หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กระทรวง อว. สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 รพ.ค่ายสุรนารี พัฒนาสายรัดห้ามเลือด–เฝือกอ่อน เสริมสมรรถนะแพทย์ทหาร ป้องกันการเสียชีวิตกำลังพลชายแดน สร้างความมั่นคงของชาติ
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประยุกต์องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมขั้นสูง สู่งานความมั่นคงของประเทศ สนับสนุนภารกิจแพทย์ทหาร โดยร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พัฒนาสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน และเฝือกอ่อนเพื่อใช้งานในราชการสนาม ผลทดสอบเทียบเท่ามาตรฐานสากล มีต้นทุนถูกกว่านำเข้า สร้างโอกาสพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีมอบสายรัดห้ามเลือด 1,000 ชุด และเฝือกอ่อนจำนวน 500 ชุด ที่ร่วมพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนและโรงพยาบาลค่ายสุรนารี เพื่อใช้ในราชการสนามแก่ กองทัพภาคที่ 2 โดยมี พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ได้ร่วมพัฒนา 2 อุปกรณ์ ได้แก่ 1. สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุน หรือ “ทูนิเก้” (Combat Application Tourniquet: CAT) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ที่ใช้เพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงจากบาดแผลที่แขนหรือขา ซึ่งไม่สามารถหยุดเลือดได้ด้วยวิธีกดแผลโดยตรง และ 2. เฝือกอ่อน (Splint) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลสำเร็จรูปสำหรับตรึงกระดูกหรือข้อเคลื่อนชั่วคราว หลักการทำงานของสายรัดห้ามเลือดคือการสร้างแรงกดที่เพียงพอให้มากกว่าความดันโลหิตซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ของผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งความดันดังกล่าวเป็นค่าความดันสูงสุดในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยปกติมีค่าอยู่ประมาณ 50–150 มิลลิเมตรปรอท เมื่อสายรัดห้ามเลือดสร้างแรงกดเพียงพอจะปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดจากหลอดเลือดแดง และแถบที่กว้างของสายรัดจะกระจายแรงกดและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด จึงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าวัสดุชั่วคราว อาทิ เชือก หรือผ้าแคบ และในการใช้งานจำเป็นต้องบันทึกเวลาเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เนื่องจากระยะเวลาที่เกิน 2 ชั่วโมง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดที่นำไปสู่เนื้อตาย และภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูง ส่วนเฝือกอ่อนเป็นวัสดุที่ผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์บางที่ประกบด้านบนและด้านล่างด้วยชั้นโฟมโพลีเอทิลีน มีสมบัติทางกลศาสตร์ที่สำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและขนาดวัตถุอย่างถาวรโดยไม่กลับคืนรูปร่างเดิม จึงสามารถดัดโค้งให้เข้ากับสรีระได้คงรูปถาวร และมีเสถียรภาพในการตรึงกระดูกหัก ที่สำคัญ คือเป็นวัสดุที่โปร่งแสงรังสี (Radiolucent) ทำให้สามารถถ่ายภาพรังสีเอกซ์ (X-ray) เพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บได้โดยไม่ต้องถอดเฝือกออก วัสดุนี้จึงเหมาะสำหรับการปฐมพยาบาลภาคสนามและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย อุปกรณ์สำหรับราชการสนามทั้ง 2 ชนิดนี้ สถาบันฯ ผลิตขึ้นโดยได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมของสถาบันฯ โดยวัสดุในการผลิตสายรัดห้ามเลือดและเฝือกอ่อนนั้น เป็นอะลูมิเนียมที่สถาบันฯ นำมาอบอ่อน (Annealing) เพื่อลดความแข็งและเพิ่มความเหนียวให้กับวัสดุด้วยเครื่องมือของห้องปฏิบัติการทางเทคนิคและวิศวกรรม ซึ่งปกติใช้งานในการพัฒนาและซ่อมบำรุงเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนและระบบลำเลียงแสง อะลูมิเนียมที่ปรับปรุงคุณสมบัติแล้วสามารถประยุกต์ใช้กับเฝือกอ่อนเพื่อดัดโค้งให้เข้ากับสรีระของผู้บาดเจ็บได้ตามความต้องการ และเมื่อนำอะลูมิเนียมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับสายรัดห้ามเลือดจะยืดหยุ่นรับกับอวัยวะ แต่ไม่คลายตัว จึงห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลการทดสอบสายรัดห้ามเลือดที่สถาบันฯ พัฒนาขึ้นนี้ สามารถรัดห้ามเลือดได้นานต่อเนื่อง 5–6 ชั่วโมงโดยไม่คลายตัว มีประสิทธิภาพเทียบเท่าสายรัดห้ามเลือดมาตรฐานที่นำเข้าจากต่างประเทศแต่มีต้นทุนต่ำกว่าครึ่ง รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “การพัฒนาสายรัดห้ามเลือดและเฝือกอ่อนเพื่อใช้งานในราชการภาคสนามนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหลังจากนี้จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ และสถาบันฯ ยังคงมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์แสงซินโครตรอนและเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” • ก่อนหน้านี้ สวทช. กระทรวง อว. มอบ รถต้นแบบทำลายทุ่นระเบิดฯ ให้กองทัพบก นำร่องใช้งานแล้ว ใน พท. ชายแดน โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำเสนอนิทรรศการผลงาน “ต้นแบบรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 สำหรับภูมิประเทศซับซ้อนสูงในพื้นที่ชายแดน” โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาคณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 67 หรือ วปอ.67 ได้ทำการส่งมอบ ต้นแบบรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 ให้แก่ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศ สำหรับต้นแบบรถขุดตักดัดแปลงทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พัฒนาขึ้นนั้น สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ภายใต้การสนับสนุนจากนักศึกษา วปอ. 67 ได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือทำลายทุ่นระเบิดฯ โดยมี ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) เป็นหัวหน้าทีมในการออกแบบกระบวนการทางวิศวกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีวัสดุ สำหรับใช้ในการทำลายทุ่นระเบิด PMN-2 การพัฒนานวัตกรรมเริ่มต้นจากแนวคิดการประยุกต์ใช้รถขุดดินขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 3.5 ตัน) ที่มีความคล่องตัวในการเคลื่อนในภูมิประเทศลาดชันและทุรกันดาร ใช้ทักษะในการขับขี่พื้นฐาน และมีความแข็งแรงทนทานเพียงพอ มาติดตั้งอุปกรณ์ทำลายทุ่นระเบิด พร้อมติดตั้งชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้ห้องคนขับ จึงทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ปฏิบัติงานควบคุมไม่ได้รับอันตราย การออกแบบทางวิศวกรรมขั้นสูงที่ผนวกรวมการออกแบบ 3 มิติ (3D Design) และการจำลองบนคอมพิวเตอร์ (Computer Simulation) ถูกใช้ในขั้นตอนการออกแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม เพื่อให้มั่นใจถึงความแม่นยำในขนาดมิติในการผลิตและใช้งาน แข็งแรงเพียงพอจากแรงดันระเบิด นอกจากนี้ได้มีการเรียนรู้ถึงพฤติกรรมแรงดันจากการระเบิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ด้วยการจำลองทางคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้วัสดุความแข็งแรงเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่คณะวิจัยของเอ็มเทค สวทช. มีประสบการณ์และคลุกคลีกับวัสดุกลุ่มนี้ยาวนาน การพัฒนาชุดเกราะเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานควบคุม จึงได้เลือกเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงที่มีค่าความเค้น ณ จุดคราก ไม่ต่ำกว่า 700 MPa (S700 Structural Steel) ความหนา 12 มม. ชุดหัวกดทำลายทุ่นระเบิด (Landmine Punching Destroyer) ได้ออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและสภาวะการณ์ในการทำลายทุ่นระเบิด โดย “ก้านกด” ถูกติดตั้งให้มีระยะความสูงห่างจากพื้นดินที่เหมาะสมเพื่อช่วยการระบายของแรงดันจากการระเบิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดความเสียหายของชิ้นส่วน วัสดุของก้านกดเป็นเหล็กกล้าปานกลางผ่านกระบวนการอบชุบทางความร้อนเพื่อให้มีความแข็งแรงเพียงพอ (Yield Strength 720 MPa) ทำเป็นแท่งเกลียว (Stud Bolt) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 28.5 มม. ทำให้สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนหรือปรับปรุงแก้ไขหากเกิดการชำรุดในระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน นวัตกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า สวทช. ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ยังนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมของประเทศ การพัฒนาเครื่องมือที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อความมั่นคงของชาตินับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และเป็นการคืนความปลอดภัยให้กับชีวิตและผืนดินของประชาชนตามแนวชายแดน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. รับควบ 2 รางวัลในงาน Public Sector Day Thailand 2025 
