หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จับมือ มูลนิธิ SOS ลงพื้นที่ “เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน” ขยายผลโมเดลธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย กู้วิกฤตขยะอาหารสู่ชุมชนเปราะบาง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เดินหน้ายกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “การขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand's Food Bank)” โดยล่าสุด (15-19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา) คณะทำงานโครงการฯ ได้ลงพื้นที่ภาคเหนือ ครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เพื่อหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน (Food surplus) และประยุกต์ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. สนับสนุนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ในการช่วยแก้ปัญหาการเกิดขยะอาหารและการสูญเสียอาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารแก่กลุ่มเปราะบาง พร้อมเก็บข้อมูลเชิงลึกในกระบวนการบริจาคอาหาร รวมถึงลงพื้นที่ในชุมชนที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลโครงการฯ อย่างน้อย 30 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายในปี 2571 ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส และหัวหน้าโครงการ Food Bank สวทช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการจัดตั้งธนาคารอาหารที่มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และด้านการพัฒนาสังคมด้วยการสนับสนุนให้อาสาสมัครในท้องถิ่นมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงในการกอบกู้อาหารส่วนเกินคุณภาพดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในจังหวัดเชียงใหม่ คณะทำงานฯ ได้มุ่งเน้นการศึกษาต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูง โดยศึกษาการเชื่อมโยงระบบขนส่งและการกระจายอาหารจากผู้ประกอบการโรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปสู่ศูนย์พักพิงและกลุ่มเปราะบางในเขตเมือง เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการทรัพยากรอาหารให้สอดคล้องกับสภาพสังคมเมืองที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินจำนวนมากในแต่ละวัน โดยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ คณะทำงานฯ ได้เข้าพบนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นางนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะทำงานฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคธุรกิจเข้าร่วมประชุมหารือ ณ โรงแรมเวียงลคอร เพื่อวางแนวทางดึงภาคเอกชนและเครือข่ายผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบธนาคารอาหาร โดยมีนายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการในพื้นที่ และจิตอาสาจำนวน 27 คน โดยได้แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการอาหารส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่การคัดแยก การรวบรวม การกระจาย/ส่งต่อ ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนจังหวัดลำปางสู่การลดการสูญเสียอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกันนี้ยังได้ลงพื้นที่ร่วมกับอาสาสมัครรักษ์อาหารจังหวัดลำปาง เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการรับและแจกจ่ายอาหารให้แก่กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชุมชนบ้านสามขา และบ้านแม่ทะ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของอาสาสมัครในระดับชุมชน และในจังหวัดลำพูน คณะทำงานฯ ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน โดยมี นายรุ่งโรจน์ สุนทร ท้องถิ่นจังหวัดลำพูน ร่วมประชุม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางขยายผลร่วมกับเครือข่ายตัวกลางในพื้นที่ ณ โรงแรมแกรนด์ปา แอนด์ รีสอร์ท โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และเครือข่ายจิตอาสามากกว่า 15 คน ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในการกอบกู้อาหารจากห้างสรรพสินค้า เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชนบ้านขว้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบนายนพดา อธิกากัมพู ประธานหอการค้าจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยผู้ประกอบการท้องถิ่นเพื่อหารือความร่วมมือการขยายผลโครงการ โดยในเบื้องต้นผู้ประกอบการในพื้นที่ได้แสดงความจำนงบริจาคอาหารส่วนเกินแล้วจำนวน 4 ราย ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวเสริมว่า ข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่หารือความร่วมมือและขยายผลโครงการ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูนครั้งนี้ จะถูกนำไปพัฒนาโมเดลการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะอาหารแต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างทั่วถึง โดย สวทช. และภาคีเครือข่ายจะมุ่งมั่นดำเนินโครงการนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย เพื่อให้เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดปริมาณขยะอาหาร และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารสืบไป ขณะที่ นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ SOS กล่าวถึงหลักการทำงานของ SOS ว่า ทาง SOS จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้บริจาคกับอาสาสมัครเพื่อจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ โดยอาสาสมัครทุกคนต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยทางอาหารและการลงข้อมูลอย่างเข้มงวด ซึ่งมีเทคโนโลยีจาก สวทช. มาช่วยในเรื่องการตรวจสอบคุณภาพอาหารที่พร้อมส่งต่อสู่ชุมชนผู้เปราะบาง ได้แก่ Food Safety Guideline โดยไบโอเทค แพลตฟอร์มดิจิทัลจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ โดยเนคเทค และแพลตฟอร์มคำนวณ Carbon Footprint โดยเอ็มเทค ซึ่งมูลนิธิ SOS จะมีการทำงานร่วมกับ สวทช. อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งต่ออาหารส่วนเกินและร่วมกันสร้างการเติบโตของเครือข่ายธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทยในอนาคต ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) คลิก https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชวนมอบ Rachel (เรเชล) บอดีสูทเสริมการเคลื่อนไหว เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ผู้สูงอายุ
  ตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าในอีกทศวรรษข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ที่มีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ชวนคนไทยส่งมอบ Rachel (เรเชล) รุ่น Everyday ชุดบอดีสูท (bodysuit) เสริมการเคลื่อนไหวให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้สูงอายุ เพื่อแทนคำขอบคุณและสื่อสารข้อความจากใจว่า ‘ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อยู่กับลูกหลานไปยาวนาน’ Rachel เสริมการเคลื่อนไหว เพิ่มความมั่นใจให้ผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประสบเหตุพลัดตกหกล้มหลักล้านครั้งต่อปี หลายครั้งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือกระทั่งเสียชีวิต สาเหตุสำคัญมาจากผู้สูงอายุมีมวลกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดน้อยลง ทำให้ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้ไม่มั่นคง [caption id="attachment_78467" align="aligncenter" width="750"] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช.[/caption] ดร.วรวริศ กอปรสิริพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาบอดีสูท Rachel รุ่น Everyday ขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุรวมถึงวัยทำงานได้สวมใส่เพื่อปรับร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูก และช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ทั้งส่วนหลัง สะโพก และต้นขา ช่วยให้ลุกยืน เดิน ยกของ และออกกำลังกายได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น “ชุด Rachel ผ่านการออกแบบให้เนื้อผ้ามีความตึงกระชับพอเหมาะกับกล้ามเนื้อแต่ละส่วน เพื่อให้ผู้ใส่รับรู้ตำแหน่งของข้อต่อได้ดีขึ้น โดยแรงดึงยืดและแรงกดเบา ๆ จากเนื้อผ้าจะช่วยเสริมการเคลื่อนไหวในการทำกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากผู้สวมใส่นั่ง ยืน หรือเคลื่อนไหวด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมจะเกิดแรงต้านและแรงผลักเบา ๆ ที่ชุด เพื่อให้ผู้ใส่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถสู่ท่าทางที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมชาติด้วย” ในการวิจัยและพัฒนา Rachel รุ่น Everyday เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการเทคโนโลยีศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อออกแบบชุดให้เหมาะกับสรีระและการเคลื่อนไหว รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน หนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่ทำให้บอดีสูท Rachel ออกสู่ตลาดได้จริงแล้วในวันนี้ คือ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)   [caption id="attachment_78473" align="aligncenter" width="750"] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)[/caption] คุณอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งในการร่วมกับ เอ็มเทค สวทช. นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งทอและชุดชั้นในกว่า 55 ปี มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผลจากความร่วมมือตั้งแต่ปี 2567 ทำให้ในวันนี้บริษัทพร้อมจำหน่ายชุด Rachel รุ่น Everyday แล้วในรูปแบบชุดที่รองรับทั้งสรีระผู้หญิงและผู้ชาย (unisex) จำนวน 7 ขนาดตั้งแต่ M ถึง 5XL รอบใต้อกตั้งแต่ 27–40 นิ้ว “Rachel รุ่น Everyday ผลิตด้วยผ้าเส้นใยไนลอนผสมสแปนเด็กซ์ เนื้อผ้านุ่ม ยืดหยุ่นสูง และระบายอากาศดี ไม่อับชื้น มีช่องเปิดสำหรับทำธุระในห้องน้ำได้สะดวก หลังผ่านการใช้งานสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้เหมือนชุดชั้นในทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานใส่ชุด Rachel ได้อย่างสะดวกสบายในทุกฤดูกาล” นวัตกรรมไทย ผลิตในประเทศไทย เพื่อคนไทย การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นความท้าทายอย่างยิ่งของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย เพราะการที่ผู้สูงวัยมีสุขภาพแข็งแรงและมีสุขภาพจิตดี ไม่เพียงช่วยยกระดับมวลรวมความสุขของคนในประเทศ แต่ยังนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยในระยะยาว และช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศด้วย [caption id="attachment_78471" align="aligncenter" width="750"] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)[/caption] นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า สวรส. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยชุดบอดีสูท Rachel แก่เอ็มเทค สวทช. ตั้งแต่ปี 2565 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแบบเชิงรุก ส่งเสริมให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม รวมไปถึงการลดความเสี่ยงการเป็นโรคกลุ่ม NCDs เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง “การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์ และมีศักยภาพที่จะผลิตด้วยตนเองภายในประเทศ จะนำไปสู่การเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ หลังจากนี้ สวรส. ยังตั้งใจที่จะสนับสนุนการผลักดันให้บอดีสูท Rachel เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกได้มากขึ้นด้วย” การพัฒนาบอดีสูท Rachel จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่วมให้ข้อมูลประกอบการทำวิจัยและสนับสนุนการทดสอบใช้งาน [caption id="attachment_78472" align="aligncenter" width="750"] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.