หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
Single Molecule Protein Sequencing 2026
🔬 What if we could read proteins one molecule at a time? Single Molecule Protein Sequencing is emerging as one of the most exciting frontier technologies in life sciences, offering unprecedented insights into proteins at the single-molecule level. Unlike conventional approaches that analyze averaged signals from millions of molecules, this breakthrough technology enables researchers to uncover subtle molecular variations that may hold the key to understanding disease mechanisms, identifying novel biomarkers, and advancing the future of precision medicine. 🔥Join leading scientists, researchers, and innovators at SMPS 2026 to explore the latest developments, challenges, and opportunities in this rapidly evolving field. 🧪 Register now and be part of the next frontier in protein science: https://smps2026.nstda.or.th/ 📅 16–20 November 2026 📍 Phuket, Thailand 📌 Important deadlines Abstract submission deadline: 15 June 2026 Early bird registration deadline: 31 July 2026 Regular registration deadline: 30 September 2026   Hosted by NANOTEC, NSTDA (Thailand), in collaboration with ICCAS (China) and Sichuan University (China)
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการประชุมหารือและติดตามการดำเนินการโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี 2569
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นางสาวกัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานการประชุมหารือและติดตามการดำเนินการโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี 2569 พร้อมด้วย นายปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้เข้าร่วมดำเนินการได้แก่ ผู้แทนฝ่ายกลยุทธ์บุคคลและพัฒนาองค์กร ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการร่วมกับ สำนักผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบาย แผนงานและงบประมาณ ฝ่ายพัสดุ และฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวทางและกรอบระยะเวลาการประเมินที่ สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด พร้อมทั้งร่วมกันวิเคราะห์หลักเกณฑ์ ตลอดจนร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรการฯ ที่กำหนดไว้ให้มีผลเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
ข่าวสาร ITA
 
AI for University นำร่องแล้วด้วย ABDUL Uni แพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์แบบเฉพาะบุคคล พร้อมครูผู้ช่วยที่เป็น AI
สรุปใจความสำคัญ AI for University คือ โครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาให้แก่อาจารย์ระดับอุดมศึกษาและเทียบเท่า ที่จัดโดย เนคเทค สวทช. กระทรวง อว. โดยการสนับสนุนจาก สป.อว. และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศไทย ABDUL Uni (อับดุล ยูนิ) คือ แพลตฟอร์มนำร่องของโครงการ AI for University ที่เนคเทค สวทช. และพันธมิตรพัฒนาขึ้น เพื่อให้อาจารย์เข้าถึงแพลตฟอร์มการใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่ทำได้ง่ายและสะดวก ช่วยปลดล็อกปัญหาคอขวดทั้งด้านทักษะการใช้งาน และค่าบริการ AI ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์ (e-Learning) แบบเฉพาะบุคคล (adaptive learning) ที่สามารถสร้าง AI Agent เป็นผู้ช่วยสอนหรือ AI Tutor ตามโจทย์การเรียนรู้รายวิชาและเป้าหมายการพัฒนาทักษะผู้เรียนได้ ตั้งแต่ปี 2568 มีการจัดกิจกรรม AI for University นำร่องแล้วใน 5 ภูมิภาค มีอาจารย์เข้าร่วมแล้วกว่า 600 คน โดยอาจารย์ที่เข้าร่วมสะท้อนว่า ได้รับความรู้และแนวทางการประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำไปต่อยอดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสร้าง AI Agent ให้เหมาะกับรายวิชาได้มากขึ้น ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นักศึกษาใช้ค้นคว้าข้อมูล สรุปเนื้อหา ไปจนถึงทำวิจัย อาจารย์ผู้สอนจึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้ทันกับยุคสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดกระบวนการสอน และสร้างรากฐานการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเหมาะสมให้แก่นักศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการ “AI for University” เพื่อฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้แก่อาจารย์ โดยนำร่องด้วย ABDUL Uni (อับดุล ยูนิ) แพลตฟอร์มจัดการเรียนออนไลน์แบบเฉพาะบุคคล พร้อมครูผู้ช่วยที่เป็น AI ทั้งนี้ในการดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากสำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศไทย AI for University นำร่องแล้วด้วย ABDUL Uni AI for University เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจาก สป.อว. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานด้านการออกนโยบายการศึกษา ต้องการให้อาจารย์และนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาเข้าถึงการใช้ประโยชน์ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม [caption id="attachment_85749" align="aligncenter" width="750"] ชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช.