ผลการค้นหา :
ไบโอเทค-สวทช. โชว์โรงเรือนอัจฉริยะ Plant Factory ชูนวัตกรรม “ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง” ปลดล็อกสมุนไพรเกรดพรีเมียม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับสากล ย้ำความพร้อมเร่งเดินหน้าให้บริการภาคเอกชนเต็มรูปแบบ
(30 มิถุนายน 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดบ้านโรงงานผลิตพืชแนวตั้งและโรงเรือนอัจฉริยะ ในกิจกรรม “NSTDA x Press Interviews: นวัตกรรม Plant Factory โรงเรือนอัจฉริยะ ยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจมูลค่าสูง” ภายใต้แผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ในกลุ่มยุทธศาสตร์เร่งด่วน (Pre-Battle) เรื่อง การผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อแสดงศักยภาพนวัตกรรมขั้นสูงในการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่สามารถกำหนดพฤติกรรมพืชให้สร้างสารสำคัญทางการแพทย์และพาณิชย์ได้ตามต้องการ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งประกาศความพร้อมของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนต้นน้ำ หนุนภาคเอกชนไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมย้ำ “เราไม่ได้ขายระบบโรงเรือน แต่เราเป็นเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยี”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญอยู่เสมอในการใช้พืชสมุนไพรแบบดั้งเดิม คือความไม่สม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญในแต่ละรอบการเก็บเกี่ยว ตลอดจนความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนักจากสภาพแวดล้อมที่ยากจะควบคุม ด้วยเหตุนี้ สวทช. โดยไบโอเทค จึงได้พัฒนาระบบโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory ซึ่งเป็นระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะแบบปิด ที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ นวัตกรรมนี้สร้างนิยามใหม่ให้กับวงการสมุนไพรไทยว่า “ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง” เพื่อผลิตสมุนไพรเกรดพรีเมียม ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยา อาหารฟังก์ชัน และเครื่องสำอางชั้นสูง
ทั้งนี้ ทิศทางเชิงนโยบายของไบโอเทคในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงงานวิจัยพื้นฐานในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่มีความพร้อมเต็มรูปแบบในการขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนในฐานะเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยี ผ่าน 3 บริการหลัก ได้แก่ (1) การถ่ายทอดเทคโนโลยี สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำโมเดลไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ (2) การเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบวิศวกรรมโรงเรือน การคำนวณสเปกเทคโนโลยีแสง ตลอดจนสูตรอาหารที่จำเพาะต่อพืช และ (3) การร่วมวิจัย เพื่อร่วมประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนและร่วมสร้างฐานองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า เทคโนโลยี Plant Factory เป็นการผสานศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพร่วมกับวิศวกรรมการเกษตรอัจฉริยะ โดยนักวิจัยจะควบคุมปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ ช่วงคลื่นและความเข้มของแสงจากหลอด LED อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลาย รวมถึงระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ระบบนี้ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของพืชได้มากกว่าการปลูกในธรรมชาติหลายเท่าตัว และที่สำคัญคือสามารถ “กระตุ้นหรือสั่งการ” ให้พืชผลิตและสะสมสารสำคัญเป้าหมายในปริมาณที่สูงกว่าปกติอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพฤดูกาล
ปัจจุบันทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการคัดเลือกสายพันธุ์และค้นหาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงหลายชนิด ได้แก่ บัวบก ฟ้าทะลายโจร ตำแยแมว กะเพรา เคล (คะน้าใบหยิก) คะน้าฮ่องกง ผักสลัดหลากหลายชนิด และมะเขือเทศเชอรี่หลากสายพันธุ์ รวมทั้งพืชอาหารเชิงฟังก์ชัน เช่น ไมโครกรีน เป็นต้น นอกจากนี้ไบโอเทคยังมีความพร้อมด้านงานวิจัยต้นน้ำที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อขยายพันธุ์สายต้นที่ให้สารสำคัญสูง จนถึงการคัดเลือกพืชในสภาวะวิกฤติ เพื่อส่งมอบให้แก่ภาคเอกชนนำไปต่อยอดในระบบอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำได้อย่างมั่นใจ
“ไบโอเทค สวทช. เราไม่ได้สร้างระบบ Plant Factory เพื่อขายแข่งในตลาด แต่จุดยืนของเราคือการเป็น 'Technology Partner' หรือเพื่อนคู่คิดที่จะช่วยผู้ประกอบการออกแบบระบบ วิจัยเบื้องต้นร่วมกันเพื่อสร้างฐานความรู้ และร่วมทางไปจนถึงวันที่เอกชนสามารถผลิตพืชสมุนไพรขยายสเกลสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจ” ดร.ประเดิม หัวหน้าทีมวิจัยฯ กล่าวย้ำ