[/caption] รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของ สวทช. ต้องขอขอบพระคุณ สวรส., สกสว., บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนการทำวิจัยของเอ็มเทค สวทช. มาโดยตลอด จนสามารถขับเคลื่อน ‘From Lab to Market’ หรือต่อยอดผลงานจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การจำหน่ายจริง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพแบบเชิงรุกนี้ “สวทช. ในฐานะขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ Rachel รุ่น Everyday ปัจจุบันบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดจำหน่ายในรูปแบบสั่งซื้อล่วงหน้า (pre-order) แล้วที่ Wacoal Body Clinic อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ถนนพระราม 3 ซอย 23 และจะเปิดจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 2 สาขา ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ Wacoal Body Clinic แผนกชุดชั้นใน ชั้น 4 เซ็นทรัลลาดพร้าว และที่ Wacoal Body Clinic โรงพยาบาลเวชธานี ผู้ที่สนใจทดลองสวมใส่และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ทั้ง 3 สาขา พิเศษ ! ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนตุลาคม ปี 2569 บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) มีจัดโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโปรโมชันได้ที่ไลน์ไอดี (Line ID): @bodyclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2689 8484 ผู้ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา • นายกนกลักษณ์ ดูการณ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์อบรมแพ็ทเทิร์นอุตสาหกรรม แพ็ทเทิร์น ไอที • รศ. ดร.วีรวัฒน์ ลิ้มรุ่งเรืองรัตน์ อาจารย์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล • ผศ. นพ.บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล • ดร.เมธนียา ปิลันธนานนท์ อาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล • นายพิชิตพล เกิดสมนึก นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และบริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ภาพประกอบโดย วลัยลักษณ์ คงพระจันทร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึกกำลัง Changan-Shanghai Edrive รับมอบเทคโนโลยี E-Drive ต่อยอดสู่ฮับ EV อาเซียน
วันที่ 18 ธันวาคม 2568, กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (TECE) ร่วมกับ  ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)  จัดพิธีรับมอบ "ชุดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (E-Drive Assembly)" จาก บริษัท Shanghai Electric Drive และ บริษัท Changan Auto Southeast Asia เพื่อเดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยเทคโนโลยี จำลองสถานการณ์เสมือนจริง หรือ Hardware-in-the-Loop (HIL) พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคาร สวทช. (โยธี) ถนนพระรามที่ 6 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ TECE และผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. เป็นผู้รับมอบ ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากพันธมิตร ได้แก่ คุณอิ้ง หง เลี่ยง (Mr. Ying Hongliang) รองประธาน บริษัท Shanghai Electric Drive ผู้ผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าชั้นนำ และ คุณกวน ซิน (Mr. Guan Xin) รองประธาน บริษัท Changan Auto Southeast Asia ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ (TAI) ร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล เปิดเผยว่า การรับมอบชุด E-Drive Assembly ในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากความสำเร็จในความร่วมมือทางเทคนิคระหว่าง สวทช. และภาคเอกชน โดยที่ผ่านมาทีมวิจัย TECE ได้ดำเนินการทดสอบและรับรองมาตรฐานซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว (Embedded Software) ด้วยเทคโนโลยี HIL จนประสบความสำเร็จ เริ่มต้นจากชุดระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ของรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น Deepal S05 ที่ผลิตในประเทศไทย และขยายผลมาสู่ชุดควบคุมมอเตอร์ (Inverter/MCU) ในปัจจุบัน "ชุด E-Drive ที่ได้รับมอบในวันนี้ เปรียบเสมือน 'หัวใจและสมอง' ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทาง สวทช. จะนำไปใช้เป็นครุภัณฑ์สำคัญในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงใช้เป็นสื่อการสอนจริงในกิจกรรมฝึกอบรม (Workshop) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการทดสอบ HIL ให้แก่วิศวกรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Local Content และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล" ดร.สุมิตรา กล่าว ด้านผู้บริหารจาก Changan Auto และ Shanghai Electric Drive ได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพทางเทคนิคของทีมวิจัยไทย และยืนยันความตั้งใจที่จะสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางการผลิตและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน (EV Hub of ASEAN)" อย่างเต็มภาคภูมิ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: งานประชาสัมพันธ์ สวทช. โทรศัพท์: 0-2564-6500 เว็บไซต์: www.entec.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้กับกลุ่มบริษัท เมืองไฟฟ้าวิศวกรรม
