมสีเขียว’ เมื่อ GDP ไทยเสี่ยงวูบ 44% ในยุคโลกเดือด 
ถอดรหัสทางรอดของประเทศไทยในยุคโลกเดือด เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจทำให้ GDP ไทยหายไปถึง 44% ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่บีบรัดด้วยกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) และข้อบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยจะเอาตัวรอดอย่างไร  สรุปสาระสำคัญจากหัวข้อสัมมนา ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: นโยบายการเงินและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ เวทีงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่จะพาไปเจาะลึกการทลายอุปสรรคทางกฎหมายที่ล้าหลัง และการดึงกลไกทุนนิยมสีเขียวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ราคาที่ต้องจ่าย หากไทยละเลยความเสี่ยงระดับโลก  วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างต้นทุนมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ข้อมูลประเมินความเสี่ยงระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าหากเราละเลยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ GDP หดตัว 7-14% ภายในปี 2050 ความเปราะบางนี้ไม่ได้วัดเพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที แต่ต้องพิจารณาจากขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ดร.พิรุณ ชี้ให้เห็นตัวชี้วัดสำคัญว่า หากพื้นที่หรือธุรกิจใดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติแล้วไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้ภายใน 1 ปี ระบบเศรษฐกิจนั้นจะถูกประเมินว่าขาดความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง ต้นทุนที่แท้จริงคือความสูญเสียสะสมที่ไทยต้องจ่ายไปทุกปีหากยังขาดระบบพยากรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่แม่นยำพอ ในมุมมองของ คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) เปิดเผยโมเดลความเสี่ยงว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3.2 องศาเซลเซียส มูลค่าความเสียหายอาจพุ่งทะลุไปถึง 44% ของ GDP ไทย การรับมือกับความท้าทายนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเกินกว่างบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ กลยุทธ์สำคัญจึงต้องใช้เงินรัฐเป็นสารเร่ง (Catalytic Provider) ตามแนวทาง 4x Multiplier ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมในสัดส่วน 1 ต่อ 4 เท่า เพื่อปิดช่องว่างทางการเงินและขับเคลื่อนไปสู่เทคโนโลยีที่เหมาะสม แรงกระเพื่อมจากภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษี  ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา  ระบุว่าปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะข้อจำกัดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของอุตสาหกรรมไทยพุ่งสูงขึ้นทันที กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการผลิต ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกกรณีศึกษา "อุตสาหกรรมสกรู" ที่ถูกลูกค้าระงับออร์เดอร์ตั้งแต่เดือนมกราคม สาเหตุมาจากความกังวลเรื่องภาษีคาร์บอน (CBAM) ที่อาจพุ่งถึง 230 ยูโรต่อตันสินค้า อันเป็นผลมาจากการนำเข้าวัตถุดิบต้นทางจากต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มบังคับใช้มาตรฐาน RE100 ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ประเมินว่า แรงกดดันนี้อาจทำให้เกิดการย้ายคำสั่งซื้อไปยังเวียดนาม การสูญเสียส่วนแบ่งเพียง 30% จะทำให้เม็ดเงินละลายหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยถึง 2.3 ล้านล้านบาท จัดระเบียบเงินทุนด้วย Thailand Taxonomy และสกัดการฟอกเขียว การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ของ SME ไทย การแก้ปัญหาความสับสนในนิยามธุรกิจสีเขียวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอทางออกผ่าน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นพจนานุกรมกลางในการจัดหมวดหมู่ธุรกิจ มุ่งเน้นไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ พลังงาน, ขนส่ง, เกษตร, ก่อสร้าง, การผลิต และการจัดการของเสีย โดยใช้เกณฑ์ระบบสัญญาณไฟจราจรเข้ามาประเมินสถานะ โดยการกำหนด "สีเหลือง" สำหรับกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จะช่วยเปิดโอกาสให้ SME ประเมินตนเองและพูดคุยกับธนาคารได้ง่ายขึ้น ภาคการเงินยังได้ปรับบทบาทเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร (Total Solution) นำร่องช่วยกลุ่มโรงแรมที่ภูเก็ตตั้งแต่ให้ความรู้ไปจนถึงการขอใบรับรอง ทางด้านกลไกตลาดทุน คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ชี้ให้เห็นสัญญาณบวกจากยอดการออกตราสารหนี้ ESG ที่แตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท ก.ล.ต. เตรียมออกหลักเกณฑ์ Transition Bond ภายในปีนี้ พร้อมขยับสู่การบังคับรายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอน (Mandatory Disclosure) ตามกรอบเวลาที่ชัดเจน เริ่มต้นจากกลุ่ม SET ปี 2571 ขยายไปสู่ SET100 ปี 2572 และครอบคลุมบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดในปี 2573 จนถึงกลุ่ม MAI ในปี 2574 การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing)  ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและกลไกตลาด  การปรับตัวของภาคธุรกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากยังมีกฎระเบียบที่ล้าหลัง ดร.