หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
ขอเชิญผู้ที่อยู่ในสาย Food / Beverage / R&D / Product Development เข้าร่วม Workshop FMP: Flavors with Modifying Properties
Workshop: FMP – Flavors with Modifying Properties Flavor Academy โดย Food Innopolis สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ขอเชิญผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ “FMP: Flavors with Modifying Properties” การอบรมมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ FMP และ Additivesเพื่อแก้ไขปัญหาด้านรสชาติในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อาทิ การพรางกลิ่นไม่พึงประสงค์ (Off-notes) ในผลิตภัณฑ์ Plant-based การลดปริมาณน้ำตาล โดยไม่กระทบต่อการรับรู้ความหวาน การลดปริมาณเกลือด้วยแนวคิดด้าน Sensory Evaluation การอบรมดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษและเน้นการฝึกปฏิบัติจริงตลอดระยะเวลา 2 วันเต็ม วิทยากรSandra ALARYผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นรสจาก ISIPCA ประเทศฝรั่งเศสและ Flavor Academy วันและสถานที่วันที่ 25–26 กุมภาพันธ์ 2569ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) อัตราค่าลงทะเบียน18,000 บาท (ไม่รวม VAT 7%)รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่าน สมัครเลย https://www.nstda.or.th/r/f6o73📩 สอบถามข้อมูล: Facebook FoodInnopolis หรือ☎️ 094-341-7111, 094-340-4333, 094-249-7333
ปฏิทินกิจกรรม
 
‘AgriNEXT’ บูรณาการ ‘IoT–ดาวเทียม–AI’ เพื่อการทำเกษตรอัจฉริยะแบบแม่นยำด้วยฐานข้อมูล
  ปัจจุบันแวดวงการเกษตรเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น การจัดเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก การดูแลพืชด้วยระบบอัตโนมัติ การใช้ AI วินิจฉัยโรคพืช แต่โดยส่วนใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังทำงานแยกจากกัน ทำให้ขาดบูรณาการและใช้ฐานข้อมูลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา AgriNEXT (อะกริเน็กซต์) แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลการเกษตรจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อประมวลผลและวางแผนการทำเกษตรด้วย AI [caption id="attachment_79669" align="aligncenter" width="450"] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อธิบายว่า AgriNEXT คือ โครงการวิจัยที่ต่อยอดจากผลงาน WiMaRC (Wireless sensor network for Management and Remote Control: WiMaRC) หรือไวมาก ซึ่งเป็นระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกแบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ ตัวอย่างข้อมูลที่จัดเก็บได้ เช่น อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ อุณหภูมิและความชื้นในดิน ความเข้มแสง ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน รวมถึงภาพถ่ายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ตโฟน “AgriNEXT เป็นโครงการวิจัยเพื่อบูรณาการฐานข้อมูลที่ได้จาก WiMaRC และเทคโนโลยี REM (Remote Environmental Monitoring) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลสภาพแวดล้อมจากทางไกล โดยได้ผนวกเอาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ติดตามและประเมินสภาพแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ความหนาแน่นของพืช การเจริญเติบโตของพืช สุขภาพพืช อุณหภูมิและความชื้นผิวดิน รูปแบบการใช้พื้นที่เพาะปลูก ซึ่ง AgriNEXT จะนำข้อมูลจาก WiMaRC และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประมวลร่วมกันด้วย AI” ตัวอย่างข้อมูลที่ AgriNEXT ประมวลผลได้ เช่น การตอบสนองของพืชต่อสภาพแวดล้อม ใช้เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ทั้งการให้น้ำ ปุ๋ย ยา รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างแม่นยำและตรงจุด นำไปสู่การทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งนี้ผลที่ได้จากการติดตามข้อมูลยังใช้คาดการณ์ผลผลิตได้ด้วย ดร.โอภาส อธิบายว่า การปลูกพืชในแต่ละรอบการผลิต เกษตรกรจะต้องเผชิญความเสี่ยงที่ยากต่อการควบคุมทั้งจากการแปรปรวนของสภาพอากาศ โรคระบาด นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนปัจจัยการผลิต เช่น ประเภทสารบำรุง สารกำจัดศัตรูพืช เทคนิคการเพาะปลูก ก็ล้วนส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืชได้ทั้งสิ้น AgriNEXT จึงเป็นเทคโนโลยีที่จะมาตอบโจทย์เรื่องการเก็บข้อมูลตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมีชุดข้อมูลสำคัญสำหรับใช้วิเคราะห์และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทันและมีประสิทธิภาพ “ตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี คือ ในช่วงปี 2568 ทีมวิจัยได้ร่วมกับสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. นำ AgriNEXT ไปใช้ติดตามประสิทธิภาพการใช้งานปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร NANO nCote ที่พัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ในการบำรุงต้นข้าวที่เพาะปลูกในแปลงทดลองที่จังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ภายใต้โครงการทุ่งกุลาม่วนซื่น โดยข้อมูลที่ได้ คือ อัตราการเจริญเติบโตของข้าวทั้งที่บำรุงด้วยปุ๋ย NANO nCote และที่บำรุงด้วยปุ๋ยทั่วไปในแต่ละช่วงภายใต้สภาพแวดล้อมปีนั้น เพื่อนำมาใช้วัดประสิทธิภาพของปุ๋ย NANO nCote และพัฒนาแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป” ปัจจุบันแพลตฟอร์ม AgriNEXT ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ดร.โอภาส อธิบายทิ้งท้ายถึงแนวโน้มการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AgriNEXT ไปสู่การใช้งานจริงในอนาคตว่า เทคโนโลยี AgriNEXT เหมาะสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรที่มีพื้นที่การเกษตรแบบเปิด และต้องการใช้งานระบบประมวลผลเพื่อการทำเกษตรแม่นยำ รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิตในแต่ละรอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงรับมือสถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างพืชเศรษฐกิจที่เหมาะแก่การใช้เครื่องมือนี้ในการติดตาม เช่น ข้าว อ้อย ทุเรียน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานแพลตฟอร์ม AgriNEXT ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อวางแผนบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีตั้งแต่วันนี้ได้ที่ ดร.โอภาส ตรีทวีศักดิ์ นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. อีเมล opas.trithaveesak@nectec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 08 5045 2920 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ การยื่นจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจแลปทันตกรรม 🦷