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ : นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “National AI Strategy and Cloud-First Policy” โดยมี นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม สวทช. รับรางวัล Public Sector Innovation AWARD WINNERS 2025 โอกาสนี้ ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อม ดร.ศราวุธ คงยัง หัวหน้านักวิจัยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เข้าร่วมรับรางวัล Public Sector Innovation Thailand  AWARD WINNERS 2025  ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่องค์กรและบุคคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในภาครัฐ อันก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในประเทศไทย NSTDA Cloud คว้ารางวัล Public Service Innovation Champion ในปีนี้มีหน่วยงานส่งโครงการเข้าร่วมประกวด 20 โครงการ จาก 15 หน่วยงาน โดย สวทช.ในฐานะเ ป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ที่มีภารกิจครอบคลุมการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ ผลักดันมาตรการสนับสนุนนวัตกรรม พัฒนาบุคลากร สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และดำเนินการวิจัยในสาขาสำคัญเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ   ได้จัดทำโครงการ NSTDA Cloud เป็นโครงการทดแทนโครงสร้างพื้นฐานระบบเครื่องแม่ข่ายและระบบสารสนเทศระบบเดิม เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ให้ก้าวทันกับเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพสูง และมีความปลอดภัย และยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Research Cloud ในอนาคตอันใกล้ ได้รับรางวัลรางวัล Public Service Innovation Champion รางวัลแห่งนวัตกรรมบริการภาครัฐ ที่มอบให้แก่หน่วยงานผู้บุกเบิก สร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย Pathumma LLM โดย เนคเทค สวทช. คว้า GenAI Public Impact นอกจากนี้  เนคเทค สวทช.  ยังได้รับรางวัล GenAI Public Impact  รางวัลแห่งการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ สร้างนวัตกรรมบริการที่ล้ำสมัย เพื่อประเทศชาติ  สำหรับโครงการ Pathumma LLM  เป็นการดำเนินการวิจัยทั้งเชิงเทคนิคและนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. ได้พัฒนา ออกแบบ Pathumma LLM ให้รองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ (Text), เสียง (Audio), และภาพ (Vision) ถือเป็นก้าวสำคัญของ AI สัญชาติไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาระบบบริการ AI ในบริบทที่มีลักษณะเฉพาะทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม Public Sector Day ASEAN 2025 คือ เวทีที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำภาครัฐ พร้อมก้าวทันเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ล่าสุด ร่วมสำรวจแนวทางที่ภาครัฐกำลังใช้คลาวด์ในการขับเคลื่อนแผนดิจิทัลระดับชาติ และยกระดับประสบการณ์ของประชาชน พร้อมเรียนรู้การนำคลาวด์และ AI มาใช้แก้ไขความท้าทายเร่งด่วน เปิดโอกาสใหม่ทางนโยบาย และผลักดันให้อาเซียนก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัล  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.-ม.เกษตรฯ จัดงาน “NSTDA-KU Rice Field Day 2025” ปีที่ 2 โชว์ศักยภาพพันธุ์ข้าวนวัตกรรม ผลผลิตสูง 2 ตันต่อไร่ พร้อมรับมือวิกฤติภูมิอากาศ ตอบโจทย์เกษตรยั่งยืน
(6 พ.ย. 68) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัดงาน “NSTDA-KU Rice Field Day 2025” เป็นปีที่ 2 เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย ที่มุ่งนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การปฏิบัติจริง พลิกโฉมภาคเกษตรไทยให้ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก ภายในงานจัดแสดง “พันธุ์ข้าวนวัตกรรมผลผลิตสูงถึง 1.5 - 2 ตันต่อไร่” ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรค-แมลง ทนสภาวะแวดล้อมวิกฤติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีพันธุ์ข้าวพร้อมใช้หรือพันธุ์ข้าวทางเลือกใหม่ ที่พัฒนาสำเร็จแล้วจำนวน 7 พันธุ์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร (รพ.2) และมี 3 พันธุ์อยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์หอมสยาม พันธุ์หอมสยาม 2 พันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 พันธุ์ไบโอเทค 1 และมีข้าวเหนียวพันธุ์น่าน 59 พันธุ์หอมนาคา รวมถึงข้าวโภชนาการที่ดี พันธุ์ไรซ์เบอรี่ 2 เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรในการผลิตข้าวผลผลิตสูง มีศักยภาพรองรับสภาวะแวดล้อมวิกฤติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกว่า 25 ปีระหว่างม.เกษตรฯ และไบโอเทค สวทช. ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า งานนี้เป็นผลผลิตจากความร่วมมือทางวิชาการอันยาวนานและมั่นคงระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับ ไบโอเทค สวทช. ที่ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวร่วมกันมากว่า 25 ปี โดยนำเทคโนโลยีการคัดเลือกด้วยเครื่องหมายโมเลกุล (Marker-Assisted Selection หรือ MAS) มาประยุกต์ใช้อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างสรรค์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณสมบัติเด่นหลากหลาย ทั้ง พันธุ์ข้าวผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวต้านทานโรคและแมลง ทนสภาพแวดล้อมวิกฤติ ข้าวโภชนาการสูง และข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หวังว่า นักวิชาการและที่สำคัญที่สุดคือพี่น้องเกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการผลิตข้าวได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โชว์เทคโนโลยีพันธุ์ข้าวใหม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพื่อแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทยที่มุ่งตอบโจทย์ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพผลผลิตต่อไร่สูงในระดับ 1.5 - 2 ตันต่อไร่ พันธุ์ข้าวที่พัฒนาขึ้นมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 90-100 วัน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและลดต้นทุนการผลิต ทั้งยังทำให้ภาคเกษตรของไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนผ่านการนําวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี – กิจกรรมครบวงจรตลอดห่วงโซ่ข้าว ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแบบแม่นยำและการนำเสนอสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณสมบัติดีเด่น โดยภายในงานมีกิจกรรมครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของข้าว ณ แปลงนาสาธิต มีการจัดแสดงพันธุ์ข้าวผลผลิตสูง เพื่อก้าวสู่เป้าหมายผลผลิต 2 ตันต่อไร่ พร้อมทั้งพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคและแมลง รวมถึงทนทานต่อสภาวะแวดล้อมวิกฤติ โดย ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัยไบโอเทค ได้แนะนำพันธุ์ข้าวดีเด่น ผลผลิตสูง และเชื้อพันธุกรรมข้าวให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสของจริงกับสายพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงและพร้อมเผยแพร่ โดยเฉพาะกลุ่มพันธุ์ข้าวหอมไทยพื้นนุ่มคุณภาพพรีเมียม อาทิ พันธุ์หอมสยาม พันธุ์หอมสยาม 2 และพันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 นอกจากนี้ยังมีข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ที่มีศักยภาพในการผลิตแบบข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมี การบรรยายวิชาการ จากผู้เชี่ยวชาญ อาทิ “Breeding Beyond Boundaries” โดย ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ในงานข้าว” โดย ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ (เนคเทค สวทช.) “สารชีวภัณฑ์สำหรับการจัดการแปลง” โดย ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน (ไบโอเทค สวทช.) ตลอดจนมีการจัดนิทรรศการผลงานการปรับปรุงพันธุ์ พันธุ์ข้าวพร้อมใช้ และแปลงที่แสดงเชื้อพันธุกรรมข้าวกว่า 700 พันธุ์ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการด้านเทคโนโลยี ขับเคลื่อนเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี งาน "NSTDA–KU Rice Field Day 2025" เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคการผลิต ที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างผลลัพธ์จริงให้กับประเทศ ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของชาติ สอดคล้องกับพันธกิจของ สวทช.ในการ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Empowering the Nation through Science and Technology) เพื่อให้ทุกผลงานวิจัยของไทยกลายเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงานประชุมนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (IBD 2025) ผลักดันเวทีความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ขับเคลื่อนงานวิจัยของประเทศไทย
(วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568) ณ ห้องบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และพันธมิตร โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมูลนิธิสวนหลวง ร.9 เข้าร่วมจัดงานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity หรือ IBD2025) ภายใต้หัวข้อ“Biodiversity and Humanity in Global Crisis” หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพกับมนุษยชาติ ในยุควิกฤตโลก” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ในปี พ.ศ. 2568 และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประชาคมนักวิจัยของไทยและต่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในมิติต่าง ๆ ทั้งงานวิจัยและวิชาการ การอนุรักษ์ การป้องกันการฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพื่อหาแนวทางความร่วมมือในระดับสากล โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯ เป็นประธานพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ โอกาสนี้คณะผู้จัดงานได้จัดทำวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติชุด “เจ้าฟ้านักความหลากหลายทางชีวภาพ” ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณในการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ตลอดจนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รองศาสตราจารย์นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ Mr.Harald Link กรรมการจัดประชุม ฯ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหาร สวทช. เฝ้าฯ รับเสด็จ ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. โดย ศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย หรือ TBRC ซึ่งเป็นคลังทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการอนุรักษ์และจัดเก็บตัวอย่างชีวภาพระยะยาว ร่วมนำผลงานวิจัยมาจัดแสดงตามแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ผาแดง จังหวัดตาก ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลมาตรฐานนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ศักยภาพและจัดทำคลังอนุรักษ์ความหลากหลายของเชื้อรา (Fungarium) เพื่อเป็นมาตรฐานอ้างอิงอนุกรมวิธาน สำหรับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพให้มีความถูกต้องและปลอดภัย โดยผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในงานแถลงข่าวเป็นผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง ได้แก่ ● กาแฟหมักยีสต์ จากสายพันธุ์ท้องถิ่นเพิ่มมิติกลิ่นรสและอัตลักษณ์พื้นที่ ● น้ำส้มสายชูจากเปลือกเชอรี่กาแฟ อัปไซเคิลวัสดุเหลือทิ้งสู่ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน ● เม็ดปลูกพืช (Seed balls) ผสมจุลินทรีย์เพื่อเร่งการงอก เพื่อกระตุ้นการงอกและส่งเสริมการเจริญเติบโต พัฒนาโดยชุมชนเพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ● มะเขือเทศเชอรี่แบบอินทรีย์ต้านทานโรคในโรงเรือนไผ่ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร และยังมีผลงานวิจัยเชิงลึกควบคู่กับงานวิจัยพื้นที่ผาแดง เช่น การจัดทำคลังข้อมูลเห็ดป่าจำแนกได้ 59 ชนิด/47 สกุล (พบ Termitomyces ใหม่ ≥3 ชนิด; การเพาะเลี้ยง Schizophyllum commune และ Pleurotus pulmonarius สำเร็จ) ● ราทำลายแมลง 30 ชนิด (รายงาน Ophiocordyceps muscae ชนิดใหม่) ● อิฐชีวภาพ (Bio-bricks) จากกากกาแฟ/ชานอ้อย สำหรับโครงสร้างเบา ● ชีวภัณฑ์กาแฟ (Trichoderma TBRC 4734) สามารถช่วยลดโรคและแมลงได้เด่นชัด ● เทคโนโลยีเห็ดป่าคู่ไม้ยาง (หัวเชื้อ Astraeus/Amanita สร้างเอคโตไมคอร์ไรซา) พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย สวทช. ร่วมนำผลงานของนักเรียนภายใต้โครงการฯ ซึ่งเป็นผลงานตามหลักการกระบวนการสืบเสาะของนักเรียนเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนรอบตัวตามแนวทางของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มาจัดแสดงและถวายรายงาน จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ “ผลงาน Bee Creative” โดย เด็กหญิงสุพัชชา วงศ์สา โรงเรียนบ้านหนองตะกู จ.นครราชสีมา และ “ผลงาน วัฏจักรชีวิตผีเสื้อ” โดย เด็กชายทักษกร เกียรติลัภนชัย โรงเรียนพญาไท กรุงเทพมหานคร โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการทางวิชาการและการประเมินหลักสูตรด้านพัฒนากำลังคน สวทช. และนักเรียนจากโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ IBD2025 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากประกอบด้วย การประชุม สัมมนา (International Oral and Poster) การบรรยายจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ Panel discussion: การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการก้าวข้ามยุควิกฤตโลก การนำเสนอผลงานภาคบรรยายจำนวน 22 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ จำนวน 190 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 212 เรื่อง โดยนักวิจัยนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และนักเรียน จาก 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เลบานอน นิวซีแลนด์ ศรีลังกา ไต้หวัน เวียดนาม ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการและทัศนศึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเรียนรู้และสัมผัสระบบนิเวศจริง พร้อมสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
‘OnSpec x AI’ คู่หูเทคโนโลยีใหม่ คัดกรองโรคร้ายใน 5 นาที
ตลอดกว่าห้าทศวรรษที่ผ่านมา การตรวจวัดสัญญาณรามาน (Raman spectroscopy) เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการระบุอัตลักษณ์ของสาร ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตยา การตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการตรวจหาสารเคมีตกค้างในภาคการเกษตร เพราะเทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วและความแม่นยำ ถึงกระนั้นการใช้งานเทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่แพร่หลาย ด้วยข้อจำกัดที่สัญญาณรามานมักมีความเข้มข้นต่ำ และปัญหาการประมวลผลสัญญาณของสารประกอบที่มีความซับซ้อนสูง กระทั่ง 2–3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดด และขยายขอบเขตสู่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI มากยิ่งขึ้น ทำให้ AI ก้าวเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกการประมวลผลสัญญาณรามานที่มีความซับซ้อนสูงได้สำเร็จ โดยปัจจุบันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านการแพทย์แล้ว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต OnSpec (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานเพื่อการวิเคราะห์ชนิดของสารความเข้มข้นต่ำ และเทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลสัญญาณด้วย AI สำหรับใช้คัดกรองโรค เช่น วัณโรคแฝง ไข้เลือดออก มะเร็งถุงน้ำดี OnSpec ชิปขยายสัญญาณรามานหลักล้านเท่า [caption id="attachment_76405" align="aligncenter" width="450"] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า สัญญาณรามาน คือ สัญญาณแสงเลเซอร์ที่ยิงไปตกกระทบบนพื้นผิววัตถุแล้วสะท้อนกลับมา โดยแสงบางส่วนจะมีสีหรือความยาวคลื่นเปลี่ยนไปเล็กน้อยตามลักษณะการสั่นของพันธะเคมีในโมเลกุล ทำให้แสดงถึงอัตลักษณ์ของสารแต่ละชนิดได้เสมือนลายนิ้วมือที่ใช้ระบุตัวตน “อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจวัดสัญญาณรามานยังมีจุดอ่อนเรื่องการวิเคราะห์สารที่มีความเข้มข้นต่ำ เพราะสัญญาณแสงที่สะท้อนกลับมาอาจอ่อนเกินกว่าที่จะตรวจจับอัตลักษณ์ได้ ที่ผ่านมานักวิจัยจากหลายประเทศทั่วโลกจึงพยายามพัฒนา ‘Surface-Enhanced Raman Scattering chip: SERS chip (เซอรส์ ชิป)’ วัสดุโครงสร้างระดับนาโนเพื่อใช้ขยายสัญญาณรามานให้มีความเข้มข้นขึ้นระดับหลักล้านเท่า โดยมีผู้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและใช้งานได้จริงแล้วตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา” หนึ่งในทีมวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการผลิต SERS chip ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว คือ กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์จากเนคเทค สวทช. โดยทีมวิจัยได้ตั้งชื่อผลงานว่า ‘OnSpec’ [caption id="attachment_76408" align="aligncenter" width="750"] OnSpec[/caption] ดร.