สุวิทย์ ชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องของกฎหมายปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเกิน 1 เมกะวัตต์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และห้ามตั้งในพื้นที่สีเขียว ในขณะที่กังหันลม 5 เมกะวัตต์กลับดำเนินการได้ทันที การเร่งผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation) จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที ภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่ คุณพิพิธ เสนอให้ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ปรับโมเดลประเมินมูลค่าบริษัท (Enterprise Value) ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงจะถูกประเมินลดมูลค่าลง (Discount) ส่วนธุรกิจที่ปรับตัวจะได้ผลตอบแทนจูงใจ (Green Premium) ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ในระบบบัญชี ทำให้ระบบทุนนิยมทำงานด้วยตัวเองในการคัดกรองธุรกิจ พ.ร.บ. สภาพภูมิอากาศคือกฎหมายเศรษฐกิจ  การสร้างเกราะป้องกันให้ภาคธุรกิจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด ดร.พิรุณ เน้นย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงกฎหมายลดโลกร้อน แต่คือกฎหมายเศรษฐกิจที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้ประเทศไทย ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การวิ่งตามกติกาโลก แต่คือการบูรณาการกฎหมายและระบบนิเวศทางการเงินให้แข็งแกร่งจากภายใน ติดตามชมบันทึกการสัมมนาย้อนหลังได้ที่ www.nstda.or.th/NAC หมายเหตุ: เนื้อหาและภาพประกอบบางส่วนได้รับการสนับสนุนโดย AI  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย อวท. ลงนามความร่วมมือ Cyberport (ฮ่องกง) ผลักดันสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดต่างประเทศ
วันที่ 28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี: อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือ (MoU) กับ Cyberport (ไซเบอร์พอร์ต) Science Park ชั้นนำของฮ่องกง ที่มุ่งส่งเสริมสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสาขา Digital Tech, AI, FinTech และ Smart City เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านนวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง การลงนามครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และคุณเอริก ชาน (Ir Eric Chan), Chief Public Mission Officer ของไซเบอร์พอร์ต (Cyberport) เป็นผู้ลงนาม ขณะที่ คุณไซมอน ชาน (Mr Simon Chan) ประธานกรรมการ Cyberport และ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากลไกสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถขยายตลาดระหว่างประเทศ ทั้งการเข้าสู่ตลาดใหม่ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการพัฒนาโครงการทดลองใช้เทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งการเติบโตในระดับภูมิภาค โดยที่ผ่านมา อวท. และ Cyberport ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมสตาร์ตอัป โดยหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญ คือการผลักดัน Nano Coating Tech สตาร์ตอัปไทยที่พัฒนานวัตกรรมสารเคลือบนาโนสำหรับงานบริการเคลือบอุตสาหกรรมและแผงโซลาร์เซลล์ จนเข้าร่วมและได้รับทุนจาก Cyberport Incubation Programme ซึ่งถือเป็นสตาร์ตอัปไทยรายแรกที่ได้เข้าร่วมโปรแกรม รับเงินทุนสูงสุดถึง HK$500,000 อีกทั้งโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับโลก การพัฒนาศักยภาพธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงการขยายตลาด ตลอดจนโอกาสในการเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการแข่งขันในเวทีโลก ด้าน ดร.จุฬารัตน์ กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ อวท. เตรียมต่อยอดความร่วมมือผ่าน TSP Scale X Landing Program ซึ่งเป็นโปรแกรมสนับสนุนสตาร์ตอัปทั้งไทยและต่างประเทศ โดยออกแบบให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและการทดสอบเพื่อได้รับมาตรฐานในการขยายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของโครงการคือการช่วย ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการทดลองตลาดในประเทศไทย และเร่งการพัฒนาธุรกิจผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่แล้ว สามารถต่อยอดและเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยโครงการมีแผนจะเปิดรับสมัครสตาร์ตอัปในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: www.sciencepark.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ศ. ดร.ชูกิจ ชี้โอกาสในวิกฤตคาร์บอน ! ดัน สวทช. ส่งเทคฯ ไทยช่วยเอกชน เลี่ยงกับดักซื้อต่างชาติ สู้ภาษีโลก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสร้างความสะดวกสบายอย่างมหาศาล แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็นำพาโลกมาถึงจุดวิกฤต โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านอุณหภูมิที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ไปจนถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่อย่างมลพิษ การใช้โลหะ และการขาดแคลนทรัพยากร ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดเวทีสัมมนา “เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero” ในงาน NAC2026 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 โดย ระบุว่า เทคโนโลยีคือสิ่งที่นำพาเรามาถึงจุดนี้ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเดินหนีจากเทคโนโลยีได้ การลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจังจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือจุดเปลี่ยนที่อุตสาหกรรมต้องลงมือทำทันที เมื่อทำ CSR อย่างเดียวไม่รอด ในยุค Geoeconomics ภาพจำเดิมที่ว่าธุรกิจแค่ทำดีผ่านกิจกรรม CSR แล้วจะรอด กำลังถูกทำลายลงด้วยความจริงทางเศรษฐกิจ ศ.