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดยกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านข้อกำหนดทางกฎหมาย และแนวทางการยื่นจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจแลปทันตกรรมอย่างถูกต้องและเป็นระบบ การอบรมประกอบด้วยการบรรยายและกิจกรรม Workshopครอบคลุมการจัดเตรียมเอกสารสถานที่ กระบวนการผลิตเอกสารแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐและนักวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์ 📅 วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569📍 ห้องประชุม SD-601 อาคารสราญวิทย์ สวทช. ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับสิทธิสมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจแลปทันตกรรมเพื่อสนับสนุนการยกระดับธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน(รับจำนวนจำกัด) 🔹 ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมอบรม🔹 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569🔹 ประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่https://forms.gle/abzvcZ69oYxZxmwg6
ปฏิทินกิจกรรม
 
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 26 มกราคม 2569
กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดประชุมสุดยอดนักวิทย์โลก 'GYSS 2026'20 เยาวชนไทยประชันกึ๋นโนเบล‘เยาวชน’ เผยสุดปลาบปลื้ม ได้รับแรงบันดาลใจ "สร้างเครือข่ายวิจัย-ข้ามศาสตร์ " มุ่งนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนประเทศ>> อ่านต่อ วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 วางรากฐาน AI การแพทย์! ไทย-สิงคโปร์ จับมือเร่งพัฒนานวัตกรรม สวทช. ร่วมมือ A*STAR เร่งวิจัยพัฒนาบุคลากร มุ่งเป้าอุตสาหกรรมยา นวัตกรรมการแพทย์ พร้อมปั้นนักวิทย์รุ่นใหม่        >>อ่านต่อ เปิดบ้านต้อนรับ TechNet รุ่นที่ 1 สวทช. และ อวท. ต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตร TechNet รุ่นที่ 1 นำโดย รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ เพื่อศึกษาดูงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี Industry 4.0 เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐาน สวทช. เช่น PTEC, ThaiSC, NCTC รวมถึงบริษัทนวัตกรรมและ Startup เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมอนาคต  >>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
สวทช. โชว์ศักยภาพนวัตกรรมในงาน “อย. Expo 2026” ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล
(เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยกทัพผลงานวิจัยและบริการทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก ร่วมจัดแสดงในงาน “มหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ (อย. EXPO 2026)” ภายใต้แนวคิด “From Local to Global” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยตั้งแต่ระดับชุมชน SME ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ให้มีความพร้อมในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมคณะผู้บริหาร สวทช. เข้าร่วมงานนำโดย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช. ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน โอกาสนี้คณะนักวิจัย สวทช. ขนทัพนวัตกรรมและบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพไทยร่วมจัดแสดงในงาน อย. Expo 2026 ประกอบด้วย 1. TBES: มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ยกระดับการทดสอบเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่สากล โดยศูนย์บริการทดสอบที่ได้รับรองมาตรฐาน OECD GLP มั่นใจได้ในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ก่อนถึงมือผู้บริโภค 2. FoodSERP: ทางลัดสู่การผลิตอาหารฟังก์ชัน แพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) สำหรับวิจัย พัฒนา และผลิตอาหารส่วนผสมฟังก์ชัน (Functional Ingredients) รวมถึงเวชสำอาง ช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนโจทย์วิจัยเป็นผลิตภัณฑ์จริง 3. PTEC: มั่นใจในระบบไฟฟ้าเครื่องมือแพทย์ บริการวิเคราะห์ทดสอบเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล เน้นความปลอดภัยทางไฟฟ้าและประสิทธิภาพการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์และการส่งออก 4. NANOTEC: วิทยาศาสตร์ระดับนาโนเพื่อคุณภาพ ให้บริการวิเคราะห์และทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีนาโนช่วยตรวจสอบความละเอียดและคุณสมบัติเฉพาะตัว เพื่อสร้างความต่างที่เหนือกว่าให้สินค้าไทย 5. NECTEC: ทดสอบซอฟต์แวร์การแพทย์ยุคดิจิทัล บริการทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ (Medical Device Software Testing) ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำและความปลอดภัยของระบบประมวลผล เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้งานจริง 6. MTEC: พี่เลี้ยงการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ แพลตฟอร์มที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมช่วยไกด์ผู้ประกอบการตั้งแต่วิธีการพัฒนาไปจนถึงขั้นตอนการเตรียมเอกสารขึ้นทะเบียนกับ อย. 7. BIOTEC: นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพยกระดับวัตถุดิบไทย เช่น Kula Light Sparkling Rice Brew (เครื่องดื่มข้าวหมักสปาร์คกลิ้ง), Tempeh (เทมเป้โปรตีนสูง) และผงหมักโคจิจากข้าวหอมมะลิ และ 8. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (TSP): งานวิจัยครบวงจร ศูนย์กลางนวัตกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช. (กระทรวง อว.) พร้อมเป็น "นิคมวิจัยสำหรับเอกชน" ที่สนับสนุนพื้นที่ ห้องแล็บ และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจเทคโนโลยี ทั้งนี้งานมหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 มกราคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรีตลอดงาน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. โดย เนคเทค ร่วมกับ วช. จัด Bootcamp พัฒนาระบบสืบค้นด้วย LLM สัญชาติไทย เสริมศักยภาพ 24 หน่วยงาน สร้างต้นแบบ AI ใช้งานจริง
(23 มกราคม 2569) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี  – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม Bootcamp: พัฒนาระบบสืบค้นด้วย LLM สัญชาติไทย ระหว่างวันที่ 23–25 มกราคม 2569 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรจาก 24 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยสำหรับงานสืบค้นเอกสารและองค์ความรู้ขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการ วช. ประธานในพิธีเปิดกิจกรรม กล่าวว่า วช. จัดทำฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมของประเทศ เพื่อประโยชน์ในการบูรณาการ บริหารจัดการ และวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรมในภาพรวมของประเทศ รวมถึงให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างทุกภาคส่วนในระบบวิจัย วช. จึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ภาษาไทย มาใช้ในการยกระดับระบบสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เนื่องจากภาษาไทยมีโครงสร้างและบริบทเฉพาะ การมีโมเดลภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ระบบ AI สามารถเข้าใจและประมวลผลข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ลึกซึ้ง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ด้าน ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า เนคเทคในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาฐานรากเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ มุ่งผลักดันการนำผลงานวิจัยด้าน AI ภาษาไทยสู่การใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ กิจกรรม Bootcamp ครั้งนี้เป็นการขยายผลจาก “โครงการพัฒนาระบบสืบค้นและถาม–ตอบ ข้อมูลสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยใช้โมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่” ซึ่งดำเนินการโดย เนคเทค สวทช. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน AI และ Big Data สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพสูงระหว่างหน่วยงานวิจัย นำไปสู่ระบบสืบค้นองค์ความรู้วิจัยที่ค้นง่าย หาเจอ และเพิ่มโอกาสในการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยของประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีหน่วยงานผ่านการคัดเลือกเข้าร่วม Bootcamp จำนวน 24 หน่วยงาน จำนวนกว่า 100 คน จากผู้สมัคร 31 หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กิจกรรม Bootcamp ดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จุดไฟนวัตกรรมวิจัยด้วย LLM สัญชาติไทย” มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ภาษาไทย เพื่อรองรับการใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านการบรรยายควบคู่กับการทำเวิร์กช็อปอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเตรียมและประมวลผลข้อมูลเอกสารภาษาไทย การทำ OCR และ Text Cleaning การสร้างระบบ RAG ขั้นพื้นฐานและขั้นสูง การประยุกต์ใช้เทคนิค Hybrid Search, Re-ranking และ Conversation Memory ไปจนถึงการออกแบบ AI Agents สำหรับงานเอกสารและ Workflow อัตโนมัติ โดยใช้แพลตฟอร์ม LLM สัญชาติไทย เป็นแกนหลักของการพัฒนา นอกจากนี้ ในวันสุดท้ายของกิจกรรมผู้เข้าร่วมจากทั้ง 24 หน่วยงานจะได้นำเสนอ Use Case และต้นแบบระบบสืบค้นที่พัฒนาจากข้อมูลจริงของแต่ละหน่วยงาน พร้อมรับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในองค์กรของตนเอง กิจกรรม Bootcamp ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง วช. เนคเทค สวทช. และ หน่วยงานพันธมิตรในการผลักดัน AI ภาษาไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์ความรู้ และขับเคลื่อนระบบวิจัยของประเทศ  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ผนึกกำลัง 4 พันธมิตร เปิดเวที “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” หนุนเยาวชนสายวิทย์ สู่ระบบนิเวศวิจัยจริง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยยั่งยืน
22 มกราคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) เปิดงานประชุมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิด “รวมพลังสิบ..บ่มเพาะเยาวชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยคณะผู้บริหารทั้ง 4 หน่วยงานร่วมพิธีเปิดกิจกรรม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. พร้อมด้วย นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเครือข่ายกว่า 500 คน จากโรงเรียนในโครงการทั่วประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานวิชาการ ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. กล่าวรายงานถึงความสำคัญของโครงการว่า โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา เป็นโครงการความร่วมมือตามกรอบข้อตกลงความร่วมมือของทั้ง 4 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีความสนใจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้วถึง 995 โรงเรียนทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนผ่านกระบวนการหลักสูตรและเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเหล่านี้ก้าวขึ้นเป็นฐานกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเปิดการประชุมวิชาการและมอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการ โดยกล่าวถึงบทบาทในความร่วมมือครั้งนี้ว่า สวทช. พร้อมทำหน้าที่เป็นขุมพลังหลักสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัยให้กับเยาวชนไทย การเปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรต้อนรับเครือข่ายพลังสิบในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมวิชาการ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยได้สัมผัสระบบนิเวศวิจัยจริง เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนความรู้ให้เป็นสมรรถนะที่จับต้องได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าพลังของเยาวชนกลุ่มนี้จะถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายโรงเรียนทั่วประเทศ และขยายผลเป็นกำลังคนคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของไทยได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์สวทช. ที่มุ่งเน้นการสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “ความหมายของ ‘พลังสิบ’ ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อโครงการ แต่คือ พลังทวีคูณ (Exponential) เราเริ่มจากโรงเรียน 10 แห่ง ขยายเป็น 100 แห่ง และมุ่งหวังให้เด็กเก่งหนึ่งคน ช่วยชวนเพื่อน ๆ อีกสิบคน ให้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะกลายเป็นพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขอฝากให้เยาวชนปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จาก AI เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนอย่างรู้เท่าทัน และสิ่งที่สำคัญ คือ การศึกษาวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงแก่นแท้ของพื้นฐานองค์ความรู้เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้จริง มากกว่าการยึดติดกับเกรดเฉลี่ยหรือการสอบแข่งขัน เพราะความเข้าใจพื้นฐานที่ลึกซึ้ง คือ กุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการทำงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย สำหรับการขับเคลื่อนคุณภาพวิชาการของโครงการฯ ได้รับการสนับสนุนหลักจากสองหน่วยงานสำคัญ โดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. มีบทบาทหลักในการจัดทำมาตรฐานและหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมถึงการวิจัยพัฒนาเครื่องมือคัดกรองอัจฉริยภาพของผู้เรียน และการสร้าง วิทยากรแกนนำ เพื่อยกระดับครูผู้สอนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ด้านโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เข้ามาเสริมทัพการจัดทำมาตรฐานและหลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีบทบาทพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายศักยภาพพร้อมทั้งร่วมสร้างวิทยากรแกนนำให้แก่โรงเรียนศูนย์ขยายผล เพื่อให้เป็นต้นแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการสอนที่ทันสมัยสู่โรงเรียนเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค ภายในงานได้มีการมอบโล่เกียรติคุณเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ 10 โรงเรียนแม่ข่าย ได้แก่ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย, โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ, โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน, โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช, โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย, โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม, โรงเรียนระยองวิทยาคม, โรงเรียนเบญจมราชูทิศ (นครศรีธรรมราช) และโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนทำให้โครงการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย กิจกรรมภายในงานตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2569 เต็มไปด้วยสาระความรู้ที่ออกแบบมาให้เข้ากับเยาวชนและคุณครูโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากเวทีการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมกว่า 80 ผลงาน ครอบคลุมทั้งโครงงานนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ โครงงานพัฒนาเพื่อชุมชน โครงงานการเรียนรู้ตามความสนใจ และโครงงานบูรณาการสหวิชา ควบคู่ไปกับการนำเสนอนวัตกรรมการสอนและงานวิจัยในชั้นเรียนของคุณครูในโครงการกว่า 50 ผลงาน พร้อมกิจกรรมบรรยายพิเศษเรื่องการถอดรหัสโครงงานสะเต็มศึกษาสำหรับครูโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เยาวชนยังได้รับประสบการณ์ตรงจากการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย สวทช. เช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ โรงงานผลิตพืช Plant Factory โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปโดยนักวิจัย สวทช. และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรม Physical AI ที่สอนแนวคิดปัญญาประดิษฐ์กับระบบอัตโนมัติ กิจกรรม Sci-Soap Creator การพัฒนานวัตกรรมสบู่สู่ธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปใช้ได้จริง อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนผ่านกิจกรรม Career Talk Series ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงของ 10 สายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบรรยายพิเศษหัวข้อ Inspire Science Mindset โดย อาจารย์อำพล ขวัญพัก ผู้สร้างสรรค์รายการ Genwit อัจฉริยะพันธุ์ใหม่ รวมถึงการบรรยายพิเศษในหัวข้อ AI x Humanity: Co-creating a Smarter Future ในรูปแบบออนไลน์ โดย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักเทคโนโลยีชาวไทยจาก MIT Media Lab ที่มาร่วมจุดประกายความคิดเรื่องอนาคตของมนุษย์และ AI งานประชุมวิชาการครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไร้รอยต่อ ระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัย เพื่อร่วมกันบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา “พลังสิบ” ให้เติบโตเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. เปิดสัมมนา “ถอดรหัสบัญชีนวัตกรรมไทย” ติวเข้มผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพิ่มโอกาสธุรกิจนวัตกรรม