นพดล เล่าว่า OnSpec มีจุดแข็งคือขยายสัญญาณรามานได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปกว่า 100 เท่า และใช้งานร่วมกับเครื่องวัดสัญญาณรามานทั่วไปทั้งชนิดที่ใช้ในห้องปฏิบัติการและแบบพกพาได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีการผลิตที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีอัตราความสำเร็จในการผลิตต่อรอบมากกว่าร้อยละ 90 และยังมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าทั่วไปมาก จึงเหมาะแก่การใช้ผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนไทยเรียบร้อยแล้ว “วิธีการใช้งาน OnSpec ทำได้ง่าย เพียงหยดตัวอย่างสารหรือสิ่งส่งตรวจลงบนชิป จากนั้นนำชิปไปติดตั้งในเครื่องรามานสเปกโทรมิเตอร์ (Raman spectrometer) เพื่อยิงแสงเลเซอร์และตรวจวัดสัญญาณที่สะท้อนกลับ ใช้เวลารวมทุกขั้นตอนเพียง 5–10 นาทีก็ทราบผลการตรวจได้แล้ว” นอกจากการพัฒนา OnSpec ปัจจุบันทีมวิจัยยังกำลังพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณรามานแบบพกพาเพื่อความสะดวกในการใช้งานนอกห้องปฏิบัติการด้วย โดยคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีในปี 2570 [caption id="attachment_76411" align="aligncenter" width="750"] หยดสารละลายที่ต้องการตรวจสอบลงบนชิป OnSpec[/caption] [caption id="attachment_76409" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบเครื่องตรวจวัดสัญญาณรามาน[/caption] มุ่งเป้าลดเวลาตรวจวัดทางการแพทย์ ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ OnSpec ไปทดสอบใช้งานแล้วในหลายสาขา ทั้งนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจหาคราบสารเสพติด สารระเบิด และการเกษตร เช่น การตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพืชผล ผลลัพธ์ที่ได้ต่างยืนยันถึงประสิทธิภาพการตรวจวัดของ OnSpec ทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำ ขณะเดียวกันในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยยังต่อยอดนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประมวลผลการตรวจวัดสัญญาณสำหรับการใช้งานทางด้านการแพทย์ด้วย ดร.นพดล อธิบายว่า ที่ผ่านมาการนำเทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการแพทย์ถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากสัญญาณรามานจากตัวอย่างทางชีวภาพที่เป็นสารประกอบ เช่น เลือด น้ำเหลือง มักเป็นสัญญาณที่มีการซ้อนทับของคลื่นสูง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ทำให้ทีมวิจัยสามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยประมวลผลสัญญาณได้แล้ว “ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำงานร่วมกับสถาบันการแพทย์ต่าง ๆ ในประเทศไทย วิจัยการตรวจวัดสัญญาณรามานของโรคร้าย 3 โรค โรคแรกคือโรคไข้เลือดออก ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการวิจัยสัญญาณรามานที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงหรือทรุดหนักหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสามารถวิเคราะห์เพื่อระบุว่าเป็นผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในเด็กได้แม่นยำกว่าร้อยละ 90 และระบุว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงได้แม่นยำกว่าร้อยละ 70 แล้ว โดยการวิจัยเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)” โรคที่สองที่ทีมวิจัยกำลังพัฒนากระบวนการประมวลผล คือ โรควัณโรคแบบแฝง โดยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจัยสัญญาณรามานที่บ่งชี้ว่าผู้เข้ารับการตรวจมีแนวโน้มที่จะมีเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายหรือไม่ เพราะเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อได้นานหลักสิบปีหรือกระทั่งตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันลดลงจะเกิดอาการป่วย และอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้างได้ ดร.นพดล อธิบายว่า ปัจจุบันทีมวิจัยวิเคราะห์เพื่อระบุการมีเชื้อวัณโรคแฝงได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว การที่แพทย์ตรวจพบได้เร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสต์ยุติวัณโรค (The End TB Strategy) ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดขึ้น โดยองค์กรอนามัยโลกตั้งเป้าลดอัตราการเกิดวัณโรคลงร้อยละ 90 และลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากวัณโรคลงร้อยละ 95 ภายในปี 2578 ทั้งนี้ในการวิจัยเรื่องนี้ สวทช. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก Open Philanthropy (โอเพน ฟิแลนโทรปี) องค์กรอิสระจากสหรัฐอเมริกา “โรคสุดท้ายที่กำลังดำเนินการวิจัยอยู่ คือ โรคมะเร็งถุงน้ำดี ที่ประชากรไทยโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์สัญญาณรามานของผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีเพื่อประมวลผลว่าผู้ป่วยกำลังป่วยอยู่ในระยะไหนของโรค ขณะนี้เทคโนโลยีสามารถวิเคราะห์ระยะของโรคในหนูทดลองได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว สำหรับสาเหตุที่ทีมวิจัยต้องพัฒนาการตรวจวัดสัญญาณรามานที่บ่งชี้ระยะของโรคมะเร็งชนิดนี้มาจากปัญหาว่าในระยะเริ่มต้นของโรค ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยอาจทำได้ล่าช้า และรักษาได้ไม่ทันการณ์” ปัจจุบันการพัฒนา OnSpec เพื่อประยุกต์ใช้ด้านการแพทย์ทั้ง 3 งาน ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา โดยทีมวิจัยคาดว่าจะยื่นขอทดสอบมาตรฐาน ISO 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้ในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า และจะนำไปสู่การทดสอบทางคลินิกต่อไป “การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการประมวลผลสัญญาณรามาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกขีดจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีซึ่งจะพลิกโฉมเทคโนโลยีการตรวจอัตลักษณ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยในระยะเริ่มต้นทีมวิจัยได้มุ่งเป้าไปที่งานด้านการแพทย์เพื่อประโยชน์ของประชากรไทยและประชากรโลกก่อน หากได้รับการสนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพจากหน่วยงานการแพทย์ทั้งภายในและต่างประเทศ ก็จะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาที่กำลังดำเนินการอยู่ประสบความสำเร็จได้เร็ว และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป” ดร.นพดล กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5: โอกาสสำหรับผู้ประกอบการอาหารไทย
  สวทช. โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการด้านอาหาร หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย   Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 คืออะไร?   เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมเพื่อรับคำปรึกษาแบบ One on One จากทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ เพื่อร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว   รายละเอียดกิจกรรมและช่องทางการรับคำปรึกษา   วัน-เวลา: วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 – 17.00 น. ระยะเวลาต่อบริษัท: 45 นาที (รับจำนวนจำกัด) การลงทะเบียน: ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA ช่องทางการรับคำปรึกษา: ระบบประชุมออนไลน์ อีเมล โทรศัพท์   ติดต่อสอบถาม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
TAIST-Science Tokyo โชว์ศักยภาพ! นศ.ไทย บุกเวทีนวัตกรรมญี่ปุ่น ‘Ota R&D Fair’