[/caption] ชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ เนคเทค สวทช. ผู้ดำเนินงานหลักโครงการ AI for University เล่าว่า ปัจจุบันแม้ AI จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคนแล้ว แต่การจะนำ AI มาใช้ยกระดับการจัดกระบวนการสอนอาจยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอาจารย์ทุกคน เพราะนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่อาจต้องแบกรับ การต้องเร่งเรียนรู้ฟังก์ชันการทำงาน และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับรูปแบบการเรียนการสอนที่มีอยู่เดิม ก็เป็นอุปสรรคสำคัญของการนำ AI ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ “เพื่อช่วยลดปัญหาดังกล่าว ทีมได้นำความเชี่ยวชาญด้าน AI มาพัฒนา ABDUL Uni แพลตฟอร์มสำหรับให้อาจารย์ใช้สร้างพื้นที่เรียนออนไลน์ในรูปแบบ e-learning ให้แก่นักศึกษา โดยมีฟังก์ชันสร้าง AI Agent หรือผู้ช่วยสอนที่เป็น AI สำหรับใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยในแพลตฟอร์มนี้จะเรียกว่า AI Tutor ทั้งนี้หน้าที่สำคัญของ ABDUL Uni คือการเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกเวลาด้วยตัวเองอย่างสะดวกจากทุกที่ ทุกเวลา และใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเสริมภายในชั้นเรียนได้ด้วย” ไม่เพียงแต่พัฒนาแพลตฟอร์ม ที่ผ่านมาทีมวิจัยยังได้ขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีผ่านอบรมเชิงปฏิบัติการ “การประยุกต์ใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” ให้แก่อาจารย์จากสถาบันแล้ว 5 ภูมิภาค รวมแล้วกว่า 600 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2568–2569 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สป.อว. ABDUL Uni ใช้งานง่าย ได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบ ABDUL Uni เป็นเครื่องมือให้อาจารย์ประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นทุกเครื่องมือจึงผ่านการออกแบบมาให้เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชันหลักคล้ายกับเครื่องมือที่อาจารย์และนักศึกษาใช้งานกันอยู่ทั่วไป เช่น Google Classroom, ChatGPT, Gemini ชัชวาล อธิบายการใช้งานว่า อาจารย์จะเริ่มจากการสร้างห้องเรียน นำเข้าสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ และสร้าง AI Tutor เพื่อทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยภายในห้องเรียน ขณะที่นักศึกษาจะสนทนากับ AI Tutor ได้ในรูปแบบเดียวกับการใช้งานระบบ Generative AI (AI รู้สร้าง) ทั่วไป แต่จุดที่แตกต่างออกไป คือ อาจารย์กำหนดขอบเขตการทำงานของ AI ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ เช่น เป็นผู้ช่วยสอนที่ช่วยทบทวนบทเรียนที่กำหนดและทดสอบความเข้าใจแบบเฉพาะบุคคลอิงตามระดับทักษะของผู้เรียน เป็นครูสอนภาษาต่างชาติที่ช่วยฝึกเรื่องการสื่อสารในประเด็นที่กำหนด เป็นบุคคลสมมติให้นักศึกษาฝึกสัมภาษณ์เก็บข้อมูลเชิงลึก โดยอาจารย์เข้าถึงการสนทนาของนักศึกษาทุกคนที่เข้าเรียนเพื่อเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาได้ “แม้การสร้าง AI Tutor จะใช้การเขียนพรอมต์ (prompt) ด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารทั่วไปไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่ความท้าทายที่อาจารย์ต้องเผชิญคือ การเขียน prompt เพื่อกำหนดบทบาทของ AI Tutor ให้มีความชัดเจนและเหมาะสม เพื่อให้ AI Tutor ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรายวิชาและลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล รวมถึงสอดคล้องกับหลัก Bloom’s Taxonomy ที่ว่าด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ตั้งแต่ระดับการจดจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมิน ไปจนถึงการสร้างสรรค์ ในทุกขั้นตอนของการสร้างห้องเรียนและ AI Tutor จึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของโครงการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด” การฝึกฝนอย่างหนักตลอดการอบรมในโครงการนี้จะเป็นทักษะสำคัญให้อาจารย์ต่อยอดไปใช้กับเครื่องมือ Generative AI อื่น ๆ ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะแพลตฟอร์ม ABDUL Uni เท่านั้น ชัชวาล อธิบายต่อว่า ระบบยังมีแดชบอร์ดสำหรับแสดงข้อมูลการใช้งานในห้องเรียนในรูปแบบสถิติภาพรวม เช่น จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนรู้ภายในห้องเรียน จำนวนการใช้งาน AI Tutor ด้านต่าง ๆ รวมถึงยังเปิดให้อาจารย์เข้าถึงข้อมูลบทสนทนาระหว่างนักศึกษากับ AI Tutor เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และนำไปปรับกิจกรรมหรือรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไปได้ เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการ จากการดำเนินโครงการ AI for University ใน 5 ภูมิภาค อาจารย์ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนตรงกันว่า AI คือ เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั่วโลก อาจารย์ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้โดยนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ และการพัฒนากำลังคน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกปัญหาที่อาจารย์กำลังเผชิญได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญอย่างทันท่วงทีด้วย ดร.