หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กลับมาพบกันอีกครั้ง! กับโครงการ “ขยะรักษ์โลก ด้วย Recycle & RDF” ครั้งที่ 2 (เดือนมิถุนายน 2569)
อวท. ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ “ขยะรักษ์โลก ด้วย Recycle & RDF” ภายใต้แนวคิด #Go Green for a Sustainable Science Park ส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบ ♻️ การรีไซเคิล (Recycle) 🔥การแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน (RDF) 📅 กิจกรรมรับบริจาคขยะ Recycle และขยะ RDF (ขยะกำพร้า) ครั้งที่ 2/2569 🗓 วันที่ 22 – 27 มิถุนายน 2569 📍 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย| ขยะรีไซเคิลที่ได้รับจะถูกนำไปจำหน่าย และรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนการในโครงการ “แยกขวดช่วยหมอ” ของกลุ่ม Less Plastic โดยนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะทุกการแยกขยะของคุณ อาจเป็น “วัตถุดิบตั้งต้น” ของนวัตกรรมชิ้นต่อไป 🌱 โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากบริษัทพันธมิตร ได้แก่ • บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) • บริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด • บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ ซิสเท็ม จำกัด • บริษัท เอฟ ดี ไอ แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ แอดไวซอรี่ จำกัด • บริษัท อาร์ที คอนซัลติ้ง จำกัด 🌱 ร่วมกันสร้างอนาคตที่สะอาด และยั่งยืนไปด้วยกัน #GoGreenforaSustainableSciencePark สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คุณกรรณิกา ลมูลพักตร์ โทร. 02-564-7200 ต่อ 5335 คุณนิศารัตน์ เกียรติกิจพิศาล โทร. 02-564-7200 ต่อ 5361
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมงาน “IASP Asia Pacific Event CHIANG MAI 2026” หนุนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานและ AI ขับเคลื่อนสตาร์ตอัป-SMEs มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมระดับนานาชาติ IASP Asia Pacific Event "CHIANG MAI 2026" ณ โรงแรมมีเลีย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 4 มิถุนายน 2569 โดยมีผู้บริหารจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อุทยานวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศนวัตกรรมจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง งานประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก "From Asia Pacific to the Global Ecosystems: Empowering Sustainable and Inclusive Growth through Innovation" โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP CMU) ร่วมกับสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (IASP) และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุมในระดับสากล ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า “สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับภูมิภาคในครั้งนี้ เวทีนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ สวทช. จะได้แสดงศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park: TSP) ในการเป็น 'Soft Landing Platform' และประตูสู่นวัตกรรมแห่งอาเซียน (ASEAN's Next Innovation Gateway) ที่พร้อมรองรับนักลงทุน เทคสตาร์ตอัป และการเคลื่อนย้ายบุคลากรศักยภาพสูง (Talent Mobility) จากทั่วโลก” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวข้อหลักของการประชุมในครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ สวทช. กำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะการเร่งรัดระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Startup Ecosystem Acceleration) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภาคเศรษฐกิจฐานราก (AI Powering SMEs) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ทั้งในด้าน AI และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเวทีบรรยายพิเศษในหัวข้อการยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์สู่แพลตฟอร์มรองรับพันธมิตรสากล และมีผู้แทนจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมเสวนาในมิติเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านพลังงานและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สวทช. ตั้งเป้าที่จะกระชับความร่วมมือกับเครือข่ายสมาคม IASP นำโดย Ms. Ebba Lund (CEO ของ IASP) และสถาบันการศึกษาเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและงานวิจัยขั้นสูงจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคแบบไร้รอยต่อ มุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“Turrica” ผลิตภัณฑ์สมานแผลสุนัขจากสมุนไพรไทย
