หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
‘AgriNEXT’ บูรณาการ ‘IoT–ดาวเทียม–AI’ เพื่อการทำเกษตรอัจฉริยะแบบแม่นยำด้วยฐานข้อมูล
  ปัจจุบันแวดวงการเกษตรเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น การจัดเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก การดูแลพืชด้วยระบบอัตโนมัติ การใช้ AI วินิจฉัยโรคพืช แต่โดยส่วนใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังทำงานแยกจากกัน ทำให้ขาดบูรณาการและใช้ฐานข้อมูลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา AgriNEXT (อะกริเน็กซต์) แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลการเกษตรจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประมวลผลและวางแผนการทำเกษตรด้วย AI [caption id="attachment_79669" align="aligncenter" width="450"] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า AgriNEXT คือ โครงการวิจัยที่ต่อยอดจากผลงาน WiMaRC (Wireless sensor network for Management and Remote Control: WiMaRC) หรือไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ตัวอย่างข้อมูลที่จัดเก็บได้ เช่น อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ อุณหภูมิและความชื้นในดิน ความเข้มแสง ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน รวมถึงภาพถ่ายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ตโฟน “AgriNEXT เป็นโครงการวิจัยเพื่อบูรณาการฐานข้อมูลที่ได้จาก WiMaRC และเทคโนโลยี REM (Remote Environmental Monitoring) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลสภาพแวดล้อมจากทางไกล โดยได้ผนวกเอาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ติดตามและประเมินสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ความหนาแน่นของพืช การเจริญเติบโตของพืช สุขภาพพืช อุณหภูมิและความชื้นผิวดิน รูปแบบการใช้พื้นที่เพาะปลูก ซึ่ง AgriNEXT จะนำข้อมูลจาก WiMaRC และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประมวลร่วมกันด้วย AI” ตัวอย่างข้อมูลที่ AgriNEXT ประมวลผลได้ เช่น การตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อม ใช้เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ทั้งการให้น้ำ ปุ๋ย ยา รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างแม่นยำและตรงจุด นำไปสู่การทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งนี้ผลที่ได้จากการติดตามข้อมูลยังใช้คาดการณ์ผลผลิตได้ด้วย ดร.โอภาส อธิบายว่า การปลูกพืชในแต่ละรอบการผลิต เกษตรกรจะต้องเผชิญความเสี่ยงที่ยากต่อการควบคุมทั้งจากการแปรปรวนของสภาพอากาศ โรคระบาด นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนปัจจัยการผลิต เช่น ประเภทสารบำรุง สารกำจัดศัตรูพืช เทคนิคการเพาะปลูก ก็ล้วนส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืชได้ทั้งสิ้น AgriNEXT จึงเป็นเทคโนโลยีที่จะมาตอบโจทย์เรื่องการเก็บข้อมูลตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีชุดข้อมูลสำคัญสำหรับใช้วิเคราะห์และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทันและมีประสิทธิภาพ “ตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี คือ ในช่วงปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. นำ AgriNEXT ไปใช้ติดตามประสิทธิภาพการใช้งานปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร NANO nCote ที่พัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ในการบำรุงต้นข้าวที่เพาะปลูกในแปลงทดลองที่จังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ภายใต้โครงการทุ่งกุลาม่วนซื่น โดยข้อมูลที่ได้ คือ อัตราการเจริญเติบโตของข้าวทั้งที่บำรุงด้วยปุ๋ย NANO nCote และที่บำรุงด้วยปุ๋ยทั่วไปในแต่ละช่วงภายใต้สภาพแวดล้อมปีนั้น เพื่อนำมาใช้วัดประสิทธิภาพของปุ๋ย NANO nCote และพัฒนาแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป” ปัจจุบันแพลตฟอร์ม AgriNEXT ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ดร.โอภาส อธิบายทิ้งท้ายถึงแนวโน้มการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AgriNEXT ไปสู่การใช้งานจริงในอนาคตว่า เทคโนโลยี AgriNEXT เหมาะสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรที่มีพื้นที่การเกษตรแบบเปิด และต้องการใช้งานระบบประมวลผลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำ รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิตในแต่ละรอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงรับมือสถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างพืชเศรษฐกิจที่เหมาะแก่การใช้เครื่องมือนี้ในการติดตาม เช่น ข้าว อ้อย ทุเรียน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม AgriNEXT ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อวางแผนบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้ได้ที่ ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อีเมล opas.trithaveesak@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 08 5045 2920 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘กุ้งชฎา’ โอกาสใหม่ของผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ผลิตส่งออกญี่ปุ่น–จีน
กุ้งชฎา คือ ชื่อที่คนไทยนิยมใช้เรียกกุ้งขนาดเล็ก ความยาวลำตัว 3–6 เซนติเมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับกุ้งก้ามกราม (giant river prawn) พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืดของประเทศไทย แต่ยังไม่มีการระบุชนิด กุ้งชฎามีลักษณะภายนอกและรสชาติใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense) ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศญี่ปุ่นและจีน [caption id="attachment_79450" align="aligncenter" width="450"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense)[/caption]   [caption id="attachment_79449" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นทอด อาหารญี่ปุ่น[/caption] [caption id="attachment_79451" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นผัดซอสสไตล์เสฉวน อาหารจีน[/caption] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสัตว์น้ำทางเลือกให้แก่เกษตรกร โดยกุ้งชนิดนี้มีจุดแข็งคือใช้เวลาเพาะเลี้ยงสั้น ราคารับซื้อดี และมีตลาดพร้อมรองรับชัดเจน ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และบริษัทเอเชีย พราวด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด [caption id="attachment_79448" align="aligncenter" width="450"] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นและจีนเริ่มประสบปัญหาผลิตกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะพ่อแม่พันธุ์มีเลือดชิดหรือมีรหัสพันธุกรรมใกล้กันจนลูกกุ้งมีขนาดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลไทยจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลิตกุ้งชฎา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นในระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นและจีนที่มีความต้องการสูง และพร้อมรับซื้อกุ้งชฎาจากประเทศไทย จากนั้นเมื่อทีมวิจัยได้รับโจทย์ความต้องการจากภาคเอกชนไทยจึงได้เดินหน้าพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมทันที ดร.สิรินาถ อธิบายว่า แม้กุ้งชฎาจะเป็นกุ้งที่พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศไทย แต่ปริมาณที่มีตามธรรมชาตินั้นไม่เพียงพอต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งในห้องปฏิบัติการ พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาสูตรอาหารในการเพาะเลี้ยง จนได้สูตรสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งภายในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การเตรียมแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนเข้าสู่ระยะลูกกุ้งวัยอ่อน (postlarva: PL) หรือที่นิยมเรียกว่าลูกกุ้ง PL ซึ่งพร้อมนำไปเลี้ยงในบ่อดินจนเป็นตัวเต็มวัย “ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในช่วงขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตการวิจัยไปสู่เกษตรกรผู้ทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ การทำโรงเพาะฟัก การอนุบาลลูกกุ้ง และการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ เพื่อให้มีองค์ความรู้ที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตกุ้งในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ทีมวิจัยคาดว่าจะส่งมอบลูกกุ้งชฎาระยะ PL ให้เกษตรกรที่ร่วมทำวิจัยกระบวนการเพาะเลี้ยงในบ่อดินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569”   [caption id="attachment_79447" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] [caption id="attachment_79446" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ยังได้ร่วมกับภาคเอกชนเดินหน้าสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา และโอกาสในการก้าวสู่การเป็นกุ้งเศรษฐกิจไทยชนิดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา ดร.สิรินาถ เล่าทิ้งท้ายถึงการเดินหน้าให้ความรู้เกี่ยวกับกุ้งสายพันธุ์นี้ว่า ทีมวิจัยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง เพราะกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งพันธุ์นี้ใกล้เคียงกับกุ้งก้ามกราม ทำให้สามารถแบ่งบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่เดิมมาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะเลี้ยงมาก “กุ้งชฎามีจุดแข็ง คือ เลี้ยงได้หนาแน่นกว่าและใช้ระยะในการเพาะเลี้ยงสั้นกว่ากุ้งก้ามกราม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 60– 90 วัน ขณะที่กุ้งก้ามกรามใช้เวลาเลี้ยงนาน 150–210 วัน ขณะที่ราคารับซื้อต่อกิโลกรัมของกุ้งทั้งสองชนิดนี้ใกล้เคียงกัน กุ้งชฎาจึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้หมุนเวียนเร็ว” การพัฒนากุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสากล สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณชลลดา รุ่งอิทธิวงศ์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 หรืออีเมล chonlada.run@biotec.or.th [caption id="attachment_79445" align="aligncenter" width="750"] นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ปฏิวัติ อ่อนพุทธา และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี (EHP) ในกุ้ง ตรวจง่าย รู้ผลใน 25 นาที
