หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. โดยโปรแกรม ITAP และศูนย์ MTEC จัดอบรมยกระดับผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทย สู่มาตรฐานสากล ISO 13485
(15 มิถุนายน 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เปิดฉากจัดอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 4 หลักสูตร ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ควบคู่กับการแนะนำเทคโนโลยีระบบฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนภาคเอกชน SMEs ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้ผ่านการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นางสาวพีชยา จิระธรรมกิจกุล ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสุขภาพ โปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-29 มิถุนายน 2569 รวม 4 หลักสูตร ระยะเวลา 5 วัน ได้แก่ ข้อกำหนดและการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 13485 การตรวจติดตามประเมินภายใน ISO 13485 การบริหารความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ และการยื่นจดทะเบียนสถานที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ประเภท Non-IVD เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำองค์ความรู้ไปพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโปรแกรม ITAP เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษารายบริษัท ควบคู่กับการสนับสนุนงบโครงการบางส่วน เพื่อช่วย SMEs ลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี และยกระดับเครื่องมือแพทย์ไทยให้ได้มาตรฐานสากล นอกจากนี้ ภายในงานยังได้แนะนำ “MED Drive Platform” โดย ดร.พสุ สิริสาลี นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ จาก MTEC ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลและเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงคนทำวิจัย โรงพยาบาล และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยเติบโต สามารถผลิตใช้งานได้เองจริง และแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน การอบรมในครั้งนี้มุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีคณะวิทยากรจากบริษัท คิวไทม์ คอนซัลติ้ง เซอร์วิส จำกัด มาร่วมถ่ายทอดความรู้ ตั้งแต่ความเป็นมา กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงข้อกำหนดระบบบริหารคุณภาพ พร้อมทั้งมีกิจกรรมเวิร์กชอปจำลองสถานการณ์จริง เช่น การประยุกต์ใช้หลักการ PDCA การวางแผนการผลิต รวมถึงการเรียกคืนผลิตภัณฑ์และรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาองค์กรและระบบการผลิตเครื่องมือแพทย์ให้มีประสิทธิภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม “ICH GCP E6 (R3): From Insight to Implementation ต่อยอดความเข้าใจสู่การปฏิบัติจริงในการวิจัยในมนุษย์”
📢ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการอบรม "ICH GCP E6 (R3): From Insight to Implementation ต่อยอดความเข้าใจสู่การปฏิบัติจริงในการวิจัยในมนุษย์” . วันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30-17.00 น. ณ ห้องประชุม B-127 ชั้น 1 อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี และทางออนไลน์ผ่านระบบออนไลน์ Cisco Webex จัดโดยฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย และ มูลนิธิซิดเคอร์-เฟอร์แคป เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจริยธรรมในการทำวิจัยในมนุษย์ (SIDCER-FERCAP) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (CFA) . ลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้ที่ : http://www.nstda.or.th/r/41Djp ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.career4future.com/gcp69 . ค่าลงทะเบียน บุคคลทั่วไป, หน่วยงานเอกชน, มหาวิทยาลัยเอกชน, สมาคม, มูลนิธิ ราคา 3,103 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) หน่วยงานของรัฐ (ซึ่งไม่แสวงหากําไร) บุคลากรหน่วยงานของรัฐ, มหาวิทยาลัยภาครัฐ ราคา 2,900 บาท (ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) . หากเข้าอบรมและทำกิจกรรมทุกหัวข้อของการอบรม ไม่ต่ำกว่า 100% จะได้รับใบประกาศนียบัตร จาก SIDCER-FERCAP และ สวทช. . ติดต่อประสานงาน ด้านหลักสูตร 02 564 7000 ต่อ 71843 (คุณรุจิกร) และ 71838 (คุณธนะพล) E-mail QRI@nstda.or.th ติดต่อประสานงาน ด้านลงทะเบียนและวิธีการชำระเงิน 02 644 8150 ต่อ 81889 (คุณอริสรา) E-mail arisara.sri@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
Low Carbon & Carbon Neutrality โอกาสของประเทศไทยบนฐานวิจัย สวทช. สู่อนาคตยั่งยืน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “Low Carbon” และ “Carbon Neutrality” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็น “เงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก” ที่กำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในกรอบเวลาที่ท้าทาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ "เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ" ได้เร่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม “ACAMP” แพลตฟอร์มดิจิทัล ตัวช่วยอัจฉริยะด้านบัญชีคาร์บอน แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ “สมัครใจลดคาร์บอน” ไปสู่ “ข้อบังคับทางการค้า” โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยและอาจต้องชำระต้นทุนคาร์บอน ขณะเดียวกัน ตลาดโลกให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับบริษัทที่บริหารจัดการคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ “บัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting)” กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี อย่างไรก็ตาม การจัดทำบัญชีคาร์บอนมักมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีความคลาดเคลื่อนสูง จนกลายเป็น Pain Point สำคัญของภาคธุรกิจ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จึงได้พัฒนา แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารคาร์บอน (ACAMP) ขึ้นมาเป็นตัวช่วยสำคัญให้องค์กรสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แบบอัตโนมัติ โดยบูรณาการข้อมูลตั้งแต่ระดับอุปกรณ์ IoT หน้างาน เข้าสู่ระบบ Cloud Platform เพื่อวิเคราะห์ผลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุ “แหล่งปล่อยหลัก” และวางแผนลดคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับการยื่นขอการรับรองและการทวนสอบตามมาตรฐาน ACAMP จึงนับเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของภาคธุรกิจไทย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ลดขยะ = ลดคาร์บอน กับธนาคารอาหารของประเทศไทย (Food