สรุปใจความสำคัญ Turrica ผลิตภัณฑ์สมานแผลสำหรับสุนัขจากสมุนไพรไทยบัวบกและขมิ้นชัน พัฒนาโดย นาโนเทค สวทช. ด้วยเทคโนโลยี นาโนอิมัลชัน (Nano-emulsion) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ ช่วยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการสมานแผล สารสำคัญจากบัวบก (Asiaticoside, Madecassoside) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ขณะที่ขมิ้นชัน (Curcumin) มีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เหมาะสำหรับการดูแลบาดแผลและปัญหาผิวหนังในสุนัข ผลการทดสอบระดับเซลล์พบว่า Turrica มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาการอักเสบ ช่วยสมานแผล และไม่ก่อความเป็นพิษต่อเซลล์ สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลแผลสัตว์เลี้ยงจากสมุนไพรไทย ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานและการผลิตเชิงพาณิชย์ หนึ่งในอาการทางคลินิกที่พบในสุนัขได้บ่อยครั้ง และเจ้าของสังเกตเห็นได้ง่ายคือบาดแผล เช่น แผลถลอก ผิวหนังอักเสบ เจ้าของส่วนใหญ่มักมีผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลบาดแผลเบื้องต้นติดบ้านไว้เสมอ โดยในปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมานแผลจากสมุนไพรก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เจ้าของหันมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะช่วยลดการสัมผัสสารเคมี และเป็นการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างอ่อนโยนกว่ายาที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “Turrica (เทอริกา)” ผลิตภัณฑ์สมานแผลสำหรับสุนัขจากสมุนไพรไทย 2 ชนิด คือ บัวบกและขมิ้นชัน มีจุดเด่นคือ นำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และช่วยสมานแผล [caption id="attachment_85668" align="aligncenter" width="450"] สพ.ญ. ดร.ปรารถนา ตัญญะปัญญาชน และดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นาโนเทค สวทช.[/caption] สพ.ญ. ดร.ปรารถนา ตัญญะปัญญาชน นักวิจัยทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์ และสัตวแพทย์ จากนาโนเทค สวทช. อธิบายว่า การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Turrica (เทอริคา) มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของ ดร.ณัฎฐิกา แสงกฤช นักวิจัยอาวุโสผู้ริเริ่มโครงการได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบัวบกและ ขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่มีสมบัติเด่นในการช่วยบรรเทาการอักเสบและช่วยเรื่องการสมานแผล ทีมวิจัยจึงได้นำสมุนไพรทั้งสองชนิดมาพัฒนาและยกระดับด้วยเทคโนโลยีนาโนอิมัลชัน (nano-emulsion) เพื่อเพิ่มการซึมผ่านของตัวยาเข้าสู่เซลล์ ทำให้สารสำคัญจากบัวบกและขมิ้นชันออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น [caption id="attachment_85666" align="aligncenter" width="450"] บัวบกและขมิ้นชัน[/caption] “บัวบกมีสารสำคัญที่โดดเด่น ได้แก่ เอเชียติโคไซด์ (asiaticoside) และมาเดแคสโซไซด์ (madecassoside) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมทั้งส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ส่วนขมิ้นชันมีสารสำคัญที่โดดเด่น ได้แก่ เคอร์คิวมิน (curcumin) มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมให้แผลหายเร็วขึ้นเช่นกัน ทีมวิจัยจึงได้ประยุกต์เอาเทคโนโลยีนาโนอิมัลชันมาเพิ่มประสิทธิภาพของสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ Turrica ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และเร่งการสมานแผล โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบสเปรย์เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์ Turrica ผ่านการทดสอบฤทธิ์ในระดับเซลล์เรียบร้อยแล้ว ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาการอักเสบ และช่วยสมานแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์แมคโครฟาจ (macrophage) และเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยในการทดสอบทีมได้เลือกใช้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ที่เป็นเซลล์ของสุนัขเพื่อให้ผลที่ได้มีความใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุดด้วย” ผลิตภัณฑ์ Turrica ที่ทีมวิจัยพัฒนาสามารถผลิตด้วยเครื่องจักรมาตรฐานที่มีใช้งานทั่วไปภายในประเทศไทย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงสามารถเข้าถึงการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้สะดวก ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดอนุสิทธิบัตรสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว และวางแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น ๆ ต่อไป สพ.ญ. ดร.ปรารถนา อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น เจลทาแผล และแผ่นฟิล์มแปะแผล ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้งานให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและลักษณะการดูแลของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับสัตวแพทย์และเจ้าของสุนัข สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ Turrica ในรูปแบบสเปรย์ หรือร่วมทำวิจัยต่อเนื่องทั้งการทดสอบเชิงคลินิกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น ๆ สามารถติดต่อทีมวิจัยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ “ทีมวิจัยยังคงมองหาการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อการทำวิจัยต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดสุขภาพและการแพทย์ของสัตว์เลี้ยงซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไป” สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริการโครงสร้างพื้นฐาน (BDIS) นาโนเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7100 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
