หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
NSTDA Micro-Mouse Contest 2027 (NMMC2027) ระดับภูมิภาค : ภาคเหนือ
📢 เปิดรับสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน   NSTDA Micro-Mouse Contest 2027 (NMMC2027) ระดับภูมิภาค : ภาคเหนือ . 🤖 เวทีสำหรับเยาวชนที่สนใจด้านหุ่นยนต์ วิศวกรรม และนวัตกรรม ร่วมเรียนรู้ ออกแบบ และพัฒนาหุ่นยนต์ Micro-Mouse พร้อมเปิดประสบการณ์การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค . ✨ ปีนี้ NMMC2027 ปรับรูปแบบการคัดเลือกใหม่ แข่งขันผ่าน “รอบภูมิภาค” เพื่อคัดเลือกทีมเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศ . 📌 เปิดรับสมัคร :7 – 17 กรกฎาคม 2569 👥 ทีมละ 3 คน พร้อมอาจารย์/ผู้ดูแลทีม 1 คน 📍 สำหรับทีมจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ . 🏫 สมัครได้ทั้งในนามโรงเรียน กลุ่มบ้านเรียน หรือทีมอิสระ 📲 ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ QR Code บนโปสเตอร์
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
นาโนเทค สวทช. จับมือ SKKU มหาวิทยาลัยชั้นนำเกาหลีใต้ เดินหน้าขยายความร่วมมือวิจัยนาโนเทคโนโลยี สู่การพัฒนานวัตกรรมตอบโจทย์โลก
ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีก้าวไปอีกขั้น เมื่อศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทคฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัย ให้การต้อนรับ Prof. Sungjoo Lee, Director of SKKU-SAINT พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัยจากสถาบันนาโนวิทยาและเทคโนโลยีขั้นสูง (SKKU Advanced Institute of Nanotechnology: SKKU-SAINT) มหาวิทยาลัยซองคยุนกวาน (Sungkyunkwan University: SKKU) ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เพื่อเยี่ยมชมศักยภาพด้านการวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานของนาโนเทค พร้อมหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยี ภายใต้กิจกรรม NANOTEC – SKKU-SAINT Meeting on Nanotechnology Collaboration หมุดหมายสำคัญของการสร้างเครือข่ายวิจัยระดับนานาชาติระหว่าง 2 ประเทศ การเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะผู้แทนจาก SKKU-SAINT ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและผลงานวิจัยที่สะท้อนศักยภาพของประเทศไทย และนาโนเทค สวทช. ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีนาโนโค้ตติ้ง นาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบนาโนโรโบติกและนาโนนีดเดิล ตลอดจนวัสดุเร่งปฏิกิริยาขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรม การแพทย์ พลังงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัยของทั้งสองสถาบันอย่างใกล้ชิด การพบปะครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมของนาโนเทคและ SKKU-SAINT ในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมุ่งต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ นาโนวัสดุ เซนเซอร์และการวินิจฉัย นาโนเทคโนโลยีด้านพลังงาน เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และวัสดุนาโนสมรรถนะสูง ตลอดจนสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนนักวิจัย พัฒนาโครงการวิจัยร่วม และจัดกิจกรรมวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบวิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว ซึ่งต่อยอดสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างนาโนเทค สวทช. และ SKKU-SAINT ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ทั้งด้านสุขภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เชิดชูหน่วยงาน “ยกระดับบริการประชาชน” ด้วย Traffy Fondue
“อ.เชน ยศชนัน” - “ชัชชาติ” ร่วมเวทีมอบรางวัล Traffy Fondue : City Transformers Awards จัดโดย สวทช. เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นจากการนำแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง Traffy Fondue ไปเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน มีหน่วยงานได้รับรางวัลประเภทต่าง ๆ รวมกว่า 100 รางวัล โดย สวทช. จะเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มต่อไป พร้อมขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
 
พลิกโฉมทุเรียนไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม สวทช. อัปเกรด “ราชาแห่งผลไม้” สู่เกษตรอัจฉริยะ
แม้ทุเรียนไทยจะเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ที่สร้างมูลค่าส่งออกมหาศาล แต่ปัจจุบัน เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาทุเรียนอ่อนที่กระทบความเชื่อมั่น โรคและแมลงศัตรูพืช ต้นทุนที่สูงขึ้น ตลอดจนมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ ที่เข้มงวด ในตลาดสากล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้บูรณาการความเชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยแห่งชาติในสังกัด ได้แก่ ศูนย์นาโน เทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในการวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมยกระดับคุณภาพผลผลิตทุเรียนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน การจัดการต้นน้ำ: เกษตรอัจฉริยะและการบำรุงรักษาอย่างแม่นยำ ความสำเร็จของสวนทุเรียนเริ่มต้นจากการบริหารจัดการระบบนิเวศและการให้อาหารอย่างเหมาะสม สวทช. ได้ส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเข้ามาเปลี่ยนผ่านวิถีเกษตรกรรม