Bank) นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ภาคสังคมก็มีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนเช่นกัน จากปริมาณขยะอาหารที่ประเทศไทยมีปีละเกือบ 10 ล้านตัน โดยใน 4 ล้านตันเป็นอาหารที่ยังนำไปบริโภคได้ ในขณะเดียวกันไทยยังมีประชากรบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเหมาะสม ปัญหาขยะอาหารไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ยังปล่อยก๊าซมีเทนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ มูลนิธิ SOS และพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เดินหน้า “ธนาคารอาหาร (Food Bank)” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมและแจกจ่ายอาหารให้กับองค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมประเภทต่าง ๆ อาทิ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ คนไร้บ้าน ชุมชนแออัด เด็กกำพร้า และผู้มีรายได้น้อย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารและลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร เครื่องมือสนับสนุนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Food Bank) ของ สวทช. ได้แก่ แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค โดย ไบโอเทค: เป็นแนวปฏิบัติกลางที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการบริจาคอาหารส่วนเกินของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและผู้รับอาหารว่าอาหารจะมีความปลอดภัย แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ โดย เนคเทค: เป็นแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ในการจับคู่ความต้องการของผู้ให้และผู้รับ ที่สามารถแนะนำเส้นทางการบริจาค ลดภาระตัวกลางในการประสานงานและจัดเส้นทาง และแนะนำโภชนาการที่เหมาะสมให้กลุ่มผู้บริโภคได้ ฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารบริจาค โดย เอ็มเทค: เป็นฐานข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนและคำนวณคาร์บอนเครดิต จากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) และข้อมูลการให้การรับรองโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) สร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ด้วย “แพลตฟอร์ม Lookie Waste” นอกจากการบริหารจัดการขยะอาหารเพื่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว “ข้อมูล” และ “ระบบติดตามข้อมูล” ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ภายใต้ทุนอุดหนุนวิจัยจากสำนักงบประมาณ และ United Nations Environment Programme (UNEP) พัฒนาแพลตฟอร์ม Lookie Waste สำหรับติดตามขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ภาคครัวเรือน และผู้จัดการขยะ Lookie Waste ใช้งานง่ายผ่าน Mobile Platform พร้อมเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยภาพถ่าย (Image Processing) เพื่อระบุปริมาณการเกิดและแหล่งกำเนิดขยะอาหารให้สามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการได้อย่างตรงจุด อีกทั้ง Lookie Waste สามารถประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเกิดขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์ในหน่วยเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2-eq) คาดการณ์ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยมูลค่าอาหารที่ผู้บริโภคต้องสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น ตลอดจนสะท้อนผลกระทบด้านสังคมผ่านคุณค่าทางโภชนาการและจำนวนเด็กที่หิวโหยที่อาจได้รับอาหารจากของที่เหลือทิ้งจากการบริโภคเหล่านั้น แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของโลกที่มองว่า “Waste is Resource” และสะท้อนบทบาทของข้อมูลดิจิทัลในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ซึ่งไม่เพียงมุ่งลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ สวทช. ปูทางสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” รองรับแนวโน้มอนาคตที่การแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ “ความสามารถในการลดคาร์บอน” จะกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งวางรากฐานผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง วทน. หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
สวทช. ร่วม กปภ. และ 11 หน่วยงานสร้างเครือข่ายพันธมิตรวิจัย ยกระดับการบริหารจัดการและบริการด้านประปา
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมลงนาม MOU ใน “โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาผลงาน/นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการน้ำประปา” กับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พร้อมด้วยผู้แทนจาก 11 หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา โดยมี ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านบริหารทั่วไป, ดร.ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยา การดูดซับและการคำนวณระดับนาโน (NCAS) และ ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) สวทช. ร่วมงาน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมประปาวิวัฒน์ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการคิกออฟเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ขับเคลื่อนสู่การยกระดับการบริหารจัดการและบริการด้านประปา ระหว่าง 13 หน่วยงานคือ สวทช. กปภ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) องค์การเภสัชกรรม บริษัท เอที เทคโนโลยี แอนนี่แวร์ จำกัด และบริษัท ฟีเว่ ซิสเท็ม (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากร และเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงาน พัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงต่อยอดผลงานสู่ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่สังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ในส่วนของ สวทช. ภายใต้บทบาทด้านการเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยภายใต้แผนงาน Pre battle AQUALITY ไม่ว่าจะเป็น ระบบผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี, ระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน และเทคโนโลยีตรวจติดตามคุณภาพน้ำดิบและระบบผลิตน้ำ ร่วมกับภาคีความร่วมมือนี้ เพื่อผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยแผนการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน ให้ประชาชนได้ใช้น้ำอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพถ้วนหน้าและยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
คณะนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย ลงพื้นที่ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานเมืองนวัตกรรม EECi เพื่อวางแผนเชื่อมโยงความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลีย
12 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ศาสตราจารย์ Anthony Douglas John Haymet นำคณะ Australia’s Chief Scientist และสถานเอกอัครราขทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานของ EECi เพื่อหารือในประเด็นการวางแผนและการลงทุนบนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับและกล่าวถึงการมาเยือนของคณะจากออสเตรเลีย “…EECi รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัย และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี รวมถึงระบบนิเวศนวัตกรรมของ EECi ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการวิจัยขั้นสูง การพัฒนาเทคโนโลยี ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการนำผลงานนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภูมิภาค การมาเยือนของคณะออสเตรเลียในวันนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เมืองนวัตกรรม EECi หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยี่ยมชมในวันนี้ จะช่วยให้คณะได้เห็นศักยภาพของ EECi ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยและระบบนิเวศนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการหารือเกี่ยวกับการลงทุนและการวางแผนด้านโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยในอนาคต อีกทั้งยังมุ่งหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคณะในการเผยแพร่ข้อมูลและศักยภาพของ EECi ไปยังเครือข่ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในออสเตรเลีย เพื่อเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างภาคการวิจัยและภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศต่อไป…” ในโอกาสนี้ ได้นำคณะเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของประเทศด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (Automation, Robotics and Intelligent Systems) ของเมืองนวัตกรรม EECi ตามลำดับ ดังนี้ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน : มีภารกิจหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยก้าวเข้าสู่Industry 4.0 โดยส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงาน ห้องปฏิบัติการเซลล์เทคโนโลยีด้านพืชและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ และยังช่วยในการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาการผลิตพืชสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะตามความต้องการของตลาด โรงเรือนอัจฉริยะ : ระบบปลูกพืชแบบกึ่งปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ด้วยระบบอัตโนมัติสำหรับการให้น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่าง ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ : ให้บริการวิจัยขยายขนาดกระบวนการการผลิตทางชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยอาศัยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติและจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โรงงานต้นแบบมีกระบวนการผลิตต้นน้ำ และมีกระบวนการผลิตขั้นปลายที่หลากหลายและครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายประเภท โรงงานต้นแบบการขึ้นรูปขนาดใหญ่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย : สนับสนุนการผลิตสมัยใหม่และการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง บูรณาการ Advanced Manufacturing, Non-destructive Testing Automation และ Robotics อย่างครบวงจร ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและมุ่งสู่ Industry 4.0 อย่างยั่งยืน อนึ่ง Australia’s Chief Scientist มีหน้าที่หลักในการให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่รัฐบาลออสเตรเลียอย่างเป็นอิสระและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจระดับประเทศ โดยตำแหน่งนี้ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย    
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 15 มิ.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569อว. ลุยสงขลา! ดันโครงการ 'South Innovation Bridge' เชื่อมเครือข่ายนวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้สู่สากล        "ยศชนัน" เยี่ยมชมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ สวทช. ชูนวัตกรรมเด่น 'เทคโนโลยีโอมิกส์' พัฒนาปะการังทนร้อน ฟื้นฟูวิกฤตทะเลไทย .... >> อ่านต่อAI ตรวจฟันผุ ตรวจเร็วก่อนลุกลาม !        เอ็มเทค สวทช. โชว์ผลงานวิจัยในงาน Thailand Healthcare 2026 'น้องทันตะ' AI คัดกรองฟันผุจากภาพถ่ายมือถือ และ 'Dent Detect' AI วิเคราะห์ฟิล์ม X-Ray ช่วยปชช.พื้นที่ห่างไกลคัดกรองเบื้องต้นรวดเร็ว ลดภาระงานของทันตแพทย์  ... >> อ่านต่อป้องกัน-ปราบปราม ยาเสพติดด้วย วทน. : นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาฯ ป.ป.ส. เยี่ยมชม สวทช. เพื่อศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ มาตรฐานการวิเคราะห์ และ AI ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการ ไบโอเทค ให้การต้อนรับ ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ข้าราชการและบุคลากร อว. – สวทช. พร้อมใจร่วมแสดงความอาลัย เฝ้าฯ รับเสด็จขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
(13 มิถุนายน 2569) บรรยากาศ ณ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ถนนศรีอยุธยา): ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพนักงาน สวทช. ร่วมใจกันมารวมตัวอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฝ้าฯ รับเสด็จ ในโอกาสที่ขบวนเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เคลื่อนผ่านเส้นทางดังกล่าว สืบเนื่องจากประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความโศกเศร้าอาลัยแก่พสกนิกรทั่วประเทศ ในวันนี้ คณะผู้บริหาร และพนักงาน สวทช. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จขบวนเชิญพระศพซึ่งเคลื่อนผ่านเส้นทางถนนศรีอยุธยาในช่วงบ่าย เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ บรรยากาศในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ เรียบร้อย และสมพระเกียรติ โดยบุคลากรกระทรวง อว. และ สวทช. ต่างแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำเพื่อแสดงความอาลัย มาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จขบวนเชิญพระศพด้วยความตั้งใจและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย การเข้าร่วมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความเป็นหนึ่งเดียวของชาว อว. และ สวทช. ที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ต้อนรับคณะผู้แทน CATARC จากสาธารณรัฐประชาชนจีน หารือแนวทางความร่วมมือวิจัยและทดสอบด้านอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) ต้อนรับคณะผู้แทนจาก ศูนย์เทคโนโลยีและการวิจัยยานยนต์แห่งประเทศจีน (China Automotive Technology and Research Center: CATARC) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยียานยนต์ โดยมีหน่วยงานภายใต้ สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และการทดสอบเทคโนโลยียานยนต์ โดย ดร.