อานันท์ สีห์พิทักษ์เกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนภาพการเข้ามาของ Generative AI ว่า กำลังเปลี่ยนบริบทการเรียนการสอนทั่วโลกอย่างชัดเจน อาจารย์จำเป็นต้องปรับแนวทางการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้ AI เป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะหากยังคงใช้รูปแบบการสอนเดิม อาจทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน “การจะขับเคลื่อนการใช้ AI จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบร่วมกันแบบ 3P ได้แก่ ‘Platform’ แพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการใช้งาน ‘People’ บุคลากรที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพให้นำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้จริง และ ‘Policy’ นโยบายที่มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการนำไปใช้งานอย่างเหมาะสม โครงการ AI for University และแพลตฟอร์ม ABDUL Uni คือ สิ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในทุกมิติ ทั้งการสนับสนุนเครื่องมือ การพัฒนาทักษะของอาจารย์ และอีกหนึ่งปัจจัยคือการสนับสนุนด้านนโยบายซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน” ผศ.กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย หัวหน้าสาขาวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล เสริมว่า AI เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยเฉพาะการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตามนักศึกษาต้องตระหนักว่าบทบาทของ AI คือ เครื่องมือสนับสนุนไม่ใช่แหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ทั้งหมด ดังนั้นในมุมของผู้สอนจึงมองว่า ABDUL Uni คือหนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามาตอบโจทย์เรื่องการออกแบบการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ ต่อยอด ตรวจสอบ วิพากษ์ และการสรุปผล ซึ่งจำเป็นต่อทั้งการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต ปัจจุบันคณะทำงานโครงการ AI for University ยังคงเดินหน้าขยายการดำเนินงานทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากรทางการศึกษา การขยายความสามารถในการรองรับจำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์ม รวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีและหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะเดินต่อไปอย่างยั่งยืนไม่ได้หากขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญสุดของโครงการคือ การเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตไปเป็นผู้กำหนดทิศทางขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สำหรับอาจารย์ที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ติดต่อได้ที่ abdul-uni@nectec.or.th หรือติดตามการเปิดรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก AI Thailand Community เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช.
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหาร ป.ป.ส. ประชุมหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพและ AI เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) นำโดย นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหาร สวทช. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ มาตรฐานการวิเคราะห์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) มุ่งหวังนำนวัตกรรมไปสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. กล่าวต้อนรับ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โอกาสนี้ คณะนักวิจัย สวทช. ได้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่สำคัญเพื่อต่อยอดภารกิจของ ป.ป.ส. ได้แก่: แพลตฟอร์ม AgriNEXT: เทคโนโลยีการพัฒนาระบบการผลิตพืชที่มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูงสำหรับการผลิตพืชสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ นำเสนอโดย ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร BIOTEC การบริการศูนย์ชีววัสดุประเทศไทยและแพลตฟอร์มบริการชีววัสดุ: นำเสนอโดย ดร.ชาญวิทย์ สุริยฉัตรกุล หัวหน้าทีมวิจัยความหลากหลายและการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ BIOTEC แพลตฟอร์มเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและเคมีสังเคราะห์: มุ่งเน้นการพัฒนาสารออกฤทธิ์และสารเคมีมูลค่าสูง นำเสนอโดย ดร.ธริดาพร บัวเจริญ และ ดร.ชะวะนี ทองพันชั่ง นักวิจัยทีมวิจัยเคมีอินทรีย์ชีวภาพ BIOTEC นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร ป.ป.ส. ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมงานวิจัยและห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีที่พร้อมตอบสนองการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย: การเยี่ยมชมธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT) เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านคลังทรัพยากรชีวภาพด้านพืช นำโดย ดร.