Enterocytozoon hepatopenaei (EHP) หรืออีเอชพี คือเชื้อไมโครสปอริเดียนที่ก่อโรคในกุ้ง ทำให้กุ้งมีอาการป่วย ตับอักเสบ กินอาหารได้น้อย ขนาดตัวเล็ก แตกไซซ์หรือมีขนาดตัวแตกต่างกันมาก ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโรคง่าย และเสี่ยงตายก่อนถึงระยะจำหน่ายสูง โดยเชื้อชนิดนี้สร้างความเสียหายแก่ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าถึง 6,000–8,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 10 ของรายได้ในช่วงสถานการณ์ปกติ ส่งผลให้เกษตรกรที่เตรียมรับมือไม่ทันเสียหายหนักจนอาจถึงขั้นล้มละลาย [caption id="attachment_79182" align="aligncenter" width="500"] กุ้งขาวแวนนาไมแตกไซส์[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีในรูปแบบตรวจง่าย เกษตรกรใช้ตรวจได้ด้วยตัวเอง ที่ใช้เวลาตรวจเพียง 25 นาทีเท่านั้น การวิจัยและพัฒนานี้ได้รับการสนับสนุนจาก รศ. ดร.ศิวาพร ลงยันต์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และบริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด โดยล่าสุดในปี 2569 ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (2026 Bangkok International Intellectual Property, Invention, Innovation and Technology Exposition: IPITEx 2026)   [caption id="attachment_79164" align="aligncenter" width="750"] กุ้งขาวแวนนาไม[/caption] ชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ใช้ง่าย รู้ผลใน 25 นาที ปัจจุบันวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในการตรวจเชื้ออีเอชพี คือ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย 1,000 เท่า และการตรวจด้วยเทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง แต่ทั้งสองวิธีนี้เกษตรกรจะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจยังห้องปฏิบัติการ เพราะจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทางในการตรวจและวิเคราะห์ผล ทำให้นอกจากเกษตรกรต้องเสียค่าขนส่งตัวอย่างกุ้งและค่าตรวจแล้ว ยังต้องใช้เวลารอผลตรวจอย่างน้อย 2–3 วัน ส่งผลให้การดำเนินงานเพื่อยับยั้งความเสียหายล่าช้าหรืออาจไม่ทันการณ์ [caption id="attachment_79161" align="aligncenter" width="450"] ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.อรวรรณ หิมานันโต หัวหน้าทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพีที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจเชื้ออีเอชพีด้วยตัวเอง และมีความสะดวกรวดเร็ว สำหรับวิธีการตรวจประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ เตรียมตัวอย่าง สกัด ทดสอบ และอ่านผล ซึ่งระยะเวลาตรวจรวมทุกขั้นตอนใช้เวลาเพียง 25 นาทีเท่านั้น “การอ่านผลทำได้ง่าย เพียงดูแถบสีแดงที่ปรากฏบนชุดตรวจ หากขึ้น 2 แถบ ทั้งที่ตำแหน่งตัว T (test) และ C (control) แปลว่า มีผลเป็นบวกหรือติดเชื้อ แต่หากขึ้นแถบเดียวที่ตัว C แปลว่า มีผลเป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ทั้งนี้ผลการทดสอบชุดตรวจอีเอชพีที่ทีมวิจัยพัฒนามีความจำเพาะกับเชื้ออีเอชพีและมีความแม่นยำสอดคล้องกับการตรวจด้วยเทคนิค qPCR (quantitative Polymerase Chain Reaction) 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ตรวจกุ้งที่ติดเชื้อในระดับก่อให้เกิดโรค โดยผลงานวิจัยได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาสกัดและชุดตรวจแล้ว”   ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่บริษัทมารีนลีดเดอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดร.อรวรรณ เล่าว่า ในช่วงปลายปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับผู้แทนของบริษัทฯ ดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้ออีเอชพี และการใช้งานชุดตรวจอีเอชพีแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ ครอบคลุมทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงกุ้ง ด้วยหวังให้เกษตรกรไทยได้รับรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจนี้โดยเร็ว เพื่อช่วยลดการสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคซึ่งขณะนี้พบการระบาดหนักทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงบางประเทศในอเมริกาใต้ “เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับโรคอีเอชพีและการใช้งานชุดตรวจโรคแบบเชิงรุกให้ความสนใจอย่างมาก รวมทั้งมีเสียงตอบรับว่างานวิจัยตอบโจทย์ทั้งด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และราคาที่จับต้องได้ ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีแผนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดตรวจในประเทศอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญสถานการณ์ความเดือดร้อนจากโรคระบาดที่เกิดจากเชื้ออีเอชพีเช่นเดียวกับประเทศไทยด้วย” อีเอชพี รู้ไว ช่วยยับยั้งและลดความสูญเสียได้ แม้เชื้ออีเอชพีจะแพร่ระบาดได้ง่ายและสร้างความเสียหายมาก แต่หากเกษตรกรทราบถึงการแพร่ระบาดได้เร็ว ย่อมมีโอกาสยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลาม ดร.อรวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้ออีเอชพีว่า เชื้อนี้แพร่ระบาดได้ง่ายเพราะเชื้อก่อโรคมีลักษณะเป็นสปอร์ที่มีผนังเซลล์หนา ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง การแพร่ระบาดจึงเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งกุ้งปกติกินกุ้งติดเชื้อเป็นอาหาร กุ้งปกติติดเชื้อจากอุจจาระของกุ้งติดเชื้อ การเจือปนของเชื้อในน้ำและอุปกรณ์เพาะเลี้ยง “หากเกษตรกรพบกุ้งในบ่อมีขนาดตัวหลากหลายและค่อนข้างเล็กกว่าปกติซึ่งเป็นลักษณะบ่งชี้ถึงโรคนี้ให้รีบตรวจโรคทันที โดยหากพบการติดเชื้อ ควรแยกบ่อที่พบเชื้ออีเอชพี และควบคุมการแพร่กระจาย โดยไม่ใช้อุปกรณ์ร่วม ปรับการจัดการอาหารและคุณภาพน้ำ ลดของเสีย ลดความเครียด เพื่อชะลอผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกุ้ง รวมถึงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และวางแผนการจับขายอย่างเหมาะสมแม้จะยังไม่ได้ขนาดตัวตามเป้าหมาย เพื่อลดการสูญเสียต้นทุนในการเพาะเลี้ยงไปโดยเปล่าประโยชน์” “ส่วนด้านการจัดการฟาร์ม หลังพบการระบาด เกษตรกรต้องเร่งยับยั้งการระบาดอย่างเคร่งครัด ทั้งการพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง การให้จุลินทรีย์เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กุ้ง การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระหว่างบ่อผ่านทางน้ำและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง” แม้วิกฤตโรคอีเอชพีไม่อาจหายไปจากประเทศไทยได้ในเร็ววันนี้ แต่การที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งรู้จัก เข้าใจ และรับมือกับสถานการณ์การระบาดได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว จะช่วยยับยั้งความสูญเสียได้เป็นอย่างดี ผู้สนใจติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุดตรวจเชื้ออีเอชพีได้ที่บริษัทมารีน ลีดเดอร์ จำกัด เบอร์โทรศัพท์ 08 3021 6459 อีเมล marineleader@hotmail.com หรือทางเพจเฟซบุ๊ก MarineLeader – มารีนลีดเดอร์ และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ได้ที่ ดร. อรวรรณ หิมานันโต 0 2564 6700 ต่อ 3394 อีเมล orawanh@biotec.or.th [caption id="attachment_79160" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดตรวจเชื้ออีเอชพี ชนิดใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ และไม่จำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ[/caption] [caption id="attachment_79180" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption] [caption id="attachment_79181" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยได้รับรางวัล Grand Prize และเหรียญทอง จากงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และฉัตรกมล พลสงคราม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘ผงสีโครเมียม’ จากผลพลอยได้อุตสาหกรรม เสริมอัตลักษณ์สินค้า เสริมความกรีนผลิตภัณฑ์
  การฟอกหนังสัตว์เพื่อนำหนังไปใช้ผลิตสินค้าต่าง ๆ เช่น เครื่องแต่งกายแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้เกลือโครม (chrome salts) เพื่อเพิ่มสมบัติความคงทนแข็งแรงให้กับวัสดุ ส่งผลให้กากตะกอนน้ำเสียกว่า 200 ตันต่อปีที่ได้จากกระบวนการฟอกหนังมีเกลือโครมตกค้างเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประกอบการจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากตะกอนเหล่านี้ด้วยวิธีฝังกลบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 2,000,000 บาทต่อปี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการสกัดตะกอนเกลือโครมจากกากตะกอนน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการฟอกหนัง เพื่อนำมาใช้ผลิตผงสีโครเมียม (chromium pigments) สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยได้นำร่องทดสอบใช้งานในอุตสาหกรรมกระเบื้องแล้ว ทั้งนี้ เอ็มเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัยจากบริษัทเขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง ก.ม.34 จำกัด และบริษัทเคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) [caption id="attachment_77829" align="aligncenter" width="450"] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กระเบื้อง สีทาบ้าน สิ่งพิมพ์ หรือพลาสติก มีการใช้ผงสีโครเมียมกันอย่างแพร่หลาย เพราะให้สีโทนเขียวได้หลายเฉด สีสด และมีความทนทานสูง ทีมวิจัยจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำกากตะกอนน้ำเสียที่มีส่วนประกอบของเกลือโครเมียมมาปรับสภาพด้วยกระบวนการทางเคมีให้มีสมบัติเหมาะแก่การสกัดผงสีโครเมียมโทนเขียวเข้ม (Cr2O3) โดยได้รับการอนุเคราะห์ตะกอนเกลือโครมจากบริษัทเขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง ก.ม. 34 จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกหนัง ผลจากการปรับสภาพตะกอนเกลือโครมทำให้ได้ผงสีโครเมียมที่มีความบริสุทธิ์เกือบร้อยละ 80 เหมาะแก่การใช้ในงานกระเบื้องที่ต้องการสีสันสดใส ทนความร้อน ดร.พิทักษ์ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทเคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระเบื้องสระว่ายน้ำรายใหญ่ของประเทศไทย ในการนำผงสีโครเมียมไปใช้ทดสอบผลิตกระเบื้องรุ่นเคอราดล (Keradol) ที่มีจุดเด่นคือกระเบื้องแต่ละแผ่นจะมีลักษณะผิวเคลือบเป็นลายแตกลานหรือแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ แตกต่างกัน เหมาะแก่การนำไปใช้ปูสระว่ายน้ำและงานตกแต่ง ผลการทดสอบใช้งานพบว่าสีที่ได้มีสีเขียวเฉดใกล้เคียงกับผงสีสูตรทางการค้า และให้สีสันที่เหมาะแก่การผลิตกระเบื้องรุ่นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการพึงพอใจในการใช้งานผงสีที่ทีมวิจัยพัฒนาเป็นอย่างมาก “นอกจากจุดเด่นเรื่องสีสันที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว การใช้งานผงสีซึ่งผลิตจากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมยังสนับสนุนให้เกิดการใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าผงสีโครเมียมบริสุทธิ์จากต่างประเทศซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าทั้งหมดได้เป็นอย่างดีด้วย” ปัจจุบันงานวิจัยนี้มีสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยทีมวิจัยกำลังหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการปรับข้อกำหนดให้เจ้าของทรัพยากรเป็นผู้ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองได้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล อีเมล pitakl@mtec.or.th หรือเบอร์โทร 08 9742 2548 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
เนคเทค สวทช. พัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย
          อย่าวางใจ ! กับภาวะโลหิตจางในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน เพราะนอกจากส่งผลให้เด็กมีภาวะตัวซีด อ่อนเพลียง่าย และพัฒนาการล่าช้าแล้ว ยังมีผลต่อระดับไอคิวและการเรียนรู้ในระยะยาว ปัจจุบันการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกันยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องด้วยขั้นตอนและวิธีการตรวจยังมีข้อจำกัด ดังนั้นการพัฒนาระบบตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเชิงป้องกัน จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก   [caption id="attachment_78681" align="aligncenter" width="750"] ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช.[/caption]   นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (PHT) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ภาวะโลหิตจางพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากได้รับ “ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ” ปัจจุบันขั้นตอนที่ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังมีข้อจำกัด เช่น การเก็บตัวอย่างเลือดทำได้ยาก ยิ่งเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะใช้หลอดแก้วคาปิลลารีในการเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วประมาณ 50-70 ไมโครลิตร แล้วจึงอุดปลายหลอดด้านหนึ่งด้วยดินน้ำมันซึ่งการเก็บและเตรียมตัวอย่างด้วยการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีมีขั้นตอนยุ่งยาก ไม่เหมาะกับการให้บริการตรวจคัดกรองผู้รับบริการจำนวนมากในหน่วยบริการชุมชน   [caption id="attachment_78682" align="aligncenter" width="732"] นางสาวน้ำฝน เข็มทองเจริญ นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.[/caption]   “อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้าง คือ การเตรียมตัวอย่างเลือดต้องอาศัยเครื่องปั่นตกตะกอนความเร็วรอบสูง โดยเครื่องมีขนาดใหญ่ ทำให้ยากต่อการเคลื่อนย้ายหรือพกพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ  เจ้าหน้าที่ต้องเก็บตัวอย่างเลือดกลับมาตรวจในห้องปฏิบัติการซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ระหว่างกระบวนการมักพบอุบัติเหตุจากดินน้ำมันอุดปลายหลอดหลุดรั่ว หรือหลอดแก้วแตกหักจากการปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง ทำให้เกิดการสูญเสียตัวอย่าง ที่สำคัญการใช้หลอดแก้วคาปิลลารีเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้รับบริการจำนวนมากยังติดฉลากหรือเขียนระบุตัวตนบนหลอดได้ยาก ทำให้เกิดปัญหาสลับตัวอย่างได้ง่าย ความยุ่งยากของกระบวนการดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การตรวจคัดกรองไม่สามารถทำได้ทั่วถึงในหมู่ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียน ดังนั้นแนวทางควบคุมภาวะโลหิตจางที่ผ่านมาจะใช้วิธีแจกธาตุเหล็กรับประทานเพื่อป้องกันไว้ก่อน เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไปอาจไม่ได้มีภาวะโลหิตจาง ขณะที่เด็กมีภาวะโลหิตจางไม่ได้รับยาอย่างเหมาะสม กลายเป็นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด”   [caption id="attachment_78683" align="aligncenter" width="750"] ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย (อุปกรณ์ต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ)[/caption]   กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) พัฒนา ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแล “สุขภาพเด็ก” และสนับสนุนเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ให้มีเครืองมือตรวจคัดกรองที่ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางในกลุ่มประชากรได้มากขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)   [caption id="attachment_78684" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า มีคิวอาร์โค้ดระบุตัวตนคนไข้ได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด[/caption]   [caption id="attachment_78703" align="aligncenter" width="750"] แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า จึงใช้ได้กับเข็มเจาะเลือดขนาดเล็กสุดโดยไม่ต้องบีบเค้นเลือด[/caption]   นางสาวน้ำฝนอธิบายว่า แบบคัดกรองภาวะโลหิตจางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย แผ่นเก็บตัวอย่างเลือด เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด และเครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต (Hematocrit) โดยแผ่นเก็บตัวอย่างเลือดพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีไมโครฟลูอิดิก (microfluidic) ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. ออกแบบให้ใช้งานง่าย ใช้สำหรับเก็บเลือดจากปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เก็บตัวอย่างเลือดในการตรวจเพียง 5 ไมโครลิตร ใช้เลือดน้อยลงจากวิธีเดิมกว่า 10 เท่า ดังนั้นจึงสามารถใช้เข็มเจาะเลือดขนาดเล็กไปจนถึงเข็มเจาะเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด (ขนาด30G/0.32 mm) โดยไม่จำเป็นต้องบีบเค้นให้เลือดออกมากขึ้น ทำให้เก็บเลือดได้สะดวกรวดเร็ว ลดความเจ็บปวดจากการเก็บเลือด เหมาะกับการตรวจในเด็กเล็ก อีกทั้งบนแผ่นเก็บเลือดยังมีคิวอาร์โค้ดเพื่อระบุตัวตนของเด็กหรือผู้ป่วยได้ ช่วยให้ระบุตัวตนได้ชัดเจน ลดปัญหาการสลับตัวอย่างเลือด   [caption id="attachment_78685" align="aligncenter" width="750"] เครื่องเตรียมตัวอย่างเลือด สำหรับปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา[/caption]   “เมื่อได้ตัวอย่างเลือดแล้วต้องนำมาเข้าเครื่องปั่นตกตะตอนเม็ดเลือด ซึ่งทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ปั่นตกตะกอนเลือดด้วยความเร็วรอบต่ำ มีความปลอดภัยในการใช้งานสูง ลดการสูญเสียตัวอย่างจากการแตกหักของอุปกรณ์ อีกทั้งยังทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการนำไปใช้งานกับหน่วยบริการเคลื่อนที่และหน่วยบริการปฐมภูมิ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่หน่วยบริการปฐมภูมิ ลดภาระงานของผู้ชำนาญการ เพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มประชากร นอกจากนี้ยังได้พัฒนาเครื่องตรวจวัดค่าฮีมาโตคริตอัตโนมัติที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูง ตัวอย่างเลือดที่ผ่านการปั่นตกตะกอนแล้วนำมาเข้าเครื่องตรวจวัดได้ทันที สามารถตรวจได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน และไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ผล อีกทั้งระบบยังออกรายงานผลพร้อมการบันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล สามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เพิ่มเติม” ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในการทดสอบประสิทธิภาพของต้นแบบระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยเปรียบเทียบกับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีมาตรฐานพบว่า ระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยให้ผลการตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ   [caption id="attachment_78686" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดหรือฮีมาโตคริต วัดผลได้หลายตัวอย่างพร้อมกัน บันทึกและเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล[/caption]   ปัจจุบันทีมวิจัยพัฒนาระบบคัดกรองภาวะโลหิตจางแบบใช้เลือดน้อยจนได้อุปกรณ์ต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการ และอยู่ระหว่างเตรียมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นแบบที่ผลิตในห้องปฏิบัติการอาจมีบางชิ้นส่วนหรือกระบวนการที่ยังไม่เหมาะสมกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบการผลิตร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากภาคอุตสาหกรรมสำหรับส่งทดสอบความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดและการทดสอบความปลอดภัยต่าง ๆ ตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ก่อนการขอขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และขออนุญาตผลิตเพื่อการจำหน่าย จ่ายแจก เพื่อให้ผู้ที่สนใจไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขแบบเคลื่อนที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือโรงพยาบาลเอกชนต่อไป จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวจึงทำให้มั่นใจได้ว่าต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความพร้อมในการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการวิจัยและพัฒนาของโครงการ   [caption id="attachment_78687" align="aligncenter" width="750"] เครื่องวัดค่าความเข้มข้นของเลือดสามารถเชื่อมต่อระบบ IoT เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลเชิงประชากรได้ทันที[/caption]   เทคโนโลยีคัดกรองภาวะโลหิตจางไม่เพียงเป็นความหวังในการดูแลสุขภาพเด็กไทยให้ได้รับการตรวจคัดกรองและได้รับการดูแลรักษาที่ทันการณ์ แต่เทคโนโลยีทั้งหมดผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีในประเทศ จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงของประเทศด้วย “ทีมวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบบคัดกรองโลหิตจางอัตโนมัติแบบใช้เลือดน้อยจะมีส่วนช่วยให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางเข้าถึงประชาชนได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น และหากสามารถผลักดันให้เป็นนโยบายด้านสาธารณสุขในการนำไปใช้คัดกรองภาวะโลหิตจางในเด็กได้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญและแนวทางมาตรฐานในการส่งเสริมการดูแล “สุขภาพในทุกช่วงวัย” โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ช่วงอายุ 6–12 ปี อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีพัฒนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศในการผลิตเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศอย่างยั่งยืน” ภาคเอกชนที่สนใจร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยงานที่สนใจร่วมทดสอบและให้ข้อมูลเพื่อการวิจัยพัฒนา สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทรศัพท์ 0 2564 6900 อีเมล business@nectec.or.th เรียบเรียงโดย วัชราภรณ์ สนทนา และ วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย ภัทรกร กลิ่นหอม ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. และ ทีมวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าปลอดภัยจากปาล์มน้ำมันไทย ลดเสี่ยงไฟไหม้ ลดปล่อยคาร์บอน สนับสนุนไฟฟ้าสีเขียว