วันที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม SD 601 ชั้น 6 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “ถอดรหัสบัญชีนวัตกรรมไทย” จัดโดย งานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม สวทช. เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน สิทธิประโยชน์ และการจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า บัญชีนวัตกรรมไทยเป็นมาตรการที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันงานวิจัย ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าแบบดั้งเดิม โดย สวทช. เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจนำผลงานขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย สามารถยื่นแบบคำขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยมายัง สวทช. โดย สวทช. จะตรวจสอบข้อมูลแบบคำขอ และเอกสารประกอบการพิจารณาให้มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งนี้ผลงานนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียน สวทช. จะต้องพิจารณาว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานของ สวทช. ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมากยังจัดทำแบบคำขอไม่ถูกต้อง รวมถึงไม่สามารถสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ส่งผลให้การตรวจสอบคุณสมบัติผลงานนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สวทช. จึงจัดสัมมนาในครั้งนี้ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสื่อสารเกี่ยวกับขั้นตอน หลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเทคนิคการจัดเตรียมข้อมูลและเขียนรายงานการวิจัยที่เพียงพอต่อการพิจารณาความเป็นนวัตกรรมไทย รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลงานที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมเอกสารประกอบหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้อย่าง ถูกต้องครบถ้วน และเข้าใจภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด นายกฤตภาส คงรัตน์ ผู้จัดการงานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สวทช. บรรยายในหัวข้อ "บัญชีนวัตกรรมไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทย พัฒนางานวิจัยสู่พาณิชย์” ว่า บัญชีนวัตกรรมไทยเป็นมาตรการสำคัญในการผลักดันงานวิจัยของคนไทยสู่เชิงพาณิชย์ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยหน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้าและบริการในบัญชีฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณ พร้อมให้สิทธิประโยชน์สูงสุด 8 ปี สำหรับนวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนต้องผ่านการวิจัยโดยคนไทย ได้มาตรฐาน ทดสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ดร.สมบูรณ์ โอตรวรรณะ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. บรรยายในหัวข้อ “เทคนิคการจัดเตรียมข้อมูลและเขียนรายงานการวิจัยที่เพียงพอต่อการพิจารณาความเป็นนวัตกรรมไทย” ได้แนะนำแนวทางจัดเตรียมเอกสารขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย โดยเน้นการจัดทำรายงานการวิจัยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณา ต้องชัดเจนตั้งแต่ปัญหา (Pain point) ในตลาด แนวคิดแก้ไข การพัฒนาและทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมย้ำว่า รายงาน R&D แตกต่างจากรายงานการทดสอบ โดยต้องเล่าให้ครบกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กรณีผลงานที่มีเพียงรายงานทดสอบ ไม่แตกต่างจากตลาด หรือไม่สร้างประโยชน์ชัดเจน อาจไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน นอกจากนี้ 3 หน่วยงานที่สำคัญ ร่วมแนะนำนวัตกรรมไทยให้บุกตลาดภาครัฐด้วยการยกระดับมาตรฐาน โดยเสวนาในหัวข้อ “คุณภาพและความปลอดภัยที่นวัตกรรมไทยต้องมี” ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คุณสุบงกช ทรัพย์แตง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์กรมวิทยาศาสตร์บริการ และ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช.  ซึ่งภาพรวมการเสวนาสรุปว่า การยกระดับสินค้าไทยให้ผ่านมาตรฐานและแข่งขันได้ โดยเฉพาะในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องเริ่มจากการคิดให้ครบ ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ อ้างอิงมาตรฐานตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเสี่ยงการไม่ผ่านการทดสอบ เพื่อประหยัดเวลาและต้นทุน โดยผู้ประกอบการควรเข้าใจประเภทสินค้าของตนให้ชัดเจนก่อนส่งทดสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มต้น เพราะสินค้าจำนวนมากไม่ผ่านการทดสอบครั้งแรกจากการออกแบบที่ไม่ยึดมาตรฐาน มีเครื่องมือสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ โรงงานนวัตกรรมอาหาร (FISP) ช่วยทดลองผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP เพื่อทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริงระบบ “วว. JUMP” ที่ช่วยให้เข้าถึงบริการทดสอบและสอบเทียบได้สะดวกและรวดเร็ว บทบาทของหน่วยงานที่มีความยืดหยุ่นในการช่วยกำหนดข้อกำหนดทางเทคนิคเฉพาะ สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีมาตรฐานสากล สุดท้ายผู้ผลิตต้องตระหนักว่า ผลการรับรองครอบคลุมเฉพาะตัวอย่างที่ส่งตรวจเท่านั้น ดังนั้นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสทางตลาดภาครัฐอย่างยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online เป็นจำนวนมาก โดยผลประเมิน ผู้เข้าร่วมงานเห็นว่าการสัมมนาครั้งนี้โดยเฉพาะด้านเนื้อหามีประโยชน์ รูปแบบการนำเสนอเข้าใจง่าย ช่วยเปิดมุมมองและเสริมความเข้าใจด้านบัญชีนวัตกรรมไทย ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานมีความรู้และความเข้าใจเพิ่มขึ้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างชัดเจนหลังการสัมมนา สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจต้องการรับชมการสัมมนาย้อนหลัง เพื่อเจาะลึกรายละเอียดและเตรียมความพร้อมสู่บัญชีนวัตกรรมไทย สามารถรับชมบันทึกเทปการสัมมนาได้ที่เว็บไซต์ : www.nstda.or.th/innovation  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 เพื่อรับคำปรึกษา แบบ One on One โดยทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร 📆 วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ⏰เวลา 09.00 – 17.00 น. ⏳(บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA ช่องทางการรับคำปรึกษา 💻 ระบบประชุมออนไลน์ 📧 อีเมล :  bd@foodinnopolis.or.th 📳 โทรศัพท์  : 09 4341 7111, 09 4340 4333, 09 4249 7333 📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก 📧 อีเมล : marut.jai@nstda.or.th
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
‘กุ้งชฎา’ โอกาสใหม่ของผู้เพาะเลี้ยงกุ้งไทย ผลิตส่งออกญี่ปุ่น–จีน
กุ้งชฎา คือ ชื่อที่คนไทยนิยมใช้เรียกกุ้งขนาดเล็ก ความยาวลำตัว 3–6 เซนติเมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับกุ้งก้ามกราม (giant river prawn) พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืดของประเทศไทย แต่ยังไม่มีการระบุชนิด กุ้งชฎามีลักษณะภายนอกและรสชาติใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense) ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศญี่ปุ่นและจีน [caption id="attachment_79450" align="aligncenter" width="450"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (oriental river prawn: Macrobrachium nipponense)[/caption]   [caption id="attachment_79449" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นทอด อาหารญี่ปุ่น[/caption] [caption id="attachment_79451" align="aligncenter" width="750"] กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นผัดซอสสไตล์เสฉวน อาหารจีน[/caption] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสัตว์น้ำทางเลือกให้แก่เกษตรกร โดยกุ้งชนิดนี้มีจุดแข็งคือใช้เวลาเพาะเลี้ยงสั้น ราคารับซื้อดี และมีตลาดพร้อมรองรับชัดเจน ทั้งนี้ในการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และบริษัทเอเชีย พราวด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด [caption id="attachment_79448" align="aligncenter" width="450"] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช.[/caption] ดร.สิรินาถ เตชา นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นและจีนเริ่มประสบปัญหาผลิตกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะพ่อแม่พันธุ์มีเลือดชิดหรือมีรหัสพันธุกรรมใกล้กันจนลูกกุ้งมีขนาดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลไทยจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลิตกุ้งชฎา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นในระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นและจีนที่มีความต้องการสูง และพร้อมรับซื้อกุ้งชฎาจากประเทศไทย จากนั้นเมื่อทีมวิจัยได้รับโจทย์ความต้องการจากภาคเอกชนไทยจึงได้เดินหน้าพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมทันที ดร.สิรินาถ อธิบายว่า แม้กุ้งชฎาจะเป็นกุ้งที่พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในประเทศไทย แต่ปริมาณที่มีตามธรรมชาตินั้นไม่เพียงพอต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มาพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งในห้องปฏิบัติการ พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต และพัฒนาสูตรอาหารในการเพาะเลี้ยง จนได้สูตรสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลูกกุ้งภายในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การเตรียมแม่พันธุ์ การอนุบาลลูกกุ้งแรกฟักจนเข้าสู่ระยะลูกกุ้งวัยอ่อน (postlarva: PL) หรือที่นิยมเรียกว่าลูกกุ้ง PL ซึ่งพร้อมนำไปเลี้ยงในบ่อดินจนเป็นตัวเต็มวัย “ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในช่วงขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตการวิจัยไปสู่เกษตรกรผู้ทำฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ การทำโรงเพาะฟัก การอนุบาลลูกกุ้ง และการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ เพื่อให้มีองค์ความรู้ที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตกุ้งในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ทีมวิจัยคาดว่าจะส่งมอบลูกกุ้งชฎาระยะ PL ให้เกษตรกรที่ร่วมทำวิจัยกระบวนการเพาะเลี้ยงในบ่อดินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569”   [caption id="attachment_79447" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] [caption id="attachment_79446" align="aligncenter" width="750"] กุ้งชฎา[/caption] ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ยังได้ร่วมกับภาคเอกชนเดินหน้าสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา และโอกาสในการก้าวสู่การเป็นกุ้งเศรษฐกิจไทยชนิดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา ดร.