หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“อ.เชน” คิกออฟค่าย Super AI Engineer Season 6 (Level 2) ปั้นนักพัฒนา AI ทักษะสูง ตั้งเป้าคนไทย 1 ใน 3 มีความรู้พื้นฐาน เปลี่ยนประเทศจาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้สร้าง”
 เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดค่าย Super AI Engineer Season 6 (Level 2) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ผช.ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI Engineer Sesson 6 อุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท จ.ปทุมธานี โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Digital Workforce Transformation โดยได้รับการสนับสนุนจาก บพค. เพื่อปั้นนักพัฒนาโมเดล AI ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โครงการ Super AI Engineer ถือเป็นค่ายแรกๆ ที่จุดประกายให้คนไทยตื่นตัวและหันมาสนใจเรียนรู้ด้าน AI ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถพลิกโฉมได้ทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศิษย์เก่าของโครงการได้เข้าไปเป็นกำลังสำคัญในองค์กรขนาดใหญ่ สถาบันการศึกษาชั้นนำ และหลายคนได้สร้างสรรค์ธุรกิจ Startup ด้าน AI ของตนเอง ซึ่งกระทรวง อว. และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ "เราตั้งเป้าหมายในการสร้างความรู้พื้นฐานด้าน AI (AI Literacy) ให้เข้าถึงคนไทยอย่างน้อย 1 ใน 3 ของประเทศ เพื่อรับมือกับคลื่น AI Disruption แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าในการสร้าง 'เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่' ให้กับประเทศ คือการเร่งสร้าง 'วิศวกร AI' และ 'นักวิจัย AI' ให้มีปริมาณมากขึ้น เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ AI ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก บางอย่างมีอายุเพียง 1-6 เดือน หากเราไม่มีองค์ความรู้ที่รู้ลึกและรู้จริง เราจะไม่สามารถก้าวตามโลกได้ทัน ค่าย Super AI Engineer จึงเป็นกลไกสำคัญที่ตอบโจทย์ในการสร้างขุมกำลังเหล่านี้ เปลี่ยนประเทศจาก "ผู้ใช้" เป็น "ผู้สร้าง" เทคโนโลยีได้" รมว.อว. กล่าว โครงการ Super AI Engineer Season 6 ในปี 2569 นี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,457 คน ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การบ่มเพาะใน Level 2 จำนวน 157 คน ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ใน Level 2 เน้นการเรียนรู้แบบผสมผสาน ควบคู่กับการเข้าค่ายบ่มเพาะเข้มข้นผ่านรูปแบบ Hackathon ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะจากโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม (Real-World Projects) และ โครงการมุ่งเน้นพัฒนาทั้ง Hard Skills และ Soft Skills  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“อ.เชน” นำคณะผู้บริหาร อว. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙  และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ณ ชั้น ๑ อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย โปรแกรม PhytoEX นาโนเทค จับมือเซเลป-เอกชน เปิดเวที “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” ดันนวัตกรรมอายุยืนสู่เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย โปรแกรม PhytoEX นาโนเทค สวทช. จัดกิจกรรม “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” ภายในงาน Asia Longevity Economy Summit 2026 และ Aging Innovation Expo 2026 ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ร่วมกับพันธมิตรเซเลปและภาคเอกชนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม ตอบเมกะเทรนด์ของโลกด้าน Longevity ปูทางสู่ “ภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย (Thailand Longevity Innovation Consortium)" ตั้งเป้าสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 1 พันล้านบาทภายใน 1 ปีหลังการก่อตั้ง ตอกย้ำการเป็น "เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ" ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับสุขภาพ ความงาม สู่ความมั่งคั่งของประเทศ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง” ยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมา สวทช. เปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน “Longevity ไม่ใช่แค่เทรนด์สุขภาพ แต่เป็น “เมกะเทรนด์โลก” ที่กำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น PhytoEX ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มวิจัย แต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” (Research Engine) ภายใต้ Longevity Economy เป็นกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำของความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ไปจนถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรมและตลาดจริง สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ได้พันธมิตรทั้งผู้ประกอบการ OEM และกลุ่มเซเลบริตี้ได้เมาร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือ เพื่อต่อยอดสู่แผนระยะถัดไป คือ การจัดตั้งภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย” ศ. ดร.