สำหรับการเปิดบ้านแสดงศักยภาพและนวัตกรรม Plant Factory โดยเปิดห้องปฏิบัติการและโรงเรือนอัจฉริยะ บนชั้น 7 อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 (INC 2) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ให้คณะสื่อมวลชนได้เข้าชมระบบการผลิตจริง สัมผัสเทคโนโลยีควบคุมสภาวะแวดล้อม และกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยเทียบเท่าระดับสากล ทั้งนี้ ทีมวิจัยฯ มุ่งหวังจะช่วยกระตุ้นการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตสมุนไพรเกรดพรีเมียมและสารสกัดมูลค่าสูงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป
ผู้ประกอบการที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการ สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 02-564-6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ดีอี-ETDA เปิดสัปดาห์ AI Governance Week 2026 ดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI Governance ภูมิภาค
ดีอี-ETDA เปิดสัปดาห์ AI Governance Week 2026 ดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI Governance ภูมิภาค
เชื่อมหลักการสากล สู่การใช้งานจริงผ่าน AIGPC–EIA Playbook–AI Red Teaming
(29 มิ.ย. 2569) – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย ETDA ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ AIGC เปิดสัปดาห์ AI Governance Week 2026 ภายใต้แนวคิด “Connecting the Right Dots: From Global AI Principles to Real-World Practice” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อน AI Governance จากหลักการระดับโลกสู่การใช้งานจริง
งานนี้ได้รับเกียรติจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากหน่วยงานรัฐ เอกชน องค์กรพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. และ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. ที่ร่วมสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้มีความปลอดภัยและโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่อง
การสร้างความ “ไว้วางใจ” รากฐานสำคัญของนวัตกรรม AI
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand’s AI Development Towards Global Partnerships” โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ การศึกษา และบริการภาครัฐในทุกมิติ พร้อมชี้ว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการทำให้ประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ “ไว้วางใจ” AI ได้จริง เพราะความเชื่อมั่นคือรากฐานที่จะทำให้นวัตกรรมถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัย รับผิดชอบ โปร่งใส และยั่งยืน โดยประเทศไทยกำลังสร้าง “Trust” ให้เป็นข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศ ผ่านการยกระดับ AI Governance จากระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทของไทยที่กำลังขยับจากผู้รับแนวทางสากล ไปสู่การเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาเครื่องมือ แนวปฏิบัติ และต้นแบบการกำกับดูแล AI ที่เหมาะกับบริบทของประเทศและภูมิภาค
3 กลไกหลักขับเคลื่อน AI Governance ของไทย
ไฮไลท์สำคัญของงานคือการผลักดัน 3 กลไกหลัก ได้แก่:
การยกระดับ AIGC สู่ AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อเป็นศูนย์กลางด้าน AI Ethics และ AI Governance in Practice ของภูมิภาค
การเปิดตัว AI Ethical Impact Assessment Playbook & Toolkits เพื่อประเมินผลกระทบและความเสี่ยง และความพร้อมก่อนนำ AI ไปใช้จริง
การขับเคลื่อน AI Red Teaming เพื่อทดสอบจุดอ่อนและออกแบบแนวป้องกันให้ระบบ AI ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และเชื่อมั่นได้มากขึ้น
AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) รวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Governance องค์กรระหว่างประเทศ และผู้นำเทคโนโลยีจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน จากกว่า 40 หน่วยงานชั้นนำของไทย และต่างประเทศรวมมากกว่า 60 หน่วยงาน เพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญด้านแนวทางกำกับดูแล AI ให้ ปลอดภัย โปร่งใส รับผิดชอบ และใช้งานได้จริงตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ Eastin Grand Hotel Phayathai Bangkok และ Mandarin Hotel Bangkok
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://aigw-thailand.com/
เนื้อหาและภาพถ่าย: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ETDA
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญเข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2570
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขอเชิญนักวิจัย คณาจารย์ บุคลากรด้านการวิจัย และผู้สนใจ เข้าร่วม งานประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2570 เพื่อรับฟังนโยบายและเป้าหมายของโครงการ แนวทางการสมัครรับทุน ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักวิจัยผู้ได้รับทุน และร่วมซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมัครทุน
การประชาสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และกระบวนการยื่นข้อเสนอการวิจัยสำหรับการขอรับการสนับสนุน ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2570 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วช. และ สวทช.