ชินะ เพ็ญชาติ นักวิจัย ทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านการวิจัย การทดสอบ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์แห่งอนาคต ในโอกาสนี้คณะผู้แทน CATARC ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและการทดสอบต่าง ๆ ของ สวทช. ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมน้ำหนักเบา (Lightweight Engineering Laboratory) ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีการกัดกร่อน (Corrosion Technology Laboratory) และห้องปฏิบัติการวิศวกรรมพื้นผิว (Surface Engineering Laboratory) โดยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. นำเสนอผลงานวิจัย เครื่องมือทดสอบ และศักยภาพในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ทั้งในด้านวัสดุน้ำหนักเบา ความทนทานต่อการกัดกร่อน และเทคโนโลยีการเคลือบผิวขั้นสูง จากนั้นคณะได้เยี่ยมชมฝ่ายบริการงานวิศวกรรม สวทช. (NFED) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) และห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ (Software Quality Testing Laboratory: SQUAT) เพื่อศึกษาขีดความสามารถด้านการออกแบบ ผลิตต้นแบบ การวิเคราะห์ทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ที่รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ภายหลังการเยี่ยมชม ได้มีการประชุมสรุปผลและหารือความร่วมมือระหว่าง CATARC และ สวทช. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านมาตรฐาน การทดสอบ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ เพื่อวางแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยานยนต์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดให้มีการสื่อสารแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี 2569
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดให้มีการสื่อสารแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมิน ITA ที่มีรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมฟังการสื่อสาร แนวทางการประเมินผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (IIT) จากหลากหลายกลุ่มตำแหน่ง    
ข่าวสาร ITA
 
“SERS-TB” เครื่องมือตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงใน 30 นาที อุปกรณ์สนับสนุนยุติวัณโรค
สรุปใจความสำคัญ 1 ใน 4 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรคแบบแฝง โดยร้อยละ 5-10 ของผู้ติดเชื้อมีโอกาสพัฒนาต่อไปเป็นระยะแสดงอาการที่สามารถแพร่เชื้อได้ การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคควบคู่กับการค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการควบคุมโรค SERS-TB คือ เครื่องมือตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง (Latent TB Infection) จากเลือดเพียง 1 หยด โดยใช้เทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานหรือลายพิมพ์นิ้วมือของสารและ AI ทำให้ได้เป็นระบบตรวจคัดกรองที่ใช้เวลาตรวจเพียงประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เครื่องมือ SERS-TB มีจุดเด่น คือ ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก การวิเคราะห์ผลทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญคือผลิตได้ภายในประเทศไทย ทำให้ควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์ได้ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยได้นำตัวอย่างเลือดของผู้เป็นวัณโรคแฝงและผู้ที่ไม่ติดโรคมาตรวจวัดสัญญาณรามาน และให้ AI เรียนรู้ความแตกต่างของรูปแบบสารแล้วมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง โดย AI วิเคราะห์ผลได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว ทั้งนี้ทีมตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองให้มากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงโมเดล AI การเพิ่มจำนวนข้อมูลตัวอย่าง และการควบคุมคุณภาพตัวอย่างส่งตรวจ ก่อนที่จะเตรียมการขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ต่อไป ในวันที่เครื่องมือ SERS-TB ขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้อาจไม่เพียงช่วยให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจคัดกรองโรคเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและผู้พำนักในประเทศได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น แต่จะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมให้การดำเนินงานค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สนับสนุนการก้าวสู่เป้าหมายยุติวัณโรคอย่างยั่งยืน วัณโรค (Tuberculosis: TB) เป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศ จากการที่ผู้ป่วยพูด ไอ จาม ทำให้ผู้อื่นที่สูดเอาละอองฝอยเข้าสู่ปอดมีโอกาสติดเชื้อได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรคแบบแฝง โดยร้อยละ 5-10 ของผู้ติดเชื้อมีโอกาสพัฒนาต่อไปเป็นระยะแสดงอาการที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคควบคู่กับการค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการควบคุมโรค ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สูงอายุ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 พัฒนา “SERS-TB (เซอส์-ทีบี)” เทคโนโลยีตรวจคัดกรองวัณโรคแฝง ที่มีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ตรวจแล้วรู้ผลเร็วภายใน 30 นาที เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้สะดวกเหมาะแก่การปฏิบัติงานเชิงรุก ซึ่งได้รับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาจาก Open Philanthropy (โอเพน ฟิแลนโทรปี) องค์กรอิสระจากสหรัฐอเมริกา จากโจทย์ทางการแพทย์ สู่เครื่องมือใช้งานจริง ในปี 2560 กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป้าหมายที่จะยุติวัณโรค (End-TB) ในประเทศไทยภายในปี 2578 โดยตั้งเป้าลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้ำให้เหลือต่ำกว่า 10 รายต่อประชากรแสนคน อย่างไรก็ตามจนถึงปี 2566 ตัวเลขนี้ยังคงสูงถึงประมาณ 155 รายต่อประชากรแสนคน [caption id="attachment_85848" align="aligncenter" width="750"] ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น[/caption] ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (RCEID) และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายยุติวัณโรคได้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การระบุตัวผู้ป่วยที่เป็นโรค