อว. ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569
วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) เวลา 07.00 น. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 149 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน จากนั้น รมว.อว. ได้นำคณะผู้บริหาร ร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพานพุ่มดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงพลังความจงรักภักดีและความสมานฉันท์ของข้าราชการไทย โอกาสนี้ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมพิธีฯ นอกจากนี้ กระทรวง อว. ได้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ประกอบด้วย การจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระฉายาลักษณ์พร้อมเครื่องราชสักการะ การประดับธงชาติไทยคู่กับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. และผ้าระบายสีขาวตามอาคารสถานที่ รวมถึงจัดให้มีการลงนามถวายพระพรชัยมงคลออนไลน์ที่หน้าเว็บไซต์กระทรวง อว. ตลอดจนเตรียมจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมกิจกรรม MHESI ITA Clinic ประจำปี 2569
โดยผู้แทนฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการร่วมกับ สำนักผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบาย แผนงานและงบประมาณ ฝ่ายพัสดุ และฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2569 ผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Cloud Meetings) จำนวน 4 ครั้ง โดยมีรายละเอียดหัวข้อการอภิปรายสำคัญ ดังนี้ ครั้งที่ 1 (วันที่ 20 เมษายน 2569) : แนวทางการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูล OIT ข้อ O11, O12, O21, O22, O25 และการแสดงข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ของหน่วยงานระดับกรม ครั้งที่ 2 (วันที่ 5 พฤษภาคม 2569) : แนวทางการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูล OIT ข้อ O2, O3, O13,O14, O17, O19, O20, O26 และการเก็บแบบวัด IIT ครั้งที่ 3 (วันที่ 19 พฤษภาคม 2569) : แนวทางการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูล OIT ข้อ O1, O4, O5, O6, O7, O8, O9, O10, O15, O16, O18, O23, O24 ครั้งที่ 4 (วันที่ 2 มิถุนายน 2569) : แนวทางการเก็บแบบวัด EIT ข้อควรระวังในการจัดทำและ เผยแพร่ข้อมูลและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลรายตัวชี้วัดการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ (OIT) แนวทางการจัดเก็บแบบวัดการรับรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (IIT) และแบบวัดการรับรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT) แก่บุคลากรผู้รับผิดชอบการประเมิน ITA ของหน่วยงาน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงาน ป.ป.ช. นายภิญโญยศ ม่วงสมมุข เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ และคณะ ให้เกียรติอภิปราย ตอบข้อซักถาม และร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของหน่วยงานอย่างใกล้ชิด
ข่าวสาร ITA
 
หยุด “วัณโรค” ด้วยนวัตกรรมตรวจหยดเลือดแบบพกพา SERS-TB
เนคเทค สวทช. ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนา SERS-TB นวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคและวัณโรคแฝง ด้วยการใช้เทคนิคขยาย "สัญญาณรามาน" จากหยดเลือด สามารถนำไปใช้ตรวจตามพื้นที่ในชุมชนได้ รู้ผลตรวจใน 30 นาที จากเดิมที่ต้องรอผลจากห้องแล็บนานถึง 2 วัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขยายผลทดสอบภาคสนามในภาคอีสาน เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เป้าหมาย "ยุติวัณโรค" ภายในปี 2578
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 1 มิ.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สุดเจ๋ง SERS-TB นวัตกรรมตรวจ "วัณโรค" รู้ไวใน 30 นาที จากเดิมรอผลแล็บ 2 วัน เนคเทค สวทช. - คณะแพทยศาสตร์ มข. พัฒนานวัตกรรมตรวจเลือดพกพาเพื่อคัดกรองวัณโรค ใช้เทคนิคขยายสัญญาณรามานจากหยดเลือด รู้ผลใน 30 นาที แม่นยำสูง พร้อมทดสอบภาคสนามที่อีสาน ตั้งเป้ายุติวัณโรคในปี 2578 .... >> อ่านต่อ สวทช. ชูบทบาท ‘Research Engine’ ร่วมเครือข่าย ‘China-BRICS SIIP’ ยกระดับวิจัยไทยสู่เวทีสากล ขานรับนโยบายรองนายกฯ ยศชนัน เดินหน้าเปลี่ยนงานวิจัยขั้นสูงสู่มูลค่าเศรษฐกิจที่จับต้องได้ พร้อมเปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ เป็น Sandbox ดึงเทคโนโลยีระดับโลก สร้างกลไกบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมข้ามพรมแดน ... >> อ่านต่อ ยกระดับวิทย์-นวัตกรรมไทย-จีน : ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. หารือ นางสาวศศรักษ์ ศะศิวณิช กงสุลใหญ่เซี่ยเหมิน ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะแสวงหาโอกาสขยายความร่วมมือวิจัย พัฒนานวัตกรรม ระหว่างไทยและภูมิภาคจีนตะวันออกเฉียงใต้  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
เปิดรับสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2027 (NMMC2027) ระดับภูมิภาค : ภาคอีสาน
NSTDA Micro-mouse contest 2027 ภาคอีสาน รายละเอียด 📢 เปิดรับสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน NSTDA Micro-Mouse Contest 2027 (NMMC2027) ระดับภูมิภาค : ภาคอีสาน 🤖 เวทีสำหรับเยาวชนที่สนใจด้านหุ่นยนต์ วิศวกรรม และนวัตกรรม ร่วมเรียนรู้ ออกแบบ และพัฒนาหุ่นยนต์ Micro-Mouse พร้อมเปิดประสบการณ์การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค ✨ ปีนี้ NMMC2027 ปรับรูปแบบการคัดเลือกใหม่ แข่งขันผ่าน “รอบภูมิภาค” เพื่อคัดเลือกทีมเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศ 📌 เปิดรับสมัคร : 1 – 15 มิถุนายน 2569 👥 ทีมละ 3 คน พร้อมอาจารย์/ผู้ดูแลทีม 1 คน 📍 สำหรับทีมจาก 20 จังหวัดภาคอีสาน 🏫 สมัครได้ทั้งในนามโรงเรียน กลุ่มบ้านเรียน หรือทีมอิสระ 📲 ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/jK13etzGP97xkcsh9  
ปฏิทินกิจกรรม
 
อว. – NIA เร่งเปลี่ยนบทบาทไทยสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์” จับมือ 32 เครือข่าย ปลดล็อกงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
กรุงเทพฯ – 29 พฤษภาคม 2569 NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยี MedTech, HealthTech และ Wellness สู่การใช้งานจริง ผ่านกลไก Regulatory Sandbox, Co-funding และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)  เป็นผู้แทน สวทช. เข้าร่วมงาน ตั้งเป้า 3 ปี ผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมเกิดมูลค่าการลงทุนและขยายตลาด 12,000 ล้านบาท เกิดมูลค่าการค้า/ส่งออกนวัตกรรมไทย 2,500 ล้านบาท และสร้างงานทักษะสูง 10,000 ตำแหน่ง ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ “Medical Innovation Hub” ของภูมิภาค และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสาธารณสุขจากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อข้ามพรมแดน และภาวะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ทำให้ทั่วโลกเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ และเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับจาก “ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)” ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางการการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัปด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมเหล่านี้ยังติดอยู่ในช่วง “Valley of Death” หรือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้งานและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน ตลอดจนสมาคมวิชาชีพ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ “การสร้างนวัตกรรม” “การทดสอบและรับรอง” ไปจนถึง “การนำไปใช้จริง” และ “การดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่” ควบคู่กับการวางกลไกสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ทั้งการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อปลดล็อกศักยภาพของแต่ละภูมิภาค การสนับสนุนกองทุนร่วมลงทุนและการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่โรงพยาบาลและผู้ใช้งานจริง ผ่านพื้นที่นำร่องควบคู่กับการเชื่อมโยงโอกาสด้านการลงทุนจากทั้งกองทุนภาครัฐ กองทุนร่วมลงทุนภาคเอกชน และนักลงทุนสถาบัน เพื่อผลักดันโครงการที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมทั้งใช้กลไกสำคัญอย่างบัญชีนวัตกรรมไทย การสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) การพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย และ Regulatory Sandbox เพื่อเร่งให้การพัฒนานวัตกรรมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย และต่อยอดผลงานวิจัยสู่มูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงการ แต่คือการสร้างความหวังใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุขของประเทศทั้งด้านการรักษาและการดูแลสุขภาพ โดยในมิติเศรษฐกิจ หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สร้างธุรกิจมูลค่าสูง การจ้างงานทักษะสูง และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก สำหรับมิติสาธารณสุข ยกระดับคุณภาพการรักษา ลดภาระบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ เสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศ รวมถึงมิติสุขภาพเชิงป้องกันและสุขภาพเชิงรุก (Wellness) ที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาว และต่อยอดศักยภาพของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานในระยะ 3 ปี ได้แก่ 1) การผลักดันให้เกิดโครงการนำร่องไม่น้อยกว่า 10 โครงการ และเครือข่ายสถานพยาบาลนำร่องไม่น้อยกว่า 20 แห่งภายในปีแรก เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ 2) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดเวลาเฉลี่ยในการรอรับบริการของผู้ป่วยลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายใน 2 ปี และ 3) การบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านการแพทย์และสุขภาพไม่น้อยกว่า 20 ทีม และร่วมกันพัฒนามาตรฐาน แนวปฏิบัติ หรือแนวทางกำกับดูแลใหม่ เพื่อรองรับเทคโนโลยีช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวง อว. เชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในระดับสากล แต่ที่ผ่านมานวัตกรรมจำนวนมากหยุดอยู่เพียงระดับต้นแบบจากโจทย์ความท้าทาย ทั้งด้านการทดสอบมาตรฐาน การขึ้นทะเบียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง MedTech, HealthTech และ Wellness ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ดังนั้น NIA จึงมุ่งเน้นการเชื่อมต่อโอกาสการสนับสนุนทุนสมทบ (Co-funding) ร่วมกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และองค์กรธุรกิจ (CVC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยมีสายป่านทางธุรกิจที่แข็งแรง สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง นอกจากเงินทุนแล้ว NIA ยังได้ผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน "ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์" เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้อง และสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ ภายใต้ ‘โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน’ จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม’ เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว” ทั้งนี้ “โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน” NIA ได้รับความร่วมมือจาก 32 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน และสมาคมและองค์กรภาคเอกชน ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ชีวาศรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมเฮลท์เทคไทย และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดงาน “Green Organization Day & วันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569” เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว พร้อมแบ่งปันเพื่อสังคม
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร. กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน และผู้เข้าร่วมงานร่วมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในงาน นอกจากนี้ ดร. จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงการดำเนิน “กิจกรรม ขยะรักษ์โลก & แบ่งปันเพื่อผู้พิการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนและการเกื้อกูลสังคม พร้อมทั้งกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารและพนักงานจากบริษัทภาคเอกชน อาทิ บริษัท เอฟ ดี ไอ แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ แอดไวซอรี่ จำกัด, RT-Consulting Co., Ltd. (Owner Sparklo Project), บริษัท โนวา กรีน เพาเวอร์ ซิสเท็ม จำกัด, บริษัท ไลอ้อน จำกัด, เวทโปรดักส์ กรุ๊ป, บริษัท เจนซายน์ รีเสิร์ช จำกัด,มูลนิธิคอนเซ็พท์เพื่อสุขภาพและการวางแผนครอบครัว และสมาชิกประชาคม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยที่มาร่วมผนึกกำลังในครั้งนี้ นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านบูทนิทรรศการแล้ว คณะผู้บริหาร พนักงาน สวทช. และตัวแทนจากภาคเอกชน ได้ร่วมกันรับแจกต้นกล้า และร่วมใจกันปลูกต้นไม้ ณ บริเวณแปลงดิน ด้านหน้าอาคาร 12 (สราญวิทย์) เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน สวทช. มุ่งหวังว่าการจัดงานในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้บุคลากร รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เกิดความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสร้างประโยชน์คืนสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ขยายบทบาทไทยในความร่วมมือระดับโลก ร่วมแสดงวิสัยทัศน์พัฒนากลไก ‘Cross-border Incubation’ ดันศักยภาพ ‘Research Engine’ เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม Global South สู่ตลาดอาเซียน
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน - ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์และบรรยายพิเศษในการประชุมเสวนาโต๊ะกลมระดับสูงหัวข้อ "Integrating Technological and Industrial Innovation: A Collaborative Path for Cross-border Incubation among BRICS Countries" ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบการบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมร่วมกันในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่กระจายศูนย์และมุ่งส่งเสริมให้กลุ่มประเทศ Global South สามารถกำหนดทิศทางและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน สวทช. ได้มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ Research and Innovation as a Driver for Economy เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยขั้นสูงจากห้องปฏิบัติการไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้จริง และผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง "กลไกความน่าเชื่อถือ" (Trust Mechanism) และกรอบการทำงานที่โปร่งใส เพื่อประสานนโยบายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานจริง (Lab-to-Market) โดยเฉพาะในกลุ่มนวัตกรรมเกษตร อาหาร สุขภาพและการแพทย์ ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่และสตาร์ตอัป ผ่านแพลตฟอร์มการจับคู่ธุรกิจและการเข้าถึงตลาดทุน เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ สวทช. ได้เสนอแนวทางการประสานนโยบายและพัฒนากลไกร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยการตั้งคณะทำงานร่วมและการวางกรอบแนวปฏิบัติที่ชัดเจนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักวิจัยและผู้ประกอบการในการเคลื่อนย้ายถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาเทคโนโลยีเป้าหมายที่สอดคล้องกับโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเมืองเซี่ยเหมิน ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ วัสดุขั้นสูง การแพทย์แห่งอนาคต เกษตรกรรมและความยั่งยืน ตลอดจนกลไกการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งแนวทางเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโปรแกรมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของไทย นอกจากนี้ สวทช. ยังมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงลึกในมิติการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและนักวิจัยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการของทั้งสองฝ่ายร่วมกันเพื่อลดระยะเวลาในการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มสนับสนุนอย่างอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในการเป็นพื้นที่ทดสอบและบ่มเพาะธุรกิจร่วม ควบคู่ไปกับกระบวนการเคลื่อนย้ายบุคลากรผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทูตนวัตกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกที่นำสู่ทางลัดทางธุรกิจและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงตลาดกลุ่มประเทศ BRICS และในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียน หรือ ASEAN Gateway ในการต้อนรับพันธมิตรและนักลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านกลไกการประสานงานทำงานร่วมกันและการจับคู่แบบตัวต่อตัว จัดทำบัญชีรายการเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน เพื่อนำมาใช้จับคู่แบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างตัวนักวิจัยกับภาคธุรกิจ/ผู้ประกอบการเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมและตอบโจทย์บริบทของประเทศ การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นใน 4 ทิศทางหลัก ได้แก่ การประสานงานด้านนโยบาย การร่วมกันสร้างแพลตฟอร์ม การแลกเปลี่ยนบุคลากร และการเชื่อมโยงด้านเงินทุน ซึ่งนวัตกรรมและการบ่มเพาะธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้โครงการสำเร็จเท่านั้น แต่ต้องสามารถเปลี่ยนโครงการให้เป็นอุตสาหกรรม และเปลี่ยนอุตสาหกรรมให้เป็น GDP โดยทุกฝ่ายต้องสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เพราะหากไม่มีผลกำไร ความร่วมมือก็จะไม่สามารถคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเยาวชนและบ่มเพาะบุคลากร สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ จะช่วยให้เยาวชนก้าวข้ามขีดจำกัด เติบโตบนเวทีระดับสากล และยกระดับวิสัยทัศน์ในอาชีพได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินงานด้านการทูตวิทยาศาสตร์ หรือ Science Diplomacy ที่เปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระดับแนวหน้าให้กลายเป็นความเชื่อมั่นในระยะยาว ตลอดจนพัฒนาไปสู่โครงการอุตสาหกรรมและโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่ง สวทช. มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อบ่มเพาะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจีน-BRICS เพื่อร่วมกันกำหนดกติกาใหม่และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปิดกว้าง เท่าเทียม และนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ Global South อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วม “จุดประกายความคิดนวัตกร! จาก ไอเดีย สู่นวัตกรรมที่ยั่งยืน”
วันที่29 พฤษภาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมจัดกิจกรรมและบรรยายพิเศษในงาน CRA THINK SHARE : INNOVATIONS & INVENTIONS FORUM 2026 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวางรากฐานสู่ประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” พร้อมกันนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ ปั้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมแนวคิดด้านนวัตกรรมแก่เยาวชนและผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกวดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายจำนวน 18 ทีม สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยในการพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์