หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
กมธ.อว. เยี่ยมชม สวทช. ชูวิทยาศาสตร์ตอบโจทย์ประเทศ พร้อมเสนอแนวทางต่อยอดงานวิจัยสู่ปากท้องและเศรษฐกิจไทย
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ นายวรวงศ์ วรปัญญา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่สาม นายสัญญา นิลสุพรรณ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานและผู้ชำนาญการ เข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของ สวทช. พร้อมหารือแนวทางผลักดันงานวิจัยให้สามารถนำไปแก้ปัญหาปากท้องและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค ดร.นุวงศ์ ชลคุป รองผู้อำนวยการเอ็นเทค ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค ดร.ศุภวงศ์ วิชพันธุ์ รองผู้อำนวยการนาโนเทค และดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติของ สวทช. ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานและผลงานวิจัยสำคัญดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอดกว่า 35 ปี สวทช. มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์วิจัยหลักของประเทศ ปัจจุบันมีนักวิจัยและบุคลากรกว่า 3,000 คน พร้อมห้องปฏิบัติการ 165 ห้อง ที่พร้อมนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สวทช. มุ่งสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างผลกระทบต่อประเทศอย่างชัดเจน โดยรับโจทย์ตรงจากภาคอุตสาหกรรมและประชาชน ผ่านกลยุทธ์การมุ่งเป้าเทคโนโลยี แบ่งกลุ่มงานวิจัยเป็น Battle ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมส่งมอบสู่การใช้งานจริง และ Pre-Battle หรือเทคโนโลยีที่เตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตั้งแต่ระดับเศรษฐกิจฐานรากไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ดร.จุฬารัตน์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ซึ่งต่อยอดมาจากครั้งที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำผู้บริหาร 6 กระทรวงหลักเข้าเยี่ยมชม สวทช. เพื่อนำนวัตกรรมไปตอบสนองความต้องการของแต่ละหน่วยงานเพื่อบริการประชาชน โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นำแพลตฟอร์ม KidDiary และระบบ Thai School Lunch ไปดูแลสุขภาพและโภชนาการอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน การร่วมกับกระทรวงแรงงานพัฒนาหลักสูตรยกระดับทักษะ (Up-skill) ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว การร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดึงผลงานวิจัยทางการแพทย์เข้าสู่สิทธิประโยชน์การรักษา การจับมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมพันธุ์ข้าวสุวรรณภูมิที่ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหอมมะลิถึง 1.5 เท่า รวมถึงร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำแพลตฟอร์มนิรันดร์ไปดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างครบวงจรความสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาตอบโจทย์ประเทศ เห็นได้ชัดจากการนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนในสเกลระดับประเทศ ยกตัวอย่าง Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการร้องเรียนของประชาชน โดยระบบจะคัดกรองและส่งเรื่องตรงถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบให้แก้ไขได้ทันที ซึ่งกรุงเทพมหานครนำไปใช้แก้ปัญหาแล้วถึง 1.3 ล้านเรื่อง และขยายผลครอบคลุม 37 จังหวัด หรือ การแก้ปัญหาความสูญเปล่าทางอาหารผ่านโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมอาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยจากห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือร้านอาหาร มาคัดแยกและแจกจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน และเด็กด้อยโอกาสในมิติของการบริหารจัดการข้อมูลระดับประเทศ สวทช. พัฒนา TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์เชิงลึกว่ากลุ่มเปราะบางกำลังเผชิญปัญหาในมิติใดและอาศัยอยู่ที่จุดใดของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ควบคู่ไปกับการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีด้วย Pathumma LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติไทย ออกแบบมาเพื่อให้เข้าใจภาษา ข้อมูล วัฒนธรรม และบริบทของประเทศไทย ทั้งยังรองรับการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ เสียง และภาพ นอกจากนี้ สวทช. ยังมีนวัตกรรมด้านสุขภาพ เช่น ชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไต ที่ช่วยให้ประชาชนรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และมีโอกาสเข้าสู่การดูแลรักษาได้เร็วขึ้น ด้านนางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงจำนวนงานวิจัยบนหน้ากระดาษ แต่คืองานวิจัยที่สามารถลงไปช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมได้จริง ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ยกตัวอย่างปัญหาปากท้องใกล้ตัวว่า เมื่อชุมชนมีผลผลิตทางการเกษตรออกมาล้นตลาด คือโจทย์ท้าทายว่านักวิทยาศาสตร์จะนำองค์ความรู้ไปช่วยชาวบ้านแปรรูปและสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มรายได้ได้อย่างไร พร้อมย้ำว่าระบบวิทยาศาสตร์ต้องสามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงนอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการฯ และคณะยังได้สะท้อนโจทย์จริงจากพื้นที่ ปัญหาจริงจากประชาชน เพื่อให้ สวทช. ในฐานะคลังสมองของชาติ นำไปขับเคลื่อนและขยายผล โดยที่ประชุมได้ชื่นชมศักยภาพของ สวทช. ในการพัฒนางานวิจัยขั้นสูง พร้อมเสนอแนะให้ สวทช. เร่งผลักดันนวัตกรรมลงสู่ระดับภูมิภาคให้มากขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมชุมชน ภาคการเกษตรและประมง สุขภาพ อาหารปลอดภัย ตลอดจนการใช้ AI เพื่อการศึกษาและบริการสาธารณะคณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างเทคโนโลยีใหม่ คือการผลักดันให้ผลงานวิจัยถูกสื่อสาร เข้าถึง และนำไปใช้แก้ปัญหาของประชาชนในวงกว้างได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) สู่ภาคเอกชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลงานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่ต้นแบบ แต่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ สวทช. ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็งและไร้รอยต่อ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน และฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถเดินทางจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในระดับนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนในพื้นที่ในช่วงท้ายของกิจกรรม คณะกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (FoodSERP) เทคโนโลยีพลังงานเพื่อความยั่งยืน แพลตฟอร์มนวัตกรรมเพื่อยกระดับสารสกัดสมุนไพรไทยมูลค่าสูงสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอางระดับโลก (PhytoEX) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center-ThaiSC) และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)อย่างไรก็ดี ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการศึกษาดูงานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสนับสนุนให้การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่ สวทช. ยืนยันความพร้อมที่จะสานต่อทุกโจทย์ความท้าทาย เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของคนไทยอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช.- BOI กางแผนสิทธิประโยชน์ ดันโรงงานไทยสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ขนมาตรการรัฐและสิทธิประโยชน์ทางภาษี-การลงทุน หนุนผู้ประกอบการแบบจัดเต็ม
(10 กรกฎาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จัดงานสัมมนา “สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่านมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ ภายในงานมีการบรรยาย หัวข้อ “มาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ”  และการบรรยาย หัวข้อ “Industrial Transformation: พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยด้วย Industry 4.0 และสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน” แก่ผู้บริหารหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวว่า “ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในเวทีโลก ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนทางเศรษฐกิจ การนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดและปัจจัยสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนร่วมกับ BOI โดยใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง Thailand i4.0 Index ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับการประเมินแล้วมากกว่า 2,200 กิจการ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. เพื่อการยกระดับสู่ Industry 4.0 มากกว่า 500 กิจการ ความร่วมมือที่แข็งแกร่งนี้ ผลักดันให้เกิดแผนมูลค่าการลงทุนจริงรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีความเชื่อมั่นและตื่นตัวอย่างมาก การจัดงานในวันนี้ จะเป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.พนิตา กล่าวนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการผลิตว่า “ในเวทีโลกปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพาแรงงานและเครื่องจักรแบบเดิมจะแข่งขันได้ยากขึ้น จากความท้าทายรอบด้านทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น แรงกดดันจากคู่แข่งในภูมิภาค การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความผันผวนจากปัจจัยภายนอก การเร่งยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติและนวัตกรรม จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอดในเวทีการแข่งขันโลก”“ที่ผ่านมา มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของ BOI ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564 - พ.ค. 2569) มีคำขอรับการส่งเสริมรวมแล้วถึง 2,062 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 206,054 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนชัดถึงความตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งพลิกโฉมการผลิตด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 คณะอนุกรรมการภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมอีก 17 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,033 ล้านบาท เพื่อหนุนนิติบุคคลไทยปรับตัวสู่ Smart Factory ใช้ AI และ Data Analytics ซึ่งความร่วมมือบูรณาการกับ สวทช. ในครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรม Investor Clinic จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูงที่โลกยอมรับอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าวทั้งนี้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) เป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระต้นทุนด้วยสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามสัดส่วนเงินลงทุน ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาดตั้งแต่ SMEs จนถึงรายใหญ่ โดยการสนับสนุนครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ, การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวอย่างไรก็ดีการบูรณาการระหว่าง BOI และ สวทช. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความพร้อม วางแผนลงทุน คัดเลือกเทคโนโลยี และใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานของ Ecosystem อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน BOI พร้อมจับมือ สวทช. สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ องค์ความรู้ และนวัตกรรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนสู่ Smart Industry 4.0 ได้อย่างมั่นใจด้านนายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตน้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชกุ๊ก ถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “เปลี่ยนเกมธุรกิจด้วย BOI ประสบการณ์จริงจากผู้ได้ประโยชน์มาตรการ Industry 4.0” ได้เผยถึงแนวทางขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จด้วยการประยุกต์ใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) จากฺ BOI  โดยเน้นย้ำว่า "บุคลากร" คือฟันเฟืองสำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กร คือการสำรวจประเภทธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อศึกษามาตรการส่งเสริมที่สอดคล้องกับกิจการ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินความพร้อมผ่านระบบ “Thailand i4.0 Index” ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินระดับความพร้อมในการก้าวสู่ยุค Industry 4.0 ได้ด้วยตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เมื่อทราบระดับความพร้อมขององค์กรแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับกำไรและศักยภาพ เพื่อให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI ได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องมุ่งเน้นการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (Smart & Sustainable Industry) โดยผู้บริหารต้องลงมาเป็นผู้นำ และผลักดันให้ทุกหน่วยงานในองค์กรมีส่วนร่วม เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart & Sustainable Development อย่างแท้จริง  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ “หมวกกันน็อกไทย ปลอดภัย แข่งขันได้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน”
🏍️🪖 ร่วมกำหนดเกณฑ์ “ระดับดาวความปลอดภัย” ของหมวกกันน็อกไทย เพราะ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” เริ่มต้นได้จากการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและข้อมูลที่เชื่อถือได้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม เวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการกำหนดเกณฑ์ “ระดับดาวความปลอดภัย” ของหมวกกันน็อกที่จำหน่ายในประเทศไทย . เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริโภค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อพัฒนาระบบประเมินความปลอดภัยของหมวกกันน็อกไทยให้มีความโปร่งใส เชื่อถือได้ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ------------------------ 🔎 ภายในงานพบกับ ✅ แนวทางการพัฒนาเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของหมวกกันน็อก ✅ ผลการประเมินและผลกระทบจากการพัฒนาฉลากความปลอดภัย ✅ การนำเสนอแนวทางการจัดลำดับคุณภาพ (ดาว) ✅ ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ขับขี่ไทย ------------------------ 📅 วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น. 📍 ห้อง CC405 ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน “หมวกกันน็อกไทย ปลอดภัย แข่งขันได้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน” 📌 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย) สแกน QR Code บนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. ร่วมเวทีเสวนาผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย
วันที่ 9 ก.ค. 2569 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ : บริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด และบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้าธุรกิจระดับนานาชาติ ภายใต้การดำเนินงานของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ผสานพลังรัฐ-เอกชน ปลดล็อกศักยภาพขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทย” โดยมี ดร.พสุ สิริสาลี ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายคุณภาพและปฏิบัติการที่ โรงพยาบาลพระรามเก้า และ ดร.ปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม กำกับดูแลฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นและฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม (NIA) ร่วมเสวนา ดร.