สิรินาถ เล่าทิ้งท้ายถึงการเดินหน้าให้ความรู้เกี่ยวกับกุ้งสายพันธุ์นี้ว่า ทีมวิจัยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง เพราะกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งพันธุ์นี้ใกล้เคียงกับกุ้งก้ามกราม ทำให้สามารถแบ่งบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่เดิมมาใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์นี้ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะเลี้ยงมาก “กุ้งชฎามีจุดแข็ง คือ เลี้ยงได้หนาแน่นกว่าและใช้ระยะในการเพาะเลี้ยงสั้นกว่ากุ้งก้ามกราม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 60– 90 วัน ขณะที่กุ้งก้ามกรามใช้เวลาเลี้ยงนาน 150–210 วัน ขณะที่ราคารับซื้อต่อกิโลกรัมของกุ้งทั้งสองชนิดนี้ใกล้เคียงกัน กุ้งชฎาจึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้หมุนเวียนเร็ว” การพัฒนากุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรมนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสากล สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณชลลดา รุ่งอิทธิวงศ์ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3393 หรืออีเมล chonlada.run@biotec.or.th [caption id="attachment_79445" align="aligncenter" width="750"] นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาในระดับอุตสาหกรรม[/caption] เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ คลิปสั้นโดย ภัทรา สัปปินันทน์, ปฏิวัติ อ่อนพุทธา ฝ่ายจัดการความรู้และสร้างความตระหนัก สวทช. และอัครวุฒิ ตู้วชิรกุล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. ภาพประกอบโดย ปฏิวัติ อ่อนพุทธา และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. โดยนาโนเทค จับมือพันธมิตร ปักธงขยายผล “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” ในภูเก็ต
21 มกราคม 2569 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขยายผล นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่การใช้ประโยชน์ ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/โรงพยาบาลในสังกัด 21 แห่ง ศูนย์การแพทย์ 4 แห่ง และโรงพยาบาล 4 แห่ง หวังคัดกรองประชาชนในพื้นที่ได้ทันท่วงที รับแนวคิดการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive care) เพื่อดูแลสุขภาวะของประชากรไทยอย่างยั่งยืน ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. กล่าวว่า โครงการ“การนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต” เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมและขยายผลการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต ที่ต่อยอดงานวิจัย 'AL-Strip' โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพและส่งเสริมให้ประชาชนสามารถตรวจคัดกรองโรคไตได้ด้วยตนเอง “จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ มีประชากรแฝงและแรงงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งโรคไต ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนสำคัญของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ดังนั้น เป้าหมายของกิจกรรมนี้คือการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต มาส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ผ่านการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ นาโนเทค สวทช. สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี, อบจ.ภูเก็ต ที่กำกับดูแล รพ.สต. ในพื้นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนการนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองไปใช้ใน รพ.สต. และหน่วยบริการในสังกัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองอย่างทั่วถึง ร่วมกับ สสจ. ภูเก็ตที่สนับสนุนด้านวิชาการและระบบบริการสาธารณสุขโดยรวม และสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ในการสนับสนุนชุดตรวจคัดกรองโรคไตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานตรวจคัดกรองฯ สำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต” ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. ชี้ นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์คนไทยที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในปัจจุบันมีจำนวนสูงมาก คาดว่ามีผู้ป่วยรวมทุกกลุ่มโรคประมาณ 20–30 ล้านคน โดยโรค NCDs ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทย ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตราว 400,000 คน หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ โรค NCDs ยังสามารถพัฒนาไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมากกว่า 8 ล้านคน และมีผู้ป่วยที่เข้าสู่การบำบัดทดแทนไตราว 150,000 ราย ซึ่งใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาลจากทั้ง 3 กองทุนหลักของประเทศรวมกันประมาณ 19,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบต่อระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง “สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคไตไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อสุขภาพร่างกาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ครอบครัว การงาน รายได้ และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้ขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่นำร่องในการรับมอบชุดตรวจคัดกรองโรคไต โดยจะดำเนินการจัดส่งชุดตรวจไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/โรงพยาบาลในสังกัด 21 แห่ง ศูนย์การแพทย์ 4 แห่ง และโรงพยาบาล 4 แห่ง เพื่อให้สามารถนำไปใช้คัดกรองประชาชนในพื้นที่ได้ทันที” นพ.ดุษฎี คงตระกูลทรัพย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ในจังหวัดภูเก็ต ปี 2568 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 4,076 ราย เมื่อจำแนกตามระยะ (Stage) พบว่า ผู้ป่วย Stage 1 จำนวน 490 ราย Stage 2 จำนวน 958 ราย Stage 3 จำนวน 1,895 ราย Stage 4 จำนวน 431 ราย และ Stage 5 จำนวน 302 ราย จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในโครงการ “คนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต” จังหวัดภูเก็ตคัดกรองได้ 45.26 % (เป้าหมาย 51,317 คน ผลงาน 23,227 คน) โดยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง เราได้ส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ รวมถึงเตรียมความพร้อมในด้านการรักษา "แม้ว่าจะมีการจัดระบบบริการรักษาไว้รองรับอย่างเพียงพอ ทั้งการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การให้บริการ CKD Clinic ซึ่งมีครอบคลุมเกือบทุกโรงพยาบาล การให้บริการ APD (ล้างไตช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ) CAPD (ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง) รวมถึงการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) แต่เราเชื่อว่า การป้องกัน ย่อมดีกว่าการรักษา นวัตกรรมชุดตรวจโรคไตนี้ สามารถคัดกรอง ค้นหากลุ่มเสี่ยงโรคไต และทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งตอบโจทย์ทางการแพทย์ได้ ในขณะเดียวกัน การป้องกันโรคไตเรื้อรังก็สามารถทำได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หันมาใส่ใจสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ" นพ.