  ‘หม้อแปลงระเบิด ไฟไหม้ลุกลามบ้านเรือนประชาชน’ คือ หนึ่งในเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ่อยครั้ง และหลายครั้งนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนา EnPAT (เอ็นแพท) น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพที่มีอุณหภูมิจุดติดไฟ (fire point) สูง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าสีเขียว (green electricity) อย่างยั่งยืนของประเทศไทย EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จากปาล์มน้ำมันไทย โดยทั่วไปในหม้อแปลงไฟฟ้าจะมีการบรรจุน้ำมันแร่ซึ่งผลิตจากปิโตรเลียมเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าและระบายความร้อน แต่น้ำมันแร่มีจุดอ่อนเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิด มีโอกาสที่น้ำมันจะลุกติดไฟ และลามไปสู่บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน [caption id="attachment_78495" align="aligncenter" width="750"] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี มาใช้ในการแปรรูปน้ำมันจากผลปาล์มให้เป็นน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าในชื่อ EnPAT โดยผลิตภัณฑ์นี้มีจุดแข็งเรื่องอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันแร่ 2 เท่าหรือสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุไฟไหม้จากเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดได้เป็นอย่างดี ในกรณีเกิดเหตุที่ทำให้น้ำมันรั่วไหล EnPAT จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เพราะมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบสูงถึงร้อยละ 97 ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า หากมีการใช้งานน้ำมัน EnPAT ในปริมาณ 33 ล้านลิตรต่อปี หรือมีการใช้งานทั่วประเทศไทย จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 38 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2 eq) ต่อปี หรือใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนมากถึง 4 ล้านต้น ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้งาน EnPAT แทนน้ำมันแร่ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ได้เป็นอย่างดี “นอกจากนี้เมื่อ EnPAT หมดอายุการใช้งานยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซลสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญได้ด้วย” ใช้จริงแล้ว 10 จังหวัด เตรียมขยายผลสู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวทั่วไทย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2567 เอ็นเทค สวทช. ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการนำร่องติดตั้งและใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT แล้วใน 9 จังหวัดครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เอ็นเทค สวทช. ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำร่องใช้งานในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อีกจุดหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้งาน EnPAT ไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานร่วมกับหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องใหม่เท่านั้น เพราะทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบแล้วว่า EnPAT มีความเข้ากันได้กับน้ำมันแร่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ทดสอบใช้งาน EnPAT ในสภาวะเร่งภายในห้องปฏิบัติการ โดยจำลองการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าในสภาวะอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เพื่อศึกษาการเสื่อมสภาพของน้ำมันรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ภายในหม้อแปลงแล้วด้วยผลการทดสอบพบว่า EnPAT มีแนวโน้มช่วยยืดอายุการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ “ผลจากการทดสอบนี้ทำให้เอ็นเทค สวทช. กำลังเตรียมขยายผลการดำเนินงานร่วมกับ กฟภ. และ กฟน. ในการใช้ EnPAT ทดแทนน้ำมันแร่สำหรับการซ่อมบำรุงหม้อแปลงไฟฟ้า รวมไปถึงการใช้ EnPAT กับหม้อแปลงเครื่องมือวัดทั้งชนิดหม้อแปลงวัดกระแสไฟฟ้า (CT) และหม้อแปลงวัดแรงดันไฟฟ้า (VT)” นอกจากการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอ็นเทค สวทช. และพันธมิตร ยังมีแผนจะนำ EnPAT ไปใช้ในภารกิจพลังงานสะอาดด้วย ดร.บุญญาวัณย์ อธิบายว่า นอกจากหม้อแปลงทั่วไปที่ใช้แกนเหล็กซิลิกอนแล้ว ในระบบจำหน่ายไฟฟ้ายังมีหม้อแปลงที่แกนเหล็กทำจากโลหะอะมอร์ฟัส (amorphous) โดยหม้อแปลงชนิดนี้มีจุดแข็งคือลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในช่วงไม่มีโหลด (no-load) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเหมาะแก่การใช้งานในระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ โดยทีมวิจัยได้ทดสอบแล้วว่า EnPAT มีคุณสมบัติที่เข้ากันได้อย่างดีกับโลหะอะมอร์ฟัส “ดังนั้นหากมีการนำ EnPAT ที่ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไปใช้ร่วมกับหม้อแปลงอะมอร์ฟัสที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นคู่หูที่พร้อมขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน “นอกจากนี้ ปัจจุบัน เอ็นเทค สวทช. ยังมีแผนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการใช้ EnPAT ในหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่เขื่อนสิรินธร เพื่อประเมินการขยายผลไปสู่การใช้งานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำหรือ Floating solar ของ กฟผ. ต่อไป” จากพลังความร่วมมือ สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ความสำเร็จของการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ EnPAT ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และขยายผลการใช้งานในวงกว้างได้เช่นนี้ เป็นเพราะพลังแห่งการผลักดันเชิงรุกจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย [caption id="attachment_78496" align="aligncenter" width="750"] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช.[/caption] ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการเอ็นเทค สวทช. กล่าวว่า EnPAT ประสบความสำเร็จเช่นวันนี้ได้ เพราะแรงผลักดันจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัทเจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนด้านการทดสอบตามมาตรฐานสากล รวมไปถึงการสนับสนุนการติดตั้งใช้งานจริงมาโดยตลอด “การที่ทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินงานเชิงรุก ทำให้วันนี้ผลลัพธ์เริ่มผลิดอกออกผล มีการนำ EnPAT ไปใช้ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าสีเขียวในประเทศไทยแล้วถึง 10 จังหวัด โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคครัวเรือนได้ใช้งานไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมได้ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล” “นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีมูลค่าสูง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลิตภัณฑ์ EnPAT ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรไทยกว่า 4 แสนครัวเรือนเป็นผู้ผลิต” ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย EnPAT คือ หนึ่งในผลงานวิจัยไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของประชาชน อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นรากฐานรองรับการเติบโตของประเทศไทยในแต่ละมิติอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., เอ็นเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ชวนมอบ Rachel (เรเชล) บอดีสูทเสริมการเคลื่อนไหว เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ผู้สูงอายุ
  ตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าในอีกทศวรรษข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ที่มีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ชวนคนไทยส่งมอบ Rachel (เรเชล) รุ่น Everyday ชุดบอดีสูท (bodysuit) เสริมการเคลื่อนไหวให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้สูงอายุ เพื่อแทนคำขอบคุณและสื่อสารข้อความจากใจว่า ‘ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อยู่กับลูกหลานไปยาวนาน’ Rachel เสริมการเคลื่อนไหว เพิ่มความมั่นใจให้ผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประสบเหตุพลัดตกหกล้มหลักล้านครั้งต่อปี หลายครั้งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือกระทั่งเสียชีวิต สาเหตุสำคัญมาจากผู้สูงอายุมีมวลกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดน้อยลง ทำให้ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้ไม่มั่นคง [caption id="attachment_78467" align="aligncenter" width="750"] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาบอดีสูท Rachel รุ่น Everyday ขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุรวมถึงวัยทำงานได้สวมใส่เพื่อปรับร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูก และช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ทั้งส่วนหลัง สะโพก และต้นขา ช่วยให้ลุกยืน เดิน ยกของ และออกกำลังกายได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น “ชุด Rachel ผ่านการออกแบบให้เนื้อผ้ามีความตึงกระชับพอเหมาะกับกล้ามเนื้อแต่ละส่วน เพื่อให้ผู้ใส่รับรู้ตำแหน่งของข้อต่อได้ดีขึ้น โดยแรงดึงยืดและแรงกดเบา ๆ จากเนื้อผ้าจะช่วยเสริมการเคลื่อนไหวในการทำกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากผู้สวมใส่นั่ง ยืน หรือเคลื่อนไหวด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมจะเกิดแรงต้านและแรงผลักเบา ๆ ที่ชุด เพื่อให้ผู้ใส่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถสู่ท่าทางที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติด้วย” ในการวิจัยและพัฒนา Rachel รุ่น Everyday เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการเทคโนโลยีศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อออกแบบชุดให้เหมาะกับสรีระและการเคลื่อนไหว รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน หนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่ทำให้บอดีสูท Rachel ออกสู่ตลาดได้จริงแล้วในวันนี้ คือ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)   [caption id="attachment_78473" align="aligncenter" width="750"] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)[/caption] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งในการร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งทอและชุดชั้นในกว่า 55 ปี มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผลจากความร่วมมือตั้งแต่ปี 2567 ทำให้ในวันนี้บริษัทพร้อมจำหน่ายชุด Rachel รุ่น Everyday แล้วในรูปแบบชุดที่รองรับทั้งสรีระผู้หญิงและผู้ชาย (unisex) จำนวน 7 ขนาดตั้งแต่ M ถึง 5XL รอบใต้อกตั้งแต่ 27–40 นิ้ว “Rachel รุ่น Everyday ผลิตด้วยผ้าเส้นใยไนลอนผสมสแปนเด็กซ์ เนื้อผ้านุ่ม ยืดหยุ่นสูง และระบายอากาศดี ไม่อับชื้น มีช่องเปิดสำหรับทำธุระในห้องน้ำได้สะดวก หลังผ่านการใช้งานสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้เหมือนชุดชั้นในทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานใส่ชุด Rachel ได้อย่างสะดวกสบายในทุกฤดูกาล” นวัตกรรมไทย ผลิตในประเทศไทย เพื่อคนไทย การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นความท้าทายอย่างยิ่งของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย เพราะการที่ผู้สูงวัยมีสุขภาพแข็งแรงและมีสุขภาพจิตดี ไม่เพียงช่วยยกระดับมวลรวมความสุขของคนในประเทศ แต่ยังนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในระยะยาว และช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศด้วย [caption id="attachment_78471" align="aligncenter" width="750"] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)[/caption] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า สวรส. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยชุดบอดีสูท Rachel แก่เอ็มเทค สวทช. ตั้งแต่ปี 2565 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแบบเชิงรุก ส่งเสริมให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม รวมไปถึงการลดความเสี่ยงการเป็นโรคกลุ่ม NCDs เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง “การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์ และมีศักยภาพที่จะผลิตด้วยตนเองภายในประเทศ จะนำไปสู่การเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ หลังจากนี้ สวรส. ยังตั้งใจที่จะสนับสนุนการผลักดันให้บอดีสูท Rachel เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกได้มากขึ้นด้วย” การพัฒนาบอดีสูท Rachel จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่วมให้ข้อมูลประกอบการทำวิจัยและสนับสนุนการทดสอบใช้งาน [caption id="attachment_78472" align="aligncenter" width="750"] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.[/caption] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของ สวทช. ต้องขอขอบพระคุณ สวรส., สกสว., บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยของเอ็มเทค สวทช. มาโดยตลอด จนสามารถขับเคลื่อน ‘From Lab to Market’ หรือต่อยอดผลงานจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การจำหน่ายจริง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกนี้ “สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ Rachel รุ่น Everyday ปัจจุบันบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดจำหน่ายในรูปแบบสั่งซื้อล่วงหน้า (pre-order) แล้วที่ Wacoal Body Clinic อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ถนนพระราม 3 ซอย 23 และจะเปิดจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 2 สาขา ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ Wacoal Body Clinic แผนกชุดชั้นใน ชั้น 4 เซ็นทรัลลาดพร้าว และที่ Wacoal Body Clinic โรงพยาบาลเวชธานี ผู้ที่สนใจทดลองสวมใส่และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ทั้ง 3 สาขา พิเศษ ! ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนตุลาคม ปี 2569 บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) มีจัดโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโปรโมชันได้ที่ไลน์ไอดี (Line ID): @bodyclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2689 8484 ผู้ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา • นายกนกลักษณ์ ดูการณ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม แพ็ทเทิร์น ไอที • รศ. ดร.วีรวัฒน์ ลิ้มรุ่งเรืองรัตน์ อาจารย์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล • ผศ. นพ.บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล • ดร.เมธนียา ปิลันธนานนท์ อาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล • นายพิชิตพล เกิดสมนึก นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ภาพประกอบโดย วลัยลักษณ์ คงพระจันทร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘โดโลไมต์’ วัสดุทางเลือกทดแทนปูนซีเมนต์ เพิ่มโอกาสลดโลกร้อน ฝ่าวิกฤต CBAM
  อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับต้นของโลก โดย World Economic Forum ได้รายงานไว้ในปี 2565 ว่า ‘อุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของปริมาณการปล่อยรวมจากกิจกรรมของมนุษย์ทั่วโลก' ด้วยเหตุนี้การพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยลดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์รักษ์โลก โดยการนำวัสดุอื่นที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ามาใช้เป็นส่วนผสมทดแทนปูนซีเมนต์ (cement replacement) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการนำผงแร่โดโลไมต์ (dolomite powder) ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากกระบวนแต่งแร่ มาเพิ่มมูลค่าด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อใช้เป็นส่วนผสมทดแทนปูนซีเมนต์ในการผลิตปูนมอร์ตาร์ (ปูนก่อหรือฉาบ) และผลิตภัณฑ์คอนกรีต โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และภาคเอกชนไทย   [caption id="attachment_77809" align="aligncenter" width="750"] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ปกติการทำเหมืองหินแร่โดโลไมต์ ผู้ประกอบการจะนำแร่ต่าง ๆ ที่ได้มาบดให้มีขนาดตรงตามความต้องการของผู้รับซื้อ ผลจากการทำกิจกรรมดังกล่าวจะก่อให้เกิดวัสดุผลพลอยได้เป็นผงแร่โดโลไมต์ขนาดเล็กเกินกว่าจะจำหน่ายได้ปริมาณมาก ซึ่งแร่โดโลไมต์เป็นสารประกอบ CaMg(CO3)2 ที่นำมาผ่านกระบวนปรับแต่งโครงสร้างผลึกให้อยู่ในรูปของสารประกอบแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตซึ่งมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับปูนซีเมนต์ได้ ทีมวิจัยจึงมีแนวคิดที่จะแปรรูปผงแร่เหล่านี้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ [caption id="attachment_77808" align="aligncenter" width="750"] แร่โดโลไมต์ก่อนปรับสภาพ[/caption] “เมื่อได้ผงแร่โดโลไมต์ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาแล้ว ทีมวิจัยได้นำมาบดย่อยอีกครั้งเพื่อควบคุมขนาดอนุภาคให้มีขนาดตามเป้าหมาย ก่อนนำมาปรับสภาพพื้นผิวด้วยกระบวนการทางเคมีเพื่อเสริมสมบัติทางกลและทางกายภาพของวัสดุ รวมถึงสมบัติความเข้ากันของปฏิกิริยาทางเคมี จากนั้นจึงนำมาทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานด้วยการใช้ผลิตเป็นปูนมอร์ตาร์ โดยนำผงแร่โดโลไมต์ที่ปรับสภาพแล้วไปใช้เป็นส่วนผสมทดแทนในสูตรเพื่อลดปริมาณปูนซีเมนต์บางส่วน ผลจากการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมพบว่า ผงแร่โดโลไมต์ที่ปรับสภาพแล้วใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ได้ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25–40” การนำผงแร่โดโลไมต์ซึ่งเป็นวัสดุผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาใช้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำยังเป็นการสร้างเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุด้วย ดร.พิทักษ์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.7–0.9 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปูนซีเมนต์ 1 ตัน แต่การปรับสภาพผงแร่โดโลไมต์ที่ส่วนใหญ่มีขนาดอนุภาคเล็กหรือเป็นผงฝุ่นอยู่ก่อนแล้ว ให้มีสมบัติเหมาะกับการใช้ทดแทนปูนซีเมนต์นั้นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่ามาก ทำให้เมื่อนำไปใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ในสัดส่วนร้อยละ 25–40 จะช่วยลดค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การนำผงแร่โดโลไมต์ตกเกรดที่ปกติเหมืองแร่กำจัดด้วยวิธีการฝังกลบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ประเทศไทยให้ความสำคัญด้วย “การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์รักษ์โลกไม่เพียงช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่และวัสดุก่อสร้างไทยก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพที่จะผลิตปูนซีเมนต์ที่ค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ต่ำได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้ ‘Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM)’ หรือ ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน’ กับผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงแล้วได้เป็นอย่างดี” ดร.พิทักษ์ กล่าวเสริมทิ้งท้าย ปัจจุบันทีมวิจัยผลิตผงแร่โดโลไมต์สำหรับใช้เป็นวัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ได้ในระดับนำร่องหรือ pilot scale แล้ว โดยงานวิจัยนี้มีสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้ทีมวิจัยกำลังหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการปรับข้อกำหนดให้เจ้าของทรัพยากรเป็นผู้ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองได้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งวัตถุดิบ และช่วยลดต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล อีเมล pitakl@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 08 9742 2548 ผู้ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา - กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งแร่ในประเทศเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ - บริษัทคอมพาวด์เคลย์ จำกัด ให้การสนับสนุนด้านการผลิตในระดับโรงประลอง - บริษัทจระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การสนับสนุนด้านการวิเคราะห์และทดสอบปูนมอร์ตาร์ เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Adobe Stock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘NANO nCote’ ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  รู้หรือไม่ ‘ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก’ ส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ดที่ผ่านการพัฒนาสูตรมาให้ละลายน้ำได้ดีเพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก แต่ในทางปฏิบัติการคำนวณปริมาณปุ๋ยให้พอดีกับความต้องการของพืชเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เกษตรกรจึงมักให้ปุ๋ยเกินความต้องการของพืชอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพืชจะเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตมากตามเป้าหมาย ผลที่เกิดขึ้นคือนอกจากปุ๋ยปริมาณมากจะละลายไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ น้ำเน่าเสีย และเกิดก๊าซเรือนกระจกด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา NANO nCote (นาโน เอ็นโคต) ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย (Controlled Release Fertilizer: CRF) เพื่อการใช้งานปุ๋ยอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดจำนวนรอบการใส่ปุ๋ยให้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพด เหลือเพียง 1 ครั้งต่อรอบการปลูก ใส่ครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดรอบเพาะปลูก ปุ๋ยธาตุอาหารหลักประกอบด้วยธาตุอาหาร 3 ชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในแวดวงการเกษตรมักเรียกรวมว่า N-P-K อย่างไรก็ตามปุ๋ยทั่วไปโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียมีสมบัติละลายน้ำเร็ว ทำให้การให้ปุ๋ยแต่ละครั้งมักสูญเสียปุ๋ยไปโดยเปล่าประโยชน์กว่าร้อยละ 60 ซึ่งปุ๋ยเหล่านั้นจะไหลไปสะสมในดินและแหล่งน้ำ ทำให้เกิดค่าความเป็นกรดในดินสูง เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายบานสะพรั่งจนส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง ที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึงประมาณ 265 เท่า [caption id="attachment_77088" align="aligncenter" width="750"] ดร.