พสุ สิริสาลี ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ความล้มเหลวในการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไทยไปสู่เชิงพาณิชย์เกิดจากอุปสรรคสำคัญ 2 ด่านหลัก (Double Challenges) โดยด่านแรกคือ "พาร์ทเวย์การขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย" ซึ่งพบว่านักวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ส่งผลให้เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นแล้วไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ และต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการวิจัยใหม่ ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากร ขณะที่ด่านที่สองคือ "ความเชื่อมั่นและการยอมรับจากตลาด" ซึ่งเป็นความท้าทายที่น่ากังวล เนื่องจากมีนวัตกรรมหลายชิ้นที่สามารถฝ่าด่านแรกจนผ่านการอนุมัติจาก อย. ได้สำเร็จ แต่กลับไม่สามารถสร้างยอดขายได้จริง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลัก ยังขาดความเชื่อมั่นในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีโอกาสสูงเนื่องจากมีระบบบริการทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมระดับสากล มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนทีมนักวิจัยและวิศวกรที่มีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนยังทำงานแยกส่วนกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้าง "สะพานเชื่อมโยง" หรือการบูรณาการระบบนิเวศนวัตกรรมร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้กลุ่มผู้พัฒนาและกลุ่มผู้ใช้งานได้ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง “หากประเทศไทยสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ได้ จะเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการสร้างรายได้จากการบริการทางการแพทย์ (Medical Services) แต่ต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลไปกับการนำเข้ายาและอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ ไปสู่การเป็น "อุตสาหกรรมทางการแพทย์" (Medical Industry) ที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศให้ครอบคลุมทั้งระบบการผลิต การค้า และการบริการอย่างยั่งยืน” ดร.พสุ กล่าว ทั้งนี้สำหรับการจัดงานเสวนาครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ไปใช้ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และต่อยอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับยา เภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ครั้งที่ 75 สหสาขาวิชา (Interdisciplinary Sciences) ณ เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
เนื่องในวโรกาส สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ครั้งที่ 75 สหสาขาวิชา (Interdisciplinary Sciences) ณ เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ จำนวน 6 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทและร่วมงานประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า การประชุมอันทรงเกียรติระดับโลกนี้มีกำหนดจัดขึ้นทุกปี ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากทั่วโลก สำหรับการประชุมในปีนี้ ซึ่งเน้นหนักในสหสาขาวิชา (Interdisciplinary Sciences) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประชาสัมพันธ์ สอบสัมภาษณ์กลั่นกรอง และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่มีศักยภาพ มีความพร้อมทั้งทางด้านความรู้ ทักษะที่จำเป็นต่างๆ และทัศนคติที่เหมาะสมในการเป็นผู้แทนประเทศไทย จำนวน 6 คน ให้ไปเข้าร่วมการประชุมฯ อันเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนแนวคิด และรับแรงบันดาลใจจากบุคคลสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม เป็นผู้บรรยายในเนื้อหาที่น่าสนใจ ผู้แทนประเทศไทยทั้ง 6 คน นี้ปัจจุบันเป็น นักศึกษาปริญญาเอก 1 คน นักวิจัยหลังปริญญาเอก 2 คน และอาจารย์มหาวิทยาลัย 3 คน ประกอบด้วย: 1. นายพชร บุญรัตน์ 2. ดร.พุทธิพงศ์ พนานุสรณ์ 3. ดร.อภิญญา งอยผาลา 4. ดร.อภิษฎา จุลกะทัพพะ 5. ดร.ทินพงศ์ วงค์ภักดี และ 6. ดร.ณัฐพงศ์ จันทร์ทิพย์มณี โอกาสนี้ ดร.อภิษฎา จุลกะทัพพะ ตัวแทนผู้แทนประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยด้วยพระองค์เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ทั้ง 6 คนได้รับโอกาสอันทรงคุณค่าในการเข้าร่วมเวทีวิชาการระดับนานาชาติ ได้พบปะผู้ได้รับรางวัลโนเบลและผู้ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์ระดับโลก ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากกว่า 100 ประเทศ รวมกว่า 600 คน ซึ่งนับเป็นประสบการณ์สำคัญและหาได้ยากยิ่งในชีวิตการทำงานด้านวิจัย ดร.อภิษฎา ซึ่งดำเนินงานวิจัยด้านการพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ยังได้กล่าวว่าพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของพระองค์ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และตั้งปณิธานว่าจะนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ กลับมาสร้างคุณประโยชน์และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
NECTEC หารือความร่วมมือกับ OGP สิงคโปร์ และ BDI แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับภาครัฐ
NECTEC หารือความร่วมมือกับ OGP สิงคโปร์ และ BDI แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับภาครัฐ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.มารุต บูรณรัช นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ (DSARG) พร้อมคณะ ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ Ms. Cheryl Lee ตำแหน่ง International Tech Strategy และคณะผู้แทนจากหน่วยงาน Open Government Products (OGP) ประเทศสิงคโปร์ และผู้แทนจากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ณ ห้องปทุมมา อาคารศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยหน่วยงาน Open Government Products (OGP) ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 เป็นหน่วยงานอิสระภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ ของสิงคโปร์ การหารือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความท้าทายในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับภาครัฐ ประเด็นหารือที่สำคัญ ได้แก่ แนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Data Catalog) โดยใช้ระบบจัดการข้อมูล CKAN แนวทางการบริหารองค์กรเทคโนโลยีภาครัฐแบบ Agile และกระบวนการจัดงาน Hackathon เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมภาครัฐ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาครัฐระดับภูมิภาค รวมถึงการหารือสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยทุกหน่วยงานเห็นว่าควรมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันในลักษณะทีละขั้นตอน โดยเน้นไปที่การแบ่งปันเครื่องมือและองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน NECTEC Partners with Singapore’s OGP and BDI to Exchange Insights on Government Application On July 3, 2026, Dr. Marut Buranarach, Senior Researcher and representative of the AI-driven Strategic Analytics Research Team from the Data Science and Analytics Research Group (DSARG), and his team welcomed and held a discussion with Ms. Cheryl Lee, International Tech Strategy, the delegation from Open Government Products (OGP), Singapore, and representatives from the Big Data Institute (Public Organization) or BDI. The meeting took place at the Pathumma Room, National Electronics and Computer Technology Center (NECTEC) building. Open Government Products (OGP) was established in 2019 as an independent organization under Singapore's Ministry of Digital Development and Information. The objective of this discussion was to exchange knowledge and address challenges regarding the development of digital applications for the public sector. Key topics included approaches to developing a government data catalog platform using the CKAN data management system, agile management practices for government technology organizations, and the organization of hackathons to drive innovation. The participants also discussed fostering regional collaboration in the adoption of Artificial Intelligence (AI) within the public sector, as well as strengthening partnerships among organizations. The meeting reached a consensus to build relationships and exchange insights through a step-by-step approach, focusing on sharing tools and expertise for mutual benefit within the ASEAN region.
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรมเชิงปฏิบัติการ The Essentials for Food Entrepreneurs Brand • Business Strategy • Financial Basics สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น วางกลยุทธ์สู่การเติบโต เข้าใจการเงินเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน
  🚀 สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหารขอเชิญเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ The Essentials for Food Entrepreneurs Brand • Business Strategy • Financial Basics สร้างแบรนด์ให้โดดเด่น วางกลยุทธ์สู่การเติบโต เข้าใจการเงินเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน 📌 หลักสูตรเข้มข้น 4 วัน สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจอาหาร ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การมองหาโอกาสใหม่ สร้างแบรนด์ วางกลยุทธ์ธุรกิจ ไปจนถึงการบริหารการเงินอย่างมืออาชีพ ✨ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ 🔹 Day 1–2 | Brand & Business ✅ Food Innovation Overview: นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ✅ Future Food Business Trends: เทรนด์ธุรกิจอาหารที่ต้องรู้ ✅ Attitude Trend: ค้นหากลุ่มเป้าหมายและเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก ✅ Brand Strategy: สร้างแบรนด์ให้แตกต่างและเติบโตอย่างยั่งยืน   🔹 Day 3–4 | Financial Basics (Board Game Workshop) 🎲 เรียนการเงินผ่านบอร์ดเกม สนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ✅ มองภาพรวมธุรกิจและวางแผนการเติบโตระยะยาว ✅ อ่านและใช้งบการเงินเพื่อบริหารธุรกิจ ✅ บริหารการเงินเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ   👨‍🏫 พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ • คุณจุลเกียรติ สินชัยชูเกียรติ – Founder & CEO of Baramizi Group • คุณปรมา ทิพย์ธนทรัพย์ – Director of Baramizi Lab • คุณธงชัย จิรัฐิติพันธุ์และทีมวิทยากร - H Academy • คุณสุธีรา อาจเจริญ – ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร   📅 วันที่ 4–7 สิงหาคม 2569 📍 โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร   🔥 ค่าลงทะเบียน โปรโมชันพิเศษ! เรียนครบทั้ง 4 วัน เพียง 4,500 บาท หรือเลือกเรียนเฉพาะหัวข้อได้ 📌 Day 1–2 | Brand & Business ราคา 3,000 บาท 📌 Day 3–4 | Financial Basics (Board Game Workshop) ราคา 3,000 บาท 🔗 ⚡สมัครด่วน: https://forms.gle/TcvJzRaWEyHUH6cE7 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: FoodInnopolis หรือโทร คุณโชติกา 0619592498 และ คุณกวิสรา 0988426289