และค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกให้ได้มากและเร็วที่สุด เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อง่าย แต่รักษาให้หายขาดได้หากได้รับการวินิจฉัยและเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก “อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น การตรวจเลือดด้วยวิธี IGRA (อิกรา) และตรวจทางผิวหนังด้วยวิธี TST (ทีเอสที) ต้องใช้เวลาในการส่งเข้าห้องปฏิบัติการ หรือรอผลตรวจนาน 2–3 วันจึงจะรู้ผล รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ทำให้ระบบบริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสถานพยาบาลที่มีความพร้อมเท่านั้น ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงยังเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคได้ค่อนข้างยาก” จากปัญหาดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์และ RCEID มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกับเนคเทค สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่ตอบโจทย์บริบทประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนได้เป็น SERS-TB ที่มีจุดเด่นตอบโจทย์การใช้คัดกรองโรคแบบเชิงรุก คือ อุปกรณ์ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก การวิเคราะห์ผลทำได้รวดเร็วและแม่นยำด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สำคัญคือผลิตได้ภายในประเทศไทย ทำให้ควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์ได้และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ศ. ดร.เกียรติไชย อธิบายว่า SERS-TB เป็นอุปกรณ์ตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่เนคเทค สวทช. รับหน้าที่พัฒนาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ประมวลผล ขณะที่คณะแพทยศาสตร์และ RCEID มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับผิดชอบการกำหนดโจทย์วิจัย และการทดสอบประสิทธิภาพของเทคโนโลยี โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 7 ประกอบด้วยโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาสารคาม และโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ “การวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ในขั้นตอนการทดสอบใช้งานจริงโดยบุคลากรทางการแพทย์ และการพัฒนาศักยภาพของโมเดล AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ผลซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการมีตัวอย่างในการเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยปัจจุบัน AI วิเคราะห์ผลการเป็นวัณโรคแฝงจากตัวอย่างเลือดเพียง 1 หยดได้ถูกต้องมากกว่าร้อยละ 80 แล้ว จึงคาดว่าจะขึ้นทะเบียน SERS-TB เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ใน 1–3 ปีข้างหน้า ภาพฝันที่ทีมวิจัยทุกคนอยากเห็น คือ บุคลากรสาธารณสุขทั้งแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร นำเครื่องมือนี้ลงไปยังชุมชนที่มีความเสี่ยง ทำการตรวจคัดกรอง แจ้งผล และแจกจ่ายยาให้ผู้ติดเชื้อได้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะหลุดออกจากระบบ ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้าง" “SERS-TB” ตรวจวัณโรคแฝงด้วยเลือด 1 หยด SERS-TB คือ เทคโนโลยีตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่เกิดจากการผสานเทคโนโลยีตรวจวัดสัญญาณรามานหรือ “ลายพิมพ์นิ้วมือของสาร” และ AI เข้าด้วยกัน ทำให้ได้เป็นระบบตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงที่ใช้เวลาตรวจเพียงประมาณ 30 นาที และใช้เลือดในการตรวจเพียง 1 หยดเท่านั้น [caption id="attachment_85849" align="aligncenter" width="750"] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย ทีมวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการวิจัย[/caption] ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัย ทีมวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า วิธีการตรวจประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ขั้นแรก คือ เก็บเลือดจากผู้เข้ารับการตรวจ ขั้นที่สอง นำเลือดที่ได้มาหยดลงบนอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สวทช. แล้วแยกสารด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยง ก่อนดูดแยกเฉพาะส่วนพลาสมามาใช้งานต่อ ขั้นที่สามหยดพลาสมาลงบนชิปขยายสัญญาณรามาน (SERS chip) แล้วรอให้แห้ง ขั้นที่สี่ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณรามานยิงแสงเลเซอร์ลงบนชิป เพื่อเก็บข้อมูลสัญญาณ และขั้นสุดท้ายใช้ AI แปลผลสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ว่า มีการติดเชื้อวัณโรคแฝงหรือไม่ โดยระบบจะจัดเก็บข้อมูลขึ้นสู่คลาวด์โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยได้นำตัวอย่างเลือดของผู้เป็นวัณโรคแฝงและผู้ที่ไม่ติดโรคมาตรวจวัดสัญญาณรามาน และให้ AI เรียนรู้ความแตกต่างของรูปแบบสารแล้วมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง โดย AI วิเคราะห์ผลได้แม่นยำกว่าร้อยละ 80 แล้ว ดร.นพดล อธิบายว่า ปัจจุบันการพัฒนา SERS-TB อยู่ในขั้นตอนทดสอบภาคสนาม โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7 ในการนำอุปกรณ์ไปใช้ตรวจเลือดที่เก็บใหม่ควบคู่กับการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน โดยหากผลลัพธ์ที่ได้ยังคงสูงในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าการทดสอบด้วยเลือดที่ผ่านการเก็บตัวอย่างมานานหลักเดือนดังการทดสอบที่ผ่านมา ก็คาดว่าจะนำอุปกรณ์ SERS-TB ไปขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทีมตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองให้มากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงโมเดล AI การเพิ่มจำนวนข้อมูลตัวอย่าง และการควบคุมคุณภาพตัวอย่างส่งตรวจ ก่อนที่จะเตรียมการขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ต่อไป เตรียมพร้อมสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข แม้ SERS-TB จะผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการจนได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจแล้ว แต่อีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การทดสอบใช้งานโดยบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นคนนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ปฏิบัติงานจริง [caption id="attachment_85850" align="aligncenter" width="750"] นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน แพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และประธาน TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7[/caption] นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน แพทย์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และประธาน TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลร้อยเอ็ดและโรงพยาบาลในเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 7 ได้รับหน้าที่จัดส่งตัวอย่างเลือดพร้อมผลการทดสอบด้วยวิธีมาตรฐานให้ทีมวิจัยใช้เครื่องมือ SERS-TB ตรวจวัด เพื่อเก็บรูปแบบสัญญาณรามานและนำไปพัฒนาโมเดล AI สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ คือ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดจะเริ่มนำอุปกรณ์ SERS-TB มาทดสอบใช้งานในสถานพยาบาลควบคู่กับการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้งานจริง ก่อนจัดส่งข้อมูลให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป การทำงานของทีม TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 เป็นการทำงานแบบเชิงรุก ดังนั้นการมีเทคโนโลยีตรวจคัดกรองที่เหมาะสมทั้งด้านการใช้งานและราคา ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานทำได้อย่างต่อเนื่อง และบรรลุเป้าหมายการยุติวัณโรคในพื้นที่ได้ นพ.ฐมฤกษ์ เล่าว่า ทีม TB Service Plan เขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการทำงานแบบเชิงรุก โดยทีมเริ่มจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคเพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เป้าหมาย เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้สัมผัสใกล้ชิด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ผู้ต้องขัง แรงงานข้ามชาติ เพื่อนำกลุ่มคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรคอย่างเร่งด่วน หากพบผู้ที่มีแนวโน้มติดเชื้อ เจ้าหน้าที่จะซักประวัติ ประเมินอาการ และส่งตรวจตามแนวปฏิบัติทางการแพทย์โดยทันที “ดังนั้นหาก SERS-TB ผ่านการพัฒนาจนขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ได้สำเร็จ ก็คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยปลดล็อกการทำงานให้แก่ทีมได้เป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ คือ ใช้งานง่าย ขนย้ายสะดวก ที่สำคัญคือมีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนการตรวจที่ต่ำกว่าวิธีมาตรฐาน ทำให้ประชาชนไทยและผู้พำนักในพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคได้เพิ่มขึ้น” ในวันที่เครื่องมือ SERS-TB ขึ้นทะเบียนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้อาจไม่เพียงช่วยให้สถานพยาบาลไทยเข้าถึงอุปกรณ์การตรวจคัดกรองโรคเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและผู้พำนักในประเทศได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น แต่จะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมให้การดำเนินงานค้นหากลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สนับสนุนการก้าวสู่เป้าหมายยุติวัณโรคอย่างยั่งยืน เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช., ภาพจาก Shutterstock, และภาพที่สร้างด้วย AI
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า เสริมทักษะกำลังคนไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV ภายใต้นโยบาย EV-HRD ของกระทรวง อว. โดยการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว.
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย หรือ TECE ร่วมกับเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi พร้อมด้วยทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า ดำเนินการ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เพื่อสรุปผลการดำเนินงานด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ของประเทศ วัตถุประสงค์และนโยบายการดำเนินงาน โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำหลักสูตรและฝึกอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่บุคลากรในภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SME วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาภาพรวมผลผลิตกำลังคนที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งในด้านการออกแบบ การทดสอบ การวิเคราะห์ การซ่อมบำรุง และการพัฒนาระบบสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า การดำเนินงานของโครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กระทรวง อว. ภายใต้แนวทาง “อว. For EV” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ EV-HRD การพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, EV-Transformation การส่งเสริมให้หน่วยงานภายใต้ อว. ปรับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ EV-Innovation การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเสา EV-HRD ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ผ่านการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้ากับภาคอุตสาหกรรม ภาพรวมการฝึกอบรมและผลลัพธ์ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ สวทช. ได้จัดกิจกรรมอบรม ณ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์การเรียนรู้และพื้นที่ฝึกอบรมด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านการบรรยายเชิงเทคนิค การฝึกใช้เครื่องมือ การจำลองระบบ การวิเคราะห์ข้อมูล การทำ Workshop และการดูงานกระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โครงการ ดำเนินการระหว่าง มีนาคม - มิถุนายน 2569  สามารถจัดหลักสูตรอบรมได้ครบตามแผน จำนวน 7 หลักสูตร รวมทั้งสิ้น 9 รุ่น มีผู้เข้าอบรมจริงรวมทั้งหมด 153 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและจากทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง สถาบันวิทยสิริเมธี PowerDrive Automation Co., Ltd. วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เจัาของร้านซ่อมไฟฟ้าและประกอบแบตลิเธียม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ช่างซ่อม นักศึกษา เป็นต้น โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาหลักสูตร จำนวน 153 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้เข้าอบรมทั้งหมด ในภาพรวม ผู้เข้าอบรมมีผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมเฉลี่ย 9.8 จาก 10 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 98 โดยผู้เข้าอบรมสะท้อนว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการทำงานจริง โดยเฉพาะหัวข้อด้านระบบจัดการแบตเตอรี่ ระบบอัดประจุไฟฟ้า การทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า การออกแบบชุด Motor controller และการทดสอบด้วยกระบวนการ Hardware-in-the-Loop หรือ HIL การใช้งาน CAN Bus และการวิเคราะห์โครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาด้วยเทคโนโลยี CAE 7 หลักสูตรหลักเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม EV