เมื่อนวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนคเทค สวทช. โดยสถาบันประเมินและรับรองเทคโนโลยีดิจิทัล (DTEC) ได้รับเกียรติจาก นางสาวสิรินทร อินทร์สวาท รองผู้อำนวยการเนคเทค มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ในขอบข่ายบริการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา ระบบดับเพลิงด้วยน้ำ ตามมาตรฐาน NFPA 25 ให้กับกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าเมืองวิศวกรรม โดยมีนายสมเกียรติ ประทุมมินทร์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำหรับกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในงานด้านวิศวกรรมความปลอดภัยงานบริการตรวจสอบอาคาร ระบบดับเพลิง ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ซึ่งการได้รับการรับรองจาก DTEC นี้ เป็นการยืนยันความสามารถในการให้บริการ ทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญของบุคลากร ความพร้อมของเครื่องมือวัด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ รวมถึงมีการดำเนินงานตามวิธีการ ขั้นตอนที่สอดคล้องตามมาตรฐาน และข้อกำหนดหลักเกณฑ์ที่ DTEC กำหนด  โดยบริษัทที่ผ่านการรับรองประกอบด้วย 4 บริษัท ดังนี้ 1) บ.เมืองไฟฟ้า โรจนะวิศวกรรม จำกัด 2) บ.เมืองไฟฟ้า กรุงเทพวิศวกรรม จำกัด 3) บ.เมืองไฟฟ้า อมตะนครวิศวกรรม จำกัด 4) บ.เมืองไฟฟ้า อิสเทิร์นซีบอร์ด จำกัด และกลุ่มบริษัทเมืองไฟฟ้าวิศวกรรม เป็นรายแรกที่ได้รับการรับรองจาก DTEC ในขอบข่าย บริการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา ระบบดับเพลิงด้วยน้ำ   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ DTEC  สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.nectec.or.th/dtec/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ขอเชิญนักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการวัสดุและเครื่องมือแพทย์ไทย เข้าร่วมรับบริการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพและการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์
📢 โอกาสพิเศษสำหรับ นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการวัสดุและเครื่องมือแพทย์ไทย   เอ็มเทค สวทช. เปิดรับสมัครเข้ารับบริการ 🔬 ทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพ 🧫 ทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์   ✨ สมัครวันนี้ – 30 ก.ย. 2569 👉 รับการสนับสนุนค่าทดสอบสูงสุด 80%   💡บริการของเอ็มเทคในการทดสอบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือ MED Drive ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ สวทช. ในการผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรมร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง โดยผนึกกำลังทั้งในด้านเทคนิค การบริหารจัดการ และส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับการสร้างนวัตกรรม   🚨โดย สวทช. มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการวิจัย ห้องปฏิบัติการ อีกทั้งบุคลากรมีความเชี่ยวชาญในการประสานกับเครือข่ายเฉพาะด้าน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อมุ่งสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ   สอบถาม:คุณปิยวรรณ ปนิทานเต 0 2564 500 ต่อ 4782 piyawas@mtec.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand – Japan Student Science Fair 2025 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
วันนี้ (17 ธ.ค. 68) เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 (TJ - SSF 2025) ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายธวัช บัวพิทักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี พล.ต.สิฐิจักษ์ ร่มโพธิ์ชี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นางชฎานุช มีเพียร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี ดร. สมร ปาโท ผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้ารับเสด็จ ในการนี้ เมื่อเสด็จมาถึงยังอาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ได้เสด็จประทับพระราชอาสน์ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดงานประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา โอกาสนี้ ได้ทอดพระเนตรวิดีทัศน์แนะนำการประชุมวิชาการฯ การแสดงในพิธีเปิด ในชุด “นาฏยนิรมิตวิพิธทัศนา” และรับฟังการนำเสนอผลงานโครงงานนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกของนักเรียนญี่ปุ่น 1 โครงงาน และของนักเรียนไทย 1 โครงงาน รับฟังการบรรยายพิเศษของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชาวญี่ปุ่น และชาวไทย ทอดพระเนตรการนำเสนอโครงงานรูปแบบโปสเตอร์ของนักเรียนญี่ปุ่นและนักเรียนไทย จำนวน 5 โครงงาน ทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระมหากรุณาธิคุณในการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2533 - 2568” และเสวยพระกระยาหารกลางวัน ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการจัดงานฯ และผู้บริหารหน่วยงานญี่ปุ่น ได้เวลาสมควร เสด็จพระราชดำเนินกลับ การประชุมวิชาการ Thailand-Japan Student Science Fair (TJ - SSF) จัดขึ้นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2558 ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กับโรงเรียน Super Science High School และสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยให้อยู่ในระดับเดียวกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความสนใจได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยในการนำเสนอผลงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยในปีการศึกษา 2568 นี้ กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จัดโครงการประชุมวิชาการ Thailand - Japan Student Science Fair 2025 (TJ - SSF 2025) ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 17 - 19 ธันวาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรม มีโรงเรียนที่เข้าร่วมงานรวม 75 โรงเรียน จากประเทศญี่ปุ่น 37 โรงเรียน และโรงเรียนในประเทศไทย จำนวน 38 โรงเรียน นำเสนอโครงงานจำนวน 177 เรื่อง ภาพ/ข่าว โดย ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ขอแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการนาโนเทค ในโอกาสเข้ารับรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พ.ศ. 2568