กำหนดจัดงาน
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569
เวลา 10.00–11.30 น.
ผ่านระบบ Cisco Webex Webinar
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
👉 https://www.nstda.or.th/r/XLGnn
หมายเหตุ: หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่งลิงก์สำหรับเข้าร่วมงานไปยังอีเมลที่ใช้ลงทะเบียนโดยอัตโนมัติ
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
รายละเอียดการประกาศรับข้อเสนอการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุน ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2570
👉 https://nriis.go.th/home/news/12288/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 6433 (วนัสนันท์)อีเมล: wanatsanan.sir@nstda.or.th
โทร. 0 2564 7000 ต่อ 6425 (รัตนพร)อีเมล: rattanaporn@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ: ผนึกกำลัง กปภ. – สวทช. เพื่อความมั่นคงทางน้ำ
✨ นวัตกรรมน้ำสะอาดสู้วิกฤตภัยพิบัติ: ผนึกกำลัง กปภ. – สวทช. เพื่อความมั่นคงทางน้ำ 💧
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น "น้ำสะอาด" คือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและการฟื้นฟูชุมชน
ขอเชิญร่วมงานสัมมนา "นวัตกรรมน้ำสะอาดสู่วิกฤตภัยพิบัติ: ผนึกกำลัง กปภ. – สวทช. เพื่อความมั่นคงทางน้ำ" เพื่อร่วมอัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านน้ำ ที่จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการน้ำและเสริมศักยภาพการรับมือภัยพิบัติของประเทศ
.
ภายในงานพบกับ
💧 การเปิดตัวโครงการระบบผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ด้วยนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ
💧 เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนวัตกรรมผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่เพื่อการเข้าถึงน้ำสะอาดในภาวะฉุกเฉิน
💧 เวทีเสวนา "จากแผนสู่นวัตกรรมสู่การขับเคลื่อนเพื่อความมั่นคงด้านน้ำประปา" โดยผู้เชี่ยวชาญจาก กปภ. และ สวทช.
💧 บรรยายพิเศษ "วิกฤตภัยพิบัติด้านน้ำ: แนวโน้มและการรับมือ"
.
📅 วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569
🕣 เวลา 08.30 – 12.00 น.
📍 ห้อง MR108 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และก้าวไปพร้อมกันในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและยกระดับการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย
ลงทะเบียนได้ที่ https://ers-th.informa-info.com/seminar/register/1408?cid=website
.
