หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.1 – สวทช. – จุฬาฯ พัฒนาหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot” ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี ภายใน 30 นาที
  สวทช. – จุฬาฯ พัฒนาหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot” ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี ภายใน 30 นาที 25 มีนาคม 2563 ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) หน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาและทดสอบ นวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี หรือ “Germ Saber Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยแสงยูวี (UV) สามารถเข้าถึงการฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เฉพาะและจุดเสี่ยงโรคต่างๆ ได้ดี เนื่องจากระหว่างการฆ่าเชื้อโรค พื้นที่เหล่านั้นจะต้องปลอดคน เพราะการใช้แสงยูวีแม้จะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี แต่ต้องระมัดระวังหากนำไปใช้ไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13091-nstda-nsd-germ-saber-robot
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 5 ฉ.12 – สวทช. อว. จับมือ จุฬาฯ และ กลาโหม ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านแบตเตอรี่ล้ำสมัยฯ
สวทช. อว. จับมือ จุฬาฯ และ กลาโหม ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านแบตเตอรี่ล้ำสมัยฯ เสริมความเข้มแข็งการผลิตแบตเตอรี่ จากวัตถุดิบในประเทศ ลดพึ่งพาจากต่างประเทศ 7 กุมภาพันธ์ 2563 : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทย์ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม (กห.) ลงนามความร่วมมือ "โครงการจัดตั้งและดำเนินการศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่ล้ำสมัยที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อความมั่นคง" เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อความมั่นคงแบบสหสาขาวิชา และเป็นศูนย์กลางในเครือข่ายงานวิจัยนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อความมั่นคงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยศูนย์ดังกล่าวจะอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากรของทั้งสามหน่วยงาน เพื่อร่วมกันทำงานวิจัยและพัฒนาทางด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่ฯ สร้างองค์ความรู้พื้นฐานและเชิงประยุกต์แบบสหสาขาวิชา (Multidisciplinary Basic/Applied Research) พร้อมผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผลงานวิจัยสู่ผู้ใช้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อความมั่นคงของประเทศไทยต่อไป โดยมี รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในการลงนาม พร้อมด้วย พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ รองปลัดกลาโหม พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ผู้แทน เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมลงน“ม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13030-20200207-mou
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.1 – ไบโอเทค สวทช. พัฒนาระบบเทคโนโลยีชีวภาพ สาหร่ายเซลล์เดียว สำหรับใช้ควบคุมโรคกุ้งในภูมิภาคอาเซียน
  ไบโอเทค สวทช. พัฒนาระบบเทคโนโลยีชีวภาพ สาหร่ายเซลล์เดียว สำหรับใช้ควบคุมโรคกุ้งในภูมิภาคอาเซียน   27 มีนาคม 2563: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ University of Kent พัฒนาวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการใช้สาหร่ายเซลล์เดียว (microalgal-based platform) เพื่อการป้องกันโรคในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย International Collaboration Awards 2019 จาก The Royal Society ภายใต้กรอบความร่วมมือ Global Challenges Research Fund (GCRF) สหราชอาณาจักร เป็นจำนวน 9 ล้านบาท ตั้งเป้านำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการป้องกันการเกิดโรคตัวแดงดวงขาว และโรคหัวเหลืองได้ทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาคอาเซียน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13093-20200227-nstda-biotec
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 5 ฉ.12 – ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวข้าวเหนียว พันธุ์ใหม่ ‘หอมนาคา’
  ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่"หอมนาคา" คุณสมบัติสะเทินน้ำสะเทินบก ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา "ข้าวเหนียว" เป็นตัวแทนความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน เพราะเป็นอาหารหลักของคนในพื้นที่ แต่ด้วยบริบทที่ไม่เป็นใจ ทุ่งนาลุ่มน้ำโขงจึงต้องเผชิญภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัยและความแห้งแล้ง จนแทบไม่เคยได้ปริมาณผลผลิตทัดเทียมพื้นที่อื่นซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พัฒนา "ข้าวหอมนาคา" ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทนแล้ง และทนโรค ถือเป็น "ข้าวเหนียวสะเทินน้ำสะเทินบก" สายพันธุ์แรกของไทย  ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัญหาหลักของการปลูกข้าวเหนียวที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญคือ "ข้าวล้ม" เพราะข้าวเหนียวพันธุ์ไทยเป็นข้าวต้นสูง เวลาลมฝนมาแรงข้าวจะล้มนอนแม้ยังออกไม่เต็มรวง ปีไหนแล้ง "ขาดน้ำ" ผลผลิตจะออกน้อย หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับ "โรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง" ทำให้การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ของคนทำนา เพราะชะตาชีวิตต้องแขวนอยู่บนปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ นักวิจัยไทยจึงพยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเหนียวเพื่อเอาชนะปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13032-sciupdate-20200214-homnakha