กนิษฐา บุญภาวาณิชกุล นักวิจัยทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง นาโนเทค สวทช.[/caption] ดร.กนิษฐา บุญภาวาณิชกุล นักวิจัยทีมวิจัยเกษตรนาโนขั้นสูง นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยีการผลิตสารเคลือบนาโนคอมพอสิต (nanocomposite coating) มาใช้ในการผลิตสารเคลือบพอลิเมอร์ฐานธรรมชาติดัดแปรที่มีสมบัติย่อยสลายได้ตามชีวภาพ เพื่อใช้ในการเคลือบเม็ดปุ๋ย โดยสารเคลือบจะทำหน้าที่เป็นชั้นฟิล์มช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารไม่ให้ละลายเร็วเกินไป และค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านการแพร่ผ่านของชั้นฟิล์ม โดยปุ๋ยที่ผ่านการเคลือบแล้วจะมีชื่อทางเทคนิคว่า ‘ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย’ “ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยนี้ผ่านการทดสอบแล้วว่า พืชดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 90 ขณะที่ปุ๋ยที่ไม่ผ่านการเคลือบ พืชจะดูดซึมไปใช้ได้เพียงร้อยละ 40–60 เท่านั้น สารที่ใช้เคลือบปุ๋ยสามารถควบคุมการปลดปล่อยได้ยาวนานถึง 6 เดือน เพียงพอต่อการให้ธาตุอาหารแก่พืชใน 1 รอบการผลิตโดยไม่ต้องให้ซ้ำ ดังนั้นการใช้งานปุ๋ยชนิดนี้นอกจากจะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยและลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยบรรเทาวิกฤตขาดแคลนแรงงานที่ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญหนักได้ด้วย” [caption id="attachment_77092" align="aligncenter" width="750"] ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย NANO nCote[/caption] ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ผลิตปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยในชื่อ NANO nCote เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถออกแบบและพัฒนาตำรับปุ๋ยได้หลากหลายสูตร ปรับใช้ได้ทั้งตามความต้องการของพืชแต่ละชนิดพืช และตามค่าวิเคราะห์ดิน นำไปใช้ในการบำรุงพืชเศรษฐกิจไทยได้หลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว ทางภาคเอกชนกำลังดำเนินงานในขั้นตอนวางแผนการผลิตและจัดจำหน่าย ส่งเสริมเกษตรกรไทย ‘ทำน้อยแต่ได้มาก’ ตั้งแต่ปี 2558 ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ดำเนินงานร่วมกับเกษตรกรไทยเพื่อจัดทำแซนด์บ็อกซ์ (sandbox) ทดสอบการใช้งานปุ๋ย NANO nCote ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจมาแล้วหลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกล้วยไม้ ดร.กนิษฐา เล่าถึงตัวอย่างความสำเร็จจากการทดสอบภาคสนามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า เมื่อนำปุ๋ย NANO nCote ไปใช้กับการเพาะปลูกอ้อย พบว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ร้อยละ 45–100 ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูก ส่วนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 17 โดยทั้งการเพาะปลูกอ้อยและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทีมวิจัยใส่ปุ๋ยเพียง 1 ครั้งต่อรอบการผลิตเท่านั้น ทำให้ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไปได้มากถึงร้อยละ 50 ส่วนการทดสอบใช้งานในอุตสาหกรรมกล้วยไม้ พบว่ากล้วยไม้ที่ใส่ปุ๋ยชนิดนี้มีช่อดอกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถลดการใส่ปุ๋ยจาก 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ตลอดรอบการผลิต 18–24 เดือน ให้เหลือเพียง 5 ครั้งตลอดรอบการผลิต ด้านการเพาะปลูกข้าว ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบร่วมกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ดร.กนิษฐา เล่าต่อว่า ล่าสุดในปี 2567 ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ไปทดสอบการใช้ปุ๋ย NANO nCote ในการเพาะปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 หรือข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาซึ่งเป็นพืช GI ของไทย โดยทีมวิจัยได้ร่วมกับทีมสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. และเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดศรีสะเกษ นำร่องทดสอบการใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกข้าวแบบนาปีภายใต้โครงการ ‘ทุ่งกุลาม่วนซื่น’ “การทดลองเริ่มจากการวิเคราะห์ค่าดิน และปรับสูตรการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสม ผลการทดสอบพบว่าการทดลองเพาะปลูกข้าวโดยใส่ปุ๋ยแค่เพียง 1 ครั้งต่อรอบการผลิต ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25–41 เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 42–56 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตรเดิมที่มีการใช้งานทั่วไป ทีมวิจัยจึงมีแผนจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเลือกใช้งานปุ๋ยและการวางแผนการใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเข้าถึงการทำเกษตรกรรมแบบทำน้อยแต่ได้มาก และช่วยรักษาความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประเทศไทยต่อไป” นอกจากการทดสอบประสิทธิภาพด้านการบำรุงพืช ทีมวิจัยยังมีแผนจะประเมินประสิทธิภาพเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนด้วย ดร.กนิษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้วางแผนการดำเนินงานความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย NANO nCoteเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มตรวจวัดและคำนวณแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะมีการนำผลไปยื่นขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมต่อไป ผู้ประกอบการที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NANO nCote ได้ที่ งานพัฒนาธุรกิจ (BDV) นาโนเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 7100 หรืออีเมล bdis@nanotec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย นาโนเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“ข้าวเจ้าไบโอเทค 1” พันธุ์ใหม่จาก สวทช. ผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดด พร้อมต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ
  ชาวนาไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนซึ่งกลายเป็นแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม โรคและแมลงศัตรูพืชที่ระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เป็นศัตรูพืชอันดับหนึ่งของข้าวไทย ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ขณะเดียวกันกระแสโลกที่มุ่งสู่การผลิตอาหารคาร์บอนต่ำกลับกลายเป็นทั้งโจทย์ใหญ่และโอกาสใหม่ของภาคเกษตรไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่ "ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1" ซึ่งเป็นข้าวไม่ไวแสง มีลักษณะประจำพันธุ์คือ กอตั้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย และมีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อายุเก็บเกี่ยวสั้น และให้ผลผลิตสูง โดยล่าสุดข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรร่วมกับเทคโนโลยีการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ข้าวไทยสู่ตลาดข้าวพรีเมียม   [caption id="attachment_77347" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ผู้ช่วยวิจัย ไบโอเทค สวทช.[/caption]   ดร.ศรีสวัสดิ์ ขันทอง ผู้ช่วยวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 เป็นหนึ่งใน 4 ข้าวพันธุ์ใหม่ของไบโอเทค ได้แก่ ไบโอเทค 1 หอมชลสิทธิ์ 2 หอมสยาม และหอมสยาม 2 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ข้าวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม” โดยข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 มีจุดเด่นคือ อายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 90 วัน (นาหว่านน้ำตม) ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ และต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งเป็นศัตรูพืชตัวสำคัญในนาข้าวที่มักมีการระบาดเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกปี จากการทดสอบปลูกข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดพิจิตรซึ่งประสบปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรุนแรงพบว่า แปลงปลูกข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ยังคงให้ผลผลิตสูง โดยในบางแปลงสูงถึง 1,530 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ทั่วไปที่เกษตรกรปลูกในพื้นที่ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,000–1,200 กิโลกรัมต่อไร่ แสดงถึงศักยภาพของข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ในการรักษาระดับผลผลิตแม้เผชิญสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย   [caption id="attachment_77349" align="aligncenter" width="750"] แปลงปลูกทดสอบข้าวเจ้าพันธุ์ไบโอเทค 1 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน[/caption]   นอกจากพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อช่วยเกษตรกรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแล้ว ทีมวิจัยยังมีเป้าหมายส่งเสริมสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การทำเกษตรแบบยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดพิจิตร สภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานพันธมิตรดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นำร่อง 5 อำเภอของจังหวัดพิจิตร ได้แก่ อ.