#นวัตกรรมน้ำสะอาด #ความมั่นคงทางน้ำ #กปภ #สวทช #NSTDA #นาโนเทค #Nanotech #ภัยพิบัติ #CleanWater #WaterInnovation #WaterSecurity
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. โดย Software Park Thailand เปิดเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือไทย–ไต้หวัน ผ่านกิจกรรม “SWP Event: Synergy & Partnership” เสริมโอกาสธุรกิจและนวัตกรรมสู่ตลาดโลก
เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ Pitching Area ชั้น 5 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค จังหวัดนนทบุรี สวทช. โดย Software Park Thailand จัดกิจกรรม “SWP Event: Synergy & Partnership” เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และคณะผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีกีฬา (Sports Tech) จากไต้หวัน โดยมุ่งหวังให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ตลอดจนการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ
กิจกรรมได้รับเกียรติจาก ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมนำเสนอภาพรวมบทบาทและภารกิจของ Software Park Thailand ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้รับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “NSTDA: Health & Wellness” โดย ดร.พสุ สิริสาลี Driver ใน Prebattle : แพลตฟอร์มการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ (MEDDrive) และ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ (BMD) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสของประเทศไทย พร้อมยกตัวอย่างผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้าน Digital Health และเครื่องมือแพทย์ของ สวทช. ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงและตลาดสุขภาพในอนาคต
นอกจากนี้ คณะผู้แทนจาก ASPN Sports Tech Accelerator ซึ่งดำเนินการโดย Industrial Accelerator and Patent Strategy (IAPS) ภายใต้ National Yang Ming Chiao Tung University (NYCU) และกระทรวงกีฬาไต้หวัน ได้ร่วมแนะนำโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตสตาร์ทอัพด้าน Sports Tech ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมนำคณะผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพจากไต้หวันที่มีศักยภาพเข้าร่วมเจรจาธุรกิจและแสวงหาความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย
คณะผู้ประกอบการจากไต้หวันที่เข้าร่วมกิจกรรมมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลกีฬาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Sports Data Analytics & Medical Technology) เทคโนโลยีฟื้นฟูสุขภาพทางไกล (Remote Rehabilitation) แพลตฟอร์มการฝึกซ้อมกีฬาโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI-driven Training Platform) ระบบบริหารจัดการข้อมูลการแข่งขันและสื่อกีฬา เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearables) รวมถึงนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและกิจกรรมกลางแจ้ง
ช่วงท้ายของกิจกรรมเป็นการจัด Networking Session ภายใต้แนวคิด “Global Synergy: Connecting Thai-Taiwanese” เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ จากทั้งสองประเทศได้แนะนำองค์กร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหารือแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการขยายตลาดในระดับสากล
Software Park Thailand ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยในเวทีโลก
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. รับโล่ขอบคุณหน่วยงานจาก วช. ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ตอกย้ำบทบาทภาคีเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนเข้ารับมอบโล่ขอบคุณหน่วยงานจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในพิธีปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ กรุงเทพฯ เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนและนำเสนอผลงานวิจัยศักยภาพสูงสู่สาธารณะ
ชูนวัตกรรมเด่นจากศูนย์แห่งชาติ สวทช.
พร้อมกันนี้ได้เข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานวิจัย สวทช. ซึ่งได้นำผลงานวิจัยจากศูนย์แห่งชาติไปร่วมจัดแสดง ได้แก่
Hardware Platform ของอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน และทุ่นตรวจวัดแก๊สจากผิวน้ำ
ระบบค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ ในระบบ NRIIS และ TNRR
ระบบการจัดทำใบหน้านิรนามหมู่ เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นวัตกรรม “N-sense” อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 ในทุเรียนแบบพกพา
Egg-e-88 นาโนเทคโนโลยีเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมทูน่า สู่ไข่ไก่พรีเมียมที่มี DHA สูงขึ้น 5 เท่า
Envi-Microbe แพลตฟอร์มจุลินทรีย์เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. เปิดเวที Sustainable Manufacturing Executive Forum ชู AI–ดิจิทัล–Net Zero ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอย่างยั่งยืน
เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Infinity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum ภายใต้หัวข้อ "The Future-Ready Factory: Smart, Digital, and Sustainable" เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart, Sustainable and Human-Centric Manufacturing
การสัมมนามุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ AI การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุน เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และยกระดับศักยภาพการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นโยบาย และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน พร้อมร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ก้าวสู่การผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืน รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัยให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
ภายในงานเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานคณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยภายใต้บริบทของ Digital & Green Industry พร้อมชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นเป็นช่วง Factory Transformation in Action: Building the Smart, Connected and Sustainable Factory ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และกรณีศึกษาการพัฒนาโรงงานแห่งอนาคต โดยคุณศรายุทธ พงษ์นิล IT Specialist บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) นำเสนอการวางรากฐานโรงงานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, IoT และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการการผลิต
ด้านคุณภูริพันธุ์ สุวรรณฤกษ์ และคุณชัชพีร์ บังแสง ที่ปรึกษาโซลูชันด้านอุตสาหกรรม บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ความยั่งยืนผ่านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลไลเซชัน ระบบอัตโนมัติ และการบริหารจัดการข้อมูล ตั้งแต่การออกแบบกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน การบริหารซัพพลายเชน ไปจนถึงการจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์
ขณะที่คุณบวร เทียนสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตจาก Automation สู่ AI อย่างมั่นคงและปลอดภัย พร้อมการพัฒนาระบบควบคุมการผลิตที่รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลและการวิเคราะห์ด้วย AI ส่วนคุณธเนศ อิงสกุลรุ่งเรือง ผู้จัดการส่วนตลาดและขายเอนเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดแนวคิด AI-Driven Sustainable Factory โดยแสดงให้เห็นบทบาทของ AI ในการบริหารจัดการพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ภาคบ่ายของการสัมมนาเริ่มต้นด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา พร้อมเน้นย้ำบทบาทของเนคเทคในวาระครบรอบ 40 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานติดตาม NECTEC Annual Conference & Exhibitions 2026 (NECTEC ACE 2026) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2569 จากนั้น คุณธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO นำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านมาตรฐานและกลไกด้านคาร์บอน ขณะที่คุณธำรงค์ อัมพรรัตน์ นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนระดับชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถ่ายทอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart and Sustainable Industry เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น
ในช่วง งานวิจัยและโซลูชันของ NECTEC ที่ตอบโจทย์โรงงานจริง คุณอุดม ลิ่วลมไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยไอโอทีและระบบอัตโนมัติสำหรับงานอุตสาหกรรม เนคเทค สวทช. นำเสนอผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ IDA-ACAMP, CVDev & NoMadML, iSmart OEE และ Daysie ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ AI ในโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ ดร.กมล เขมะรังษี นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. นำเสนอแพลตฟอร์ม UNAI ที่ช่วยยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลและการบริหารจัดการทรัพยากรภายในโรงงานอัจฉริยะ
ปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาพิเศษ "Use Case: เปลี่ยนโรงงานให้พร้อมด้วย AI และ Green Transformation" ดำเนินรายการโดยคุณธีระ กิตติธีรพรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มทีเอ็กซ์ จำกัด โดยมี ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคอุตสาหกรรมจาก บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด, คุณวรรัฐ สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการส่วนการขายและการตลาด บริษัท เอ.ไอ. เทคโนโลยี จำกัด, คุณสุกิจอัคคกิจโกศล DX&AI Division Director บริษัท ซี.เอส.ไอ. (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร่วมเสวนาได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการประยุกต์ใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเห็นพ้องว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Sustainable Manufacturing ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและความพร้อมขององค์กร เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และค่อย ๆ ขยายผลสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า รับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนพลังงาน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันในตลาดโลก อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน
การจัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี เนคเทค และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม Side Event ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ในการผลักดันการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม สู่การยกระดับภาคการผลิตไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ชูจุดเด่น FoodSERP นวัตกรรมอาหารสุขภาพ ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ยกระดับอาหารไทยสู่สากล
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ มติชนออนไลน์ ถึงจุดเด่นของ FoodSERP นวัตกรรมอาหารสุขภาพที่ช่วยตอบโจทย์สังคมสูงวัย พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
ภายในงาน "Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน" นอกจากการนำผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรมสุขภาพภายใต้ FoodSERP มาจำหน่ายในราคาพิเศษแล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือบริการ "ตรวจฟันผุเร็วก่อนลุกลาม" โดย "น้องทันตะ" ระบบ AI ที่ช่วยคัดกรองโรคฟันผุจากภาพถ่ายภายในช่องปากผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
งานดังกล่าวจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 โดยผู้ที่พลาดเข้าร่วมงานในปีนี้ สามารถติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปได้ในปีหน้า
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ขอเชิญส่งผลงานวิจัยและเข้าร่วม ISPO 21st World Congress 2027 การประชุมวิชาการระดับโลกด้านกายอุปกรณ์และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก
สมาคมกายอุปกรณ์นานาชาติ (ประเทศไทย) ขอเชิญนักวิจัย นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วม การประชุมวิชาการระดับโลกของสมาคมกายอุปกรณ์สากล ครั้งที่ 21 (ISPO 21st World Congress 2027) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 มีนาคม 2570 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
การประชุมจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ
"A World Connected: Advancing Assistive Technologies for Global Equity"
มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านกายอุปกรณ์ อุปกรณ์ช่วยเหลือ (Assistive Technologies) และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับทุกคน พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วโลกได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ
เปิดรับผลงาน (Call for Papers)
ISPO 21st World Congress 2027 เปิดรับข้อเสนอและผลงานวิชาการ ดังนี้
1. Proposals
Symposium
Instructional Courses
Technical Track Presentations
🗓 ปิดรับข้อเสนอ วันที่ 29 มิถุนายน 2569
2. Abstracts
Free Papers
Posters
🗓 ปิดรับบทคัดย่อ วันที่ 7 กันยายน 2569
นอกจากนี้ ISPO ยังสนับสนุนให้นักวิจัยรุ่นใหม่ (Early Career Researchers) และนักศึกษา เข้าร่วมส่งผลงานและมีส่วนร่วมในการประชุมวิชาการระดับโลกครั้งนี้
ข้อมูลการประชุม
งาน: ISPO 21st World Congress 2027
Theme: A World Connected: Advancing Assistive Technologies for Global Equity
วันที่: 22–25 มีนาคม 2570
สถานที่: อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ข้อมูลเพิ่มเติม
🌐 Website: https://www.ispo-congress.com/
📧 E-mail: thailand.ispo@gmail.com
ปฏิทินกิจกรรม
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 29 มิ.ย. 2569
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
‘ยศชนัน’ ปักหมุดยุทธศาสตร์ New Growth Engine ชูบทบาท สวทช. พี่เลี้ยงอุตสาหกรรมไทย
ประชุม กวทช. ชุดใหม่นัดแรก "อ.เชน" ประกาศขับเคลื่อนประเทศด้วย “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ปรับบทบาท สวทช. สู่พี่เลี้ยงอุตสาหกรรมไทย ดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก .... >> อ่านต่อ
3 งานวิจัย สวทช. ผงาดเซี่ยงไฮ้ ! คว้า 5 รางวัล พร้อมลุยเชิงพาณิชย์
ผลงาน 'ครีมนาโนต้านอักเสบเต้าโคนม-ดักจับคาร์บอน-แผ่นแปะแบบพิมพ์' กวาด 3 เหรียญทอง 2 รางวัลพิเศษจากเวทีโลก The 9th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2026 พร้อมผลักดันสู่ตลาดจริงเต็มรูปแบบ ... >> อ่านต่อ
เปิดตัว VEP ดันนวัตกรรมอาหารไทยสู่สากล : ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนบันทึกเจตนารมณ์โครงการ VEP กับ CSIRO ออสเตรเลีย และเครือข่าย RUN เพื่อเร่งพัฒนา Food Tech Startups และ SMEs สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมสากลและการค้าการลงทุน ผลักดันอาหารยั่งยืน ภายใน 2 ปี ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. โดย เอ็มเทค และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาโครงการต้นแบบผลิตถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งลด PM2.5 และสร้างรายได้ให้ชุมชน