แบบดั้งเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ - สารคีเลตจุลธาตุอาหารพืช (พัฒนาโดยนาโนเทค) เป็นเทคโนโลยีการห่อหุ้มจุลธาตุอาหารด้วยสารคีเลตจากธรรมชาติ ช่วยป้องกันการตกตะกอนและการสูญ เสียธาตุอาหารในดิน ทำให้รากพืชสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการซึมผ่านของจุลธาตุอาหารทางใบ ทำให้พืชตอบสนองได้รวดเร็ว ส่งเสริมการเจริญเติบโต การออกดอก และการติดผล โดยไม่ทิ้งสารตกค้างในสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการเกษตรสีเขียวและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ การปกป้องและดูแลผลผลิต: การลดสารเคมีด้วยแนวทางชีวภาพและวัสดุศาสตร์ เมื่อทุเรียนเริ่มติดผล การปกป้องผลผลิตจากโรคและแมลงเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้แรงงาน และงบประมาณ สวทช. ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ในการปกป้องทุเรียนช่วงติดผลที่ปลอดภัย ต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค - ถุงห่อทุเรียน Magik Growth (พัฒนาโดยเอ็มเทค) เป็นนวัตกรรมที่ผลิตจากสูตรพอลิเมอร์พิเศษ มีคุณสมบัติในการควบคุมแสงและถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม สามารถปกป้องทุเรียนจากแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนเจาะผลทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดการฉีดพ่นสารเคมี พร้อมเพิ่มขนาดผลผลิต สีเนื้อปรับผิวทุเรียนให้ สะอาด ได้ขนาดมาตรฐาน - การจัดการโรคและแมลงด้วยชีวภัณฑ์ (พัฒนาโดยไบโอเทค) เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ชีวภาพในการคัดสรรจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง หรือชีวภัณฑ์ เพื่อควบคุมโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจาก เชื้อไฟทอปโธรา และแมลงศัตรูพืชในสวนทุเรียน โดยรวบรวมองค์ความรู้ และเทคโนโลยีเป็นคู่มือ SOP เพื่อการใช้ชีวภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในทุเรียน การใช้ชีวภัณฑ์ทดแทน สารเคมีสังเคราะห์ช่วยสร้าง ระบบนิเวศการเกษตรที่ปลอดภัย และเพิ่มมูลค่าให้แก่ทุเรียนไทยในฐานะผลไม้เกรดพรีเมียม ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ การตรวจสอบคุณภาพและปลายน้ำ: ความเชื่อมั่นเพื่อการส่งออก สวทช. มีการพัฒนาเครื่องมือขจัดปัญหาทุเรียนอ่อนและสร้างระบบโปร่งใสในขั้นตอน เก็บเกี่ยวและการกระจายสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในตลาดสากล - อุปกรณ์วิเคราะห์สารตกค้าง BY2 ในทุเรียนแบบพกพา N-sense (พัฒนาโดยนาโนเทค) เป็นเครื่องตรวจวัดแบบพกพาทำงานผ่านระบบเซนเซอร์ IoT จำเพาะ เพื่อตรวจวัดสาร BY2 ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภท 2B และประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก ได้ประกาศห้ามใช้สารนี้ในอุตสาหกรรม อาหาร มาตั้งแต่ปี 2551 โดยนวัตกรรมนี้ สามารถตรวจและรายงานผลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 20 นาที ลดต้นทุน แต่แม่นยำสูง สร้างความเชื่อมั่น ในกระบวนการตรวจสาร BY2 ที่ปนเปื้อนอยู่ในทุเรียนไทย ถือเป็นเครื่องมือพลิกโฉมวงการที่ช่วยให้ล้ง  หรือผู้ประกอบการที่ส่งออกทุเรียน เพิ่มโอกาสของเกษตรกรรมไทยในเวทีโลก - ระบบตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนข้ามพรมแดน Durian Trace (พัฒนาโดย เนคเทค) จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานให้สมบูรณ์ แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้จะรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำ เพียงคู่ค้าและผู้บริโภคสแกน QR Code บนผลทุเรียน สามารถเข้าถึงประวัติย้อนกลับได้ทันที ทั้งข้อมูลสวนทุเรียน วันที่เก็บเกี่ยว กระบวนการดูแล และการรับรองมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าและภาพลักษณ์ให้แบรนด์ทุเรียนไทย แต่ยังเป็นเครื่องการันตีความโปร่งใสที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในตลาดส่งออก บทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาขับเคลื่อน ภาคสวนทุเรียนไทย ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเรื่องทุเรียนอ่อน หรือศัตรูพืชเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ให้แก่ เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย สามารถขับเคลื่อนราชาแห่งผลไม้สู่ตลาดสากล ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ไบโอเทค-สวทช. และ กรมป่าไม้ ดันนวัตกรรม “เห็ดครบวงจร” สร้างความมั่นคงทางอาหาร-เสริมรายได้เกษตรกรอีสานยั่งยืน
จ.อุบลราชธานี - ไบโอเทค สวทช. จับมือ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ กรมป่าไม้ เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคแม่น้ำโขง จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเพาะเห็ดครบวงจรเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 1 - 2 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเห็ดตระการ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF Funded Project) โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมี ดร.