วันที่ 17 ธันวาคม 2568: มหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดงานพิธี “สืบทอดปณิธาน อุดมการณ์มอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พ.ศ. 2568” พิธีนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้สึกรำลึกถึงสถาบันที่ให้ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแสดงความขอบคุณคณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนบทบาทหน้าที่ของบัณฑิตในฐานะผู้มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในบทบาทของการเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น พิธีดังกล่าวยังได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติ ศิษย์เก่าดีเด่น และ ศิษย์เก่าเกียรติยศ ในสาขาต่าง ๆ โอกาสนี้ ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ ด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคม ประจำปี พุทธศักราช 2568 ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย เป็นศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีเภสัช รุ่นที่ 12 และเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ระดับปริญญาตรี รุ่นที่ 30 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประวัติการศึกษา * ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Pharmacy) University of Nottingham สหราชอาณาจักร * ปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต เทคโนโลยีเภสัชกรรม (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยขอนแก่น  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
12 องค์กร สานพลังส่งเสริมการพัฒนาเนื้อหาและบริการดิจิทัล ให้ “คนพิการ-ผู้ด้อยโอกาส” เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม
(16 ธันวาคม 2568) ที่ห้องแมนดาริน C โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า ระหว่าง สวทช. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ความร่วมมือเพื่อการเข้าถึงดิจิทัลอย่างเท่าเทียม  การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างทั่วถึงสำหรับคนพิการและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ การผลักดันให้เกิดเนื้อหาและบริการดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ตามแนวทางปฏิบัติของ Web Accessibility Initiative (WAI) ขององค์กร World Wide Web Consortium (W3C) ที่เป็นคณะทำงานกำหนดมาตรฐานระดับสากล การสร้างเอกสารสนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันตามมาตรฐาน การสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการในการพัฒนาการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้าที่ครอบคลุมกลุ่มคนพิการและกลุ่มเปราะบางทุกประเภท สร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายคนพิการและกลุ่มเปราะบางในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล การผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล สวทช. กับบทบาทการขับเคลื่อน Web Accessibility ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวทช. ดำเนินโครงการแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงบริการสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐตามระบบราชการ 4.0 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและให้คำปรึกษาในการปรับปรุงเว็บไซต์ตามมาตรฐาน Web Content Accessibility Guidelines หรือ WCAG ของ W3C เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบบริการภาครัฐให้เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรต่อประชาชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการนี้ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร ได้ผลักดันให้มาตรฐาน “แนวทางการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้” ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน WCAG 2.2 ได้รับการประกาศเป็นมาตรฐานศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ แนวทางการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ มศอ. 80002-2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 สำหรับให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงในการยกระดับให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.nectec.or.th/standard/2025/12/12/   เครื่องมือและการอบรมเสริมศักยภาพหน่วยงานรัฐ สวทช. ยังได้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบเว็บไซต์ที่เข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า (ศึกษารายละเอียดได้ที่ https://webcheck.aaa.in.th/ ) และร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า 5 หน่วยงานเดิม ได้แก่ สวทช., กสทช., สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่สนใจ สามารถพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ได้ตามมาตรฐาน WCAG เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐได้ จากการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน โครงการสามารถพัฒนา ปรับปรุง และสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับบริการสารสนเทศ ทั้งในด้านมาตรฐานข้อมูล การเข้าถึงสำหรับคนพิการ การบริการดิจิทัลที่สอดคล้องกับแนวทางราชการ 4.0 และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก และเข้าถึงได้“ความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การร่วมกันผลักดันให้เว็บไซต์ภาครัฐมีความ “เข้าถึงได้” ตามมาตรฐานสากล WCAG ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของการให้บริการออนไลน์ยุคใหม่ การที่หน่วยงานต่าง ๆ มุ่งมั่นปรับปรุงเว็บไซต์ให้รองรับผู้ใช้งานทุกประเภท โดยเฉพาะคนพิการนั้น ไม่เพียงช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสารและการรับข้อมูลข่าวสาร