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม
 
กระทรวง อว. โดย สวทช.-นาโนเทค หารือ SKKU-SAINT เดินหน้ายกระดับความร่วมมือวิจัยโฟโตนิกส์ ไทย–สาธารณรัฐเกาหลี
กระทรวง อว. โดย สวทช.-นาโนเทค หารือ SKKU-SAINT เดินหน้ายกระดับความร่วมมือวิจัย โฟโตนิกส์ ไทย–สาธารณรัฐเกาหลี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล กรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ นำคณะผู้แทนจาก SKKU Advanced Institute of Nanotechnology (SKKU-SAINT) มหาวิทยาลัยซองคยุนกวาน (Sungkyunkwan University: SKKU) สาธารณรัฐเกาหลี นำโดย ศาสตราจารย์จีบอม ยู อธิการบดีมหาวิทยาลัยซองคยุนกวาน เข้าเยี่ยมคารวะ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี มุ่งเป้า Technology Localization และพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ในการหารือ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย (Technology Localization) โดยส่งเสริมการต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายความร่วมมือจากสถาบันวิจัยไปสู่มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและศักยภาพสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผลักดันความร่วมมือวิจัย ‘โฟโตนิกส์’ เทคโนโลยีฐานรากยุคใหม่ หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ การผลักดันความร่วมมือด้านการวิจัย โฟโตนิกส์ (Photonics Research) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากแสงในการรับส่งข้อมูล การตรวจวัด และการประมวลผลผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยถือเป็นเทคโนโลยีฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ การแพทย์แม่นยำ เซนเซอร์อัจฉริยะ ระบบควอนตัม และการผลิตขั้นสูง SKKU-SAINT ถือเป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยชั้นนำด้าน นาโนเทคโนโลยี และ โฟโตนิกส์ ของสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีจุดแข็งสำคัญจากการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบัน เพื่อสนับสนุนการวิจัยพื้นฐานด้านเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงอุตสาหกรรม ส่งเสริมการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน รวมถึงพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โมเดลความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ SKKU-SAINT สามารถดำเนินงานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพด้านการวิจัย โฟโตนิกส์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวัสดุนาโน อุปกรณ์โฟโตนิกส์ เซนเซอร์อัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้ในภาคการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือกับ SKKU-SAINT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม จะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมของไทย ผ่านการดำเนินโครงการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษา การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือวิจัยร่วมกัน ความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. โดย สวทช.-นาโนเทค และ SKKU-SAINT ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
หลักสูตร AI for Smart Railway Transformation
📢 ปลดล็อกศักยภาพ AI เพื่อยกระดับระบบรางสู่การเป็น Smart Railway‼️ ✨หลักสูตร AI for Smart Railway Transformation✨ 📌 Key Highlights: :-      ✅ เปิดมุมมองสู่ Smart Railway และ AI Technology ที่กำลังขับเคลื่อนระบบรางทั่วโลก พร้อมเรียนรู้แนวทางกลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรระบบรางไทย       ✅ เข้าใจ AI  Machine Learning และ Data Analytics พร้อมแนวทางในการใช้ข้อมูลในระบบรางเพื่อพัฒนา AI Solutions ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการตัดสินใจ       ✅ เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับ Reliability Availability Maintainability และ Safety (RAMS)       ✅ รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) สำหรับระบบรางยุคดิจิทัล       ✅ ต่อยอดแนวคิดสู่การปฏิบัติ ผ่าน Workshop และกรณีศึกษาจริง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม 📅 วันที่ 3 - 4 กันยายน 2569 🕙 เวลา 09.00 - 16.00 น. 📍ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ 🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.career4future.com/rai Call Center: 0 2644 8150 ต่อ 81894 และ 08 5324 2684 (นพมล) E-mail: npd@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