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 5 ฉ.12 – ไบโอเทค สวทช. ขยายผลงานวิจัย การใช้ไวรัส NPV กำจัดหนอนศัตรูพืช
  ไบโอเทค สวทช. ขยายผลงานวิจัย การใช้ไวรัส NPV กำจัดหนอนศัตรูพืช ชูเกษตรปลอดภัย ใน ริมปิงออร์แกนิคฟาร์ม จ.เชียงใหม่หวังใช้เทคโนโลยีจีโนม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ริมปิงออร์แกนนิคฟาร์ม จ.เชียงใหม่ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีการขยายผลการนำผลงานวิจัย ไวรัสเอ็น พีวี (NPV) เพื่อใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ ริมปิงออร์แกนิคฟาร์ม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของฟาร์มออร์แกนิค สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงตั้งเป้านำเทคโนโลยีด้านจีโนมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการภาคเกษตรกรรมในอนาคต จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการรักสุขภาพ หันมาสนใจบริโภคพืชผักผลไม้มากขึ้น ดังนั้น การที่ให้พืชผักผลไม้ปลอดสารพิษจึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะห้ามนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด (พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส) โดยเฉพาะสารคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช ดังนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรมาใช้สารชีวภัณฑ์ (คือ ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตหรือพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์) ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช จึงเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ทดแทนสารเคมี และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่มุ่งมั่นจะทำการเกษตรแบบอินทร’ย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13035-20200212-npv
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 6 ฉ.2 – สวทช. เผยความก้าวหน้าแอปพลิเคชัน DDC-Care และ Traffy Fondue สู้ภัยไวรัสโควิด-19
  สวทช. เผยความก้าวหน้าแอปพลิเคชัน  DDC-Care และ Traffy Fondue สู้ภัยไวรัสโควิด-19 1 เมษายน 2563 - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาแพลตฟอร์ม DDC-Care: ระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ COVID-19 และ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) แอปพลิเคชันแจ้งและติดตามปัญหาเมือง โดยมี     ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมนักวิจัยจาก สวทช. ได้แก่ ดร.อนันต์ลดา โชติมงคล นักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. ดร.นัยนา สหเวชชภัณฑ์ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ   (เนคเทค) สวทช. และ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมสาธิตและเผยแพร่ผลงาน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/news/13098-20200401-nstda-covid-19
จดหมายข่าว สวทช. ย่อย
 
นักวิจัยไทยพัฒนา “วิธีสกัด RNA – ชุดตรวจโควิด-19”
เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา ทะลุ 19 ล้านรายแล้ว สำหรับตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ขณะที่ประเทศไทยแม้ตอนนี้จะยังคงสถิติไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นเวลากว่า 60 วัน ก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า โควิด-19 จะไม่กลับมาระบาดระลอกสองอีก  สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาและเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเดินหน้าพัฒนาชุดตรวจโควิด-19 ปัจจัยสำคัญในการควบคุมการระบาด เพื่อป้อง กันปัญหาขาดแคลนชุดตรวจและน้ำยาซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) จากตัวอย่างแบบง่าย และ ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว" ได้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติในการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดคือความมั่นคงด้านสุขภาพ เนื่องจากที่ผ่านมายังต้องนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดตรวจ และยา ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ดังเช่น การระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานเชิงรุกได้อย่างรวดเร็ว "นับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 (จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา) รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยในการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR เป็นจำนวนกว่า 420,000 ตัวอย่าง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,261 ล้านบาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะเดียวกันในภาวะที่ทั่วโลกต่างต้องตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อจำนวนมาก  สารสกัดสารพันธุกรรมหรืออาร์เอ็นเอเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 มีไม่เพียงพอ จนกลายเป็นปัญหาคอขวดในการคัดกรองโรค ดังนั้นในอนาคตหากมีการระบาดระลอกสอง หรือมีความต้องการตรวจเชิงรุก การที่นักวิจัยไทยสามารถพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอและชุดตรวจโควิด-19 ที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำได้เองในประเทศจะช่วยสนับสนุนการคัดกรองโรคโควิด-19 