แต่ยังช่วยให้ประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ความสำเร็จเกิดขึ้นจากความร่วมมืออันเข้มแข็งของทั้ง 42 หน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน WCAG อย่างจริงจัง ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวไม่ใช่เพียงการยกระดับคุณภาพงานดิจิทัลของหน่วยงาน เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การต่อยอดบริการภาครัฐที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเข้าถึงได้อย่างแท้จริงและที่สำคัญคือการสร้างความเสมอภาคทางดิจิทัลให้กับคนพิการ และสร้างประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทุกคนอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว ก้าวต่อไปของความร่วมมือ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ที่มีหน่วยงานเข้าร่วมเพิ่มเติมอีก 7 หน่วยงาน จะขยายความร่วมมือในการผลักดันให้เว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันเป็นช่องทางสาธารณะที่ทุกคนควรเข้าถึงได้เพื่อความเท่าเทียมทางด้านโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และบริการสาธารณะ โดยจะผลักดันข้อกำหนดและมาตรฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้ยกระดับเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ต่อไป เพื่อให้เป็นแนวทางในการสร้างเนื้อหาและบริการดิจิทัลบนเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลโดยสะดวกถ้วนหน้า เพื่อสร้างความตระหนักและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการในการพัฒนาเว็บไซต์และโมบายแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น และเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายคนพิการ รวมถึงการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงเนื้อหาและบริการดิจิทัล
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เสริมพลังครูผู้สอน – ยกระดับทักษะโค้ดดิ้งให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก
สวทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะโค้ดดิ้งสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งเพื่อพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก” ระหว่างวันที่ 13–15 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร จังหวัดปทุมธานี การอบรมครั้งนี้มีครูจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก สังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. จาก 21 โรงเรียนทั่วประเทศ เข้าร่วมอบรมมากกว่า 60 คน การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ปีที่ 1” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก มูลนิธินายห้างโรงปูนผู้หนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านโค้ดดิ้งให้แก่ครูผู้สอน เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ทักษะด้านโค้ดดิ้ง นับเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากช่วยเสริมความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก การเรียนรู้โค้ดดิ้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เพิ่มสมาธิและความจดจ่อ ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะทางสังคม การเรียนรู้ และการดำรงชีวิตประจำวัน ภายในการอบรม คุณครูได้เรียนรู้แนวทางการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้งที่เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว ผ่านการบรรยายและการสาธิตโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการใช้ บอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright และการประยุกต์ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและส่งเสริมทักษะทางเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวพัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา สวทช. เป็นประธานในพิธีเปิด โดยได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนทุกกลุ่ม พร้อมมุ่งเน้นให้ครูนำความรู้ไปขยายผลสู่การปฏิบัติในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถือเป็นความก้าวหน้าในการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมในสังคมไทย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมหารือ เทศบาลนครเชียงใหม่ เร่งขยายผลจัดการเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่ ด้วยโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์
 (16 ธันวาคม 2568) ณ สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ - นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นางนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือกับคณะจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อลดขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก สวทช. และมูลนิธิ SOS ประกอบด้วย ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการธนาคารอาหาร ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ SOS นางณัฐชลธร ชยุตพงค์พันธุ์ นักวิชาการ สวทช. รวมถึงทีมนักวิจัยนโยบายจาก สวทช. และไบโอเทค ในโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) โดย สวทช. นำเสนอโครงการเพื่อลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขยายผลแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ภายใต้ “โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand's Food Bank)” และ โครงการการนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารสัตว์และผลิตปุ๋ย โดยเน้นย้ำแนวทาง Zero waste ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลและประยุกต์ใช้แนวทางบริหารจัดการ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะอาหารและการสูญเสียอาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การร่วมมือกันระหว่างเทศบาลนครเชียงใหม่ สวทช. มูลนิธิ SOS และภาคีที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดขยะอาหารอย่างเป็นระบบ เพิ่มความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมนำผลจากงานวิจัยและเทคโนโลยีไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. ผนึกพันธมิตร เปิดตัวโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ปลุกทักษะแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ สร้างโอกาสเท่าเทียม พร้อมได้รับประกาศนียบัตรระดับนานาชาติ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต AI E-Learning Platform โดยมี รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.