ดร.ชูกิจ อธิบายว่า ในเวทีโลกไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ โดยยอมแบกรับต้นทุนจนเศรษฐกิจของประเทศถดถอยได้ การทำดีแบบเดิมจึงนำไปสู่ความเสียเปรียบ เพราะโลกปัจจุบันถูกจัดระเบียบใหม่ด้วยภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomics) ในขณะที่ภาคธุรกิจตั้งใจลดคาร์บอนด้วยต้นทุนตัวเอง ประเทศที่ไม่มีความรับผิดชอบกลับกอบโกยกำไร ความไม่เป็นธรรมนี้นำมาสู่มาตรการบังคับอย่าง CBAM ที่ประกาศชัดเจนว่า ผู้ที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณมากจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม กติกาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากอุตสาหกรรมไทยไม่มีเทคโนโลยีมารองรับ ย่อมเกิดความเสี่ยงสูงที่จะล้มกันเป็นระเนระนาด เพราะทนแบกรับต้นทุนแฝงจากภาษีคาร์บอน และภาษีสิ่งแวดล้อมไม่ไหว สวทช. หนุนเอกชน เลี่ยงกับดัก "ซื้อเทคโนโลยีต่างชาติ" การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องอาศัยเทคโนโลยี ศ. ดร.ชูกิจ ได้ฝากบทเรียนสำคัญถึงความอันตราย หากไทยเลือกวิธีมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยการ "ซื้อ" เทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว เราจะตกอยู่ในลูปเดิมเหมือนการพึ่งพาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อินเทอร์เน็ต AI หรือเซนเซอร์ ศ. ดร.ชูกิจ ขยายความถึงความเสี่ยงนี้ว่า หากต้องพึ่งพาการซื้อทั้งหมด เราจะต้องจ่ายค่าปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่เราทำทุกอย่าง และทุกสตางค์ที่เราปล่อยลงไปจะมีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องและคอยจ่ายธรรมเนียม ดังนั้น การมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองจึงเป็นทางรอดเดียว ในฐานะองค์การของรัฐภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สวทช. จึงตั้งเป้าหมายหลักในการเป็นฟันเฟืองนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมารองรับและถ่ายทอดสู่การใช้งานจริง เพื่อให้บริษัทไทยสามารถอยู่รอด มีรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย สวทช. พร้อมเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยรับมือกับกติกาสากลได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการทำกำไร วิกฤตคือโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ศ. ดร.ชูกิจ ทิ้งท้ายว่า วิกฤตคาร์บอนในครั้งนี้คือโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมที่ตื่นตัว เริ่มลงมือทำทันที และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้เร็วกว่า จะสามารถลุกขึ้นมาหยิบฉวยโอกาสนี้เพื่อยกระดับการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 27 เม.ย. 2569
กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงาน NAC2026       สวทช. ชูธง ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’ พลิกโฉมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ  ...>> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569 ‘ยศชนัน’ มอบ สวทช. ปั้น ‘New Research Engine’      มอบ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” มุ่งเป้าประเทศรายได้สูง ด้วย วทน. รุกนวัตกรรมใช้ประโยชน์-ทลายเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าปี 70 ปั๊มเศรษฐกิจ 1.7 หมื่นล้าน    ... >> อ่านต่อ ผู้บริหารเครือมติชน เยี่ยมชมงาน NAC2026 : ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหารเอ็มเทค ให้การต้อนรับคุณปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ และคุณปราบต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหารและกองบรรณาธิการในเครือมติชน ได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมผลงานวิจัย สวทช.และพันธมิตร ในงานประชุมวิชาการของ สวทช. ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา   ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย: เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’  ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก
(เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569) ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในการสัมมนาหัวข้อ เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอคือในเมื่อเงินทองยังไม่มี เราจะเอางบประมาณที่ไหนไปทำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เราจะไม่สามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบได้ และเรื่องนี้คือกลไกหลักที่จะดึงงบประมาณมาแก้ปัญหาประเทศได้จริง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.  ดนุพร ปุณณกันต์ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อํานวยการ สวทช. ตลอดจนคณะผู้บริหารเข้าร่วม ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ศ. ดร.ยศชนัน ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ได้ว่ากระบวนการผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียมให้ใครหรือไม่ โดย รมว.อว. ระบุว่า "แม้การผลิตจะได้ผลดี แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวมีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใดหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะแนวคิดคาร์บอนต่ำนั้นครอบคลุมถึงคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า" ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง อว. วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรก คือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)  Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security) กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป คาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของชาติ (National Security) การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากปล่อยให้คาร์บอนเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะทวีคูณไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศ. ดร.ยศชนัน อธิบายว่า “เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้" ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤตไม่มีเวลาให้รอ กระบวนการวิจัยที่เริ่มจากการศึกษา ค่อย ๆ วิจัย พัฒนานวัตกรรม แล้วนำไปหาตลาด เป็นสิ่งที่ช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน ศ. ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่า "เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง" วางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์  ศ. ดร.ยศชนัน กำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมย้ำว่า “ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเพ้อฝัน แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราเรียนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกัน” โดย กระทรวง อว. กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ มิติแรกคือการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ที่กระตุ้นให้คนอยากทำงาน มิติที่สองคือการเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) รวบรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และมิติสุดท้ายคือการเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังชูนโยบายวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ซึ่ง ศ. ดร.ยศชนัน ได้หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว เพื่อใช้แกะรอยจากสิทธิบัตร (Patent) และต่อยอดนวัตกรรม ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนจากการเสียท่าในอดีตที่เคยขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ไปในราคาเพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำให้นักวิจัยกำหนดแผนทางออกให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการวิจัยและพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและต้องใช้ทุนมหาศาลหลักพันล้านบาท ผู้วิจัยอาจไม่สามารถผลักดันจนจบกระบวนการได้ด้วยตนเอง จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้วิธีที่ต้องเปลี่ยน คือ การทำตีพิมพ์แบบพุ่งเป้า เล็งวารสารระดับโลกเพื่อให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เลิกรอให้คนมาอ้างอิงบทความวิจัยเพียงอย่างเดียว และต้องระวังนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปดองทิ้งไว้เพื่อตัดคู่แข่ง โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) ของทุกคน เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้ามาทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของนักวิจัยให้ได้มากที่สุด ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก "วันนี้ถ้าท่านยืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของท่านเองสร้างสรรค์ผลงาน โดยเรียนรู้จากคนที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็วมาก เราเสียเวลากันไม่ได้อีกแล้ว" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว  กางตัวเลขเป้าหมาย 2030 พร้อมเป็นกองหน้าชนปัญหา กระทรวง อว. กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเศรษฐกิจสีเขียวให้เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ (2) เตรียมความพร้อมกำลังคน 20 ล้านคนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก (Future Ready) (3) ลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และ (4) สร้างนวัตกรรม 5,000 ชิ้น ที่ขายทำกำไรได้จริง รมว.อว. ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า "ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ “Dairy Product Innovation: การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากนมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี”
ขอเชิญเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “Dairy Product Innovation: การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์จากนมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยดุสิต จัดหลักสูตรที่ผสานองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนม และผู้ที่สนใจต่อยอดธุรกิจอาหารด้วยนวัตกรรม ผู้เข้าร่วมจะได้รับ: ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและประเภทผลิตภัณฑ์จากนม แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่ม ประสบการณ์ลงมือปฏิบัติจริง ในการผลิตโยเกิร์ต ชีสสด ครีมชีส โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาการอาหาร MORE CHEESE มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 🧪 รูปแบบ: บรรยาย + Workshop ลงมือปฏิบัติจริง 📅 วันที่: 22 พฤษภาคม 2569 📍 สถานที่: มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี 💰 ค่าลงทะเบียน: สมัคร 1 ท่าน 1,000 บาท พิเศษ! สมัครเป็นคู่ 1,500 บาท (ไม่รวม VAT 7%) 🔗 ⚡สมัครด่วนที่: https://forms.gle/PL5BSFiJfBxk7GZ77 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด เพียง 20 ท่านเท่านั้น ☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook: FoodInnopolis หรือโทร 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. โดยนาโนเทค จับมือกรมอนามัย สธ. ใช้ วทน. ยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน
วันที่ 27 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเสริมสร้างศักยภาพทางห้องปฏิบัติการด้วยนาโนเทคโนโลยี หวังผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับศูนย์อนามัยในพื้นที่ ร่วมยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน มุ่งสู่เป้าหมายน้ำดื่มสะอาดอย่างยั่งยืน (SDG6) ในปี 2573 ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า น้ำสะอาดเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน นาโนเทค สวทช. เอง เป็นทั้งหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยนาโนเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการใช้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งมิติปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ หนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลน้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ “การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันนำ วทน. ต่อยอดใช้งานเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหรือระบบประปาที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐานน้ำประปาสำหรับชุมชน ผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม โดยนาโนเทคดำเนินการรผ่านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัย ภายใต้ SF น้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำในการจัดการน้ำอุปโภคและบริโภคด้วยนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยอาศัยองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา” ดร.ภญ. อุรชากล่าว นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลเฝ้าระวังคุณภาพนํ้าประปาหมู่บ้าน ปี2568 โดย กรมอนามัย จากพื้นที่เฝ้าระวัง 4,873 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 90.5% ของระบบประปาหมู่บ้านไม่ผ่านเกณฑ์ โดยมีข้อจำกัดจาก 4 ปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ปั๊ม วาล์ว ท่อส่งน้ำที่ชำรุด เก่า รั่วซึม และมีตะกรันสะสม, กระบวนการผลิต ซึ่งระบบการฆ่าเชื้อโรคขาดประสิทธิภาพ การใช้สารเคมีไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ, ทรัพยากรบุคคล โดยผู้ดูแลระบบประปาขาดความรู้ ทักษะเฉพาะทางและแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ชี้ให้เห็นวิกฤตคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต “จุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้คือ การสร้างน้ำประปาหมู่บ้านสะอาด น้ำประปาดื่มได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ของทุกคน ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในด้านวิชาการ วิจัย พัฒนา และกิจกรรมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ร่วมกันผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับทิศทางของกรมอนามัยในการขับเคลื่อน ‘ประปาหมู่บ้านสะอาด 3C’ หรือระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสะอาดด้วยหลักการ 3C – Clear คือ เคลียร์ระบบประปาให้สะอาดด้วยหลักการ 5 ส. ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับดีขึ้นไป, Clean คือ คลีนน้ำให้ใสสะอาด ไม่ขุ่น ไม่มีสีและเชื้อโรค และผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 21 พารามิตอร์ และ Chlorine เป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน โดยปัจจุบัน ผ่านการรับรองแล้ว 761 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำประปาสะอาดมากกว่า 247,000 ครัวเรือน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวพร้อมชี้ว่า จากความร่วมมือนี้จะเป็นการขับเคลื่อน “1 อำเภอ 1 ระบบประปา 3C” เพื่อให้มีระบบประปาหมู่บ้านสะอาด 3Cกระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ความร่วมมือกับกรมอนามัยในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการงานวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำของนาโนเทค ภายใต้โครงการคลินิกน้ำเพื่อชุมชน โดย ดร. ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยา การดูดซับ และการคำนวณระดับนาโน (NCAS) และ ดร. วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) เพื่อแก้ปัญหาแหล่งนํ้าดิบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขุ่น สารหนู และโลหะหนักต่าง ๆ ด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เน้นบทบาท การเป็นพี่เลี้ยง โดยชุมชนเป็นเจ้าของ และท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน นวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เทคโนโลยีชุดตรวจติดตามคุณภาพน้ำ ได้แก่ เทคโนโลยีตรวจติดตามสารเคมีในน้ำ (ChemSense) สำหรับตรวจหา แมงกานีส ฟลูออไรด์ ทองแดง คลอรีน อะลูมิเนียม เป็นต้น เทคโนโลยีตรวจติดตามโลหะหนักในน้ำ (MSense) ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เป็นต้น โดยจะมีการนำร่องใช้ร่วมกับศูนย์อนามัยในเชิงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ ลำพูน และสงขลา และเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำในกระบวนการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน ได้แก่ อุปกรณ์ภาคสนามสำหรับควบคุมคุณภาพการผลิตน้ำประปา ได้แก่ กระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตุเคลื่อนที่ และอุปกรณ์ทดสอบการตกตะกอนทางเคมีของน้ำชนิดกวนด้วยแม่เหล็กแบบสองความเร็วสำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำ (Mobile Jar Test) เพื่อใช้หาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความขุ่นและสารแขวนลอย ป้องกันการเติมสารเคมีมากเกินความจำเป็น ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทรัพยากร ช่วยกำจัดความขุ่น สี และสารแขวนลอย (เช่น ตะกอนเหล็ก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้น้ำใสและสะอาดตามเกณฑ์ และวัสดุกรองสารหนูที่พัฒนาจากทรัพยากรในพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน โดยทั่วไปถ่านชีวภาพไม่สามารถดูดซับสารหนูได้ จึงใช้นวัตกรรมการดัดแปรพื้นผิวถ่านชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับสารหนูในน้ำ เปลี่ยนถ่านชีวภาพทั่วไปในท้องถิ่นให้เป็นวัสดุกรองสารหนูได้ ซึ่งมีการนำร่องใช้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ให้ประชาชนชุมชนและท้องถิ่นได้รับ “น้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน” จากการนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน เพื่อยกระดับระบบบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569) ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี: ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก ได้มอบให้ สวทช. ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย สวทช. จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต “เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า “สวทช. พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้าน การวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน “เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง”     ศ. ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก “การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว โดยในช่วงบ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีกำหนดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ใน งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. – สวทช. ร่วมเปิดเวที STS forum Japan – Thailand Symposium 2026
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan - Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ห้วข้อ “The Great Convergence: AI – Driven Health, Environment and Bio - Economy” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว., ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้บริหารกระทรวง อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า STS forum Japan - Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายที่ต้องการนำกระทรวง อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ในภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้ “กระทรวง อว. ต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน "นักวิจัยรุ่นใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว การประชุมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 เมษายน 2569 เพื่อเป็นการสานต่อความร่วมมือกับเวทีระดับโลกอย่าง Science and Technology in Society forum (STS forum) โดยเป็นพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม มาร่วมกันหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายระดับโลก มุ่งเน้นการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้ "ปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงาน NAC2026 สวทช. ชูธง ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’ พลิกโฉมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 ‘NAC2026’ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมกว่า 100 ผลงาน มุ่งเป้า Net Zero   เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี: สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology) โดยมีผู้เฝ้ารับเสด็จฯ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายทยุฏ วงษ์พิทักษ์โรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี พลตรี ลิฐิจักษ์ ร่มโพธิ์ชี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พลตำรวจตรี พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รองศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ศรีศิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมอดีตผู้บริหาร สวทช. และผู้บริหารระดับสูง