ได้มาก" ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคโควิด-19 ด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 นั้น จะต้องมีการสกัดสารพันธุกรรม หรือ อาร์เอ็นเอของไวรัสจากสิ่งส่งตรวจของของกลุ่มเสียง ซึ่งที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดคือต้องใช้น้ำยาสกัดสารพันธุกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่จากความร่วมมือของนักวิจัยไทยทำให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมา "วิธีสกัดอาร์เอ็นเอ" ก่อโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า วิธีสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างแบบง่าย พัฒนาขึ้นโดย ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center : NOC)  สวทช. นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ เป็นวิธีการสกัดอาร์เอ็นเอด้วยเทคนิค Magnetic Bead ที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว และจากการทดสอบการใช้งานร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีประสิทธิภาพในการสกัดอาร์เอ็นเอเทียบเท่าชุดสกัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญในการสกัดอาร์เอ็นเอยังใช้สารเคมีและอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนชุดตรวจราคาไม่แพง ช่วยลดต้นทุนในการตรวจและวินิจฉัยโรคได้มาก อีกทั้งวิธีการนี้ยังนำไปใช้สกัดอาร์เอ็นของไวรัสก่อโรคได้ทุกชนิดทั้งในมนุษย์ พืชและสัตว์ด้วย ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนจำนวน 2 บริษัท สนใจพร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว    เมื่อสกัดอาร์เอ็นเอของไวรัสได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจยืนยันเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ซึ่ง ไบโอเทค สวทช. นำโดย นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีว‘ศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนา "ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว (COVID-19 XO-AMP colorimetric detection kit)" เพื่อใช้คัดกรอง คัดแยกเฉพาะตัวอย่างที่น่าสงสัยก่อนนำไปตรวจโดยใช้วิธี RT-PCR ถือเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐจากเดิมที่ต้องส่งตรวจทุกตัวอย่างด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งมีราคาแพง  ดร.วรรณพ กล่าวว่า ชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการตรวจเชิงรุก เนื่องจากมีความจำเพาะ 100% ความไว 92% และมีความแม่นยำ 97% สามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ได้ผลเร็วกว่าวิธี RT-PCR ถึง 2 เท่า สามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ตรวจง่ายในขั้นตอนเดียวโดยไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ โดยสังเกตได้จากสีของน้ำยา หากเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลืองแสดงว่ามีอาร์เอ็นเอของไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาเพียง 10,000 บาท ถูกกว่าวิธี RT-PCR ถึง 100 เท่า นอกจากนั้นแล้วต้นทุนน้ำยาเทคนิคแลมป์ที่ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาขึ้นราคาต่ำกว่าน้ำยาที่ใช้กับ RT-PCR ถึง 3 เท่า และยังราคาถูกกว่าชุดตรวจแลมป์ที่นำเข้า 1.5 เท่า อย่างไรก็ดี การพัฒนาชุดตรวจนี้ได้รับความอนุเคราะห์ตัวอย่างสารพันธุกรรมจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของชุดตรวจ ปัจจุบันไบโอเทคได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเมินเทคโนโลยี โดยทาง อย. กำลังพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคแลมป์ โดยชุดตรวจนี้มีบริษัทเอกชนได้แสดงความสนใจที่จะขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วเช่นกัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะเวชศาสตร์เขตร้อน คือสถาบันทางการแพทย์ที่มีทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัย การรักษา และป้องกันโรค ที่มีห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านโรคเขตร้อน ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการเครือข่ายที่ผ่านการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ สำหรับการตรวจหาสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้วย สวทช. มีงานวิจัยหลายด้านที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งการตรวจวินิจฉัย และป้องกันโรคได้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน และ สวทช. จึงได้ทางานร่วมกันอย่างเข้มข้นจนสามารถพัฒนาต่อ ยอดทั้ง 2 งานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง "การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและผลิตชุดสกัดอาร์เอ็นเอ และชุดตรวจเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรคอุบัติใหม่ และถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถวงการวิจัยและสาธารณสุขไทยจากการเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้ผลิตเพื่อใช้เองและส่งออกไปต่างประเทศในอนาคต"
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ขอเชิญผู้ประกอบการใน จ.อุดรฯ และใกล้เคียง ร่วมสัมมนา 2 หลักสูตร พัฒนานวัตกรรมด้านเกษตร