หลักสูตรที่ดำเนินการภายใต้โครงการครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าและระบบพลังงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหลักสูตรหลัก ได้แก่ หลักสูตรอบรมระบบจัดการแบตเตอรี่เบื้องต้นและการทดสอบ HIL สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจโครงสร้างและหลักการทำงานของแพ็กแบตเตอรี่ ระบบความปลอดภัย การป้องกันความเสียหายของแบตเตอรี่ ฟังก์ชันหลักของ Battery Management System หรือ BMS สัญญาณ Input / Output ของ BMS การสื่อสารผ่าน CAN Bus การตั้งค่าและปรับพารามิเตอร์พื้นฐานของ BMS รวมถึงการทดสอบการทำงานของ BMS และการอ่านค่า CAN Bus จากระบบจริง จุดเด่นของหลักสูตรคือการถ่ายทอดความเข้าใจด้าน BMS จากบริบทอุตสาหกรรมจริง ผสานกับการฝึกปฏิบัติด้านการตั้งค่าและการทดสอบการทำงานของ BMS รวมถึงการดูงานกระบวนการทดสอบ BMS ด้วยวิธี Hardware-in-the-Loop หรือ HIL ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการตรวจสอบและประเมินการทำงานของระบบควบคุมก่อนนำไปใช้งานจริงในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน หลักสูตรอบรมการทดสอบและวิเคราะห์ระบบอัดประจุไฟฟ้าทั้งแบบ AC และ DC เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจพื้นฐานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสถานีอัดประจุไฟฟ้า ทั้งในมิติของมาตรฐาน ข้อกำหนด การติดตั้ง การตรวจสอบก่อนให้บริการ การตรวจสอบตามระยะ และการวิเคราะห์ปัญหาทางเทคนิคของสถานีอัดประจุไฟฟ้า เนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและการประจุไฟฟ้า มาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึกของระบบอัดประจุไฟฟ้า การตรวจสอบสถานีอัดประจุไฟฟ้าก่อนให้บริการ การตรวจสอบสถานีที่มีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยเบื้องต้น รวมถึงการทดลองและดูงานการทดสอบสถานีอัดประจุไฟฟ้าตามแนวทางของห้องปฏิบัติการสากล หลักสูตรการออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หลักสูตรนี้เน้นการสร้างความเข้าใจด้านเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การประเมินสมรรถนะ การระบายความร้อน การสั่นสะเทือน และเสียงรบกวนของมอเตอร์ จุดเด่นของหลักสูตรคือการอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยซอฟต์แวร์ Altair FluxMotor สำหรับการออกแบบ จำลอง และวิเคราะห์สมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยผู้เข้าอบรมได้ฝึกใช้งานซอฟต์แวร์จริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์ไฟฟ้าและการจำลองด้วยซอฟต์แวร์เฉพาะทางจากสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานและกระบวนการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า ครอบคลุมประเภทของการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการทดสอบ การทดสอบตามมาตรฐาน UN/ECE R85 และมาตรฐาน มอก.866 เล่ม 30(101) รวมถึงการวัดคุณลักษณะของมอเตอร์ไฟฟ้า ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ทั้งหลักการและการปฏิบัติจริงด้านการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมสู่การผลิต การทดสอบ และการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ หลักสูตรการออกแบบชุด Motor Controller และทดสอบด้วยวิธี HIL เน้นการออกแบบและทดสอบชุดควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ Motor Controller ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการควบคุมระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า เนื้อหาครอบคลุมพื้นฐานมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อน การควบคุมมอเตอร์ การเขียนโปรแกรม หลักการและการใช้งาน Hardware-in-the-Loop หรือ HIL การทดสอบ วิเคราะห์ และประเมินผลระบบ รวมถึงการฝึกปฏิบัติและกรณีศึกษา จุดเด่นของหลักสูตรคือการเรียนรู้แนวทางการออกแบบชุด Motor Controller แบบ Model-based และการทำ Workshop การทดสอบชุด Motor Controller ด้วยวิธี HIL ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจแนวทางการพัฒนาระบบควบคุมที่สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้ก่อนนำไปใช้งานจริง หลักสูตรอบรมการใช้งาน CAN Bus สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบสื่อสารภายในยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ CAN Bus ซึ่งเป็นระบบสื่อสารสำคัญที่ใช้เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ควบคุมต่าง ๆ ภายในยานยนต์ไฟฟ้า เนื้อหาครอบคลุมพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าและระบบสื่อสาร หลักการทำงานของ CAN Bus องค์ประกอบและสัญญาณของ CAN Bus การอ่านและวิเคราะห์ข้อมูล CAN Bus เครื่องมือและซอฟต์แวร์สำหรับ CAN Bus รวมถึงการฝึกปฏิบัติและกรณีศึกษา โดยมี Workshop การจำลองการใช้งาน CAN Bus สำหรับการสั่งงานอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในยานยนต์ไฟฟ้า หลักสูตรการออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบาด้วยเทคโนโลยี CAE โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านวิศวกรรมน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของยานยนต์ไฟฟ้า ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้พื้นฐานเทคโนโลยีวิศวกรรมน้ำหนักเบา การประยุกต์ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า การใช้ Finite Element Analysis หรือ FEA เพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง การลดน้ำหนักด้วยเทคนิค Optimization และการใช้ Computational Fluid Dynamics หรือ CFD เพื่อประเมินอากาศพลศาสตร์และหาค่า Drag Coefficient หลักสูตรนี้ช่วยให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจแนวทางการออกแบบโครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ การต่อยอดและก้าวต่อไป นอกจากการจัดอบรมหลักสูตรเชิงเทคนิคแล้ว โครงการยังสนับสนุนการพัฒนา’แหล่งเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับเชิงพาณิชย์’ ( Advanced Commercial EV Learning Space) ที่มีความพร้อมสำหรับรองรับกิจกรรมการพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า ณ EECi จังหวัดระยอง  เพื่อเป็นพื้นที่การเรียนรู้ การฝึกอบรม และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่บุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากผู้เข้าอบรมในหลักสูตรภายใต้โครงการฯ แล้ว แหล่งเรียนรู้นี้ ยังมีหน่วยงาน ร่วมเยี่ยมชมรับทราบข้อมูลข่าวสารและติดต่อประสานงานดำเนินกิจกรรมร่วมกับ สวทช. ระหว่างเดือน มกราคม - มิถุนายน รวม 54 หน่วยงาน   ภายในกิจกรรมอบรม มีบรรยากาศการเรียนรู้ที่เน้นการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าอบรมและผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้เข้าอบรมได้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop การทดลองใช้เครื่องมือ การสาธิตกระบวนการทดสอบ การดูงานห้องปฏิบัติการ และการอภิปรายกรณีศึกษาจากการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ภาพบรรยากาศการอบรมสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของบุคลากรไทยต่อเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และความพร้อมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ [caption id="attachment_85922" align="aligncenter" width="640"] ดร.