ชูกิจชี้ ภาคีเครือข่ายผู้นำนวัตกรรมภายใต้เศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทย (Thailand Longevity Innovation Consortium) เป็นการรวมพลังของผู้เล่นหลักใน ecosystem อย่างครบวงจร ทั้งผู้ผลิตสารสกัด, โรงงานผู้ผลิตหรือ OEM, ผู้พัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ, บริษัทด้านเวชศาสตร์ความงาม, กลุ่มเซเลบริตี้นวัตกร ตลอดจนมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและสร้างผลลัพธ์จริงในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่า ภายใน 1 ปีหลังการก่อตั้งเครือข่ายนี้จะสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดพันธมิตรคุณภาพสูงจากทั้งในและต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลก จากมุมมองของชีวิตยืนยาวที่เป็นเรื่องอายุขัย สู่การให้ความสำคัญกับ“คุณภาพของชีวิตในระยะยาว” หรือ Longevity ที่ไม่ได้ต้องการเพียงมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องการมีสุขภาพที่ดี มีพลัง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพไปได้ยาวนานที่สุด ด้วยแนวคิดนี้ นาโนเทคจึงได้พัฒนาโปรแกรม PhytoEX ขึ้น โดยมี ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี เป็นผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงาน เพื่อยกระดับทรัพยากรสมุนไพรไทยให้กลายเป็นสารออกฤทธิ์มูลค่าสูง ที่มีงานวิจัยและเทคโนโลยีรองรับ และสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความงาม สุขภาพ และการดูแลในระยะยาวได้จริง “งาน PhytoEX: Longevity Innovation In Action ในวันนี้ สะท้อนภาพ “นวัตกรรมสู่การใช้งานจริง” ผ่านความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ OEM และกลุ่มเซเลบริตี้ ซึ่งร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม พร้อมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์การต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นคุณเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์, คุณอั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, คุณจุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา คุณต่อลาภ ไชยเชาวน์ จากบริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน), คุณกฤษณ์ แจ้งจรัส จากบริษัท เอ็ม. วาย. อาร์. คอสเมติคส์ โซลูชั่น จำกัด, ดร. กฤษฎา กิตติโกวิทธนา จากบริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด และภาคเอกชนจากหลายบริษัทมาร่วมขับเคลื่อนและยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทย” ดร. ภญ. อุรชากล่าว ภายในงานยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดประสบการณ์การตรวจวัด “อายุชีวภาพ” ด้วยเทคโนโลยี Epigenetic Aging Clock ซึ่งเป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของหมู่เคมีบน DNA (DNA methylation) เพื่อประเมินระดับและอัตราการแก่ชราของร่างกาย พร้อมบอกความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเสียชีวิตในระยะยาว โดยเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ PhytoEX ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์ ทั้งในระดับผิวหนังมนุษย์และในระดับคลินิก พร้อมกันนี้ ยังได้นำ 4 ผลิตภัณฑ์เวชสำอางต้นแบบที่พัฒนาจากสารออกฤทธิ์ของ PhytoEX มาเปิดตัว ได้แก่ Infinity Essence, Revitalize Cream, Celestial Sunscreen, และ Bioactive Hair Tonic นำเสนอศักยภาพของนวัตกรรมสารสกัดสมุนไพรของ PhytoEX ที่พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ในตลาดได้จริง งาน PhytoEX: Longevity Innovation In Action นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้าน Longevity ของประเทศไทยในระยะยาว เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ และภาวะชะลอตัวที่หลายประเทศพบเจอ ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับสุขภาพ ความงาม สร้างโอกาสบนสนามการแข่งขันใหม่ของโลกสู่ความมั่งคั่งของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Meet the Food Expert by Food Innopolis