สามง่าม อ.บึงนาราง อ.วชิรบารมี อ.ทับคล้อ และ อ.วังทรายพูน ดร.ศรีสวัสดิ์เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ปรับวิธีทำนาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการฟางข้าวและตอซังข้าวแทนการเผา ตลอดจนเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการจัดการแปลงและลดต้นทุนการผลิต   [caption id="attachment_77351" align="aligncenter" width="750"] ตัวอย่างเมล็ดข้าวเปลือกและข้าวสารของข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1[/caption]   "พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกโดยทั่วไปมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 110-120 วัน ซึ่งอายุการอยู่ในนาของข้าวมีผลต่อการปลดปล่อยแก๊สมีเทนจากแปลงนา ฉะนั้นถ้าลดอายุการเก็บเกี่ยวข้าวได้ การปล่อยแก๊สมีเทนก็จะน้อยลง ขณะเดียวกันถ้าผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นก็จะทำให้คาร์บอนฟุตพรินต์ต่อกิโลกรัมผลผลิตลดลงด้วย เมื่อเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นและให้ผลผลิตสูง ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดแก๊สมีเทนได้" "การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดแก๊สมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้มีผลโดยตรงต่อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณรากข้าวซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแก๊สมีเทน จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic microorganisms) หรือ เมทาโนเจน (methanogen) ซึ่งเจริญได้ดีในสภาพนาน้ำขัง เมื่อเกษตรกรระบายน้ำออกจากนาปล่อยให้แปลงนาแห้งเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งจะทำให้มีอากาศซึมเข้าไปในดิน เมื่อจุลินทรีย์ดังกล่าวเจออากาศก็จะลดจำนวนลง การผลิตแก๊สมีเทนก็ลดลง ขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจะช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับปริมาณไนโตรเจนให้เหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว ก็จะไม่มีไนโตรเจนส่วนเกินเหลือสะสมในดินให้จุลินทรีย์ในดินเปลี่ยนไปเป็นแก๊สไนตรัสออกไซด์ได้ ช่วยลดแก๊สเรือนกระจกได้อีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้เกษตรกรงดการเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยว และส่งเสริมการไถกลบฟางเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินไปในตัว"   [caption id="attachment_77348" align="aligncenter" width="750"] ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น จึงมีศักยภาพช่วยลดการปล่อยแก๊สมีเทนจากแปลงนา และสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำได้[/caption]   ทั้งนี้ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดแก๊สมีเทนในนาข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และจากการทดสอบในแปลงวิจัยกับพันธุ์ข้าวไบโอเทค 1 พบว่าลดแก๊สมีเทนได้มากถึง 48 เปอร์เซ็นต์ แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดทำได้เฉพาะเขตนาชลประทานเท่านั้น อย่างไรก็ตามทีมวิจัยกำลังดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของกระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในทุกขั้นตอน เพื่อใช้เป็นข้อมูลรับรองทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเดินหน้าปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ช่วยลดการปล่อยแก๊สมีเทนและข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและรองรับกับทิศทางของตลาดโลกที่มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต เรียบเรียงโดย วีณา ยศวังใจ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายผลิตสื่อสมัยใหม่ สวทช. ภาพประกอบโดย วีณา ยศวังใจ และ ชัชวาลย์ โบสุวรรณ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. พัฒนา ‘Digital EMS’ ต้นแบบรถพยาบาลโครงสร้างแข็งแรง พร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล
</i ปี 2566 คนไทยเรียกใช้รถพยาบาลฉุกเฉินมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีโอกาสเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับความปลอดภัยของรถพยาบาล และการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ ‘Digital EMS’ เพื่อยกระดับรถพยาบาลให้มีความแข็งแรง ช่วยผู้ป่วยฉับไว และรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ แพลตฟอร์มนี้ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ การพัฒนาโครงสร้างรถที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ระบบจัดการอากาศภายในรถ และระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล โดยเป็นการวิจัยและพัฒนาภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และได้รับการสนับสนุนด้านการทดสอบมาตรฐานจากสถาบันยานยนต์ รถพยาบาลเสริมความแข็งแรงและปลอดภัย การปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่มักขับรถด้วยความเร็วสูงเพื่อนำส่งผู้ป่วยวิกฤตให้ถึงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ทำให้บางครั้งเกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหายรุนแรงต่อทั้งตัวรถ อุปกรณ์ภายในรถ รวมถึงผู้โดยสาร [caption id="attachment_76823" align="aligncenter" width="450"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.[/caption] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนากระบวนการออกแบบโครงสร้างรถพยาบาลเพื่อยกระดับความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายใต้แพลตฟอร์ม Digital EMS คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความแข็งแรงของห้องโดยสาร 2 เทคโนโลยี ประกอบด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์สำหรับใช้งานกับรถพยาบาลทั้งประเภทรถตู้และรถกระบะ และเทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถพยาบาลที่ประยุกต์ใช้ได้กับรถพยาบาลทุกประเภท “ในส่วนของเทคโนโลยีโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์ ทีมวิจัยได้พัฒนาชุดอุปกรณ์โครงสร้างน้ำหนักเบา โดยใช้หลักการประกอบแบบแยกส่วน เพื่อให้การประกอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงทำได้ง่ายโครงสร้างภายนอกของห้องโดยสารผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐาน SAE J3057 โดยรองรับแรงกระทำได้ 2.5 เท่าของน้ำหนักรถ ขณะที่ชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์ภายในห้องโดยสารผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน EN 1789 สามารถรองรับแรงกระทำได้ 10 เท่าของน้ำหนักชุดยึดรวมกับอุปกรณ์ที่ติดตั้ง ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้งโครงสร้างรถและชุดยึดอุปกรณ์มีความแข็งแรงและทนทานต่อแรงกระแทก” [caption id="attachment_76817" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบรถพยาบาลที่ผ่านการยกระดับเรื่องความปลอดภัย[/caption] [caption id="attachment_76819" align="aligncenter" width="750"] การทดสอบความแข็งแรงของโครงสร้างรถและอุปกรณ์ยึดติด[/caption] สำหรับเทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถ ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบปรับอากาศให้มีการไหลเวียนและกรองเชื้อโรคภายในห้องโดยสารตามมาตรฐานห้องปลอดเชื้อ ISO 14644 อย่างไรก็ตามในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 ยังมีคำแนะนำให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยเพื่อเสริมความปลอดภัย ปัจจุบันทั้งสองเทคโนโลยีอยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี Digital EMS ยกระดับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน นอกจากเทคโนโลยียกระดับความปลอดภัยการใช้งานรถพยาบาลทั้งด้านโครงสร้างและระบบจัดการอากาศแล้ว ภายใต้แพลตฟอร์ม Digital EMS ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญ คือ Emergency Telemedical Operation (ETO) หรือระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล ที่พัฒนาโดย ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช. และทีมวิจัย ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัลที่นำมาใช้ในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 2 เทคโนโลยีหลัก คือ ระบบรับแจ้งฉุกเฉินดิจิทัลหรือ Call Information System (CIS) ที่พัฒนาโดย ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล และทีมวิจัย และระบบอำนวยการทางการแพทย์ดิจิทัลหรือ Medical Information System (MIS) ที่พัฒนาโดย ดร.ปรารถนา กู้เกียรติกูล และทีมวิจัย “ระบบ CIS เป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุผ่านหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน 1669 ของ สพฉ. โดยทีมวิจัยได้พัฒนาให้เป็นระบบรับแจ้งเหตุแบบครอบคลุมรูปแบบการสื่อสารที่จำเป็น เมื่อมีการแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ผ่านเบอร์ 1669 ผู้แจ้งจะได้รับ SMS สำหรับยืนยันตัวตนและระบุพิกัดสถานที่เกิดเหตุ เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วและแม่นยำ หากผู้แจ้งใช้งานสมาร์ตโฟนจะใช้ระบบนี้วิดีโอคอลกับผู้รับแจ้งเหตุ เพื่อให้ผู้รับแจ้งเหตุประเมินสถานการณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการปฐมพยาบาลแบบเรียลไทม์ได้ด้วย” ส่วนระบบ MIS เป็นระบบอำนวยการทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลของผู้ป่วยขณะเดินทางด้วยรถพยาบาลไปยังศูนย์อำนวยการแพทย์แบบเรียลไทม์ ดร.ศราวุธ อธิบายว่า ระบบนี้จะส่งข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับช่วงต่อในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตไปยังศูนย์อำนวยการแพทย์ เช่น ข้อมูลสัญญาณชีพของผู้ป่วย สัญญาณภาพและเสียงภายในห้องโดยสาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินสามารถรับคำปรึกษาเรื่องการดูแล รวมถึงการทำหัตถการให้แก่ผู้ป่วยวิกฤตขณะเดินทางได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีระบบติดตามขั้นตอนการทำงานและตำแหน่งการรับส่งผู้ป่วยวิกฤตแบบเรียลไทม์ด้วย โดยระบบจะจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยและการจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่าย” [caption id="attachment_76822" align="aligncenter" width="750"] ภาพจำลองการแสดงผลของระบบ MIS[/caption] [caption id="attachment_76820" align="aligncenter" width="750"] ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ และ ดร.ปรารถนา กู้เกียรติกูล นักวิจัย สวทช.[/caption] ที่ผ่านมากลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ได้นำร่องทดสอบใช้งานเทคโนโลยี ETO ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลเรียบร้อยแล้ว และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการทดสอบทั้งระบบ Digital EMS ร่วมกับสถานพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรีและหน่วยงานอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการประสานงาน ดร.ศราวุธ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ต้นแบบรถพยาบาล Digital EMS อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานจริง ในขั้นตอนต่อไปจะดำเนินงานร่วมกับ สพฉ. จัดทำแนวทางมาตรฐานสำหรับรถพยาบาลที่ใช้งานในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งความแข็งแรงของโครงสร้างรถ ระบบจัดการอากาศภายในห้องโดยสาร และระบบดิจิทัลสำหรับรับแจ้งเหตุและอำนวยการทางการแพทย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี Digital EMS สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2564 6500 และ info@mtec.or.th เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. และขอขอบคุณ Thai PBS ที่ช่วยอนุเคราะห์ฟุตเตจสำหรับใช้ในการผลิตคลิป ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