ดุษฎีกล่าว นพ.บัญชา ค้าของ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตเป็นหน่วยงานท้องถิ่นมีหน้าที่บริหารจัดการบริการสาธารณะ ที่เป็นปัญหาและความต้องการของประชาชนในจังหวัดภูเก็ตอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรับถ่ายโอน รพ.สต.ทั้งจังหวัด 21 แห่งมาแล้วนั้น ทำให้สมรรถนะการดูแลประชาชนด้านสุขภาพสามารถทำได้อย่างเข้มแข็ง และกระจายการดูแลได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น หลังการรับมอบชุดตรวจคัดกรองไตในครั้งนี้ จะดำเนินการจัดบริการคัดกรองผ่านสถานบริการ รพ.สต.ในสังกัดทั้งหมด 21 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ของ รพ.สต. เป็นกำลังสำคัญ "เราจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนอายุตั้งแต่ อายุ35 ปีเป็นต้นไป เข้ารับบริการตรวจคัดกรองภาวะไตเสื่อม โดยใช้ชุดตรวจจากปัสสาวะ ซึ่งใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ประชาชนชาวภูเก็ตสามารถขอรับบริการตรวจคัดกรองนี้ได้ทุก รพ.สต. ใกล้บ้าน ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าชุดตรวจจะหมด กิจกรรมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนนี้ ตอบภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตในการให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชน โดยเปิดกว้างให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพผ่านการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานวิชาการวิจัยที่เชี่ยวชาญ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตจะนำความใส่ใจผ่านอุปกรณ์และเครื่องมือทางเทคโนโลยี ไปให้ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้สูงสุด" ดร. เดือนเพ็ญ ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. ย้ำว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ และร่วมกันสร้างจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตเป็นประจำทุกปีอย่างเท่าเทียม และหากมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จะสามารถขยายผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการคัดกรองโรคไตในระยะเริ่มต้นด้วยตนเองได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ปลุก SME ไทยข้ามคลื่น AI ‘ชูกิจ’ ชี้จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก-แนะใช้ 3 เครื่องมือ ‘LANTA-OpenThaiGPT-กลไก ITAP’ อัปเกรดการผลิต-ลดต้นทุนจม
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเกียรติจากสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association: TMA) ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ "AI & The Next Decade - Closing the Gaps That Holding Back Thai SMEs" เพื่อถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ต่อภาคการผลิตและ SME ไทย สำหรับการยกระดับและโอกาสที่จำเป็นต้องเร่งพัฒนา ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมเปิดแผนยุทธศาสตร์ปิดจุดอ่อนผู้ประกอบการไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและกลไกสนับสนุนที่รัฐลงทุนเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว ซึ่ง SME ที่ปรับตัวใช้ AI จะมีการเติบโตเร็วกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากประเทศไทยไม่เร่งปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี เราอาจเสียโอกาสมหาศาล โดยปัจจุบันดัชนีความพร้อมด้าน AI (Government AI Readiness Index 2023) ของไทยอยู่อันดับที่ 37 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน ซึ่งยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Infrastructure) เมื่อเทียบกับประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์ หาก SME ไทย สามารถใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ในระดับก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพอย่างจริงจังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือวางแผนธุรกิจ จะช่วยลดช่องว่างและส่งผลสำคัญต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในยุคที่ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ AI คือเครื่องมือหนึ่งในความอยู่รอดในอนาคต ซึ่งจากกรณีศึกษาในภาคอุตสาหกรรมพบว่าการเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็น AI สามารถลดเวลาเครื่องจักรหยุดทำงานได้ 30-50% ตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้แม่นยำกว่า 99% และลดปริมาณสินค้าคงคลังจมทุนได้ถึง 20-30% ผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำว่า สวทช. พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรและฐานสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัด และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก พร้อมชู 3 เครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลเองที่รัฐเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (LANTA) รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้ SME สามารถเข้าถึงพลังการประมวลผลระดับโลกได้ OpenThaiGPT ซึ่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่พัฒนาเพื่อเข้าใจบริบทภาษาและวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนานวัตกรรม โดยภาครัฐจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของโครงการ โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุน SME ไปแล้วกว่า 19,000 ราย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์