🌟🌟🌟 กิจกรรม Meet the Food Expert by FI ✨✨✨   📣📣📣 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ“แนวทางการวิจัย พัฒนา ธุรกิจนวัตกรรมอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น" ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ One on One ผ่านระบบ Zoom โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่น ✨ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงแนวทางการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารและส่วนผสมอาหารฟังก์ชั่นในตลาดปัจจุบันและอนาคต   💡👩‍🔬 โดย ศ.ดร. ภาวิณี ชินะโชติ President-elect of IUFoST (International Union of Food Science and Technology), Chair of FIRN และ คุณสุธีรา อาจเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช./ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Food Innopolis   🎯🎯 📅 วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 (45 นาที/บริษัท)   👉🏻 ลงทะเบียน ด่วน! ได้ที่ https://forms.gle/M5uQp2q9afo2VefR9 รับจำนวนจำกัด! เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 13 พฤษภาคม 2569 (หรือมีผู้สมัครครบตามจำนวนที่เปิดรับ) ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกและแจ้งรายละเอียดทางอีเมล วันที่ 18 พฤษภาคม 2569   ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณมารุต ใจหลัก ☎️โทร. 025647000 ต่อ 71618 📧 อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
คณะผู้บริหารและบุคลากร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ศึกษาดูงานด้านการวิจัยระดับแนวหน้า ณ สวทช. มุ่งเสริมสร้างศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและบุคลากรจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นำโดย นายบุญสงค์ ทองอินทร์ ผู้อำนวยการสำนักการวิชาการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในโอกาสเดินทางมาสัมมนาและศึกษาดูงานด้านการวิจัย ณ อาคารศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนานักวิจัยของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กิจกรรมที่ 2 "การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่" เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยเชิงลึกให้แก่บุคลากรขององค์กร โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้กล่าวต้อนรับและแนะนำ สวทช. พร้อมด้วย ดร.วิรัลดา ภูตะคาม และ ดร.ชาลินี คงสวัสดิ์ รักษาการรองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ร่วมให้การต้อนรับ  กิจกรรมหลักมุ่งเน้นการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมชั้นนำของประเทศ ได้แก่   ศูนย์ความร่วมมือวิจัยนานาชาติด้านความมั่นคงทางอาหาร (International Joint Research Center on Food Security: IJC-FOODSEC) โดยมี ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมบรรยายและนำเยี่ยมชม   ห้องปฏิบัติการทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด โดยมี ดร.ภคพฤฒ คุ้มวัน หัวหน้าทีมวิจัย ร่วมให้การต้อนรับ   ห้องปฏิบัติการทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ซึ่งใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อยกระดับเห็ดเศรษฐกิจสู่ความมั่นคงทางอาหาร บรรยายโดย ดร.สายัณห์ สมฤทธิ์ผล นักวิจัย   กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชั่นและนวัตกรรมอาหาร โดยมี ดร.อติกร ปัญญา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยฯ และ ดร.กฤตณัฐ  ชูดวง นักวิจัย นำเสนอความก้าวหน้าของศูนย์บริการแพลตฟอร์ม FlavorSERP การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง และเทคโนโลยีระบบย่อยจำลอง (TIM Gut Simulated Models)   การศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ สวทช. ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติ สู่การประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานวิจัยของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรให้ก้าวสู่การเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีและสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงวิชาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนานโยบายและนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“นวัตกรรมชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้” จาก ไบโอเทค สวทช. ทางเลือกใหม่ช่วยลดสารเคมีและเพิ่มมูลค่าผลผลิตไทย