จารุรินทร์ ภู่ระย้า ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขับเคลื่อนและพัฒนา อววน. สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) และ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และคณะผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจของกระทรวง อว. คือการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยให้ความสำคัญในเรื่องกำลังคนเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันมี Flagship หลัก ได้แก่ 1.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2.เซมิคอนดักเตอร์(Semiconductor) 3.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 4.วิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ล่าสุดทราบว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีความร่วมมือด้าน AI ในระดับสากล ซึ่งจะช่วยพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ นำไปสู่การสร้างผู้ประกอบการ SME รวมทั้งผลักดันบุคลากรไทยให้สามารถทำงานได้ทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2565 กระทรวง อว. ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ต่อคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 แผนดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Al และนี่เองคือจุดเริ่มต้นและรากฐานสำคัญของโครงการ Training Center เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ที่เรากำลังเดินหน้าในวันนี้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่กำลังเปิดตัว เป็นกลไกแรก ๆ ที่จะช่วยเปิดโอกาสให้แรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือ Al ที่จำเป็นต่อการทำงานในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศใหม่ เพื่อรองรับการยกระดับทักษะของกำลังคนไทยอย่างเป็นระบบ โดยพันธมิตร มหาวิทยาลัยในเครือข่ายจะเข้ามาสนับสนุนให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้นี้ และต่อยอดเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในที่สุด “การประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ AI เพื่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญ ที่จะต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI Training Center) อย่างครบวงจรในอนาคตอันใกล้” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI เพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งอนาคต เป็นผลผลิตสำคัญชิ้นหนึ่งภายใต้โครงการการสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) เฉพาะทางด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการพัฒนาทักษะและยกระดับกำลังคนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ริเริ่มโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ให้แก่กลุ่มแรงงานทักษะสูงในภาคอุตสาหกรรม ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี-ปริญญาโท รวมถึงนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา หรืออุทยานวิทยาศาสตร์ ภูมิภาค ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือ AI ร่วมกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม อันเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการไทยสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถปรับตัวได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในระดับโลก โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออกแบบหลักสูตรพื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ และออกแบบหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์เฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของผู้ประกอบการ ที่เข้ามาเชื่อมต่อสู่เป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เข้ามาช่วยสร้างฐานผู้เรียน และต่อยอดเป็นระบบการสนับสนุนผู้ประกอบการและภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญครบวงจร ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว การบรรยายหัวข้อ "Al Transformation: Preparing Peopleware for the Future" โดย รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "The Evolving Role of Al and Workforce Readiness in Driving Competitiveness" โดย Prof. Xiao Ma Professor and Director of Centre for Business Transformation Nottingham Business School
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เจาะลึก ‘EnPAT’ ‘น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ’ ตัดวงจรเสี่ยงไฟไหม้ ยกระดับความปลอดภัยเมืองกรุง