ปัญญาวุฒิ อัมพุชินทร์ การเยี่ยมชมนวัตกรรมชิปขยายสัญญาณรามาน (Raman Spectroscopy) และเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) บรรยายโดย ดร.ศักย์ศรณ์ ลิ้มวิเชียร และ ดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย การเยี่ยมชมศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center: NOC) เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านฐานข้อมูลและงานวิจัยจีโนม โปรตีโอมิกส์และเมตาโบโลมิกส์ โดย ดร.ปัณฑิตา เรืองอารีย์รัชต์ ดร.ชุติกานต์ บุตรกินรี  และ คุณยอดยิ่ง ยิ่งชูตระกูล เป็นผู้นำชม การเยี่ยมชมและประชุมหารือในครั้งนี้ ปิดท้ายด้วยการหารือและสรุปแนวทางร่วมกัน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานภาครัฐ อันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มาตรฐานการวิเคราะห์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับภารกิจระดับชาติในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป ประมวลภาพการประชุมและเข้าเยี่ยมชม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
“อ.เชน – ยศชนัน” ลงพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ จ. สงขลา ลั่นต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกันเพื่อบ่มเพาะธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่ระดับยูนิคอร์น
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ. สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ นักวิจัย ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โอกาสนี้ ดร. วิรัลดา ภูตะคาม รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค สวทช.) และผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์ ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลงานเด่นในพื้นที่ภาคใต้ “เทคโนโลยีโอมิกส์พัฒนาพันธุกรรมปะการัง ทนร้อน-ฟื้นฟูภัยพิบัติทางทะเล” ให้คณะผู้บริหารและมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ได้รับทราบ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเครือข่าย 5 โซน และหน่วยงานพันธมิตรภายใต้กระทรวง อว. อาทิ โซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อการพัฒนาภูมิภาค โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ โซน Startup จากนักศึกษา โซน Halal Gateway และโซนนวัตกรรมเพื่อชุมชน โดยมีผลงานนวัตกรรมที่มีการนำไปใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนอุตสาหกรรม และระดับประเทศ มาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพนวัตกรรมไทยที่พร้อมก้าวไกลไปทัดเทียมผลงานในระดับนานาชาติ   ในส่วนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์โอมิกส์ (NOC) ภายใต้ไบโอเทค สวทช. ได้จัดแสดงผลงานวิจัยระดับแนวหน้าในโครงการ “การประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยด้วยเทคโนโลยีโอมิกส์เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีโอมิกส์ (Omics) เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน โดยทีมวิจัยได้ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและการตอบสนองต่อการเพิ่มอุณหภูมิน้ำทะเลของปะการัง ผ่านการสกัดดีเอ็นเอ เพื่อประเมินโครงสร้างทางพันธุกรรม และเจาะลึกไปถึงการศึกษาการแสดงออกของยีน ระหว่างสภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นเทียบกับสภาวะปกติ วิธีนี้ทำให้สามารถเปรียบเทียบและค้นหาปะการังโคโลนีที่ "ทนร้อน" (Heat tolerant) และแยกแยะกลุ่มที่ฟอกขาวรุนแรง (Heat sensitive) ได้อย่างแม่นยำ องค์ความรู้จากเครื่องหมายโมเลกุลในงานวิจัยนี้ ช่วยให้ทีมวิจัยสามารถคัดเลือกปะการังสายพันธุ์ที่แข็งแรงและทนร้อนมาขยายพันธุ์ เพื่อนำไปย้ายปลูกกลับสู่ท้องทะเลในการฟื้นฟูแนวปะการังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการยังได้สร้าง ฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมปะการังไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของแนวปะการังต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล และสร้างความมั่นคงในเรื่องแหล่งอาหารและรายได้ให้กับชุมชนประมงชายฝั่งได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ว่าความสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ คือระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้คนไทยได้เห็นถึงศักยภาพและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสำคัญคือการสร้าง "พื้นที่" ที่เอื้อต่อการเติบโต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หลอมรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักวิจัยให้มาใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ เราต้องเปิดกว้างรับคนเก่งจากทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ หรือสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้เข้ามาเป็น Content Creator เพื่อผสมผสานความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ซึ่งนี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะบ่มเพาะธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้อย่างแท้จริง ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงและวิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน จ.