สวทช. นำนักศึกษา TAIST-Science Tokyo ร่วมงานใหญ่ที่โตเกียว ตอกย้ำการพัฒนา 'กำลังคนแห่งอนาคต' ที่พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม 2568 คณะผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช., คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล ผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยภาคีในโครงการ TAIST-Science Tokyo ได้แก่ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์, รศ.ดร.ปกรณ์ โอภาประกาศิต, รศ.ดร.ปรีชา การินทร์, ผศ.ดร.ดุสิต ธนเพทาย, และผศ.ดร.อภิชน ไวท์ยางกูร ซึ่งเป็นตัวแทนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เดินทางเข้าร่วมงาน The 15th Ota Research and Development Fair 2025 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น งานนี้จัดขึ้นโดย Tokyo Metropolitan Industrial Technology Research Center ร่วมกับ Ota Industrial Association เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการ ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ จุดประกาย: นักศึกษา TAIST อวดผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ หัวใจสำคัญของการเข้าร่วมงานครั้งนี้คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาในโครงการ TAIST-Science Tokyo จำนวน 7 คน ได้ร่วมจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยในบูธนิทรรศการ ตลอด 2 วันเต็ม การเข้าร่วมนี้เป็นการแสดงศักยภาพของงานวิจัยที่พัฒนาภายใต้ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น และสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นโดยตรง นักศึกษาที่ร่วมจัดแสดงผลงานและหลักสูตรที่ศึกษา ประกอบด้วย: นายณยศ ศิริสูตร และ Mr. Min Khant Zaw (หลักสูตร Advanced Interdisciplinary Technology for Energy (A2TE)) นายจักรภัทร์ โชคชัยสิริ นายกริน วิทูรกิจวานิช และนางสาวอรศศิพัชร์ เกษมราช (หลักสูตร Artificial Intelligence of Things (AIOT)) นางสาวสุกัลยา กรนุ่ม และนางสาวชัญญกัญญ์ สกุลบริสุทธิ์สุข (หลักสูตร Sustainable Energy and Resource Engineering (SERE)) ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน Ota Fair เป็นการตอกย้ำพันธกิจของ สวทช. ในการสร้าง กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก การที่นักศึกษาได้นำความรู้ไปต่อยอดเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรม และได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นโดยตรง ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะสร้างความได้เปรียบในการทำงานในอนาคต" แผนยุทธศาสตร์: เร่งยกระดับ TAIST สู่เส้นทางปริญญาเอกและอุตสาหกรรม นอกจากกิจกรรมจัดแสดงงานวิจัยแล้ว คณะผู้แทนยังได้เข้าร่วมการประชุมหารือหัวข้อ “Future Direction of TAIST–Science Tokyo to Ph.D. Pathway” เพื่อกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของโครงการในระยะถัดไป โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเส้นทางการศึกษาจากระดับปริญญาโทสู่ปริญญาเอก และการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ในเวทีเดียวกัน ดร.หงลดา เทอดเกียรติกุล ผู้แทนจาก สวทช. ได้บรรยายในหัวข้อ Special Research and Development Lecture: “Introduction of TAIST–Science Tokyo” เพื่อนำเสนอภาพรวมของโครงการ และแนวทางการพัฒนากำลังคนไทยสู่เวทีสากล สรุปความมุ่งมั่น: TAIST–Science Tokyo ขับเคลื่อนบุคลากรวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภารกิจการเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ สอดคล้องกับบทบาทของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่เวทีนานาชาติ และที่สำคัญคือ ตอกย้ำภารกิจหลักของโครงการ TAIST–Science Tokyo ในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยให้มีศักยภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับโลก การผนึกกำลังระหว่าง สวทช., วช., มหาวิทยาลัยภาคีไทย และ Institute of Science Tokyo จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลิตนักวิจัยและวิศวกรทักษะสูง ที่พร้อมเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวง อว. โดย สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศร่วมกันจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่   
 (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568) ณ Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) รวมถึงอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชีย (ASPA Annual Conference 2025) ครั้งที่ 28 เวทีระดับนานาชาติภายใต้สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์เอเชีย (Asian Science Park Association, ASPA) ที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์ในเอเชีย ซึ่งมีสมาชิกจากกว่า 15 ประเทศทั่วเอเชีย โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้หัวข้อ "บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี (The Role of Science and Technology Parks in Facilitating Corporates on the ESG Journey)" โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ สก็อตแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีนและภูฎาน ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ สังคม และการกำกับดูแล (อีเอสจี) นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านที่เข้าร่วมงานการประชุมประจำปี ASPA ครั้งที่ 28 ในนามของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Parks) ทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนเริ่มต้นจากระบบนิเวศนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นร่วมกัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการประจำปี เพราะเป็นการรวมตัวของพันธมิตรในแถบเอเชียและยุโรป มิตรภาพที่ไร้พรมแดน ผ่านแนวคิด "บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี" ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก “ปัจจุบันอีเอสจีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป องค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติ และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ อุทยานฯ ได้นำวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และนวัตกรรมของภาคเอกชนมารวมกัน เพื่อเปลี่ยนแนวคิดที่ยั่งยืนให้กลายเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและสามารถขยายขนาดได้ ทั้งนี้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดตั้งเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งได้รับการกำหนดรูปแบบตามจุดแข็งของท้องถิ่น แต่รวมเป็นหนึ่งภายใต้ภารกิจเดียวกัน คือ การขยายการเข้าถึงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการเติบโตทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” นางสาวพิมพ์พร กล่าว สำหรับอุทยานวิทยาศาสตร์ของกระทรวง อว. มี บทบาทสำคัญ 5 ประการ: ประการแรก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานวัตกรรม เปลี่ยนความท้าทายในท้องถิ่นให้กลายเป็นแนวทางแก้ไข ประการที่สอง เป็นผู้สร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงชุมชนระดับภูมิภาคเข้ากับเครือข่ายระดับประเทศ ประการที่สาม เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และนักลงทุน ประการที่สี่ เป็นกลไกหลักในการพัฒนาศักยภาพ บ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียวในรุ่นถัดไป และ ประการสุดท้าย เป็นประตูสู่ตลาดต่างประเทศผ่านกลไกการสนับสนุนจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และโอกาสในการร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนากับบริษัทเอกชนในอุทยานฯ กว่า 120 บริษัท ซึ่ง 40% เป็นบริษัทข้ามชาติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้โมเดลของประเทศไทยมีเอกลักษณ์คือ การเชื่อมโยงของเครือข่าย ความก้าวหน้าในภูมิภาคหนึ่งสามารถเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมไม่ได้เป็นของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นของทุกชุมชน ดังนั้นการขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมผ่านกลไกการสนับสนุนทั้งจากอุทยานวิทยาศาสตร์ไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นกำลังหลักในการกำหนดรูปแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การรวมตัวกันภายใต้ ASPA 2025 นี้ มีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านอีเอสจีขององค์กรธุรกิจ กระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค และแสดงให้เห็นว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานด้านการวิจัยและพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่เร่งให้ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเติบโตได้เร็วขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับทุกมิติที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และเป็นแกนกลางของระบบนิเวศนวัตกรรมของชาติ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ที่จะใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนภาคธุรกิจให้ก้าวสู่เส้นทางอีเอสจีอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพ ความพร้อมและความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียรวมถึงบทบาทสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยในการเป็นกลไกหลักเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ด้าน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ASPA 2025  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 พฤศจิกายน 2568 มีผู้นำจากอุทยานวิทยาศาสตร์กว่า 15 ประเทศทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงภาคเอกชน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ความร่วมมือ และทิศทางการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ โดยตลอดการจัดงานมีการบรรยายหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ  “เสริมพลังพันธมิตรบนเส้นทางอีเอสจี: เจาะลึกข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติจากเขตนวัตกรรมกลาสโกว์” (Empowering Partners on the ESG Journey: International Insights from Glasgow’s Innovation Districts) โดย ศาสตราจารย์จูเลียน เทย์เลอร์, หัวข้อ “ความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านอีเอสจี: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Cross-Border ESG Partnerships: A Pathway to Sustainable Growth) โดย ศาสตราจารย์ฮีควัน ลี  ผู้อำนวยการคลัสเตอร์นวัตกรรมอินชอน (Incheon Innovation Cluster) เกาหลีใต้, และหัวข้อ “การขับเคลื่อนการเติบโตที่ยึดหลักอีเอสจี: รูปแบบธรรมาภิบาลที่สนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ทอัป” (Enabling ESG-Driven Growth: Governance Models Supporting Science Parks and Startups) โดย คุณปีเตอร์ ม็อก ประธานฮับอิเล็กทรอนิกส์เควียนไฮ (Qianhai E-Hub) จีน นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ของสตาร์ทอัปไทยและภูฎานในหัวข้อ “2 กรณีการใช้งานจริงในการแก้ปัญหาแบบอีเอสจีที่เกิดขึ้นใหม่” (2 Real-World Use Cases on Emerging ESG Solutions) เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงรูปแบบการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัปของทั้ง 2 ประเทศผ่านกลไกของหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมทั้งยังมี หัวข้อการสนทนาพิเศษ (Fireside Chat) “ยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐาน: พลังที่แท้จริงของอุทยานวิทยาศาสตร์ในยุคอีเอสจี” (Beyond Infrastructure: The Real Power of Science Parks in the ESG Era) โดย ศาสตราจารย์ฮีควัน ลี และ คุณปีเตอร์ ม็อก ดำเนินรายการโดย คุณวัชรินทร์ วิทยาเวชรศักดิ์ ผู้อำนวยการสมาคมไทยบิสป้า (Thai-BISPA) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานทั้งในและต่างประเทศมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคับคั่ง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. โดยนาโนเทค สวทช. จับมือสมาคมนาโนฯ เปิดยิ่งใหญ่ “งาน NanoThailand 2025”
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดงาน “การประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี ครั้งที่ 9 (NanoThailand 2025)” ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” ได้รับเกียรติจาก พญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน โดยมี ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. และประธานคณะทำงานอำนวยการจัดงานฯ พร้อมด้วย รศ. ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และแขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศเข้าร่วม พร้อมเปิดตัวครั้งแรกกับรางวัล Thailand Nanotechnology Hall of Fame 2025 สำหรับเชิดชูเกียรติสำหรับบุคคล และหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนด้านนาโนเทคโนโลยี รางวัล Young Nanotechnologist Award 2025 เพื่อยกย่องนักนาโนเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของนาโนเทคโนโลยี ซึ่ง ผศ. ดร.ภาวินทร์ เอี่ยมประเสริฐกุล จาก มธ. คว้ารางวัลในปีแรก รวมถึงรางวัล High School Student และรางวัล 3-Minute Pitching สำหรับนักเรียนนักศึกษา ปูทางสร้างกำลังคน และเครือข่ายความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยีระดับสากล พญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานเปิดการประชุม NanoThailand 2025 กล่าวว่า การประชุม NanoThailand 2025 ถือเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ที่รวมพลังนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้นำนโยบายจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และอนาคตที่ยั่งยืน เพราะในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม “นาโนเทคโนโลยี” กลายเป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบในระดับมหภาค “NanoThailand 2025 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีวิชาการ แต่เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เข้าด้วยกัน เพื่อแปลงความรู้เป็นนวัตกรรม และแปลงนวัตกรรมเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โลกปัจจุบันนั้น เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อน ไม่มีใครสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้โดยลำพัง นาโนเทคโนโลยีเอง ก็ต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานสะอาด วัสดุอัจฉริยะ การแพทย์แม่นยำ หรือระบบการผลิตยุคใหม่ ความร่วมมือระหว่างประเทศคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการค้นพบ ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความยืดหยุ่นให้สังคมโลก เราคาดหวังและเชื่อมั่นว่า เวที NanoThailand 2025 เป็นการสร้างความร่วมมือที่ไม่เพียงพลิกโฉม แต่สร้างอนาคตที่เท่าเทียม ครอบคลุม และยั่งยืน” พญ. เพชรดาวกล่าว ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. และประธานคณะทำงานอำนวยการจัดงานฯ กล่าวว่า การประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติทางนาโนเทคโนโลยี (NanoThailand) ในปี 2025 นี้นับเป็นครั้งที่ 9 โดยจัดขึ้นภายใต้กรอบแนวคิด “Revolutionizing the Future” นาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต ที่มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 500 คน จาก 20 ประเทศทั่วโลก ตอบโจทย์ในด้านการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งการนำความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีไปประยุกต์จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และนำไปสู่การสร้างความร่วมมือการวิจัยทั้งในและนอกประเทศ “เวที NanoThailand นี้ จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยและของโลกไปทั้งองคาพยพ บูรณาการความร่วมมือของภาควิชาการ วิจัยและพัฒนา เอกชน รวมถึงเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญด้านนาโนเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้ NanoThailand 2025 สร้างปรากฏการณ์ใหม่ นอกเหนือจากความเข้มข้นด้านวิชาการและความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติแล้ว ยังเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนที่นำนาโนเทคโนโลยีไปต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ติดอาวุธให้กับธุรกิจของตน ทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือบริษัทสตาร์ทอัป” ประธานคณะทำงานอำนวยการจัดงานฯ กล่าว รศ. ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการจากองค์กรภาครัฐ ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งการเป็นศูนย์กลางประสานงาน แก้ปัญหาและพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เชื่อมโยงภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมในวงการนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจให้กับสังคมและประชาชนในประเทศ ซึ่งงาน NanoThailand ก็เป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงพัฒนานาโนเทคโนโลยีร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก งาน NanoThailand 2025 นี้ ได้รับเกียรติจาก 3 นักวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่ Professor Dr. Hiromi Yamashita, Osaka University, Japan ที่จะนำเสนอการออกแบบและพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่นาโนของวัสดุต่าง ๆ เชื่อมโยงกับวัสดุนาโนที่สร้างแรงกระเพื่อมจากเวทีโนเบลเคมีในปีนี้อย่าง MOF รวมถึงวัสดุอื่น ๆ อย่าง ซีโอไลต์และซิลิกาเมโสพอร์ ที่จะนำเสนอในหัวข้อ “Design of Nanostructured Catalysts for Sustainable Energy and Environmental Uses”, Professor Michiya Matsusaki จาก Graduate School of Engineering, Osaka University, Japan ที่จะพาไปสัมผัสประสบการณ์ของ “เนื้อวากิวเพาะเลี้ยง” ด้วยเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ (3D-bioprinting) ผสานองค์ความรู้วัสดุชีวภาพและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ในหัวข้อ "Nanostructured Extracellular Matrices for Biomedical and Food Application" และProfessor Duncan Graham จาก University of Strathclyde, UK ที่จะนำเสนอความก้าวหน้าด้านการพัฒนาชุดทดสอบวินิจฉัยใหม่ ด้วยการใช้อนุภาคนาโนร่วมกับเทคนิคสเปกโทรสโกปี มุ่งเป้าไปที่โมเลกุลชีวภาพอย่างเช่น DNA, RNA, โปรตีน และไบโอมาร์คเกอร์โมเลกุลขนาดเล็ก ปูทางรับมือความเสี่ยงของโรคระบาด โรคอุบัติใหม่ รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของโลก ในหัวข้อ “New Capabilities for improved Health through Nanochemistry” และยังมีสัมมนาอีก 12 หัวข้อครอบคลุมการวิจัย พัฒนา และต่อยอดใช้นาโนเทคโนโลยีในทุกมิติจากผู้เชี่ยวชาญทุกมุมโลก ดร. ภญ. อุรชา เผยว่า กิจกรรมในเชิงภาคธุรกิจ (Business Session) ปีนี้ นำเสนอภายใต้แนวคิด Nanotechnology for Industry Impact & Commercialization โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านนาโนเทคโนโลยีสู่ตลาดสากล ที่มีการนำเสนอความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีจากสารสกัดสมุนไพรมูลค่าสูง ความสำเร็จจากพันธมิตรภาคเอกชนในหัวข้อ “Challenging Factors in Advancing a Nano Product from Lab to Market” โดย IRPC และ “การนำเสนอกลไกการส่งเสริมภาคธุรกิจ” โดย NIA ตลอดจนเวทีเสวนาที่รวมภาคเอกชนที่นำนาโนเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจ ในหัวข้อ “Nano Revolution: Transforming Business in Times of Economic Crisis” นอกจากนี้ยังมีงานบรรยาย symposium ที่สนับสนุนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย Biotech Industry Club ในหัวข้อ Biotech Frontiers: BioNano Innovations for longevity economy นาโนไบโอนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เปิดลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ไม่รวมสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการที่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม) ดร. ภญ. อุรชา เผยว่า นับเป็นครั้งแรกกับรางวัล Thailand Nanotechnology Hall of Fame 2025 เพื่อเชิดชูเกียรติสำหรับบุคคลและหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในมิติต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท จำนวน 6 รางวัล คือ 1) บุคคลสนับสนุนนาโนเทคโนโลยีแห่งปี จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล 2) องค์กรภาครัฐในการสนับสนุนนาโนเทคโนโลยีของประเทศจำนวน 1 รางวัล ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 3) องค์กรภาคเอกชนในการสนับสนุนการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศ จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ บริษัท พาราไซแอนติฟิค จำกัด 4) องค์กรสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมด้วยนาโนเทคโนโลยี จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ บริษัท โว อินโนเวชั่น จำกัด 5) Startup of the Year ด้านนาโนเทคโนโลยี จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด และครั้งแรกอีกเช่นกัน สำหรับรางวัล Young Nanotechnologist Award 2025 ที่มอบให้นักนาโนเทคโนโลยีอายุไม่เกิน 40 ปีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของนาโนเทคโนโลยีผ่านผลงานวิจัยที่สร้างสรรค์ มีความโดดเด่น และมีความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในปีแรกนี้ Young Nanotechnologist 2025 ได้แก่ ผศ. ดร.ภาวินทร์ เอี่ยมประเสริฐกุล อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหัวหน้ากลุ่มวิจัย Sustainable Electrochemical Intelligent มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ ส่วนของรางวัล High School Student Awards และ รางวัล 3-Minute Pitching Awards ที่เปิดเวทีสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่จะเป็นกำลังทางด้านนาโนเทคโนโลยีและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต ซึ่งจะประกวดและประกาศผลในพิธีปิดงาน NanoThailand2025 “เราคาดหวังให้งาน NanoThailand เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยี อีกทั้งสร้างความร่วมมือทางด้านการวิจัยและการใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติอีกด้วย ไม่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ผนวกรวมถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่ยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก” ดร. ภญ. อุรชาย้ำ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ณ ห้องออดิทอเรียม สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำคณะผู้บริหาร บุคลากร และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เข้าร่วมพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างพร้อมเพรียง น้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาประเทศและราษฎร ภายในพิธี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ได้นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง และกล่าวคำถวายความอาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสดุดีพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงเป็นหลักชัยและพลังขับเคลื่อนสำคัญของแผ่นดิน โดยเฉพาะเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนและบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พระองค์ทรงขับเคลื่อนพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ อย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมอาชีพ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของราษฎรผู้ยากไร้ ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น และได้ทรงริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา หัตถศิลป์ไทย ให้เป็นทั้งแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนของชาติ ทั้งยังยกระดับหัตถกรรมพื้นบ้านให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ อันสะท้อนถึงพระปรีชาญาณในด้าน การพัฒนาอย่างยั่งยืน และทรงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของพสกนิกรไทยทั้งมวลอย่างแท้จริง   คณะผู้บริหาร สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมพิธี คณะผู้บริหารที่ร่วมในพิธีประกอบด้วย ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลัง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC), ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC), ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC), รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC), ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการ NANOTEC, ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการ MTEC, ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการ BIOTEC ตลอดจนบุคลากรและผู้ประกอบการในเขตอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในช่วงท้ายของพิธี ผู้ร่วมพิธีได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา ๙๓ วินาที เพื่อแสดงความอาลัยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่จะสถิตอยู่ในใจของพสกนิกรชาวไทยตราบนิจนิรันดร์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กพร. ร่วมกับ สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เปลี่ยนผ่านเหมืองแร่ สู่ยุค 4.0” เสริมศักยภาพสถานประกอบการสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ 4.0” เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ณ ห้อง SD601 อาคารสราญวิทย์ สวทช. จังหวัดปทุมธานี ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 สวทช. กล่าวว่า การจัด Workshop มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุ จุดเด่น จุดด้อย (Gap Analysis) และมิติที่ควรปรับปรุงจากผลการประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ในขั้นตอนที่ผ่านมา พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 แก่สถานประกอบการที่มีศักยภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้บริหารและหัวหน้างานในภาคเหมืองแร่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้สถานประกอบการได้รับคำแนะนำเชิงลึกในการปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการดำเนินงาน กิจกรรมภายในงาน การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยสามารถยกระดับการดำเนินงานสู่ระบบอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและ Workshop ดังนี้ การบรรยายหัวข้อ “พลิกโฉมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ด้วย LEAD framework และการวิเคราะห์หาจุดที่ควรปรับปรุง (Gap Analysis)” โดย ดร.