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และผู้สนใจในพื้นที่ จ.อุดรธานี และใกล้เคียงในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมสัมมนาฟรี 2 หลักสูตร ได้แก่ “หลักสูตรการยกระดับผักและผลไม้ไทยสู่มาตรฐานสากล” ในวันที่ 26 มีนาคม 2563 เพื่อทราบถึงมาตรฐาน ThaiGAP กับการสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดระดับบน สมัครได้ที่ https://forms.gle/uyaZEjEGkY6YETaL6 และ “หลักสูตรการพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม 4.0” ในวันที่ 27 มีนาคม 2563 เพื่อทราบถึงแนวทางพัฒนาเป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการเก็บรักษาและขนส่ง สมัครได้ที่ https://forms.gle/b4Segqji2Jo3ENij7 โดยทั้งสองหลักสูตรกำหนดจัดเวลา 08.30 - 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์อุดรธานี ด่วน! รับจำนวนจำกัด 50 ท่านต่อหลักสูตร เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลเท่านั้น ภายใน 23 มีนาคม นี้ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1300, 063 915 6656 (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค-สวทช. จับมือ ซีพี ออลล์ ปั้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
For English-version news, please visit : MTEC-NSTDA and CP All embark on innovative food packaging 11 มีนาคม 2563 ที่อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด หน่วยงานวิจัยอาหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใส่ใจถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลงานทางวิชาการไปใช้ต่อยอดการประยุกต์ใช้บรรจุภัณฑ์อาหารในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเชีย โดยมี นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ ผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ พร้อมกันนี้ยังมีทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ เอ็มเทค สวทช. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมในเรื่องการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับใส่อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
9 ข้อควรรู้ “โควิด-19” จากบทสรุป 25 ผู้เชี่ยวชาญ WHO
9 ข้อน่ารู้ จากบทสรุปของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เข้าไปสืบสวนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศจีน และรายงานสรุปผลจนถึงวันที่ 19 ก.พ. 63 อ่านบทความฉบับเต็ม แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้ที่ https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/13061-who-china-joint-mission การติดต่อ : 78-85% ติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านหรือในช่วงแรกที่ยังไม่มีประกาศการระบาด อัตราการป่วย : 80% ผู้ป่วยอาการไม่หนัก การใช้เครื่องช่วยหายใจ : 5% ใช้เครื่องช่วยหายใจ 15% ใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง ระยะเวลาฟื้นตัว : ผู้ป่วยหนัก 3-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยไม่มาก 2 สัปดาห์ การแสดงอาการ : คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการในที่สุด ช้าเร็วต่างกัน อาการคัดกรอง : อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล อัตราการเสียชีวิต : ผู้ป่วยโควิด-19 ที่จีนมีอัตราการเสียชีวิต 3.4% ปัจจัยการเสียชีวิต : ขึ้นกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และระบบสุขภาพที่รับมือโรค อ้างอิง: https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/who-china-joint-mission-on-covid-19-final-report.pdf (16-24 February 2020) ข้อมูลเพิ่มเติม covid-19
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จับมือ จุฬาฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงสู่ SMEs ไทยสร้างศักยภาพในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจฐานความรู้เดินหน้าโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เน้นการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ตั้งเป้าสนับสนุน SMEs
For English-version news, please visit : NSTDA and Chulalongkorn University to promote technology utilization in SMEs 10 มีนาคม 2563 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ“การดำเนินงานเครือข่ายของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” (Innovation and Technology Assistance Program: ITAP) โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและบริหารจัดการ (more…)
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดรับสมัครนักศึกษารับทุน 2 ประเภท (TGIST และ YSTP) ประจำปี ’63
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งมั่นเป็นหนึ่งในหน่วยงานสนับสนุนการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคม ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ขอรับทุนการศึกษาใน “โครงการสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Thailand Graduate Institute of Science and Technology: TGIST)” ประจำปี 2563 เพื่อการศึกษาวิทยานิพนธ์ภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์มหาวิทยาลัยร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติของ สวทช. ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ www.nstda.or.th/tgist/ ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม 2563 และอีกทุนคือ ประกาศรับสมัครนักศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังจะขึ้นชั้นปีสุดท้าย เพื่อขอรับทุนการศึกษาวิจัยเพื่อปริญญานิพนธ์ ปี2563 ใน “โครงการสร้างปัญญาวิทย์ ผลิตนักเทคโน (Young Scientist and Technologist Programme: YSTP)” เพื่อโอกาสรับประสบการณ์เพิ่มเติม พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนคติการเป็นนักวิจัยอาชีพ และพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง ดูรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ www.nstda.or.th/ystp/ ตั้งแต่ 1 - 31 พฤษภาคม 2563
ข่าวประชาสัมพันธ์