(6 พฤษภาคม 2569) ณ สวนสุขจรัล ต.ดอนคา อ.บางแพ จ.ราชบุรี - ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “ชีวภัณฑ์และกับดักชีวภัณฑ์สำหรับควบคุมกำจัดแมลงวันผลไม้” ทางเลือกใหม่เกษตรกร ตัวช่วยดูแลรักษาผลไม้จากแมลงศัตรูพืชสำคัญ พร้อมส่งเสริมระบบการผลิตที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมเปิดบ้านแนะนำนวัตกรรมนำโดย ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช. พร้อมด้วย นางสาวกนิษฐา วรรณชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยเทคโนโลยีรังสี กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร, นางสาวปิยรักษ์ รัศมี เกษตรอำเภอบางแพ, นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางแพ ร่วมด้วยผู้แทนจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และภาคเอกชน ที่มาร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อรับชมการสาธิตนวัตกรรมและแนวทางการบริหารจัดการสวนผลไม้แบบยั่งยืน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis เป็นศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจของไทยหลายชนิด เช่น มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต อีกทั้งยังเป็นศัตรูพืชกักกันตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชของหลายประเทศ จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการส่งออกผลไม้ไทย ขณะเดียวกันเกษตรกรจำนวนมากยังพึ่งพาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสารตกค้างในผลผลิต ผลกระทบต่อสุขภาพผู้ใช้และผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อสารเคมีของแมลงศัตรูพืช ทีมวิจัยได้พัฒนาผลงานวิจัย “ชีวภัณฑ์และกับดักชีวภัณฑ์สำหรับควบคุมกำจัดแมลงวันผลไม้” เพื่อช่วยลดการใช้สารเคมีในสวนผลไม้ และควบคุมแมลงวันผลไม้ได้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตผลไม้ปลอดภัยและเพิ่มโอกาสแข่งขันทางการตลาด โดยกับดักชีวภัณฑ์ดังกล่าวใช้เชื้อราแมลง Beauveria bassiana สายพันธุ์ BCC 2660 และ Metarhizium anisopliae สายพันธุ์ BCC 4849 เป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ จุดเด่นคือ เป็นกับดักชีวภัณฑ์แบบ “ดักและปล่อย” ซึ่งทำให้แมลงวันผลไม้ติดเชื้อราแล้วบินกลับไปแพร่กระจายเชื้อสู่ประชากรแมลงในธรรมชาติ ช่วยควบคุมได้ทั้งแมลงที่เข้ากับดักและแมลงที่ไม่ได้เข้ากับดักอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีกระบวนการผลิตที่ไม่ยุ่งยาก ใช้งานสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ ช่วยลดการใช้สารเคมี และเพิ่มโอกาสในการผลิตผลไม้คุณภาพสูงที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทางทีมวิจัยได้คัดเลือก สวนสุขจรัล เป็นพื้นที่ทดสอบประสิทธิภาพของกับดักชีวภัณฑ์ในระดับแปลงจริง โดยได้รับความร่วมมือและความไว้วางใจจาก คุณจรัล อรุณคีรีวัฒน์ เจ้าของสวนมะม่วง ซึ่งจากการทดสอบพบว่า กับดักชีวภัณฑ์สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทั้งตัวที่เข้ากับดักหรือไม่ได้เข้ากับดักได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากกับดักฟีโรโมน (เช่น Methyl Eugenol) ที่ดึงดูดและกำจัดได้เฉพาะแมลงเพศผู้เท่านั้น โดยใช้วิธีแขวนกับดักชีวภัณฑ์ 2 ครั้งต่อเดือน (4 กับดัก/ไร่) แทนการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งให้ผลลัพธ์สูง โดยสามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ได้สูงถึง 85-91% ลดต้นทุนแรงงาน ลดการใช้ถุงห่อผลไม้ และลดต้นทุนการใช้สารเคมีลงมากกว่า 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน ด้าน คุณจรัล อรุณคีรีวัฒน์ เจ้าของสวนมะม่วง กล่าวว่า เดิมที่สวนมีการใช้สารเคมีในการจัดการศัตรูพืชเช่นเดียวกับการเกษตรทั่วไป แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรอินทรีย์และลดการพึ่งพาสารเคมี จึงสนใจนำกับดักชีวภัณฑ์ดังกล่าวมาทดลองใช้ในแปลงมะม่วง และพบว่ามีประสิทธิภาพในการลดปัญหาแมลงวันผลไม้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับองค์ความรู้จากทีมนักวิจัยเกี่ยวกับวงจรชีวิตแมลงวันผลไม้ และแนวทางการจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจการใช้ชีวภัณฑ์มากยิ่งขึ้น และในมุมของเกษตรกรผู้ใช้นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และช่วยลดภาระในการจัดการแมลงศัตรูพืชของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไบโอเทค สวทช. พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ในการนำนวัตกรรมนี้ไปต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และขยายผลสู่ภาคการเกษตรในวงกว้าง เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย และขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์: 02-564-6700 ต่อ 3378 หรือ 3364 อีเมล: ibct.biotec@gmail.com Facebook: ชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“RiceFit” ระบบประเมินความเสี่ยงการปลูกข้าว ตัวช่วยเกษตรกรทำนาฝ่าวิกฤตในยุคโลกรวน
  วิกฤตการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย เกษตรกรต้องเผชิญกับความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ ปริมาณน้ำฝนไม่เอื้อต่อการทำนา อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ภัยแล้ง-น้ำท่วมรุนแรงเกินกว่าที่คาด โรคและแมลงศัตรูพืชระบาดหนักกว่าที่เคย สร้างความไม่แน่นอนให้ผลผลิตในแต่ละฤดูกาล     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “RiceFit” ระบบประเมินความเสี่ยงการปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่และฤดูกาล โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ประเมินลักษณะของพันธุ์ข้าว ร่วมกับฐานข้อมูลสภาพแวดล้อม เช่น ข้อมูลสภาพดิน สภาพอากาศ ว่าข้าวพันธุ์ที่เลือกมีความเหมาะสมต่อการปลูกในแต่ละพื้นที่หรือไม่   [caption id="attachment_83650" align="aligncenter" width="540"] ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption]   ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า ปัญหาสำคัญของเกษตรกรไทยในปัจจุบันคือการขาดข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยในการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาเกษตรกรมักอาศัยประสบการณ์หรือความเคยชินในการเพาะปลูก แต่ในยุคที่สภาพอากาศไม่แน่นอน วิธีการเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงพัฒนา RiceFit เพื่อเป็นผู้ช่วยเกษตรกรประเมินความเสี่ยงและวางแผนการปลูกข้าวในแต่ละฤดูกาล เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย “RiceFit เป็นเครื่องมือใช้วางแผนการเพาะปลูกช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินความเสี่ยงได้ล่วงหน้า เช่น ความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำท่วม อุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ และการระบาดของโรคพืช โดยแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมทั้งแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูกและพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ ปัจจุบันรองรับพันธุ์ข้าว 94 พันธุ์”     เกษตรกรสามารถใช้งาน RiceFit ได้ง่ายโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เพียงแค่เพิ่มเพื่อนไลน์  @RiceFit ในแอปพลิเคชันไลน์ก็เริ่มใช้งานได้ทันทีโดยระบุพิกัดแปลงปลูกผ่านการแชร์ตำแหน่งบนแผนที่ จากนั้นกำหนดวันเริ่มเพาะปลูก และเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้องการดูข้อมูล เมื่อกรอกข้อมูลครบ ระบบจะประมวลผลและแสดงข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เพาะปลูก คำแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อผลผลิต เช่น ความเสี่ยงจากโรคระบาด สภาพดิน ภัยแล้ง น้ำท่วม ระยะข้าว และอุณหภูมิสูงหรือต่ำที่มีผลกระทบต่อการออกดอก นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของระบบ เพื่อปรับแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมและแม่นยำมากยิ่งขึ้น     “จุดเด่นของ RiceFit คือการนำข้อมูลหลายมิติมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละพื้นที่ โดยข้อมูลทั้งหมดผ่านการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมจากหน่วยงานระดับประเทศ เช่น เนคเทค ไบโอเทค สวทช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการข้าว เกษตรกรเพียงระบุพิกัดแปลงปลูก ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่ดีขึ้น” ดร.ธีระกล่าว ทั้งนี้นักวิจัยยังได้จัดทำ RiceFit API เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถนำระบบ RiceFit ไปพัฒนาต่อยอดได้ เช่น แอปพลิเคชัน Dragonfly แพลตฟอร์มดิจิทัลทางการเกษตรเชิงพื้นที่ระดับรายแปลง ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) มีการประยุกต์ใช้ RiceFit API เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล     ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายระดับโลก การปรับตัวของภาคการเกษตรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยี RiceFit ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการทำเกษตรแม่นยำที่เน้นการใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ และรวิช วีระกุล ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์, เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
H-FAME เชื้อเพลิงชีวภาพคาร์บอนต่ำ พลังงานทางเลือกภาคขนส่งสู่ Net Zero
สวทช. จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews โชว์ผลงาน Premium Biodiesel หรือ H-FAME เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง พัฒนาโดยนักวิจัย ENTEC สวทช. สามารถใช้งานในรูปแบบไบโอดีเซล B100 ทดแทนน้ำมันดีเซลได้เลย โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ มีจุดเด่นคือช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและฝุ่น PM เหมาะเป็นพลังงานทางเลือกสำหรับภาคขนส่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์แล้วเพื่อลดปล่อยคาร์บอน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม .
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
สวทช. บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ณ ชั้น ๑ อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในการนี้ มีคณะผู้บริหารระดับสูงจาก สวทช. เข้าร่วมแสดงความจงรักภักดี ประกอบด้วย: ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค)   การบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดย สวทช. ขอยืนหยัดปณิธานในการใช้รากฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คาร์บอน ต้นทุนใหม่ที่ธุรกิจไทยเลี่ยงไม่ได้ ! สวทช. และพันธมิตร ชูโซลูชัน เปลี่ยนโจทย์ Net Zero เป็นโอกาสธุรกิจ
มาตรฐานคาร์บอนที่เข้มขึ้นทั้งในและต่างประเทศกำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทย ตั้งแต่การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงเงื่อนไขจากคู่ค้าระดับโลก ทำให้การจัดการคาร์บอนไม่ใช่งานเสริมด้านความยั่งยืนอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการทำธุรกิจ บทความนี้สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) หัวข้อ “เครื่องมือดิจิทัลสู่ Net Zero: จากนโยบายสู่การจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการไปสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจไทยต้องเริ่มจากข้อมูลที่แม่นยำ ระบบที่ตรวจสอบได้ และการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนจริงในสถานประกอบการ  1. รับมือกฎหมายคาร์บอน และกติกาใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก แรงกดดันด้านความยั่งยืนกำลังยกระดับสู่กฎหมายบังคับใช้จริง โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) 47% ภายในปี 2035     คุณปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เผยว่า พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเริ่มบังคับใช้ต้นปีหน้า ทำให้นิติบุคคลกว่า 4,000 แห่งต้องรายงานข้อมูลคาร์บอนและเตรียมใช้ระบบ ETS ควบคุมอุตสาหกรรมหนักกว่า 300 แห่ง องค์กรจึงต้องเร่งจัดการข้อมูลคาร์บอนให้ครอบคลุมทั้ง 3 ขอบเขต โดยเฉพาะ Scope 3 การปล่อยทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับต่างประเทศแล้ว และกำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของภาคการผลิตไทยในเร็ว ๆ นี้ กติกาฝั่งเอกชนมีความเข้มข้นไม่แพ้กัน คุณภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ระบุว่าปัจจุบันมีซัพพลายเออร์ในไทยถึง 18 รายที่ผลิตชิ้นส่วนให้ Apple และกำลังถูกบีบให้ต้องบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2030 ส่วนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทในกลุ่ม SET50 ต้องรายงานคาร์บอนตามมาตรฐาน IFRS S2 ภายในปี 2569 พร้อมชี้แจงว่าองค์กรต้องลดคาร์บอนด้วยตัวเองให้ได้ 90% ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 10% จึงจะสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ TGO ยังเตรียมเปิดตัว Net Zero Pathway ใบรับรองที่จะประเมินผลทุก 5 ปีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า  ด้าน ดร.เสาวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานคณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ชี้ให้เห็นกติกาใหม่ที่ลึกกว่าเดิม คือ EUDR (EU Deforestation-Free) บังคับให้สินค้าส่งออกต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า อย่างไรก็ตาม ไทยมีการตั้งบรรทัดฐาน Thailand Taxonomy จัดกลุ่มกิจกรรมอุตสาหกรรมเพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ปรับตัวเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้ง่ายขึ้น โดยมีเม็ดเงินกู้จากธนาคารโลก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐมารองรับโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ 2. สำรวจจุดอ่อนด้วย Thailand i4 Checkup และทางเลือกชดเชยคาร์บอนที่ตอบโจทย์ การเลือกวิธีชดเชยคาร์บอน คือ ตัวตัดสินต้นทุนธุรกิจ คุณวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อธิบายว่า แม้คาร์บอนเครดิตจะใช้ชดเชยได้ครอบคลุมทุกขอบเขต (Scope 1-3) แต่ก็ต้องแลกกับค่าธรรมเนียมการตรวจรับรองที่ราคาสูง ต่างจากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) ที่ใช้จัดการการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า (Scope 2) ได้ตรงจุดและประหยัดกว่า นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีบริการจัดหาพลังงานสะอาดอย่าง Direct PPA และ Green Tariff เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100%  สำหรับธุรกิจที่อยากก้าวสู่ Net Zero แต่ไม่แน่ใจว่าโรงงานตนเองพร้อมแค่ไหน ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม สวทช. แนะนำให้เริ่มจากการประเมินระดับความพร้อมด้วย Thailand i4 Checkup แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนในกระบวนการผลิต และชี้เป้าเทคโนโลยีดิจิทัลที่ต้องเติมเพื่อลดคาร์บอน โดยสวทช. พร้อมสนับสนุนการลงมือทำจริงผ่านศูนย์ SMC ทั้ง Testbed และการพัฒนาทักษะพนักงานผ่าน SMC Academy นอกจากนี้ยังมีกลไกช่วยลดต้นทุนการลงทุน เช่น การขอเว้นภาษี BOI นาน 3 ปี หรือทุน iTAP ช่วยค่าจ้างที่ปรึกษาแบบคนละครึ่ง สูงสุด 400,000 บาท พร้อมทุนสมทบจาก SMC อีก 120,000 บาท เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง 3."Acamp" แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอน ลดภาระคนทำงาน 80% ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ระบุในช่วงเปิดเวทีว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนจากการจดบันทึกข้อมูลด้วยกระดาษ ไปสู่การดึงข้อมูลจากระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) หรือ IoT เพื่อคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติอย่างแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดการข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) คือ โจทย์หินที่สุด ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) เนคเทค สวทช. นำเสนอทางออกผ่านหลัก 3D คือ Digital, Digitization และ Decarbonization โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Acamp (Automated Carbon Accounting Management Platform) เพื่อดึงข้อมูลจากเซนเซอร์ IoT และระบบบัญชีมาคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์เหลือศูนย์และประหยัดเวลาทำรายงานได้ถึง 80% เปลี่ยนเป้าหมายความยั่งยืนให้เป็นผลกำไรที่จับต้องได้จริง 4. ปรับพฤติกรรมพนักงาน ก้าวแรกสู่ Net Zero ที่ไม่ต้องใช้งบ ดร.