‘OnSpec x AI’ คู่หูเทคโนโลยีใหม่ คัดกรองโรคร้ายใน 5 นาที
ตลอดกว่าห้าทศวรรษที่ผ่านมา การตรวจวัดสัญญาณรามาน (Raman spectroscopy) เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการระบุอัตลักษณ์ของสาร ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตยา การตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการตรวจหาสารเคมีตกค้างในภาคการเกษตร เพราะเทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วและความแม่นยำ ถึงกระนั้นการใช้งานเทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่แพร่หลาย ด้วยข้อจำกัดที่สัญญาณรามานมักมีความเข้มข้นต่ำ และปัญหาการประมวลผลสัญญาณของสารประกอบที่มีความซับซ้อนสูง กระทั่ง 2–3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดด และขยายขอบเขตสู่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI มากยิ่งขึ้น ทำให้ AI ก้าวเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกการประมวลผลสัญญาณรามานที่มีความซับซ้อนสูงได้สำเร็จ โดยปัจจุบันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านการแพทย์แล้ว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต OnSpec (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานเพื่อการวิเคราะห์ชนิดของสารความเข้มข้นต่ำ และเทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลสัญญาณด้วย AI สำหรับใช้คัดกรองโรค เช่น วัณโรคแฝง ไข้เลือดออก มะเร็งถุงน้ำดี OnSpec ชิปขยายสัญญาณรามานหลักล้านเท่า [caption id="attachment_76405" align="aligncenter" width="450"] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. อธิบายว่า สัญญาณรามาน คือ สัญญาณแสงเลเซอร์ที่ยิงไปตกกระทบบนพื้นผิววัตถุแล้วสะท้อนกลับมา โดยแสงบางส่วนจะมีสีหรือความยาวคลื่นเปลี่ยนไปเล็กน้อยตามลักษณะการสั่นของพันธะเคมีในโมเลกุล ทำให้แสดงถึงอัตลักษณ์ของสารแต่ละชนิดได้เสมือนลายนิ้วมือที่ใช้ระบุตัวตน “อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจวัดสัญญาณรามานยังมีจุดอ่อนเรื่องการวิเคราะห์สารที่มีความเข้มข้นต่ำ เพราะสัญญาณแสงที่สะท้อนกลับมาอาจอ่อนเกินกว่าที่จะตรวจจับอัตลักษณ์ได้ ที่ผ่านมานักวิจัยจากหลายประเทศทั่วโลกจึงพยายามพัฒนา ‘Surface-Enhanced Raman Scattering chip: SERS chip (เซอรส์ ชิป)’ วัสดุโครงสร้างระดับนาโนเพื่อใช้ขยายสัญญาณรามานให้มีความเข้มข้นขึ้นระดับหลักล้านเท่า โดยมีผู้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและใช้งานได้จริงแล้วตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา” หนึ่งในทีมวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการผลิต SERS chip ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว คือ กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์จากเนคเทค สวทช. โดยทีมวิจัยได้ตั้งชื่อผลงานว่า ‘OnSpec’ [caption id="attachment_76408" align="aligncenter" width="750"] OnSpec[/caption] ดร.นพดล เล่าว่า OnSpec มีจุดแข็งคือขยายสัญญาณรามานได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปกว่า 100 เท่า และใช้งานร่วมกับเครื่องวัดสัญญาณรามานทั่วไปทั้งชนิดที่ใช้ในห้องปฏิบัติการและแบบพกพาได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีการผลิตที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีอัตราความสำเร็จในการผลิตต่อรอบมากกว่าร้อยละ 90 และยังมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าทั่วไปมาก จึงเหมาะแก่การใช้ผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนไทยเรียบร้อยแล้ว “วิธีการใช้งาน OnSpec ทำได้ง่าย เพียงหยดตัวอย่างสารหรือสิ่งส่งตรวจลงบนชิป จากนั้นนำชิปไปติดตั้งในเครื่องรามานสเปกโทรมิเตอร์ (Raman spectrometer) เพื่อยิงแสงเลเซอร์และตรวจวัดสัญญาณที่สะท้อนกลับ ใช้เวลารวมทุกขั้นตอนเพียง 5–10 นาทีก็ทราบผลการตรวจได้แล้ว” นอกจากการพัฒนา OnSpec ปัจจุบันทีมวิจัยยังกำลังพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณรามานแบบพกพาเพื่อความสะดวกในการใช้งานนอกห้องปฏิบัติการด้วย โดยคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีในปี 2570 [caption id="attachment_76411" align="aligncenter" width="750"] หยดสารละลายที่ต้องการตรวจสอบลงบนชิป OnSpec[/caption] [caption id="attachment_76409" align="aligncenter" width="750"] ต้นแบบเครื่องตรวจวัดสัญญาณรามาน[/caption] มุ่งเป้าลดเวลาตรวจวัดทางการแพทย์ ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ OnSpec ไปทดสอบใช้งานแล้วในหลายสาขา ทั้งนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจหาคราบสารเสพติด สารระเบิด และการเกษตร เช่น การตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพืชผล ผลลัพธ์ที่ได้ต่างยืนยันถึงประสิทธิภาพการตรวจวัดของ OnSpec ทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำ ขณะเดียวกันในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยยังต่อยอดนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประมวลผลการตรวจวัดสัญญาณสำหรับการใช้งานทางด้านการแพทย์ด้วย ดร.นพดล อธิบายว่า ที่ผ่านมาการนำเทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการแพทย์ถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากสัญญาณรามานจากตัวอย่างทางชีวภาพที่เป็นสารประกอบ เช่น เลือด น้ำเหลือง มักเป็นสัญญาณที่มีการซ้อนทับของคลื่นสูง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ทำให้ทีมวิจัยสามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยประมวลผลสัญญาณได้แล้ว “ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำงานร่วมกับสถาบันการแพทย์ต่าง ๆ ในประเทศไทย วิจัยการตรวจวัดสัญญาณรามานของโรคร้าย 3 โรค โรคแรกคือโรคไข้เลือดออก ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการวิจัยสัญญาณรามานที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงหรือทรุดหนักหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสามารถวิเคราะห์เพื่อระบุว่าเป็นผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในเด็กได้แม่นยำกว่าร้อยละ 90 และระบุว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงได้แม่นยำกว่าร้อยละ 70 แล้ว โดยการวิจัยเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)” โรคที่สองที่ทีมวิจัยกำลังพัฒนากระบวนการประมวลผล คือ โรควัณโรคแบบแฝง โดยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจัยสัญญาณรามานที่บ่งชี้ว่าผู้เข้ารับการตรวจมีแนวโน้มที่จะมีเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายหรือไม่ เพราะเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายของผู้ติดเชื้อได้นานหลักสิบปีหรือกระทั่งตลอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันลดลงจะเกิดอาการป่วย และอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้างได้ ดร.นพดล อธิบายว่า ปัจจุบันทีมวิจัยวิเคราะห์เพื่อระบุการมีเชื้อวัณโรคแฝงได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว การที่แพทย์ตรวจพบได้เร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสต์ยุติวัณโรค (The End TB Strategy) ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดขึ้น โดยองค์กรอนามัยโลกตั้งเป้าลดอัตราการเกิดวัณโรคลงร้อยละ 90 และลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากวัณโรคลงร้อยละ 95 ภายในปี 2578 ทั้งนี้ในการวิจัยเรื่องนี้ สวทช. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก Open Philanthropy (โอเพน ฟิแลนโทรปี) องค์กรอิสระจากสหรัฐอเมริกา “โรคสุดท้ายที่กำลังดำเนินการวิจัยอยู่ คือ โรคมะเร็งถุงน้ำดี ที่ประชากรไทยโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทีมวิจัยได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์สัญญาณรามานของผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีเพื่อประมวลผลว่าผู้ป่วยกำลังป่วยอยู่ในระยะไหนของโรค ขณะนี้เทคโนโลยีสามารถวิเคราะห์ระยะของโรคในหนูทดลองได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว สำหรับสาเหตุที่ทีมวิจัยต้องพัฒนาการตรวจวัดสัญญาณรามานที่บ่งชี้ระยะของโรคมะเร็งชนิดนี้มาจากปัญหาว่าในระยะเริ่มต้นของโรค ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยอาจทำได้ล่าช้า และรักษาได้ไม่ทันการณ์” ปัจจุบันการพัฒนา OnSpec เพื่อประยุกต์ใช้ด้านการแพทย์ทั้ง 3 งาน ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา โดยทีมวิจัยคาดว่าจะยื่นขอทดสอบมาตรฐาน ISO 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้ในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า และจะนำไปสู่การทดสอบทางคลินิกต่อไป “การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการประมวลผลสัญญาณรามาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกขีดจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีซึ่งจะพลิกโฉมเทคโนโลยีการตรวจอัตลักษณ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยในระยะเริ่มต้นทีมวิจัยได้มุ่งเป้าไปที่งานด้านการแพทย์เพื่อประโยชน์ของประชากรไทยและประชากรโลกก่อน หากได้รับการสนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพจากหน่วยงานการแพทย์ทั้งภายในและต่างประเทศ ก็จะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาที่กำลังดำเนินการอยู่ประสบความสำเร็จได้เร็ว และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป” ดร.นพดล กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. อีเมล business@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย เนคเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น