วันที่ 22 มิถุนายน 2569
ณ สำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ภายใต้ “โครงการต้นแบบการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับชุมชน” เพื่อส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน
พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงานจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวัสดุและสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทคมาประยุกต์ใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยเอ็มเทคจะสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ และการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อยกระดับโครงการสู่มาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต
ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เป้าหมายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอชาร์ เชื่อมโยงชุมชนสู่มาตรฐานสากล และจัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER Premium หรือมาตรฐานเทียบเท่า เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
วช.-สวทช. ผนึกกำลังเฟส 2 ดัน“ทุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ปั้นผลงานวิจัยไทยคุณภาพสูง ลดนำเข้า พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
วช.-สวทช. ผนึกกำลังเฟส 2 ดัน “ทุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง” ปั้นผลงานวิจัยไทยคุณภาพสูง ลดนำเข้า พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนเน้นสร้างนักวิจัย-ผลงานวิจัยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ลดการนำเข้าเทคโนโลยี ชูความสำเร็จเฟสแรก ผลิตบัณฑิตศึกษากว่า 300 คน-สร้างต้นแบบเทคโนโลยี 186 ผลงาน พร้อมจับมือบริษัทชั้นนำอย่าง เบทาโกร และ มิตรผล(25 มิถุนายน 2569) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ: สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง (ระยะที่ 2)” งบประมาณการวิจัยหลักจาก วช. โดย สวทช. ร่วมเป็นกลไกสำคัญในการติดตาม ประเมินผลความก้าวหน้า รวมถึงผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือและสานต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการทุนวิจัยศักยภาพสูงของประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมมุ่งสร้างขีดความสามารถการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ชาติดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า “วช. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการพัฒนากำลังคน ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันและเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยครั้งนี้ เป็นการเน้นกลไกการทำงานเชิงรุกเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรมบนฐานความรู้เชิงปัญญา มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางการวิจัยแบบก้าวกระโดด ช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง ลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญและการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้”ยกระดับกลุ่มวิจัยสู่การ "สร้างรู้ สร้างคน สร้างใช้"ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “การสานต่อความร่วมมือในระยะที่ 2 นี้ ไม่ใช่เพียงการดำเนินงานต่อจากระยะแรกเท่านั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้การสนับสนุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูงมีความเข้มแข็งและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยโครงการมุ่งหวังให้กลุ่มวิจัยศักยภาพสูงเป็นมากกว่าผู้รับทุนวิจัย แต่ยกระดับเป็นกลุ่มวิจัยที่สามารถ ‘สร้างรู้ สร้างคน สร้างใช้’ เพื่อเป็นฐานกำลังสำคัญของระบบวิจัยไทยในระยะยาว”อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะที่ผ่านมา โครงการสามารถสร้างผลงานอันเป็นรูปธรรมได้อย่างโดดเด่น ประกอบด้วยการตีพิมพ์บทความวิจัยรวม 207 เรื่อง การยื่นขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญารวม 12 รายการ การพัฒนาต้นแบบผลงานวิจัยและเทคโนโลยีรวม 186 ผลงาน และการพัฒนานักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสูงถึง 296 คน ตลอดจนสามารถต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทและหน่วยงานพันธมิตรชั้นนำ อาทิ บริษัท เบทาโกร จำกัด, ภาคีอาสา 9 ส และบริษัท มิตรผลวิจัย พัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยที่มีเป้าหมายท้าทายระดับประเทศจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่มีทิศทาง มีความยืดหยุ่น และต่อเนื่องอย่างเป็นระบบทั้งนี้ ในพิธีลงนาม “โครงการทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง (ระยะที่ 2)” ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ร่วมลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการ วช. ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะกรรมการทุนและผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเป็นเกียรติในพิธี เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและระบบวิจัยของประเทศไปสู่ความยั่งยืนสืบไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