ปรอยฝน เลิศวนวัฒนา รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่าการทำ Sustainability Transformation จะสำเร็จได้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาเทคโนโลยี แต่ต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไปทั้งคน วัฒนธรรมองค์กร และเทคโนโลยี โดยก้าวแรกองค์กรต้องรู้จักตัวเองผ่านการสำรวจสุขภาพโรงงานด้วยเช็กลิสต์ "ดิน น้ำ ลม ไฟ" (Waste, Water, Air/Carbon, Energy) จากนั้นจึงดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกติกา "1 คน 1 โปรเจกต์" เพื่อปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ให้พนักงานลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนเอง สอดคล้องกับมุมมองของ คุณธเนศ อิงสกุลรุ่งเรือง ผู้จัดการส่วนตลาดและขายเอนเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการสูญเสียพลังงานที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด คือ พฤติกรรมการทำงาน เช่น การที่พนักงานเข้ากะและเปิดเครื่องจักรพร้อมกันทั้งหมดในเวลา 8 โมงเช้า จะทำให้เกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ในช่วงเวลา 9 โมงเช้า หากองค์กรนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับพฤติกรรมบริหารเวลาเปิดเครื่องจักรไม่ให้ทับซ้อนกันก็สามารถลดค่าไฟได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ 5. เทคโนโลยียกระดับอุตสาหกรรม สู่โอกาสเติบโตแบบ New S-Curve การนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงมาใช้ สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ได้อย่างมหาศาล คุณศิขรินทร์ คงไพบูลย์ Solutions Architect Thailand จาก AWS กล่าวถึง ศักยภาพของ AI Agent หรือ Industrial Copilot ที่สามารถวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบ End-to-End และสามารถเขียนโค้ดสั่งงานเครื่องจักรได้อัตโนมัติ เช่น กรณีของ Volkswagen ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์จนสามารถลดค่าไฟได้ถึง 12% การทลายขีดจำกัดด้วยเทคโนโลยีนี้สอดคล้องกับ คุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS ยกกรณีศึกษาของ SCG Green Mining ที่นำเครือข่าย 5G มาควบคุมรถบรรทุก EV ไร้คนขับในเหมือง ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความปลอดภัยและลดมลพิษ แต่ยังทำให้ SCG สามารถต่อยอดกลายเป็นธุรกิจรับจ้างบริหารเหมืองแห่งใหม่ได้อีกด้วย    ในระดับของการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โชว์ความสำเร็จจากการใช้ AI เข้ามาควบคุมการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประหยัดค่าไฟได้ถึง 20% และยังดึงประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์เดิมให้เพิ่มขึ้นได้อีก 6-30% อย่างไรก็ตามการจะขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จต้องอาศัยจิตวิทยาการบริหารควบคู่กันไป คุณนิติ เมฆหมอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Synergy Technology ได้แชร์เทคนิคการนำข้อมูลมาใช้กับคน โดยการขึ้นหน้าจอแสดงผลแจ้งต้นทุนค่าไฟของสำนักงานให้เห็นเป็นรายวัน เพื่อท้าทายและกระตุ้นให้พนักงานตระหนักรู้จนเกิดการช่วยกันประหยัดไฟ  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
อว. จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวง อว. ครบรอบ 7 ปี และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ “คนดีศรี อว.” ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีสามบุคลากร สวทช. ร่วมรับรางวัล
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้งและถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป จากวัดอินทรวิหาร เนื่องใน “วันคล้ายวันสถาปนากระทรวง อว.” ครบรอบ 7 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม ของทุกปี นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของกระทรวง อว. เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง “ตลอดระยะเวลา 7 ปีของการก่อตั้งกระทรวง อว. เราได้ดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่องในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมประเทศในทุกมิติ และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็ง ยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ เป็นองค์กรแห่งความร่วมมือและการเรียนรู้ ที่บุคลากรทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมาย พร้อมเป็นต้นแบบที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน“ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและแสดงความยินดีแก่ “คนดีศรี อว.” ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อยกย่องเชิดชูข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้มีความประพฤติดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ พร้อมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกอันจะเป็นพลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรและประเทศชาติให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดย สวทช. มีบุคลากรได้รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรี อว.” ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 3 คน ได้แก่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับ และการคำนวณ  ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช., ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค), ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค), ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมแสดงความยินดี ในช่วงท้าย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบุคลากร “คนดีศรี อว.” ว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยัน อดทน และเสียสละ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล จนมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ถือเป็นบุคคลต้นแบบที่ควรค่าแก่การยกย่อง และขอให้รักษาความดีนี้ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่ตนเองและความภาคภูมิใจของกระทรวง อว. สืบไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดเวทีเสวนา “Closing the Loop for Society” ผนึกองค์ความรู้วิจัย–อุตสาหกรรม ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
(27 เมษายน 2569) ณ ห้องบรรยาย 2 บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการ TAIST–Science Tokyo จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “Closing the Loop for Society: Waste Utilization and Carbon Reduction for Sustainable Living” ภายใต้การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC 2026) เพื่อส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม การสัมมนาได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของโครงการ TAIST–Science Tokyo ในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและบริบทโลก ภายในงานแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก โดยช่วงที่หนึ่ง เป็นการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อ “From Knowledge to Impact: The Role of Academia in Building Human Capital for a Sustainable, Low-Carbon Society” จากอาจารย์และนักวิจัยชั้นนำ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไพบูลย์ ศรีอรุโณทัย อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอหัวข้อ “One Trash Another Treasure: Upcycling Metal and Plastic Wastes for Pollution Mitigation” โดยชี้ให้เห็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าของของเสียประเภทโลหะและพลาสติก ผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรใหม่ที่มีคุณค่า ช่วยลดมลพิษและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัชพล เจียรสำราญ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “Carbon Capture, Utilization, and Storage (CCUS): Advances, Challenges, and Future Directions” โดยชี้ให้เห็นภาพรวมของเทคโนโลยี CCUS ซึ่งครอบคลุมกระบวนการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งสะท้อนความท้าทายสำคัญทั้งด้านต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบาย ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรม ดร.สัญชัย คูบูรณ์ นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ได้นำเสนอหัวข้อ “Domestic Biogas Utilization for Hydrogen Production via Dry Reforming of Methane: Technology and Economic Feasibility in Thailand” โดยมุ่งเน้นการนำก๊าซชีวภาพภายในประเทศมาใช้ผลิตไฮโดรเจนผ่านกระบวนการ Dry Reforming ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มมูลค่าพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งวิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์ในบริบทของประเทศไทย ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “การเชื่อมโยงอุตสาหกรรม–การศึกษา–การวิจัยและพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ Business Alliance Development จาก Delta Electronics ดร.พิเชษฐ์ โรจนพิทยากร ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) และคุณอภิวัฒน์ หิรัญประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปลิโฟมแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ Business Alliance Development Delta Electronics กล่าวว่า “โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยชี้ว่านักศึกษายุคใหม่มีศักยภาพและวุฒิภาวะทางความคิดที่ก้าวหน้าขึ้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนไป และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้จริงหลังสำเร็จการศึกษา พร้อมเน้นย้ำแนวคิดการ “พัฒนาไปด้วยกัน (Co-ownership)” ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ผ่านการบูรณาการทั้งด้านหลักสูตร การฝึกประสบการณ์จริง และการต่อยอดองค์ความรู้” ดร.พิเชษฐ์ โรจนพิทยากร นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยและพัฒนา SCGC (SCGC Chemicals) กล่าวว่า “ปัจจัยความสำเร็จของการนำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปสู่เชิงพาณิชย์ (commercialization) ว่าจำเป็นต้องอาศัยการทำงานแบบ “One Team, One Goal” ซึ่งทุกภาคส่วนต้องมีเป้าหมายร่วมกันและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการวิจัย การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยการสื่อสารและความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน” คุณอภิวัฒน์ หิรัญประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปลิโฟมแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ได้นำเสนอในมุมมองของผู้ประกอบการ SME โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากร ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงงานวิจัยและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม SME มีจุดแข็งด้านความคล่องตัวและการปรับตัวที่รวดเร็ว จึงควรใช้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงนวัตกรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีความยืดหยุ่น และพร้อมเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว การเสวนาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์