สงขลา ทำให้เรายิ่งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานอนาคตของประเทศ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากต้นน้ำในรั้วมหาวิทยาลัย มาสู่การบ่มเพาะธุรกิจในระดับกลางน้ำให้กับกลุ่มนักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งไม้ต่อให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในระดับปลายน้ำ สามารถนำไปขยายผลและผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตแข่งขันได้ในเวทีโลก "การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ เราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม 'เศรษฐกิจเวลเนส' (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ 'เศรษฐกิจฮาลาล' ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น การผลิตพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามฉุกเฉินและเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เราได้ส่งเสริมวิทยาการสมัยใหม่ระดับแนวหน้าอย่าง 'จีโนมิกส์' (Genomics) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เพราะเรามีระบบนิเวศที่พร้อมรองรับ ทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Technology) โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป" ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 8 มิ.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569เวที IASP 2026 ดัน ‘อุทยานวิทยาศาสตร์ไทย’ เป็นประตูสู่นวัตกรรมแห่งอาเซียน        สวทช. ประกาศความพร้อม ปลุก 'สตาร์ตอัป' -นักลงทุนทั่วโลก ปักหมุดใช้ไทยเป็น ‘Soft Landing Platform’ พร้อมมุ่งใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับ SMEs ไทย .... >> อ่านต่อคิกออฟ "ABDUL Uni" พลิกโฉมห้องเรียนไทย สู่ Personalized Learning        อว. - เนคเทค สวทช. เปิดตัว ABDUL Uni Platform ช่วยผู้สอนออกแบบ “AI Tutor” ตอบโจทย์ตามรายวิชา ติดตามความก้าวหน้าผู้เรียนรายบุคคล พร้อมจัดการห้องเรียนครบวงจร นำร่อง 20 มหาลัย ปั้นโมเดลต้นแบบขยายผลทั่วประเทศ ... >> อ่านต่อนวัตกรรมการแพทย์สู่เชิงพาณิชย์ : รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผอ.เอ็มเทค สวทช. จับมือ NIA และ 32 ภาคี ปลดล็อกวิจัยการแพทย์ไทย (MedTech) จากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์ ตั้งเป้า 3 ปี ขับเคลื่อนระบบนิเวศครบวงจร ดันมูลค่าลงทุนและขยายตลาดสู่ 1.2 หมื่นล้านบาท ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ภูมิภาค ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” พร้อมพระราชทาน เกียรติบัตรแก่ คณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ 8 ราย เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 4 ราย และผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯจำนวน 29 รายเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ก่อนมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสนี้ ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุด “สู่ขวัญข้าว เชิญแม่โพสพ คืนนา สืบสานพระราชปณิธาน” ซึ่งจัดแสดงโดยศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก และเยาวชนกลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอรรคฮาตสี พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านข้าวของกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ณ แปลงนาสาธิต ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่ พร้อมเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดาชาวนา การแข่งขันทำหุ่นไล่กา และการแสดงมินิคอนเสิร์ต อีกทั้งมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI
(วันที่ 5 มิถุนายน 2569) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ปี 2569” (AI-Driven Higher Education Platform) เพื่อมุ่งต่อยอดความสำเร็จด้านความตระหนักรู้ สู่การ “ขับเคลื่อนการใช้งานจริง” ทั่วประเทศ ยกระดับอุดมศึกษาไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ทั้งในการผลิตกำลังคน การวิจัย และการประยุกต์ใช้อย่างมีจริยธรรม โดยได้ออก แนวปฏิบัติกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ฯ พ.ศ. 2568 เป็นกรอบสำคัญ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้ ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้ประเทศ "ในปีนี้ กระทรวง อว. คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการเรียนสอน การพัฒนาหลักสูตร ไปจนถึงการบริหารข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและสร้างต้นแบบระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง" ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าว แพลตฟอร์ม ABDUL Uni นวัตกรรมสัญชาติไทย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญ ว่า Generative AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของภาคการศึกษาอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นการเข้าถึงข้อมูล ไปสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เนคเทค สวทช. โดยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านการศึกษาชื่อว่า ‘ABDUL Uni Platform’ ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทรงพลังให้กับมหาวิทยาลัยไทย "แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่พัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนสามารถออกแบบ “AI Tutor” ที่จำเพาะเจาะจงตอบโจทย์ตามรายวิชา สามารถดูแลและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงจัดการห้องเรียนแบบครบวงจร ตั้งแต่มอบหมายงาน ตรวจประเมินผล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของอาจารย์แล้ว ยังสร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนผู้เรียน" ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้โครงการในปี 2569 นี้ เป็นการต่อยอดแบบก้าวกระโดดจากโครงการสร้างความตระหนักรู้ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์เดิมพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือครุศาสตร์ ต่างสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้จริง ไม่จำกัดเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเรียนการสอนอย่างมีธรรมาภิบาล ผ่านการสนับสนุนโควต้าการใช้งาน AI จากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนการสร้างทีมเทคนิคประจำสถาบัน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารของทั้ง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง จะเป็นพลังสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า AI สามารถยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน ภายในงานมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานของโครงการ และชี้แจงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (หัวหน้าโครงการ) และการแนะนำและทำความรู้จักกับแพลตฟอร์ม ABDUL Uni Platform โดย นายชัชวาล สังคีตตระการ และทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ทั้งนี้โครงการดังกล่าว กระทรวง อว. และ เนคเทค สวทช. คาดหวังให้เกิดการปฏิรูประบบนิเวศการศึกษาไทยที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยผลลัพธ์จาก 20 มหาวิทยาลัยนำร่องในครั้งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว และโมเดลต้นแบบในการกระจายองค์ความรู้ รวมถึงขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กกพ. จับมือ สวทช. เปิดตัว “ERCvoice” ยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน สร้างช่องทางรับเรื่องร้องเรียนด้านไฟฟ้า สู่ยุคดิจิทัล แจ้งไว โปร่งใสติดตามผลได้แบบเรียลไทม์
(วันที่ 5 มิถุนายน 2569) ที่ห้องประชุม Tailor Hall  โรงแรมเดอ ไพรม์ รางน้ำ เขตราชเทวี กทม. : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้พลังงาน พัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนด้านไฟฟ้าผ่าน Line Official “กกพ. รับแจ้งปัญหา” หรือ “@ERCvoice” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการไฟฟ้าและปัญหาด้านผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ ผ่านโทรศัพท์มือถือ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวถูกออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีที่ถอดแบบจากระบบ Traffy Fondue โดยเน้นความง่ายในการแจ้งปัญหา ส่งรูปภาพ ระบุตำแหน่ง และติดตามผลการดำเนินงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับเรื่องและประสานการแก้ไขได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้หลากหลายประเภท อาทิ ไฟฟ้าดับ ไฟตก งดจ่ายไฟ มิเตอร์ไฟฟ้าผิดปกติ หม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหา เหตุฉุกเฉินที่กระทบต่อการใช้ไฟฟ้า รวมถึงเรื่องร้องเรียนผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงาน เช่น น้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน กลิ่นรบกวน หรือกากของเสียจากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนโดยตรง ในส่วนของการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่ เรื่องแจ้งถูกส่งเข้าสู่หน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง ทำให้สามารถจัดการเรื่องแจ้งต่างๆ ติดตาม ตรวจสอบ ได้อย่างรวดเร็วผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือและเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนมีความเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายในอนาคต นายวรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความสะดวกในการแจ้งปัญหาแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดูสถิติและภาพรวมเรื่องร้องเรียน เรื่องแจ้งไฟตก ไฟดับ และสถานะการดำเนินงานต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ https://fondue.traffy.in.th/ercvoice ซึ่งแสดงผลข้อมูลในรูปแบบพิกัด (Marker) และแผนที่ความร้อน (Heat map) เพื่อให้เห็นภาพรวมปัญหาด้านพลังงานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน การเปิดตัว ERCvoice ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ สำนักงาน กกพ. ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที เพียงเพิ่มเพื่อน “กกพ. รับแจ้งปัญหา” ใน LINE ค้นหา ID: @ERCvoice หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ กกพ. ด้าน ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือนี้ เกิดจากความตั้งใจของ กกพ. ที่ต้องการยกระดับการให้บริการประชาชนและเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสร้างกระบวนการแก้ปัญหาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน “สวทช. มุ่งมั่นดำเนินบทบาทในการเป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ (Research Engine) เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐรวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สำหรับโครงการนี้ ทีมวิจัย สวทช. ได้นำเทคโนโลยีแกนหลักของ Traffy Fondue มาบูรณาการร่วมกับ กกพ. จนเกิดเป็นระบบ LINE Chatbot @ercvoice ที่มีระบบหลังบ้านแยกตามกลุ่มผู้ใช้งาน เพื่อการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนา ERC Dashboard แสดงสถิติเรียลไทม์ แผนที่ความร้อน (Heat map) ปัญหาไฟตก-ไฟดับ และเชื่อมโยงกรอบเวลามาตรฐาน (SLA) ช่วยให้ กกพ. ติดตามและส่งต่อปัญหาได้อย่างแม่นยำ” ดร.กัลยากล่าว อย่างไรก็ตามแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันรับเรื่องร้องเรียน แต่เป็น “สะพาน” เชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยสร้างสังคมแห่งการมีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเสียงสะท้อนจากชุมชนจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดูสถิติ ภาพรวมเรื่องร้องเรียน และสถานะการดำเนินงานต่างๆ ในรูปแบบพิกัด (Marker) ได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ (https://fondue.traffy.in.th/ercvoice) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเริ่มใช้งานระบบได้ทันที เพียงเพิ่มเพื่อนใน LINE ค้นหา ID: @ERCvoice
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
MTEC สวทช. นำ ‘น้องทันตะ’ AI คัดกรองฟันผุจากภาพถ่ายมือถือ โชว์ศักยภาพเทคโนโลยีสุขภาพชุมชนบนเวที Thailand Healthcare 2026
กรุงเทพฯ, 4 มิถุนายน 2569 — ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัวผลงานวิจัย ‘น้องทันตะ’ บนเวทีแถลงข่าวงาน Thailand Healthcare 2026: Longevity ‘อยู่ดี แฮปปี้นาน’ ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ MTEC ขึ้นเวทีร่วมแถลงข่าวพร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรด้านสุขภาพชั้นนำของประเทศ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการคัดกรองสุขภาพช่องปากในระดับชุมชนทั่วประเทศ ‘น้องทันตะ’ คืออะไร ‘น้องทันตะ’ คือนวัตกรรมระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยนักวิชาการสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ดูแลในชุมชน ให้สามารถคัดกรองโรคฟันผุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพียงใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพในช่องปาก ระบบจะวิเคราะห์และแจ้งผลการคัดกรองเบื้องต้นทันที ที่สามารถลดภาระงานของทันตแพทย์ในขั้นตอนการคัดกรองครั้งแรก นวัตกรรมนี้พัฒนาขึ้นจากการวิจัยร่วมกันระหว่าง MTEC สวทช. และสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มุ่งเป้าแก้ปัญหาความขาดแคลนทันตแพทย์ระดับปฐมภูมิและการเข้าถึงบริการทันตกรรมในระดับชุมชน ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมขึ้นเวทีแถลงข่าวในฐานะผู้แทน MTEC สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. และผู้แทนโรงพยาบาลชั้นนำอีกหลายแห่ง โดยการแถลงข่าวจัดขึ้น ณ The Mitr-ting Room ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 การที่ MTEC สวทช. ได้รับเชิญขึ้นเวทีงานสุขภาพระดับชาติครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทที่เข้มแข็งของหน่วยงานวิจัยไทยในการต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และตอกย้ำศักยภาพของ AI ไทยในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม “น้องทันตะเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยที่พัฒนาให้ตอบนโยบายสาธารณสุขของประเทศออกสู่การใช้งานจริงในภาคสาธารณสุข เทคโนโลยีนี้ช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิ อย่าง รพ.สต. สามารถคัดกรองโรคฟันผุได้เบื้องต้น และให้คำแนะนำต่อเพื่อลดภาระงานของทันตแพทย์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ระบบสาธารณสุขเชิงป้องกันอย่างทั่วถึง” — ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ MTEC สวทช. นวัตกรรมที่จัดแสดงในงาน: น้องทันตะ และ Dent Detect MTEC สวทช. นำผลงานวิจัยด้านทันตกรรม 2 ผลงานสำคัญมาจัดแสดงภายในงาน Thailand Healthcare 2026 • น้องทันตะ: ระบบ AI ช่วยคัดกรองโรคฟันผุจากภาพถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เหมาะสำหรับใช้งานโดย อสม. นักวิชาการสาธารณสุข และผู้ดูแลในระดับชุมชน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถรับการคัดกรองเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว • Dent Detect: ระบบช่วยทันตแพทย์วิเคราะห์ภาพฟิล์มเอกซเรย์ด้วย AI เพื่อคัดกรองโรคฟันผุ รอยโรครอบปลายรากฟัน และโรคปริทันต์ เพิ่มความแม่นยำและลดเวลาในการวินิจฉัย สนับสนุนการทำงานของทันตแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายในงานยังมีกิจกรรมตรวจเช็กสุขภาพช่องปากฟรี และการให้คำแนะนำด้านสุขภาพฟันแก่ประชาชน โดยเชื่อมโยงการใช้งานนวัตกรรมจริงให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสด้วยตนเอง ความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขไทย ปัญหาการขาดแคลนทันตแพทย์และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทันตกรรมยังคงเป็นโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชุมชนห่างไกล ‘น้องทันตะ’ จึงถือเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด ด้วยการใช้ AI เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนและระบบบริการทันตกรรม ทำให้การคัดกรองเบื้องต้นสามารถทำได้ในระดับชุมชน ช่วยลดภาระคิวรอในโรงพยาบาลและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้เร็วขึ้น --------------------------------------------------------------------------------------------------- พบนวัตกรรม ‘น้องทันตะ’ และ Dent Detect ได้ที่ งาน Thailand Healthcare 2026: Longevity ‘อยู่ดี แฮปปี้นาน’ วันที่ 25 – 28 มิถุนายน 2569 | เวลา 10.00 – 19.00 น. ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก: MRT สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 | เข้าชมฟรี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผู้บริหาร สวทช. ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  
(วันที่ 4 มิถุนายน 2569) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง อว. ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569  ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ประธานในพิธี ได้กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นได้นำผู้เข้าร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีจอมราชาโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่คณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมพิธีจะร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มอบหมายให้ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) เป็นผู้แทนเข้าร่วมในพิธี  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
พลิกโฉมผลิตภัณฑ์อาหารด้วยนวัตกรรมสุดล้ำ! ที่ปรึกษา รมว.อว. บุกชม “Food Tech Startup Zone” ในงาน THAIFEX-ANUGA 2026 ยกย่องสตาร์ทอัพไทยเปลี่ยน ‘ข้อจำกัด’ ให้เป็น ‘มูลค่า’ ด้วยวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ – วงการอาหารไทยกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ถูกนำมาผสานเข้ากับวัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตรของไทย จนเกิดเป็นนวัตกรรมอาหารสุดว้าวที่พร้อมเขย่ารันเวย์อุตสาหกรรมอาหารโลก! ล่าสุดในงาน THAIFEX-ANUGA 2026 บูธ Food Tech Startup Zone ซึ่งบริหารจัดการโดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สวทช. ได้มีโอกาสต้อนรับ ทพญ. ศรียาญา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการเข้าเยี่ยมชมความสำเร็จของเหล่าผู้ประกอบการ Food Tech Startup สัญชาติไทยที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ โดยการเยือนในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมผู้บริหารระดับสูงของ สวทช. นำโดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมด้วย ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร และ ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม Food Innopolis Accelerator Platform Manager ผู้เปรียบเสมือน "กุนซือใหญ่" และผู้ปลุกปั้น Food Tech Startups ของเมืองไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เปลี่ยน ‘ข้อจำกัด’ ให้เป็น ‘มูลค่า’ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ทพญ. ศรียาญา ปาลิมาพันธ์ หรือ "พี่หมอ" ได้เปิดเผยความประทับใจหลังจากที่ได้ร่วมชมงานและชิมผลิตภัณฑ์สุดล้ำจากทุกบูธด้วยตัวเองว่า "วันนี้พี่หมอได้มีโอกาสไปงาน Thaifex 2026 กับน้องกาญจน์ ในงานมีนวัตกรรม FoodTech สุดล้ำจากสตาร์ทอัพไทย ยกระดับมูลค่าผลผลิตไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน เปลี่ยน 'ข้อจำกัด' ให้เป็น 'มูลค่า' ด้วยวิจัยและนวัตกรรม วันนี้ได้ชิมแต่ละบูธ ฝีมือคนไทยอร่อยมากๆ ค่ะ" Food Innopolis สวทช. แพลตฟอร์มบ่มเพาะระดับสากล ดันสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก เบื้องหลังความว้าวและผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจแปลกใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารครั้งนี้ มาจากภารกิจสำคัญของ Food Innopolis สวทช. ในการเฟ้นหา คัดเลือก และนำสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่โปรแกรมบ่มเพาะและเร่งรัดการเติบโตที่มีประสิทธิภาพสูง มีกลไกการสนับสนุนที่เข้มข้นและครอบคลุมเทียบเท่ากับ Accelerator ชั้นนำในระดับสากล เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด มีความแปลกใหม่ และสร้างโอกาสในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม งาน THAIFEX-ANUGA 2026 ในปีนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่แสดงสินค้าธรรมดา แต่เป็น Showcase ระดับนานาชาติ ที่ Food Innopolis สวทช. ตั้งใจมอบโอกาสให้ผู้ประกอบการ Food Tech Startup ไทยได้ปล่อยของ แสดงศักยภาพที่แท้จริง เพื่อดึงดูด ดำเนินการค้นหา และพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) ทั้งในประเทศและจากทั่วทุกมุมโลก . นี่คือข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่า เมื่อฝีมือคนไทย ผสมผสานกับงานวิจัยและนวัตกรรมระดับสูง อุตสาหกรรมอาหารไทยก็พร้อมที่จะเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดและยั่งยืนบนเวทีโลกอย่างแน่นอน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์