วุฒิภัทร คอวนิช นักวิจัยกลุ่มไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. การบรรยายหัวข้อ “วิธีการประยุกต์ใช้งานเครื่องมือเพื่อการทำ Gap Analysis” โดย ดร.สุภวุฒิ ศรีพลอย นักวิชาการอิสระ กิจกรรม Workshop การทำ Gap Analysis เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ฝึกวิเคราะห์สถานภาพองค์กรจริง พร้อมสรุปมิติที่ควรปรับปรุงและเรียงลำดับความสำคัญของแผนโครงการ โดยผู้ประเมิน Industry 4.0 สวทช. การอบรมเชิงปฏิบัติการ “เปลี่ยนผ่านเหมืองแร่ สู่ยุค 4.0” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพสถานประกอบการด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทย ให้สามารถปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 60 คน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไทย ส่งมอบภารกิจประธาน ANSO หนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นของประเทศสมาชิกผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประธาน The Alliance of International Science Organizations in the Belt and Road Region (ANSO) ได้เป็นประธานการประชุม The 10th ANSO Governing Board (GB) และที่ประชุม The 4th ANSO General Assembly (GA) เน้นย้ำพันธกิจของ ANSO ในการเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่มุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้หลักการของการ "เปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นทิศทาง (turning dialogue into direction)" ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) เสริมสร้างขีดความสามารถด้าน STEM ในการวางรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับรองรายงานความคืบหน้าของ ANSO ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและการบรรลุเป้าหมายขององค์กรในช่วงสองปีที่ผ่านมา รับรองข้อเสนอการแก้ไขธรรมนูญ ANSO (ANSO Statutes) ซึ่งเป็นการปรับปรุงโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานขององค์กรให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และอนุมัติการเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของ ANSO เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคและภูมิภาคอื่น ๆ โดยในครั้งนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 19 องค์กร รวมทั้งสิ้นเป็น 96 องค์กร จาก 59 ประเทศจากทั่วโลก ประกอบด้วยหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้ง academy of sciences, research councils, มหาวิทยาลัย, องค์กรวิทยาศาสตร์ (S&T organizations), และองค์กรนานาชาติ สำหรับประเทศไทย มีองค์กรสมาชิกทั้งหมด 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร (GB) สำหรับวาระต่อไป (ค.ศ. 2026-2028) โดยคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ประกอบด้วย ประธานสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน Chinese Academy of Sciences เป็นประธาน Serbian Academy of Science and Arts (SASA) และ National Academy of Science and Technology of Senegal (ANSTS) ดำรงตำแหน่งรองประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการเป็นผู้นำ หน่วยงานวิทยาศาสตร์อีก 6 หน่วยงาน คือ Mongolian Academy of Sciences มองโกเลีย, National Research Center อียิปต์, COMSATS (องค์กรนานาชาติ), University of Chile ชิลี, University of Donja Gorica มอนเตเนโกร และ Academy of Sciences of the Republic of Uzbekistan อุซเบกิสถาน ช่วงการดำรงตำแหน่งของ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้สร้างรากฐานความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และทำให้ ANSO มุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนา ตลอดนจน ใช้เวที ANSO ในการผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุม ANSO General Conference 2025 ได้กล่าวปาฐกถาหลักในหัวข้อ AI Development and Governance เพื่อเผยแพร่วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติของไทยสู่สากล เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีความพร้อมและรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) และในช่วงการดำรงตำแหน่ง GB ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอย่างเข้มข้นเพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในการสร้าง "ประชาคมมนุษย์ชาติที่มีอนาคตร่วมกัน" โดยมุ่งเน้นการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาขีดความสามารถด้านบุคลากร (Capacity Building) สนับสนุนนักศึกษาในระดับ บัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและเอก) กว่า 800 ทุน , โครงการวิจัยและความร่วมมือ (Collaborative Research & Science Initiatives) ที่เน้นการแก้ปัญหาระดับโลกที่เร่งด่วน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน สุขภาพและโรคระบาด รวมถึงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยาต้านจุลชีพ , การขยายเครือข่ายและธรรมาภิบาลองค์กร (Network Expansion & Governance) ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ส่งมอบตำแหน่งประธาน ANSO ให้กับ CAS อย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อภารกิจผู้นำวิทยาศาสตร์โลก โดยการส่งมอบตำแหน่งในครั้งนี้เป็นการประกาศความสำเร็จของประเทศไทยในการเป็นผู้นำองค์กรวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศที่สำคัญ สานต่อรากฐานความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และทำให้ ANSO มุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้หลักการของการ "เปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นทิศทาง (turning dialogue into direction)" ตามเจตนารมณ์ และเร่งรัดและขับเคลื่อนโครงการริเริ่มทางวิทยาศาสตร์นานาชาติที่สร้างสรรค์ ในการแก้ไขปัญหาโลกและช่วยสร้าง ประชาคมมนุษย์ชาติที่มีอนาคตร่วมกัน (community of the whole humankind with a shared future) ตามวิสัยทัศน์ของ ANSO ต่อไป มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปสู่การสร้าง "ผลกระทบ" (Impact) ที่จับต้องได้ เพื่อแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นของประเทศสมาชิก พร้อมทั้ง ยืนยันว่าถึงแม้จะครบวาระของประธาน ANSO แล้ว สวทช. และประเทศไทยยังคงเป็นพันธมิตรหลัก (Key Partner) ของ ANSO และจะยังคงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน ANSO เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงขีดความสามารถในระดับภูมิภาคและระดับโลกในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดำรงชีวิตของมนุษย์ และความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวงกว้าง ตั้งแต่ก่อตั้งสมาพันธ์ฯ เมื่อปี ค.ศ. 2018 จนถึงปัจจุบัน ANSO ได้มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัย การจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่าย การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาและนักวิจัยที่โดดเด่นจากประเทศกำลังพัฒนาในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นงบประมาณดำเนินงานรวมแล้วประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์