ท่ามกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล "ไฟฟ้า" คือเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ทว่าภายใต้ 'หม้อแปลงไฟฟ้า' ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง กลับซ่อนความเสี่ยงจากน้ำมันหม้อแปลงแบบดั้งเดิมที่ผลิตจากปิโตรเลียม ซึ่งมีจุดติดไฟสูงและเสี่ยงลุกลามหากเกิดเหตุขัดข้อง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. หยิบเอาความท้าทายดังกล่าวนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมันให้กลายเป็น “EnPAT” (เอ็นแพท) นวัตกรรมน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก ที่ไม่เพียงช่วยตัดวงจรความเสี่ยงอัคคีภัยได้ แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของประเทศไทย  เมื่อ ‘ปาล์มน้ำมัน’ ถูกอัปเกรดโมเลกุล สู่เกราะกันไฟมาตรฐานสากล ดร.บุญญาวัณย์ อยู่สุข หัวหน้าทีมพัฒนา EnPAT จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. อธิบายว่า EnPAT มีจุดติดไฟที่สูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของน้ำมันแร่เดิม ทำให้น้ำมันชนิดนี้ติดไฟได้ยาก สามารถป้องกันการเกิดอัคคีภัยจากการระเบิดของหม้อแปลงได้ อีกทั้งผลทดสอบการเสื่อมสภาพทางความร้อนที่ 110 องศาเซลเซียส ต่อเนื่อง 6,000 ชั่วโมง ยืนยันว่า EnPAT คงสภาพฉนวนได้ดีและมีความชื้นต่ำ ช่วยยืดอายุหม้อแปลงได้นานกว่าน้ำมันแร่ อีกทั้งยังสามารถเติมทดแทนในหม้อแปลงเดิม (Retrofilling) ได้ทันทีโดยไม่แยกชั้น ทำให้เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ง่าย และที่สำคัญแหล่งกำเนิดของนวัตกรรมนี้มาจาก "ปาล์มน้ำมัน" พืชเศรษฐกิจของไทย ทำให้ EnPAT เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และสามารถหมุนเวียนไปเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลได้ต่อ สร้างวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าสูงสุด ดังที่ ดร.บุญญาวัณย์ ได้กล่าวไว้ว่า "EnPAT ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญ ซึ่งจะทำให้ไทยพร้อมตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero และการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียวในภูมิภาค" กฟน. เดินหน้านำร่องใช้ ‘ปกป้องมหานคร’ หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรมจะสร้างมูลค่าสูงสุด เมื่อมีผู้นำไปขยายผลใช้งานจริง ด้านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะผู้นำร่องใช้งานจริงในพื้นที่เมืองหลวงที่มีความหนาแน่นสูง โดย นายดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการวางแผนและนวัตกรรมระบบไฟฟ้า กฟน. กล่าวว่า การนำร่องติดตั้งหม้อแปลงบรรจุ EnPAT เครื่องแรกในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ณ เขตลาดกระบัง เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความปลอดภัย แต่คือก้าวย่างสำคัญทางเศรษฐกิจ นายดิเรก ชี้ให้เห็นว่า "Green Electricity ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Green Data Center ในภูมิภาค ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพ" โดย กฟน. มีแผนที่จะขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบไฟฟ้าของมหานคร พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนวัตกรรมที่ปลอดภัย การเดินหน้าของ กฟน. ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเจ้าของพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจจากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ว่าในปี พ.ศ. 2568 มีเหตุอัคคีภัยเกิดขึ้น 3,443 ครั้ง โดยมีสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจรถึง 1,243 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ การนำร่องใช้งาน EnPAT ในพื้นที่เขตลาดกระบัง จึงไม่ใช่แค่การทดสอบนำร่อง แต่คือการยกระดับความปลอดภัยของระบบสาธารณูปโภคเชิงรุกตามนโยบาย "ปลอดภัยดี" ของ กทม. เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์หม้อแปลงระเบิดที่อาจลุกลามเป็นอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก  สานต่อภารกิจความปลอดภัย จากต้นน้ำสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ความสำเร็จของ EnPAT เกิดจากการถักทอความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากพันธมิตร โดยเริ่มจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่นำร่องติดตั้งหม้อแปลง EnPAT เครื่องแรกที่จังหวัดชลบุรี มาตั้งแต่มีนาคม 2567 ซึ่งพิสูจน์ความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้ามากว่า 1 ปี 8 เดือน จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งไม้ต่อมายัง กฟน. เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่เมืองหลวง ภารกิจนี้ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องสู่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำเขื่อนสิรินธร เพื่อสร้างความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC กล่าวว่า EnPAT คือ ผลลัพธ์ของการรวมพลังใจจาก 9 หน่วยงานหลัก เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงระบบไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ที่ภูมิใจกับรางวัล PMUC Country First Award ของโครงการนี้ โดยชี้ให้เห็นว่า EnPAT คือ ก้าวย่างสำคัญที่พิสูจน์ว่างานวิจัยไทยสามารถสร้างทั้งโอกาสทางการค้าและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรปาล์มน้ำมันกว่า 400,000 ครัวเรือน ได้อย่างแท้จริง ผนึกเอกชน สร้าง Value Chain ที่จับต้องได้ ลำพังงานวิจัยไม่อาจสร้างผลกระทบวงกว้างได้ หากขาดฟันเฟืองภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง การผนึกกำลังจึงขยายวงไปสู่ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้ดูแลต้นน้ำในการเตรียมวัตถุดิบปาล์มคุณภาพเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ส่งไม้ต่อให้กับ บริษัท พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันหล่อลื่นที่เข้ามารับบทบาทปรุงสูตรและขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม และเพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันหยดนี้จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด จึงเข้ามาดีไซน์และผลิตหม้อแปลงที่รองรับนวัตกรรมนี้โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีไทยสู่มาตรฐานสากล EnPAT จึงเป็นมากกว่าน้ำมันในหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ แต่คือพลังแห่งความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน ที่สามารถยกระดับพืชผลเกษตรของชาวสวนกว่า 400,000 ครัวเรือน ให้กลายเป็นนวัตกรรมความปลอดภัยระดับสากลได้สำเร็จ ตอกย้ำภารกิจของ สวทช. ที่มุ่งมั่นสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