“ยศชนัน” นำทัพ อว. ผนึกกลาโหม-อุตสาหกรรม ลงนาม MOU บนเวที “THAIDEF-EX 2026” ปลดล็อกงานวิจัย-นวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริง เสริมการจ้างงาน ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ “THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026)” ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ประกอบการเครือข่ายอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) ภายในงานมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ระหว่าง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวง อว. และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน สำหรับผู้ลงนามประกอบด้วย พลเอกธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลงานเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ทั้งในเชิงทหารและการใช้งานสองทาง (Dual-use) ที่นำไปสู่การผลิตและใช้จริงเพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในเชิงสาธารณประโยชน์และเชิงพาณิชย์ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชน ลดการนำเข้า และส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยบูรณาการการถ่ายทอดความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันในระบบนิเวศนวัตกรรมของทั้ง 3 กระทรวง เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว โอกาสนี้ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และทีมวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ รวมถึงกลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง เอ็มเทค สวทช. ได้ร่วมแสดงผลงาน "วัสดุขั้นสูงสำหรับงานป้องกันและการใช้งานสองทาง" เช่น วัสดุและอุปกรณ์ป้องกันกระสุน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวัสดุและการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยุทโธปกรณ์ ผลงานเหล่านี้สามารถสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานคุ้มครองกำลังพล ยานพาหนะ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยต่อยอดองค์ความรู้สู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งภาคพลเรือนและความมั่นคง (Dual-Use Technology) พิธีลงนามความร่วมมือและจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศอย่างเป็นระบบ โดย สวทช. ในฐานะองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมจัดกิจกรรมในงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ณ ม.ทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ชวนเยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Hands-on
สวทช. โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ ร่วมจัดกิจกรรมในงาน "คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช." ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง มุ่งเน้นสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และปลูกฝังแนวคิด "วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก" ให้แก่เยาวชน ผ่านกิจกรรม Hands-on ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งช่วยให้เข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง พร้อมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดและการเรียนรู้ไปพร้อมกันภายในงานจัดเต็มด้วย นิทรรศการวิทยาศาสตร์ ที่ทั้งสนุกและสร้างแรงบันดาลใจ Science Show สุดตื่นตาตื่นใจ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอีกมากมายขอเชิญนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมเปิดโลกการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ได้ตั้งแต่ วันนี้ – 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30–15.30 น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อบรม Smart Visualize Communication with Infographic & AI : สร้างงานสื่อสารอย่างมืออาชีพด้วย Infographic และ AI รุ่นที่ 4
🎯สวทช. ขอเชิญเข้าร่วมฝึกอบรม 🚀หลักสูตร Smart Visualize Communication with Infographic & AI : สร้างงานสื่อสารอย่างมืออาชีพด้วย Infographic และ AI รุ่นที่ 4 . 📅ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) หรือเทียบเท่า 📲ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.career4future.com/sinfoai ลงทะเบียนสำรองที่นั่งก่อนเต็ม!!! สามารถชำระค่าลงทะเบียนได้ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 . 🔑 Key Highlight 💡 เน้นปฏิบัติจริง (Hands-on Practice): เรียนรู้ตั้งแต่หลักการสื่อสารด้วยภาพ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้าง Infographic ที่มีคุณภาพและส่งผลต่อการตัดสินใจ 💡 ผสานเทคโนโลยี AI : เป็นหลักสูตรที่บูรณาการการใช้เครื่องมือ AI (เช่น ChatGPT, Midjourney, Canva Magic Studio,NotebookLM,Gemini,AI Google Studio เป็นต้น) เข้ามาช่วยในการระดมความคิด, สร้างเนื้อหา, ออกแบบภาพ, และปรับปรุงงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 💡 ครบเครื่องเรื่องการสื่อสาร: ครอบคลุมทั้งทฤษฎีการออกแบบ, จิตวิทยาการสื่อสารด้วยภาพ, การเล่าเรื่องด้วยข้อมูล (Data Storytelling), และการใช้เครื่องมือจริง 💡 ประหยัดเวลาและทรัพยากร: ผู้เรียนสามารถลดเวลาในการสร้างสรรค์งานสื่อสารที่ซับซ้อน ให้ได้ผลลัพธ์ระดับมืออาชีพโดยไม่ต้องเป็นนักออกแบบกราฟิกมืออาชีพ . 🔥 โปรโมชั่นสุดพิเศษ!!! มาเป็นคู่ ถูกกว่า! ลดทันที 10% สำหรับการสมัคร 2 ท่านขึ้นไปจากหน่วยงานเดียวกัน ค่าลงทะเบียน: เพียง 9,900 บาท เท่านั้น! (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว 7%) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ 9,252.34 บาท ***ราคานี้รวมอาหารว่าง และ อาหารกลางวัน*** . หน่วยงานภาคเอกชน ท่านละ 9,900 บาท จำนวน 2 ท่าน ลด 10% รวมจำนวน 17,820.00 บาท ( 2 ท่าน) หน่วยงานภาครัฐ ท่านละ 9,252.34 บาท จำนวน 2 ท่าน ลด 10% รวมจำนวน 16,654.21 บาท ( 2 ท่าน) กรณีออกใบเสร็จแยก ท่านละ 8,327.11 บาท . 📲สอบถามเพิ่มเติม : คุณใหม่ โทร. 085-289-2669 | LINE ID: maiys19 แล้วพบกันนะคะ🙏🥰
ข่าว
 
ปฏิทินกิจกรรม