อาทิ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เฝ้ารับเสด็จฯ ในการนี้ ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โดยระบุว่า งาน NAC2026 จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับประเทศ และจัดแสดงผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทยในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ทูลเกล้าถวายเอกสารประกอบการประชุมวิชาการ สวทช. ครั้งที่ 21 พร้อมนำเสนอความสำเร็จของกลยุทธ์ “S&T Implementation for Sustainable Thailand” ที่เปลี่ยนงานวิจัยสู่การใช้งานจริงผ่าน 6 เสาหลัก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคผลิต และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) โอกาสนี้ผู้อำนวยการ สวทช. กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ประกอบด้วย -ผู้ชนะเลิศการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ NSTDA Micro-Mouse Contest ครั้งที่ 2 (NMMC 2026) จำนวน 3 ราย -ผู้ชนะเลิศการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 (IDC 2026) จำนวน 5 ราย -ผู้ชนะเลิศการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 (NSC2025) จำนวน 8 ราย -ผู้ชนะเลิศการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 (YSC 2026) จำนวน 7 ราย จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 และทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย และนิทรรศการความก้าวหน้างานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช.” มีการจัดแสดงโครงการสำคัญ ครอบคลุมงานวิจัยด้านความมั่นคงด้านเกษตรและอาหาร การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสุขภาพการแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการยกระดับมูลค่าข้าวไทย นักวิจัย สวทช.และพันธมิตร ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมข้าวไทยกว่า 700 สายพันธุ์ และชุดเครื่องหมายโมเลกุล 250 เครื่องหมาย ช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์ข้าวรวดเร็ว แม่นยำ และประหยัดทรัพยากร พร้อมพัฒนาพันธุ์ข้าวหลากหลายที่ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้บริโภค เช่น พันธุ์ข้าวที่ทนน้ำท่วม ต้านโรค ให้ผลผลิตสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี Genome Editing และข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสริมความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ระบบบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง นักวิจัย สวทช. ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงนามความร่วมมือระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2574) นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งของประเทศอย่างเป็นระบบและแม่นยำ โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การวิจัยด้านป่าชายเลนและบลูคาร์บอน 2. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งนวัตกรรมโครงสร้าง Coastal Fences และเครือข่ายเซนเซอร์ไร้สายติดตามสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ Digital EMS – รถพยาบาลดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย รถพยาบาลที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสียหายจากอุบัติเหตุ พร้อมระบบกรองและควบคุมอากาศที่ออกแบบให้ได้มาตรฐานระดับห้องปลอดเชื้อ ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อภายในรถ นอกจากนี้ ยังผสานระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล (ETO) ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุจนถึงโรงพยาบาล ช่วยยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการรักษา ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมแพทย์ในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือโรคอุบัติใหม่ โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดแถบแพรเปิดห้องหนังสือเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงพระนามาภิไธยบนแผ่นอะคริลิก และทรงเยี่ยมชมห้องหนังสือตามพระราชอัธยาศัย งานแนค (NAC2026) ครั้งที่ 21 สวทช. พร้อมต้อนรับผู้สนใจเข้าร่วมงานตั้งแต่วันที่ 24-28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับนิทรรศการนวัตกรรมเด่น อาทิ เชื้อเพลิง SAF พลังงานสะอาดแห่งอนาคตสำหรับการบิน การเปลี่ยนขยะให้เป็นมูลค่ากับทรายแมวจากวัสดุเหลือทิ้ง พร้อมเจาะลึกสัมมนาประเด็นร้อนระดับโลก ธุรกิจในเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใช้ AI อัจฉริยะตรวจวัดไมโครพลาสติก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสพิเศษครั้งเดียวในรอบปีกับกิจกรรม Open House ให้ภาคธุรกิจเพื่อเข้าชมห้องปฏิบัติการมาตรฐานโลกถึง 14 เส้นทาง รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอป DIY และภารกิจนวัตกรรมเกษตรยั่งยืนสำหรับเยาวชน สวทช. ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักวิชาการ และประชาชนที่สนใจ มาร่วมสัมผัสพลังแห่งวิทยาศาสตร์ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 5 วัน ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดกิจกรรมและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.nstda.or.th/nac เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ความยั่งยืนไปด้วยกัน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์