อัมพวา ปินเรือน เป็นหัวหน้าโครงการและเป็นผู้ดำเนินการจัดอบรมครั้งนี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและใกล้เคียง จำนวนกว่า 40 คน มาเข้าร่วมอบรม อัปเดตความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เนื่องจากเห็นปัญหาสำคัญว่า ปัจจุบันเห็ดป่าตามธรรมชาติเริ่มลดน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการบริโภค ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่ยังขาดรายได้เสริมและเผชิญภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นหลังสิ้นสุดฤดูกาลทำนา งานนี้จึงเข้ามาช่วยสร้างทักษะและยกระดับอาชีพด้วยการสอนเทคนิคการเพาะเห็ดเศรษฐกิจในโรงเรือนเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีควบคู่ไปกับการใส่เชื้อเห็ดป่ากินได้ เช่น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ ให้แก่กล้าไม้วงศ์ยาง เพื่อแปรเปลี่ยนป่าชุมชนให้เป็นคลังอาหารธรรมชาติ และสร้างทางเลือกในการสร้างรายได้หมุนเวียนให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ไบโอเทคมีความมุ่งมั่นในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพมาถ่ายทอดสู่ชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้อยู่ภายใต้ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้ เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง” (กองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง) มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงรวมถึงประเทศไทย ผ่านการบูรณาการนวัตกรรมการเพาะเห็ดเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ตลอดปี ร่วมกับเทคโนโลยีการเพาะเห็ดป่ากินได้ร่วมกับกล้าไม้ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ สร้างแหล่งโปรตีนคุณภาพในครัวเรือน และเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชุมชน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรจาก 3 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ด้าน นายไสว คณาเสน นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) วิทยากรผู้เชี่ยวชาญการเพาะเห็ดป่า กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการขยายผลความสำเร็จต่อเนื่องจากจังหวัดศรีสะเกษมาสู่อุบลราชธานี โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรได้ฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่วิธีการหยอดและนำเชื้อเห็ดระโงกและเห็ดเผาะเข้าสู่ต้นไม้วงศ์ยาง ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติไว้บริโภคและจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว หากมีผลผลิตเหลือเฟือยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมที่มั่นคง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน และคาดหวังจะเห็นการรวมกลุ่มเพาะเห็ดป่าขยายวงกว้างจนครอบคลุมทั่วทั้งภาคอีสาน ขณะที่เจ้าของสวนเห็ดตระการ นายศักดิ์ชัย พลชัย ผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรต้นแบบด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการบริโภคเห็ดป่าธรรมชาติในพื้นที่มีสูงมากจนเกินขีดความสามารถที่ป่าจะให้ได้ การเข้ามาเติมเต็มองค์ความรู้ของ สวทช. จึงตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนอย่างยิ่ง โดยในส่วนของเห็ดเศรษฐกิจ ทางสวนได้ถ่ายทอดเทคนิคกระบวนการผลิตก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา ไม่ว่าจะเป็นเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดขอนขาว แม้ว่าปัจจุบันจะเผชิญความท้าทายจากต้นทุนขี้เลื่อยที่พุ่งสูงขึ้นจากหลักพันเป็นหลักหมื่นบาทต่อคันรถ จนต้องปรับราคาจำหน่ายก้อนเชื้อสำเร็จรูปเป็นก้อนละ 10 บาท แต่การเพาะเห็ดยังคงเป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและตลาดยังคงต้องการสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกรหลากหลายกลุ่ม โดย คุณอาทิตย์ คนสนิท (ผู้ใหญ่บ้านจาก จ.กาฬสินธุ์) Young Smart Farmer Kalasin ปี 2568 เผยว่า ตั้งใจนำเทคโนโลยีการเพาะเห็ดขอนขาวในท่อนไม้ไปส่งเสริมให้ลูกบ้านที่ส่วนใหญ่ทำนาได้มีอาชีพและรายได้เสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยว รวมถึงจะนำเชื้อเห็ดป่าไปรดโคนต้นยางนาเพื่อฟื้นฟูป่าชุมชน สอดคล้องกับผู้เข้าอบรมรายที่สอง คุณณิศรา ช่างภาระดิษฐ์ ชาวอุบลฯ ที่ต้องการพัฒนาการเพาะเห็ดและปลูกป่าให้เป็นอาชีพหลักของตนเอง พร้อมตั้งใจนำทักษะไปเผยแพร่ให้คนในหมู่บ้านที่ไม่มีโอกาสมาร่วมงาน เช่นเดียวกับ คุณสังวาลย์ สายเนตร เกษตรกรวัย 60 ปี ที่แม้จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่มีความตั้งใจจะนำเห็ดป่าไปเพาะในพื้นที่นาของตน ส่วนไม้วงศ์ยางติดเชื้อเห็ดป่าจะนำไปฝากพี่น้องที่มีที่ดินผืนใหญ่ปลูก และนำไปปล่อยเชื้อในป่าชุมชนเพื่อสร้างประโยชน์แก่องค์รวมต่อไป การเพาะเห็ดครบวงจรครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการหารายได้เสริมหรือแก้ปัญหาเรื่องปากท้องหลังหมดหน้านาเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้คนในชุมชนหันมาร่วมใจกันดูแลป่า และร่วมกันสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติที่จะช่วยดูแลทั้งคน ดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมให้อยู่รอดไปด้วยกันอย่างแท้จริง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ผนึกกำลัง วุฒิสภา ดึงเทคโนโลยี AI ‘Pathumma LLM’ พลิกโฉมงานสภา ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและบริการประชาชน
(วันที่ 7 กรกฎาคม 2569) ณ อาคารรัฐสภา: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Pathumma LLM มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริการของวุฒิสภา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีลงนามและกล่าวเปิดงาน พิธีลงนามดังกล่าว นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วย นายต้นพงศ์ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับกรม (DCIO) และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ร่วมลงนามเป็นพยาน พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา กล่าวว่า “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในวันนี้ วุฒิสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่มีภารกิจสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในแต่ละวันมีปริมาณข้อมูล เอกสารกฎหมาย และรายงานการประชุมที่ซับซ้อนเป็นจำนวนมาก ความร่วมมือกับ สวทช. ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โมเดลภาษาไทย ‘Pathumma LLM’ มาใช้ ทั้งในด้านการประมวลผลข้อความ การแปลงเสียงเป็นข้อความ และการวิเคราะห์ภาพ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการทำงานของบุคลากรได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นแบบอย่างความร่วมมือในการนำนวัตกรรมของประเทศมาขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติและการบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี “ปทุมมา LLM” (Pathumma LLM) ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในงานรัฐสภาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสืบค้นและจัดการฐานข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากขององค์กร โดยระบบจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการศึกษารวบรวมข้อมูลอย่างเจาะลึก เพื่อสนับสนุนการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในอดีต ข้อมูลพื้นฐาน ตลอดจนกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของสมาชิกวุฒิสภาและเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ประเด็นสำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือ การรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” (Data Sovereignty) เนื่องจากระบบปทุมมา LLM จะปฏิบัติการภายใต้ระบบปิดที่เป็นเอกเทศ ข้อมูลภายในทั้งหมดของรัฐสภา รวมถึงประวัติการสืบค้น คำถาม และคำตอบ จะถูกจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในระบบเท่านั้น โดยไม่มีการส่งออกไปประมวลผลหรือเรียนรู้ (Train) ผ่านระบบ AI ของต่างประเทศ จึงสามารถป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ข้อมูลสำคัญ หรือกระบวนการสืบค้นข้อมูลภายในได้ ซึ่งโมเดลรูปแบบนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้กับหน่วยงานระดับชาติอื่น ๆ เช่น กรมสรรพากร เพื่อปกป้องข้อมูลการเสียภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่ต่างประเทศได้เช่นเดียวกัน เมื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เป็นของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางข้อมูลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะหลักประกันว่า รัฐสภาไทยจะได้รับการพัฒนาและเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องต่อไป” พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานด้านเทคโนโลยีจาก สวทช. จากนั้น คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก สวทช. ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้องค์กรต้นแบบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ห้องประชุมวุฒิสภา และหอสมุดรัฐสภา เพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางในความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นต่อไป ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรนิติบัญญัติสู่การเป็น “Smart Parliament” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ฝีมือคนไทยอย่าง Pathumma LLM มาช่วยยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและการบริการภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Pathumma LLM (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการด้านต่าง ๆ ของวุฒิสภาให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรดาวน์โหลด “ฟาร์มสุข” แอปฟรี ช่วยจัดการฟาร์มครบวงจร พร้อมรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
🐖ชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรดาวน์โหลด “ฟาร์มสุข” แอปฟรี ช่วยจัดการฟาร์มครบวงจร พร้อมรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ . 🐷“ฟาร์มสุข” เป็นแอปพลิเคชันสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่พัฒนาโดยทีมงานฟาร์มสุข บริษัท เบทาโกร เวนเจอร์สโดยเปิดให้เกษตรกรใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเพิ่มประสทธิภาพการเลี้ยงสุกรอย่างเป็นระบบ . 📱ภายในแอปพลิเคชัน เกษตรกรสามารถบันทึกข้อมูลการเลี้ยง ติดตามสุขภาพสัตว์ จัดการรายรับ-รายจ่าย และดูสรุปผลการดำเนินงานของฟาร์มได้อย่างสะดวก ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการจัดการฟาร์มได้ดียิ่งขึ้น . 💡นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถติดตามข่าวสารที่เป็นประโยชน์ผ่าน Facebook Page “ฟาร์มสุข” ซึ่งมีการอัปเดตราคาสุกร ข่าวสารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ รวมถึงองค์ความรู้และเทคนิคการเลี้ยงสุกรจากผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ . 📌สำหรับสมาชิกฟาร์มสุข ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาและอบรมให้ความรู้ฟรีจากทีมสัตวบาลและผู้เชี่ย วชาญของเบทาโกร เพ่อื เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม การป้องกันโรค และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรในระยะยาว . 🧑‍🌾เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ฟาร์มสุข” ได้ฟรี และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านFacebook Page ฟาร์มสุข เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและกิจกรรมดี ๆ สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ 📘 Facebook Page: https://www.facebook.com/share/1PPpdXLpEg/?mibextid=wwXIfr . 📲ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: 🍎iOS: https://apps.apple.com/th/app/farmsook-by-farmtech/id6738762146 🤖Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.farmsookbyfarmtech.twa
ข่าว
 
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 6 ก.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569‘อ.เชน’ ชื่นชมหน่วยงานใช้ Traffy Fondue ยกระดับคุณภาพชีวิต        สวทช. ปลื้ม 'ทราฟฟี่ ฟองดูว์' เรื่องแจ้งทะลุ 2 ล้านเคส แก้ไขแล้วกว่า 77% ตอกย้ำ “เทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายและรับใช้ประชาชนได้จริง” สู่การเป็นสมาร์ทซิตี้เต็มรูปแบบ .... >> อ่านต่อสวทช. เปิดเกมรุก Plant Factory 'ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง' ยกระดับสมุนไพรไทย                 ไบโอเทค สวทช. สำเร็จวิจัยต้นน้ำ คัดสายพันธุ์ สภาวะปลูกสมุนไพร-พืชมูลค่าสูง มุ่งเป็น Technology Partner ช่วยเอกชนต่อยอดสู่สเกลอุตสาหกรรม  ... >> อ่านต่อเปิดตัว ‘รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยี : ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. นายสุทัศน์ นุชปาน รองผู้ว่าการ (ปฎิบัติการ 3) กปภ. พร้อมคณะผู้บริหารและทีมวิจัย ร่วมเปิดตัวนวัตกรรม “รถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีพร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ" มีระบบกรองนาโนขั้นสูงกำจัดเชื้อโรค สารอินทรีย์ คลอรีน และโลหะหนัก เช่น สารหนูโครเมียม เหล็ก รวมถึงแร่ธาตุ เช่น ฟลูออไรด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
ETDA จับมือ เนคเทค TB-CERT สกมช. เปิดเวที “AI Red Teaming” ครั้งแรกของไทย
ETDA จับมือ เนคเทค TB-CERT สกมช. เปิดเวที “AI Red Teaming” ครั้งแรกของไทย ดึงภาคธนาคาร–เทคโนโลยี–ไซเบอร์ ทดสอบหาจุดเสี่ยง ของ AI เสริมความเชื่อมั่นภาคการเงิน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ – สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Governance Center (AIGC) จับมือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเวที Red Teaming for Robust and Responsible AI กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในวันสุดท้ายของสัปดาห์ AIGW 2026 (AI Governance Week 2026) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ภาคธนาคาร ภาคเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย AI ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทดสอบและยกระดับความปลอดภัยของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะในภาคการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ตั้งแต่การค้นหา “จุดบอด” ของระบบ AI โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ที่เริ่มถูกนำมาใช้ในบริการทางการเงินมากขึ้น พร้อมจัดการแข่งขัน Thailand Banking AI Red Team Challenge 2026 จำลองการทดสอบระบบ AI เพื่อค้นหาความเสี่ยง จุดอ่อน และช่องโหว่ ยกระดับ AI Safety ภาคการเงิน วางรากฐานสู่ AI Governance ที่ใช้งานได้จริงในระดับประเทศ ความสำคัญของ AI Governance และการค้นหาจุดบอด (Blind Spots) ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังเข้าไปอยู่ในกระบวนการสำคัญของหลายภาคส่วน ทั้งการให้บริการประชาชน การวิเคราะห์ข้อมูล การสนับสนุนการตัดสินใจ และบริการทางการเงิน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ สิทธิของประชาชน และความเชื่อมั่นของสังคมโดยตรง ดังนั้น การกำกับดูแล AI ให้เกิดการใช้อย่างมีธรรมาภิบาล หรือ AI Governance จึงไม่อาจหยุดอยู่ที่การมีนโยบาย หลักการ หรือแนวทางกำกับดูแลในเชิงเอกสารเท่านั้น แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยทดสอบได้จริง ว่าระบบ AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ เป็นธรรม และสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ดร.ชัยชนะ กล่าวต่อไปว่า ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา AIGW 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า AI Governance ไม่ได้อาศัยเพียงกลไกด้านใดด้านหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งนโยบาย มาตรฐาน เครื่องมือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และในวันนี้เรากำลังเชื่อมต่ออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ AI Governance นั่นคือ กระบวนการทดสอบระบบ AI เชิงรุก เพื่อจำลองสถานการณ์เสี่ยง ค้นหาจุดบอด ความเสี่ยง และช่องโหว่ของระบบ ก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง หรือที่เรียกว่า AI Red Teaming ด้วยหนึ่งในความท้าทายสำคัญของ AI คือ “Blind Spots” หรือ จุดบอดของระบบที่องค์กรอาจยังมองไม่เห็นในช่วงของการออกแบบ พัฒนา หรือทดสอบเบื้องต้น แต่เมื่อ AI ถูกนำไปใช้งานจริง จุดบอดเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ องค์กร และสังคมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของระบบ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นธรรมของผลลัพธ์ ตลอดจนความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI แพลตฟอร์ม AI Thailand Benchmark โดย เนคเทค สวทช. ด้าน ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนในสังคมเปลี่ยนไป จากในอดีตที่เคยไม่เชื่อมั่นในการทำงานของ AI ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน กลับกลายมั่นใจและเชื่อใจว่า AI ได้ให้คำตอบหรือข้อมูลที่เชื่อถือและพร้อมใช้งานได้ทันที โดยไม่ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อได้ ทั้งที่ความจริง AI มีโอกาสให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือจินตนาการคำตอบเองได้ เนคเทคจึงมุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์ม 'AI Thailand Benchmark' ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางที่แรกของไทยที่ประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ AI แบบครบมิติ ทั้งข้อมูลเสียง ภาพ และโมเดลภาษา (LLM) แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้องค์กรมีเครื่องมือตรวจสอบ AI ว่าได้มาตรฐานหรือถูกโจมตีง่ายเพียงใด โดยใช้ชุดข้อมูลลับ (Blind Test) ที่ผู้พัฒนาไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อความโปร่งใสและผลประเมินที่แท้จริง ดร.ศวิต ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อมูลและผลลัพธ์จากการค้นหาช่องโหว่ในการแข่งขันวันนี้ เนคเทค สวทช. เตรียมนำไปต่อยอดเป็นชุดข้อมูลประเมินความปลอดภัยของ LLM บน Leaderboard ของประเทศต่อไป นอกจากนี้องค์กรควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะข้อมูลความลับ โดยอาจพิจารณาใช้ Local AI ภายในหน่วยงานเพื่อสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลสู่ระบบ AI เชิงพาณิชย์ภายนอก การแข่งขัน Thailand Banking AI Red Team Challenge 2026 ไฮไลต์เด่นของกิจกรรมวันนี้ คือ การแข่งขัน Thailand Banking AI Red Team Challenge 2026 เพื่อจำลองการทดสอบระบบ AI ในบริบทภาคการธนาคารครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งค้นหาความเสี่ยงของ AI ในหลายมิติสำคัญ ได้แก่ Safety, Security, Privacy, Fairness และ Reliability เพื่อประเมินว่า AI อาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย สร้างผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรม หรือให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่สม่ำเสมอ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการหรือระบบการเงินโดยรวม การแข่งขันฯ ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความเสี่ยงของ AI ใน 2 รูปแบบ ได้แก่: Track A: Banking AI Risk Intelligence: เน้นการทดสอบ AI ในมุมมองของผู้ใช้งานทั่วไป ผ่านการสนทนากับ AI Chatbot ของธนาคารจำลอง เพื่อค้นหาพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ Track B: Capture the Flag (CTF): เน้นการวิเคราะห์ช่องโหว่ทางเทคนิค เพื่อล่อลวงให้ AI เปิดเผยข้อมูลลับ หรือ Flag ที่ระบบพยายามปกป้องไว้ การเลือกภาคการธนาคารมาเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบ AI Red Team ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญของประชาชน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง และต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง การทดสอบ AI ในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะ แต่เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ พัฒนาแนวปฏิบัติ ยกระดับศักยภาพบุคลากรด้าน AI Red Team และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทาง เครื่องมือ และมาตรฐานการทดสอบ AI ที่เหมาะสมต่อไป นอกจากการแข่งขันแล้ว ภายในงานยังมีการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก อาทิ Microsoft, Google, Huawei และ IMDA Singapore มาร่วมถอดบทเรียนภาคปฏิบัติในการรับมือกับความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่การวาง Guardrails การสร้าง Trustworthy AI ตลอดจนความสำคัญของการทำ LLM Benchmarking เพื่อทดสอบขอบเขตความถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นธรรม ก่อนนำไปใช้ในบริการจริง ก่อนปิดท้ายวัน ด้วยการมอบรางวัล AI Red Teaming Awards Ceremony ให้แก่ทีมผู้ชนะจากการแข่งขัน Thailand Banking AI Red Team Challenge 2026 ที่สามารถค้นหาความเสี่ยง จุดอ่อน และช่องโหว่ของระบบ AI ได้โดดเด่นที่สุด โดยผลลัพธ์จากการแข่งขันจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา Benchmark แนวทางการประเมินความเสี่ยง และมาตรฐานการทดสอบ AI ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคการเงิน และต่อยอดสู่ภาคส่วนอื่นในอนาคต สามารถติดตามบทสรุปและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่เพจ ETDA Thailand  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Meet the Food Expert by FI