บุรินทร์ เกิดทรัพย์[/caption]  ดร.บุรินทร์ เกิดทรัพย์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ และประสบการณ์จริงของผู้เชี่ยวชาญ ไปสู่การพัฒนากำลังคนที่สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม การอบรมไม่ได้เน้นเฉพาะความรู้เชิงทฤษฎี แต่ให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติ การทดสอบ การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาจากระบบจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ต่อยอดในการทำงานและพัฒนาอุตสาหกรรม EV ของประเทศได้” [caption id="attachment_85923" align="aligncenter" width="640"] ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล[/caption] ด้าน ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ผอ. EECi กล่าวว่า “การพัฒนาบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โครงการนี้เป็นตัว อย่างของการนำความเชี่ยวชาญของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรมาใช้ในการสร้างทักษะใหม่ให้แก่บุคลากรในอุตสาหกรรม ตอบโจทย์นโยบาย EV-HRD ของกระทรวง อว. และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ตลอดการดำเนินโครงการ สวทช. ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและทีมวิจัยหลายสาขา ทั้งด้านระบบแบตเตอรี่ ระบบควบคุม มอเตอร์ไฟฟ้า สถานีอัดประจุไฟฟ้า ระบบสื่อสารในยานยนต์ และวิศวกรรมน้ำหนักเบา โดยมีวิทยากรจากทีมวิจัยมอเตอร์และการแปลงผันกำลังงาน หรือ MAP ทีมห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ หรือ SQUAT จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ทีมวิจัยด้านวิศวกรรมน้ำหนักเบา หรือ LWET จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) รวมถึง ทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (ESTT) จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) การดำเนินโครงการนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย การสร้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางและเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึกจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดช่องว่างด้านทักษะ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เทคโนโลยีสะอาดและยั่งยืน ในระยะต่อไป องค์ความรู้ หลักสูตร เครือข่ายวิทยากร และแหล่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะสามารถต่อยอดไปสู่การจัดอบรมรุ่นต่อไป การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต โครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย EV-HRD ของกระทรวง อว. ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ผ่านการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน เพื่อยกระดับบุคลากรไทยให้พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมประชุม EARTO Executive Board และ RIN CEOs Meeting ณ เบลเยียม สะท้อนบทบาทองค์กรวิจัยไทยและเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระดับโลก
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุม EARTO Executive Board Members & RIN CEOs Meeting เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ เมืองลูเวิน ราชอาณาจักรเบลเยียม ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของผู้บริหารองค์กรวิจัยและเทคโนโลยีระดับนานาชาติ สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบาย ติดตามพัฒนาการสำคัญของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรวิจัยและเทคโนโลยีจากประเทศต่าง ๆ EARTO หรือ European Association of Research and Technology Organisations เป็นสมาคมเครือข่ายขององค์กรวิจัยและเทคโนโลยีชั้นนำของยุโรป ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการประสานความร่วมมือและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมทั้งในระดับยุโรปและระดับนานาชาติ ขณะที่ RIN หรือ EARTO’s RTOs International Network เป็นเครือข่ายความร่วมมือของผู้บริหารองค์กรวิจัยและเทคโนโลยีจากหลายประเทศที่มุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และแนวทางความร่วมมือในระดับนานาชาติ โดยที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความร่วมมือระหว่าง OECD และ EARTO ในการศึกษาธรรมาภิบาลขององค์กรวิจัยและเทคโนโลยีในประเทศต่าง ๆ รวมถึงบทบาทและกลไกการสร้างผลกระทบขององค์กรวิจัยและเทคโนโลยี (RTOs) ในบริบทโลกที่เผชิญความท้าทายซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ โดย RTOs มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการวิจัย เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อเร่งให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความคืบหน้าของกรอบความร่วมมือวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรประยะถัดไป หรือ FP10 ควบคู่กับข้อเสนอการจัดตั้ง European Competitiveness Fund (ECF) ซึ่งจะมีบทบาทต่อทิศทางการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของยุโรปในอนาคต ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอบทบาทของ สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกวิจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างและต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการติดตามทิศทางนโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรวิจัยและเทคโนโลยีชั้นนำจากนานาประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับขีดความสามารถของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ก่อนการประชุมดังกล่าว ผู้อำนวยการ สวทช. ยังได้เข้าร่วมการประชุม G-STIC Brussels 2026 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ณ Flemish Parliament กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติที่มุ่งบูรณาการนวัตกรรม นโยบาย และการเงิน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวนับเป็นอีกโอกาสสำคัญในการติดตามทิศทางความเคลื่อนไหวของประชาคมโลกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัย องค์กรเทคโนโลยี และสถาบันนโยบายจากนานาประเทศ เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนาของประเทศในอนาคต
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์