กิจกรรม Meet the Food Expert by FI . สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ / บริษัท เข้ารับคำปรึกษาผ่านกิจกรรม Meet the Food Expert by FI ในหัวข้อ “แนวทางการใช้บริการแพลตฟอร์ม Industry 4.0 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท” ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ One on One ผ่านระบบออนไลน์ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ / บริษัท ที่มีแผนการลงทุนในสายการผลิตอาหารเพิ่มเติมและมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนจาก BOI . ทีมวิทยากรจาก สวทช. นำโดย ดร. รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม สวทช. . วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 (45 นาที/บริษัท) . ลงทะเบียน ด่วน! ได้ที่ https://forms.gle/jDkmM7aUp2oiqzmbA (รับจำนวนจำกัด!) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 9 กรกฎาคม 2569 (หรือมีผู้สมัครครบตามจำนวนที่เปิดรับ) ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกและแจ้งรายละเอียดทางอีเมล วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 . สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณมารุต ใจหลัก โทร. 025647000 ต่อ 71618 อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
ENTEC สวทช. ร่วมเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรม ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026
วันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นกำลังสำคัญในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) โดย ENTEC สวทช. มีบทบาททั้งในฐานะผู้ร่วมจัดงาน วิทยากร ผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลากหลายเวทีสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญด้านเชื้อเพลิงยั่งยืน ไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงาน และการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งร่วมผลักดันการพัฒนากำลังคนด้านพลังงานแห่งอนาคต ผ่านหลักสูตร Energy Transition Workforce Skills Program ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) หนึ่งในเวทีสำคัญคือ S.E.A. Sustainable Fuels Summit (SSF) ซึ่ง ENTEC ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน ภายใต้หัวข้อ "From Waste to Wings & Waves: Thailand's Role in Sustainable Fuel" เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืนสำหรับภาคการบินและการขนส่งทางทะเล โดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการงานวิจัยและเทคโนโลยี ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนในภูมิภาค ด้าน ดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยต้องอาศัยการพัฒนาบุคลากรควบคู่กับเทคโนโลยี พร้อมผลักดันนวัตกรรมจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อรองรับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศในระยะยาว ENTEC ยังมีบทบาทสำคัญในเวที Hydrogen Transition: Aligning Policy, Technology and Markets โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนของประเทศไทย ครอบคลุมการกำหนดนโยบาย การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมตลาด เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า และระบบขนส่งของประเทศ อีกหนึ่งเวทีที่ได้รับความสนใจคือ MobilityTech Stage ในหัวข้อ "แบตเตอรี่เสียหายจากเหตุอุทกภัยและอัคคีภัย จัดการอย่างไรให้ปลอดภัยและยั่งยืน" ซึ่ง ดร.มานพ มาสมทบ นักวิจัย ENTEC สวทช. ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการประเมินความปลอดภัย การจัดเก็บ การขนย้าย และการจัดการแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนแนวทางการนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เพื่อรองรับการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันในเวที Energy Storage Asia 2026 ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ENTEC สวทช. และนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม The 6th TESTA Annual Symposium ภายใต้หัวข้อ "Driving Net Zero Through Energy Storage Innovation" โดยเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับพลังงานหมุนเวียน เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย ส่วนในเวที Trusted Measurements for a Sustainable Energy Future กับหัวข้อเสวนา "Trusted Measurement for Sustainable Solar Energy" ดร.อมรรัตน์ ลิ้มมณี หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ENTEC สวทช. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการวิจัย ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานด้านพลังงานและภาคอุตสาหกรรม วงเสวนาสะท้อนมุมมองด้านการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่การประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยี การกำหนดมาตรฐาน ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้ใช้งาน เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน (ขอบคุณภาพข่าวจาก มจธ.) นอกจากนี้ ENTEC สวทช. ยังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานแห่งอนาคต ในเวที Energy Transition Workforce Skills Program: Advanced Training in SMRs, Clean Heat, and Hydrogen Technologies ที่มุ่งยกระดับทักษะกำลังคนรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เวทีนี้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของ Small Modular Reactors (SMRs) ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และไฮโดรเจน ตลอดจนการเสวนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมบุคลากรรองรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยในอนาคต โดยมี ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัย ENTEC ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ การมีส่วนร่วมในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 ครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ ENTEC สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศและการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero อย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Traffy Fondue จากแพลตฟอร์มรับเรื่อง สู่ระบบบริหารงานรัฐที่วัดผลได้
ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวถึงพัฒนาการของ Traffy Fondue ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ว่าแพลตฟอร์มนี้กำลังขยายจากเครื่องมือรับแจ้งปัญหาเมือง ไปสู่ระบบที่ช่วยหน่วยงานรัฐติดตามงาน วัดผล และพัฒนาการให้บริการประชาชนได้เป็นระบบมากขึ้น โดยระบุว่า “Traffy Fondue มีการใช้งานแล้วครบทั้ง 77 จังหวัด” แม้แต่ละพื้นที่จะใช้งานในระดับที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ อบต. เทศบาล หน่วยงานเอกชน โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันมี 33 จังหวัดที่ขับเคลื่อนแบบเต็มรูปแบบ และ สวทช. ยังพัฒนาแพลตฟอร์ม Studio เพื่อให้หน่วยงานอบรมเจ้าหน้าที่แบบออนไลน์ On-demand พร้อมระบบใบรับรองและการสอบ Traffy Fondue ไม่ได้เป็นแค่ของกรุงเทพฯ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Traffy Fondue เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน จากหน่วยงานที่ใช้งาน 1,900 แห่งในปี พ.ศ. 2566 เพิ่มเป็น 34,786 หน่วยงานในปี พ.ศ. 2569 จำนวนเจ้าหน้าที่ในระบบเพิ่มจาก 57,658 คน เป็นกว่า 90,000 คน และจำนวนเรื่องในระบบเพิ่มจาก 750,000 เรื่อง เป็นกว่า 2 ล้านเรื่องทั่วประเทศ โดย ดร.วสันต์ชี้ว่า “เรามักจะคิดว่า Traffy Fondue มีแต่กรุงเทพมหานครใช้ สถิติตรงนี้บอกว่าไม่จริง” เพราะแม้กรุงเทพฯ จะมีเรื่องราวประมาณ 1 ล้านเรื่อง แต่อีกกว่า 700,000 เรื่องมาจากต่างจังหวัดและหน่วยงานอื่น สะท้อนว่าแพลตฟอร์มนี้เริ่มกลายเป็นเครื่องมือกลางที่หลายพื้นที่นำไปใช้จัดการปัญหาของตนเอง วัดผลมากกว่าความเร็ว ต้องตรงใจและมีคุณภาพ การประเมินผลของ Traffy Fondue ไม่ได้ดูเพียงว่าใครปิดเรื่องได้เร็ว แต่พิจารณาหลายมิติ ทั้งความรวดเร็ว คุณภาพการแก้ไข และความพึงพอใจของประชาชน โดย ดร.วสันต์ระบุว่า “การวัดของเรา วัดเรื่องการแก้ไขปัญหาเร็ว การแก้ไขปัญหาคุณภาพสูง และแก้ไขตรงใจประชาชน” ทำให้หน่วยงานที่ได้รับรางวัลต้องสะท้อนการทำงานที่ดีจริง ไม่ใช่เพียงปิดเคสให้จบเท่านั้น ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ เวลาการรอรับเรื่องของทั้งระบบลดลงจาก 12 วัน เหลือ 1 วัน ขณะที่เวลาการแก้ไขเรื่องลดลงจาก 3 เดือน เหลือ 0.5 เดือน หรือเร็วขึ้นประมาณ 6 เท่า จากกระดาษสู่ดิจิทัล งานถึงคนเร็วขึ้น ดร.วสันต์ อธิบายว่า Traffy Fondue ช่วยเปลี่ยนงานที่เคยต้องส่งต่อผ่านโต๊ะ ผ่านคน และกระดาษ ให้เดินผ่านระบบดิจิทัล คอมพิวเตอร์ และมือถือ ทำให้งานถึงผู้รับผิดชอบเร็วขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วกว่าเดิม  ขณะเดียวกันความพึงพอใจของประชาชนก็เพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศขยับจาก 3.9 เป็น 4.3 ดาว และสัดส่วนผู้ให้ 5 ดาวเพิ่มจาก 49.1% เป็น 70% ซึ่งตอบข้อกังวลของหลายหน่วยงานว่า การเปิดแพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียนจะมีแต่เสียงบ่น เพราะในมุมของ ดร.วสันต์ เมื่อเจ้าหน้าที่ปรับตัวเข้มแข็งขึ้น “เสียงชื่นชมจะมากขึ้น จะถูกใจประชาชนมากขึ้น เพราะเราเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ฟีเจอร์ใหม่เพื่อผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ก้าวต่อไป Traffy Fondue จะเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทำงานละเอียดขึ้น เช่น การมอบหมายงานถึงรายบุคคล โดย ดร.วสันต์กล่าวว่า “เราสามารถบอกได้เลยว่างานนี้ให้คนนี้ช่วยทำ งานนี้ให้ท่านนี้ช่วยทำ เพราะฉะนั้นจะเกลี่ยงานได้ถึงรายบุคคล” รวมถึงการกำหนด SLA หรือกรอบเวลาคาดหวังของแต่ละประเภทปัญหา การแจ้งเตือนผ่าน Line แอปฯ และคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการเปิดให้หน่วยงานกำหนดประเภทปัญหาและสถานะงานของตนเองได้ ซึ่งจะทำให้ Traffy Fondue “ขยายจากการรับเรื่องปัญหาการร้องเรียนปัญหาเมือง สามารถเอาไปใช้ในภารกิจอื่นได้ด้วย” ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้าง งานซ่อมอาคารสำนักงาน การเก็บข้อมูล หรือภารกิจเฉพาะทางของแต่ละหน่วยงาน แพลตฟอร์มที่โตได้ เพราะคนทำงานขับเคลื่อน นอกจากฟีเจอร์ด้านการบริหารงาน ระบบยังเพิ่มความปลอดภัยและความยืดหยุ่น เช่น การแนบรูปหรือวิดีโอได้หลายรายการ การใช้ AI แจ้งเตือนเมื่อประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ใช้คำไม่เหมาะสม หรือแนบภาพไม่เหมาะสม การรวมเคสที่เป็นปัญหาเดียวกัน Dashboard รูปแบบใหม่ และการเชื่อมต่อ ThaiD เพื่อยืนยันตัวตนเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องจัดเก็บภาพบัตรประชาชนไว้ในระบบ อย่างไรก็ตาม ดร.วสันต์ย้ำว่า ทีม Traffy Fondue เป็นเพียงผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ส่วนผู้ที่ทำให้ระบบเกิดผลจริงคือผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพราะ “คนที่เหนื่อยไม่ใช่พวกเรา เราเป็นคนบริการแพลตฟอร์ม แต่ท่านคือคนเหนื่อยที่ต้องขับเคลื่อน”
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